๏๏๏๏๏๏๏๏ .:: การพัฒนาใจให้ใสสว่าง ::. ๏๏๏๏๏๏๏๏

ในห้อง 'อภิญญา - สมาธิ' ตั้งกระทู้โดย สมถะ, 16 กันยายน 2006.

  1. สมถะ

    สมถะ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    19 มกราคม 2006
    โพสต์:
    1,091
    ค่าพลัง:
    +972
    ๏๏๏๏๏๏๏๏ .:: การพัฒนาใจให้ใสสว่าง ::. ๏๏๏๏๏๏๏๏




    การฝึกพัฒนาใจตามคำสอนของพระศาสดาข้อที่ 3 ที่ว่า สจิตฺตปริโยทปนํ ซึ่งแปลว่า ทำใจให้สว่างใสนั้น มีการฝึกเป็น 2 แบบคือ ฝึกเฉพาะตน และฝึกเป็นหมู่คณะ มีข้อแนะนำ ดังนี้



    1. การฝึกเฉพาะตน


    จะต้องเคร่งต่อตนเอง ว่าจะฝึกนานเท่าไร จะต้องหาสถานที่สงบ หาอุปกรณ์การฝึกไว้เฉพาะตน เช่น ดวงแก้วกลมขาวใส ภาพแสดงทางเดินของใจ ๗ ฐาน ท่องคำสวดก่อนฝึกให้ได้ เพราะจะต้องท่องคำสวดก่อนฝึกพัฒนาใจ ท่องจำวิธีเลื่อนดวงนิมิต ตั้งแต่กำหนดนิมิต เลื่อนดวงนิมิตไปฐานที่ ๑ ถึงฐานที่ ๗ ให้จำให้แม่นยำ เพราะเราปฏิบัติเอง เมื่อถึงขั้นฝึกจริง ทำไปแล้วเกิดติดขัด หากไปเปิดหนังสืออ่านดูอีก จะทำให้เสียจังหวะหรือเสียอารมณ์ ดังนั้น ต้องท่องจำให้จำได้ เพื่อความคล่องตัวในการฝึกของเรา


    (ก.) ลำดับแรก ปรับปรุงท่านั่งเจริญภาวนาให้ถูกตำรา


    (ข.) ลำดับที่สอง หลับตาแล้วนึกกำหนดดวงนิมิต เลื่อนดวงนิมิตจากฐานที่ ๑ ไปถึงฐานที่ ๗ ทำใจนิ่งอยู่ฐานที่ ๗ คือ ศูนย์กลางของกาย แล้วท่องคำท่องในใจ เมื่อท่องคำสวดในใจเสร็จแล้ว ให้ภาวนาต่อไปได้เลย บริกรรม สัม มา อะ ระ หัง เรื่อยไป ตามกำหนดเวลาที่เราตั้งใจไว้


    (ค.) ลำดับที่สาม ผลจากการเจริญภาวนาของเรา หากถึงขั้นเห็นดวงธรรมเบื้องต้นแล้ว จากนั้นเป็นการฝึกขั้นสูง ซึ่งจะได้กล่าวต่อไป


    (ง.) เมื่อเสร็จการฝึก อย่าเพิ่งลืมตา จะต้องสวดแผ่เมตตาเสียก่อน เสร็จจากสวดแผ่เมตตาแล้วลืมตา พักจากการฝึกได้ บทสวดมนต์และบทแผ่เมตตา ได้พิมพ์ไว้ให้แล้ว



    ///////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////



    2. การฝึกเป็นหมู่คณะ


    ได้แก่ การฝึกในครอบครัวหรือการฝึกในที่ประชุม หากผู้ฝึกมีจำนวนมาก จำต้องจัดที่นั่งให้ห่างกันพอสมควร ป้องกันคนข้างเคียงสัมผัสกับคนอื่น เพราะคนอื่นกำลังทำสมาธิ หากคนข้างเคียงมีเสียงรบกวนหรือไปสัมผัสตัวเขา จะทำให้เขาเสียสมาธิทันที หากจัดแถวก็ต้องเว้นช่องให้แต่ละบุคคลห่างกันพอสมควร เมื่อจัดที่นั่งให้แก่ผู้ฝึกเสร็จแล้ว จึงทำความตกลงในประการอื่นต่อไป



    การฝึกแบบหมู่คณะนี้ จะต้องมีผู้นำหรือครูเพราะจะต้องทำหน้าที่นำเขาในทุกเรื่อง ตั้งแต่ต้นจนปลาย ดังนั้น ครูหรือผู้นำจะต้องฝึกตนเองให้เป็นเสียก่อน เพื่อจะได้นำเขาได้คล่องตัว ทั้งนี้ รวมถึงตรวจสอบผลการฝึกและบอกวิชาชั้นสูงแก่สมาชิกได้ ดังนั้น จึงขอให้ผู้นำหรือครูท่องจำบทสวดมนต์ก่อนฝึก ; บทสวดแผ่เมตตา ; บทสวดบูชาพระศาสดา ; บอกวิธีกำหนดดวงนิมิตและเลื่อนดวงนิมิตจากฐานที่ ๑ ถึงฐานที่ ๗ ให้จำได้ทั้งหมด อีกทั้งต้องจำขั้นตอนต่าง ๆ ของการฝึกไว้ทั้งหมด ว่าขั้นตอนใดทำอะไรอย่างไร



    (ก.) การจัดห้องฝึก ในห้องนี้จะต้องตั้งโต๊ะหมู่บูชาในที่สูง ควรยกพื้นให้สูงเพื่อตั้งโต๊ะหมู่บูชา โต๊ะหมู่บูชาประกอบด้วยพระพุทธรูป แจกันดอกไม้แต่พองาม



    (ข.) อุปกรณ์การสอน ตั้งให้ต่ำกว่าโต๊ะหมู่บูชา มีดวงแก้วขาวใส ๑ ดวง ควรเป็นขนาดใหญ่เพื่อจะได้เห็นกันทั่ว มีภาพแสดงทางเดินของดวงนิมิต ๗ ฐาน ควรเขียนให้ใหญ่ เพื่อจะได้เห็นกันทั่ว



    ขั้นอธิบายแสดงวิธีปฏิบัติ

    เมื่อผู้นำหรือครูจัดที่นั่งให้แก่สมาชิกเสร็จแล้ว จากนี้ไปเป็นการอธิบายแสดงวิธีปฏิบัติการพัฒนาใจ ดังนี้


    (ก.) ท่านั่งสมาธิ ว่านั่งอย่างไร ตามแบบที่กล่าวแล้ว

    (ข.) อธิบายวิธีพัฒนาใจ ว่าทำอย่างไร เริ่มต้นจากการกำหนดดวงนิมิต ชูดวงนิมิตให้เห็นกันทั่ว แล้วเลื่อนดวงนิมิตไปตามจุดต่าง ๆ ในกายเรา ชี้ให้ดูภาพอุปกรณ์ที่เตรียมไว้ เห็นว่าเข้าใจกันดีแล้ว จึงเริ่มปฏิบัติจริง




    ขั้นปฏิบัติจริง

    (ก.) กล่าวคำสวด ให้ผู้นำหรือครูกล่าวนำ แล้วสมาชิกสวดนำไปทีละวรรค จนกว่าจะจบ (หรือจะให้นั่งหลับตาทำสมาธิ โดยกำหนดดวงนิมิตไปตามฐานต่าง ๆ ๗ ฐานก่อน แล้วจึงกล่าวคำสวดตรงฐานที่ ๗ คือ ที่ศูนย์กลางกายก็ได้)

    (ข.) เมื่อกล่าวคำสวดจบแล้ว ครูหรือผู้นำสั่งให้สมาชิกนั่งสมาธิ หลับตา สั่งให้กำหนดดวงนิมิต และนำให้สมาชิกเลื่อนดวงนิมิตไปตามฐานต่าง ๆ ๗ ฐาน ตามที่กล่าวแล้ว จากนั้น ให้โอกาสสมาชิกปฏิบัติเฉพาะตน ประมาณ ๒๐ นาที

    (ค.) การวัดผล ให้ผู้นำหรือครูถามสมาชิกว่า ท่านใดเห็นดวงธรรมเบื้องต้นแล้ว เป็นหน้าที่ของครูจะต้องคัดสมาชิกที่เห็นดวงธรรมเบื้องต้นมาไว้ส่วนหนึ่ง เพื่อการบอกวิชาชั้นสูงให้เขาปฏิบัติต่อไป

    (ง.) เมื่อเสร็จจากการปฏิบัติ ให้ผู้นำหรือครูกล่าวคำสวดแผ่เมตตาก่อน โดยสมาชิกกล่าวไปทีละวรรค จนกว่าจะจบ ครั้งเสร็จจากกล่าวแผ่เมตตาแล้ว จึงจะถือว่า เสร็จสิ้นการฝึกคราวนี้




    ********************************************************************


    ข้อมูลจาก หนังสือวิชาธรรมกาย ฉบับครึ่งหลักสูตร


    [​IMG]

    (verygood) (verygood) (verygood) (verygood) (verygood) (verygood)
     
  2. สมถะ

    สมถะ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    19 มกราคม 2006
    โพสต์:
    1,091
    ค่าพลัง:
    +972
    ๏๏๏๏๏๏๏๏ .:: วิธีบูชาพระ ::. ๏๏๏๏๏๏๏๏



    ของพระมงคลเทพมุนีบูชาพระก่อนนั่งภาวนาทุกครั้ง


    ยะมะหัง สัมมาสัมพุทธัง, ภะคะวันตัง สะระณัง คะโต, (ชาย) คะตา, (หญิง)

    อิมินา สักกาเรนะ, ตัง ภะคะวันตัง อะภิปูชะยามิ


    ข้าพเจ้าบูชาบัดนี้, ซึ่งพระผู้มีพระภาคเจ้า, ผู้ตรัสรู้แล้วเองโดยชอบ, ซึ่งข้าพเจ้าถึง, ว่าเป็นที่พึ่ง, กำจัดทุกข์ได้จริง, ด้วยสักการะนี้

    ยะมะหัง สะวากขาตัง, ภะตะวะตา ธัมมัง สะระณัง คะโต, (ชาย) คะตา, (หญิง)

    อิมินา สักกาเรนะ, ตัง ธัมมัง อะภิปูชะยามิ


    ข้าพเจ้าบูชาบัดนี้, ซึ่งพระธรรม, อันพระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสดีแล้ว, ซึ่งข้าพเจ้าถึง, ว่าเป็นที่พึ่ง, กำจัดภัยได้จริง, ด้วยสักการะนี้


    ยะมะหัง สุปะฏิปันนัง, สังฆัง สะระณัง คะโต, (ชาย) คะตา, (หญิง)
    อิมินา สักกาเรนะ, ตัง สังฆัง อะภิปูชะยามิ


    ข้าพเจ้าบูชาบัดนี้, ซึ่งพระสงฆ์ผู้ปฏิบัติดี, ซึ่งข้าพเจ้าถึง, ว่าเป็นที่พึ่ง, กำจัดโรคได้จริง, ด้วยสักการะนี้


    ////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////


    ๏๏๏๏๏๏๏๏ .:: ไหว้พระต่อไป ::. ๏๏๏๏๏๏๏๏


    อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ ภะคะวา พุทธัง ภะคะวันตัง อภิวาเทมิ (กราบลง ๑ หน)


    สะวากขาโต ภะคะวา ธัมโม, ธัมมัง นะมัสสามิ (กราบลง ๑ หน)


    สุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ, สังฆัง นะมามิ (กราบลง ๑ หน)


    //////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////



    ๏๏๏๏๏๏๏๏ .:: คำขอขมาโทษ ::.๏๏๏๏๏๏๏๏


    บูชาพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เมื่อเราไหว้พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เสร็จแล้ว จากนี้ไปตั้งใจให้แน่วแน่ ขอขมาโทษต่อพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ที่เราได้พลาดพลั้งลงไปแล้ว ด้วยกาย วาจา ใจ ตั้งแต่เด็กเล็กยังไม่รู้จักเดียงสามาจนกระทั้งถึงบัดนี้ ขอขมาโทษ งดโทษแล้ว กาย วาจา ใจ ของเราจะได้เป็นของบริสุทธิ์ สมควรเป็นภาชนะทองรองรับ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ในอดีต ปัจจุบัน อนาคตสืบไป แต่ก่อนจะขอขมาโทษงดโทษพระรัตนตรัย พึงนอบน้อมพระรัตนตรัยด้วยปณามคาถา คือ นะโม ๓ หน หนที่ ๑ น้อบน้อมพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ในอดีต นะโมหนที่ ๒ น้อบน้อมพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ในปัจจุบัน นะโมหนที่ ๓ น้อบน้อมพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ในอนาคต ทั้งหมดด้วยกัน ต่างคนต่างว่านะโมดัง ๆ พร้อมกัน ๓ หน ได้ ณ บัดนี้


    นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ

    นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ

    นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ



    อุกาสะ, อัจจะโย โน ภันเต, อัจจัคคะมา, ยะถา พ่เล, ยะถา มุฬเห, ยะถา อะกุสะเล, เย มะยัง กะรัมหา, เอวัง ภันเต มะยัง, อัจจะโย โน, ปะฏิคคัณหะถะ, อายะติง สังวะเรยยามิ


    ข้าพระพุทธเจ้าขอวโรกาส ได้พลั้งพลาดด้วยกาย วาจา ใจ ในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เพียงไร แต่ข้าพระพุทธเจ้าเป็นคนพาลเป็นคนหลง อกุศลเข้าสิงจิต ให้กระทำความผิด ต่อพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ขอพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ จงงดความผิดทั้งหลายเหล่านั้น แก่ข้าพระพุทธเจ้า จำเดิมแต่วันนี้เป็นต้น ข้าพระพุทธเจ้าจักขอสำรวมระวัง ซึ่งกาย วาจา ใจ สืบต่อไปในเบื้องหน้า
    คำอาราธนา


    อุกาสะ, ข้าพระพุทธเจ้าขออาราธนา, สมเด็จพระพุทธเจ้า, ที่ได้ตรัสรู้ล่วงไปแล้ว, ในอดีตกาล, มากกว่าเมล็ดทรายในท้องมหาสมุทรทั้ง ๔, แลสมเด็จพระพุทธเจ้า, ที่ได้ตรัสรู้ในอนาคตกาลภายภาคเบื้องหน้า, แลสมเด็จพระพุทธเจ้า, ที่ได้ตรัสรู้ในปัจจุบันนี้, ขอจงมาบังเกิด, ในจักขุทวาร, โสตทวาร, ฆานทวาร ชิวหาทวาร, กายทวาร, มโนทวาร, แห่งข้าพระพุทธเจ้า, ในกาลบัดเดี๋ยวนี้เถิด


    อุกาสะ, ข้าพระพุทธเจ้าขออาราธนา, พระนพโลกุตรธรรมเจ้า, ๙ ประการ, ในอดีตกาลที่ล่วงลับไปแล้ว, จะนับจะประมาณมิได้, และพระนพโลกุตรธรรมเจ้า, ๙ ประการ, ในอนาคตกาลภายภาคเบื้องหน้า, และพระนพโลกุตรธรรมเจ้า, ๙ ประการ, ในปัจจุบันนี้, ขอจงมาบังเกิด, ในจักขุทวาร, โสตทวาร, ฆานทวาร ชิวหาทวาร, กายทวาร มโนทวาร, แห่งข้าพระพุทธเจ้า, ในกาลบัดเดี๋ยวนี้เถิด


    อุกาสะ, ข้าพระพุทธเจ้าขออาราธนา, พระอริยสงฆ์ กับสมมุติสงฆ์, ในอดีตกาลล่วงลับไปแล้ว, จะนับจะประมาณมิได้, และพระอริยสงฆ์ กับสมมุติสงฆ์, ในอนาคตกาลภายภาคเบื้องหน้า, และพระอริยสงฆ์ กับสมมุติสงฆ์, ในปัจจุบันนี้, ขอจงมาบังเกิด, ในจักขุทวาร, โสตทวาร, ฆานทวาร ชิวหาทวาร, กายทวาร, มโนทวาร, แห่งข้าพระพุทธเจ้า, ในกาลบัดเดี๋ยวนี้เถิด


    ////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////



    ๏๏๏๏๏๏๏๏ .:: คำอธิษฐาน ::. ๏๏๏๏๏๏๏๏


    ขอเดชคุณพระพุทธเจ้า, คุณพระธรรมเจ้า, คุณพระสงฆเจ้า, (ท่านผู้หญิงว่า คุณครูบาอาจารย์) คุณครูอุปัชฌาย์อาจารย์, คุณมารดาบิดา, คุณทานบารมี ศีลบารมี, เนกขัมมบารมี ปัญญาบารมี, วิริยะบารมี ขันติบารมี, สัจจบารมี อธิษฐานบารมี, เมตตาบารมี อุเบกขาบารมี, ที่ข้าพเจ้าได้บำเพ็ญมา, แต่ร้อยชาติพันชาติ, หมื่นชาติ แสนชาติก็ดี, ที่ข้าพเจ้าได้บำเพ็ญมา, ตั้งแต่เล็กแต่น้อย, ระลึกได้ก็ดี มิระลึกได้ก็ดี, ขอบุญบารมีทั้งหลายเหล่านั้น, จงมาช่วยประคับประคองข้าพเจ้า, ขอให้ข้าพเจ้าได้สำเร็จมรรคและผล, ในกาลบัดเดี๋ยวนี้เถิด, นิพพานะปัจจะโย โหตุ ฯ


    [​IMG]
     
  3. สมถะ

    สมถะ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    19 มกราคม 2006
    โพสต์:
    1,091
    ค่าพลัง:
    +972
    <TABLE class=bodyline cellPadding=8 width="90%" align=center border=0><TBODY><TR><TD>
    ๏๏๏๏๏๏๏๏ .:: การบอกกำหนดดวงนิมิต เพื่อพัฒนาใจต่อไป ::.๏๏๏๏๏๏๏๏



    บัดนี้ ท่านทั้งหลายได้สวดมนต์ไหว้พระเสร็จเรียบร้อย ซึ่งการกล่าวคำสวดเช่นนี้ เป็นอุปการะให้การพัฒนาใจได้ผลดียิ่ง ดังนั้น ก่อนฝึกพัฒนาใจทุกครั้ง จะต้องกล่าวคำสวดให้ครบบทสวด



    จากนี้ไป ให้ทุกท่านนั่งขัดสมาธิ คือ เท้าขวาทับเท้าซ้าย วางมือบนหน้าตัก มือขวาทับมือซ้าย นิ้วชี้ขวาจรดหัวแม่มือซ้าย ตั้งกายตรง ตั้งใบหน้าให้ตรง ไม่ก้มหน้า แล้วนึกทำใจให้ว่าง คือ ปราศจากเรื่องกังวลใจทั้งปวง แม้หน้าที่การงานและภารกิจส่วนตัว ไม่ต้องนำมาขบคิด นึกถึงคำสอนของพระศาสดาข้อที่ ๓ ว่า สจิตฺตปริโยทปนํ แปลว่า ทำใจให้สว่างใส นั้น มีวิธีทำดังนี้


    /////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////


    ๏๏๏๏๏๏๏๏ .:: ภาพแสดงทางเดินของใจ 7 ฐาน ::.๏๏๏๏๏๏๏๏


    ให้ทุกท่านหลับตา เพื่อให้ใจเปิด เมื่อหลับตาแล้ว ให้นึกถึงดวงแก้วกลมขาวใสสว่างโชติ มีขนาดเท่าแก้วตา นึกให้ดวงแก้วขาวใสด้วยใจ เมื่อนึกได้แล้ว พึงเลื่อนดวงนิมิตไปตามฐานต่าง ๆ ในตัวเรา ดังต่อไปนี้



    (1.) ปากช่องจมูก (หญิงซ้าย ชายขวา)

    น้อมดวงนิมิตใสมาที่ปากช่องจมูก สำหรับท่านหญิงปากช่องจมูกซ้าย สำหรับท่านชายน้อมมาปากช่องจมูกขวา เอาใจสัมผัสดวงนิมิตใสเบา ๆ พร้อมกับบริกรรมในใจว่า สัม มา อะ ระ หัง จำนวน ๓ ครั้ง แล้วนึกให้ดวงนิมิตใสสว่างโชติ



    (2.) เพลาตา (หญิงซ้าย ชายขวา)

    จากนั้น เลื่อนดวงนิมิตใสมาที่เพลาตา สำหรับท่านหญิงเพลาตาซ้าย และท่านชายเพลาตาขวา นึกบรรจุดวงนิมิตใสลงไปที่รูน้ำตาออกคือ เพลาตา เอาใจสัมผัสดวงนิมิตใส บริกรรมในใจว่า สัม มา อะ ระ หัง จำนวน ๓ ครั้ง แล้วนึกให้ดวงนิมิตใสเกิดความสว่างโชติ



    (3.) จอมประสาท (ในกะโหลกศีรษะ)

    จากนั้น เลื่อนดวงนิมิตใสไปในจอมประสาท อยู่ในกะโหลกศีรษะ วิธีเลื่อนดวงนิมิตใส ให้ทำตาขาวเหมือนตาคนเป็นลม คือ นึกเหลือกตากลับเข้าไปในกะโหลกศีรษะ พร้อมกับเลื่อนดวงนิมิตใสไปด้วย ให้ดวงนิมิตใสนิ่งอยู่ในกะโหลกศีรษะ แล้วลืมเรื่องการเหลือกตาทันที เอาใจสัมผัสดวงนิมิตใส บริกรรมในใจว่า สัม มา อะ ระ หัง จำนวน ๓ ครั้ง แล้วนึกให้ดวงนิมิตใสสว่างโชติ



    (4.) ปากช่องเพดาน

    จากนั้น เลื่อดวงนิมิตใสมาที่ปากช่องเพดาน เอาใจสัมผัสดวงนิมิตใส บริกรรมในใจว่า สัม มา อะ ระ หัง จำนวน ๓ ครั้ง แล้วนึกให้ดวงนิมิตสว่างโชติ



    (5.) ปากช่องลำคอ

    จากนั้น เลื่อนดวงนิมิตใสมาที่ปากช่องลำคอ อยู่ในหลอดลำคอ คะเนว่าอยู่เหนือลูกกระเดือกนิดหนึ่ง เอาใจสัมผัสดวงนิมิตใส บริกรรมในใจว่า สัม มา อะ ระ หัง จำนวน ๓ ครั้ง แล้วนึกให้ดวงนิมิตใสสว่างโชติ



    (6.) ฐานของศูนย์กลางกาย

    จากนั้น เลื่อนดวงนิมิตใสไปในท้องของเรา ดวงนิมิตใสตั้งอยู่ตรงไหน สมมุติว่ามีเส้นด้าย ๒ เส้น เส้นแรกสมมุติว่า แทงจากสะดือตัวเราเอง ขึงตึงทะลุข้างหลัง อีกเส้นหนึ่งสมมุติว่า แทงจากสีข้างขาวขึงตึงทะลุสีข้างซ้าย เราเห็นเป็นมโนภาพว่า ในท้องเรามีเส้นด้ายตัดกัน ๒ เส้น เป็นรูปกากบาท ตรงจุดตัดคือ ฐานของศูนย์กลางกายเอาดวงนิมิตใสไปตั้งไว้จุดตัดของเส้นด้าย บริกรรมในใจว่า สัม มา อะ ระ หัง จำนวน ๓ ครั้ง แล้วนึกให้ดวงนิมิตใสสว่างโชติ



    (7.) ศูนย์กลางกาย (ศูนย์ถาวร)

    จากนี้ไป เลื่อนดวงนิมิตในจากฐานที่ ๖ ให้สูงขึ้นมาประมาณ ๒ นิ้วมือตัวเอง คือ เลื่อนจากฐานของศูนย์กลางกาย มาที่ศูนย์กลางกาย เอาใจสัมผัสนิ่งกลางดวงนิมิตใส บริกรรมในใจว่า สัม มา อะ ระ หัง นึกให้ดวงนิมิตใสสว่างโชติ บริกรรมเรื่อยไปจำนวนร้อยครั้งพันครั้ง อย่างน้อย ๒๐ นาที ต่างคนต่างบริกรรม ผู้นำวิชาหรือครูเงียบเสียงชั่งคราว ให้โอกาสสมาชิกฝึก ต่างคนต่างฝึกตามวิธีการดังกล่าวแล้ว








    </TD></TR><TR><TD align=middle>[​IMG]
    </TD></TR></TBODY></TABLE>
     
  4. สมถะ

    สมถะ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    19 มกราคม 2006
    โพสต์:
    1,091
    ค่าพลัง:
    +972
    <TABLE class=bodyline cellPadding=8 width="90%" align=center border=0><TBODY><TR><TD>
    ๏๏๏๏๏๏๏๏ .:: การวัดผล ::.๏๏๏๏๏๏๏๏



    การวัดผลเบื้องต้น เป็นเรื่องจำเป็นที่ผู้นำหรือครู จะต้องติดตามตรวจสอบ เพื่อทราบผลการปฏิบัติว่า ฝึกใจได้ผลเพียงใดหรือไม่ ? หากผู้ใดยังทำไม่เป็น จำเป็นต่างฝึกเบื้องต้นต่อไป รายใดที่สามารถฝึกใจระดับเบื้องต้นได้ ผู้นำหรือครูจะต้องบอกความรู้ชั้นสูงต่อไปเรื่อย ๆ ตามระดับความรู้หลักสูตรต่าง ๆ



    นั่นคือ เมื่อสมาชิกฝึกเฉพาะตนเป็นเวลา ๒๐ นาทีแล้ว ผู้นำหรือครูจะต้องถามสมาชิกว่า ผู้ใดสามารถเห็นดวงธรรมในท้องของตน แสวงว่าฝึกพัฒนาใจเบื้องต้นได้แล้ว ผู้นำหรือครูจะต้องบอกความรู้ชั้นสูงให้เขาฝึกต่อไป ดังนี้



    การบอกวิชาเมื่อฝึกเห็นดวงธรรมเบื้องต้นแล้ว

    เมื่อการฝึกดำเนินมาพอสมควรแล้ว ผู้นำหรือครู กล่าวเตือนสมาชิกผู้ฝึก ท่านใดยังไม่เห็นดวงธรรม หรือเห็นแล้วแต่ยังไม่ชัด หรือเห็น ๆ หาย ๆ ให้บริกรรมในใจว่า สัม มา อะ ระ หัง ต่อไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะเห็นดวงธรรมในท้องของตนสว่างใส จึงจะฝึกความรู้ชั้นสูงต่อไปได้



    สำหรับท่านที่ฝึกจนเห็นดวงธรรมในท้องของตัวเอง เป็นดวงแก้วขาวใสสว่างโชติ ให้บริกรรมว่า หยุดในหยุด และหยุดในหยุด ต่อไป โดยส่งใจนิ่งไปกลางดวงธรรมนั้น จนกว่าจะเห็น “จุดขาวใสเท่าปลายเข็ม” นั้น และเมื่อเห็นจุดขาวใสเท่าปลายเข็มกลางดวงธรรมแล้ว ให้ส่งใจนิ่งลงไปที่จุดใสเท่าปลายเข็มนั้น พร้อมกับบริกรรมในใจว่า หยุดในหยุด และหยุดในหยุด ๆ ๆ ๆ แล้วจุดใสเท่าปลายเข็มกลางดวงธรรมจะว่างและหายไป ในว่างใสนั้นจะเห็น พระพุทธรูปขาวใสเป็นเพชร เกตุดอกบัวตูม ตัวเราหันหน้าไปทางไหน องค์พระก็หันหน้าไปทางนั้น ท้องเราขณะนั้น มีสถานะประดุจท้องฟ้าปราศจากเมฆ พระพุทธรูปขาวใสนี้เรียกว่า “ธรรมกาย"”เป็นกายแก้ว มีชีวิตจิตใจ มีความศักดิ์สิทธิ์ในการปกปักรักษาแก่ผู้เข้าถึง


    ////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////



    ๏๏๏๏๏๏๏๏ .:: กล่าวสวดแผ่เมตตา ::.๏๏๏๏๏๏๏๏


    ก่อนเลิกจากการฝึก พึงกล่าวสวดแผ่เมตตาเสียก่อน โดยผู้นำหรือครูเป็นผู้กล่าวนำ สมาชิกกล่าวตาม คำสวดแผ่เมตตา มีดังนี้



    สัพเพ สัตตา สัตว์ทั้งหลายที่เป็นเพื่อนทุกข์ เกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วยกันหมดทั้งสิ้น


    อเวรา โหนตุ จงเป็นสุข เป็นสุขเถิด อย่าได้มีเวรซึ่งกันและกันเลย


    อัพยาปัชฌา โหนตุ จงเป็นสุข เป็นสุขเถิด อย่าได้เบียดเบียนซึ่งกันและกันเลย


    อนีฆา โหนตุ จงเป็นสุข เป็นสุขเถิด อย่าได้มีความทุกข์กายทุกข์ใจเลย


    สุขี อัตตานัง ปริหรันตุ จงมีความสุขกายสุขใจ รักษาตนให้พ้นจากทุกข์ภัยทั้งสิ้นเทอญ.



    ลักษณะของกายธรรม

    </TD></TR><TR><TD align=middle>[​IMG]
    </TD></TR></TBODY></TABLE>
     
  5. สมถะ

    สมถะ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    19 มกราคม 2006
    โพสต์:
    1,091
    ค่าพลัง:
    +972
    ๏๏๏๏๏๏๏๏ .:: การรักษาดวงธรรมและรักษาองค์พระธรรมกายไม่ให้เลือนหาย ::.๏๏๏๏๏๏๏๏



    ท่านที่ฝึกพัฒนาใจจนเห็นดวงธรรมขาวใสในท้องของตนแล้วก็ดี หรือท่านที่เห็นดวงธรรมแล้ว และต่อวิชาจนเห็นพระพุทธรูปขาวใส (ธรรมกาย) แล้วก็ดี พึงรักษาดวงธรรมหรือองค์พระไว้ให้จงดี ถ้าไม่รักษาไว้ จะเลือนหายไป เราจะเสียใจว่า เราหมดที่พึ่งทางใจเสียแล้ว วิธีรักษาให้ปฏิบัติดังนี้



    ๑. สำหรับท่านที่เห็นเพียงดวงธรรม ให้ส่งใจนิ่งอยู่กับดวงธรรมนั้น พร้อมกับบริกรรมในใจว่า หยุดในหยุด นิ่งในนิ่ง ในอิริยาบถทั้ง ๔ คือ ยืน เดิน นั่ง นอน ถ้าสภาพใจของเราหยุดได้ถูกส่วนหรือนิ่งได้ส่วน ท่านจะเห็นดวงธรรมชัดเจน หากไม่หมั่นตรึก นึกตรอง คือ ไม่เอาใจจรดนิ่งไว้ที่ดวงธรรม จะทำให้ดวงธรรมมัวหมอง เลอะเลือนและหายไป



    ๒. สำหรับท่านที่เห็นองค์พระพุทธรูปขาวใส คือเห็นดวงธรรมแล้ว ผู้นำหรือครูบอกวิชาให้จนสามารถทำได้ถึงขั้นเห็นองค์ธรรมกาย วิธีรักษา ก็คือ ทำใจนิ่งอยู่กับดวงธรรมในท้องขององค์ธรรมกาย มีวิธีทำดังนี้ ลำดับแรก ส่วนใจนิ่งไปที่ปากช่องจมูกขององค์ธรรมกาย บริกรรมใจหยุดในหยุด แล้วเลื่อนไปเพลาตาขององค์พระธรรมกาย จนในที่สุด ส่งใจนิ่งไปฐานที่ ๗ ขององค์ธรรมกาย วิธีเดินใจเหมือนกับวิธีเลื่อนดวงนิมิตซึ่งเราเคยฝึกมาแล้ว เมื่อเราเลื่อนใจไปที่ศูนย์กลางกายขององค์พระธรรมกายแล้ว พึงบริกรรม หยุดในหยุด ๆ ๆ ในอิริยาบถ ๔ คือ ยืน เดิน นั่ง นอน ให้เห็นองค์พระธรรมกายขาวใสไว้เนือง ๆ หากไม่หมั่นตรึก นึกตรอง คือไม่เอาใจจรดนิ่งไว้ตามที่กล่าวแล้ว ทำให้องค์พระธรรมกายเลอะเลือนและจะหายไป



    <!--MsgFile=4-->

    <CENTER><TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 border=0><TBODY><TR><TD><TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 width="100%" bgColor=#222244 border=0><TBODY><TR><TD>[​IMG]</TD></TR></TBODY></TABLE></TD><TD vAlign=top bgColor=#000000 rowSpan=2><TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 width="100%" bgColor=#224444 border=0><TBODY><TR><TD width=10>[SIZE=-3] [/SIZE]</TD></TR></TBODY></TABLE></TD></TR><TR><TD align=left bgColor=#000000 colSpan=2><TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 bgColor=#224444 border=0><TBODY><TR><TD width=10>[SIZE=-3] [/SIZE]</TD></TR></TBODY></TABLE></TD></TR></TBODY></TABLE></CENTER>
     
  6. สมถะ

    สมถะ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    19 มกราคม 2006
    โพสต์:
    1,091
    ค่าพลัง:
    +972
    อานิสงส์ของการเห็นธรรม


    การเห็นธรรมนั้น แบ่งเป็น ๒ อย่างคือ การเห็นดวงปฐมมรรคเพียงอย่างเดียวและการเห็นธรรมกาย

    ประโยชน์จากการเห็นดวงปฐมมรรคนั้นอย่างหนึ่ง และประโยชน์ของการเห็นธรรมกายนั้นอีกอย่างหนึ่ง

    เราสามารถนำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้มากน้อยเพียงไร ย่อมขึ้นอยู่กับการเห็นของเราว่า เราเห็นเนือง ๆ หรือเห็นกันชั่วครู่ ความต่างกันอยู่ตรงนี้

    ถ้าเราเห็นอย่างชัดเจน และเห็นได้เนือง ๆ ย่อมเกิดอานิสงส์มาก เกิดประโยชน์มาก ในทางกลับกัน หากเราเห็นเลือนรางและเห็นได้ไม่นาน ย่อมได้ประโยชน์น้อย เกิดอานิสงส์น้อยลงไป


    ก. อานิสงส์และประโยชน์ของการเห็นดวงปฐมมรรค อย่างน้อย อานิสงส์และประโยชน์จากการเห็นดวงปฐมมรรค มี 18 ประการคือ

    1. มีใจเป็นหิริโอตตัปปะ โดยที่ไม่ทราบว่าหิริโอตตัปปะ คืออะไร

    2. เปลี่ยนสภาพใจจากแข็งกระด้างเป็นอ่อนโยน จากใจบาปเป็นใจเมตตากรุณา

    3. หลับเป็นสุข ตื่นเป็นสุข ฝันเห็นแต่สิ่งมิ่งมงคล

    4. ปราศจากโรคภัย แคล้วคลาดจากอุบัติเหตุ

    5. พ้นจากไฟพิษ และคมศาสตรา

    6. เทวดาย่อมคุ้มครอง

    7. เป็นที่รักของมนุษย์และอมนุษย์

    8. ตายแล้วไปสู่สวรรค์ (ไม่หลงตาย)

    9. สุขภาพจิตดี

    10. ใบหน้าผ่องใส

    11. ไม่แก่เกินวัย

    12. ความจำดี

    13. ตัดสินใจถูกต้อง ความคิดมีเหตุผล

    14. ไม่ฟุ้งซ่าน มีสติ

    15. ปกครองตัวเองได้ ไม่หมดอาลัยในชีวิต

    16. ทำกุศลขึ้น บุญไม่เสื่อม

    17. บริหารงานไม่เหนื่อย แม้เหนื่อยก็สดชื่นคืนสภาพเดิมอย่างเร็ว

    18. เกิดความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ และความคิดทันสมัย


    ข. อานิสงส์และประโยชน์ของการเห็นธรรมกาย อย่างน้อย อานิสงส์และประโยชน์ของการเห็นธรรมกาย มี 19 ประการคือ

    1. ปราศจากทุกข์ ภัย โรค

    2. เป็นผู้ช่วยตัวเอง ทำตนให้หมดเวร หนีเวร

    3. เป็นผู้ไม่ก่อหนี้ ไม่สร้างเวรให้แก่ตน

    4. ชื่อว่าบำเพ็ญตบะ เผาผลาญกิเลสให้หมดไปจากใจตน

    5. เป็นการยกสภาพใจ สู่ความเป็นอารยะ

    6. เป็นผู้มีใจเป็นพระ เป็นผู้เข้าถึงพระรัตนตรัย

    7. รู้ทางเดินของพระอริยเจ้า ตามหลักมรรค 8 ชื่อว่าเจริญรอยตามยุคลบาท

    8. เป็นผู้ตื่นแล้ว เบิกบานแล้ว

    9. เป็นผู้ใกล้ตถาคต

    10. เป็นผู้มีมิ่งมงคล แม้เห็นสมณะก็เป็นมงคลอยู่แล้ว แต่เห็นธรรมกายเป็นมงคลร้อยเท่าพันทวี

    11. เป็นการทำตนให้หมดชาติ หมดภพ พ้นจากเวียนว่ายตายเกิดเข้าไปทุกที

    12. เป็นผู้เข้าถึงโมกขธรรม

    13. เป็นหน่อเนื้อพุทธางกูร ดำเนินชีวิตเยี่ยงโพธิสัตว์

    14. เป็นสุคโต คือมาดีไปดีทุกชาติ ไม่ไปอบายภูมิเลย

    15. เป็นผู้เห็นแดนเกษม แจ้งนิพพาน ได้มรรค ได้ผล ได้นิพพาน

    16. เป็นผู้สืบศาสนา เป็นทนายแทนพระศาสนา

    17. เป็นที่พึ่งของศาสนา ไม่เป็นหนี้ศาสนา

    18. เป็นเนื้อนาบุญเขต เป็นเนื้อนาบุญของโลก เป็นทักขิไณยบุคคล

    19. ได้เห็นวิชชาที่พระพุทธเจ้าทรงเห็น และได้บรรลุธรรมอย่างที่พระพุทธเจ้าทรงบรรลุ เช่นได้เห็นวิชชา 3 คือ ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ จุตูปปาตญาณ อาสวักขยญาณ


    การเห็นธรรมกาย
    มีคุณอย่างเดียว
    โทษไม่มีเลย
     

แชร์หน้านี้

Loading...