ได้มรรคผลง่ายใกล้ตาย

ในห้อง 'อภิญญา - สมาธิ' ตั้งกระทู้โดย HONGTAY, 26 ตุลาคม 2010.

  1. HONGTAY

    HONGTAY ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    27 กุมภาพันธ์ 2007
    โพสต์:
    36,547
    กระทู้เรื่องเด่น:
    152
    ค่าพลัง:
    +147,907
    ถาม
    คุณดังตฤณเคยกล่าวไว้ในคอลัมน์เตรียมเสบียงไว้เลี้ยงตัว
    ว่าขณะตายเป็นจังหวะที่มีโอกาสดียิ่งในการบรรลุมรรคผล
    แม้ผู้บำเพ็ญเพียรวิปัสสนามาเพียงเล็กน้อยก็มีสิทธิ์เข้าถึงกันได้
    อยากทราบว่าตรงนี้มีตัวอย่างยืนยันจากในคัมภีร์หรือไม่?


    ตอบ
    ในคัมภีร์มีอยู่หลายแห่งครับ ขอยกเฉพาะธนัญชานิสูตร
    ซึ่งเป็นบันทึกเกี่ยวกับพราหมณ์ชื่อธนัญชานิมาเป็นแหล่งอ้างอิง
    เพราะเห็นว่าครอบคลุมประเด็นน่าสนใจเกี่ยวกับการส่งคนตายไว้หลายข้อ


    ต้องเล่าเป็นการปูพื้น ว่าพระพุทธเจ้ามี ‘มือขวา’
    ซึ่งเป็นเลิศทางปัญญาอยู่ท่านหนึ่ง นามว่า ‘สารีบุตร’
    สำหรับพระสารีบุตรนี้ว่ากันว่า ท่านฉลาดจำแนกธรรมอย่างที่สุด
    จะเป็นรองก็แต่พระพุทธเจ้า ช่วยให้คนสำเร็จฌาน สำเร็จมรรคผลมานักต่อนัก
    เพียงด้วยลีลาเทศนาธรรมอันกระจ่างชัดเฉียบแหลม


    ผลงานชิ้นหนึ่งของพระสารีบุตรคือ กลับใจคนเห็นผิดอย่างธนัญชานิ
    ให้กลายเป็นคนเห็นถูกเห็นชอบ คือปรับเปลี่ยนพฤติกรรม
    จากเดิมที่ไม่ประกอบด้วยความเข้าใจอันถูกต้อง
    เป็นพฤติกรรมที่ประกอบด้วยความเข้าใจอันถูกต้องได้


    เมื่อยอมรับเป็นครูเป็นศิษย์กันเรียบร้อย
    ในกาลต่อมาธนัญชานิล้มป่วยลง และเห็นท่าว่าตนจะไปไม่รอดแน่
    จึงส่งคนไปนิมนต์พระสารีบุตรผู้เป็นพระอาจารย์มาดูใจตน
    ซึ่งการนี้พระพุทธเจ้าก็ทรงรับทราบ
    เนื่องจากธนัญชานิสั่งคนให้ทูลแจ้งข่าวอาการตรีทูตของตนแก่พระองค์ด้วย


    พอพระสารีบุตรรับนิมนต์ เดินเท้าไปถึงบ้านคนป่วย
    ก็ไถ่ถามถึงอาการของธนัญชานิ ว่ายังพอทนไหวไหม
    เจ็บปวดเป็นทุกข์มากขึ้นหรือน้อยลงแค่ไหนอย่างไร


    ธนัญชานิได้ยินพระอาจารย์ถามเช่นนั้นก็ตอบแบบหมดอาลัยตายอยาก
    ว่าคงทนอีกได้ไม่นานแล้วขอรับพระคุณเจ้า น่าจะทำกาละเร็วๆนี้เอง
    เพราะความเจ็บปวดทุกข์ทรมานมีแต่จะทวีกำลังกล้าแข็งขึ้นทุกที
    ไม่เห็นวี่แววว่าจะลดระดับลงเลย ราวกับใครเอาเหล็กแหลมคมมาจี้หัว
    มีลมเสียดแทงหัว นอกจากนั้นที่ท้องยังเหมือนโดนคนเอามีดเชือด
    มีลมเสียดแทงท้อง เนื้อตัวร้อนราวกับกำลังโดนย่างในหลุมถ่านเพลิงก็ไม่ปาน


    พระสารีบุตรเห็นธนัญชานิร่อแร่ต้องไปแน่เช่นนั้น
    ก็ไม่เห็นว่ามีอะไรดีไปกว่าการชวนธนัญชานิพูดคุยเรื่องภพภูมิ
    เพื่อให้เกิดความเข้าใจและเห็นตาม
    โดยเริ่มจากการถามว่าถ้าเปรียบเทียบระหว่าง
    นรกภูมิกับเดรัจฉานภูมิ อย่างไหนดีกว่ากัน
    ซึ่งตามความรู้ความเข้าใจอันถูกต้องแล้วของธนัญชานิ
    ก็ทำให้เขาสามารถตอบพระสารีบุตรได้
    ว่าเดรัจฉานภูมิย่อมดีกว่าอย่างแน่นอน
    (เพราะไม่ต้องทนเร่าร้อนด้วยไฟแผดเผาของขุมนรก)


    จากนั้นก็ไล่ลำดับสูงขึ้นมา ระหว่างเดรัจฉานภูมิกับเปรต อย่างไหนดีกว่ากัน
    ธนัญชานิก็ตอบว่าเปรตดีกว่า
    (เพราะมีโอกาสสบายบ้างไม่จมอยู่กับอัตภาพคับแคบเหม็นเน่าตลอด)
    เมื่อเทียบระหว่างเปรตกับมนุษย์ มนุษย์ดีกว่าเปรต
    (เพราะสบายกว่าและบำเพ็ญบุญศึกษาธรรมได้)
    เมื่อเทียบระหว่างมนุษย์กับเทวดา เทวดาดีกว่ามนุษย์
    (เพราะสบายกว่าและเสพสุขอันเป็นทิพย์)
    และสุดท้ายระหว่างเทวดากับพรหม
    ธนัญชานิก็ตอบได้อย่างถูกต้องว่าพรหมดีกว่าเทวดา
    (เพราะอายุยืนและมีจิตผ่องแผ้วไม่เกลือกกลั้วอยู่ด้วยกามคุณ)


    พระสารีบุตรเล็งเห็นว่าธนัญชานิยังมีความปรารถนาภพภูมิ
    และธนัญชานิก็มาติดอยู่ที่ความเห็นว่าพรหมเป็นภพภูมิที่ดี
    ที่ประเสริฐ ที่น่าไป
    พระสารีบุตรจึงแสดงหนทางที่จะดำเนินจิต
    เพื่อให้ได้เป็นสหายของเหล่าพระพรหม
    คือแผ่เมตตาออกไปไม่มีประมาณ
    ทั้งซ้าย ขวา หน้า หลัง บน ล่าง แผ่ไปตลอดโลก
    ทั่วทุกเหล่าสัตว์ไม่เลือกหน้า กระทั่งน้ำจิตไม่คิดร้าย
    ไม่ผูกเวรแล้ว ไม่นึกถึงการเบียดเบียนใดๆแล้ว


    จูงจิตธนัญชานิด้วยคำพูดอยู่พักหนึ่ง
    กระทั่งธนัญชานิรู้ว่าจะกำหนดจิตอย่างไรให้เป็นฌานชั้นต้น
    พระสารีบุตรก็หลีกไป จิตอันใกล้ดับของธนัญชานิก็สงบลง
    บรรลุถึงฌานที่เรียกว่า อัปปมัญญาสมาบัติ
    จากนั้นจึงขาดใจตายด้วยความสุขอันยิ่งใหญ่
    เข้าถึงความเป็นสหายแห่งพรหม หมดความทุกข์
    หมดความเจ็บปวดทางกาย
    ทิ้งซากศพไว้ในโลกนี้โดยปราศจากความใยดีเท่ากระผีกริ้น


    พระพุทธเจ้าทรงทราบด้วยพระญาณ
    ว่าธนัญชานิถึงกาลแตกดับจากความเป็นมนุษย์แล้ว
    แต่แทนที่จะได้ประโยชน์ชั้นสูง กลับไปติดอยู่แค่พรหมโลกชั้นต่ำ
    เนื่องจากไปด้วยกำลังแห่งปฐมฌาน
    ซึ่งยังไม่ประณีตละเอียดเหมือนพรหมชั้นสูงกว่านั้น


    พระศาสดาปรารถนาจะให้กรณีนี้เป็นตัวอย่าง
    เผื่อภิกษุใดมีโอกาสส่งคนตายอีก
    ท่านจึงตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายให้มาประชุมพร้อมกัน
    และเปิดเผยว่าธนัญชานิทำกาละแล้ว แต่ไปติดอยู่แค่พรหมภูมิชั้นต่ำ


    ในเวลาต่อมาเมื่อพระสารีบุตรกลับมาเข้าเฝ้า
    พระพุทธองค์ก็ทรงตรัสถามเป็นเชิงสอบสวน
    ว่าสารีบุตร ทำไมเธอจึงประดิษฐานธนัญชานิพราหมณ์
    ไว้แค่ที่พรหมโลกชั้นต่ำเล่า
    ในเมื่อเธอยังสามารถส่งเขาขึ้นสูงได้ยิ่งกว่านั้น?


    พระสารีบุตรทูลตอบพระพุทธองค์ด้วยความเคารพ
    ว่าท่านมีความเห็นว่า
    พราหมณ์ทั้งหลายต่างก็น้อมใจไปในพรหมโลกด้วยกันทั้งสิ้น
    ซึ่งเมื่อเป็นเช่นนั้นท่านเลยแสดงหนทางอันถูกต้องไปสู่ความเป็นสหายแห่งพรหม


    ฟังพระสารีบุตรทูลตอบเช่นนั้น พระพุทธเจ้าท่านก็ไม่ว่าอะไร
    ยืนยันรับรองว่าธนัญชานิได้ไปถึงความเป็นพรหม
    สมความตั้งใจของพระสารีบุตรแล้ว


    จากเรื่องบันทึกเกี่ยวกับธนัญชานิพราหมณ์ ผมมีข้อสังเกตให้พิจารณาดังนี้


    ๑) คนป่วยใกล้ตายมีทุกขเวทนาแสนสาหัส
    ไม่ได้เป็นเครื่องหมายว่าเขากำลังจะไปนรก
    หากจิตของเขากำหนดไว้ดี มีกำลังใจระลึกถึงความดีได้
    ก็ย่อมมีที่หมายอันดีได้ และการโน้มน้าวจิตใจคนใกล้ตาย
    ก็อาจตั้งต้นกันที่การสาธยายเรื่องภพภูมิต่างๆ ซึ่งตรงนั้นนะครับ
    จิตคนใกล้ตายจะสำเหนียกรู้สึกถึงความจริงเกี่ยวกับภพภูมิต่างๆ
    ได้ชัดเจนกว่าเราๆท่านๆ ที่ต่างก็สำคัญว่าคงยังอยู่กันอีกนาน
    ทั้งนี้เนื่องจากภาวะใกล้สิ้นสุดภพหนึ่ง เป็นสัญญาณบอกด้วยตนเองอยู่แล้ว
    ว่าภพชาติมี และกำลังจะสิ้นสุดจากภาวะหนึ่งไปสู่ภาวะหนึ่ง
    เพียงด้วยการชวนคุยเปรียบเทียบภพภูมิต่างๆ ไล่จากต่ำขึ้นไปหาสูง
    มีผลใหญ่หลวงกับคนใกล้ตายเกินกว่าที่คุณจะนึกถึง


    ๒) ระหว่างมีชีวิต หากทำทุนไว้อย่างเพียงพอ
    ก็มีสิทธิ์เลือกภพภูมิได้พอดีกับทุนนั้นๆ
    ซึ่งก็เป็นไปตามความพอใจเป็นหลัก
    อย่างเคยมีพระราชาองค์หนึ่ง ระลึกได้ว่าท่านเคยเป็นเทวดาชั้นต้น
    แม้เมื่อท่านทำบุญใหญ่ระดับอุปถัมภ์พระพุทธศาสนา
    แถมได้เป็นอริยบุคคลชั้นโสดาบันแล้ว
    มีสิทธิ์เลือกไปเป็นเทวดาชั้นสูงสุดได้ท่านก็ไม่ไป
    จะเอาแค่เทวดาชั้นต้น ด้วยความผูกพันเดิมๆ
    สำหรับธนัญชานิพราหมณ์ก็ทำนองเดียวกัน
    แม้เขานับถือพระสารีบุตรเป็นอาจารย์
    ถึงขนาดนิมนต์ให้มาดูใจเป็นคนสุดท้ายแล้ว
    ก็ยังไม่คลายจากความยินดีในวิสัยแห่งพรหม
    ตามความเชื่อดั้งเดิมแบบพราหมณ์
    ความเชื่อนั้นเองเป็นทุนให้น้อมจิตด้วยความเต็มใจยิ่ง
    ยินดีแต่การแผ่เมตตา ปราศจากเวร
    ปราศจากความผูกพยาบาทกับใครๆในโลก
    ก็ขึ้นไปสู่ความเป็นพรหมได้ในที่สุด
    ตรงนี้แสดงว่าการถึงฌานเป็นไปได้ง่ายแก่คนใกล้ตาย
    ทั้งที่อาจจะไม่เคยฝึกปรือหรือมีชั่วโมงบินมาก่อน


    ๓) แม้ส่งคนไปพรหมโลกได้ ทางพุทธศาสนาก็ยังถือว่าไม่น่าพอใจ
    เพราะแก่นอันเป็นที่สุดของพุทธศาสนาคือการหมดทุกข์หมดโศกอย่างสิ้นเชิง
    หลุดพ้นจากทุกภพภูมิเข้าสู่มหานิพพานอันเกินจินตนาการของใครๆ
    และการจะเข้าถึงนิพพานได้นั้น ก็ต้องบรรลุมรรคผล
    คือจิตต้องมีปัญญา รู้ชัดเฉพาะหน้ากายใจนี้ไม่เที่ยง ไม่ใช่ตัวตน
    กับทั้งต้องมีสติและสมาธิอย่างเอกอุระดับฌานด้วย
    นั่นหมายความว่าก่อนตายถ้าปล่อยวางกายใจ
    ปล่อยวางภพภูมิทั้งหลายเสียได้ด้วยจิตที่พร้อมจะเป็นฌานง่ายๆอยู่แล้ว
    ก็บรรลุมรรคผลกันสดๆโดยไม่ลำบาก


    มีเรื่องคนใกล้ตายเจริญสติจนเป็นพระอรหันต์ก่อนจิตดับอยู่ไม่น้อยครับ
    ท่านไม่ทำอะไรมาก แค่ไม่คำนึงถึงความกระสับกระส่าย ไม่กลัวตาย
    ตั้งสติกำหนดดูเฉพาะทุกข์ทางกาย ที่เดี๋ยวหนักบ้าง เดี๋ยวเบาบ้าง
    พอรู้ชัดว่าความทุกข์ไม่ใช่ตัวตน เป็นเพียงสภาวะทางธรรมชาติที่แปรปรวน
    เกิดได้ด้วยเหตุ ในที่สุดก็ต้องดับลงเป็นธรรมดา
    จิตใกล้ตายก็ปล่อยวางความยึดมั่นถือมั่นได้ถึงที่สุด
    ไม่ห่วงไปข้างหลัง ไม่หวังไปข้างหน้า
    นั่นแหละจึงยกระดับเป็นพระอรหันต์ขีณาสพผู้หมดกิเลสองค์หนึ่ง


    พระพุทธเจ้าท่านก็เคยตรัสไว้ ว่าวิธีส่งคนตาย
    ไม่มีอะไรดีไปกว่าทำให้เขาสบายใจ ปลดความหวง
    ความห่วงใยใดๆในโลกที่กำลังจะถูกทิ้งไว้เบื้องหลัง
    ยกจิตให้สูงถึงสวรรค์ และจูงจิตให้เห็นว่าแม้สวรรค์กับพรหมก็ไม่เที่ยง
    อยู่ที่นั่นแล้วเดี๋ยวก็ต้องจากไปที่อื่นอีก
    ต่างจากการไม่ยึดความมีความเป็นใดๆเลย
    ซึ่งนั่นแหละ หากความห่วงข้างหลังและความไม่หวังข้างหน้าแก่กล้าพอ
    จิตก็เป็นอิสระถึงที่สุดได้ครับ


    ที่มา...เตรียมเสบียงไว้เลี้ยงตัว เล่ม ๙

    คุณดังตฤณ


    <!-- m -->www.dungtrin.com
     

แชร์หน้านี้

Loading...