+ ๒๐๑๐ คำพูดจากโลก ถึง มนุษย์ผู้ทำลาย

ในห้อง 'วิทยาศาสตร์ทางจิต - ลึกลับ' ตั้งกระทู้โดย อธิมุตโต, 15 พฤศจิกายน 2010.

  1. อธิมุตโต

    อธิมุตโต เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    11 สิงหาคม 2006
    โพสต์:
    4,741
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1
    ค่าพลัง:
    +13,088
    + ๒๐๑๐ คำพูดจากโลก ถึง มนุษย์ผู้ทำลาย

    <CENTER></CENTER><CENTER>[​IMG]</CENTER><CENTER> </CENTER>
    ไม่เฉพาะในประเทศไทย หากดูข้อมูลย้อนหลัง ๒๐๑๐ ถือว่าเป็นปีแห่งภัยพิบัติของโลกอย่างแท้จริง สิ่งที่หลายคนสงสัยอยู่ที่ว่า ถ้าโลกพูดได้ เขากำลังจะสื่อสารอะไรกับมนุษย์หรือเปล่า…? ถ้าเชื่อเรื่องธรรมชาติมีชีวิต เชื่อเรื่องกฎการคัดสรรของธรรมชาติ เชื่อหนังฮอลีวูดที่ผลิตกรอกหูซ้ำๆ ว่า วันหนึ่งโลกจะแตก และเชื่อว่าวันหนึ่งประเทศไทยจะไม่มีอยู่บนแผนที่โลก ฯลฯ นี่คือสิ่งที่คุณต้องอ่านก่อนตาย... !!

    ๒๐๑๐ คำพูดจากโลก ถึง มนุษย์ผู้ทำลาย
    ไทยรัฐออนไลน์ลองค้นข้อมูลคร่าวๆ เกี่ยวกับภัยพิบัติอันเกิดจากธรรมชาติพิโรธ (มนุษย์โลก) แล้ว พบข้อมูลที่น่าตกใจเพราะที่ผ่านมา โดยเฉพาะปี ๒๐๑๐ เหตุการณ์ที่ว่าได้เกิดขึ้นอย่างมากมาย

    เดือนมกราคม
    วันที่ ๑๒ มกราคม ๒๕๕๓ เกิดแผ่นดินไหวที่ "เฮติ"? ขนาด ๗.๐ ริกเตอร์ สร้างความเสียหายมากมายมหาศาล โดยศูนย์กลางแผ่นดินไหวอยู่ห่างจากกรุงปอร์โตแปรงซ์เมืองหลวงของประเทศเฮติ ทั้งนี้ ได้มีการประมาณว่า มีผู้ได้รับผลกระทบจากแผ่นดินไหวครั้งนี้มากกว่า ๓ ล้านคน รัฐบาลเฮติรายงานว่ามีผู้เสียชีวิตเกือบ ๓ แสนคน ผู้บาดเจ็บอีกกว่า ๓ แสนคน และอีกกว่า ๑ ล้านคนยังไม่มีที่อยู่อาศัย

    เดือนกุมภาพันธ์
    วันที่ ๒๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๓ เกิดแผ่นดินไหวขนาด ๘.๘ ริกเตอร์ที่นอกชายฝั่งแคว้นเมาเลประเทศชิลี จนเป็นเหตุให้เกิดความเสียหายของทรัพย์สินชนิด "ราบพนาสูญ" ที่น่าตกใจกว่าความเสียหายซึ่งมากมายมหาศาลแล้ว เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้แกนโลกเอียงไปจากตำแหน่งเดิม ๓ นิ้วส่งผลให้ระยะเวลาสั้นลงไป ๑.๒๖ ไมโครวินาที (๑ไมโครวินาที เท่ากับ ๑ ในล้านวินาที) เลยทีเดียว

    เดือนมีนาคม
    วันที่ ๘ มีนาคม ๒๕๕๓ เกิดพายุทำให้เกิดฝนตกหนักในนครเมลเบิร์น วัดระดับน้ำฝนได้ ๒๖ มิลลิเมตร พื้นที่อื่นวัดระดับน้ำฝนได้สูงถึง ๗๐ มิลลิเมตร นอกจากนี้ ยังมีลูกเห็บยักษ์ที่มีเส้นผ่าศูนย์กลางถึง ๔ นิ้ว หรือเท่ากับลูกเทนนิส มีประชาชนแจ้งขอรับความช่วยเหลือมากกว่า ๔,๐๐๐ คน
    วันที่ ๒๐ มีนาคม ๒๕๕๓ เกิดการปะทุของภูเขาไฟชื่อดังในไอซ์แลนด์ จริงๆ แผ่นดินไหวได้เริ่มต้นขึ้นนับตั้งแต่ปลายปี พ.ศ. ๒๕๕๒ ในครั้งนี้ ซึ่งมีการจัดดัชนีการระเบิดของภูเขาไฟอยู่ที่ระดับ ๑ การปะทุครั้งล่าสุดเกิดขึ้นในวันที่ ๑๔ เมษายนที่ผ่านมาและได้รบกวนการจราจรทางอากาศในทวีปยุโรปมหาศาล ส่งผลกระทบต่อผู้โดยสารนับล้านๆ คน
    วันที่ ๓๑ มีนาคม ๒๕๕๓ เกิดแผ่นดินไหวรุนแรงในอ่าวเบงกอล วัดขนาดแรงสั่นสะเทือนได้ ๖.๘ ริคเตอร์ที่หมู่เกาะอันดามันแอนด์ นิโคบาร์ ในอ่าวเบงกอล

    เดือนเมษายน
    วันที่ ๗ เมษายน ๒๕๕๓ เดือนถัดมาเรียกว่าภัยธรรมชาติหายใจรดต้นคอโลกใบนี้ราวกับโกรธแค้น เมื่อเวลา ๐๕.๑๕ น. (ตามเวลาท้องถิ่น) ขณะที่คนกำลังหลับใหลเกิดเหตุการณ์แผ่นดินไหวนอกชายฝั่งของเกาะสุมาตรา ประเทศอินโดนีเซีย มีความรุนแรง ๗.๘ ริกเตอร์ ไม่มีรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บหลังจากนั้นเกิดคลื่นสึนามิ สูง ๑.๕ ม.ใกล้ศูนย์กลางแผ่นดินไหว ซึ่งเป็นคลื่นขนาดเล็ก
    วันที่ ๑๔ เมษายน ๒๕๕๓อีก ๑ อาทิตย์ถัดมา เกิดภูเขาไฟใต้ธารน้ำแข็งตอนใต้ของเกาะไอซ์แลนด์ระเบิดปะทุขึ้นฟ้าสูงถึง ๘ กิโลเมตร ฝุ่นขี้เถ้าลอยสูงกว่า ๖ พันเมตร และฟุ้งกระจายไปทั่วประเทศ และหลายประเทศในยุโรปตั้งแต่วันที่ ๑๔ เม.ย.เป็นต้นมา กลุ่มควันและเถ้าละอองปลิวฟุ้งขึ้นไปบนท้องฟ้าก่อให้เกิดอันตรายกับเครื่องยนต์ไอพ่น ของเครื่องบินโดยสารเที่ยวบินในภูมิภาคยุโรปต้องยกเลิกเที่ยวบินสร้างความโกลาหลอย่างมากมาย
    วันที่ ๑๔ เมษายน ๒๕๕๓ ในวันเดียวกันที่ประเทศจีนเกิดแผ่นดินไหวซ้ำอีก มีความรุนแรง ๖.๙ หรือ ๗.๑ ริกเตอร์ บริเวณเขตปกครองตนเองยูซู มณฑลชิงไห่ สาธารณรัฐประชาชนจีน เมื่อเวลา ๐๗.๔๙ น. (ตามเวลาในท้องถิ่น) สำนักข่าวซินหัวของประเทศจีน รายงานว่ามีผู้เสียชีวิตอย่างเป็นทางการ ๒,๒๒๐ ราย สูญหาย ๗๐ ราย และบาดเจ็บ ๑๒,๑๓๕ ราย ซึ่งในที่นี้บาดเจ็บสาหัสเกือบ ๒ พันราย

    เดือนพฤษภาคม
    วันที่ ๑๕ พฤษภาคม ๒๕๕๓ พายุทอร์นาโด และพายุลูกเห็บที่เมืองซุ่ยหัว ซึ่งอยู่ห่างจากเมืองฮาร์บินประมาณ ๑๒๐ กิโลเมตร ในมณฑลเฮยหลงเจียง ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของสาธารณรัฐประชาชนจีน ทำให้มีผู้เสียชีวิต และได้รับบาดเจ็บมากมาย

    เดือนมิถุนายน
    วันที่ ๑ มิถุนายน ๒๕๕๓ เกิดแผ่นดินไหวขนาด ๖.๔ ริกเตอร์ที่นอกหมู่เกาะอันดามันของอินเดียที่ระดับความลึก ๑๒๗ กิโลเมตร และมีศูนย์กลางแผ่นดินไหวห่างประมาณ ๑๒๐ กิโลเมตร จากเมืองพอร์ตแบลร์ของหมู่เกาะอันดามัน
    วันที่ ๕ มิถุนายน ๒๕๕๓ เกิดพายุทอร์นาโดพัดถล่มทางภาคตะวันตกด้านกลางของสหรัฐอเมริกา
    วันที่ ๗ มิถุนายน ๒๕๕๓ ภูเขาไฟระเบิดที่ประเทศคู่แค้นกับอเมริกา "รัสเซีย" และมีรายงานข่าวภูเขาไฟระเบิดอย่างต่อเนื่องมากถึง ๓ ครั้งต่อชั่วโมงที่ประเทศเอควาดอร์
    วันที่ ๙ มิถุนายน ๒๕๕๓ เกิดแผ่นดินไหวขนาดเกือบ ๖ ริกเตอร์ ที่บริเวณประเทศฟิลิปปินส์ นอกจากนั้นยังเกิดแผ่นดินไหวที่เกาะวาเนาตู (Vanautu) ขนาด ๖.๐ ริกเตอร์อีกต่างหาก
    วันที่ ๑๐ มิถุนายน ๒๕๕๓ เกิดน้ำท่วมขนาดใหญ่ที่รัฐเท็กซัส ของมหาอำนาจสหรัฐอเมริกา
    วันที่ ๑๒ มิถุนายน ๒๕๕๓ ราวตี 1 เกิดแผ่นดินไหวขนาด ๗.๕ ริกเตอร์ ที่นอกชายฝั่งประเทศอินเดีย ซึ่งห่างจากซีกตะวันตกของหมู่เกาะนิโคบาร์ไปประมาณ ๑๕๐ กิโลเมตรที่ความลึก ๓๕ กิโลเมตร
    วันที่ ๑๓ มิถุนายน ๒๕๕๓ เหตุภัยพิบัติพายุฝน และดินถล่มทางตอนใต้ของประเทศจีน ซึ่งได้คร่าชีวิตชาวจีนไปจำนวนหนึ่ง สำหรับมูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจคิดเป็นเงินประมาณ ๔๓,๐๐๐ ล้านหยวน และมีผู้อพยพกว่าเกือบ ๓ ล้านคน
    วันที่ ๑๖ มิถุนายน ๒๕๕๓ เกิดเหตุแผ่นดินไหวบริเวณเกาะไบแอ็ก (
    </PLACE>Biak) อยู่ในมหาสมุทรแปซิฟิกทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของเกาะปาปัว วัดความสั่นสะเทือนได้ ๖.๒ ริกเตอร์
    วันที่ ๑๘ มิถุนายน ๒๕๕๓ ประเทศจีนเกิดน้ำท่วมและแผ่นดินถล่มฉับพลันในพื้นที่ ๗๔ เมือง ของ ๖ มณฑล ประมาณการณ์ว่าประชาชนกว่า ๒.๕๖ ล้านคนได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติครั้งนี้

    เดือนกรกฎาคม
    วันที่ ๑๔ กรกฎาคม ๒๕๕๓เกิดเหตุน้ำท่วม และดินถล่มจากฝนตกหนักทางภาคใต้ของจีน ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตมากกว่า ๔๐๐ คน
    วันที่ ๑๔ กรกฎาคม ๒๕๕๓ วันเดียวกัน เหตุการณ์แผ่นดินไหวอินโดนีเซียขนาด ๕.๖ ริกเตอร์
    วันที่ ๑๖ กรกฎาคม ๒๕๕๓ เกิดพายุโซนร้อน "โกนเซิน" (Conson) ณ บริเวณทะเลจีนใต้ มีศูนย์กลางอยู่ห่างประมาณ ๖๐๐ กิโลเมตร ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของเมืองฮานอย ประเทศเวียดนาม


    วันที่ ๓๐ กรกฎาคม ๒๕๕๓ปลายเดือนกรกฎาคมจนถึงราวต้นเดือนกันยายน ๒๕๕๓ เกิดไฟป่าในรัสเซียนับหลายร้อยแห่ง เนื่องจากอุณหภูมิที่สูงที่สุดเท่าที่เคยบันทึกมาในประวัติศาสตร์รัสเซีย และความแห้งแล้งในภูมิภาค มีการประมาณผู้เสียจริงอาจสูงถึง ๘,๐๐๐ คน

    เดือนสิงหาคม
    วันที่ ๑ สิงหาคม ๒๕๕๓ เริ่มต้นด้วยความเศร้าอีกครั้ง ได้เกิดอุทกภัยรุนแรงทางตะวันตกเฉียงเหนือของปากีสถาน จากผลพวงของพายุฤดูร้อน ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตมากกว่า ๑,๐๐๐ ราย
    วันที่ ๘ สิงหาคม ๒๕๕๓ เกิดอุทกภัย และแผ่นดินถล่มที่จีน เนื่องมาจากฝนตกหนัก ที่เมืองทางตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศจีน คร่าชีวิตประชาชนไปแล้วอย่างน้อย ๑๒๗ คน สูญหายอีก กว่า ๑,๓๐๐ คน
    วันที่ ๑๕ สิงหาคม ๒๕๕๓ ๗ วันถัดมาเกิดเหตุไฟป่าในโบลิเวีย เป็นเหตุการณ์ที่นำไปสู่การประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินเนื่องจากพบว่ามีไฟป่าเกิดขึ้นมากกว่า ๒๕,๐๐๐ จุดทั่วประเทศ ไฟป่าได้ผลาญทำลายบ้านเรือนไปเกือบ ๖๐ หลังคาเรือน

    เดือนกันยายน
    วันที่ ๖ กันยายน ๒๕๕๓ โคลนถล่มกัวเตมาลา พบผู้เสียชีวิตและสูญหายพุ่งเกินกว่า ๑๐๐ ราย

    เดือนตุลาคม
    วันที่ ๑๐-๓๐ ตุลาคม ๒๕๕๓ มาถึงคิวประเทศไทยได้เกิดอุทกภัยในประเทศไทย เป็นเหตุการณ์การเกิดน้ำท่วมในประเทศไทยหนักที่สุดในรอบหลายสิบปี ก่อให้เกิดความเสียหายอย่างหนักทั้งชีวิตและทรัพย์สินในหลายพื้นที่แบบที่หลายคนยังประเมินความเสียหายไม่ได้
    วันที่ ๒๕ ตุลาคม ๒๕๕๓ เกิดแผ่นดินไหวที่อินโดนีเซีย ขนาดความรุนแรง ๗.๗ ริกเตอร์
    วันที่ ๒๖ ตุลาคม ๒๕๕๓ ภูเขาไฟเมราปี (Merapi) ระเบิดซ้ำที่ประเทศอินโดนีเซีย โดยมีรัศมีการกระจายของขี้เถ้าขยายเป็นวงกว้างประมาณ ๒-๔ กิโลเมตร
    ๒๗ ตุลาคม ๒๕๕๓ สึนามิถล่มซ้ำที่หมู่เกาะ เมนตาไว ประเทศอินโดนีเซีย ความรุนแรงถึง ๗.๒ ริกเตอร์ ทำให้มีผู้เสียชีวิต ๑๐๘ คน และสูญหายราว ๕๐๐ คน

    เดือนพฤศจิกายน
    วันที่ ๑ พฤศจิกายน ๒๕๕๓ เป็นอีกครั้งหนึ่งที่กลายเป็นประวัติศาสตร์ความเสียหายของประเทศไทย กับการเดินทางผ่านของพายุดีเปรสชั่นถล่มภาคใต้ ฯลฯ
    อย่างไรก็ดี ภาพช่วงเวลาเหตุการณ์โลกพิโรธส่วนหนึ่งที่กำลังร้อยเรียงอยู่นี้ ปฏิเสธไม่ได้ว่าทำให้เรานึกภาพว่า ภาพยนตร์ดังเกี่ยวกับภัยพิบัติล้างโลกจากฝีมือผู้กำกับฮอลลีวูดที่พวกเขาสร้างขึ้นมาซ้ำๆ มันไม่ใช่เรื่องที่เกินจินตนาการ หรือเป็นเพียงความสนุกในครัวเรือนซะแล้ว.!

    ถอดรหัส ๒๐๑๐ วันสิ้นโลก
    ดร.
    </PERSONNAME>อานนท์ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา ผู้อำนวยการศูนย์เครือข่ายงานวิเคราะห์วิจัยและฝึกอบรมการเปลี่ยนแปลงของโลกแห่งภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยไขปริศนา "โลกเอาคืน" ผ่านไทยรัฐออนไลน์ว่า หลายคนสงสัยว่า ภัยธรรมชาติมากมายที่ผ่านมา โดยเฉพาะในปี ๒๐๑๐ นี้ถือได้ว่าเป็นการเอาคืนมนุษย์ผู้ทำลายของธรรมชาติไหม
    "พูดได้ว่า เพราะหลายอย่างเกี่ยวข้องกันอย่างมาก เช่น การเกิดพายุมีคนโยงว่ามันเกี่ยวข้องกับภาวะ โลกร้อนที่มันทำให้สภาพโดยร่วมมันเปลี่ยนแปลงไปบ้างเลยทำให้พายุที่เกิดขึ้นมากมายในวงรอบที่มันเปลี่ยนไป หรือว่ามาเกิดในที่ที่ไม่เคยเกิดและเพิ่มดีกรีความรุนแรงอีกต่างหาก ดังนั้นจะสังเกตได้ว่าทั่วโลกกำลังพยายามรณรงค์หรือแม้กระทั่งมีข้อตกลงเพื่อแก้ไขปัญหาโลกใกล้แตกเหล่านี้ เนื่องจากไม่อยากไปให้ถึงจุดที่จะเกิดนั้นจริงๆ"
    ถามว่าหากโลกใบนี้แตก "มนุษย์จะสูญพันธุ์" ไหม ผอ.ศูนย์เครือข่ายงานวิเคราะห์วิจัยและฝึกอบรมการเปลี่ยนแปลงของโลกแห่งภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ บอกว่า
    "ถ้าวันนี้เราไม่สู้หรือไม่ทำอะไรเลย จินตนาการที่ว่าโลกแตกมนุษย์สูญพันธุ์นั้น "มันก็เป็นไปได้..." แต่ก่อนหน้านั้นมันคงจะถึงจุดที่เราเริ่มตระหนักถึงความอันตราย และเราคงไม่งอมือ งอเท้ากันขนาดนั้นซึ่งตอนนี้ทั่วโลกก็พยายามทำกันอยู่ แต่ถ้าเราพูดในสมมติฐานว่า "ถ้าไม่ทำอะไรเลย..." ยังทำร้ายโลกกันแบบนี้ผมเชื่อว่าอีกสัก ๕๐-๖๐ ปีอาจจะต้องมีคนที่ต้องเสียสละ แน่นอนว่าเราอาจจะพาคนทั้ง ๗ ล้านคนทั่วโลกไปด้วยไม่ได้ทั้งหมดมันอาจจะมีบางคนเท่านั้นที่ไปรอดจากภัยธรรมชาติที่จะทำให้มนุษย์นั้นสูญพันธุ์"
    แต่ก่อนจะไปถึงจุดนั้น สิ่งสำคัญอันดับแรกที่มนุษย์อย่างเราๆ ท่านๆ ต้องรับมือในตอนนี้ก็คือ การรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของโลก และอากาศในระดับที่มันรุนแรงมากขึ้น เพราะวันนั้นเราสามารถได้เห็นประเทศอย่าง "บังกลาเทศ" หรือประเทศหมู่เกาะที่มันจมหายไปแล้ว หลายทวีปก็ส่อแววแบบนั้นเหมือนกัน
    เจ้าของฉายา ด็อกเตอร์โลกร้อนย้ำว่า อีก ๕๐ ปีจากนี้เรามีสิทธิ์เห็นสภาพบังกลาเทศ หรือประเทศจมน้ำไปแน่นอน
    "ถามว่าแล้วประเทศไทยจะเป็นอย่างไรนับจากนี้ จริงๆ ประเทศไทยถือว่าอยู่ในกลุ่มที่เปลี่ยนแปลงไปค่อนข้างน้อย เราอาจจะไม่เห็นการเปลี่ยนแปลงทางกายภาพ แต่เราอาจจะเห็นคนอย่างบังกลาเทศมาอยู่เมืองไทยมากขึ้น ซึ่งผลกระทบหนักๆ ไม่จำเป็นจะต้องเกิดโดยตรงๆ เช่น ถ้าวันหนึ่งประเทศไทยอาจจะผลิตข้าวให้กับโลกเท่านั้นเท่านี้ โดยอาจจะมีองค์การอาหารโลกมากำหนดไม่ใช่ผลิตไปเรื่อยๆ ตามใจประเทศเราประเทศเดียว เป็นผลกระทบทางอ้อมทางเศรษฐกิจ การเมือง สังคม จะมารูปแบบนี้มากขึ้นในอนาคตอันใกล้"
    นอกจากนี้ผลกระทบภายในที่เราต้องเผชิญก็คือ ถึงวันหนึ่งประชากรเราก็จะหนาแน่นมากขึ้น ทว่าทรัพยากรที่เคยมีให้ใช้กันอย่างสุขสบายในประเทศไทยก็จะมีน้อยลงทุกที พูดง่ายๆ คือเราจะมีทางเลือกที่น้อยลงซึ่งตอนนี้ เราจะต้องมาร่วมกันเพื่อหาวิธีการที่จะทำให้คนของเราไม่เพียงแค่อยู่รอดได้ แต่ต้องอยู่รอดได้อย่างดีจากสภาวะโลกเช่นนี้
    เมื่อมองว่าโลกจะต้องถึงกาลอวสานจริงๆ คำถามก็คือวันนี้ "นักวิทยาศาสตร์ทั่วโลก" มีการมองว่าจะทิ้งโลกที่อนาคตกำลังจะแตกเอาไว้ไหม...? ผู้เชี่ยวชาญเรื่องโลกร้อนบอกว่า "มี"
    "เช่น มองว่าวันหนึ่งมนุษย์โลกอาจจะต้องไปอยู่ในใต้ทะเล ซึ่งในใต้มหาสมุทรเรายังมีพื้นที่ ๖๐-๗๐% ของพื้นที่ผิวโลกที่เรายังใช้ประโยชน์อยู่น้อย กระทั่งมีการพูดถึงว่าการผลิตสิ่งต่างๆ อยู่ในทะเลได้หรือเปล่า แม้แต่นักวิทยาศาสตร์หลายท่านก็บอกว่าเรายังมีที่ ที่ไม่คิดว่าจะอยู่ เช่น แอนตาร์กติก ในเขตรัสเซีย ซึ่งตอนนี้เป็นที่ว่างๆ ต่อไปมันอาจจะเปิดกว้าง ต่อไปอาจจะมีเทคโนโลยีที่กระจายคนไปอยู่ตรงนั้นได้ เพราะตอนนี้คน ๗ พันล้านคนทั่วโลกมันอยู่กันแบบกระจุกตัวเฉพาะบางแห่ง มันยังมีพื้นที่ที่คนอยู่น้อยเป็นจำนวนมาก แต่ ณ วันนี้ เรายังไม่มีวิธีการที่จะไปอยู่ตรงนั้นได้อย่างมีความสุข"
    สุดท้าย เมื่อถึงวันที่คนส่วนหนึ่งจะต้องเสียสละ ถามว่าแล้วประเทศไทยจะรอดกฎคัดสรรโดยธรรมชาติไหม
    "มองได้หลายแนวทาง ถ้าระบบประเทศยังมีอยู่ เรายังสามารถควบคุมพื้นที่ประเทศได้ เราก็จะเป็นประเทศที่ไม่โดนคัดออกผมเชื่อแบบนั้น เพราะประเทศไทยมีสิ่งที่อุดมสมบูรณ์มากมายแต่ถ้ามองต่อไปว่าวันหนึ่งเราอาจจะต้องพบกับระบบของคำว่า "ขอบเขตประเทศไม่มี" คือโลกเราเป็นเนื้อเดียวกัน หมายถึงมันมี "รัฐบาลโลก" ทุกคนเป็นประชาชนของโลกไม่มีคำว่า "ประเทศอีกต่อไป" ประเทศไทยจะลำบาก เพราะว่าที่เราอยู่ได้เพราะประเทศไทยเป็นของเรา ถ้าเผื่อใครมาอยู่ก็ได้ มาบริหารประเทศไทยได้ ประเทศไทยจะสูญพันธุ์"
    วันนี้ประเทศที่อุดมสมบูรณ์จึงกลายเป็นที่ที่หลายประเทศหมายปองที่จะเข้ามา ดังนั้นเราจะใช้แนวความคิดเดิมๆ แก้ปัญหาโลกไม่ได้ เช่นการใช้ถุงโลกร้อน หรือสร้างเขื่อนกั้นน้ำตรงไหนดี เราต้องไปไกลกว่านั้น เราจะเตรียมรับการเปลี่ยนแปลงทางด้านอื่นๆ ที่มันจะมาเป็นลูกพ่วงกับการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศอีกเยอะแยะ ซึ่งตอนนี้ยังทัน แต่เราต้องเริ่มคิด เรามองให้ไกล ถ้าเรายังมองแบบเดิมๆ เราจะโดนคัดออกแน่นอน.

    ไทยรัฐ : วันพุธที่ ๑๐ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๕๕๓
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

แชร์หน้านี้

Loading...