ไฟล์ที่แปด ฝึกการแผ่เมตตา-จับภาพพระ

ในห้อง 'กรรมฐาน ๔๐' ตั้งกระทู้โดย WebSnow, 12 ตุลาคม 2005.

  1. WebSnow

    WebSnow ผู้ก่อตั้งเว็บพลังจิต ทีมงาน Administrator

    วันที่สมัครสมาชิก:
    1 เมษายน 2003
    โพสต์:
    8,371
    กระทู้เรื่องเด่น:
    62
    ค่าพลัง:
    +60,571
    [MUSIC]http://www.palungjit.org/buddhism/audio/attachment.php?attachmentid=2056[/MUSIC]
     
  2. paang

    paang เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 เมษายน 2005
    โพสต์:
    9,518
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1
    ค่าพลัง:
    +34,300
    นั่งในท่าที่สบาย แต่จริง ๆ แล้วท่าที่สบายที่สุดคือแล้วแต่ความถนัดของเรา
    เพียงแต่ว่าตอนนี้เราทำการปฏิบัติภาวนากันอย่างเป็นทางการถ้าหากว่าเรานั่งขัดสมาธิก็จะดูเรียบร้อยหน่อย เป็นงานเป็นการหน่อย อย่างที่หลวงพ่อว่าเมื่อครู่ว่า ตั้งกายให้ตรง ดำรงจิตให้มั่น อันนี้มาจากในมหาสติปัญฐานสูตร หรืออุทุมกายัง ตั้งกายให้ตรง ดำรงจิตเอาไว้เฉพาะหน้า ก็คือให้ความรู้สึกทั้งหมดอยู่กับลมหายใจเข้า หายใจออก หายใจเข้ากำหนดตามเข้าไป หายใจออกกำหนดตามออกมา ความรู้สึกทั้งหมดตามดูตามรู้อยู่แค่ลมหายใจเข้า ลมหายใจออก มันไปนึกถึงเรื่องอื่นเรื่องใดเมื่อไหร่ ให้ดึงความรู้สึกมันกลับมา

    คราวนี้ทำไมเราต้องนั่งตัวตรง ก็เพื่อที่ว่า ลมหายใจเข้าลมหายใจออกของเรา จะได้เดินสะดวก และที่แน่ ๆก็คือต้องใช้สติประกอบไปด้วย ถ้าสติมันขาด มันอาจจะนั่งหลังโกง อาจจะมีการวูบลงไป ลักษณะเหมือนคนสับปะหงกเป็นต้น คราวนี้การนั่งเราไม่ต้องเกร็งตัวของเรา นั่งสบาย ๆ ผ่อนคลายกล้ามเนื้อเสียให้หมด หลับตาลงเบา ๆ นึกย้อนขึ้นไปในศรีษะของเรา เหมือนกับเราลืมเหลือบมองตาขึ้นไปบนหัวของเรา แล้วเสร็จแล้วก็นึกย้อนเข้าไปในอก ย้อนเข้าไปในท้อง กำหนดความรู้สึกง่าย ๆ อย่างนี้ แล้วก็เริ่มนึกถึงลมหายใจเข้าออก ปากของเราก็ปิดลงเบา ๆ ปลายลิ้นแตะเพดานนิดหนึ่ง ทุกส่วนของร่างกายผ่อนคลาย ดูลมหายใจเข้า ดูลมหายใจออก หายใจเข้าผ่านกึ่งกลางอก มาสุดที่ท้อง ตามดูเข้าไป หายใจออก ออกจากท้อง ผ่านกึ่งกลางอก มาสุดที่ปลายจมูก ให้ความรู้สึกไหลเข้า ไหลออกตามลมหายใจดังนี้ เข้ารู้อยู่ออกรู้อยู่ หายใจเข้านึกว่าพุทธ หายใจออกนึกว่าโธ หรือว่าจะเอาคำภาวนาอันใดอันหนึ่งที่เราถนัด จะเป็นนะมะพะธะ ก็ได้ ยุบหนอพองหนอก็ได้ สัมมาอรหังก็ได้ อิติปิโสก็ได้ คาถาเงินล้านก็ได้ ถ้ารู้สึกว่าเมื่อใดกำลังใจของเราไม่ทรงตัว มันฟุ้งซ่าน ดึงเข้ามาสู่อารมณ์ภาวนาได้ยาก ให้ใช้คาถาที่พระพุทธเจ้าท่านให้มา เป็นภาษาที่รวมใจของเราให้ทรงตัว ให้ภาวนาว่า จิตติ สัมมาสัมพุทธธัตสะ นะมะ จิตตัง ใช้คำภาวนานี้แทนคำภาวนาทุกอย่าง จิตติ สัมมาสัมพุทธธัตสะ นะมะ จิตตัง อันนี้เป็นคาถาที่สมเด็จสัมมาสัมพุทธเจ้ามอบให้ ถ้าเราฟุ้งซ่าน รักษาอารมณ์ใจของเราให้ทรงตัวไม่ได้ ก็นึกถึงคาถาจิตติ สัมมา สัมพุทธธัตสะ นะมะจิตตังนี้ใช้แทนคำภาวนาอื่น ๆ ชั่วขณะหนึ่ง อาจเป็นห้านาที สิบนาที ครึ่งชั่วโมงแต่จากที่เคยลองมาไม่เคยเกิน สามนาที กำลังใจที่ฟุ้งซ่านมันจะนิ่งมันจะลงตัว ดังนั้นวันไหน ถ้ากำลังใจของเราฟุ้งซ่าน ได้รัก โลภ โกรธ หลง ตามปกติของมัน ไม่สามารถจะดึงเข้าหาคำภาวนาได้ ก็นึกขอบารมีของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้โปรดเมตตาสงเคราะห์ รวมรวมกำลังใจของเรา ให้ทรงตัวโดยเร็ว แล้วภาวนาว่าจิตติ สัมมาสัมพุทธ ธัตสะ นะมะจิตตัง สักครู่หนึ่ง พอกำลังใจทรงตัวแล้ว เราค่อยใช้คำภาวนาที่เราถนัดต่อไป สิ่งนี้เป็นสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ประทานให้ ดังนั้นถึงเราใช้คาถานี้ ก็เท่ากับเราทรงพุทธานุสติอยู่ ขอให้นึกถึงพระพุทธเจ้าเป็นปกติเท่านั้น เรานับว่าโชคดี ที่มีองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเมตตา คอยอนุเคราะห์ สงเคราะห์อยู่ตลอดเวลา แม้กระทั่งเรื่องยากที่ปกติสมัยหลวงพ่อ หลวงปู่ของเรา จะต้องสู้กันชนิดเอาเป็นเอาตายไปข้างหนึ่งกว่าจะหากลอุบายใด ๆ มาปรับมาปราบความฟุ้งซ่านของจิต มาปรับลมหายใจเข้าออกให้มันทรงตัว บางทีเสียเวลาเป็นเดือนเป็นปี แต่ของเรามีองค์สมเด็จพระชินสีห์ ศาสดา สัมมาสัมพุทธเจ้าท่าน คอยเมตตาสงเคราะห์อยู่ ภาวนาคาถาง่าย ๆ แค่นี้ อารมณ์ใจก็ทรงตัวง่าย ๆ เช่นกัน

    คราวนี้สิ่งที่เราลืมไม่ได้ ภาพพระ อย่างไรก็ต้องเอาใจเกาะพระอยู่เสมอ อันดับแรก กำหนดภาพพระขึ้นมาตรงหน้าอย่างที่เคยบอกไว้ เป็นพระพุทธรูปองค์ใดองค์หนึ่งที่เรารักเราชอบมากที่สุด จะเป็นพระพุทธรูป นั่ง ยืน นอน ก็ได้
    จะเป็นพระพุทธรูปทั่วไปที่เราชอบองค์ใดองค์หนึ่งก็ได้ เป็นภาพพระพุทธเจ้าในลักษณะพระสงฆ์ก็ได้ หรือเป็นภาพพระวิสุทธิเทพก็ได้ เอาใจจดจ่ออยู่ตรงหน้า หายใจเข้าก็นึกถึงภาพพระนั้น หายใจออกก็นึกถึงภาพพระนั้น กำหนดความรู้สึกให้ภาพพระนั้นสว่างขึ้นไปเรื่อย ๆ หายใจเข้าภาพพระก็สว่าง หายใจออกภาพพระก็สว่าง กำลังใจให้จดจ่อแน่วนิ่งอยู่กับภาพพระตรงหน้า ไม่ต้องทุ่มเทความรู้สึกให้มาก ไม่จำเป็นต้องเห็นชัดเจน ให้มั่นใจว่าขณะนี้ตรงหน้าของเรามีภาพองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าประทับอยู่ตรงหน้าเราก็พอใจแล้ว อย่าอยากเห็นโดยใช้สายตา มันจะพาให้เสีย กำหนดความรู้สึกเบา ๆ สบาย ๆ พุทธเข้าโธออก ภาพพระสว่างขึ้นไปเรื่อย ๆ

    เมื่อภาพพระเริ่มทรงตัว กำลังใจเริ่มนิ่ง ให้ดึงภาพพระเข้ามาให้มาอยู่ในศรีษะของเรา เหมือนกับศรีษะมันว่าง ๆ เปล่า ๆ ไม่มีอะไร ให้พระพุทธรูปเข้ามาอยู่ในศรีษะของเรา หันหน้าไปด้านเดียวกับเรา หายใจเข้าผ่านภาพพระที่สว่างไสว ลงไปที่อก ลงไปที่ท้อง หายใจออกผ่านท้อง ผ่านอก ผ่านภาพพระที่สว่างไสวอยู่ลงไปสุดที่ปลายจมูก พุทธเข้า พระสว่างขึ้น โธออกพระสว่างขึ้น พุทธเข้าพระสว่างขึ้น โธออก พระสว่างขึ้น กำหนดใจเบา ๆ สบาย ๆ นึกถึงภาพองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าสว่างไสวอยู่ในศรีษะของเรา ครอบคลุมกายของเราลงมา ความสว่างจากศรีษะลงมาที่คอ ลงมาที่ไหล่ ลงมาที่อก ลงมาที่เอว ลงมาที่สะโพก ลงไปถึงส่วนเท้าทั้งหมด หายใจเข้าภาพพระสว่างตัวเราก็สว่างด้วย หายใจออกภาพพระสว่าง ต้วเราก็สว่างด้วย หายใจเข้าภาพพระก็สว่าง ตัวเราก็สว่าง

    คราวนี้กำหนดเลื่อนภาพองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าขึ้นไปอยู่บนศรีษะ หันหน้าไปทางด้านเดียวกับเรา สว่างไสวลอยสูงจากศรีษะของเราขึ้นไปประมาณครึ่งคืบ หายใจเข้าก็ดึงเอาความสว่างของพระ ผ่านอก ลงไปสุดที่ท้อง หายใจออกลมหายใจจากท้องผ่านอก ตรงไปภาพพระซึ่งสว่างอยู่อย่างนั้น หายใจเข้าภาพพระก็สว่าง หายใจออก ภาพพระก็สว่าง กำหนดใจให้นิ่ง ๆ อยู่ตรงศูนย์กลางขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จะจับภาพท่านทั้งองค์ก็ได้ จับส่วนใดส่วนหนึ่งก็ได้ เหมือนกับลมหายใจ ไหลจากองค์พระผ่านอก ลงไปที่ท้อง ลมหายใจออกจากท้องผ่านอก ลงไปสุดที่องค์พระท่าน

    เมื่อกำลังใจทรงตัวแล้ว ก็ให้ค่อย ๆ กำหนดภาพพระให้ใหญ่ขึ้น หายใจเข้าภาพพระก็ใหญ่ค่อย ๆ ใหญ่ขึ้นสว่างขึ้น หายใจออกภาพพระค่อย ๆ ใหญ่ขึ้นสว่างขึ้น กำหนดความขาวสะอาด สว่างไสวขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้น คือกระแสแห่งพระเมตตาบารมี ที่ประทานลงมาสู่สรรพสัตว์ทั้งหลาย ทุกภพทุกภูมิ ทุกหมู่ทุกเหล่า เพื่อปรารถนาให้เขาเหล่านั้น ล่วงพ้นจากความทุกข์ มีความสุขโดยเสมอหน้ากัน กำหนดให้กระแสแห่งพระเมตตานั้นผ่านจากองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้น ลงมาที่ตัวเรา กระจายออกไปรอบด้าน ให้กระจายสีขาวสว่างนั้นกว้างออกจากตัวเรา ค่อย ๆ แผ่ออกไปให้เต็มหมดทั้งห้องนี้ กว้างออกไปทั้งวัด ทั้งตลาด ทั้งตำบล ทั้งอำเภอ ทั้งจังหวัด กว้างออกไปเรื่อย ๆ เหมือนกับเราหย่อนหินลงไปในน้ำ กระแสน้ำจะเคลื่อนเป็นวง ๆ กว้างออกไปทุกที ทุกที กำหนดใจว่า มนุษย์ทั้งหลาย สัตว์ทั้งหลาย ผู้เป็นเพื่อนทุกข์เกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น จงอย่าได้มีเวร และเบียดเบียนซึ่งกันและกันเลย ขอให้ทุกท่านจงล่วงพ้นจากความทุกข์มีความสุขโดย
    เสมอหน้ากันเถิด ให้กระแสใจที่เยือกเย็นสว่างไสวนั้น แผ่กว้างออก กว้างออก ด้วยกำลังขององค์สมเด็จพระสัมมมาสัมพุทธเจ้า ตั้งใจว่าขอให้มนุษย์ทั้งหลาย สัตว์ทั้งหลาย ผู้เป็นเพื่อนทุกข์เกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น
    ผู้ที่ชีวิตของท่านทั้งหลายเหล่านั้น ได้ตกล่วงไปแล้วในวันหนึ่งคืนหนึ่ง ขอให้ท่านทั้งหลายเหล่านั้นจงไปเสวยสุขในสุขคติภพโดยถ้วนหน้ากันเถิด ให้กระแส
    กำลังใจของเรากว้างออกไปอีก กว้างออกไปอีก ทั้งจังหวัด ทั้งภาค ทั้งประเทศ ทั้งทวีป ทั้งโลก กำหนดใจออกไป ออกไป จะรู้ว่าโลกของเราเหลือเพียงลูกเล็ก ๆ ลูกเดียว องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และตัวเรา สว่างไสวโตเต็มแผ่นดินแผ่นฟ้าไปหมด ไม่มีจุดไหนในโลกที่กระแสพระเมตตาขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งหลั่งไหลผ่านกายของเราไปสู่สรรพสัตว์ ไม่มีจุดใดที่ว่างเว้น ไม่มีจุดใดที่ไปไม่ถึง ให้กำหนดใจว่ามนุษย์ทั้งหลาย สัตว์ทั้งหลาย ผู้เป็นเพื่อนทุกข์ เกิดแก่ เจ็บตาย ด้วยกันทั้งหมด ทั้งสิ้น ผู้ที่ชีวิตของท่านทั้งหลายเหล่านั้น ตกอยู่ในความทุกข์ ยากเศร้าหมอง เดือดร้อน รำเค็ญ
    ทุกข์ กาย ทุกข์ใจ เจ็บไข้ ได้ป่วย เดือดร้อนพิกล พิการ ใด ๆ ก็ดี ขอให้ท่านทั้งหลายเหล่านั้นจงได้ล่วงพ้นจากความทุกข์ทั้งหลายนั้นเถิด ให้พระเมตตาของ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแผ่กว้างไกลออกไป จากโลกเรา ไปสู่ดวงดาวอื่น ๆ ไปสู่ขั้วจักรวาล ออกไปสู่จักรวาลอื่น ๆ ดวงดาวอื่น ๆ ทั่วทั้งอนันตจักรวาล ไม่ว่าจะผ่านที่ใดก็ตามที่มีสัตว์อาศัยอยู่ มีคนอาศัยอยู่ ขอให้ได้รับกระแสแห่งพระเมตตา ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ขอให้เขาเหล่านั้นพ้นทุกข์ ขอให้มีความสุขโดยทั่วหน้ากัน ให้ตั้งใจว่ามนุษย์ทั้งหลาย สัตว์ทั้งหลาย ผู้เป็นเพื่อนทุกข์ เกิดแก่เจ็บตาย ด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น ผู้ที่ชีวิตของท่าน
    ทั้งหลายเหล่านั้น มีความสุขความเจริญดีอยู่แล้ว ขอให้ท่านทั้งหลายเหล่านั้น จงมีความสุขความเจริญยิ่ง ๆ ขึ้นไปด้วยเถิด กระแสแห่งความสว่างสะอาด เยือกเย็นนี้ จงปรากฏ แก่สรรพสัตว์ทุกหมู่ ทุกเหล่า ทุกจักรวาล ไม่ว่าจะกี่แสนโกฏ จักรวาล ก็ให้ปรากฏโดยถ้วนทั่วกัน ความหวังดี ปรารถนาดีของเรานั้น มุ่งลงไปต่ำสุด ตั้งแต่นรกทุกขุม ขึ้นมาเปรตทุกจำพวก อสุรกายทุกจำพวก สัตว์เดรัจฉาน ทุกชีวิต มนุษย์ทุกรูปทุกนาม ภูมเทวดา ทุก ๆ ท่าน รุกขเทวดาทุก ๆ ท่าน อกเทวดา ไม่ว่าจะเป็นสวรรค์ทั้งหกชั้น รูปพรหมทั้ง 16 ชั้น อรูปพรหมทั้งสี่ชั้น ตลอดจนถึงพระทั้งหลายในพระนิพพานนั้น กระแสแห่งพระเมตตาขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แผ่ปรกออกไปสงเคราะห์ทุกภพ ทุกภูมิ ทุกหมู่ทุกเหล่า ผู้ที่มีทุกข์อยู่ขอให้พ้นจากความทุกข์ ผู้ที่มีสุขอยู่ขอให้สุขยิ่ง ๆ ขึ้นไป ผู้ใดตั้งความปรารถนาในสิ่งใด ขอให้ความปรารถนาในสิ่งนั้นจงสำเร็จเถิด ตั้งใจว่ามนุษย์ทั้งหลาย สัตว์ทั้งหลาย ผู้เป็นเพื่อนทุกข์ เกิดแก่ เจ็บตาย ด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น พึงเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ แก่กันและกัน เสียสละให้ปัน
    ช่วยเหลือเกื้อกูลแก่ผู้ที่ตกอยู่ในความทุกข์ยากยิ่งกว่าตน ให้พ้นทุกข์ เพื่อยังสรรพสัตว์ทั้งหลายให้ไปสู่สันติสุขอันสมบูรณ์โดยถ้วนหน้ากันเทอญ

    กำหนดภาพพระให้โดดเด่นทั้งจักรวาล กระแสแห่งพระเมตตาที่แผ่ปรกลงไป
    ไม่ว่าจะเป็นสรรพสัตว์ทั้งหลายในภพใดภูมิใดก็ตามให้ได้รับความสุขความเยือกเย็นไปโดยเสมอหน้ากัน หลังจากนั้นให้กำหนดใจดึงภาพองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้ค่อย ๆ เล็กลงตามลมหายใจเข้า ลมหายใจออก ภาพพระที่สว่างไสว ค่อย ๆ เล็กลงมา เล็กลงมา จนกระทั่งปรากฏอยู่เฉพาะบนศรีษะของเราอีกวาระหนึ่ง คราวนี้หายใจเข้าให้ภาพพระเลื่อนจากศรีษะ ลงไปที่อก ลงไปที่ท้อง โดยที่เล็กลงไปเรื่อย ๆ เรื่อย ๆ จนเป็นภาพพระองค์เล็ก ๆใสสว่างไสวอยู่ในท้องของเรา หายใจออกให้ภาพพระเลื่อนท้องขึ้นมาถึงอก ขึ้นไปบนศรีษะ โดยภาพพระขยายใหญ่ขึ้น ไปเป็นภาพพระองค์โต ขนาดที่เรากำหนดใจได้อย่างสบาย ๆ อยู่บนศรีษะของเรา ไปสว่างไสวอยู่บนนั้น หายใจเข้าภาพพระเล็กลง ไหลตามลมหายใจเข้าไป หายใจออกภาพพระใหญ่ขึ้นไหลตามลมหายใจขึ้นไป ความรู้สึกเหมือนกับลมหายใจเข้าออกไหลเข้าทางศรีษะไปสุดที่ท้อง ไหลออกจากท้องออกไปเหนือศรีษะที่ภาพพระนั้น หายใจเข้าภาพพระก็เล็กลง หายใจออก ภาพพระนั้นใหญ่ขึ้น หายใจเข้าภาพพระเล็กลงไปอยู่ที่ท้อง หายใจออกภาพพระใหญ่ขึ้นไปอยู่เหนือศรีษะ

    คราวนี้จุดที่สำคัญที่สุดก็อย่าลืมว่า ทุกสิ่งทุกอย่างไม่วาจะเป็นร่างกายของเรา วัตถุธาตุใด ๆ ก็ตาม สัตว์ทั้งหลายทั้งปวงก็ตาม ล้วนแล้วแต่มีสภาพที่แท้จริง คือเกิดขึ้นในเบื้องต้น เปลี่ยนแปลงแปรปรวนไปในท่ามกลาง สลายตัวไปในที่สุด วันนี้อามณ์ใจของเราทรงตัว ภาพพระอาจจะชัดเจนแจ่มใส แต่ต่อจากนี้ไปอีกไม่นาน อารมณ์ใจของเราที่ไม่เที่ยงก็จะไม่ทรงตัว ภาพพระอาจจะหายไป ความฟุ้งซ่านอาจจะเข้ามาแทน ดังนั้นให้กำหนดใจให้รู้เท่าทันมัน ว่ากระทั่งผู้ปฏิบัติที่หวังความพ้นทุกข์อย่างพวกเราทั้งหลาย ยังประกอบไปด้วยความไม่เที่ยงถึงขนาดนี้ ถ้าเราไปยึดถือมั่นหมายในสิ่งที่ไม่เที่ยง ต้องการให้มันเที่ยง ต้องการให้มันทรงตัว ถ้ามันเปลี่ยนแปลงไป เราก็จะทรุด ให้ดูให้เห็นสภาพที่แท้จริงของร่างกายเราว่ามันประกอบขึ้นจากดิน จากน้ำ จากลม จากไฟ ให้เป็นเรือนร่างที่เราอาศัยอยู่ชั่วครั้งชั่วคราว ถึงวาระ มันก็ตาย มันก็พังไป ดูเด็กที่เพิ่งเกิดมาตอนแรกก็นอนหงาย หัดพลิกคว่ำ หัดคลาน หัดยืน หัดเดิน ในที่สุดก็วิ่งได้ จากเด็กเล็กเด็กโต เป็นหนุ่มเป็นสาว เป็นวัยกลางคน เป็นคนชรา ในที่สุดก็ตายไป ไม่มีใครทรงตัวอยู่ได้ สรรพสัตว์ทั้งหลาย เกิดเท่าไหร่ตายหมดเท่านั้น ท้ายสุดร่างกายนี้ก็เสื่อมสลาย วัตถุธาตุทั้งหลายก็เสื่อมไป ไม่มีอะไรทรงตัวอยู่ ทุกสิ่งทุกอย่างพังหมด สลายตัวหมด กลายเป็นฝุ่น กลายเป็นผง กลายเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับจักรวาล ทุกสิ่งทุกอย่างหมดสิ้น ไม่มีอะไรเหลือเป็นของเรา คนที่เรารัก ของที่เรารัก ทรัพย์สมบัติที่ทั้งปวงเราหามา ท้ายสุดก็เสื่อมสลายก็สิ้น ยึดถือมั่นหมายเมื่อไหร่ก็มีแต่ความทุกข์ เพราะไม่มีอะไรที่ทรงตัวเป็นเรา เป็นของเราเลย กระทั่งร่างกายนี้ก็ไม่ทรงตัว ไม่มีอะไรเป็นของเราเลย แล้วร่างกายของคนอื่นจะเป็นของเราได้อย่างไร ทุกว้นที่จับภาพพระอย่างนี้ให้กำหนดใจนึกถึงความไม่เที่ยง ความเป็นทุกข์ ความไม่มีอะไรเป็นของเรา เป็นของเรา ไม่มีสาระ ไม่มีแก่นสาร มีแต่ความทุกข์ยากร่างกายนี้เป็นก้อนทุกข์ เกิดอยู่ในโลกที่เต็มไปด้วยความทุกข์ยากเร่าร้อน เกิดเมื่อไหร่ก็ทุกข์อย่างนี้อีก เราไม่พึงปรารถนามันแล้ว ถ้าหากว่าเกิดใหม่แล้วทุกข์อีก การไม่เกิดพี่พาให้พ้นทุกข์นั้นก็คือพระนิพพาน ให้ส่งกำลังใจเกาะพระนิพพานไว้ นึกถึงภาพองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ตั้งใจว่าพระพุทธเจ้าทั้งหลายไม่อยู่ที่ใด นอกจากพระนิพพานที่เดียว เราเห็นท่านคือเราอยู่กับท่าน เราอยู่กับท่านคือเราอยู่บนพระนิพพาน เอากำลังใจเกาะภาพองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า นึกง่าย ๆ สบาย ๆ ว่าตอนนี้เรานั่งอยู่ตรงเบื้องพระพักตร์องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ตอนนี้เรานั่งอยู่ตรงพระนิพพาน ตอนนี้เราเป็นผู้ล่วงพ้นจากความทุกข์ทั้งปวงด้วยพระบารมีองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า สถานที่นี้ใส สะอาด สว่าง สงบ จิตต่าง ๆ ที่จะทำเพื่อความพ้นทุกข์นั้นไม่มี
    ปราศจากความทุกข์ มีแต่ความสุขโดยส่วนเดียว ให้กำหนดใจแน่วนิ่งอยู่ตรงส่วนเดียว ให้กำหนดใจแน่วนิ่งเอาไว้รักษาอารมณ์ใจของพระนิพพานให้อยู่กับเราให้นานที่สุด ถึงเลิกไปแล้วก็ให้แบ่งกำลังใจส่วนหนึ่งนึกถึงตรงนี้ไว้ตลอดเวลา ความรู้สึกส่วนหนึ่งของเราต้องเกาะภาพพระอยู่ตลอดเวลา เกาะพระนิพพานไว้ตลอดเวลา เพื่อการอยู่สุขของเรา

    คราวนี้ให้กำหนดสติ กาย อารมณ์ใจออกมาอย่างช้า ๆ และระมัดระวัง เพื่อเราจะได้ทำหน้าที่ของเราต่อไป การสวดมนต์ทำวัตร เป็นกิจที่สำคัญ ถ้าเรารู้จักรักษาอารมณ์ใจ แม้กระทั่งไปพระนิพพานก็ไปได้ การสวดมนต์ทั่วไปได้สมาธิ ถ้ากำหนดนึกถึงตัวอักษรคำสวดของเราขึ้นมาเป็นตัว ๆ ก็จะได้ทิพย์จักรีญาน ถ้ากำหนดใจจับภาพพระไว้ตลอดเวลา ตั้งใจว่าเราสวดเป็นพุทธบูชา ธรรมะบูชา สังฆบูชา อยู่เฉพาะเบื้องพระพักตร์องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าบนพระนิพพาน ถ้าอย่างนั้นเราตายลงเมื่อไหร่เราอยู่ตรงนั้น เราจะอยู่ตรงพระนิพพานจนชินกับอารมณ์ใจนั้น นานไปเราก็จะเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับพระนิพพานไปให้ค่อย ๆ คลายกำลังใจออกมา แต่แบ่งความรู้สึกส่วนหนึ่งเกาะพระนิพพาน เกาะภาพพระเอาไว้ตลอดเวลา

    ***จบไฟล์ที่แปด***
     
  3. rinnn

    rinnn เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    19 พฤศจิกายน 2005
    โพสต์:
    7,711
    ค่าพลัง:
    +24,019
    ไฟล์ที่แปด ฝึกการแผ่เมตตา-จับภาพพระ

    นั่งในท่าที่สบาย แต่จริง ๆ แล้วท่าที่สบายที่สุดคือแล้วแต่ความถนัดของเรา
    เพียงแต่ว่าตอนนี้เราทำการปฏิบัติภาวนากันอย่างเป็นทางการถ้าหากว่าเรานั่งขัดสมาธิก็จะดูเรียบร้อยหน่อย เป็นงานเป็นการหน่อย อย่างที่หลวงพ่อว่าเมื่อครู่ว่า ตั้งกายให้ตรง ดำรงจิตให้มั่น อันนี้มาจากในมหาสติปัญฐานสูตร หรืออุทุมกายัง ตั้งกายให้ตรง ดำรงจิตเอาไว้เฉพาะหน้า ก็คือให้ความรู้สึกทั้งหมดอยู่กับลมหายใจเข้า หายใจออก หายใจเข้ากำหนดตามเข้าไป หายใจออกกำหนดตามออกมา ความรู้สึกทั้งหมดตามดูตามรู้อยู่แค่ลมหายใจเข้า ลมหายใจออก
    มันไปนึกถึงเรื่องอื่นเรื่องใดเมื่อไหร่
    ให้ดึงความรู้สึกมันกลับมา
    คราวนี้ทำไมเราต้องนั่งตัวตรง ก็เพื่อที่ว่า ลมหายใจเข้าลมหายใจออกของเรา จะได้เดินสะดวก และที่แน่ ๆก็คือต้องใช้ สติ ประกอบไปด้วย ถ้าสติมันขาด มันอาจจะนั่งหลังโกง อาจจะมีการวูบลงไป ลักษณะเหมือนคนสับปะหงกเป็นต้น คราวนี้การนั่งเราไม่ต้องเกร็งตัวของเรา นั่งสบาย ๆ ผ่อนคลายกล้ามเนื้อเสียให้หมด หลับตาลงเบา ๆ นึกย้อนขึ้นไปในศรีษะของเรา เหมือนกับเราลืมเหลือบมองตาขึ้นไปบนหัวของเรา แล้วเสร็จแล้วก็นึกย้อนเข้าไปในอก ย้อนเข้าไปในท้อง กำหนดความรู้สึกง่าย ๆ อย่างนี้ แล้วก็เริ่มนึกถึงลมหายใจเข้าออก ปากของเราก็ปิดลงเบา ๆ ปลายลิ้นแตะเพดานนิดหนึ่ง ทุกส่วนของร่างกายผ่อนคลาย ดูลมหายใจเข้า ดูลมหายใจออก หายใจเข้าผ่านกึ่งกลางอก มาสุดที่ท้อง ตามดูเข้าไป หายใจออก ออกจากท้อง ผ่านกึ่งกลางอก มาสุดที่ปลายจมูก ให้ความรู้สึกไหลเข้า ไหลออกตามลมหายใจดังนี้ เข้ารู้อยู่ออกรู้อยู่ หายใจเข้านึกว่าพุทธ หายใจออกนึกว่าโธ หรือว่าจะเอาคำภาวนาอันใดอันหนึ่งที่เราถนัด จะเป็นนะมะพะธะ ก็ได้ ยุบหนอพองหนอก็ได้ สัมมาอรหังก็ได้ อิติปิโสก็ได้ คาถาเงินล้านก็ได้

    ถ้ารู้สึกว่าเมื่อใดกำลังใจของเราไม่ทรงตัว มันฟุ้งซ่าน ดึงเข้ามาสู่อารมณ์ภาวนาได้ยาก ให้ใช้คาถาที่พระพุทธเจ้าท่านให้มา เป็นภาษาที่รวมใจของเราให้ทรงตัว ให้ภาวนาว่า จิตติ สัมมาสัมพุทธธัตสะ นะมะ จิตตัง ใช้คำภาวนานี้แทนคำภาวนาทุกอย่าง จิตติ สัมมาสัมพุทธธัตสะ นะมะ จิตตัง อันนี้เป็นคาถาที่สมเด็จสัมมาสัมพุทธเจ้ามอบให้ ถ้าเราฟุ้งซ่าน รักษาอารมณ์ใจของเราให้ทรงตัวไม่ได้ ก็นึกถึงคาถาจิตติ สัมมา สัมพุทธธัตสะ นะมะจิตตังนี้ใช้แทนคำภาวนาอื่น ๆ ชั่วขณะหนึ่ง อาจเป็นห้านาที สิบนาที ครึ่งชั่วโมงแต่จากที่เคยลองมาไม่เคยเกิน สามนาที กำลังใจที่ฟุ้งซ่านมันจะนิ่งมันจะลงตัว ดังนั้นวันไหน ถ้ากำลังใจของเราฟุ้งซ่าน ได้รัก โลภ โกรธ หลง ตามปกติของมัน ไม่สามารถจะดึงเข้าหาคำภาวนาได้ ก็นึกขอบารมีของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้โปรดเมตตาสงเคราะห์ รวมรวมกำลังใจของเรา ให้ทรงตัวโดยเร็ว แล้วภาวนาว่าจิตติ สัมมาสัมพุทธ ธัตสะ นะมะจิตตัง สักครู่หนึ่ง พอกำลังใจทรงตัวแล้ว เราค่อยใช้คำภาวนาที่เราถนัดต่อไป สิ่งนี้เป็นสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ประทานให้

    ดังนั้นถึงเราใช้คาถานี้ ก็เท่ากับเราทรงพุทธานุสติอยู่ ขอให้นึกถึงพระพุทธเจ้าเป็นปกติเท่านั้น เรานับว่าโชคดี ที่มีองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเมตตา คอยอนุเคราะห์ สงเคราะห์อยู่ตลอดเวลา แม้กระทั่งเรื่องยากที่ปกติสมัยหลวงพ่อ หลวงปู่ของเรา จะต้องสู้กันชนิดเอาเป็นเอาตายไปข้างหนึ่งกว่าจะหากลอุบายใด ๆ มาปรับมาปราบความฟุ้งซ่านของจิต มาปรับลมหายใจเข้าออกให้มันทรงตัว บางทีเสียเวลาเป็นเดือนเป็นปี แต่ของเรามีองค์สมเด็จพระชินสีห์ ศาสดา สัมมาสัมพุทธเจ้าท่าน คอยเมตตาสงเคราะห์อยู่ ภาวนาคาถาง่าย ๆ แค่นี้ อารมณ์ใจก็ทรงตัวง่าย ๆ เช่นกัน

    คราวนี้สิ่งที่เราลืมไม่ได้ ภาพพระ อย่างไรก็ต้องเอาใจเกาะพระอยู่เสมอ
    อันดับแรก กำหนดภาพพระขึ้นมาตรงหน้าอย่างที่เคยบอกไว้ เป็นพระพุทธรูปองค์ใดองค์หนึ่งที่เรารักเราชอบมากที่สุด จะเป็นพระพุทธรูป นั่ง ยืน นอน ก็ได้จะเป็นพระพุทธรูปทั่วไปที่เราชอบองค์ใดองค์หนึ่งก็ได้ เป็นภาพพระพุทธเจ้าในลักษณะพระสงฆ์ก็ได้ หรือเป็นภาพพระวิสุทธิเทพก็ได้ เอาใจจดจ่ออยู่ตรงหน้า หายใจเข้าก็นึกถึงภาพพระนั้น หายใจออกก็นึกถึงภาพพระนั้น กำหนดความรู้สึกให้ภาพพระนั้นสว่างขึ้นไปเรื่อย ๆ หายใจเข้าภาพพระก็สว่าง หายใจออกภาพพระก็สว่าง กำลังใจให้จดจ่อแน่วนิ่งอยู่กับภาพพระตรงหน้า ไม่ต้องทุ่มเทความรู้สึกให้มาก ไม่จำเป็นต้องเห็นชัดเจน ให้มั่นใจว่าขณะนี้ตรงหน้าของเรามีภาพองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าประทับอยู่ตรงหน้าเราก็พอใจแล้ว อย่าอยากเห็นโดยใช้สายตา มันจะพาให้เสีย กำหนดความรู้สึกเบา ๆ สบาย ๆ พุทธเข้าโธออก ภาพพระสว่างขึ้นไปเรื่อย ๆ

    เมื่อภาพพระเริ่มทรงตัว กำลังใจเริ่มนิ่ง ให้ดึงภาพพระเข้ามาให้มาอยู่ในศรีษะของเรา เหมือนกับศรีษะมันว่าง ๆ เปล่า ๆ ไม่มีอะไร ให้พระพุทธรูปเข้ามาอยู่ในศรีษะของเรา หันหน้าไปด้านเดียวกับเรา หายใจเข้าผ่านภาพพระที่สว่างไสว ลงไปที่อก ลงไปที่ท้อง หายใจออกผ่านท้อง ผ่านอก ผ่านภาพพระที่สว่างไสวอยู่ลงไปสุดที่ปลายจมูก พุทธเข้า พระสว่างขึ้น โธออกพระสว่างขึ้น พุทธเข้าพระสว่างขึ้น โธออก พระสว่างขึ้น กำหนดใจเบา ๆ สบาย ๆ

    นึกถึงภาพองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าสว่างไสวอยู่ในศรีษะของเรา ครอบคลุมกายของเราลงมา ความสว่างจากศรีษะลงมาที่คอ ลงมาที่ไหล่ ลงมาที่อก ลงมาที่เอว ลงมาที่สะโพก ลงไปถึงส่วนเท้าทั้งหมด หายใจเข้าภาพพระสว่างตัวเราก็สว่างด้วย หายใจออกภาพพระสว่าง ต้วเราก็สว่างด้วย หายใจเข้าภาพพระก็สว่าง ตัวเราก็สว่าง

    คราวนี้กำหนดเลื่อนภาพองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าขึ้นไปอยู่บนศรีษะ หันหน้าไปทางด้านเดียวกับเรา สว่างไสวลอยสูงจากศรีษะของเราขึ้นไปประมาณครึ่งคืบ หายใจเข้าก็ดึงเอาความสว่างของพระ ผ่านอก ลงไปสุดที่ท้อง หายใจออกลมหายใจจากท้องผ่านอก ตรงไปภาพพระซึ่งสว่างอยู่อย่างนั้น หายใจเข้าภาพพระก็สว่าง หายใจออก ภาพพระก็สว่าง กำหนดใจให้นิ่ง ๆ อยู่ตรงศูนย์กลางขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จะจับภาพท่านทั้งองค์ก็ได้ จับส่วนใดส่วนหนึ่งก็ได้ เหมือนกับลมหายใจ ไหลจากองค์พระผ่านอก ลงไปที่ท้อง ลมหายใจออกจากท้องผ่านอก ลงไปสุดที่องค์พระท่าน

    เมื่อกำลังใจทรงตัวแล้ว ก็ให้ค่อย ๆ กำหนดภาพพระให้ใหญ่ขึ้น หายใจเข้าภาพพระก็ใหญ่ค่อย ๆ ใหญ่ขึ้นสว่างขึ้น หายใจออกภาพพระค่อย ๆ ใหญ่ขึ้นสว่างขึ้น กำหนดความขาวสะอาด สว่างไสวขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้น คือกระแสแห่งพระเมตตาบารมี ที่ประทานลงมาสู่สรรพสัตว์ทั้งหลาย ทุกภพทุกภูมิ ทุกหมู่ทุกเหล่า เพื่อปรารถนาให้เขาเหล่านั้น ล่วงพ้นจากความทุกข์ มีความสุขโดยเสมอหน้ากัน

    กำหนดให้กระแสแห่งพระเมตตานั้นผ่านจากองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้น ลงมาที่ตัวเรา กระจายออกไปรอบด้าน ให้กระจายสีขาวสว่างนั้นกว้างออกจากตัวเรา ค่อย ๆ แผ่ออกไปให้เต็มหมดทั้งห้องนี้ กว้างออกไปทั้งวัด ทั้งตลาด ทั้งตำบล ทั้งอำเภอ ทั้งจังหวัด กว้างออกไปเรื่อย ๆ เหมือนกับเราหย่อนหินลงไปในน้ำ กระแสน้ำจะเคลื่อนเป็นวง ๆ กว้างออกไปทุกที ทุกที กำหนดใจว่า มนุษย์ทั้งหลาย สัตว์ทั้งหลาย ผู้เป็นเพื่อนทุกข์เกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น จงอย่าได้มีเวร และเบียดเบียนซึ่งกันและกันเลย ขอให้ทุกท่านจงล่วงพ้นจากความทุกข์มีความสุขโดย
    เสมอหน้ากันเถิด ให้กระแสใจที่เยือกเย็นสว่างไสวนั้น แผ่กว้างออก กว้างออก ด้วยกำลังขององค์สมเด็จพระสัมมมาสัมพุทธเจ้า ตั้งใจว่าขอให้มนุษย์ทั้งหลาย สัตว์ทั้งหลาย ผู้เป็นเพื่อนทุกข์เกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น
    ผู้ที่ชีวิตของท่านทั้งหลายเหล่านั้น ได้ตกล่วงไปแล้วในวันหนึ่งคืนหนึ่ง ขอให้ท่านทั้งหลายเหล่านั้นจงไปเสวยสุขในสุขคติภพโดยถ้วนหน้ากันเถิด ให้กระแส
    กำลังใจของเรากว้างออกไปอีก กว้างออกไปอีก ทั้งจังหวัด ทั้งภาค ทั้งประเทศ ทั้งทวีป ทั้งโลก กำหนดใจออกไป ออกไป จะรู้ว่าโลกของเราเหลือเพียงลูกเล็ก ๆ ลูกเดียว องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และตัวเรา สว่างไสวโตเต็มแผ่นดินแผ่นฟ้าไปหมด ไม่มีจุดไหนในโลกที่กระแสพระเมตตาขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งหลั่งไหลผ่านกายของเราไปสู่สรรพสัตว์ ไม่มีจุดใดที่ว่างเว้น ไม่มีจุดใดที่ไปไม่ถึง ให้กำหนดใจว่ามนุษย์ทั้งหลาย สัตว์ทั้งหลาย ผู้เป็นเพื่อนทุกข์ เกิดแก่ เจ็บตาย ด้วยกันทั้งหมด ทั้งสิ้น ผู้ที่ชีวิตของท่านทั้งหลายเหล่านั้น ตกอยู่ในความทุกข์ ยากเศร้าหมอง เดือดร้อน รำเค็ญ
    ทุกข์ กาย ทุกข์ใจ เจ็บไข้ ได้ป่วย เดือดร้อนพิกล พิการ ใด ๆ ก็ดี

    ขอให้ท่านทั้งหลายเหล่านั้นจงได้ล่วงพ้นจากความทุกข์ทั้งหลายนั้นเถิด ให้พระเมตตาของ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแผ่กว้างไกลออกไป จากโลกเรา ไปสู่ดวงดาวอื่น ๆ ไปสู่ขั้วจักรวาล ออกไปสู่จักรวาลอื่น ๆ ดวงดาวอื่น ๆ ทั่วทั้งอนันตจักรวาลไม่ว่าจะผ่านที่ใดก็ตามที่มีสัตว์อาศัยอยู่ มีคนอาศัยอยู่ ขอให้ได้รับกระแสแห่งพระเมตตา ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ขอให้เขาเหล่านั้นพ้นทุกข์ ขอให้มีความสุขโดยทั่วหน้ากัน ให้ตั้งใจว่ามนุษย์ทั้งหลาย สัตว์ทั้งหลาย ผู้เป็นเพื่อนทุกข์ เกิดแก่เจ็บตาย ด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น ผู้ที่ชีวิตของท่าน
    ทั้งหลายเหล่านั้น มีความสุขความเจริญดีอยู่แล้ว ขอให้ท่านทั้งหลายเหล่านั้น จงมีความสุขความเจริญยิ่ง ๆ ขึ้นไปด้วยเถิด กระแสแห่งความสว่างสะอาด เยือกเย็นนี้
    จงปรากฏ แก่สรรพสัตว์ทุกหมู่ ทุกเหล่า ทุกจักรวาล ไม่ว่าจะกี่แสนโกฏ จักรวาล ก็ให้ปรากฏโดยถ้วนทั่วกัน ความหวังดี ปรารถนาดีของเรานั้น มุ่งลงไปต่ำสุด ตั้งแต่นรกทุกขุม ขึ้นมาเปรตทุกจำพวก อสุรกายทุกจำพวก สัตว์เดรัจฉาน ทุกชีวิต มนุษย์ทุกรูปทุกนาม ภูมเทวดา ทุก ๆ ท่าน รุกขเทวดาทุก ๆ ท่าน อกเทวดา ไม่ว่าจะเป็นสวรรค์ทั้งหกชั้น รูปพรหมทั้ง 16 ชั้น อรูปพรหมทั้งสี่ชั้น ตลอดจนถึงพระทั้งหลายในพระนิพพานนั้น


    กระแสแห่งพระเมตตาขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แผ่ปรกออกไปสงเคราะห์ทุกภพ ทุกภูมิ ทุกหมู่ทุกเหล่า ผู้ที่มีทุกข์อยู่ขอให้พ้นจากความทุกข์ ผู้ที่มีสุขอยู่ขอให้สุขยิ่ง ๆ ขึ้นไป ผู้ใดตั้งความปรารถนาในสิ่งใด ขอให้ความปรารถนาในสิ่งนั้นจงสำเร็จเถิด ตั้งใจว่ามนุษย์ทั้งหลาย สัตว์ทั้งหลาย ผู้เป็นเพื่อนทุกข์ เกิดแก่ เจ็บตาย ด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น พึงเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ แก่กันและกัน เสียสละให้ปัน
    ช่วยเหลือเกื้อกูลแก่ผู้ที่ตกอยู่ในความทุกข์ยากยิ่งกว่าตน ให้พ้นทุกข์ เพื่อยังสรรพสัตว์ทั้งหลายให้ไปสู่สันติสุขอันสมบูรณ์โดยถ้วนหน้ากันเทอญ

    กำหนดภาพพระให้โดดเด่นทั้งจักรวาล กระแสแห่งพระเมตตาที่แผ่ปรกลงไป
    ไม่ว่าจะเป็นสรรพสัตว์ทั้งหลายในภพใดภูมิใดก็ตามให้ได้รับความสุขความเยือกเย็นไปโดยเสมอหน้ากัน หลังจากนั้นให้กำหนดใจดึงภาพองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้ค่อย ๆ เล็กลงตามลมหายใจเข้า ลมหายใจออก ภาพพระที่สว่างไสว ค่อย ๆ เล็กลงมา เล็กลงมา จนกระทั่งปรากฏอยู่เฉพาะบนศรีษะของเราอีกวาระหนึ่ง

    คราวนี้หายใจเข้าให้ภาพพระเลื่อนจากศรีษะ ลงไปที่อก ลงไปที่ท้อง โดยที่เล็กลงไปเรื่อย ๆ เรื่อย ๆ จนเป็นภาพพระองค์เล็ก ๆใสสว่างไสวอยู่ในท้องของเรา หายใจออกให้ภาพพระเลื่อนท้องขึ้นมาถึงอก ขึ้นไปบนศรีษะ โดยภาพพระขยายใหญ่ขึ้น ไปเป็นภาพพระองค์โต ขนาดที่เรากำหนดใจได้อย่างสบาย ๆ อยู่บนศรีษะของเรา ไปสว่างไสวอยู่บนนั้น หายใจเข้าภาพพระเล็กลง ไหลตามลมหายใจเข้าไป หายใจออกภาพพระใหญ่ขึ้นไหลตามลมหายใจขึ้นไป

    ความรู้สึกเหมือนกับลมหายใจเข้าออกไหลเข้าทางศรีษะไปสุดที่ท้อง ไหลออกจากท้องออกไปเหนือศรีษะที่ภาพพระนั้น หายใจเข้าภาพพระก็เล็กลง หายใจออก ภาพพระนั้นใหญ่ขึ้น หายใจเข้าภาพพระเล็กลงไปอยู่ที่ท้อง หายใจออกภาพพระใหญ่ขึ้นไปอยู่เหนือศรีษะ

    คราวนี้จุดที่สำคัญที่สุดก็อย่าลืมว่า ทุกสิ่งทุกอย่างไม่วาจะเป็นร่างกายของเรา วัตถุธาตุใด ๆ ก็ตาม สัตว์ทั้งหลายทั้งปวงก็ตาม ล้วนแล้วแต่มีสภาพที่แท้จริง คือเกิดขึ้นในเบื้องต้นเปลี่ยนแปลงแปรปรวนไปในท่ามกลาง สลายตัวไปในที่สุด วันนี้อามณ์ใจของเราทรงตัว ภาพพระอาจจะชัดเจนแจ่มใส แต่ต่อจากนี้ไปอีกไม่นาน อารมณ์ใจของเราที่ไม่เที่ยงก็จะไม่ทรงตัว ภาพพระอาจจะหายไป ความฟุ้งซ่านอาจจะเข้ามาแทน

    ดังนั้นให้กำหนดใจให้รู้เท่าทันมันว่ากระทั่งผู้ปฏิบัติที่หวังความพ้นทุกข์อย่างพวกเราทั้งหลาย ยังประกอบไปด้วยความไม่เที่ยงถึงขนาดนี้ ถ้าเราไปยึดถือมั่นหมายในสิ่งที่ไม่เที่ยง ต้องการให้มันเที่ยง ต้องการให้มันทรงตัว ถ้ามันเปลี่ยนแปลงไป เราก็จะทรุด ให้ดูให้เห็นสภาพที่แท้จริงของร่างกายเราว่ามันประกอบขึ้นจากดิน จากน้ำ จากลม จากไฟ ให้เป็นเรือนร่างที่เราอาศัยอยู่ชั่วครั้งชั่วคราว ถึงวาระ มันก็ตาย มันก็พังไป ดูเด็กที่เพิ่งเกิดมาตอนแรกก็นอนหงาย หัดพลิกคว่ำ หัดคลาน หัดยืน หัดเดิน ในที่สุดก็วิ่งได้ จากเด็กเล็กเด็กโต เป็นหนุ่มเป็นสาว เป็นวัยกลางคน เป็นคนชรา ในที่สุดก็ตายไป ไม่มีใครทรงตัวอยู่ได้ สรรพสัตว์ทั้งหลาย เกิดเท่าไหร่ตายหมดเท่านั้น

    ท้ายสุดร่างกายนี้ก็เสื่อมสลาย วัตถุธาตุทั้งหลายก็เสื่อมไป ไม่มีอะไรทรงตัวอยู่ ทุกสิ่งทุกอย่างพังหมด สลายตัวหมด กลายเป็นฝุ่น กลายเป็นผง กลายเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับจักรวาล ทุกสิ่งทุกอย่างหมดสิ้น ไม่มีอะไรเหลือเป็นของเรา คนที่เรารัก ของที่เรารัก ทรัพย์สมบัติที่ทั้งปวงเราหามา ท้ายสุดก็เสื่อมสลายก็สิ้น ยึดถือมั่นหมายเมื่อไหร่ก็มีแต่ความทุกข์ เพราะไม่มีอะไรที่ทรงตัวเป็นเรา เป็นของเราเลย กระทั่งร่างกายนี้ก็ไม่ทรงตัว ไม่มีอะไรเป็นของเราเลย แล้วร่างกายของคนอื่นจะเป็นของเราได้อย่างไร ทุกว้นที่จับภาพพระอย่างนี้ให้กำหนดใจนึกถึงความไม่เที่ยง ความเป็นทุกข์ ความไม่มีอะไรเป็นของเรา เป็นของเรา ไม่มีสาระ ไม่มีแก่นสาร มีแต่ความทุกข์ยากร่างกายนี้เป็นก้อนทุกข์ เกิดอยู่ในโลกที่เต็มไปด้วยความทุกข์ยากเร่าร้อน เกิดเมื่อไหร่ก็ทุกข์อย่างนี้อีก เราไม่พึงปรารถนามันแล้ว

    ถ้าหากว่าเกิดใหม่แล้วทุกข์อีก การไม่เกิดพี่พาให้พ้นทุกข์นั้นก็คือพระนิพพาน ให้ส่งกำลังใจเกาะพระนิพพานไว้ นึกถึงภาพองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ตั้งใจว่าพระพุทธเจ้าทั้งหลายไม่อยู่ที่ใด นอกจากพระนิพพานที่เดียว เราเห็นท่านคือเราอยู่กับท่าน เราอยู่กับท่านคือเราอยู่บนพระนิพพาน เอากำลังใจเกาะภาพองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า นึกง่าย ๆ สบาย ๆ ว่าตอนนี้เรานั่งอยู่ตรงเบื้องพระพักตร์องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ตอนนี้เรานั่งอยู่ตรงพระนิพพาน

    ตอนนี้เราเป็นผู้ล่วงพ้นจากความทุกข์ทั้งปวงด้วยพระบารมีองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า สถานที่นี้ใส สะอาด สว่าง สงบ จิตต่าง ๆ ที่จะทำเพื่อความพ้นทุกข์นั้นไม่มี
    ปราศจากความทุกข์ มีแต่ความสุขโดยส่วนเดียว ให้กำหนดใจแน่วนิ่งอยู่ตรงส่วนเดียว ให้กำหนดใจแน่วนิ่งเอาไว้รักษาอารมณ์ใจของพระนิพพานให้อยู่กับเราให้นานที่สุด ถึงเลิกไปแล้วก็ให้แบ่งกำลังใจส่วนหนึ่งนึกถึงตรงนี้ไว้ตลอดเวลา ความรู้สึกส่วนหนึ่งของเราต้องเกาะภาพพระอยู่ตลอดเวลา เกาะพระนิพพานไว้ตลอดเวลา เพื่อการอยู่สุขของเรา

    คราวนี้ให้กำหนดสติ กาย อารมณ์ใจออกมาอย่างช้า ๆ และระมัดระวัง เพื่อเราจะได้ทำหน้าที่ของเราต่อไป การสวดมนต์ทำวัตร เป็นกิจที่สำคัญ ถ้าเรารู้จักรักษาอารมณ์ใจ แม้กระทั่งไปพระนิพพานก็ไปได้ การสวดมนต์ทั่วไปได้สมาธิ ถ้ากำหนดนึกถึงตัวอักษรคำสวดของเราขึ้นมาเป็นตัว ๆ ก็จะได้ทิพย์จักรีญาน ถ้ากำหนดใจจับภาพพระไว้ตลอดเวลา ตั้งใจว่าเราสวดเป็นพุทธบูชา ธรรมะบูชา สังฆบูชา อยู่เฉพาะเบื้องพระพักตร์องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าบนพระนิพพาน ถ้าอย่างนั้นเราตายลงเมื่อไหร่เราอยู่ตรงนั้น เราจะอยู่ตรงพระนิพพานจนชินกับอารมณ์ใจนั้น นานไปเราก็จะเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับพระนิพพานไปให้ค่อย ๆ คลายกำลังใจออกมา แต่แบ่งความรู้สึกส่วนหนึ่งเกาะพระนิพพาน เกาะภาพพระเอาไว้ตลอดเวลา

    ***จบไฟล์ที่แปด***
     

แชร์หน้านี้

Loading...