ไฟล์ที่สิบห้า อบรมพระ-กายคตานุสติ(24 - มค - 47)

ในห้อง 'กรรมฐาน ๔๐' ตั้งกระทู้โดย WebSnow, 19 ตุลาคม 2005.

  1. WebSnow

    WebSnow ผู้ก่อตั้งเว็บพลังจิต ทีมงาน Administrator

    วันที่สมัครสมาชิก:
    1 เมษายน 2003
    โพสต์:
    8,410
    กระทู้เรื่องเด่น:
    64
    ค่าพลัง:
    +60,994
    [MUSIC]http://www.palungjit.org/buddhism/audio/attachment.php?attachmentid=2066[/MUSIC]
     
  2. น้ำมนต์

    น้ำมนต์ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    15 มิถุนายน 2005
    โพสต์:
    213
    ค่าพลัง:
    +1,158
    สำหรับวันนี้ เบื้องต้นก็ขอกล่าวถึง ต้องใช้คำ่ว่าความมีสติสัมปชัญญะ ของเรา สติคือความระลึกนึกได้ สัมปชัญญะคือความรู้ตัว ก็เราบวชเข้ามาเป็นพระภิกษุในพระพุทธศาสนา เรามีความรู้ตัวบ้างหรือไม่ว่า ตอนนี้เราเป็นปูชนียบุคคลแล้ว เป็นบุุคคลที่ชาวบ้านเขากราบไหว้ เขาให้การเคารพบูชา เขาให้การเลี้ยงดูเป็นปกติ ถ้าหากว่าเรามีสติระลึกได้ ก็นับว่าเข้าถึง แต่ถ้าเราไม่มีสติระลึกได้ตรงนี้ เราจะขาดทุนมาก เพราะว่าถ้าเราระลึกได้เฉยๆ ว่าเป็นปูชนียบุคคล มันก็จะประกอบไปด้วยตัวมานะ ถือตัวถือตนอีกต่างหาก เราต้องนึกไปถึงที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า่่บัญญัติศัพท์ขึ้นมาเรียกพวกเรา ท่านใช้คำว่าภิกขุ คือผู้ขอ หรือผู้เห็นภัยในวัฏสงสาร การเป็นผู้ขอ เพราะว่าเรามีปกติบิณฑบาตเลี้ยงชีพ ท่านใช้คำว่าสัมมาอาชีวะ อาชีพที่ถูกต้อง คือพระของเรามีงานประจำ เกี่ยวกับการเลี้ยงชีพเีพียงอย่างเดียวคือ ขอเขากิน เราเป็นขอทาน งานอื่นไม่ใช่งานของพระ ไม่ว่าจะเป็นวิธีการหาเงินหาทองแบบไหนก็ตามไม่ใช่งานของพระทั้งหมด งานประจำมีอย่างเดียวคือเช้าขึ้นมาออกบิณฑบาต ถ้าเราไม่มีความระลึกได้ตรงนี้ เราก็อาจจะไปในลักษณะแบบทำตัวเป็นเจ้านายเขา ไปให้โยมเขาสงเคราะห์ เหมือนกับว่าเป็นหน้าที่โยมที่จะต้องเลี้ยงเรา ถ้าเป็นดังนี้เราขาดทุนมาก เพราะว่าโบราณท่านใช้คำว่า โปรดสัตว์ คือเราต้องรักษากาย วาจา ใจของเราให้ดีที่สุด ให้สะอาดบริสุทธิ์ที่สุดเท่าที่จะทำได้ เมื่อถึงวาระ ถึงเวลาแล้ว การที่ญาติโยม เขาสงเคราะห์เรา เขาจะได้อานิสงส์สูงสุดเท่าที่เขาจะพึงได้ การทำบุญของญาติโยมส่วนใหญ่ คือหวังผลเีพื่อความสุขสบายในเบื้องหน้า ถ้าหากว่าศีล สมาธิ ปัญญาของเราดี มีความแจ่มใส มีความผ่องใส บริสุทธิ์เป็นปกติ ญาติโยมที่ทำบุญท่านก็จะได้บุญใหญ่สมกับความตั้งใจของเขา สมกับที่โบราณท่านบัญญัติใช้คำว่าโปรดสัตว์ แต่ถ้ากำลังใจของเราไม่ดี ศีล สมาธิ ปัญญาของเราบกพร่อง เราออกไปในแต่ละวันมันจะไม่ใช่การโปรดสัตว์ มันเป็นการไปให้สัตว์เขาโปรด คราวนี้โทษใหญ่ก็จะเกิดขึ้นกับเรา ทุกวันเหมือนกับตัวเราขวนขวาย หาความดีใส่ตัว แล้วในตอนเช้าๆ ญาติโยมก็จะมาเอาความดีไปจากเรา ถ้าเราไม่สามารถรักษาความดีให้ทรงตัีวได้ มีความดีเพียงเล็กน้อย ญาติโยมจำนวนมากด้วยกันต่างคนต่างเอาไปต่างคนต่างคว้าไป เราก็จะไม่มีอะไรเหลือ ไม่เหลือยังไม่ว่า อาจจะขาดทุนติดลบอีกต่างหาก ดังนั้นจึงเป็นหน้าที่ของเราที่จะต้องทรงสติ สัมปชัญญะให้สมบูรณ์อยู่เสมอ เหลือบเห็นผ้าเหลืองเมื่อไรให้รู้ตัวว่าตอนนี้เราเป็นพระแล้ว คลำ่ศีรษะไม่มีผมหรือผมสั้น เราต้องรู้ตัวว่าเราเป็นพระแล้ว

    ท่านใช้คำว่าบรรพชิต ขึ้นพิจารณาเนืองๆ ว่า เรามีเพศต่างจากคฤหัสถ์ฺแล้ว กริยาอาการใดๆ ที่เป็นของสมณะ เราต้องทำกริยาอาการนั้นๆ คือต้องมีความสำรวมใน ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ลักษณะการบิณฑบาตก็ต้องมีสติ ระมัดระวังอยู่เสมอ กำลังใจให้ทรงตัวอยู่กับภาพพระให้เป็นปกติ กำลังใจให้ทรงตัวอยู่กับการภาวนาให้เป็นปกติ เมื่อถึงวาระที่โยมเขาสงเคราะห์ ก็ใช้เสคียวัตร ในการบิณฑบาตขเรา ก็คือว่าเหลือบดูอยู่แต่ในบาตร สายตาลดต่ำ เมื่อถึงวาระของการเดิน มองไปข้างหน้าแค่ชั่วแอก คือโบราณถ้าหากว่าเราอยู่บนเกวียน ก็มองไปสุดปลายแอกคือแค่คอวัวเท่านั้น ถ้าในปัจจุบันนี้ก็คือมองไปข้างหน้า ระยะประมาณ สองเมตร ไม่ใช่ สอดส่ายสายตาไปทั่ว ขาดการสำรวมระวัง ญาติโยมที่เป็นผู้หญิงเขาใส่บาตร แทนที่ใจของเราจะอยู่กับพระ แทนที่ใจของเราจะนึกอวยพรให้เขา ว่าขอให้เขาทั้งหลายมีความสุข มีความปรารถนาที่สมหวังทุกประการ เราก็จะไปยินดียินร้ายกับเขาอีก เห็นโยมผู้หญิงแก่หน่อยก็อ้าวทำไมแก่จัง เห็นโยมผู้หญิงอ้วนหน่อย ก็ อ้าวทำไมอ้วนจัง ไม่พอใจ เห็นโยมผู้หญิงหน้าตาดีหน่อยใจก็ไปคิด เออ หน้าตาดีนะ น่ารัก น่าปรารถนา น่าจะเป็นแฟนของเรา ถ้าในลักษณะ นี้เราขาดทุนมาก เพราะว่าราคะ กับโทสะ จะกินใจเราอยู่ตลอดเวลา มันกินลึก มันซึมลึก กว่าเราจะรู้ตัว มันพาเราลงนรกไปนานแล้ว เราไปให้ญาติโยมเขาสงเคราะห์ ได้ข้าว ได้กับ ได้น้ำมา เพื่อที่จะเป็นเครื่องอาศัย คือฉันลงไปแล้วให้อัตภาพร่างกายนี้มันคงอยู่ได้ ไม่เกิดอาการกระวนกระวายมากนัก เราจะได้ปฏิบัติธรรมของเราให้ดียิ่งๆขึ้นไป ได้ข้าว ได้กับ ได้น้ำ ได้ขนมแล้ว ยังคิดจะไปเอาตัวของเขาอีกมันก็เิกินไป เพราะฉะนั้นต้องมีความสำรวมระวังให้เป็นปกติ ตลอดระยะทางควรจะทำอย่างไร ควรจะปฏิบัติอย่างไร เรารู้อยู่ ถ้ากำลังใจของเราทรงตัวอยู่ในด้านดี สามารถรักษาึความแจ่มใสของจิตไม่ให้กิเลสมันเข้ามาแทรกได้ ญาติโยมที่ำทำบุญกับเราก็จะมีบุญมาก ในแต่ละวันเราิกินข้าวที่ญาติโยมเขาเลี้ยง ใช้สอยปัจจัยสี่ที่ญาติโยมเขาสงเคราะห์ เท่ากับว่าชีวิตนี้ไม่ใช่ของเรา กลายเป็นของโยมไปแล้ว ในเมื่อชีวิตของเราก็เป็นของโยมเขาไปแล้ว จะเรียกง่ายๆ ว่าก็เป็นทาสของเขาไปแล้ว ลักษณะของทาส หรือว่าลูกจ้าง หรือคนที่เขาเลี้ยง คนที่เขาสงเคราะห์ ก็ต้องทำต้ัวให้ดีที่สุดเพื่อให้นายทาส หรือว่านายจ้าง หรือบุคคลผู้ให้การสงเคราะห์ เขาจะได้เมตตาสงเคราะห์เราไปเรื่อย ไม่ใช่ว่าออกไปในลักษณะที่ำกำลังใจมันใช้ไม่ได้ เราเป็นพระ เป็นปูชนียบุคคล กำลังใจอย่างน้อยๆ ก็ต้องเป็นเทวดา เป็นพรม หรือกำลังใจเป็นพระได้ก็ยิ่งดี ไม่ใช่กำลังใจของเราเป็นสัตว์นรก เป็นเปรต เป็นอสูรกาย เป็นสัตว์เดรัจฉานแล้วไปให้มนุษย์เขาสงเคราะห์ ถ้าลักษณะนั้น เขา่สงเคราะห์เรา อานิสงส์เขาก็น้อย ขาดทุน เราก็จะไม่ใช่เนื้อนาบุญที่ดีตามที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตั้งความปรารถนาไว้

    <O:pเราเป็นพระภิกษุสงฆ์ หน้าที่ของเราคือ <O:pอันดับแรก ชำระจิตใจของเราให้ผ่องใส ให้มีกิเลสอยู่ในใจให้น้อยที่สุด ถึงหมดไปได้เลยยิ่งดีหน้าที่ที่สองของเราก็คือ สงเคราะห์ญาติโยมเขาตามกำลัง ตามความสามารถของตน ไม่ว่าจะเป็นการสงเคราะห์ในลักษณะเนื้อนาบุญก็ดี สงเคราะห์ในการสอนญาติโยมให้รู้ธรรมก็ดี การสงเคราะห์ข้อหลังนี้ จัดเป็นการเผยแพร่พระศาสนาให้กว้างไกลออกไปด้วย ถ้าเรายังทำไม่ได้ เรายังปฏิบัติไม่ได้ เราจะเอาอะำไรไปสอนญาติโยมเขา สอนตัวเองยังไม่สำเร็จ สอนคนอื่นมันจะสำเร็จได้อย่างไร ตราบใดที่เรายังทำไ่ม่ได้ ยังไม่รู้จริง ตราบนั้นสิ่งที่เราพูดก็ไม่แน่ว่าถูกต้อง สิ่งที่เราสอนก็ำไม่แน่ว่าจะเป็นไปตามพระสัจธรรมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ปัจจุบันนี้นักบวชต่างๆ ตลอดจนกระทั่งฆราวาส ทำใ้ห้พระธรรมคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตกต่ำเหลือเกิน แต่ละคนอ้างสิทธิ อ้างเสรีภาพในการที่จะวิเคราะห์ วิจัย วิจารณ์คำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นการใช้การวิเคราะห์ วิจารณ์ วิจัย ด้วยโลกีย์ ปัญญาในลักษณะของปริยัติ คือศึกษา วิเคราะห์ ข้อมูลเท่านั้น ไม่ใช่การปฏิบัติ จนตีราคาคำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตกต่ำลงไปทุกวัน ไร้ค่าลงไปทุกวัน หน้าที่ของเราคือต้องทำให้ได้ เมื่อถึงวาระ ถึงเวลา เราจะได้ยืนยันกับเขา เราจะได้มีหลักฐานบอกเขา ว่าธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่แท้จริงเป็นอย่างนี้ ถ้าเราทำอย่างนี้ำได้ เราถึงจะเป็น สัตยบุตรพุทธิชิโนรส คือเป็นลูกที่พระพุทธเจ้าท่านรักมาก แต่ถ้าเราทำไม่ได้ สักแต่ว่าอาศัยผ้าเหลืองให้โยมเขาสงเคราะห์ไปวันหนึ่งวันหนึ่ง สักแต่ว่าอาศัยพระศาสนาเป็นที่อาศัย เป็นที่อยู่ที่กินไปวันหนึ่งวันหนึ่ง เราตายเมื่อไรเรามีหวังลงอเวจีมหานรก อบายภูิมิเปิดรอเราอยู่ ดังนั้นในแต่ละวัน เราต้องทบทวนศีลของเราให้บริสุทธิ์ เราต้องรักษาสมาิธิของเราให้ตั้งมั่นทรงตัว เราต้องมีปัญญารู้แจ้งเห็นจริงสภาพร่างกายนี้ และสภาพของโลกนี้ แล้วถอนความยินดี อยากได้ใคร่มีในมันเสีย เพื่อจะได้หลุดพ้นไปพระนิพพานให้ได้ เพื่อที่เราจะได้เป็นบุคคลที่ญาติโยมเขาสงเคราะห์แล้วได้อานิสงส์มาก เพื่อที่เราจะได้เผยแพร่พระธรรมคำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้ขจรขจายออกไป เพื่อที่ญาติโยมทั้งหลายจะได้รู้ว่า นักบวชที่ดีจริงๆ ยังมีอยู่ แม้มันจะดีถึงที่สุดไม่ได้ ก็ให้มันดีในลักษณะของพระโยคาวจร คือผู้ตั้งใจปฏิบัติเพื่อความหลุดพ้น แม้จะไม่ได้เป็นพระโสดาบัน พระสกิทาคามี พระอนาคามี หรือพระอรหันต์ ขั้นชื่อว่าพระโยคาวจรก็ยังไม่ขาดทุนมาก

    <O:pคราวนี้การที่เราจะรู้เท่าทันร่างกาย รู้เท่าทันในโลกนี้ เราต้องรู้จักคิด รู้จักพิจารณาศึกษาตามคำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แล้วนำมาปฏิบัติให้เห็นผล
    <O:pสำหรับวันนี้ก็จะกล่าวถึงกายคตานุสติกรรมฐาน คือการระลึกถึงสภาพความเป็นจริงของร่างกายนี้กายคตานุสติกรรมฐานเป็นกรรมฐานที่สำคัญมาก ผู้ที่จะเป็นพระอริยเจ้าทุกท่าน ต้องผ่านกรรมฐานกองนี้ ถ้าไม่เคยปฏิบัติในกายคตานุสติกรรมฐาน เราจะเป็นพระอริยเจ้าไม่ได้ กายคตา่นุสติ การตามระลึกถึงกาย คือดูให้รู้ ให้เห็นในสภาพความเป็นจริงของมัน ดูว่าสภาพที่แท้จริงนั้นเป็นยังไง ร่างกายของเรามันปกปิดเอาไว้ด้วยหนัง เราดูเมื่อไร ไปติดอยู่ที่หนัง เราก็จะยินดีกับมัน พอใจกับมัน เราลองนึกถึงสภาพร่างกายของเราก็ดี ของคนอื่นก็ดี ของสัตว์อื่นก็ดี ว่าสภาพความเป็นจริงของมันเป็นอย่างไร ลองหายใจค่อยๆ นึกไป ว่าถ้าเราลอกหนังออกไปชั้นหนึ่ง สภาพข้างในมันมีอะไร พอเราถลกหนังมันออก พวกเลือด น้ำเหลืองก็ไหลโทรมไปผ่านใต้หนังกำพร้า ต่อไปก็เป็นหนังแท้ มีความหนามากกว่าหนังกำพร้าเป็นสีขาว ใต้หนังแท้ลงไปก็เป็นเนื้อเยื่อของร่างกาย ซึ่งประกอบไปด้วยเลือด น้ำเหลือง ลักษณะเป็นมัดกล้าม แทรกเอาไ้ว้ด้วยไขมัน ลักษณะของมัดกล้ามก็จะยาว เรียวไปตามลักษณะของร่างกายของส่วนนั้นๆ มีชั้นของไขมันแทรกอยู่ มีเส้นเลือดแทรกอยู่ มีเส้นประสาทแทรกอยู่ ถ้าหากว่ายกเอาเนื้อออกไป เอาเส้นเลือดออกไป เอาเส้นประสาทออกไป มันก็จะไปถึงกระดูก ที่มีเส้นเอ็นรัดอยู่มัดอยู่ ถ้่าหากว่า ยกเส้นเอ็นออก กระดูกมันก็หลุดสลายไป ไม่สามารถจะคุมเป็นรูปเป็นร่างอยู่ได้ คราวนี้เราถ้าหากว่าดูตรงกลางของร่างกาย มันก็จะประกอบไปด้วยอวัยวะภายในใหญ่น้อย ลักษณะเป็นเครื่องจักรกลทำงานของมันอยู่ตลอดเวลา มีหัวใจ มีปอด มีตับ มีม้าม มีไต มีถุงน้ำดี มีกระเพาะอาหาร มีกระเพาะปัสสาวะ มีลำไส้ใหญ่ ลำไส้เล็ก มีหลอดอาหาร มีหลอดลม ถ้าหากว่าในลักษณะนี้ อยู่เราเดินไปเจอตอนกลางคืำน มีใครมีรูปร่างลักษณะนี้เดินมา เรามั่นใจได้เลยว่าผีหลอก แต่ว่าเจ้าผีนี้อยู่กับเราตลอดเวลา ไม่ว่าผู้หญิง ไม่ว่าผู้ชาย ไม่ว่าสัตว์ทั้งหลาย เจ้าพวกผีนี่มันอยู่ด้วยตลอดเวลา มันหลอกเราอยู่ตลอดเวลา มันเอาหนัง มาคลุมเข้าไป ไม่ให้เราเห็นเลือด ไม่ให้เราเห็นเนื้อ ไม่ให้เราเห็นน้ำเหลือง ไม่ให้เราเห็นอวัยวะภายในที่กำลังเต้นอยู่ กำลังทำงานของมันอยู่ เราก็หลงไปยึด ไปติดอยู่กับมัน ติดอยู่แค่หนัง หนังมันประกอบไปด้วยอะไรบ้าง ก็ประกอบไปด้วยเส้นขน มีต่อมเหงื่อ มีต่อมไขมัน ถึงวาระ ถึงเวลา ร่างกายมันก็จะหลั่งไขมันออกมาหล่อเลี้ยงผิวกาย หลั่งเหงื่อออกมาเพื่อที่จะหล่อร่างกายให้มันเย็น ไม่ให้มันร้อนจนเกินไป ความสกปรกต่างๆ นี้จับอยู่ที่ร่างกายเป็นปกติ ตั้งแต่ศีรษะจรดไปถึงปลายเท้้า ตั้งแต่ปลายเท้าขึ้นมาถึงศีรษะ มีแต่ส่วนของความสกปรกเท่านั้น มีแต่ขี้ทั้งนั้น ไม่ว่าจะ ขี้หัว ขี้หู ขี้ตา ขี้ไคล ขี้ฟัน กระทั่งขี้เล็บ มากมายเต็มไปหมด ไม่อาบน้ำซักวันหนึ่งตัวเราเองก็จะทนไม่ได้แล้วอย่่าว่าแต่คนอื่น สภาพร่างกายของเราไม่ว่าจะหญิงหรือชายก็มีสภาพดังนี้ ถ้าไม่อาบน้ำซัก สองวัน สามวัน ก็เหม็นจนทนไม่ได้ ส่วนใหญ่ที่เราเห็น ที่เราพบคือเขาทำการขัดศรีฉวีวรรณมาดีแล้ว เราก็คิดว่าสะอาด เขาเอาในลักษณะน้ำอบ น้ำหอม มากลบกลิ่นเหม็นในร่างกาย เราก็ไปชอบกลิ่นนั้น เอาเสื้อผ้า มาปิดมาบังในร่างกาย เราก็ไปชอบความสวยของเสื้อผ้านั้นๆ ถ้าเราพัแล้วลองเอาเสื้อผ้าออก เอาหนังออก ถลกไปถึงเนื้อ อวัยวะภายใน มันจะไม่มีอะไรเป็นสาระเป็นแก่นสาร มีแต่เลือด น้ำเหลือง ไขมัน เนื้อ เส้นเอ็น กระดูก เส้นเลือด เส้นประสาท สภาพความเป็นจริงของร่างกายมันเป็นอย่างนี้ ตัวเราก็เป็นอย่้างนี้ คนอื่นก็เป็นอย่างนี้ ผู้หญิงก็เป็นอย่างนี้ ผู้ชายก็เป็นอย่างนี้ สัตว์ทั้งหลายก็เป็นอย่้างนี้ มีแต่ความสกปรกเป็นปกติ แม้ร่างกายก็ยังมีกระเพาะปัสสาวะ ซึ่งบรรจะเต็มไปด้วยน้ำปัสสาวะ มีลำไส้ใหญ่ที่ประกอบไปด้วยกากอาหารคืออุจจาระ ทั้งหมดที่เรากินลงไปดีๆ แท้ๆ แต่พอผ่านการย่อยสลายเหลือกากออกมาแล้ว บางทีถ่ายออกมาเหม็นไปสามบ้านแปดบ้าน เราเองเคยนึกถึงตรงนี้ไหม เออ ถ้าเป็นเพศตรงข้าม หน้าตาสวยๆ หล่อๆ แต่เวลาเข้าส้วมทีเหม็นไปสามบ้านแปดบ้าน มันมีอะไรให้น่าใคร่ น่ายึดถือ สภาพความเป็นจริงของมันเห็นๆ อยู่แต่ว่าทุกคนก็พยายามปิดบังมัน

    สภาพร่างกายนี้ โบรา๊ณกาลท่านกล่าวว่า มันเหมือนกับถุงที่บรรจุเอาไว้ด้วยของสกปรก พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่าเหมือนกับถุงที่บรรจุไปด้วยเมล็ดพันธุ์พืชต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นข้าว เป็นถั่ว เป็นงา ถึงวาระมัดปากถุงเอาไว้ ก็เห็นว่าถุงมันสวยงาม แต่พอเปิดถุงเทออกมา ให้เห็นความจริงว่าข้างในเป็นข้าว ข้างในเป็นถั่ว ข้างในเป็นงา สิ่งที่ไปยึดไปถือ ว่าถุงนั้นสวยก็ไม่มี คราวนี้นั่นมันเป็นเีพียงพืช เป็นข้าว เป็นถั่ว เป็นงา แล้วถุงที่เราอาศัยมันอยู่นี้ มันไม่ใช่ธัญพืช มันประกอบไปด้วยเลือด ด้วยเนื้อ ด้วยน้ำเหลือง น้ำ้หนองต่างๆ ด้วยอุจจาระ ด้วยปัสสาวะ มีแต่ความเหม็นเน่า มีแต่ความสกปรกเป็นปกติ ถ้าหากว่าเราเปิดถุงไถ้นี้ออกมา เราก็จะวิ่งหนี เพราะทนความโสโครกของมันไม่ได้ มันยังไม่ทันจะตายเลยมันก็เน่าแล้วมันก็เหม็นแล้ว ร่างกายยังประกอบไปด้วยทวารทั้ง ๙ มีแต่ความสกปรก หลั่งไหลออกมาทุกวัน ถ้าไม่ดูแล ไม่อาบน้ำ ไม่ขัดศรีฉวีวรรณ ไม่ล้าง ไม่ชำระมันแม้กระทั่งเราเองก็ทนไม่ได้ สิ่งสกปรกทั้งหลายไม่ว่าจะเป็นอุจจาระ ปัสสาวะ ก็ดี ขี้หัว ขี้หู ขี้ตา ขี้ฟัน ขี้ไคล อะำไรก็ตาม ถึงเวลาถ้ามันกองอยู่ตรงหน้าเรา็ก็รังเกียจ ทนมันไม่ได้ หนีมันไปเสีย หลีกมันไปเสีย แล้วลองนึกดูว่า ในร่างกายของเราก็มีสิ่งทั้งหลายเหล่านี้ แล้วเรายังจะไปยินดี อยากมี อยากได้ในมันอยู่อีกหรือ ร่างกายของคนอื่น ของสัตว์อื่นก็เป็นอย่างนี้ ไม่้ว่าหญิง ไม่ว่าชายก็เป็นอย่างนี้ เรายังจะไปยินดีมันอีกหรือ ยังไปอยากได้มันมาประึึคัุบประคองเอาไว้้อยู่หรือ ลักษณะของมันก็คือถุงที่บรรจุเอาไว้ด้วยขี้ และเยี่ยว คืออุจจาะร ปัสสาวะนั่นเอง แล้วมันก็ซึมออกมานอกถุงอยู่ตลอดเวลา ส่งความเหม็นอยู่ตลอดเวลา เรายังอยากได้มันอยู่อีกหรือไม่ ยังต้องการมันอยู่หรือไม่ เกิดมาเมื่อไรก็มีแต่ร่างกายทีสกปรกโสโครกอย่างนี้ เกิดมาเมื่อไรก็จะพบคนพบสัตว์ที่มีแต่ความสกปรกโสโครกอย่างนี้ ถ้าหากว่าเราไม่ต้องการมัน ก็จงเลิกความปรารถนาในมัน ไม่ว่าจะเป็นร่างกายของตนเอง ร่างกายของคนอื่น ร่างกายของสัึตว์อื่น เมื่อไม่ปรารถนาในตัวตนของเรา ไม่ปรารถนาในตัวตนของผู้อื่น ก็ต้องไม่ปรารถนาในการเกิด เพราะว่่าเกิดเมื่อไร เราก็ต้องพบกับมันอย่างนี้อีก มีแต่ร่างกายที่สกปรกโสโครก หาีความดีไม่ได้ อยู่ไปก็มีแต่ความทุกข์ เพราะว่าร่างกายคือรังของโรค มีความทุกข์เป็นปกติ มีความสกปรกเป็นปกติ เป็นสมบัติของโลกนี้ ในเมื่อมันเป็นสมบัติของโลก ถึงวาระ ถึงเวลาก็ต้องคืนให้กับโลกไป มันพยายามที่จะทวง ที่จะดึง ที่จะเอาคืนอยู่ตลอดเวลา คือมันทรุดโทรมไปตลอดเวลา หมดสภาพลงไปตลอดเวลา นี่คือความไม่เที่ยงของมัน ถ้าเราไปยึดถือมั่นหมาย หวังจะให้มันดี หวังจะให้มันทรงตัว มันไม่เป็นไปตามนั้นเราก็ทุกข์ ในเมื่อเราเห็นสภาพความเป็นจริงแล้ว ว่าร่างกายนี้มันไม่เที่ยง มันเป็นทุกข์ ไม่มีอะำำไำรยึดถือมั่นหมายได้ ท้ายสุดสภาพร่างกายที่สกปรกโสโครกนี้มันก็ยังตาย ยังพัง ยังเน่าเปื่อย ผุพังเป็นดินไป ไม่เหลืออะำไรไว้เลย กลายเป็นดินน้ำลมไฟ คืำนให้กับโลกไป สภาพของเราก็ดี ของเขาก็ดี ของคนหรือสัตว์ก็ตาม เกิดขึ้นในเบื้องต้น เปลี่ยนแปลงไปในท่ามกลาง สลายไปใน ที่สุด ดังนี้ ไม่มีอะไรยีดถือมั่นหมายได้ เกิดใหม่เมื่อไรก็เป็นอย่างนี้เมื่อนั้น ดังนั้นขึ้นชื่อว่าการเกิดใหม่ไม่ควรจะมีสำหรับเราอีก เราก็เอาใจเกาะพระนิพพานเข้าไ้ว้ ตั้งใจว่าเราตายเมื่อไรขอไปพระนิพพานแห่งเดียว ตายเมื่อไรขึ้นชื่อว่าการเกิดมามีร่างกายแบบนี้ไม่มีสำหรับเราอีก การเกิดมาในโลกที่ทุกข์ยากเร่าร้อนนี้ ไม่มีสำหรับเราอีก ตั้งใจว่าตายแล้วเราขออยู่พระนิพพาน เอาใจเกาะพระนิพพานให้มั่นคง ภาวนาให้อารมณ์ทรงตัวก็ขึ้นชื่อว่าเราปฏิบัติในกายคตานุสติกรรมฐาน ตามที่องค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าสอนเรามา ถ้าเรารู้แจ้งเห็นจริงสภาพจิตของเรายอมรับ ว่าร่างกายนี้ไม่มีอะไรเป็นเราเป็นของเรา ขึ้นชื่อว่าการเกิด เราไม่พึงปรารถนา ขึ้นชื่อว่าร่างกายนี้ โลกนี้ เราไม่พึงปรารถนา เราก็จะได้อยู่ในพระนิพพานจริงๆ ให้รักษาอารมณ์ใจอย่างนี้ไว้ให้อยู่กับเราให้ได้ทุกวันทุกวัน เมื่อถึงวาระ ถึงเวลาเราจะได้ก้าวพ้นความเกิดไปอย่างที่เราต้องการ เราจะได้อยู่ในพระนิพพานอย่างที่เราต้องการ<O:p<O:p
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 21 ตุลาคม 2005
  3. Attawat_Rx

    Attawat_Rx เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กันยายน 2005
    โพสต์:
    2,186
    ค่าพลัง:
    +18,393
  4. rinnn

    rinnn เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    19 พฤศจิกายน 2005
    โพสต์:
    7,708
    ค่าพลัง:
    +24,021
    สำหรับวันนี้ เบื้องต้นก็ขอกล่าวถึง ต้องใช้คำว่าความมี สติสัมปชัญญะ ของเรา
    สติ คือ ความระลึกนึกได้ สัมปชัญญะ คือความรู้ตัว

    ก็เราบวชเข้ามาเป็นพระภิกษุในพระพุทธศาสนา เรามีความรู้ตัวบ้างหรือไม่ว่า ตอนนี้เราเป็นปูชนียบุคคลแล้ว เป็นบุคคลที่ชาวบ้านเขากราบไหว้ เขาให้การเคารพบูชา เขาให้การเลี้ยงดูเป็นปกติถ้าหากว่าเรามีสติระลึกได้ ก็นับว่าเข้าถึง แต่ถ้าเราไม่มีสติระลึกได้ตรงนี้ เราจะขาดทุนมาก เพราะว่าถ้าเราระลึกได้เฉยๆ ว่าเป็นปูชนียบุคคล มันก็จะประกอบไปด้วย ตัวมานะ ถือตัว ถือตน อีกต่างหาก

    เราต้องนึกไปถึงที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าบัญญัติศัพท์ขึ้นมาเรียกพวกเรา ท่านใช้คำว่า ภิกขุ คือผู้ขอ หรือผู้เห็นภัยใน
    วัฏสงสาร การเป็นผู้ขอ เพราะว่าเรามีปกติบิณฑบาตเลี้ยงชีพ ท่านใช้คำว่าสัมมาอาชีวะ อาชีพที่ถูกต้อง คือพระของเรามีงานประจำ เกี่ยวกับการเลี้ยงชีพเพียงอย่างเดียวคือ ขอเขากิน เราเป็นขอทาน งานอื่นไม่ใช่งานของพระ ไม่ว่าจะเป็นวิธีการหาเงินหาทองแบบไหนก็ตามไม่ใช่งานของพระทั้งหมด งานประจำมีอย่างเดียวคือเช้าขึ้นมาออกบิณฑบาต ถ้าเราไม่มีความระลึกได้ตรงนี้ เราก็อาจจะไปในลักษณะแบบทำตัวเป็นเจ้านายเขา ไปให้โยมเขาสงเคราะห์ เหมือนกับว่าเป็นหน้าที่โยมที่จะต้องเลี้ยงเรา

    ถ้าเป็นดังนี้เราขาดทุนมาก เพราะว่าโบราณท่านใช้คำว่า โปรดสัตว์ คือเราต้องรักษากาย วาจา ใจของเราให้ดีที่สุด ให้สะอาดบริสุทธิ์ที่สุดเท่าที่จะทำได้ เมื่อถึงวาระ ถึงเวลาแล้ว การที่ญาติโยม เขาสงเคราะห์เรา เขาจะได้อานิสงส์สูงสุดเท่าที่เขาจะพึงได้ การทำบุญของญาติโยมส่วนใหญ่ คือหวังผลเพื่อความสุขสบายในเบื้องหน้า

    ถ้าหากว่าศีล สมาธิ ปัญญาของเราดี มีความแจ่มใส มีความผ่องใส บริสุทธิ์เป็นปกติ ญาติโยมที่ทำบุญท่านก็จะได้บุญใหญ่สมกับความตั้งใจของเขา สมกับที่โบราณท่านบัญญัติใช้คำว่าโปรดสัตว์ แต่ถ้ากำลังใจของเราไม่ดี ศีล สมาธิ ปัญญาของเราบกพร่อง เราออกไปในแต่ละวันมันจะไม่ใช่การโปรดสัตว์ มันเป็นการไปให้สัตว์เขาโปรด คราวนี้โทษใหญ่ก็จะเกิดขึ้นกับเรา ทุกวันเหมือนกับตัวเราขวนขวาย หาความดีใส่ตัว แล้วในตอนเช้าๆ ญาติโยมก็จะมาเอาความดีไปจากเรา

    ถ้าเราไม่สามารถรักษาความดีให้ทรงตัวได้ มีความดีเพียงเล็กน้อย ญาติโยมจำนวนมากด้วยกันต่างคนต่างเอาไปต่างคนต่างคว้าไป เราก็จะไม่มีอะไรเหลือ ไม่เหลือยังไม่ว่า อาจจะขาดทุนติดลบอีกต่างหาก ดังนั้นจึงเป็นหน้าที่ของเราที่จะต้องทรงสติสัมปชัญญะให้สมบูรณ์อยู่เสมอ เหลือบเห็นผ้าเหลืองเมื่อไรให้รู้ตัวว่าตอนนี้เราเป็นพระแล้ว คลำศีรษะไม่มีผมหรือผมสั้น เราต้องรู้ตัวว่าเราเป็นพระแล้ว


    ท่านใช้คำว่า บรรพชิต ขึ้นพิจารณาเนืองๆ ว่า เรามีเพศต่างจากคฤหัสถ์แล้ว กริยาอาการใดๆ ที่เป็นของสมณะ เราต้องทำกริยาอาการนั้นๆ คือต้องมีความสำรวมใน ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ลักษณะการบิณฑบาตก็ต้องมีสติ ระมัดระวังอยู่เสมอ กำลังใจให้ทรงตัวอยู่กับภาพพระให้เป็นปกติ กำลังใจให้ทรงตัวอยู่กับการภาวนาให้เป็นปกติ เมื่อถึงวาระที่โยมเขาสงเคราะห์ ก็ใช้เสคียวัตร ในการบิณฑบาตขเรา ก็คือว่าเหลือบดูอยู่แต่ในบาตร สายตาลดต่ำ เมื่อถึงวาระของการเดิน มองไปข้างหน้าแค่ชั่วแอก คือโบราณถ้าหากว่าเราอยู่บนเกวียน ก็มองไปสุดปลายแอกคือแค่คอวัวเท่านั้น

    ถ้าในปัจจุบันนี้ก็คือมองไปข้างหน้า ระยะประมาณ สองเมตร ไม่ใช่ สอดส่ายสายตาไปทั่ว ขาดการสำรวมระวัง ญาติโยมที่เป็นผู้หญิงเขาใส่บาตร แทนที่ใจของเราจะอยู่กับพระ แทนที่ใจของเราจะนึกอวยพรให้เขา ว่าขอให้เขาทั้งหลายมีความสุข มีความปรารถนาที่สมหวังทุกประการ เราก็จะไปยินดียินร้ายกับเขาอีก เห็นโยมผู้หญิงแก่หน่อยก็อ้าวทำไมแก่จัง เห็นโยมผู้หญิงอ้วนหน่อย ก็ อ้าวทำไมอ้วนจัง ไม่พอใจ เห็นโยมผู้หญิงหน้าตาดีหน่อยใจก็ไปคิด เออ หน้าตาดีนะ น่ารัก น่าปรารถนา น่าจะเป็นแฟนของเรา ถ้าในลักษณะ นี้เราขาดทุนมาก เพราะว่าราคะ กับโทสะ จะกินใจเราอยู่ตลอดเวลา มันกินลึก มันซึมลึก กว่าเราจะรู้ตัว มันพาเราลงนรกไปนานแล้ว เราไปให้ญาติโยมเขาสงเคราะห์ ได้ข้าว ได้กับ ได้น้ำมา เพื่อที่จะเป็นเครื่องอาศัย คือฉันลงไปแล้วให้อัตภาพร่างกายนี้มันคงอยู่ได้ ไม่เกิดอาการกระวนกระวายมากนัก เราจะได้ปฏิบัติธรรมของเราให้ดียิ่งๆขึ้นไป ได้ข้าว ได้กับ ได้น้ำ ได้ขนมแล้ว ยังคิดจะไปเอาตัวของเขาอีกมันก็เกินไป

    เพราะฉะนั้นต้องมีความสำรวมระวังให้เป็นปกติ ตลอดระยะทางควรจะทำอย่างไร ควรจะปฏิบัติอย่างไร เรารู้อยู่ ถ้ากำลังใจของเราทรงตัวอยู่ในด้านดี สามารถรักษาความแจ่มใสของจิตไม่ให้กิเลสมันเข้ามาแทรกได้ ญาติโยมที่ทำบุญกับเราก็จะมีบุญมาก ในแต่ละวันเรากินข้าวที่ญาติโยมเขาเลี้ยง ใช้สอยปัจจัยสี่ที่ญาติโยมเขาสงเคราะห์ เท่ากับว่าชีวิตนี้ไม่ใช่ของเรา กลายเป็นของโยมไปแล้ว

    ในเมื่อชีวิตของเราก็เป็นของโยมเขาไปแล้ว จะเรียกง่ายๆ ว่าก็เป็นทาสของเขาไปแล้ว ลักษณะของทาส หรือว่าลูกจ้าง หรือคนที่เขาเลี้ยง คนที่เขาสงเคราะห์ ก็ต้องทำตัวให้ดีที่สุดเพื่อให้นายทาส หรือว่านายจ้าง หรือบุคคลผู้ให้การสงเคราะห์ เขาจะได้เมตตาสงเคราะห์เราไปเรื่อย ไม่ใช่ว่าออกไปในลักษณะที่กำลังใจมันใช้ไม่ได้ เราเป็นพระ เป็นปูชนียบุคคล กำลังใจอย่างน้อยๆ ก็ต้องเป็นเทวดา เป็นพรม หรือกำลังใจเป็นพระได้ก็ยิ่งดี ไม่ใช่กำลังใจของเราเป็นสัตว์นรก เป็นเปรต เป็นอสูรกาย เป็นสัตว์เดรัจฉานแล้วไปให้มนุษย์เขาสงเคราะห์ ถ้าลักษณะนั้น เขาสงเคราะห์เรา อานิสงส์เขาก็น้อย ขาดทุน เราก็จะไม่ใช่เนื้อนาบุญที่ดีตามที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตั้งความปรารถนาไว้


    <o =""></o>*เราเป็นพระภิกษุสงฆ์ หน้าที่ของเราคือ* <o =""></o>
    *อันดับแรก
    ชำระจิตใจของเราให้ผ่องใส ให้มีกิเลสอยู่ในใจให้น้อยที่สุด ถึงหมดไปได้เลยยิ่งดี
    *หน้าที่ที่สองของเราก็คือ
    สงเคราะห์ญาติโยมเขาตามกำลัง ตามความสามารถของตน ไม่ว่าจะเป็นการสงเคราะห์ในลักษณะเนื้อนาบุญก็ดี สงเคราะห์ในการสอนญาติโยมให้รู้ธรรมก็ดี การสงเคราะห์ข้อหลังนี้จัดเป็นการเผยแพร่พระศาสนาให้กว้างไกลออกไปด้วย

    ถ้าเรายังทำไม่ได้ เรายังปฏิบัติไม่ได้ เราจะเอาอะไรไปสอนญาติโยมเขา สอนตัวเองยังไม่สำเร็จ สอนคนอื่นมันจะสำเร็จได้อย่างไร ตราบใดที่เรายังทำไม่ได้ ยังไม่รู้จริง ตราบนั้นสิ่งที่เราพูดก็ไม่แน่ว่าถูกต้อง สิ่งที่เราสอนก็ไม่แน่ว่าจะเป็นไปตามพระสัจธรรมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ปัจจุบันนี้นักบวชต่างๆ ตลอดจนกระทั่งฆราวาส ทำให้พระธรรมคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตกต่ำเหลือเกิน แต่ละคนอ้างสิทธิ อ้างเสรีภาพในการที่จะวิเคราะห์ วิจัย วิจารณ์คำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นการใช้การวิเคราะห์ วิจารณ์ วิจัย ด้วยโลกีย์ ปัญญาในลักษณะของปริยัติ คือศึกษา วิเคราะห์ ข้อมูลเท่านั้น ไม่ใช่การปฏิบัติ จนตีราคาคำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตกต่ำลงไปทุกวัน ไร้ค่าลงไปทุกวัน หน้าที่ของเราคือต้องทำให้ได้ เมื่อถึงวาระ ถึงเวลา เราจะได้ยืนยันกับเขา เราจะได้มีหลักฐานบอกเขา ว่าธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่แท้จริงเป็นอย่างนี้

    ถ้าเราทำอย่างนี้ได้ เราถึงจะเป็น
    "สัตยบุตรพุทธิชิโนรส" คือเป็นลูกที่พระพุทธเจ้าท่านรักมาก แต่ถ้าเราทำไม่ได้ สักแต่ว่าอาศัยผ้าเหลืองให้โยมเขาสงเคราะห์ไปวันหนึ่งวันหนึ่ง สักแต่ว่าอาศัยพระศาสนาเป็นที่อาศัย เป็นที่อยู่ที่กินไปวันหนึ่งวันหนึ่ง เราตายเมื่อไรเรามีหวังลงอเวจีมหานรก อบายภูมิเปิดรอเราอยู่

    ดังนั้นในแต่ละวัน เราต้องทบทวนศีลของเราให้บริสุทธิ์ เราต้องรักษาสมาธิของเราให้ตั้งมั่นทรงตัว เราต้องมีปัญญารู้แจ้งเห็นจริงสภาพร่างกายนี้ และสภาพของโลกนี้ แล้วถอนความยินดี อยากได้ใคร่มีในมันเสีย
    -เพื่อจะได้หลุดพ้นไปพระนิพพานให้ได้

    -เพื่อที่เราจะได้เป็นบุคคลที่ญาติโยมเขาสงเคราะห์แล้วได้อานิสงส์มาก -เพื่อที่เราจะได้เผยแพร่พระธรรมคำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้
    ขจรขจายออกไป
    -เพื่อที่ญาติโยมทั้งหลายจะได้รู้ว่า นักบวชที่ดีจริงๆ ยังมีอยู่ แม้มันจะดีถึงที่สุดไม่ได้ ก็ให้มันดีในลักษณะของ
    พระโยคาวจรคือผู้ตั้งใจปฏิบัติเพื่อความหลุดพ้น แม้จะไม่ได้เป็นพระโสดาบัน พระสกิทาคามี พระอนาคามี หรือพระอรหันต์ ขั้นชื่อว่าพระโยคาวจรก็ยังไม่ขาดทุนมาก

    <o =""></o>คราวนี้การที่เราจะรู้เท่าทันร่างกาย รู้เท่าทันในโลกนี้ เราต้องรู้จักคิด รู้จักพิจารณาศึกษาตามคำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แล้วนำมาปฏิบัติให้เห็นผล
    <o =""></o>
    สำหรับวันนี้ก็จะกล่าวถึง "กายคตานุสติกรรมฐาน" คือการระลึกถึงสภาพความเป็นจริงของร่างกายนี้กายคตานุสติกรรมฐานเป็นกรรมฐานที่สำคัญมาก ผู้ที่จะเป็นพระอริยเจ้าทุกท่าน ต้องผ่านกรรมฐานกองนี้ ถ้าไม่เคยปฏิบัติใน
    กายคตานุสติกรรมฐาน เราจะเป็นพระอริยเจ้าไม่ได้

    กายคตานุสติ การตามระลึกถึงกาย คือดูให้รู้ ให้เห็นในสภาพความเป็นจริงของมัน ดูว่าสภาพที่แท้จริงนั้นเป็นยังไง ร่างกายของเรามันปกปิดเอาไว้ด้วยหนัง เราดูเมื่อไร ไปติดอยู่ที่หนัง เราก็จะยินดีกับมัน พอใจกับมัน เราลองนึกถึงสภาพร่างกายของเราก็ดี ของคนอื่นก็ดี ของสัตว์อื่นก็ดี ว่าสภาพความเป็นจริงของมันเป็นอย่างไร ลองหายใจค่อยๆ นึกไป ว่าถ้าเราลอกหนังออกไปชั้นหนึ่ง สภาพข้างในมันมีอะไร พอเราถลกหนังมันออก พวกเลือด น้ำเหลืองก็ไหลโทรมไป
    ผ่านใต้หนังกำพร้า ต่อไปก็เป็นหนังแท้ มีความหนามากกว่าหนังกำพร้าเป็นสีขาว ใต้หนังแท้ลงไปก็เป็นเนื้อเยื่อของร่างกาย ซึ่งประกอบไปด้วยเลือด น้ำเหลือง ลักษณะเป็นมัดกล้าม แทรกเอาไว้ด้วยไขมัน ลักษณะของมัดกล้ามก็จะยาว เรียวไปตามลักษณะของร่างกายของส่วนนั้นๆ มีชั้นของไขมันแทรกอยู่ มีเส้นเลือดแทรกอยู่ มีเส้นประสาทแทรกอยู่ ถ้าหากว่ายกเอาเนื้อออกไป เอาเส้นเลือดออกไป เอาเส้นประสาทออกไป มันก็จะไปถึงกระดูก ที่มีเส้นเอ็นรัดอยู่มัดอยู่ ถ้าหากว่า ยกเส้นเอ็นออก กระดูกมันก็หลุดสลายไป ไม่สามารถจะคุมเป็นรูปเป็นร่างอยู่ได้

    คราวนี้เราถ้าหากว่าดูตรงกลางของร่างกาย มันก็จะประกอบไปด้วยอวัยวะภายในใหญ่น้อย ลักษณะเป็นเครื่องจักรกลทำงานของมันอยู่ตลอดเวลา มีหัวใจ มีปอด มีตับ มีม้าม มีไต มีถุงน้ำดี มีกระเพาะอาหาร มีกระเพาะปัสสาวะ มีลำไส้ใหญ่ ลำไส้เล็ก มีหลอดอาหาร มีหลอดลม ถ้าหากว่าในลักษณะนี้ อยู่เราเดินไปเจอตอนกลางคืน มีใครมีรูปร่างลักษณะนี้เดินมา เรามั่นใจได้เลยว่าผีหลอก แต่ว่าเจ้าผีนี้อยู่กับเราตลอดเวลา ไม่ว่าผู้หญิง ไม่ว่าผู้ชาย ไม่ว่าสัตว์ทั้งหลาย เจ้าพวกผีนี่มันอยู่ด้วยตลอดเวลา มันหลอกเราอยู่ตลอดเวลา มันเอาหนัง มาคลุมเข้าไป ไม่ให้เราเห็นเลือด ไม่ให้เราเห็นเนื้อ ไม่ให้เราเห็นน้ำเหลือง ไม่ให้เราเห็นอวัยวะภายในที่กำลังเต้นอยู่ กำลังทำงานของมันอยู่ เราก็หลงไปยึด ไปติดอยู่กับมัน ติดอยู่แค่หนัง หนังมันประกอบไปด้วยอะไรบ้าง ก็ประกอบไปด้วยเส้นขน มีต่อมเหงื่อ มีต่อมไขมัน ถึงวาระ ถึงเวลา ร่างกายมันก็จะหลั่งไขมันออกมาหล่อเลี้ยงผิวกาย หลั่งเหงื่อออกมาเพื่อที่จะหล่อร่างกายให้มันเย็น ไม่ให้มันร้อนจนเกินไป ความสกปรกต่างๆ นี้จับอยู่ที่ร่างกายเป็นปกติ ตั้งแต่ศีรษะจรดไปถึงปลายเท้า ตั้งแต่ปลายเท้าขึ้นมาถึงศีรษะ มีแต่ส่วนของความสกปรกเท่านั้น มีแต่ขี้ทั้งนั้น ไม่ว่าจะ ขี้หัว ขี้หู ขี้ตา ขี้ไคล ขี้ฟัน กระทั่งขี้เล็บ มากมายเต็มไปหมด ไม่อาบน้ำซักวันหนึ่งตัวเราเองก็จะทนไม่ได้แล้วอย่าว่าแต่คนอื่น สภาพร่างกายของเราไม่ว่าจะหญิงหรือชายก็มีสภาพดังนี้ ถ้าไม่อาบน้ำซัก สองวัน สามวัน ก็เหม็นจนทนไม่ได้

    ส่วนใหญ่ที่เราเห็น ที่เราพบคือเขาทำการขัดศรีฉวีวรรณมาดีแล้ว เราก็คิดว่าสะอาด เขาเอาในลักษณะน้ำอบ น้ำหอม มากลบกลิ่นเหม็นในร่างกาย เราก็ไปชอบกลิ่นนั้น เอาเสื้อผ้า มาปิดมาบังในร่างกาย เราก็ไปชอบความสวยของเสื้อผ้านั้นๆ ถ้าเราพั
    แล้วลองเอาเสื้อผ้าออก เอาหนังออก ถลกไปถึงเนื้อ อวัยวะภายใน มันจะไม่มีอะไรเป็นสาระเป็นแก่นสาร มีแต่เลือด น้ำเหลือง ไขมัน เนื้อ เส้นเอ็น กระดูก เส้นเลือด เส้นประสาท

    สภาพความเป็นจริงของร่างกายมันเป็นอย่างนี้ ตัวเราก็เป็นอย่างนี้ คนอื่นก็เป็นอย่างนี้ ผู้หญิงก็เป็นอย่างนี้ ผู้ชายก็เป็นอย่างนี้ สัตว์ทั้งหลายก็เป็นอย่างนี้ มีแต่ความสกปรกเป็นปกติ แม้ร่างกายก็ยังมีกระเพาะปัสสาวะ ซึ่งบรรจะเต็มไปด้วยน้ำปัสสาวะ มีลำไส้ใหญ่ที่ประกอบไปด้วยกากอาหารคืออุจจาระ ทั้งหมดที่เรากินลงไปดีๆ แท้ๆ แต่พอผ่านการย่อยสลายเหลือกากออกมาแล้ว บางทีถ่ายออกมาเหม็นไปสามบ้านแปดบ้าน เราเองเคยนึกถึงตรงนี้ไหม เออ ถ้าเป็นเพศตรงข้าม หน้าตาสวยๆ หล่อๆ แต่เวลาเข้าส้วมทีเหม็นไปสามบ้านแปดบ้าน มันมีอะไรให้น่าใคร่ น่ายึดถือ สภาพความเป็นจริงของมันเห็นๆ อยู่แต่ว่าทุกคนก็พยายามปิดบังมัน


    สภาพร่างกายนี้ โบราณกาลท่านกล่าวว่า มันเหมือนกับถุงที่บรรจุเอาไว้ด้วยของสกปรก พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่าเหมือนกับถุงที่บรรจุไปด้วยเมล็ดพันธุ์พืชต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นข้าว เป็นถั่ว เป็นงา ถึงวาระมัดปากถุงเอาไว้ ก็เห็นว่าถุงมันสวยงาม แต่พอเปิดถุงเทออกมา ให้เห็นความจริงว่าข้างในเป็นข้าว ข้างในเป็นถั่ว ข้างในเป็นงา สิ่งที่ไปยึดไปถือ ว่าถุงนั้นสวยก็ไม่มี คราวนี้นั่นมันเป็นเพียงพืช เป็นข้าว เป็นถั่ว เป็นงา แล้วถุงที่เราอาศัยมันอยู่นี้ มันไม่ใช่ธัญพืช มันประกอบไปด้วยเลือด ด้วยเนื้อ ด้วยน้ำเหลือง น้ำหนองต่างๆ ด้วยอุจจาระ ด้วยปัสสาวะ มีแต่ความเหม็นเน่า มีแต่ความสกปรกเป็นปกติ ถ้าหากว่าเราเปิดถุงไถ้นี้ออกมา เราก็จะวิ่งหนี เพราะทนความโสโครกของมันไม่ได้ มันยังไม่ทันจะตายเลยมันก็เน่าแล้วมันก็เหม็นแล้ว ร่างกายยังประกอบไปด้วยทวารทั้ง ๙ มีแต่ความสกปรก หลั่งไหลออกมาทุกวัน ถ้าไม่ดูแล ไม่อาบน้ำ ไม่ขัดศรีฉวีวรรณ ไม่ล้าง ไม่ชำระมันแม้กระทั่งเราเองก็ทนไม่ได้ สิ่งสกปรกทั้งหลายไม่ว่าจะเป็นอุจจาระ ปัสสาวะ ก็ดี ขี้หัว ขี้หู ขี้ตา ขี้ฟัน ขี้ไคล อะไรก็ตาม ถึงเวลาถ้ามันกองอยู่ตรงหน้าเราก็รังเกียจ ทนมันไม่ได้ หนีมันไปเสีย หลีกมันไปเสีย แล้วลองนึกดูว่า ในร่างกายของเราก็มีสิ่งทั้งหลายเหล่านี้ แล้วเรายังจะไปยินดี อยากมี อยากได้ในมันอยู่อีกหรือ ร่างกายของคนอื่น ของสัตว์อื่นก็เป็นอย่างนี้ ไม่ว่าหญิง ไม่ว่าชายก็เป็นอย่างนี้ เรายังจะไปยินดีมันอีกหรือ ยังไปอยากได้มันมาประคับประคองเอาไว้อยู่หรือ ลักษณะของมันก็คือถุงที่บรรจุเอาไว้ด้วยขี้ และเยี่ยว คืออุจจาระ ปัสสาวะนั่นเอง แล้วมันก็ซึมออกมานอกถุงอยู่ตลอดเวลา ส่งความเหม็นอยู่ตลอดเวลา เรายังอยากได้มันอยู่อีกหรือไม่ ยังต้องการมันอยู่หรือไม่ เกิดมาเมื่อไรก็มีแต่ร่างกายทีสกปรกโสโครกอย่างนี้ เกิดมาเมื่อไรก็จะพบคนพบสัตว์ที่มีแต่ความสกปรกโสโครกอย่างนี้

    ถ้าหากว่าเราไม่ต้องการมัน ก็จงเลิกความปรารถนาในมัน ไม่ว่าจะเป็นร่างกายของตนเอง ร่างกายของคนอื่น ร่างกายของสัตว์อื่น เมื่อไม่ปรารถนาในตัวตนของเรา ไม่ปรารถนาในตัวตนของผู้อื่น ก็ต้องไม่ปรารถนาในการเกิด เพราะว่าเกิดเมื่อไร เราก็ต้องพบกับมันอย่างนี้อีก มีแต่ร่างกายที่สกปรกโสโครก หาความดีไม่ได้ อยู่ไปก็มีแต่ความทุกข์ เพราะว่าร่างกายคือรังของโรค มีความทุกข์เป็นปกติ มีความสกปรกเป็นปกติ เป็นสมบัติของโลกนี้ ในเมื่อมันเป็นสมบัติของโลก ถึงวาระ ถึงเวลาก็ต้องคืนให้กับโลกไป มันพยายามที่จะทวง ที่จะดึง ที่จะเอาคืนอยู่ตลอดเวลา คือมันทรุดโทรมไปตลอดเวลา หมดสภาพลงไปตลอดเวลา นี่คือความไม่เที่ยงของมัน ถ้าเราไปยึดถือมั่นหมาย หวังจะให้มันดี หวังจะให้มันทรงตัว มันไม่เป็นไปตามนั้นเราก็ทุกข์ ในเมื่อเราเห็นสภาพความเป็นจริงแล้ว ว่าร่างกายนี้มันไม่เที่ยง มันเป็นทุกข์ ไม่มีอะไรยึดถือมั่นหมายได้ ท้ายสุดสภาพร่างกายที่สกปรกโสโครกนี้มันก็ยังตาย ยังพัง ยังเน่าเปื่อย ผุพังเป็นดินไป ไม่เหลืออะไรไว้เลย กลายเป็นดินน้ำลมไฟ คืนให้กับโลกไป สภาพของเราก็ดี ของเขาก็ดี ของคนหรือสัตว์ก็ตาม เกิดขึ้นในเบื้องต้น เปลี่ยนแปลงไปในท่ามกลาง สลายไปใน ที่สุด ดังนี้ ไม่มีอะไรยีดถือมั่นหมายได้ เกิดใหม่เมื่อไรก็เป็นอย่างนี้เมื่อนั้น

    ดังนั้นขึ้นชื่อว่าการเกิดใหม่ไม่ควรจะมีสำหรับเราอีก เราก็เอาใจเกาะพระนิพพานเข้าไว้ ตั้งใจว่าเราตายเมื่อไรขอไปพระนิพพานแห่งเดียว ตายเมื่อไรขึ้นชื่อว่าการเกิดมามีร่างกายแบบนี้ไม่มีสำหรับเราอีก การเกิดมาในโลกที่ทุกข์ยากเร่าร้อนนี้ ไม่มีสำหรับเราอีก ตั้งใจว่าตายแล้วเราขออยู่พระนิพพาน เอาใจเกาะพระนิพพานให้มั่นคง ภาวนาให้อารมณ์ทรงตัวก็ขึ้นชื่อว่าเราปฏิบัติใน
    กายคตานุสติกรรมฐาน ตามที่องค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าสอนเรามา ถ้าเรารู้แจ้งเห็นจริงสภาพจิตของเรายอมรับ ว่าร่างกายนี้ไม่มีอะไรเป็นเราเป็นของเรา ขึ้นชื่อว่าการเกิด เราไม่พึงปรารถนา ขึ้นชื่อว่าร่างกายนี้ โลกนี้ เราไม่พึงปรารถนา เราก็จะได้อยู่ในพระนิพพานจริงๆ ให้รักษาอารมณ์ใจอย่างนี้ไว้ให้อยู่กับเราให้ได้ทุกวันทุกวัน เมื่อถึงวาระ ถึงเวลาเราจะได้ก้าวพ้นความเกิดไปอย่างที่เราต้องการ เราจะได้อยู่ในพระนิพพานอย่างที่เราต้องการ<o =""></o>
     

แชร์หน้านี้

Loading...