(๑๑) สิ้นโลก เหลือธรรม: ภาคปลาย

ในห้อง 'พระไตรปิฎก' ตั้งกระทู้โดย anand, 4 กุมภาพันธ์ 2011.

  1. anand

    anand เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    19 พฤษภาคม 2009
    โพสต์:
    1,118
    ค่าพลัง:
    +641
    สิ้นโลก เหลือธรรม (ภาคปลาย)
    โดย
    พระราชนิโรธรังสี คัมภีรปัญญาวิศิษฏ์
    (เทสก์ เทสรังสี)

    พากันมาฟังความเสื่อมฉิบหายของโลกต่อไป "โลก" คือ ความเสื่อมอันจะต้องถึงแก่ความฉิบหายในวันหนึ่งข้างหน้า เขาจึงเรียกว่าโลก ถ้าไม่เช่นนั้นแล้วคำว่าโลก ก็จะไม่มี โลกเกิดจากวัตถุอันหนึ่งซึ่งเป็นก้อนเล็กๆ อันเกิดจากฟองมหาสมุทรที่กระทบกันแล้วกลายเป็นก้อนเล็กๆ ขึ้นก่อน จะเรียกว่าอะไรก็เรียกไม่ถูก เรียกว่าธาตุอันหนึ่งก็แล้วกัน คือหมายถึงวัตถุธรรมชาติที่เกิดขึ้นมาเอง เป็นเอง แล้วค่อยขยายกว้างใหญ่ไพศาลจรดขอบเขตแม่น้ำและมหาสมุทรทั้งสี่โดยมีจักรวาลเป็นขอบเขต แล้วค่อยปริออกมาเป็นส่วนเล็กๆ น้อยๆ แปรสภาพเป็นรูปลักษณะต่างๆ กัน มีอวัยวะครบบริบูรณ์ แล้วมีจิตวิญญาณซึ่งคุ้นเคยเป็นกันเองเข้ามาครอบครองทำหน้าที่บังคับบัญชาธาตุนั้นๆ ให้เป็นไปตามวัตถุของโลก ซึ่งเราเรียกกันว่า "คน" นั่นเอง

    แต่ละคนหรือตัวตนที่สมมติว่าคนนี้ ก็จะต้องเสื่อมสลายไปในวันหนึ่งข้างหน้าเช่นเดียวกัน แม้ในเดี๋ยวนี้ คนหรือที่เรียกว่ามนุษย์สัตว์โลก หรือมนุษย์โลกก็กำลังเสื่อมไปอยู่ทุกวันๆ ดังที่พระพุทธเจ้าได้ตรัสไว้เมื่อพระองค์ทรงสำเร็จพระโพธิญาณใหม่ๆ ว่า มนุษย์ชาวโลกนี้ มีอายุประมาณ ๑๐๐ ปี ระยะเวลาผ่านไป ๑๐๐ ปี อายุคนจะลดน้อยถอยลงมาปีหนึ่ง ปัจจุบันนี้พระพุทธองค์นิพพานไปได้ประมาณ ๒,๕๐๐ ปีแล้ว อายุของมนุษย์จะเสื่อมลงคงเหลือประมาณ ๗๕ ปี ถ้าคำนวณตามแบบนี้อายุของมนุษย์ก็เสื่อมเร็วนักหนา อายุของมนุษย์จะเสื่อมลงไปอย่างนี้เรื่อยๆ จนกระทั่งเหลือ ๑๐ ปีก็มีครอบครัว เป็นผัวเมืยสืบพันธุ์กัน แม้สัตว์เดรัจฉานอื่นๆ ก็เสื่อมลงโดยลำดับเช่นเดียวกันกับมนุษย์ ดินฟ้าอากาศก็เปลี่ยนแปลงปรวนแปรไปต่างๆ จนเป็นเหตุให้เกิดกลียุคฆ่าฟันกันตายเป็นหมู่ๆ เหล่าๆ สัตว์ตัวใหญ่ที่มีอิทธิพลก็ทำลายสัตว์ตัวน้อย ให้ล้มตายหายสูญเป็นอันมาก มนุษย์จะกลายเป็นคนไม่มีพ่อแม่พี่น้อง หรือญาติวงศ์ซึ่งกันและกัน เมื่อเห็นหน้ากันและกันก็จับไม้ค้อนก้อนดินขึ้นมากลายเป็นศาสตราวุธประหัตประหารฆ่ากันตายเป็นหมู่ๆ เรื่องศีลธรรมไม่ต้องพูดถึงเลย แม่น้ำลำคลอง ห้วย หนอง คลอง บึงก็เหือดแห้งเป็นตอนๆ ฝนไม่ตกเป็นหมื่นๆ แสนๆ ปี มีแต่เสียงฟ้าร้องครืนๆ แต่ไม่มีฝนตกเลย

    เมื่อเป็นเช่นนั้น น้ำในทะเลอันใหญ่โตกว้างขวางและลึกจนประมาณมิได้ก็เหือดแห้งกลายเป็นทะเลทราย ปลาตัวหนึ่งซึ่งใหญ่ที่สุดในโลกมีชื่อว่า "ติมิงคละ" ก็นอนตายอยู่บนกองทราบ และโดยอำนาจของแดดเผาผลาญ ทำให้ปลาตัวนั้นมีน้ำไหลออกมาบังเกิดเป็นไฟลุกท่วมท้นทำให้มนุษย์โลกทั้งหลายฉิบหายเป็นจุณวิจุณ เขาเรียกว่าไฟบรรลัยโลก โลกนี้ทั้งหมดก็จะกลายเป็นอัชฌัตตากาศอันว่างเปล่า สัตว์ที่มีวิญญาณก็จะขึ้นไปเกิดในภพของพรหมชั้นอาภัสสระ ซึ่งไฟนั้นไหม้ไม่ถึง

    ในหนังสือไตรโลกวิตถารท่านกล่าวว่า โลกนี้ทั้งหมดจะต้องฉิบหายโดยอาการ ๓ อย่าง คือ ราคะ โทสะ โมหะ ๓ ประการนี้เป็นเหตุ สัตว์หนาไปด้วยราคะ โลกนี้จะต้องฉิบหายด้วยน้ำ สัตว์หนาไปด้วยโทสะ โลกจะต้องฉิบหายด้วยไฟ สัตว์หนาไปด้วยโมหะ โลกจะต้องฉิบหายด้วยลม โลกจะต้องฉิบหายด้วยการบรรลัยดลกกันอยู่อย่างนี้ในระหว่างกัลป์ใหญ่ๆ

    ไฟบรรลัยโลกเล็กๆ ที่เกิดในระหว่างกัลป์ใหญ่ๆ นี้ มีปัญหาน่าพิจารณา น้ำราคะอันมีอยู่ในมนุษย์ชาวโลกแต่ละคนมีอยู่น้อยนิดเดียว ทำไมท่านแสดงว่า สามารถท่วมโลกได้จนเป็นน้ำบรรลัยโลก โทสะและโมหะก็เหมือนกัน อยู่ในตัวมนุษย์โลกซึ่งมองไม่เห็น ทำไมจึงแสดงฤทธิ์ใหญ่โตจนไหม้โลกและพัดเอาโลกจนฉิบหาย ขอนักปราชญ์เจ้าจบใช้ปัญญาพิจารณาให้ถ่องแท้เห็นจะไม่ท่วมโลกและเผาโลกให้ฉิบหายเป็นกัปป์เป็นกัลป์ดังว่านั้นก็ได้ พวกเราชาวโลกผู้มีน้ำและไฟหรือลมอยู่ในตัวนิดหน่อยนี้คงจะมองเห็นฤทธิ์เดช เรื่องของทั้ง ๓ นี้ว่ามีฤทธิ์เดชเพียงใด ราคะคือความกำหนัดยินดีในสิ่งสารพัดวัตถุทั้งปวงมีผัวเมียเป็นต้น มันท่วมท้นอยุ่ในอกโดยความรักใคร่อันหาประมาณมิได้ โทสะคือไฟกองเล็กๆ นี้ก็เหมือนกัน ม้นไหม้เผาผลาญสัตว์มนุษย์ไม่มีที่สิ้นสุด จนกินไม่ได้นอนไม่หลับ โมหะก็เช่นเดียวกันมันพัดเอาฝุ่นละอองกิเลสภายนอกและภายในมาท่วมทับหัวอกของคนจนมืดมิด ให้เข้าใจว่า สิ่งที่ผิดเป็นถูก ของ ๓ อย่างนี้มีฤทธิ์เดชมหาศาลสามารถทำลายโลกให้เป็นกัปป์กัลป์ได้ แต่ละกัปป์นั้นท่านไม่ได้แสดงว่ามีอายุเวียนมาสักเท่าไร เป็นแต่แสดงว่าเป็นกัปป์เล็กๆ ในระหว่างกัปป์ใหญ่ เห็นจะเพราะน้ำราคะ ไฟโทสะ ลมโมหะ ท่วมโลกและเผาผลาญโลกนี้ไม่หมดสิ้น ท่านถึงไม่แสดงถี่ถ้วน เพียงแต่พูดเปรยๆ เพื่อให้นักปราชญ์ผู้มีปรีชาเอามาคิดเพื่อไม่ให้หลงผิดๆ ถูกๆ รู้จักชัดแจ้งโดยใจของตนเอง ชัดแจ้งด้วยใจของตนแล้วนำมาพิจารณาเฉพาะตนๆ

    ความฉิบหายของโลกเป็นมาอย่างนี้แล้วๆ เล่าๆ ไม่มีที่สิ้นสุด พระบรมโพธิสัตว์ผู้ซึ่งท่านได้บำเพ็ญบารมี ๓๐ ทัศมาครบถ้วนบริบูณ์แล้ว ชาวสวรรค์ทั้งปวงเล็งเห็นว่าโลกนี้วุ่นวายเดือดร้อนกันมาก จึงได้ไปทูลเชิญพระบรมโพธิสัตว์จุติจากสวรรค์ชั้นดุสิน ลงมาปฏิสนธิในครรภ์ของพระนางสิริมหามายา พระมเหสีของพระเจ้าสุทโธทนะ ตระกูลศากยราชเมื่อคลอดออกจากครรภ์ของพระมารดาแล้วเสด็จย่างพระบาทได้เจ็ดก้าว ทรงแลดูทิศทั้งสี่แล้วเปล่งอาสภิวาจาว่า "อคฺโคหมสฺมิ โลกสฺมึ" เราจะเป็นเลิศในโลก

    เมื่อทรงพระเจริญวัยขึ้นมาก็ได้เสวยความสุขอันเลิศ จนกระทั่งเสด็จหนีออกบรรพชาทรงบำเพ็ญทุกรกิริยาอยู่ถึง ๖ พรรษา จึงได้ค้นพบพระอริยสัจธรรมสำเร็จพระสัมมาสัมโพธิญาณเป็นพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า เมื่อพระพุทธองค์ได้สำเร็จพระโพธิญาณเป็นพระพุทธเจ้าแล้วจึงทรงพิจารณามองเห็นสัตว์โลกที่เดือดร้อนวุ่นวายด้วยไม่มีศีลธรรมเป็นเครื่องครอบครองหัวใจ จึงเป้นเหตุให้เกิดการอิจฉาริษบา ฆ่าฟันกันตายเป็นหมู่ๆ เหล่าๆ เป็นเครื่อเดือดร้อนอยู่ตลอดกาลและด้วยอาศัยพระเมตตากรุณาอันใหญ่หลวงของพระพุทธองค์ที่ทรงมีต่อมนุษย์สัตว์โลกทั้งหลาย จึงทรงเทศนาสั่งสอนสัตว์นิกรทั้งหลายให้เข้าถึงธรรมะ ให้มีศีลธรรมประจำตนของแต่ละคนๆ เพื่อให้อยู่เย็นเป็นสุขตลอดกาล ดั่งที่พระองค์ทรงเทศนาธรรมโลกบาล คือธรรมอันเป็นเครื่องคุ้มครองสัตว์โลกมี ๒ อย่าง คือ หิริ และ โอตตัปปะ

    แต่มนุษย์ชาวโลกทั้งหลายกลับเห็นว่าพระพุทธเจ้าเกิดมาทีหลังโลก ท่านต้องคุ้มครองเราซิไม่ให้มีอันตรายและเดือดร้อนวุ่นวายถึงจะถูก

    ความเป็นจริงแล้วพระพุทธเจ้าไม่สอนให้มนุษย์เป็นทาสกรรมกรซึ่งกันละกัน แต่พระองค์ทรงสอนให้มนุษย์มีอิสระคุ้มครองตัวเองแต่ละคน จึงจะอยู่เย็นเป็นสุข ถ้าพระองค์ทรงสอนให้เป็นทาสกรรมกรซึ่งกันและกัน เหมือนกับตำรวจละทหารต้องอยู่เวรเข้ายามรักษาเหตุึการณ์อยู่ทุกเมื่อล้ว โลกนี้ก็จะดูเดือดร้อนอยู่ไม่เป็นสุขตลอดกาล แต่ พระองค์ทรงสอนหัวใจคนทุกคนให้รักษาตนเอง โดยมี หิริ-โอตตัปปะ คือความละอายและเกรงกลัวต่อบาป ถ้าทุกๆ คน มีธรรมสองอย่างนี้อยู่ในหัวใจแล้วก็จะไม่มีเวรมีภัยและการเบียดเบียนซึ่งกันและกัน มนุษย์คือโลกเล็กๆ นี้ก็จะอยู่เป็นสุขตลอดกาล แล้วโลกอันกว้างใหญ่ไพศาลก็จะพลอยอยู่เย็นเป็นสุขไปด้วย


    อ่านต่อ เป็นวิสัยธรรมดาของโลก..
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 4 กุมภาพันธ์ 2011
  2. anand

    anand เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    19 พฤษภาคม 2009
    โพสต์:
    1,118
    ค่าพลัง:
    +641
    "โลกอันนี้ มันหากเป็นอยู่อย่างนั้น
    อย่าถือว่าเป็นของเรา
    ถือเอาก็ไม่ได้อะไร ไม่ถือก็ไม่ได้อะไร
    ปล่อยวางเสียให้เป็นของโลกอยู่ตามเดิม"
     
  3. anand

    anand เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    19 พฤษภาคม 2009
    โพสต์:
    1,118
    ค่าพลัง:
    +641
  4. anand

    anand เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    19 พฤษภาคม 2009
    โพสต์:
    1,118
    ค่าพลัง:
    +641
    เป็นวิสัยธรรมดาของโลกที่จะต้องมีความเห็นเข้าข้างตัวเอง คือเห็นว่า พระพุทธเจ้าจะต้องคุ้มครองรักษาโลกเหมือนกับตำรวจรักษาเหตุการณ์ฉะนั้น เหตุนั้นเมื่อพระพุทธเจ้าตรัสรู้พระธรรมแล้วจึงทรงสอนมนุษย์ชาวโลกให้มีศีลธรรมเกิดชึ้นในใจของตนแต่ละคน มนุษย์จึงจะอยู่เย็นเป็นสุขร่วมกันได้ในโลกนี้ทั้งหมด โลกอันกว้างใหญ่ไพศาลนี้เกิดมาก่อนแล้วธรรมจึงค่อยเกิดขึ้นภายหลัง ดังที่พระพุทธองค์ตรัสไว้ว่า โลกธรรมแปด โลกเกิดขึ้นที่ใดธรรมต้องเกิดขึ้นที่นั้น ถ้าโลกไม่เกิดธรรมก็ไม่มีที่พระพุทธองค์ทรงแสดงโลกธรรมแปดนั้น หมายถึงโลกธรรม ๔ คู่ มีอาการ ๘ อย่างคือ

    มีลาภ - เสื่อมลาภ ๑
    มียศ - เสื่อมยศ ๑
    มีสรรเสริญ - นินทา ๑
    มีสุข - ทุกข์ ๑
    เมื่อโลกเกิดขึ้นแล้วพระองค์จึงทรงสอนธรรมทับลงไปเหนือโลก ตัวอย่างเช่น ความได้ในสิ่งสารพัดทั้งปวงเรียกว่าลาภเกิดขึ้น มนุษย์ได้ลาภก็เกิดความพอใจยินดีแล้วก็ไม่อยากให้ลาภเสื่อมเสียไป และเมื่อลาภเสื่อมเสียไปก็เกิดความเดือดร้อนตีโพยตีพาย วุ่นวายกระสับกระส่ายไม่เป็นอันจะกินจะนอน นั้นเรียกว่า โลกโดยแท้ พระองค์จึงทรงสอนธรรมทับลงเหนือโลกแท้ คือ แสดง ความได้ลาภ - เสื่อมลาภ ให้เห็นตามเป็นจริงว่า เป็นธรรมดาของโลก แต่ไหนแต่ไรมาโลกนี้ต้องเป็นอยู่อย่างนั้น เราจะถือว่าของกูๆ ไม่ได้ ถ้ายึดถือว่าของกูๆ อยู่ร่ำไป เมื่อลาภเสื่อมไปมันจึงเป็นทุกข์เดือดร้อนกลุ้มใจ นั่นแสดงให้เห็นชัดเลยว่าสิ่งนั้นไม่ใช่ของตน มันจึงเสื่อมไปหายไป ถ้ามันเป็นของเราแล้วไซร้ มันจะหายไปที่ไหนได้ ท่านจึงว่ามันเป็นอนัตตาไม่ใช่ของตนของตัว มันจึงต้องเป็นไปตามอัตภาพของมัน พระองค์ทรงสอนอย่างนี้ ให้เห็นตามเป็นจริงอย่างนี้ เห็นตามอัตภาพอันแท้จริงของมัน จึงเรียกว่าพระพุทธองค์ทรงสอนธรรมทับลงเหนือโลกให้เห็นโลกเป็นธรรมนั่นเอง

    ความได้ยศ - เสื่อมยศ ก็เช่นเดียวกัน ได้ยศคือความยกย่องว่าเป็นใหญ่เป็นโต มีหน้ามีเกียรติ มีอำนาจหน้าที่ มีชื่อเสียง จิตก็พองตัวขึ้นไปตามคำว่า "ยศ" นั้น หลงยึดว่าเป็นของตัวจริงๆ จังๆ ธรรมดาควมยกย่องของคนทั้งหลายต่ละจิตละใจก็ไม่เหมือนกัน เขาเห็นดีเห็นงามในความมียศศักดิ์ของตนด้วยประการต่างๆ เขาก็ยกยอชมเชยด้วยความจริงใจ แต่เมื่อเขาเห็นกิริยาวาจาอันน่ารังเกียจของตนที่แสดงออกมาด้วยอำนาจของยศศักดิ์ เขาก็จำเป็นต้องเสแสร้งแกล้งปฏิบัติไปด้วยความเกรงกลัว ตนกลับไปยึดถือยศศักดิ์นั้นว่าเป็นของจริงของจัง เมื่อมันเสื่อมหายไป ความเกรงใจจากคนอื่นก็หมดไปด้วย ตนเองก็กลับโทมนัสน้อยใจ ไม่เป็นอันหลับอันนอน อันอยู่อันกิน แท้จริงแล้วความได้ยศ - เสื่อมยศนี้เป็นของมีอยู่ในโลกแต่ไหนแต่ไรมาเช่นนี้ ตั้งแต่เรายังไม่เกิดมา พระพุทธองค์จึงทรงสอนธรรมทับลงเหนือโลก ให้เห็นว่า ได้ยศ -เสื่อมยศนี้เป็นของมีอยู่ในโลก มิใช่ของใครทั้งหมด ถ้าผู้ใดไปยึดถือเอาของเหล่านั้นย่อมเป็นทุกข์ไม่มีที่สิ้นสุด ให้เห็นว่ามันเป็นอนัตตาไม่ใช่ของใครทั้งหมด มันหากเป็นจริงอยู่อย่างนั้นแต่ไหนแต่ไรมา

    สรรเสริญ - นินทา ความสรรเสริญและนินทาก็เช่นเดียวกัน ในตัวคนคนเดียวกันนั่นแหละเมื่อเขาเห็นกิริยาอาการต่างๆ ที่น่าชมน่าชอบ เขาก็ยกยอสรรเสริญชมเชย แต่เมื่อเขาเห็นกิริยาวาจาที่น่ารังเกียจเขาก็ติเตียนคนผู้เดียวกันนั่นแหละมีทั้งสรรเสริญและนินทา มันจะมีความแน่นอนที่ไหน อันคำสรรเสริญและนินทาเป็นของไม่มีขอบเขตจำกัด แต่คนในโลกนี้โดยมากเมื่อได้รับสรรเสริญจากมนุษย์ชาวโลกทั้งหลายที่เขายกให้ ก็เข้าใจว่าเป็นของตนของตัวจริงๆ จัง อันสรรเสริญไม่มีตัวตนหรอก มีแต่ลมๆ แล้งๆ หาแก่นสารไม่ได้ แต่เรากลับไปหลงว่าเป็นตัวเป็นตนจริงๆ ไปหลงหอบเอาลมๆ แล้งๆ มาใส่ตนเข้า ก็เลยพองตัวอิ่มตัวไปตามความยึดถือนั้น ไปถือเอาเงาเป็นตัวเป็นจริงเป็นจัง แต่เงาเป็นของไม่มีตัว เมื่อเงาหายไปก็เดือดร้อนเป็นทุกข์ โทมนัสน้อยใจไปตามอาการต่างๆ ตามวิสัยของโลก แท้จริงสรรเสริญ -นินทามันหากเป็นอยู่อย่างนั้นแต่ไหนแต่ไรมา ก่อนที่เราจะเกิดมาเสียอีก พระพุทธองค์ทรงเห็นว่ามนุษย์โง่เขลาหลงไปยึดถือเาอสิ่งไม่แน่นอนมาเป็นของแน่นอน จึงเดือดร้อนกันอย่างนี้ แล้วพระองค์ก็ทรงบัญญัติธรรมทับลงเหนือโลกอันไม่มีแก่นสารนี้ให้เห็นชัดลงไปว่า มันไม่ใช่ของตัวของตน เป็นแต่ลมๆ แล้งๆ สรรเสริญเป็นภัยอันร้ายกาจแก่มนุษย์ชาวโลกอย่างนี้ แล้วก็ทรงสอนมนุษย์ชาวโลกให้เห็นตามเป็นจริงว่าสิ่งนั้นๆ เป็นอนัตตา จะสูญหายไปเมื่อไรก็ได้ มนุษย์ผู้มีปัญญาพิจารณาเห็นตามเป็นจริงดั่งที่พระองค์ทรงสอนแล้วก็จะคลายความทุกข์เบาบางลงไปบ้าง แต่มิได้หมายความว่า โลกธรรมนั้นจะหายสูญไปจากโลกนี้เสียเมื่อไร เป็นแต่ผู้พิจารณาเห็นตามเป็นจริงดั่งที่ว่ามาแล้ว ทุกข์ทั้งหลายก็จะเบาบางลงเป็นครั้งคราว เพราะโลกนี้ก็ยังคงเป็นโลกอยู่ตามเดิม ธรรมก็ยังคงเป็นธรรมอยู่ตามเดิม แต่ธรรมสามารถแก้ไขโลกได้บางครั้งบางคราว เพราะโลกนี้ยังหนาแน่นด้วยกิเลสทั้ง ๘ ประการอยู่เป็นนิจ ความเดือดร้อนเป็นโลก ความเห็นจ้งเป็นธรรม ทั้งสองอย่างเป็นเครื่องปรับปรุงเป็นคู่กันไปอยู่อย่างนี้ เมื่อกิเลสหนาแน่นก็เป็นโลก เมื่อกิเลสเบาบางก็เป็นธรรม

    มีสุข -ทุกข์ ทุกข์เป็นของอันโลกไม่ชอบ แต่ก็เป็นธรรมดาด้วยโลกที่เกิดมาในทุกข์ อันนี้ก็เป็นทุกข์เดือดร้อนอยู่นั่นเอง ความสุขย่อมเป็นที่ปรารถนาของโลกโดยทั่วไป ฉะนั้นเมื่อความทุกข์เกิดขึ้นจึงเดือดร้อน เมื่อความสุขหายไปจึงไม่เป็นที่ปรารถนา แต่แท้ที่จริงความทุกข์และความสุขที่เกิดขึ้นแล้วหายไปนั้นมันหากเป็นอยู่อย่างนี้ตลอดเวลา เราเกิดมาทีหลังโลก เราจึงมาตื่นทุกข์ตื่นสุขว่าเป็นของตนของตัว ยึดมั่นสำคัญว่าเป็นจริงเป็นจัง เมื่อทุกข์เกิดขึ้นสุขหายไป จึงเดือดร้อนกระวนกระวาย หาที่พึ่งอะไรก็ไม่ได้ พระพุทธเจ้าทรงเทศนาว่าโลกอันนี้มีแต่ทุกข์ไม่มีสุขเลย

    ฉะนั้นทุกข์จึงเป็นเหตุให้พระองค์พิจารณาจนเห็นตามสภาพความเป็นจริงแล้วทรงเบื่อยหน่ายคลายจากทุกข์นั้น จึงทรงเห็นพระอริยสัจธรรมแล้วพระองค์ก็ทรงบัญญัติธรรมลงเหนือทุกข์ - สุข ให้เห็นว่า โลกอันนี้มันหากเป็นอยู่อย่างนั้น อย่าถือว่าเป็นของเรา ถือเอาก็ไม่ได้อะไร ไม่ถือก็ไม่ได้อะไร ปล่อยวางเสียให้เป็นของโลกอยู่ตามเดิม ทรงรู้แจ้งแทงตลอดว่าอันนั้นเป็นธรรม โลกกับธรรมจึงอยู่คู่เคียงกันดังนี้

    ความเป็นอยู่ของโลกทั้งหมดเมื่อประมวลเข้ามาแล้วก็มี ๔ คู่ ๘ ประการ ดั่งอธิบายมาแล้ว ไม่นอกเหนือไปจาก ธรรม ๔ คู่ ๘ ประการนี้ โลกเกิดมาเมื่อไรก็ต้องเจอธรรม ๔ คู่ ๘ ประการนี้เมื่อนั้นอยู่ร่ำไป พระพุทธเจ้าทุกๆ พระองค์ทรงอุบัติขึ้นมาก็เพื่อมาแก้ทุกข์ ๔ คู่ ๘ ประการนี้ ทั้งนั้น พระองค์จึงตรัสว่า "เอส ธมฺโม สนนฺตโน" ธรรมนี้เป็นของเก่าแก่แต่ไหนแต่ไรมา พระพุทธเจ้าทุกๆ พระองค์ก็มาตรัสรู้ในธรรมทั้งหลายเหล่านี้ ถ้าจะมีคำถามว่า พระพุทธเจ้าที่มาตรัสรู้ในโลกก็เอาของเก่าที่พระพุทธเจ้าองค์ก่อนๆ ตรัสไว้แล้วแต่เมื่อก่อนมาตรัสรู้หรือ วิสัชนาว่า ไม่ใช่เช่นนั้น ความตรัสรู้ขอบพระพุทธเจ้าเป็นของที่ไม่เคยได้ยินได้ฟังมาแต่ก่อน และไม่มีครูบาอาจารย์สอนเลย พระองค์ตรัสรู้ด้วยพระองค์เองต่างหาก ไม่เหมือนความรู้ที่เกิดจากปริยัติ ความรู้อันเกิดจาปริยัติไม่ชัดแจ้งเห็นจริงในธรรมนั้นๆ ส่วนธรรมที่พระองค์ตรัสรู้นั้นเป็นของ ปจฺจตฺตํ รู้ด้วยตนเอง ไม่มีใครบอกเล่า และก็หายสงสัยในธรรมนั้นๆ แต่เมื่อรู้แล้วมันไปตรงกับธรรมที่พระองค์ทรงเทศนาไว้แต่ก่อน เช่น ทุกข์เป็นของแจ้งชัดประจักษ์ในใจ สมุทัยเป็นเหตุให้เกิดทุกข์เมื่อละสมุทัยก็ดำเนินตามมรรคและถึงนิโรธ ตรงกันเป๋งกับธรรมที่พระพุทธเจ้าทรงสอนไว้แต่ก่อนๆ โน้น จึงเป็ฯเหตุให้เข้าถึงอริยสัจ ไม่เหมือนกับคนผู้เห็นตามบัญญัติที่พระองค์ตรัสไว้แล้วและจดจำเอาตามตำรามาพูด แต่ไม่เห็นจริงตามตำราในธรรมนั้นๆ ด้วยใจตนเอง

    เมื่อโลกนี้เกิดขึ้นมาแล้วก็ต้องมีการใช้จ่ายใช้สอยแลกเปลี่ยนวัตถุสิ่งของซึ่งกันและกันจึงจะอยู่ได้ เหตุนั้นรัฐบาลจึงคิดเอาวัตถุธาตุ คือโลหะแข็งๆ มาทำเป็นรูปแบนๆ กลมๆ แล้วจารึกตัวเลขลงบนแผ่นโลหะนั้นเป็นเลขสิบบ้าง ยี่สิบบ้าง หนึ่งร้อยบ้าง ที่เรียกว่าเหรียญสิบบาท ยี่สิบบาท ร้อยบาท เป็นต้น หรือเอากระดาษอย่างดีมาตัดเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า แล้วใส่ตัวเลขลงไปเป็นสิบบ้าง ยี่สิบบ้าง หนึ่งร้อยบ้าง ห้าร้อยบ้าง ตามความต้องการแล้ว เรียกว่า ธนบัตร เอาไว้ให้ประชาชนแลกเปลี่ยนซื้อขายซึ่งกันและกัน เมื่อมีเงินจะซื้อวัตถุสิ่งของอะไรก็ได้ตามที่ตนต้องการ คนที่ต้องการเงินเขาก็เอาวัตถุสิ่งของ อีกคนหนึ่งต้องการธนบัตรที่มีราคาเท่ากันก็จะได้แลกเปลี่ยนซึ่งกันและกัน การที่ได้ของที่ตนชอบใจมาเป็นกรรมสิทธิ์ จะเป็นวัตถุหรือเงินตราก็ช่าง เรียกว่า "ได้" แต่เมื่อได้วัตถุมาเงินก็หายไป เมื่อได้เงินมาวัตถุก็หายไป เรียกว่า ได้ลาภเสื่อมลาภพร้อมกันทีเดียว

    โลกอันนี้เป็นอยู่อย่างนี้แต่ไหนแต่ไรมา คนหลงมัวเมาในวัตถุและเงินตรา ก็คิดว่าตนได้มา ตนเสียไป ก็แสดงอาการชอบใจและเสียใจไปตามสิ่งของนั้นๆ พระพุทธเจ้าทรงเห็นโลกเดือดร้อนวุ่นวายด้วยประการนี้ และด้วยอาศัยความเมตตามหากรุณาอย่างยิ่ง ที่ทรงมีต่อบรรดาสัตว์ทั้งหลาย พระองค์จึงทรงชี้เหตุเหล่านั้นว่าเป็นทุกข์เดือดร้อนเมื่อของเหล่านั้นหายไปเป็นสุขสบายเมื่อได้ของเหล่านั้นมา ไม่เห็นตามเป็นจริงในสิ่งเหล่านั้น เมื่อเกิดเป็นทุกข์เดือดร้อนกระสับกระสายในใจของตน ก็เป็นเหตุให้แสดงอาการดิ้นรนไปภายนอกด้วยอากัปกิริยาต่างๆ จนเป็นเหตุให้เดือดร้อนวุ่นวายทั่วไปหมดทั้งโลก เหตุนั้นพระองค์จึงทรงสอนให้เข้าถึง "ใจ" เพราะมนุษย์มีใจด้วยกันทุกคนสามารถที่จะรู้ได้ ผู้มีปัญญารู้ตามที่พระองค์ทรงสอนว่า ความได้ลาภ - เสื่อมลาภมีพร้อมๆ กัน ในขณะเดียวกัน จึงไม่มีใครได้ใครเสีย ได้ก็เพราะมัวเมา เสียก็เพาะมัวเมาในกิเลสเหล่านั้น ผู้มีปัญญาพิจารณาเห็นแจ้งตามนัยที่พระองค์ทรงสอน จึงสร่างจากความมืดมนเหล่านั้น พอจะบรรเท่าทุกข์ลงได้บ้าง แต่มิได้หมายความว่าพระองค์ทรงสอนให้รู้แจ้งเห็นจริงตามเป็นจริงแล้วจะบรรเทาทุกข์ได้ทั้งหมดเป็นธรรมล้วนๆ ก็หาไม่ เพราะโลกนี้มันมืดมนเหลือเกิน พอจะสว่างขึ้นนิดหน่อย กิเลสมันก็คุมเข้ามาอีก โลกนี้มันหากเป็นอยู่อย่างนั้นแต่ไหนแต่ไรมา พระองค์ลงมาตรัสรู้ในโลกอันมืดมนก็ด้วยทรงเห็นว่า สิ่งเหล่านั้นมันเป็นความทุกข์ของสัตว์โลก จึงได้ลงมาตรัสรู้ในหมู่ชุมชนเหล่านั้น ถ้าโลกไม่มี กิเลสไม่มีพระองค์ก็คงไม่ได้เสด็จลงมาตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าในโลกนี้ พระพุทธเจ้าทุกๆ พระองค์ที่ลงมาตรัสรู้ในโลกนี้ก็ในทำนองเดียวกัน ทรงเล็งเห็นโลกอย่างเดียวกัน คือทรงเห็นความเดือดร้อนวุ่นวายเพราะมนุษย์ไม่มีปัญญาพิจารณาเห็นโลกตามเป็นจริงดังกล่าวมาแล้ว

    พระองค์ทรงสอนให้พวกมนุษย์ที่มัวเมาอยู่ในโลกเหล่านั้นเห็นแจ้งประจักษ์ด้วยใจของตนเองว่าเป็นทุกข์ เพราะไม่เข้าใจรู้แจ้งเห็นจริงตามสภาวะของโลกดังอธิบายมาแล้ว บางคนพอรู้บ้างก็สร่างจากความมัวเมา เพราะรู้แจ้งตามเป็นจริงตามปัญญาของตนๆ แต่บางคนก็มืดมิดไม่เข้าใจของเหล่านี้ตามเป้ฯจริงเอาเสียเลยก็มีมากมาย ทุกข์ของโลกจึงเป็นเหตุให้พระพุทธเจ้าเสด็จลงมาตรัสรู้ในโลก และก็อาศัยความเมตตากรุณาอย่างเดียวนี้ด้วยกันทั้งนั้น พระพุทธเจ้าทุกๆ พระองค์ที่ทรงปรารถนาจะมาตรัสรู้ในโลกก็โดยทำนองเดียวกันนี้ หรือจะกล่าวว่าโลกเกิดขึ้นก่อนแล้ววุ่นวายกระสับกระส่ายเดือดร้อน ด้วยประการอย่างนี้จนเป็นเหตุให้พระพุทธเจ้าอุบัติขึ้นในโลก เรียกว่า โลกเกิดก่อนธรรม ก็ว่าได้

    พระพุทธเจ้าทั้งหลายที่จะลงมาตรัสรู้ตามยุคตามสมัยของพระองค์ เมื่อพระองค์ทรงเล็งเห็นว่าคนในยุคนั้น สมัยนั้น อายุประมาณเท่านั้นเท่านี้ สมควรจะได้รับฟังพระธรรมเทศนาของพระองค์ พระองค์จึงได้อุบัติขึ้นมาเทศนาสั่งสอนนิกรสัตว์ทั่วโลก เมื่อเทศนาสั่งสอนแล้วจนเข้าพระนิพพาน บางพระองค์ก็ได้ไว้ศาสนา อย่างพระโคดมบรมครูของพวกเราทั้งหลาย พระองค์ทรงไว้ศาสนาเมื่อนิพพานแล้ว ๕,๐๐๐ ปี เพื่ออนุชินรุ่นหลังที่ยังเหลือหลอจะได้ศึกษาพระธรรมวินัยต่อไป บางพระองค์ก็ไม่ได้ไว้พระศาสนา อย่างพระศรีอารยเมตไตรย ทรงมีพระชนมายุ ๘๐,๐๐๐ ปี เป็นต้น เมื่อพระองค์ตรัสรู้แล้วทรงสั่งสอนมนุษย์สัตว์นิกรอยุ่จนพระชนม์ได้ ๘๐,๐๐๐ ปี ก็เสด็จปรินิพพานแล้วก็ไม่ได้ทรงไว้พุทธศาสนาอีกต่อไปเพราะพระองค์ทรงพิจารณาแล้วเห็นว่าสัตว์ผู้จะมาศึกษาพระธรรมวินัยของพระองค์ได้หมดไปไม่เหลือหลอแล้ว ผู้สมควรจะได้มรรคผลนิพพานสิ้นไปหมดเท่านั้น

    โลกวินาศย่อมหมุนเวียนเปลี่ยนไปเป็นวัฏจักรดังอธิบายมาแล้วแต่ต้นตลอดกัปป์ตลอดกัลป์ หาความเที่ยงมั่นถาวรไม่มีสักอย่างเดียว แต่คนที่มีอายุสั้นหลงใหลในสิ่งที่ตนได้ตนเสียก็เดือดร้อนวุ่นวายอยู่ร่ำไป แท้ที่จริงสิ่งเหล่านั้นมีอยู่ประจำโลกแต่ไหนแต่ไรมา ผู้มีปัญญาพิจารณาเห็นความเสื่อมความเสียตามนัยที่พระองค์ทรงสอน เห็นเป็นของน่าเบื่อหน่ายจิตใจสลดสังเวชจนเป็นเหตุให้ผู้มีปัญญาเหล่านั้นเบื่อหน่ายคลายความกำหนัด แล้วละโลกนี้เข้าถึงพระนิพพานจนหาประมาณมิได้ผู้ไม่มีปัญยาก็จมอยู่ในวัฏสงสารมากมายเหลือที่จะคณานับ โลกเป็นที่คุมขังของผู้เขลาเบาปัญญา แต่ผู้มีปัญญาแล้วไม่อาจสามารถคุมขังเขาได้ โลกเป็นของเกิดดับอยู่ทุกขณะ ธรรมอุบัติขึันมาให้รู้แจ้งเห็นจริงในโลกนั้นๆ แล้วตั้งอยู่มั่นคงถาวรต่อไป เรียกว่า โลกเกิด - ดับ ธรรมเกิดขึ้นตั้งอยู่ถาวรเป็นนิจจัง เพราะไม่ตั้งอยู่ในสังขตธรรม ธรรมเป็นของไม่มีตัวตน แต่พระพุทธเจ้าทรงเทศนาไว้ที่หัวใจของคน คนรู้แล้วตั้งมั่นตลอดกาล ถึงคนจะไม่รู้เท่าทัน แต่ธรรมนั้นก็ตั้งอยู่เป็นนิจกาล เป็นแต่ไม่มีใครรู้ใครสอนธรรมนั้นออกมาแสดงแก่คนทั้งหลาย ถึงแม้พระพุทธองค์จะนิพพานไปแล้ว แต่ธรรมนั้นก็ยังตั้งอยู่คู่ฟ้าแผ่นดิน จึงเรียกว่า อมตะ โลกเป็นของเสื่อมฉิบหายดังกล่าวมาแล้ว เพราะตั้งอยู่ในสังขตธรรม มีอันจะต้องแปรปรวนไปเป็นธรรมดา ธรรมที่พระองค์ทรงสอนให้รู้แจ้งเห็นจริงเข้าถึงหัวใจคนเป็นของไม่มีตัวตน เป็นอนิจจังไม่ได้ ตั้งอยูเป็นกลางๆ ถึงคนคนนั้นจะตายไป แต่ธรรมก็ยังมีอยู่เช่นนั้น จึงเรียกว่า "สิ้นโลก เหลือธรรม" ด้วยประการฉะนี้
     

แชร์หน้านี้

Loading...