๐~ขยายความ "ศีล ๕" ทุกข้อ~๐

ในห้อง 'พุทธศาสนา และ ธรรมะ' ตั้งกระทู้โดย rinnn, 15 กันยายน 2006.

  1. rinnn

    rinnn เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    19 พฤศจิกายน 2005
    โพสต์:
    7,666
    ค่าพลัง:
    +24,008
    การรักษาศีล คือ การตั้งเจตนางดเว้น จากการทำความผิด
    คือ ตั้งใจงด ตั้งใจเว้น ตั้งใจไม่ทำ เพื่อความซื่อตรง ความบริสุทธิ์ผ่องใส สะอาด หอม ต้องมีความ“ตั้งใจ” กำกับไว้เสมอ ไม่ใช่เพราะมีเหตุอื่นบังคับคนจึงไม่ทำผิด

    แต่หากไม่ทำเพราะตนได้ตั้งใจไว้ว่าจะงดเว้น ความตั้งใจ
    ดังว่านี้ศัพท์ทางพุทธศาสนา เรียกว่า วิรัติหรือ
    เจตนางดเว้น



    ศีล ๕ โดยการขยายความ

    ศีลข้อที่ ๑ เจตนางดเว้นจากการฆ่าสัตว์
    ปาณาติบาต



    สัตว์ในที่นี้หมายถึงสัตว์มีชีวิตทุกชนิดทั้งมนุษย์และสัตว์เดรัจฉาน และที่ว่ามีชีวิตนั้นนับตั้งแต่สัตว์นั้นมีปราณ หรือลมหายใจตั้งแต่อยู่ในครรภ์ หรือในไข่จนกระทั่งสิ้นลมหายใจคือตาย

    สัตว์ทุกชนิดย่อมมีสิทธิ์โดยชอบในการมีชีวิตของตนไปจน
    ตายเอง ผู้ใดทำให้เขาเสียชีวิตด้วยเจตนา ศีลข้อที่ ๑
    ของผู้นั้นขาด


    ฉายาปาณาติบาต

    ผู้รักษาศีลข้อนี้นอกจากระวังไม่ให้ศีลขาดเพราะปาณาติบาตแล้วถ้าวัดจากการกระทำที่เป็นฉายาของปาณาติบาตได้ด้วยก็จะทำให้ศีลของตนบริสุทธิ์ยิ่งขึ้น
    ถ้าเว้นไม่ได้ศีลของเขาก็ด่างพร้อยเหมือนผ้าที่ไม่ขาดแต่สกปรก

    ฉายาปาณาติบาต คือ

    ก. การทำร้ายร่างกายคือทำให้ร่างกายของเขาเจ็บปวดพิกลพิการ
    ข. การทรมาน คือ ทำความลำบากแก่สัตว์เกินเหตุ เช่น

    - ใช้งานหนักเกินกำลัง
    - กักขังในที่คับแคบจนเปลี่ยนอิริยาบถไม่ได้
    - นำสัตว์ไปโดยวิธีทรมาน เช่น ลากไป
    - ผจญสัตว์ เช่น เล่นกัดปลา ชนไก่ ชนโค

    การงดเว้นจากการทำเหล่านี้เป็นบริวารของการรักษาศีลข้อที่


    ศีลข้อที่ ๒ เจตนางดเว้นจากการลักทรัพย์โจรกรรม


    การลักทรัพย์ หมายถึง การละเมิดกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินของคนอื่น ของหมู่คณะหรือของส่วนรวมเอามาเป็นของตนโดยวิธีของโจร ที่เรียกว่า โจรกรรมการรักษาศีลข้อนี้ก็คือ การเว้นจากการกระทำโจรกรรม๑๔ อย่าง ดังต่อไปนี้


    ๑. ลัก ได้แก่ การขโมยเอาลับหลัง

    ๒. ฉก ได้แก่ ชิงเอาซึ่ง ๆ หน้า

    ๓. กรรโชก ได้แก่ ขู่ให้เขากลัวแล้วให้ทรัพย์

    ๔. ปล้น ได้แก่ การรวมหัวกันหลายคนตีปล้นเอาทรัพย์

    ๕. ตู่ ได้แก่การอ้างหลักฐานพยานเท็จเอาทรัพย์ของคนอื่น

    ๖. ฉ้อ ได้แก่การทำอุบายฉ้อฉลให้เจ้าทรัพย์ตามไม่ทันแล้วเอาทรัพย์

    ๗. หลอก ได้แก่การปั้นเรื่องขึ้นหลอกให้เขาหลงเชื่อแล้วให้ทรัพย์

    ๘. ลวง ได้แก่การใช้เครื่องมือแลกเปลี่ยนผิดมาตรฐานตบตาคนอื่น

    ๙. ปลอม ได้แก่การทำของปลอมใช้ของปลอมแลกเปลี่ยนได้ทรัพย์มา

    ๑๐. ตระบัด ได้แก่ บิดพริ้วคำมั่นสัญญาเพื่อเอาทรัพย์

    ๑๑. เบียดบัง ได้แก่การปกปิดซ่อนทรัพย์จนเจ้าของทอดอาลัยแล้วเอาเสีย

    ๑๒. สับเปลื่ยน ได้แก่การสลับทรัพย์ของตนกับของคนอื่นถือเอาที่ตนต้องการ

    ๑๓. ลักลอบ ได้แก่ การหลีกเลี่ยงไม่จ่ายตามพิกัด เช่นเลี่ยงภาษี

    ๑๔. ยักยอก ได้แก่การใช้อำนาจหน้าที่จำหน่ายทรัพย์ของผู้อื่นมาเป็นของตนโดยมิชอบ


    ผู้ใดกระทำโจรกรรม ๑๔ อย่างนี้ ได้ทรัพย์มา ศีลขาดและขอให้สังเกตด้วยว่า ที่ว่าได้ทรัพย์มานั้นหมายถึงการได้ทรัพย์ของตนเองก็มีเช่น ข้อที่ ๑๓ตนควรจะจ่ายเงินเสียภาษีไปเท่าไรแต่หลบเลี่ยงไม่เสียภาษีตามกำหนดทรัพย์ส่วนที่ตัวไม่เสียไปนั้นถือว่าได้มาด้วยโจรกรรม

    ฉายาโจรกรรม

    ผู้รักษาศีลข้อนี้นอกจากระวังไม่ให้ศีลขาดเพราะทำโจรกรรมแล้วถ้างดเว้นจากการกระทำที่เป็นฉายาโจรกรรมเสียได้ก็จะทำให้ศีลบริสุทธิ์ผุดผ่องยิ่งขึ้นถ้าเว้นไม่ได้ศีลของผู้นั้นก็ด่างพร้อย

    ฉายาโจรกรรม ในที่บางแห่งท่านแยกลักษณะออกเป็น ๒ อย่างคือ เป็นอนุโลม โจรกรรม ๑ เป็นฉายาโจรกรรม ๑ ดังนี้


    ก. อนุโลมโจรกรรม ได้แก่

    (๑) การสมโจร คือการสนับสนุนให้คนอื่นทำโจรกรรม

    (๒) ปอกลอก คือ การคบคนอื่นเพื่อหวังหลอกเอาทรัพย์
    (เช่นทำเป็นรักเขา)

    (๓) รับสินบน คือ รับสินจ้างให้ตนกระทำผิดหน้าที่


    ข. ฉายาโจรกรรม (บางแห่งว่า การผิดในทรัพย์) ได้แก่

    (๑) ผลาญ คือ การทำให้ทรัพย์สินของคนอื่นเสียหาย เช่น
    เผาบ้านเรือนเขา

    (๒) หยิบฉวย คือเอาสิ่งของของคนอื่นมาด้วยความมักง่าย ทำนองถือวิสาสะ


    โปรดสังเกตว่า ตามข้อ (๑) การผลาญทรัพย์เป็นการทำให้ทรัพย์ของคนอื่นเสียหายด้วยความขัดเคืองใจหรือด้วยความคะนอง ไม่ถือเอาทรัพย์นั้นเป็นของตนแต่ก็เป็นเรื่องที่อาจร้ายแรงยิ่งกว่าการถือเอาทรัพย์ก็ได้เช่น การวางเพลิง เป็นต้น

    ศีลข้อที่ ๓ เจตนางดเว้นจากการประพฤติผิดในกาม


    กาม ในที่นี้หมายถึงเมถุน คือการส้องเสพระหว่างชายหญิง
    การผิดในกาม หมายถึง การเสพเมถุนกับบุคคลที่ต้องห้าม
    ผู้ใดเสพเมถุนกับคนที่ต้องห้าม ผู้นั้นทำผิดประเวณีศีลข้อนี้ขาด


    บุคคลต้องห้ามของศีลข้อนี้ กล่าวรวม โดยสรุป ดังนี้

    - สำหรับชายมีภรรยา หรือ หญิงมีสามี,
    หญิงอื่นหรือชายอื่นนอกจากภรรยาหรือสามีของตน
    เป็นหญิงหรือชายต้องห้ามสมสู่ทั้งหมด

    - สำหรับชายไม่มีภรรยา หรือ หญิงไม่มีสามี
    ถ้าเป็นคนที่มีผู้ใหญ่ปกครองดูแล มิใช่ผู้เป็นอิสระแก่ตน
    หญิงหรือชายทุกคนย่อมเป็นบุคคลต้องห้ามสมสู่ทั้งสิ้น

    - สำหรับชายหรือหญิงที่เป็นอิสระแก่ตน
    และยังไม่มีภรรยาหรือสามี หญิงหรือชายต้องห้าม คือ

    (๑) หญิงมีสามีหรือชายมีภรรยา

    (๒) ชายหรือหญิงมีญาติรักษาคือมีผู้ใหญ่ปกครองไม่เป็นอิสระแก่ตน

    (๓) ชายหรือหญิงที่จารีตรักษา คือมีจารีตห้ามมิให้สมสู่
    ได้แก่

    - ชายหรือหญิงที่เป็นเทือกเถาเหล่ากอของตน

    - ชายหรือหญิงหวงห้ามโดยข้อบังคับและอื่น ๆ เช่น ภิกษุ
    ภิกษุณี สามเณร สามเณรี ชายหรือ หญิงรักษาอุโบสถศีล
    ผู้เยาว์ เป็นต้น ผู้ใดสมสู่กับหญิงหรือชายต้องห้ามที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ศีลขาด


    ที่กล่าวมานี้เป็นเพียงหลักการในทางปฏิบัติต้องพิจารณาโดยใช้หลักโยนิโสมนสิการคือพิจารณาอย่างแยบคาย ร่วมด้วย



    ฉายาแห่งกาเมสุมิฉาจาร


    โดยที่ศีลข้อนี้มีความมุ่งหมายในการรักษาจารีตประเพณีป้องกันการเสียหาย เพราะเรื่องรักๆ ใคร่ ๆผู้รักษาจึงควรงดเว้นจากการกระทำทุกอย่างอันเป็นการลุอำนาจแก่ความรักใคร่ระหว่างเพศ(ความกำหนัด) เช่น การลวนลามเพศตรงข้ามการหยอกล้อต่อกระซิกคู่ครองของคนอื่น ฯลฯเพราะการทำเช่นนั้นทำให้ศีลเศร้าหมอง ไม่ผ่องใส

    ศีลข้อที่ ๔ เจตนางดเว้นจากการพูดเท็จ


    การพูดเท็จ หรือมุสาวาทซึ่งเป็นข้อห้ามในการรักษาศีลข้อนี้หมายถึงการแสดงออกด้วยเจตนาบิดเบือนความจริง
    ให้คนอื่นหลงเชื่อ

    - การแสดงออกทางวาจา คือ พูดให้ผิดจากความจริง โกหก

    - การแสดงออกทางกาย คือการกระทำให้ผู้อื่นเข้าใจผิดจากความเป็นจริง เช่นเขียนรายงานเท็จ หรือแกล้งพยักหน้า แกล้งสั่นศรีษะแกล้งแสดงกิริยาอย่างอื่นซึ่งเป็นที่รู้กัน
    ให้คนอื่นหลงเชื่อผิดไปจากความจริง

    ผู้ใดเจตนากระทำมุสา เมื่อผู้ที่ตนต้องการโกหกนั้น
    เข้าใจความหมาย ศีลขาด



    มุสาวาท ๗ วิธี


    เพื่อสะดวกในการศึกษาและการปฏิบัติท่านจำแนกกิริยาที่เป็นมุสาวาทไว้ ๗ วิธี ดังต่อไปนี้

    ๑. ปด คือ โกหกชัด ๆ เช่น ไม่รู้ว่ารู้
    ไม่เห็นว่าเห็น

    ๒. ทนสาบาน คือ แสดงตัวฝืนความจริง เช่นคนทำผิดหลายคน ครูสั่งว่าใครทำผิดให้ยืนขึ้นแต่ผู้ทำผิดก็ทนนั่งอยู่

    ๓. ทำเล่ห์กระเท่ห์ คือโกหกด้วยการแสร้งทำกิริยาอาการให้คนอื่นตีความผิดไปเองเช่น ทำทีว่าเป็นคนพิการ ให้ไม่ต้องถูกเกณฑ์ทหาร

    ๔. มารยา คือ แสดงท่วงทีลวงคนอื่นให้เข้าใจผิด เช่น
    เจ็บน้อยแต่ครวญครางมาก

    ๕. ทำเลส คือ แสดงนัยให้คนอื่นเข้าใจผิด เช่นพูดเล่นสำนวนวกไปวนมา

    ๖. เสริมความ คือ เรื่องมีมูลน้อย แต่พูดให้เห็นเป็นมาก

    ๗. อำความ คือ เรื่องมากแต่พูดให้เห็นเป็นน้อยปิดความบกพร่องของตน


    ฉายาแห่งมุสาวาท

    นอกจากงดเว้นจากมุสาวาท ๗ อย่างนั้นแล้ว

    ผู้รักษาศีลข้อนี้ควรเว้นจากการแสดงอันมีลักษณะประหนึ่งมุสาวาทซึ่งจะทำให้ศีลของตนมัวหมอง คือ

    - อนุโลมมุสา ได้แก่การแสดงที่อาจทำให้ฟังหรือเห็นเข้าใจผิดจากความจริง เช่นการคุยโวโอ้อวดเกินสมควร

    - ปฏิสสวะ ได้แก่ การรับคำคนอื่นแล้ว ไม่ทำตามรับ
    และไม่อยากคืนคำให้เป็นกิจลักษณะแม้จะมีเหตุจำเป็นก็ไม่พ้นทำให้เป็นคนโกหกเขา


    ข้อยกเว้น

    มีการแสดงออกบางอย่างที่ไม่เป็นความจริง แต่ไม่ผิดศีล
    เพราะผู้แสดงออกไม่มีเจตนาจะกล่าวเท็จ คือ

    (๑) ยถาสัญญา พูดไปตามที่ตนจำได้อย่างนั้นเข้าใจอย่างนั้น

    (๒) โวหาร พูดไปตามแบบฟอร์มของการพูดในสังคม เช่น
    ลงท้ายจดหมายว่า “ ขอแสดงความนับถืออย่างสูง ” ทั้ง ๆ
    ที่ตนมิได้นับถือเขาเลย

    (๓) นิยาย เล่านิทานซึ่งผูกขึ้นเพื่อฟังกันเพลิน ๆ

    (๔) พลั้ง พูดพลั้งไปในทางปฏิบัติของศีลข้อนี้ นอกจากงดเว้นจากมุสาวาทท่านอาจจะงดเว้นจากการพูดส่อเสียด พูดคำหยาบ พูดเพ้อเจ้อไปด้วย

    ศีลข้อที่ ๕ เจตนางดเว้นจากการดื่มน้ำเมาอันเป็น
    ที่ตั้งแห่งความประมาท



    น้ำเมาอันเป็นวัตถุต้องห้ามในสิกขาบทนี้ท่านจำกัดไว้ว่า เฉพาะสิ่งที่เป็นตั้งแห่งความประมาทคือ เมื่อเสพเข้าไปในร่างกายแล้วทำให้สติเลื่อนลอยขาดการควบคุมตนเอง
    ตรงกับที่ร้องเรียกในสมัยนี้ว่า สิ่งเสพติดให้โทษในตัวสิกขาบทท่านยกขึ้นเป็นตัวอย่าง ๒ ชนิด คือ สุรากับเมรัย, สุราได้แก่ น้ำเมาที่กลั่น เมรัยได้แก่น้ำเมาที่ไม่ได้กลั่น หรือ เหล้าดิบ,

    ตรงกับศัพท์ในคำสมาทานศีลที่ว่า “สุราเมรย….”

    ที่ท่านระบุไว้เพียงสองอย่างนี้ขอให้เข้าใจว่าท่านระบุเพียงตัวอย่าง ในทางปฏิบัติเราต้องถือหลักการใหญ่เป็นหลัก คืองดเว้นจากการเสพสิ่งมึนเมาอันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาททุกชนิดจะเสพด้วยวิธีดื่ม สูบ ฉีด หรือวิธีใดก็ตามและไม่ว่าจะมีผู้ค้นพบสิ่งดังว่านี้ใหม่หรือประดิษฐ์ขึ้นใหม่และเรียกชื่ออย่างไรก็ตามหากทำให้ผู้เสพเกิดความมึนเมาถึงประมาทขาดสติเป็นอันห้ามทั้งสิ้น

    แหล่งข้อมูล

    ๑. แนวสอนธรรมะนักธรรมชั้นตรี ของ พันเอกปิ่น มุทุกันต์

    ๒. จิตตภาวนา มรดกล้ำค่าทางพุทธศาสนา ของ
    มูลนิธิพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต และชมรมคุณภาพชีวิต
    โทร.๔๑๒ - ๒๗๕๒, ๔๑๕ - ๓๑๑๗

    ๓. web page หนังสือเรื่อง สัมมาทิฏฐิ ของหลวงพ่อทูล
    ขิปปปัญโญ

    http://www.pantip.com/cafe/religious.../Y4712412.html
     

แชร์หน้านี้

Loading...