ไฟล์เสียงที่ยี่สิบเอ็ด ประโยชน์ธุดงค์-สวดมนต์-อาหาเรฯ

ในห้อง 'กรรมฐาน ๔๐' ตั้งกระทู้โดย paang, 25 ตุลาคม 2005.

  1. paang

    paang เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 เมษายน 2005
    โพสต์:
    9,519
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1
    ค่าพลัง:
    +34,303
    ไฟล์เสียงที่ยี่สิบเอ็ด ประโยชน์ธุดงค์-สวดมนต์-อาหาเรฯ

    [MUSIC]http://www.palungjit.org/buddhism/audio/attachment.php?attachmentid=2113[/MUSIC]
     
  2. Jdin_buddhism

    Jdin_buddhism เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    19 เมษายน 2005
    โพสต์:
    366
    ค่าพลัง:
    +10,142
    file นี้ผมพิมพ์เองน่ะครับ
     
  3. Jdin_buddhism

    Jdin_buddhism เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    19 เมษายน 2005
    โพสต์:
    366
    ค่าพลัง:
    +10,142
    สองสามวันนี้มีเหตุการณ์หลายอย่างเกิดขึ้นแล้วก็คิดว่า พวกเราทุกคนน่าจะมีความเข้าใจกันบ้างขณะเดียวกันบางคนอาจจะคิดไม่ได้ ตรองไม่ตกก็มีอยู่ อย่างเรื่องที่มีโยมเขียนจดหมายมา แล้วติหนิว่าที่เราเปิดเสียงตามสาย ไม่ว่าจะเป็นเทปธรรมะก็ดี เป็นการสวดมนต์ทำวัตรก็ดีไปรบกวนเขา หรือว่าอย่างเมื่อวานนี้ ที่เราส่ง คุณหมวดเช่ก็ดี คุณชาติก็ดี คุณวีก็ดี ไปอยู่ถ้ำที่ไร่กาเท่อ หรือว่าที่เราขนย้ายบรรดาเจ้าที่ตั่งสรรค์ต่างๆ ไปรวมอยู่กันในศาลที่สร้างใหม่ แล้วเจ้าอาวาสมาขอเจ้าพ่อทองผาภูมิไปไว้ที่เดิมก็ดี เรื่องทั้งหลายเหล่านี้ถ้าหากว่าเราดูผิวเผิน หรือว่าไปเห็นว่าเขามีความเห็นค้านกับเราอะไรกับเรา เราก็อาจจะโกรธอาจจะไม่พอใจ ความจริงเรื่องของเจ้าพ่อทองผาภูมิ ผมบอกกล่าวท่านตั้งแต่แรกแล้วที่มาถึง ว่าถ้ามีโอกาสแล้วผมขอย้ายท่านเองก็ตกลง พวกคุณน่ะพอจะเข้าใจอยู่ไม่งั้นเรื่องการคุยกับผีคุยกับเทวดาไม่ใช่เรื่องยาก แต่ว่าเรื่องอย่างนี้เราบอกคนอื่นแล้ว คนอื่นเขาไม่เข้าใจ เพราะฉะนั้นไม่จำเป็นต้องไปชี้แจงเขา เขาเอาอย่างไรเราก็เอาอย่างนั้น ส่วนเมื่อคืน เจ้าพ่อท่านไม่ได้ว่าอะไร ท่านบอกว่าเรื่องของท่าน ท่านจัดการเองได้ แต่ท่านบอกว่าวันนี้จะมีคนนำสมเด็จ องค์ปฐมมาถวายผมด้วยก็คอยดูไปว่าจะมีจริงไหม สำหรับเรื่องของเจ้าอาวาส ถ้าหากเราดูในแง่ที่ว่าท่านกลัว ผมได้ขอรูปเจ้าพ่อทองผาภูมิคืนไปผมขอบอกทุกท่านว่าความกลัวทุกประเภท มีพื้นฐานมาจากความกลัวตายทั้งหมด ผมเคยตามดูความกลัวของตัวเองเป็นปีๆ ทุกเรื่องที่มันกลัว ลงท้ายมันกลัวตายทั้งหมด อยู่ในป่ากลัวเสือกัด กัดแล้วเป็นอย่างไร ตาย กลัวงูกัด กัดแล้วเป็นไง ตาย กลัวผีหลอก ผีมันหลอกเราเดี๋ยวมันบีบคอเราแล้วเป็นอย่างไร ตาย แต่ว่าทุกท่านเข้าใจผิด เจ้าอาวาสเขาไม่ได้กลัวเจ้าพ่อในลักษณะนี้ อีกไม่กี่วันมันจะเป็นงานฉลองเจ้าพ่อทองผาภูมิ ถ้าไม่มีรูปอยู่จัดงานฉลองเดี๋ยวมันอาจจะไม่ได้สตางค์ อันนี้ผิดถูกอย่างไรก็โทษเจ้าพ่อ ไม่เกี่ยวกับผม ท่านกลัวว่าจัดงานแล้วเดี๋ยวจะไม่ได้สตางค์ ก็เลยต้องเอารูปเจ้าพ่อไปเก็บไว้คืออย่างน้อยๆ ขอให้เก็บสตางค์ให้ได้ก่อนแล้วจะโยกจะย้ายกันอย่างไรก็ค่อยว่ากันอีกที แต่จริงๆ เรื่องกลัวไม่ได้สตางค์ ไม้ได้สตางค์แล้วเป็นอย่างไร ลำบาก ทำอะไรไม่สะดวกอาจจะย่ำแย่ ถึงขั้น ในที่สุดเอาตัวไม่รอดแล้วก็สรุปว่าตายได้ ผมถึงได้กล่าวว่าความกลัวทุกประเภทมีพื้นฐานมาจากความกลัวตายทั้งหมด ส่วนเรื่องของการส่งพระไปอยู่ถ้ำในลักษณะของการธุดงค์มันดี ตรงที่เป็นการฝึกพื้นฐานกำลังใจของเรา อยู่ตามป่า อยู่ตามถ้ำอันตรายจากสัตว์ร้ายมี อันตรายจากภูตผีปีศาจมี ความกลัวมันจะเกิดขึ้นในใจ เมื่อความกลัวมันเกิดขึ้น ตอนนี้พวกท่านจะไม่มีอะไรเป็นที่พึ่งอีกแล้วนอกจากพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ถึงตอนนั้นมันก็ต้องเร่งภาวนากันเป็นขนานใหญ่ ขนาดภาวนาแล้ว บางทีเขาตั้งใจจะลองกำลังใจจริงๆ มันก็ยังอาจจะกลัวมากอยู่ดีผมเองตั้งแต่รู้ว่าความกลัวทั้งหมดมันมีสาเหตุมาจากความกลัวตายผมก็ไม่ค่อยกลัวอะไรอีกแต่ว่าบางทีอยู่ในถ้ำ งูใหญ่มันมา มันมาถึงมันก็ขดวนตัวเราซ่ะสามรอบผมบอกไม่ถูกว่างูมันใหญ่ขนาดไหน ผมสูง 172 เซนติเมตร มันวนรอบผมสามรอบแล้วมันยังเหลืออีกตั้งเยอะ สัมผัสที่บอกได้คือตัวประมาณกระติกน้ำใบโตๆ แล้วมันยังมีการทดสอบด้วยการแลบลิ้นเลียหน้าผมด้วยเหมือนจะชิมดูว่าอร่อยไหม ผมว่าผมไม่กลัวอะไรแล้วน่ะ แต่มันนอนตัวแข็งทื่อกระดิกไม่ออก ได้แต่บอกในใจว่าอย่ากินเลยไม่อร่อยหรอกไปหาอย่างอื่นกินเถอะ เขาคงจะเห็นว่าเออ มันจะกลัวก็กลัวไม่จริง มันจะกล้าก็กล้าไม่จริงมันก็เลยเลิกยุ่ง ไปหากินตามทางของเขา บางทีพวกเจ้าที่พวกอะไร เขาเห็นว่าเราอยู่ คือเป็นพระเป็นเจ้าไปอยู่ตามสถานที่อย่างนั้นทำให้เขาลำบาก เพราะว่าเขาอยู่สูงกว่าพระไม่ได้อยู่เหนือกว่าพระไม่ได้เขาก็จะกลั่นแกล้งขับไล่เราไม่ต้องการให้เราอยู่ที่นั้นเรื่องทั้งหลายเหล่านี้ทำให้เราต้องเร่งกำลังใจตัวเองมันเป็นการดีตรงส่วนนี้ แต่ว่าในเรื่องของการธุดงค์ผมอยากใช้คำว่ามันไม่จำเป็นนัก เพราะว่าการที่เราอยู่ในป่า อยู่ในถ้ำแรงกระทบต่างๆ มันไม่มี สิ่งที่จะมายั่วยุให้ไปทางด้านรัก โลภ โกรธ หลง มันไม่มี อย่างเก่งมันก็คิดฝันๆ เอาก่อนนั้นจิตมันอาจจะสงบ แต่ถ้าออกมากระทบภายนอกเมื่อไหร่มันจะพังได้ง่าย เพราะว่าเราไม่เคยชินกับแรงกระทบดังนั้นถ้าเราเป็นนักปฏิบัติสามารถต่อสู้ในหมู่คนได้ สามารถต่อสู้ในเมืองได้ถ้ากำลังใจทรงตัวมันจะพังยากเพราะว่ามันเคยชินกับสภาพการกระทบต่างๆ การธุดงค์ไม่ใช่ว่าไม่มีประโยชน์ มีประโยชน์มากแต่ถ้าเราหนีแรงกระทบในลักษณะนั้นเราก็จะไม่รู้ว่าตัวเราทำได้จริงขนาดไหนดังนั้นถ้ามีโอกาสก็ไปกันแต่ผมขอยืนยันว่าถ้าท่านสู้ในหมู่คนสู้ในเมือง กำลังใจทรงตัวได้อยู่ที่ไหนมันก็ทรงตัวเหมือนกัน เรื่องต่อไปคือเรื่องที่โยมเขียนจดหมายมา กล่าวว่าไม่ทราบว่าพระจะเปิดเสียงไปทำไม เพราะเขาก็ฟังไม่รู้เรื่อง แล้วสวดมนต์ทำวัตรก็ไม่รู้ว่าจะแปลออกหรือเปล่าอันนั้น เราไม่ควรจะโกรธเขาต้องรู้จักพิจารณาให้ดีมันเป็นเรื่องของคนที่เกิดอารมณ์กระทบแล้วเก็บไม่อยู่เพราะคิดว่ากูดีกว่า ไอ้ตัวนี้นอกจากเป็นสักกยฐิถิคือคิดว่าตัวเราเป็นเราแล้ว ยังเป็นมานะถือตัวถือตนด้วย ถ้าเขาบอกว่าเขาฟังไม่รู้เรื่องในเมื่อฟังไม่รู้เรื่องแปลว่าเสียงมันยังไม่ดังพอ เพราะฉะนั้นการรบกวนเขาถ้าจะว่ากันตามจริงมันก็ไม่ได้รบกวน แต่เขาจะใช้คำว่ารบกวนพูดง่ายๆ ก็คือพอมันกระทบขึ้นมาร้อนหูแล้วก็พาลร้อนใจขึ้นมา เก็บไว้ไม่อยู่มันก็ไหลออกมา ถ้าเป็นทั่วๆไปมันก็คือ วจีกรรมไหลออกมาเป็นคำพูด กายกรรมไหลออกมาเป็นการกระทำ อันนี้ก็ไหลออกมาในลักษณะจดหมาย เขียนตำหนิมาเพราะไม่รู้ว่าพระสวดมนต์ไปแล้วมีประโยชน์อะไร การสวดมนต์ทำวัตรจริงๆ มีประโยชน์ ตั้งแต่ระดับเล็กๆ ขึ้นไปจนถึงประโยชน์อย่างมหาศาล การที่เราสวดมนต์อันดับแรกสมาธิต้องมี ถ้าหากสมาธิท่านไม่ดี จิตไม่ทรงตัวมันก็สวดผิด อันดับต่อไป ถ้าหากว่าท่านท่องบ่นสวดมนต์เป็นปกติ สภาพจิตมันจะก้าวขึ้นเป็นฌานได้ง่ายเพราะมันเคยชิน กับการถูกบังคับให้จดจ่ออยู่เฉพาะหน้าเป็นระยะเวลานานประมาณครึ่งชั่วโมงติดต่อกันหรือว่าท่านจะทำเป็นทิพยจักษุญานเวลาเราสวดมนต์ก็ให้นึกคำสวดของเราเป็นตัวหนังสือขึ้นมาอยู่ตรงหน้า ทีละคำทีละประโยคให้มันลอยผ่านไปเรื่อยๆ ถ้าเราเห็นตัวหนังสือชัดเจนเท่าไหร่ เราก็สามารถเห็นผี เห็นเทวดาเท่านั้นหรือว่าถ้าจะเอาประโยชน์กันจริงๆ ก็ทำอย่างที่ผมทำคือส่งใจไปกราบพระบนนิพพานตั้งใจสวดถวายเป็นพุทธบูชา ธรรมบูชา สังฆบูชา ถ้าลักษณะนั้นท่านอยู่บนนิพพานนานๆ จิตมันจะชินกับอารมณ์ปราศจากกิเลส กิเลสมันจะจาก มันจะบางลงไปเรื่อยในที่สุดมันก็หมดไปได้ ถ้าคุณอยู่ตรงนั้นตายเมื่อไหร่ก็อยู่บนนิพพานเลย และประการที่สำคัญที่สุดการสวดมนต์ก็คือการท่องบ่นสาธยายคำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าซึ่งก็คือธรรมะนั่นเองคำสอนของท่านบอกเอาไว้ชัดเจนแล้วเราจะแปลออกแปลไม่ออกก็ตามถ้าเราท่องบ่นภาวนาเอาไว้เป็นปกติ คือการที่เรารักษาพระธรรมให้คงไว้อย่างหนึ่ง เป็นการรักษาพระศาสนาไว้ เราแปลไม่ออก ท่องไปบ่นไป เจอคนแปลออก ฟังเข้าใจ ปฏิบัติตามแล้วได้ผลก็มีมากดังนั้นการทำวัตรสวดมนต์จึงมีประโยชน์อย่างนี้ แล้วเสร็จแล้วที่เขาว่าทำอะไรกันทุกวันๆ อันนั้นเป็นเครื่องวัดตัวเราที่ดีที่สุด คือว่าสิ่งที่เราทำอยู่ทุกวันเราสามารถทำวันนี้ให้ดีกว่าเมื่อวานได้หรือไม่ มันแย่กว่าเมื่อวานหรือเปล่า เป็นการวัดกำลังใจของเราเอง เป็นการวัดการปฏิบัติของเราเอง เมื่อเขาไม่เข้าใจถ้าเราไปโกรธเขา เราก็ขาดทุน เขาไม่เข้าใจ หน้าที่ของเราก็คือถ้าเขามาสอบถามเราก็ชี้แจงแสดงเหตุให้เขาทราบ ชี้ประโยชน์ให้เขารู้ หรือว่าเขาฟังไม่รู้เรื่องก็น่าจะเปิดดังขึ้นอีกนิดหนึ่ง แต่จริงๆ แล้วทำอย่างนั้นมันจะเป็นการรบกวนคนอื่นมากเกินไป เราก็เปิดของเราแค่เดิม ถ้าเขาสนใจจะมาฟังใกล้ๆ เราก็ไม่รังเกียจอยู่แล้วแต่ว่าถ้าหากบุคคลในลักษณะนี้เขียนจดหมายมาก็เขียนในลักษณะบัตรสนเท่ ไม่มีชื่อ ไม่มีนามสกุล ไม่มีที่อยู่ก็แปลว่าจริงๆ แล้วเขาไม่ต้องการประโยชน์อะไรจากจดหมายนี้อย่างแท้จริง ต้องการอย่างเดียวก็คือระบายออกเก็บความชั่วไว้ไม่อยู่เราก็น่าจะสงสารเขามากกว่า ถ้ามีโอกาสเขามาขอการสงเคราะห์ได้ ก็สงเคราะห์เขาไป เขาเป็นคนปากไว มือไว ไม่สามารถระงับความชั่วในใจได้เราเห็นมันไหลออกมา เราเห็นแล้วว่ามันไม่ดี เราก็อย่าไปทำเป็นคนปากไว คนมือไวแบบนั้น พวกเราทุกคนเป็นนักปฏิบัติพยายามเก็บงำความชั่วเอาไว้ในใจ ในลักษณะขังเสือไว้ในกรง อย่าให้มันออกทางวาจา อย่าให้มันออกทางกาย ขังมันไว้นานๆ เดี๋ยวเสือมันหมดแรงมันตายไปเอง ไม่ใช่กระทบปั๊ป ก็หลุดปากปุ๊ป อันนั้นมันใช้ไม่ได้ แสดงว่าเราก็ชั่วพอๆ กับเขา เรื่องทั้งหลายเหล่านี้จริงๆแล้วมันไม่มีอะไร แต่คราวนี้ถ้าเราเอาอารมณ์ไปคิด ไปปรุง ไปแต่งเมื่อไหร่ มันก็จะมีทันทีมันก็จะเป็นโทษแก่เราทันที ทุกสิ่งทุกอย่างมันเลยไปแล้ว มันผ่านไปแล้ว มันเป็นอดีตไปแล้วเรารับรู้แล้วก็วางไว้ตรงนั้นมันก็จบ แต่ถ้ารับแล้วแบกเอาไว้เราก็จะทุกข์ เราก็จะลำบากของเราเอง ถ้าอย่างนี้โทษใครไม่ได้ เท่ากับเราไปแส่หาความทุกข์ใส่ตัวแทนที่กำลังใจจะอยู่กับพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ แทนที่กำลังใจจะอยู่กับพระนิพพาน เรากลับเอากำลังใจไปรับแรงกระทบ รับแล้วก็แบกเอาไว้ มาปรุงมาแต่ง เหมือนยังกับแม่ครัวทำอาหาร ใส่สารพัดเครื่องปรุงเข้าไป รสชาติดีมาก แต่กินเข้าไปแล้วเป็นโทษแก่ตัวเอง ปวดท้องปวดไส้ แทบจะเป็นแทบจะตายไม่ได้มีประโยชน์อะไรเลย ในเมื่อกล่าวมาถึงเรื่องของแม่ครัว เรื่องของอาหาร วันนี้ก็ขอกล่าวถึงกรรมฐานอีกกองหนึ่งคืออาหาเรปฏิกูลสัญญาคือเราจะต้องพิจารณาให้เห็นว่าอาหารที่เราฉันท์ไปทุกวัน ที่เรารับประทานเข้าไปทุกวัน จริงๆ แล้วมันเป็นของสกปรก เขาไม่ต้องการให้เรากินอาหารเข้าไป เพื่อความอ้วนพลี เพื่อร่างกาย เพื่อความผ่องใสของผิวพรรณ เพื่อไปกระตุ้นกิเลสให้เกิดขึ้นจุดมุ่งหมายของการกินจริงๆ ก็คือกินเพื่อยังอัฐภาพร่างกายนี้ให้อยู่เท่านั้นระงับดับความกระวนกระวายที่จะเกิดขึ้น จากอาการหิวกระหายของร่างกายเพื่อที่จะประคับประคองร่างกายนี้ไว้ใช้ปฏิบัติธรรมให้ก้าวหน้ายิ่งๆ ขึ้นไป แต่ว่าส่วนใหญ่แล้วจะไปเพลิดเพลินอยู่ในรส เราต้องมาแยกแยะให้เห็นจริง ว่ารสอาหารหรือวาตัวอาหารจริงแล้วมันเกิดขึ้นจากอะไร ทุกวันๆ เราฉันท์อาหารลงไป มื้อเช้าก็ดี มื้อเพลก็ดี เราเคยพิจารณาบ้างหรือไม่ ไม่ใช่ว่าอันนี้อร่อยเราก็กินแต่อันนี้ ฉันท์แต่อันนี้ไม่ต้องเปลี่ยนไปอย่างอื่นเลย ถ้าไอ้อย่างนั้นตายเมื่อไหร่ลงนรก จำไว้เลยว่าถ้าครั้งแรกตักอาหารมา แล้วมันอร่อย การตักครั้งที่สองเนี่ย ให้ระมัดระวังมีสติไว้ เรากำลังกินตามใจกิเลสหรือว่าเรากินเพื่ออยู่กันแน่ เรื่องทั้งหลายเหล่านี้ต้องมีสติระวังอยู่เสมอ ดังนั้นการฉันท์อาหารเขาถึงได้มี ปฏิสังขาโย นิโส ภินทปาตัง ปฏิเสวามิ ก็คือพิจารณา อย่างที่กล่าวมาแล้วว่า เพื่อยังอัฐภาพร่างกายนี้ให้อยู่สำหรับปฏิบัติธรรมเท่านั้นไม่ฉันท์เพื่อความอ้วนพลีของร่างกาย ไม่ฉันท์เพื่อความผ่องใสของผิวพรรณ ไม่ฉันท์พวกสิ่งที่เป็นตัวกระตุ้นเพื่อให้ราคะมันกำเริบ เราต้องพิจาณาแยกแยะให้ออก ว่าอาหารต่างๆ ที่ประกอบขึ้นมา คือมาจากผักอย่างหนึ่ง มาจากเนื้อสัตว์อย่างหนึ่งเนื้อสัตว์ทั้งหลายก็มีเลือด มีคาวเป็นปกติลองดูเวลาสัตว์มันตายมันเน่าทุกตัว ประกอบไปด้วยน้ำเลือก น้ำเหลือง น้ำหนอง เหม็นสกปรกเป็นปกติแล้วขณะเดียวกันกับที่เขาเลี้ยง ถ้าเคยไปดูก็จะเห็น ไม่ว่าจะวัว จะหมู จะไก่ มันคลุกอยู่กับขี้ กับเยี่ยวของมันเอง ความสกปรกมันอยู่ทั้งภายนอก อยู่ทั้งภายใน ภายนอกคือมันคลุกขี้ คลุกเยี่ยวของมันเอง ภายในก็คือในร่างกายของมันก็มีขี้ มีเยี่ยวเป็นปกติ มีเลือด มีน้ำเหลือง น้ำหนองเป็นปกติ เรานำมาทำอาหารกลิ่นคาวมันก็ปรากฏ อยู่ชัดอยู่แล้วอันนี้เห็นได้ง่ายคือเมื่อเข้าเดินบิณฑบาตอยู่ในตลาด ผ่านเขียงหมูก็ดี ผ่านร้านขายปลาก็ดีที่เขาสับไว้เป็นท่อนๆ ก็ดูเอาอันไหนเป็นเลือด อันไหนเป็นน้ำเหลือง อันไหนเป็นไขมันเป็นอะไรเห็นหมด ถ้าเดินใกล้ๆ กลิ่นก็ปรากฏชัดนั่นเป็นสิ่งที่เราไปนิยมยินดีเมื่อทำขึ้นมาแล้วว่ามันอร่อยอย่างนั้น มันรสดีอย่างนี้ในเรื่องของผักผลไม้ มันก็มีพื้นฐานมาจากความสกปรก มันเกิดขึ้นกับพื้นดินต้องอาศัยปุ๋ย ยิ่งระยะหลังๆ มีการปลูกกันเป็นล่ำเป็นสันไม่ได้เกิดจากธรรมชาติก็ยิ่งต้องอาศัยปุ๋ยมากขึ้นปุ๋ยมันก็เกิดจากขี้จากเยี่ยวของสัตว์นั่นเอง พวกไม้ใบก็ต้องการพวกที่มาจากยูเรีย ก็คือมาจากเยี่ยวหรือปัสสวะ พวกไม้ดอกไม้ผลก็ต้องการพวกโปสเตส พวกโปแตสซึ่งถ้าหากว่าไม่ต้องเกรงใจกัน ก็คืออาจจะนำขี้ไก่ ขี้วัว ลงไปในแปลงผัก แปลงผลไม้นั้น หรือถ้าหากอย่างที่เมืองจีนเขาทำเป็นปกติ คือใช้ขี้คนเลยเดินเทเป็นหาบๆ กลิ่นตลบๆ ไปเป็นกิโลๆ แต่ผักงามใบเขียวจนดำน่ะ ต้นสูงใหญ่น่ากินมาก เราเห็นรึยังว่าพื้นฐานจริงๆ มันมาจากไหน หรือถ้าหากว่าเป็นต้นไม้ใหญ่หน่อยหนึ่งบางทีก็เอาซากสัตว์ตายไปโยนทิ้งไว้โคนต้น เน่าเหม็นตลบ ไม่มีใครอยากผ่านแถวนั้นแต่ว่าต้นไม้มันดูดซึมไป เอาไปเป็นอาหารแล้วก็ออกมาเป็นผลรอให้เราไปกิน เราอาจจะเห็น เออมะม่วงผลนี้น่ากินจังสุกเหลืองอร่ามเชียว ขนุนผลนี้น่ากินจัง กลิ่นหอมไปไกลเชียว ไอ้นั่นมันพึ่งอาจจะดูดสารอาหารจากหมาเน่าทั้งตัวไปก็ได้ต้องพิจารณาให้เห็นต้องดูให้เป็น แล้วเรื่องของผักผลไม้ถ้าหากว่าเราล้างสะอาด แล้วปัญญาเราน้อยพิจารณาไม่เห็นก็เอาแค่ว่าจริงๆ แล้วมันกำลังเน่า มันกำลังสลายตัว แต่ว่าพอมันเน่ากำลังได้ที่ ยังไม่ทันจะหมดสภาพ เราก็ชิงเอามากินเสียก่อนถึงได้บอกว่า แหมมันสุกเหลืองน่ากิน มันสุกแดงน่ากิน ความจริงเลยจากนั้นไปนิดเดียว มันก็จะเน่าดำแล้ว เพราะฉะนั้นเรากำลังกินสิ่งที่กำลังเน่าอยู่ ในเมื่อเรากินสิ่งที่กำลังเน่า กินสิ่งที่มีแต่ความสกปรกร่างกายของเราก็สกปรกด้วย อาหารที่กินเข้าไปไม่ว่าจะดีแสนดีขนาดไหน จะเป็นอาหารฮ่องเต้ประเภท อุ้งตีนหมี เป๋าฮื้อน้ำแดงอะไรก็ตาม ถึงเวลาหมดสภาพออกมามันก็เป็นขี้เป็นเยี่ยวเหมือนกันถ่ายทิ้งเอาไว้ใกล้ๆ ก็คงจะได้ด่ากันไปสามวันเจ็ดวันยังดีว่าสมัยนี้เรามีห้องน้ำห้องส้วมมิดชิด ไม่อย่างนั้นถ้าเป็นส้วมหลุมอย่างสมัยก่อนก็ต้องเดินห่างเป็นกิโล กลิ่นมันเน่ามันเหม็นไกลเหลือเกิน อย่างที่เทวดา พรมหม ท่านไม่อยากใกล้มนุษย์ เพราะว่ากลิ่นอาหารที่เน่าเหม็นมันระเหยออกทางผิวหนัง ท่านเองมีความเป็นทิพย์อยู่ท่านได้กลิ่นไกลมันเป็นโยชน์ มันสกปรกขนาดนี้ แล้วที่แน่ๆ อาหารมันห้ามร่างกายให้ไม่แก่ได้ไหม กินดีขนาดไหนมันก็แก่ มันห้ามร่างกายไม่ให้ตายได้ไหม กินดีขนาดไหนมันก็ตาย ถ้าไม่ให้มันกินมันก็หิวเหลือเกิน ธิถัทถาปรมราคา ความหิวเป็นโรคอย่างยิ่ง คือมันเสียดแทงอยู่ตลอดเวลา คำว่าโรค โร คะคือความเสียดแทง วันๆ หนึ่งต้องหาให้มันกินให้ครบมื้อ ถ้าไม่ครบมื้อมันก็รบกวนเรา มีความทุกข์ขนาดนั้น การดิ้นรนไปหาอาหารมันก็ต้องทำการทำงานด้วยความเหนื่อยยาก ไม่ต้องดูไกลดูตาพั่ว ดูตาฮู ดูตากัน ต้องมาทำงานก่อสร้างให้เราอยู่ ไอ้นั่นก็เพื่อหาเลี้ยงปากเลี้ยงท้องของตัวเอง มันเหนือยยากขนาดไหน เราไปแบกปูน แบกทรายเราก็เหนื่อยแทบตาย เขาเอง เขาจำเป็นต้องทำตามหน้าที่ไม่ครบวันเลิก เลิกไม่ได้ เขาเหนื่อยกว่าเรา ทุกข์กว่าเราเยอะ ในเมื่ออาหารกินดีขนาดไหนก็ตาม มันก็ห้ามความแก่ไม่ได้ กินดีขนาดไหนก็ตามมันก็ห้ามความเสื่อมไม่ได้ กินดีขนาดไหนมันก็ห้ามความตายไม่ได้ ไม่ให้มันกินมันก็ยิ่งปรากฏความทุกข์ให้เห็นชัด ขึ้นชื่อว่าร่างกายที่เป็นทุกข์อย่างนี้ เราต้องคอยกินให้มันอยู่ตลอดเวลาอย่างนี้ เรายังอยากได้มันหรือไม่ ถ้าเราเห็นทุกข์ตรงนี้ชัดเจนแล้ว คาดว่าทุกคนคงไม่อยากได้ร่างกายอีกเพราะว่าความเหนื่อยยากทุกประการมันเกิดมาจากเรื่องของอาหาร เป็นเรื่องของอาหารเกือบทั้งหมด คนเราถ้าไม่ต้องกินเสียอย่างเดียว เรื่องอื่นกวนเราน้อยมาก ในเมื่อเราเห็นความทุกข์ตรงนี้อย่างชัดเจนแล้วเรายังอยากเกิดอีกก็ต้องบอกว่าสิ้นสติ ในเมื่อเราพิจารณาเห็นอย่างชัดเจนอยู่แล้วว่า ร่างกายนี้ถึงเอาอาหารเข้าไปหล่อเลี้ยงมันก็ยังคงประเภทค่อยๆ เสื่อมไปในที่สุดก็สลาย ก็ตาย ก็พัง ในระหว่างที่ดำรงชีวิตอยู่ก็ต้องทุกข์ยากเหลือเกินเพื่อที่จะเอาอาหารมาหล่อเลี้ยงร่างกายนี้ ดังนั้นขึ้นชื่อว่าการเกิดมาเรามีร่างกายเช่นนี้เราก็ไม่พึงปรารถนามันอีกแล้ว ตั้งใจให้แน่วแน่ว่าถ้าหากว่ามันตายลงไปแต่ว่าจบ เราจะไม่เกิดมากินให้มันทุกข์แบบนี้อีก ใครไม่รู้ว่ามันทุกข์ขนาดไหน ก็ลองนั่งเคี้ยวปากเปล่าๆ ตัวเองสัก 3 นาที 5 นาที มันจะรู้ว่ามันเมื่อยปากขนาดไหน หรือไม่ก็ยกมือทำท่าตักอาหาร ยกขึ้นยกลงสัก ครึ่งชั่วโมงติดต่อกันมันจะรู้ว่ามันเมื่อยมือขนาดไหน ความทุกข์เกิดจากอาหารมันเกิดอยู่ตลอดเวลา เกิดอีกเมื่อไหร่ก็ทุกข์อีก เพราะฉะนั้นเราไปนิพพานดีกว่า เมื่อพิจารณาเห็นดังนี้แล้วก็ให้จับคำภาวนาต่อไป โดยใช้การจับภาพพระหรือว่าเอาใจเกาะพระนิพพาน ตั้งใจว่าถ้ามันหมดอายุขัย หรือเกิดอุบัติเหตุอันตรายใดๆ ต้องตายลงไป เราขอไปอยู่พระนิพพานแห่งเดียว ถ้าทำอย่างนี้ได้ก็ชื่อว่าเราปฏิบัติในอาหาเรปฏิกูลสัญญา ซึ่งเป็นหนึ่งในกรรมฐาน 40 กองได้แล้วแต่ว่าต้องให้มันทรงตัวคือทุกครั้งที่นั่งอยู่หน้าวงอาหารให้รู้ทันทีว่าอาหารมีพื้นฐานมาจากความสกปรกโสโครก กินเข้าไปร่างกายเราก็สกปรกโสโครก ถ่ายออกมาก็เป็นของสกปรกโสโครก ขณะที่กินก็เต็มไปด้วยความทุกข์ ไม่กินก็ยิ่งทุกข์เข้าไปอีก ขึ้นชื่อว่าการเกิดมาทุกข์เช่นนี้ราไม่ต้องการเกิดอีกแล้ว เราต้องการอย่างเดียวคือพระนิพพาน ให้ว่งกำลังใจตรงจุดนี้ทุกครั้งที่นั่งอยู่ข้างวงอาหาร ถ้าอย่างนั้นท่านไม่ต้องเสียเวลาสวดปฏิสังขาโย ไม่ต้องเสียเวลาไปพิจารณาเรื่องอื่น กำลังใจมันจะทรงตัวอยู่ของมันตลอดเอง สำหรับวันนี้ก็ให้วางกำลังใจของเราส่วนหนึ่งอยู่กับการจับภาพพระหรือคำภาวนา ส่วนที่เหลือก็เตรียมตัวทำวัตร สวดมนต์ของเราต่อไป<?xml:namespace prefix = o ns = "urn:schemas-microsoft-com:eek:ffice:eek:ffice" /><o:p></o:p>
     
  4. Jdin_buddhism

    Jdin_buddhism เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    19 เมษายน 2005
    โพสต์:
    366
    ค่าพลัง:
    +10,142
    ครับ เรื่องของเนื้อหา ชื่อบุคคล ภาษาบาลี นี่ผมไม่ถนัด ด้วยไม่ค่อยได้ใส่ใจศึกษานัก ก็พิมพ์แบบผิดๆ ไป มิได้มีเจตนาจะเปลี่ยนแปลงคำสอนของหลวงพี่ท่านเลยแม้แต่น้อย ด้วยความโง่ของตัวเองที่มีมาก ฝากท่านผู้รู้ตรวจสอบ หากแก้ไขได้ยังไง ก็กรุณาแจ้งด้วย จักขอบพระคุณท่านเป็นอย่างมาก เห็นว่าจะให้หลวงพี่ท่านตรวจสอบอีกครั้งหนึ่ง ผมก็ไม่หนักใจมาก ขอบคุณครับ ที่มีงานบุญแบบนี้ให้ผมได้ร่วมทำบุญ ขอบคุณ คุณ Paang มาในที่นี้อีกครั้งหนึ่งครับ ขอบคุณครับ
     
  5. paang

    paang เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 เมษายน 2005
    โพสต์:
    9,519
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1
    ค่าพลัง:
    +34,303
    [​IMG]..ขอบคุณและอนุโมทนากับคุณ Jdin_buddhism ด้วยค่ะ
     
  6. rinnn

    rinnn เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    19 พฤศจิกายน 2005
    โพสต์:
    7,711
    ค่าพลัง:
    +24,018
    ไฟล์เสียงที่ยี่สิบเอ็ด ประโยชน์ธุดงค์-สวดมนต์-อาหาเรฯ

    สองสามวันนี้มีเหตุการณ์หลายอย่างเกิดขึ้นแล้วก็คิดว่า พวกเราทุกคนน่าจะมีความเข้าใจกันบ้าง ขณะเดียวกันบางคนอาจจะคิดไม่ได้ ตรองไม่ตกก็มีอยู่ อย่างเรื่องที่มีโยมเขียนจดหมายมา แล้วติหนิว่าที่ เราเปิดเสียงตามสาย ไม่ว่าจะเป็นเทปธรรมะก็ดี เป็นการสวดมนต์ทำวัตรก็ดีไปรบกวนเขา หรือว่าอย่างเมื่อวานนี้ ที่เราส่ง คุณหมวดเช่ก็ดี คุณชาติก็ดี คุณวีก็ดี ไปอยู่ถ้ำที่ไร่กาเท่อ หรือว่าที่เราขนย้ายบรรดาเจ้าที่ตั่งสรรค์ต่างๆ ไปรวมอยู่กันในศาลที่สร้างใหม่ แล้วเจ้าอาวาสมาขอเจ้าพ่อทองผาภูมิไปไว้ที่เดิมก็ดี เรื่องทั้งหลายเหล่านี้ถ้าหากว่าเราดูผิวเผิน หรือว่าไปเห็นว่าเขามีความเห็นค้านกับเราอะไรกับเรา เราก็อาจจะโกรธอาจจะไม่พอใจ ความจริงเรื่องของเจ้าพ่อทองผาภูมิ ผมบอกกล่าวท่านตั้งแต่แรกแล้วที่มาถึง ว่าถ้ามีโอกาสแล้วผมขอย้ายท่านเองก็ตกลง

    พวกคุณน่ะพอจะเข้าใจอยู่ไม่งั้นเรื่องการคุยกับผีคุยกับเทวดาไม่ใช่เรื่องยาก แต่ว่าเรื่องอย่างนี้เราบอกคนอื่นแล้ว คนอื่นเขาไม่เข้าใจ เพราะฉะนั้นไม่จำเป็นต้องไปชี้แจงเขา เขาเอาอย่างไรเราก็เอาอย่างนั้น

    ส่วนเมื่อคืน เจ้าพ่อท่านไม่ได้ว่าอะไร ท่านบอกว่าเรื่องของท่าน ท่านจัดการเองได้ แต่ท่านบอกว่าวันนี้จะมีคนนำสมเด็จ องค์ปฐมมาถวายผมด้วยก็คอยดูไปว่าจะมีจริงไหม สำหรับเรื่องของเจ้าอาวาส ถ้าหากเราดูในแง่ที่ว่าท่านกลัว ผมได้ขอรูปเจ้าพ่อทองผาภูมิคืนไปผมขอบอกทุกท่านว่าความกลัวทุกประเภท มีพื้นฐานมาจากความกลัวตายทั้งหมด ผมเคยตามดูความกลัวของตัวเองเป็นปีๆ ทุกเรื่องที่มันกลัว ลงท้ายมันกลัวตายทั้งหมด อยู่ในป่ากลัวเสือกัด กัดแล้วเป็นอย่างไร ตาย กลัวงูกัด กัดแล้วเป็นไง ตาย กลัวผีหลอก ผีมันหลอกเราเดี๋ยวมันบีบคอเราแล้วเป็นอย่างไร ตาย แต่ว่าทุกท่านเข้าใจผิด เจ้าอาวาสเขาไม่ได้กลัวเจ้าพ่อในลักษณะนี้ อีกไม่กี่วันมันจะเป็นงานฉลองเจ้าพ่อทองผาภูมิ ถ้าไม่มีรูปอยู่จัดงานฉลองเดี๋ยวมันอาจจะไม่ได้สตางค์ อันนี้ผิดถูกอย่างไรก็โทษเจ้าพ่อ ไม่เกี่ยวกับผม ท่านกลัวว่าจัดงานแล้วเดี๋ยวจะไม่ได้สตางค์ ก็เลยต้องเอารูปเจ้าพ่อไปเก็บไว้คืออย่างน้อยๆ ขอให้เก็บสตางค์ให้ได้ก่อนแล้วจะโยกจะย้ายกันอย่างไรก็ค่อยว่ากันอีกที แต่จริงๆ เรื่องกลัวไม่ได้สตางค์ ไม้ได้สตางค์แล้วเป็นอย่างไร ลำบาก ทำอะไรไม่สะดวกอาจจะย่ำแย่ ถึงขั้น ในที่สุดเอาตัวไม่รอดแล้วก็สรุปว่าตายได้

    ผมถึงได้กล่าวว่าความกลัวทุกประเภทมีพื้นฐานมาจากความกลัวตายทั้งหมด ส่วนเรื่องของการส่งพระไปอยู่ถ้ำในลักษณะของการธุดงค์มันดี ตรงที่เป็นการฝึกพื้นฐานกำลังใจของเรา อยู่ตามป่า อยู่ตามถ้ำอันตรายจากสัตว์ร้ายมี อันตรายจากภูตผีปีศาจมี ความกลัวมันจะเกิดขึ้นในใจ เมื่อความกลัวมันเกิดขึ้น ตอนนี้พวกท่านจะไม่มีอะไรเป็นที่พึ่งอีกแล้วนอกจากพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ถึงตอนนั้นมันก็ต้องเร่งภาวนากันเป็นขนานใหญ่ ขนาดภาวนาแล้ว บางทีเขาตั้งใจจะลองกำลังใจจริงๆ มันก็ยังอาจจะกลัวมากอยู่ดีผมเองตั้งแต่รู้ว่าความกลัวทั้งหมดมันมีสาเหตุมาจากความกลัวตายผมก็ไม่ค่อยกลัวอะไรอีกแต่ว่าบางทีอยู่ในถ้ำ งูใหญ่มันมา มันมาถึงมันก็ขดวนตัวเราซ่ะสามรอบผมบอกไม่ถูกว่างูมันใหญ่ขนาดไหน ผมสูง 172 เซนติเมตร มันวนรอบผมสามรอบแล้วมันยังเหลืออีกตั้งเยอะ สัมผัสที่บอกได้คือตัวประมาณกระติกน้ำใบโตๆ แล้วมันยังมีการทดสอบด้วยการแลบลิ้นเลียหน้าผมด้วยเหมือนจะชิมดูว่าอร่อยไหม ผมว่าผมไม่กลัวอะไรแล้วน่ะ แต่มันนอนตัวแข็งทื่อกระดิกไม่ออก ได้แต่บอกในใจว่าอย่ากินเลยไม่อร่อยหรอกไปหาอย่างอื่นกินเถอะ เขาคงจะเห็นว่าเออ มันจะกลัวก็กลัวไม่จริง มันจะกล้าก็กล้าไม่จริงมันก็เลยเลิกยุ่ง ไปหากินตามทางของเขา

    บางทีพวกเจ้าที่พวกอะไร เขาเห็นว่าเราอยู่ คือเป็นพระเป็นเจ้าไปอยู่ตามสถานที่อย่างนั้นทำให้เขาลำบาก เพราะว่าเขาอยู่สูงกว่าพระไม่ได้อยู่เหนือกว่าพระไม่ได้เขาก็จะกลั่นแกล้งขับไล่เราไม่ต้องการให้เราอยู่ที่นั้นเรื่องทั้งหลายเหล่านี้ทำให้เราต้องเร่งกำลังใจตัวเองมันเป็นการดีตรงส่วนนี้ แต่ว่าในเรื่องของการธุดงค์ผมอยากใช้คำว่ามันไม่จำเป็นนัก เพราะว่าการที่เราอยู่ในป่า อยู่ในถ้ำแรงกระทบต่างๆ มันไม่มี สิ่งที่จะมายั่วยุให้ไปทางด้านรัก โลภ โกรธ หลง มันไม่มี อย่างเก่งมันก็คิดฝันๆ เอาก่อนนั้นจิตมันอาจจะสงบ แต่ถ้าออกมากระทบภายนอกเมื่อไหร่มันจะพังได้ง่าย เพราะว่าเราไม่เคยชินกับแรงกระทบดังนั้นถ้าเราเป็นนักปฏิบัติสามารถต่อสู้ในหมู่คนได้ สามารถต่อสู้ในเมืองได้ถ้ากำลังใจทรงตัวมันจะพังยากเพราะว่ามันเคยชินกับสภาพการกระทบต่างๆ การธุดงค์ไม่ใช่ว่าไม่มีประโยชน์มีประโยชน์มาก แต่ถ้าเราหนีแรงกระทบในลักษณะนั้นเราก็จะไม่รู้ว่าตัวเราทำได้จริงขนาดไหนดังนั้นถ้ามีโอกาสก็ไปกันแต่ผมขอยืนยันว่าถ้าท่านสู้ในหมู่คนสู้ในเมือง กำลังใจทรงตัวได้อยู่ที่ไหนมันก็ทรงตัวเหมือนกัน

    เรื่องต่อไปคือเรื่องที่โยมเขียนจดหมายมา กล่าวว่าไม่ทราบว่าพระจะเปิดเสียงไปทำไม เพราะเขาก็ฟังไม่รู้เรื่อง แล้วสวดมนต์ทำวัตรก็ไม่รู้ว่าจะแปลออกหรือเปล่าอันนั้น เราไม่ควรจะโกรธเขาต้องรู้จักพิจารณาให้ดีมันเป็นเรื่องของคนที่เกิดอารมณ์กระทบแล้วเก็บไม่อยู่เพราะคิดว่ากูดีกว่า ไอ้ตัวนี้นอกจากเป็นสักกยฐิถิคือคิดว่าตัวเราเป็นเราแล้ว ยังเป็นมานะถือตัวถือตนด้วย ถ้าเขาบอกว่าเขาฟังไม่รู้เรื่องในเมื่อฟังไม่รู้เรื่องแปลว่าเสียงมันยังไม่ดังพอ เพราะฉะนั้นการรบกวนเขาถ้าจะว่ากันตามจริงมันก็ไม่ได้รบกวน แต่เขาจะใช้คำว่ารบกวนพูดง่ายๆ ก็คือพอมันกระทบขึ้นมาร้อนหูแล้วก็พาลร้อนใจขึ้นมา เก็บไว้ไม่อยู่มันก็ไหลออกมา ถ้าเป็นทั่วๆไปมันก็คือ วจีกรรมไหลออกมาเป็นคำพูด กายกรรมไหลออกมาเป็นการกระทำ อันนี้ก็ไหลออกมาในลักษณะจดหมาย เขียนตำหนิมาเพราะไม่รู้ว่าพระสวดมนต์ไปแล้วมีประโยชน์อะไร

    การสวดมนต์ทำวัตรจริงๆ มีประโยชน์ ตั้งแต่ระดับเล็กๆ ขึ้นไปจนถึงประโยชน์อย่างมหาศาล
    การที่เราสวดมนต์อันดับแรกสมาธิต้องมี ถ้าหากสมาธิท่านไม่ดี จิตไม่ทรงตัวมันก็สวดผิด อันดับต่อไป ถ้าหากว่าท่านท่องบ่นสวดมนต์เป็นปกติ สภาพจิตมันจะก้าวขึ้นเป็นฌานได้ง่ายเพราะมันเคยชินกับการถูกบังคับให้จดจ่ออยู่เฉพาะหน้าเป็นระยะเวลานานประมาณครึ่งชั่วโมงติดต่อกันหรือว่าท่านจะทำเป็นทิพยจักษุญานเวลาเราสวดมนต์ก็ให้นึกคำสวดของเราเป็นตัวหนังสือขึ้นมาอยู่ตรงหน้า ทีละคำทีละประโยคให้มันลอยผ่านไปเรื่อยๆ ถ้าเราเห็นตัวหนังสือชัดเจนเท่าไหร่ เราก็สามารถเห็นผี เห็นเทวดาเท่านั้นหรือว่าถ้าจะเอาประโยชน์กันจริงๆ ก็ทำอย่างที่ผมทำคือส่งใจไปกราบพระบนนิพพานตั้งใจสวดถวายเป็นพุทธบูชา ธรรมบูชา สังฆบูชา ถ้าลักษณะนั้นท่านอยู่บนนิพพานนานๆ จิตมันจะชินกับอารมณ์ปราศจากกิเลสกิเลสมันจะจากมันจะบางลงไปเรื่อยในที่สุดมันก็หมดไปได้ ถ้าคุณอยู่ตรงนั้นตายเมื่อไหร่ก็อยู่บนนิพพานเลย และประการที่สำคัญที่สุดการสวดมนต์ก็คือการท่องบ่นสาธยายคำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าซึ่งก็คือธรรมะนั่นเองคำสอนของท่านบอกเอาไว้ชัดเจนแล้วเราจะแปลออกแปลไม่ออกก็ตามถ้าเราท่องบ่นภาวนาเอาไว้เป็นปกติ คือการที่เรารักษาพระธรรมให้คงไว้อย่างหนึ่ง เป็นการรักษาพระศาสนาไว้ เราแปลไม่ออก ท่องไปบ่นไป เจอคนแปลออก ฟังเข้าใจ ปฏิบัติตามแล้วได้ผลก็มีมาก

    ดังนั้นการทำวัตรสวดมนต์จึงมีประโยชน์อย่างนี้ แล้วเสร็จแล้วที่เขาว่าทำอะไรกันทุกวันๆ อันนั้นเป็นเครื่องวัดตัวเราที่ดีที่สุด คือว่าสิ่งที่เราทำอยู่ทุกวันเราสามารถทำวันนี้ให้ดีกว่าเมื่อวานได้หรือไม่ มันแย่กว่าเมื่อวานหรือเปล่า เป็นการวัดกำลังใจของเราเอง เป็นการวัดการปฏิบัติของเราเอง เมื่อเขาไม่เข้าใจถ้าเราไปโกรธเขา เราก็ขาดทุน เขาไม่เข้าใจ หน้าที่ของเราก็คือถ้าเขามาสอบถามเราก็ชี้แจงแสดงเหตุให้เขาทราบ ชี้ประโยชน์ให้เขารู้ หรือว่าเขาฟังไม่รู้เรื่องก็น่าจะเปิดดังขึ้นอีกนิดหนึ่ง แต่จริงๆ แล้วทำอย่างนั้นมันจะเป็นการรบกวนคนอื่นมากเกินไป เราก็เปิดของเราแค่เดิม ถ้าเขาสนใจจะมาฟังใกล้ๆ เราก็ไม่รังเกียจอยู่แล้วแต่ว่าถ้าหากบุคคลในลักษณะนี้เขียนจดหมายมาก็เขียนในลักษณะบัตรสนเท่ ไม่มีชื่อ ไม่มีนามสกุล ไม่มีที่อยู่ก็แปลว่าจริงๆ แล้วเขาไม่ต้องการประโยชน์อะไรจากจดหมายนี้อย่างแท้จริง ต้องการอย่างเดียวก็คือระบายออกเก็บความชั่วไว้ไม่อยู่เราก็น่าจะสงสารเขามากกว่า ถ้ามีโอกาสเขามาขอการสงเคราะห์ได้ ก็สงเคราะห์เขาไป เขาเป็นคนปากไว มือไว ไม่สามารถระงับความชั่วในใจได้เราเห็นมันไหลออกมา เราเห็นแล้วว่ามันไม่ดี เราก็อย่าไปทำเป็นคนปากไว คนมือไวแบบนั้น พวกเราทุกคนเป็นนักปฏิบัติพยายามเก็บงำความชั่วเอาไว้ในใจ ในลักษณะขังเสือไว้ในกรง อย่าให้มันออกทางวาจา อย่าให้มันออกทางกาย ขังมันไว้นานๆ เดี๋ยวเสือมันหมดแรงมันตายไปเอง ไม่ใช่กระทบปั๊ป ก็หลุดปากปุ๊ป อันนั้นมันใช้ไม่ได้ แสดงว่าเราก็ชั่วพอๆ กับเขา เรื่องทั้งหลายเหล่านี้จริงๆแล้วมันไม่มีอะไร

    แต่คราวนี้ถ้าเราเอาอารมณ์ไปคิด ไปปรุง ไปแต่งเมื่อไหร่ มันก็จะมีทันทีมันก็จะเป็นโทษแก่เราทันที ทุกสิ่งทุกอย่างมันเลยไปแล้ว มันผ่านไปแล้ว มันเป็นอดีตไปแล้วเรารับรู้แล้วก็วางไว้ตรงนั้นมันก็จบ แต่ถ้ารับแล้วแบกเอาไว้เราก็จะทุกข์ เราก็จะลำบากของเราเอง ถ้าอย่างนี้โทษใครไม่ได้ เท่ากับเราไปแส่หาความทุกข์ใส่ตัวแทนที่กำลังใจจะอยู่กับพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ แทนที่กำลังใจจะอยู่กับพระนิพพาน เรากลับเอากำลังใจไปรับแรงกระทบ รับแล้วก็แบกเอาไว้ มาปรุงมาแต่ง เหมือนยังกับแม่ครัวทำอาหาร ใส่สารพัดเครื่องปรุงเข้าไป รสชาติดีมาก แต่กินเข้าไปแล้วเป็นโทษแก่ตัวเอง ปวดท้องปวดไส้ แทบจะเป็นแทบจะตายไม่ได้มีประโยชน์อะไรเลย

    ในเมื่อกล่าวมาถึงเรื่องของแม่ครัว เรื่องของอาหาร วันนี้ก็ขอกล่าวถึงกรรมฐานอีกกองหนึ่งคืออาหาเรปฏิกูลสัญญาคือเราจะต้องพิจารณาให้เห็นว่าอาหารที่เราฉันท์ไปทุกวัน ที่เรารับประทานเข้าไปทุกวัน จริงๆ แล้วมันเป็นของสกปรก เขาไม่ต้องการให้เรากินอาหารเข้าไป เพื่อความอ้วนพลี เพื่อร่างกาย เพื่อความผ่องใสของผิวพรรณ เพื่อไปกระตุ้นกิเลสให้เกิดขึ้น

    จุดมุ่งหมายของการกินจริงๆ ก็คือกินเพื่อยังอัฐภาพร่างกายนี้ให้อยู่เท่านั้นระงับดับความกระวนกระวายที่จะเกิดขึ้นจากอาการหิวกระหายของร่างกายเพื่อที่จะประคับประคองร่างกายนี้ไว้ใช้ปฏิบัติธรรมให้ก้าวหน้ายิ่งๆขึ้นไป แต่ว่าส่วนใหญ่แล้วจะไปเพลิดเพลินอยู่ในรส เราต้องมาแยกแยะให้เห็นจริง ว่ารสอาหารหรือวาตัวอาหารจริงแล้วมันเกิดขึ้นจากอะไร ทุกวันๆ เราฉันท์อาหารลงไป มื้อเช้าก็ดี มื้อเพลก็ดี เราเคยพิจารณาบ้างหรือไม่ ไม่ใช่ว่าอันนี้อร่อยเราก็กินแต่อันนี้ ฉันท์แต่อันนี้ไม่ต้องเปลี่ยนไปอย่างอื่นเลย ถ้าไอ้อย่างนั้นตายเมื่อไหร่ลงนรก จำไว้เลยว่าถ้าครั้งแรกตักอาหารมา แล้วมันอร่อย การตักครั้งที่สองเนี่ย ให้ระมัดระวังมีสติไว้ เรากำลังกินตามใจกิเลสหรือว่าเรากินเพื่ออยู่กันแน่ เรื่องทั้งหลายเหล่านี้ต้องมีสติระวังอยู่เสมอ ดังนั้นการฉันท์อาหารเขาถึงได้มี ปฏิสังขาโย นิโส ภินทปาตัง ปฏิเสวามิ ก็คือพิจารณา อย่างที่กล่าวมาแล้วว่า เพื่อยังอัฐภาพร่างกายนี้ให้อยู่สำหรับปฏิบัติธรรมเท่านั้นไม่ฉันท์เพื่อความอ้วนพลีของร่างกาย ไม่ฉันท์เพื่อความผ่องใสของผิวพรรณ ไม่ฉันท์พวกสิ่งที่เป็นตัวกระตุ้นเพื่อให้ราคะมันกำเริบ เราต้องพิจาณาแยกแยะให้ออก ว่าอาหารต่างๆ ที่ประกอบขึ้นมา คือมาจากผักอย่างหนึ่ง มาจากเนื้อสัตว์อย่างหนึ่งเนื้อสัตว์ทั้งหลายก็มีเลือด มีคาวเป็นปกติลองดูเวลาสัตว์มันตายมันเน่าทุกตัว ประกอบไปด้วยน้ำเลือก น้ำเหลือง น้ำหนอง เหม็นสกปรกเป็นปกติแล้วขณะเดียวกันกับที่เขาเลี้ยง ถ้าเคยไปดูก็จะเห็น ไม่ว่าจะวัว จะหมู จะไก่ มันคลุกอยู่กับขี้ กับเยี่ยวของมันเอง ความสกปรกมันอยู่ทั้งภายนอก อยู่ทั้งภายใน ภายนอกคือมันคลุกขี้ คลุกเยี่ยวของมันเอง ภายในก็คือในร่างกายของมันก็มีขี้ มีเยี่ยวเป็นปกติ มีเลือด มีน้ำเหลือง น้ำหนองเป็นปกติ เรานำมาทำอาหารกลิ่นคาวมันก็ปรากฏ อยู่ชัดอยู่แล้วอันนี้เห็นได้ง่ายคือเมื่อเข้าเดินบิณฑบาตอยู่ในตลาด ผ่านเขียงหมูก็ดี ผ่านร้านขายปลาก็ดีที่เขาสับไว้เป็นท่อนๆ ก็ดูเอาอันไหนเป็นเลือด อันไหนเป็นน้ำเหลือง อันไหนเป็นไขมันเป็นอะไรเห็นหมด ถ้าเดินใกล้ๆ กลิ่นก็ปรากฏชัดนั่นเป็นสิ่งที่เราไปนิยมยินดีเมื่อทำขึ้นมาแล้วว่ามันอร่อยอย่างนั้น มันรสดีอย่างนี้ในเรื่องของผักผลไม้ มันก็มีพื้นฐานมาจากความสกปรก มันเกิดขึ้นกับพื้นดินต้องอาศัยปุ๋ย ยิ่งระยะหลังๆ มีการปลูกกันเป็นล่ำเป็นสันไม่ได้เกิดจากธรรมชาติก็ยิ่งต้องอาศัยปุ๋ยมากขึ้นปุ๋ยมันก็เกิดจากขี้จากเยี่ยวของสัตว์นั่นเอง พวกไม้ใบก็ต้องการพวกที่มาจากยูเรีย ก็คือมาจากเยี่ยวหรือปัสสวะ พวกไม้ดอกไม้ผลก็ต้องการพวกโปสเตส พวกโปแตสซึ่งถ้าหากว่าไม่ต้องเกรงใจกัน ก็คืออาจจะนำขี้ไก่ ขี้วัว ลงไปในแปลงผัก แปลงผลไม้นั้น หรือถ้าหากอย่างที่เมืองจีนเขาทำเป็นปกติ คือใช้ขี้คนเลยเดินเทเป็นหาบๆ กลิ่นตลบๆ ไปเป็นกิโลๆ แต่ผักงามใบเขียวจนดำน่ะ ต้นสูงใหญ่น่ากินมาก เราเห็นรึยังว่าพื้นฐานจริงๆ มันมาจากไหน หรือถ้าหากว่าเป็นต้นไม้ใหญ่หน่อยหนึ่งบางทีก็เอาซากสัตว์ตายไปโยนทิ้งไว้โคนต้น เน่าเหม็นตลบ ไม่มีใครอยากผ่านแถวนั้นแต่ว่าต้นไม้มันดูดซึมไป เอาไปเป็นอาหารแล้วก็ออกมาเป็นผลรอให้เราไปกิน เราอาจจะเห็น เออมะม่วงผลนี้น่ากินจังสุกเหลืองอร่ามเชียว ขนุนผลนี้น่ากินจัง กลิ่นหอมไปไกลเชียว ไอ้นั่นมันพึ่งอาจจะดูดสารอาหารจากหมาเน่าทั้งตัวไปก็ได้ต้องพิจารณาให้เห็นต้องดูให้เป็น แล้วเรื่องของผักผลไม้ถ้าหากว่าเราล้างสะอาด แล้วปัญญาเราน้อยพิจารณาไม่เห็นก็เอาแค่ว่าจริงๆ แล้วมันกำลังเน่า มันกำลังสลายตัว แต่ว่าพอมันเน่ากำลังได้ที่ ยังไม่ทันจะหมดสภาพ เราก็ชิงเอามากินเสียก่อนถึงได้บอกว่า แหมมันสุกเหลืองน่ากิน มันสุกแดงน่ากิน ความจริงเลยจากนั้นไปนิดเดียว มันก็จะเน่าดำแล้ว เพราะฉะนั้นเรากำลังกินสิ่งที่กำลังเน่าอยู่ ในเมื่อเรากินสิ่งที่กำลังเน่า กินสิ่งที่มีแต่ความสกปรกร่างกายของเราก็สกปรกด้วย

    อาหารที่กินเข้าไปไม่ว่าจะดีแสนดีขนาดไหน จะเป็นอาหารฮ่องเต้ประเภท อุ้งตีนหมี เป๋าฮื้อน้ำแดงอะไรก็ตาม ถึงเวลาหมดสภาพออกมามันก็เป็นขี้เป็นเยี่ยวเหมือนกันถ่ายทิ้งเอาไว้ใกล้ๆ ก็คงจะได้ด่ากันไปสามวันเจ็ดวันยังดีว่าสมัยนี้เรามีห้องน้ำห้องส้วมมิดชิด ไม่อย่างนั้นถ้าเป็นส้วมหลุมอย่างสมัยก่อนก็ต้องเดินห่างเป็นกิโล กลิ่นมันเน่ามันเหม็นไกลเหลือเกิน

    อย่างที่เทวดา พรมหม ท่านไม่อยากใกล้มนุษย์ เพราะว่ากลิ่นอาหารที่เน่าเหม็นมันระเหยออกทางผิวหนัง ท่านเองมีความเป็นทิพย์อยู่ท่านได้กลิ่นไกลมันเป็นโยชน์ มันสกปรกขนาดนี้ แล้วที่แน่ๆ อาหารมันห้ามร่างกายให้ไม่แก่ได้ไหม กินดีขนาดไหนมันก็แก่ มันห้ามร่างกายไม่ให้ตายได้ไหม กินดีขนาดไหนมันก็ตาย ถ้าไม่ให้มันกินมันก็หิวเหลือเกิน ธิถัทถาปรมราคา ความหิวเป็นโรคอย่างยิ่ง คือมันเสียดแทงอยู่ตลอดเวลา คำว่าโรค โร คะคือความเสียดแทง วันๆ หนึ่งต้องหาให้มันกินให้ครบมื้อ ถ้าไม่ครบมื้อมันก็รบกวนเรา มีความทุกข์ขนาดนั้น การดิ้นรนไปหาอาหารมันก็ต้องทำการทำงานด้วยความเหนื่อยยาก ไม่ต้องดูไกลดูตาพั่ว ดูตาฮู ดูตากัน ต้องมาทำงานก่อสร้างให้เราอยู่ ไอ้นั่นก็เพื่อหาเลี้ยงปากเลี้ยงท้องของตัวเอง มันเหนือยยากขนาดไหน เราไปแบกปูน แบกทรายเราก็เหนื่อยแทบตาย เขาเอง เขาจำเป็นต้องทำตามหน้าที่ไม่ครบวันเลิก เลิกไม่ได้ เขาเหนื่อยกว่าเรา ทุกข์กว่าเราเยอะ ในเมื่ออาหารกินดีขนาดไหนก็ตาม มันก็ห้ามความแก่ไม่ได้ กินดีขนาดไหนก็ตามมันก็ห้ามความเสื่อมไม่ได้ กินดีขนาดไหนมันก็ห้ามความตายไม่ได้ ไม่ให้มันกินมันก็ยิ่งปรากฏความทุกข์ให้เห็นชัด ขึ้นชื่อว่าร่างกายที่เป็นทุกข์อย่างนี้ เราต้องคอยกินให้มันอยู่ตลอดเวลาอย่างนี้ เรายังอยากได้มันหรือไม่ ถ้าเราเห็นทุกข์ตรงนี้ชัดเจนแล้ว คาดว่าทุกคนคงไม่อยากได้ร่างกายอีกเพราะว่าความเหนื่อยยากทุกประการมันเกิดมาจากเรื่องของอาหาร เป็นเรื่องของอาหารเกือบทั้งหมด คนเราถ้าไม่ต้องกินเสียอย่างเดียว เรื่องอื่นกวนเราน้อยมาก ในเมื่อเราเห็นความทุกข์ตรงนี้อย่างชัดเจนแล้วเรายังอยากเกิดอีกก็ต้องบอกว่าสิ้นสติ ในเมื่อเราพิจารณาเห็นอย่างชัดเจนอยู่แล้วว่า

    ร่างกายนี้ถึงเอาอาหารเข้าไปหล่อเลี้ยงมันก็ยังคงประเภทค่อยๆ เสื่อมไปในที่สุดก็สลาย ก็ตาย
    ก็พัง ในระหว่างที่ดำรงชีวิตอยู่ก็ต้องทุกข์ยากเหลือเกินเพื่อที่จะเอาอาหารมาหล่อเลี้ยงร่างกายนี้ ดังนั้นขึ้นชื่อว่าการเกิดมาเรามีร่างกายเช่นนี้เราก็ไม่พึงปรารถนามันอีกแล้ว ตั้งใจให้แน่วแน่ว่าถ้าหากว่ามันตายลงไปแต่ว่าจบ เราจะไม่เกิดมากินให้มันทุกข์แบบนี้อีก ใครไม่รู้ว่ามันทุกข์ขนาดไหน ก็ลองนั่งเคี้ยวปากเปล่าๆ ตัวเองสัก 3 นาที 5 นาที มันจะรู้ว่ามันเมื่อยปากขนาดไหน หรือไม่ก็ยกมือทำท่าตักอาหาร ยกขึ้นยกลงสัก ครึ่งชั่วโมงติดต่อกันมันจะรู้ว่ามันเมื่อยมือขนาดไหน ความทุกข์เกิดจากอาหารมันเกิดอยู่ตลอดเวลา เกิดอีกเมื่อไหร่ก็ทุกข์อีก เพราะฉะนั้นเราไปนิพพานดีกว่า

    เมื่อพิจารณาเห็นดังนี้แล้วก็ให้จับคำภาวนาต่อไป โดยใช้การจับภาพพระหรือว่าเอาใจเกาะพระนิพพาน ตั้งใจว่าถ้ามันหมดอายุขัย หรือเกิดอุบัติเหตุอันตรายใดๆ ต้องตายลงไป เราขอไปอยู่พระนิพพานแห่งเดียว ถ้าทำอย่างนี้ได้ก็ชื่อว่าเราปฏิบัติในอาหาเรปฏิกูลสัญญา ซึ่งเป็นหนึ่งในกรรมฐาน 40 กองได้แล้วแต่ว่าต้องให้มันทรงตัวคือทุกครั้งที่นั่งอยู่หน้าวงอาหารให้รู้ทันทีว่าอาหารมีพื้นฐานมาจากความสกปรกโสโครก กินเข้าไปร่างกายเราก็สกปรกโสโครก ถ่ายออกมาก็เป็นของสกปรกโสโครก ขณะที่กินก็เต็มไปด้วยความทุกข์ ไม่กินก็ยิ่งทุกข์เข้าไปอีก ขึ้นชื่อว่าการเกิดมาทุกข์เช่นนี้ราไม่ต้องการเกิดอีกแล้ว เราต้องการอย่างเดียวคือพระนิพพาน ให้ว่งกำลังใจตรงจุดนี้ทุกครั้งที่นั่งอยู่ข้างวงอาหาร ถ้าอย่างนั้นท่านไม่ต้องเสียเวลาสวดปฏิสังขาโย ไม่ต้องเสียเวลาไปพิจารณาเรื่องอื่น กำลังใจมันจะทรงตัวอยู่ของมันตลอดเอง สำหรับวันนี้ก็ให้วางกำลังใจของเราส่วนหนึ่งอยู่กับการจับภาพพระหรือคำภาวนา ส่วนที่เหลือก็เตรียมตัวทำวัตร สวดมนต์ของเราต่อไป
     
  7. สายชน

    สายชน เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 ตุลาคม 2005
    โพสต์:
    251
    ค่าพลัง:
    +1,232
    คุณ Paang ครับอยากได้ไฟล์เสียงที่ยี่สิบเอ็ด ประโยชน์ธุดงค์-สวดมนต์-อาหาเรฯ spaewsoongnern@yahoo.com
     
  8. rinnn

    rinnn เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    19 พฤศจิกายน 2005
    โพสต์:
    7,711
    ค่าพลัง:
    +24,018
    อิอิ
     
Loading...

แชร์หน้านี้

Loading...