(๒๐) โพธิธรรมทีปนี: พระอรหันตอริยบุคคล

ในห้อง 'พระไตรปิฎก' ตั้งกระทู้โดย anand, 22 ธันวาคม 2010.

  1. anand

    anand เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    19 พฤษภาคม 2009
    โพสต์:
    1,118
    ค่าพลัง:
    +641
    พระอรหันตอริยบุคคล

    ท่านผู้เจริญวิปัสสนากรรมฐาน ยังวิปัสสนาญาณให้เกิดขึ้นโดยลำดับไม่หยุดยั้ง จนกระทั่งได้บรรลุถึงพระอริยมรรคขั้นสูงสุด คือ "พระอรหัตมรรคญาณ" สามารถเห็นแจ้งแทงตลอดซึ่งธรรมวิเศษ คือพระจตุราริยสัจได้เป็นครั้งที่ ๔ ซึ่งเป็นครั้งสุดท้าย ปรราบปรามทำลายอวิชชาอันหลงเหลือติดอยู่ในสันดานให้มดสิ้นไปโดยสิ้นเชิงแล้ว ท่านผู้นี้ย่อมมีนามปรากฏในพระบวรพุทธศาสนาว่า พระอรหันตอริยบุคคล คือพระอริยบุคคลผู้สูงสุด สมควรแก่การบูชาแห่งเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย

    พระอรหันตอริยบุคคลนี้ย่อมทรงไว้ซึ่งคุณวิเศษสุดประมาณ ไม่มีสัตว์บุคคลอื่นใดในจักวาลจะมีเทียมเทียบได้ เพราะท่านเป็นพระขีณาสวเจ้าปราศจากอาสวกิเลสและเป็นผู้บริสุทธิ์ผุดผ่องโดยประการทั้งปวง กิเลสธุลีแม้แต่เท่ายองใยก็ไม่เหลือติดอยู่ในจิตสันดานของท่านเลย เพราะฉะนั้นท่านจึงเป็นผู้สมควรอย่างยิ่งที่เทวดาและมนุษย์ แม้จนพระพรหมผู้ยังมีกิเลสทั้งหลายจะได้กระทำสักการบูชาด้วยน้ำจิตอันประกอบไปด้วยศรัทธาเลื่อมใส ก็พระอรหันตอริยบุคคลผู้สมควรแก่การสัการบูชาแห่งเทวดาและมนุษย์นี้ เมื่อจะกล่าวโดยประเภทก็มีอยู่ ๒ ประเภท คือ

    ๑. เจโตวิมุตติอรหันต์

    พระอรหันตอริยบุคคลประเภทเจโตวิมุตติอรหันต์นี้ ได้แก่ท่านพระอรหันต์ที่เคยบำเพ็ญสมถกรรมฐานจนได้บรรลุ "ฌาน" มาก่อนแล้วภายหลังมาบำเพ็ญวิปัสสนากรรมฐานยังวิปัสสนาญาณให้เกิดขึ้นโดยลำดับ จนกระทั่งได้สำเร็จเป็นพระอรหันต์ นี่จำพวกหนึ่ง กับอีกจำพวกหนึ่งนั้นในปัจจุบันชาตินี้ไม่เคยบำเพ็ญสมถกรรมฐานมาก่อนเลย บำเพ็ญแต่วิปัสสนากรรมฐานอย่างเดียว แต่ในขณะที่พระอรหัตมรรคญาณอุบัติเกิดขึ้นนั้น "ฌาน" ก็อุบัติเกิดขึ้นพร้อมกันในขณะนั้นนั่นเอง ด้วยอำนาจแห่งบุรพาธิการแห่งตน ท่านพระเจโตวิมุตติอรหันต์เหล่านี้ มีชื่อว่า "ฌานลาภี" คือได้ฌานสมาบัติหรือสำเร็จฌานสมาบัติ ได้วิชชา ๓ อภิญญา ๖ มีคุณพิเศษในทางสำแดงฤทธิ์ต่างๆ เช่นสามารถดำดินและเหาะเหินไปในอวกาศเวหาหาวได้เป็นต้น



    ๒. ปัญญาวิมุตติอรหันต์

    พระอรหันตอริยบุคคลประเภทปัญญาวิมุตติอรหันต์นี้ ได้แก่ท่านพระอรหันต์ที่บำเพ็ญวิปัสสนากรรมฐานอย่างเดียวล้วนๆ ไม่ได้เคยบำเพ็ญสมถกรรมฐาน และไม่ได้บรรลุฌานมาก่อนเลย และเมื่อ "พระอรหัตมรรคญาณ" จักอุบัติขึ้นนั้น "ฌาน" ก็ไม่เกิดขึ้นพร้อมกันในขณะนั้นเลย ทั้งนี้ก็เพราะขาดบุรพาธิการ คือในอดีตชาติไม่เคยตั้งจิตปรารถนาให้ฌานบังเกิดขึ้นแก่ตน ในขณะที่จะได้รับบรรลุพระอริยผลชั้นสูงสุดเช่นนี้ ท่านพระปัญญาวิมุตติอรหันต์เหล่านี้ มีชื่อว่า "สุกขวิปัสสกะ" คือท่านผู้ปฏิบัติทำให้ฌานแห้ง ไม่สามารถที่จะสำแดงฤทธิ์ต่างๆ ได้


    นอกจากกรณีดังกล่าวมาแล้ว ท่านพระอรหันตอริยบุคคลยังถูกแบ่งออกเป็น ๒ ประเภท โดยความแตกต่างแห่งคุณพิเศษอีก ดังต่อไปนี้

    ๑. ปฏิสัมภิทาปัตตอรหันต์ ได้แก่พระอรหันตอริยบุคคล ผู้เมื่อจะได้บรรลุพระอรหัตมรรคพระอรหตผลนั้น ปฏิสัมภิทาญาณทั้ง ๔ คือ

    ก. อรรถปฏิสัมภิทา = แตกฉานในอรรถ

    ข. ธรรมปฏิสัมภิทา = แตกฉานในธรรม

    ค. นิรุตติปฏสัมภิทา = แตกฉานในภาษา
    ง. ปฏิภาณปฏิสัมภิทา = แตกฉานในปฏิภาณ






    ปฏิสัมภิทาญาณทั้ง ๔ นี้เกิดขึ้นพร้อมกันในขณะที่ท่านได้บรรลุมรรคผล

    ๒. อัปปฎิสัมภิทาปัตตอรหันต์ ได้แก่พระอรหันตอริยบุคคลผู้เมื่อจะได้บรรลุพระอรหัตมรรคพระอรหัตผลนั้น ปฏิสัมภิทาญาณทั้ง ๔ ไม่เกิดขึ้นเลย ทั้งนี้ก็เพราะไม่มีบุรพาธิการ ท่านพระอรหันต์ประเภทนี้มีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า "มูคอรหันต์" คือพระอรหันต์ผู้ไม่แตกฉานในปฏิสัมภิทาญาณ ไม่มีความรู้ในพระปริยัติธรรม

    ในกรณีที่ท่านผู้มีวาสนาบารมีสูงส่ง จักได้ผลสำเร็จเป็นองค์อรหันต์ผู้ทรงคุณพิเศษประเภทฌานลาภีบุคคล คือมีฌานกล้าสามารถสำแดงอิทธิฤทธิ์ต่างๆ ได้ก็ดี เป็นองค์อรหันต์ผู้ทรงคุณพิเศษประเภทแตกฉานในปฏิสัมภิทาญาณต่างๆ ดังกล่าวมาก็ดี ทั้งนี้ก็ด้วยอำนาจแห่งบุรพาธิการที่ท่านได้สั่งสมอบรมมาแต่อดีตชาติ กล่าวคือ เมื่อชาติปางก่อนนั้น ท่านประกอบการอันเป็นกุศลใดๆ ย่อมได้ตั้งจิตตาธิษฐานไว้โดยนัยว่า

    ต่อไปภายหน้า
    เมื่อข้าพเจ้าได้บรรลุมรรคผลเป็นพระอรหันตสาวก แห่งองค์สมเด็จพระทศพลแล้วไซร้
    ขอให้ "ฌาน" หรือ "พระปฏิสัมภิทาญาณ"
    จงบังเกิดขึ้นพร้อมกับการได้บรรลุมรรคผลนั้นเถิด

    ด้วยเดชะอำนาจแห่งบุรพาธิการดังนี้ ท่านจึงได้สำเร็จเป็นฌานลาภีอรหันต์หรือปฏิสัมภิทาญาณอรหันต์ดังกล่าวมา ฝ่ายว่าท่านพระอรหันตอริยบุคคล ผู้มิได้เป็นฌานลาภีบุคคลหรือไม่ได้พระปฏิสัมภิทาญาณก็เพราะไม่มีบุรพาธิการ กล่าวคือในอดีตชาติ เมื่อท่านประกอบกองการกุศลใดๆ แล้ว ไม่เคยตั้งจิตปรารถนาเอาไว้ ฉะนั้นในขณะที่ท่านได้บรรลุพระอรหัตมรรค - พระอรหัตผล คุณพิเศษคือฌานหรือพระปฏิสัมภิทาฌานจึงไม่เกิดขึ้นแก่ท่านด้วยประการฉะนี้

    แต่อย่างไรก็ดี ท่านพระอรหันตอริยบุคคลทุกจำพวก ไม่ว่าจะเป็นพระอรหันต์ประเภทใด ทุกท่านย่อมทรงไว้ซึ่งพระคุณอันประเสริฐสุดเสมอกัน คือท่านย่อมได้ชื่อว่าเป็นพระมหาขีณาสวเจ้า ปราศจากอาสวกิเลสทั้งปวง ล่วงพ้นจากมุขมณฑลแห่งพญามัจจุราช สิ้นชาติสิ้นภพ และถึงการนับได้ว่าเป็นผู้อยู่จบพรหมจรรย์


    อ่านต่อ ผู้อยู่จบพรหมจรรย์
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 22 ธันวาคม 2010
  2. anand

    anand เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    19 พฤษภาคม 2009
    โพสต์:
    1,118
    ค่าพลัง:
    +641
    ผู้อยู่จบพรหมจรรย์

    ก็ในกรณีที่พระอรหันตอริยบุคคล ย่อมถึงการนับว่าเป็นผู้อยู่จบพรหมจรรย์นี้ พึงทราบได้จากพระบาลีพุทธภาษิตอันมีมาในมหาอัสสปุรสูตร ดังต่อไปนี้


    ดูกร เธอผู้เห็นภัยในวัฏสงสารทั้งหลาย! เมื่อจิตตั้งมั่นบริสุทธิ์ผ่องใสไม่มีกิเลส ปราศจากอุปกิเลส เป็นธรรมชาติอ่อนโยนควรแก่การงาน ตั้งอยู่ได้อย่างไม่ไวั่นไหวเช่นนี้แล้ว เธอพึงน้อมจิตไปเฉพาะต่อาสวักขยญาณ เธอย่อมจะรู้ชัดตามความเป็นจริงว่า


    - ทุกข์เป็นเช่นนี้
    - เหตุให้เกิดทุกข์เป็นเช่นนี้
    - ความดับไม่เหลือแห่งทุกข์เป็นเช่นนี้
    - เหตุให้ถึงความดับแห่งทุกข์เป็นเช่นนี้
    และว่า


    - นี่เป็นอาสวะทั้งหลาย
    - นี่เป็นเหตุเกิดแห่งอาสวะทั้งหลาย
    - นี่เป็นความดับอาสวะทั้งหลาย
    - นี่เป็นเหตุให้ถึงความดับแห่งอาสวะทั้งหลาย

    เมื่อเธอผู้รู้อย่างนี้ เห็นอยู่อย่างนี้ จิตก็พ้นจากกามาสวะ ภวาสวะ อวิชชาสวะ ครั้นจิตหลุดพ้นแล้ว ก็เกิดญาณหยั่งรู้ว่าจิตพ้นแล้ว เธอย่อมรู้ชัดว่า "ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำได้ทำเสร็จแล้ว กิจอื่นที่จะต้องทำเพื่อความเป็นอย่างนี้ มิได้อีกแล้ว" ดังนี้

    ดูกรเธอผู้เห็นภัยในวัฎสงสารทั้งหลาย! เปรียบเหมือนห้วงน้ำใสที่ไหล่เขา ไม่ขุ่นมัว คนมีจักษุดี ยืนอยู่บนฝั่งในที่นั้น เขาย่อมจะเห็นหอยต่างๆ บ้าง กรวดและหินบ้าง ฝูงปลาบ้าง ซึ่งหยุดอยู่และว่ายไปในห้วงน้ำนั้น เขาจำจะสำเหนียกใจอย่างนี้ว่า "ห้วงน้ำใส ไม่ขุ่นเลย หอย-ก้อนกรวด ปลาทั้งหลายเหล่านี้ หยุดอยู่บ้าง ว่ายไปบ้าง" อุปมาข้อนี้ฉันใด

    ดูกรเธอผู้เห็นวัฎสงสารทั้งหลาย! เมื่อผู้เห็นภัยในวัำสงสาร ได้รู้ชัดตามความเป็นจริงว่า "ทุกข์เป็นเช่นนีี้ เหตุให้เกิดทุกข์เป็นเช่นนี้... ความดับไม่เหลือแห่งทุกข์เป็นเช่นนี้... เหตุให้ถึงความดับแห่งทุกข์เป็นเช่นนี้..." และว่า "นี่เป็นอาสวะทั้งหลาย... นี่เป็นเหตุเกิดอาสวะทั้งหลาย... นี่เป็นความดับแห่งอาสวะทั้งหลาย... นี่เป็นเหตุให้ถึงความดับแห่งอาสวะทั้งหลาย.. เมื่อเธอรู้อยู่อย่างนี้ เห็นอยู่อย่างนี้ จิตก็หลุดพ้นจากกามาสวะ ภวาสวะ อวิชชาสวะ ครั้งจิตหลุดพ้นแล้ว ก็เกิดญาณหยั่งรู้จิตพ้นแล้ว เธอย่อมรู้ชัดว่า "ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำได้ทำเสร็จ กิจอื่นที่จะต้องทำเพื่อความเป็นอย่างนี้ มิได้มีอีกแล้ว" ดังนี้

    ดูกรเธอผู้เห็นภัยในวัฎสารทั้งหลาย! ผู้เสร็จกิจอยู่จบพรหมจรรย์เช่นกล่าวมานี้ เราตถาคตเรียกว่า
    "เป็น สมณะ = ผู้สงบจากสิ่งที่เป็นอกุศล
    เป็น พราหมณ์ = ผู้ลอยเสียซึ่งสิ่งอันเป็นอกุศล
    เป็น นหาตกะ = ผู้ไม่อาบสิ่งอันเป็นอกุศล
    เป็น เวทคู = ผู้รู้จบสิ้นซึ่งสิ่งอันเป็นอกุศล
    เป็น โสตถิยะ = ผู้ไม่สดับซึ่งสิ่งที่เป็นอกุศล
    เป็น อริยะ = ผู้ไปจากสิ่งที่เป็นอกุศล
    เป็น อรหันต์ = ผู้ไกลจากสิ่งที่เป็นอกุศลชั่วร้ายและเป็นควรแก่การบูชาแห่งเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย" ดังนี้


     
  3. anand

    anand เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    19 พฤษภาคม 2009
    โพสต์:
    1,118
    ค่าพลัง:
    +641
    ดับขันธปรินิพพาน

    ท่านพระอรหันตอริยบุคคล ผู้เสร็จกิจอยู่จบพรหมจรรย์นี้ ท่านมีกิจกรรมอะไรที่จะต้องกระทำเพื่อคุณวิเศษอื่นใดให้เหนื่อยยากอีกต่อไป เพราะคุณวิเศษที่จะนับว่ายิ่งใหญ่กว่าความเป็นพระอรหันต์นี้ย่อมไม่มีอีกแล้วในไตรภพ จบทั้ง ๓๑ ภูมิ ก็มีความเป็นพระอรหันต์ อันเป็นโลกุตรสมบัติชั้นสูงสุดนี่แหละ เป็นสิ่งวิเศษยิ่งใหญ่สุดยอด ฉะนั้นท่านพระอรหันตอริยบุคคลผู้บรรลุถึงความวิเศษยิ่งใหย่สุดยอดนั้น จึงไม่มีกิจอะไรที่จะต้องทำอีก คอยรอเวลาอยู่แต่ว่าจักดับขันธ์เข้าไปสู่แดนอมตสุขคือพระปรินิพพานต่อไปเมื่อใดเท่านั้น ก็ในกรณีที่พระอรหันตอริยบุคคลจักดับขันธ์เข้าไปสู่แดนอมตสุขคือพระปรินิพพานต่อไปเมื่อใด เป็นระยะเวลาเร็วและช้าเพียงใดนั้น นั่นก็สุดแต่เพศและภาวะของท่านพระอรหันต์ต่างกันเป็นสำคัญ โดยมีอรรถาธิบายถึงเรื่องนี้ไว้ในอรรถกถาอภิธรรมชื่อว่า สัมโมหวิโนทนี ซึ่งปรากฏโดยใจความดังต่อไปนี้

    เบื้องว่าพระสัทธรรมบังเกิดขึ้นแล้วในโลก ผู้มีโชคคดีสั่งสมอบรมวาสนาบารมีมา อุตสาหะจำเริญวิปัสสนากรรมฐานยังวิปัสสนายาณให้เกิดขึ้นโดยลำดับ จนกระทั่งได้บรรลุพระอรหัตมรรค-อรหัตผล สำเร็จเป็นพระอรหันตอริยบุคคล ซึ่งเป็นพระอริยบุคคลชันสูงสุดในพระบวรพุทธศาสนาแล้ว


    หากว่าเป็น มนุษย์ เมื่อได้สำเร็จเป็นพระอรหันต์แล้วย่อมจะแบ่งออกเป็น ๒ กรณีคือ


    ๑. เป็นมนุษย์ผู้ทรงเพศบรรพชิตคือเป็ฯพระภิกษุสงฆ์ เมื่อได้สำเร็จเป็นพระอรหันต์แล้ว ก็จะต้องรอคอยต่อไปจนกว่าจะสิ้นอายุขัยแห่งตนแล้ว จึงจะดับขันธ์เข้าสู่พระปรินิพพาน
    ๒. เป็นมนุษย์ผู้ทรงเพศฆราวาสคือเป็นคฤหัสถ์ เมื่อได้สำเร็จเป็นพระอรหันต์แล้ว จำจะต้องออกบรรพชาคือบวชเป็นพระภิกษุเสีย หาไม่ก็ดับขันธปรินิพพานไปเลยทีเดียว ทั้งนี้ ก็เพราะว่า "พระอรหัตผล" นี้มีคุณวิเศษใหญ่หลวง เพศคฤหัสถ์อันต่ำช้า มิสามารถที่จะทรงซึ่งพระอรหัตผลอันทรงคุณสูงส่งนั้นไว้ได้ ถ้าไม่ออกบรรพชาก็จำต้องดับขันธ์เข้าสู่นิพพานในวันนั้นเป็นแน่แท้

    หากว่าเป็น ภุมมเทวดา เมื่อได้สำเร็จเป็นพระอรหันต์แล้ว ก็ย่อมจะต้องรอคอยอยู่ต่อไป จนกว่าจะสิ้นอายุขัยแห่งตนแล้ว จึงจะดับขันธ์เข้าสู่พระปรินิพพาน เพราะว่าภุมมเทวดาทั้งหลาย ย่อมมีโอกาสอันลี้ลับพอที่ตนผู้ได้สำเร็จเป็นพระอรหันตอริยบุคคลจะดำรงอาศัยอยู่ได้จนกว่าจะสิ้นอายุขัยและดับขันธ์เข้าสู่พระปรินิพพาน


    หากว่า เป็น เทวดา หรือเทพเจ้า ซึ่งสถิตอยู่ในสวรรค์ แดนสุขาวดี ๖ ชั้น เมื่อได้สำเร็จเป็นพระอรหันต์แล้ว ก็จำจะต้องดับขันธ์เข้าสู่พระปรินิพพานไปเสียโดยเร็ว ทั้งนี้ก็เพราะว่าเมืองแมนแดนสวรรค์ทั้ง ๖ ชั้น คือ


    ๑. จาตุมหาราชิกาสวรรค์
    ๒. ดาวดึงส์สวรรค์
    ๓. ยามาสวรรค์
    ๔. ดุสิตสวรรค์
    ๕. นิมมานรตีสวรรค์
    ๖. ปรนิมมิตวสวัตตีสวรรค์

    ฉกามาวจรภูมิ คือเมืองแมนแดนสวรรค์ทั้ง ๖ ชั้นนี้เป็นแดนสุขาวดี ไม่มีโอกาสที่เร้นลับพอที่เทวดาหรือเทพเจ้าผู้ได้สำเร็จเป็นพระอรหันตอริยบุคคลจะดำรงอาศัยอยู่ได้ เพราะเหตุนี้ไซร้ เมื่อปวงเทพทั้งหลายในสรวงสวรรค์ทั้ง ๖ ชั้นนี้ ท่านได้สำเร็จเป็นพระอรหันตอริยบุคคลแล้ว จึงจำต้องดับขันธ์เข้าสู่พระปรินิพพานไปโดยเร็วไว

    หากว่าเป็น พระพรหม ผู้สถิตอยู่ ณ รูปาวจรารูปาวจรเรสุ คือในรูปพรหมโลกและอรูปพรหมโลกทั้งหลาย เมื่อได้สำเร็จเป็นพระอรหันต์แล้วก็ย่อมจักต้องรอคอยอยู่ต่อไป จนกว่าจะสิ้นอายุขัยแห่งตนในพรหมโลกต่างๆ นั้น แล้วจึงจะดับขันธ์เข้าสู่ปรินิพพาน ทั้งนี้ก็เพราะว่าพรหมโลกทั้งหลายไม่ว่าจะเป็นรูปพรหมโลกหรือว่าอรูปพรหมโลกก็ดี ย่อมมีโอกาสที่เร้นลับพอที่พระพรหมผู้ได้สำเร็จเป็นพระอรหันตอริยบุคคลแล้วจักดำรงอาศัยอยู่ได้จนกว่าจะสิ้นอายุขัยแล้วจึงจักดับขันธ์เข้าสู่ปรินิพพาน หาเหมือนกับเทวสถานคือสวรรคเทวโลกทั้ง ๖ ชั้นดักล่าวมาแล้วไม่

    ตามที่กล่าวมานี้ กรณีอื่นจงยกไว้ แต่สำหรับกรณีแรกที่ว่า มนุษย์ผู้ได้สำเร็จเป็นพระอรหันต์แล้ว หากว่าทรงเพศเป็นหราวาส จำต้องบวชในวันนั้น หาไม่แล้วก็ต้องดับขันธ์เข้าสู่พระปรินิพพานนั้น น่าสงสัยว่าเป็นเพราะเหตุดังฤา? หากจะให้ได้คำตอบอย่างแจ่มแจ้งในกรณีนี้ ก็น่าที่พวกเราจะต้องยอมสละเวลาอันมีค่า แล้วรีบพากันไปดูคำปุจฉาวิสัชนาแห่งพระมิลินทร์กับพระนาคเสนเถระ ซึ่งปรากฏมีในคัมภร์ มิลินทปัญหาดังต่อไปนี้
     
  4. anand

    anand เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    19 พฤษภาคม 2009
    โพสต์:
    1,118
    ค่าพลัง:
    +641
    คิหิอรหัตปัญหา

    สมเด็จพระเจ้ามิลินทร์ปิ่นกษัตริย์ มีพระราชโองการตรัสถามปัญหาพระนาคเสนเถรเจ้าว่า

    "ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้านาคเสนเถระ ผู้มั่นในอริยศีลสังวรวินัย! พระผู้เป็นเจ้ากล่าวไว้กับโยมแต่เดิมว่า ฆราวาสผู้ได้สำเร็จเป็นพระอรหันตอริยบุคคลนั้น ย่อมมีคติเป็น ๒ สถาน คือจะต้องบวชเสียในวันที่ได้สำเร็จเป็นอรหันต์นั้นสถาน ๑ ถ้าไม่บวชเสียในวันนั้น ก็จำต้องดับขันธ์เข้าสู่พระปรินิพพานในวันที่ได้สำเร็จเป็นพระอรหันต์นั้นสถาน ๑ คำซึ่งพระผู้เป็นเจ้ากล่าวดังนี้ แน่แล้วหรือกระไร?"

    "ใช่แล้ว... ขอถวายพระพรบพิตรพระราชสมภาร เป็นความจริงดุจพระราชโองการตรัสมานั้นทุกประการ" พระนาคเสนผู้ประกอบไปด้วยญาณปรีชาทูลตอบ

    "ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้า! ถ้าฆราวาสได้สำเร็จเป็นพระอรหันต์แล้วจะบวชในวันนั้น ก็หามีพระอุปัชฌาย์อาจารย์ที่ท่านจะบวชให้ไม่! จะบวชเอาเองก็ดี จะคอยหาพระอุปัชฌาย์อาจารย์ที่ท่่านผู้มีฤทธิ์เหาะได้มาช้าไป ๑ วันหรือ ๒ วันก็ดี เช่นนี้จะได้หรือไม่ได้เล่า พระผู้เป็นเจ้า?"

    "ขอถวายพระพรบพิตรพระราชสมภาร พระองค์ผู้ประเสริฐ! ฆราวาสผู้ได้สำเร็จเป็นพระอรหันต์ในวันใด ก็จำต้องบวชในสำนักครูบาอาจารย์โดยปกติธรรมดา ในวันนั้นให้ได้ อันการที่จะหลีกเลี่ยงกระทำเหมือนพระราชโองการตรัสเมื่อตะกี้นี้ เช่นว่าจะบวชเอาเองก็ดี หรือว่าจะคอยท่าพระอุปัชฌาย์อาจารย์ท่านผู้มีฤทธิ์ ซึ่งจะเหาะมาบวชให้ ช้าไป ๑-๒ วันก็ดี เช่นนี้ย่อมไม่ได้เป็นอันขาด เพราะว่า ถ้าหากจะบวชเอาเองเช่นนั้น ก็เป็นไถยเพศมิได้เรียกว่าบรรพชา ถ้าจะคอยท่าพระอุปชฌาย์อาจารย์พระอรหันต์ผู้มีฤทธิ์ ซึ่งรู้จักจิตว่าจะบรรพชา จึงเหาะมาบวชให้แต่มาช้าไป ๑-๒ วันเกินกำหนดไป เช่นนี้หาได้ไม่ จำจะต้องดับขันธ์เข้าสู่พระปรินิพพานในวันนั้นอย่างแน่นอน ขอถวายพระพร"

    "ข้าแต่พระนาคเสนผู้ปรีชาญาณ! เหตุไฉน จึงเคร่งครัดไปเสียเช่นนั้นเล่า ด้วยว่าเป็นฆราวาสนี่สิ ถ้าได้สำเร็จเป็นพระอรหันต์แล้ว ก็น่าจะเป็นการดีหนักหนา แต่นี่เหตุไฉน? จึงร้อนรนด่วนดับขันธ์เข้าสู่พระปรินิพพานไปอย่างรวดเร็วเสียเหลือเกินเช่นนี้เล่า?"

    "ขอถวายพระพรบพิตรพระราชสมภาร! การที่เป็นเช่นนี้ ก็เพราะว่าเพศฆราวาสเป็นหีนเพศ คือเป็นเพศต่ำไม่สมควรแก่พระอรหัตตคุณอันยิ่งใหญ่ เพศคฤหัสถ์นี้ไซร้ เป็นเพศที่ต่ำช้านัก จำต้องจักละเพศคฤหัสถ์บวชเสียในวันที่ได้บรรลุพระอรหัตผลนั่นเองจึงจะสมควร

    "ขอถวายพระพรบพิตรพระราชสมภาร! อาตมภาพใคร่จักขอทูลถามพระองค์ด้วยอุปมาว่า... ยังมีบุรุษผู้หนึ่ง ซึ่งตามธรรมดาก็บริโภคอาหารเลี้ยงชีวิต มีชีวิตอยู่เพราะอาศัยอาหาร ครั้นต่อมา สมัยหนึ่งเป็นทุพภิกขกาล เกิดข้าวยากหมากแพงหาอาหารบริโภคมิได้ บุรุษชายผู้นั้นอดอาหารอยู่หลายวัน ครั้นกาลต่อมาเขาหาอาหารได้แล้วก็บริโภคเอาๆ เป็นนักเป็นหนาจนเกินขนาด เตโชธาตุมิอาจเผาผลาญได้ บุรุษผู้นั้นก็ถึงแก่ชีพิตักษัย กระทำกาลกิริยาตายลงไป! ในกรณีเช่นนี้จะโทษบุรุษผู้ตายว่าไม่รู้จักประมาณ หรือจะโทษอาหารว่าอาหารไม่ดี ขอมหาบพิตรจงสงเคราะห์อาตมภาพ ช่วยตัดสินดูสักทีเถิดเป็นไร ขอถวายพระพร?"

    สมเด็จพระเจ้ามิลินทร์ภูมินทราธิบดีมีพระราชโองการว่า
    "ข้าแต่พระนาคเสนผู้มีปรชาญาณ! ธรรมดาอาหารย่อมเป็นเครื่องเลี้ยงชีวิต จะได้เป็นยาพิษก็หามิได้ บุรูษผู้นั้นมาถึงแก่ชีพิตักษัยเพราะความโลภในอาหาร รับประทานเกินขนาดไป จะโทษอาหารอย่างไรเล่าพระผู้เป็นเจ้า"

    พระนาคเสนเถรเจ้า จึงถวายพระพรว่า
    "ขอถวายพระพรบพิตรพระราชสมภาร! ภูมิฆราวาสต่ำต้อยนัก ไม่อาจต้านทานพระอรหัตคุณอันยิ่งใหญ่ได้ เปรียบดุจอดอาหาร ไม่อาจต้านทานอาหารที่ตนบริโภคเข้าไปเกินขนาดฉะนั้น เพราะเตหุนี้ ฆราวาสที่ได้สำเร็จเป็นพระอรหันต์แล้วจึงต้องบรรพชาเสีย หรือมิฉฉะนั้นก็ต้องดับขันธ์เข้าสู่พระปรินิพพานเสียในวันนั้น

    อีกประการหนึ่งเล่า ที่ควรจักกล่าวเป้นอุปมา ก็คือว่า .. บุคคลผู้มีบุญน้อย ไม่ประสบสมบัติอันเป็นอิสรภาพแล้วไม่อาจปราบดาภิเษกครองราชสมบัตินั้นได้ เป็นผู้ไม่คู่ควรที่จะครองราชสมบัติ ก็จะเกิดมีอันเป็นเกิดความวิบัติ ได้รับอุปทวันตรายต่างๆ ครั้งสุดท้ายถึงกับต้องถูกประหารชีวิตได้รับทุกขเวทนาแสนสาหัส ในกรณีเช่นนี้จะโทษเอาสมบัตินั้นว่าเป็นสมบัติร้อนมหาประลัยพาให้อายุสั้นพลันตายจะได้หรือไม่เล่า ขอถวายพระพร?"

    สมเด็จพะรเจ้ามิลินป่ินกษัตริย์มีพระราชโองการว่า

    "ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้า! ในเรื่องนี้จะโทษเอาสมบัติอันประเสริฐว่าราชสมบัติเป็นของร้อนมหาประลัยพาให้อาสัญพลันตายนั้นหาชอบไม่เลย ความจริงชอบที่จะโทษบุญวาสนาอันต่ำช้าของบุคคลเอง คือเพราะบุคคลนั้นเป็นผู้มีวาสนาน้อยไม่ควรที่จะเสวยราชสมบัติ จึงมีอันเป็นให้เกิดวิัติอันตรายต่างๆ จนถึงอาสัญ"

    พระนาคเสนผู้มีปรีชาญาณ จึงถวายวิสัชนาว่า
    "ขอถวายพระพรบพิตรพระราชสมภาร! อันว่าภูมิฆราวาสนี้ต่ำช้ามิควรที่จะครองพระบวรวิมุตติเศวตฉัตรกล่าวคือพระอรหัตคุณได้ เปรียบดุจบุคคลผู้มีบุญวาสนาต่ำช้า มิควรที่จะครอบไอศูรย์ราชสมบัติ ก็จักพาให้วิบัติถึงอาสัญฉะนั้น ด้วยเหตุนี้ ผู้ที่เป็นคฤหัสถ์ แม้ว่าสำเร็จพระอรหันต์ตัดกิเลสทั้งปวงได้ในวันใดแล้ว ก็จะต้องเข้ามาบวชครองบรรพชิตเพศในพระบวรพุทธศาสนาเสียในวันนั้น เหตุว่าบรรชิตเพศนี้เท่านั้นจึงจักสมควรแก่การทรงไว้ซึ่งพระบวรวิมุตติเศวตฉัตรวิเศษได้ ขอพระองค์จงทรงจำไว้ให้มั่นว่า พระบวรวิมุตติเศวตฉัตรคือพระอรหัตมรรคพระอรหัตผลนั้น เพศฆราวาสทุรพลมิอาจที่จะทรงไว้เป็นอันแน่นอน ขอถวายพระพร"

    สมเด็จพระเจ้ามิลินทร์ปิ่นกษัตริย์ขัตติยราชได้ทรงสดับโอวาสวิสัชนาฉะนี้แล้ว ก็ทรงซ้องสาธุการสรรเสริฐพระนาคเสนเถรเจ้าว่าประกอบไปด้วยญาณปรีชาด้วยประการฉะนี้

    โดยคำปุจจฉาและวิสัชนาระหว่างสมเด็จพระเจ้ามิลินทร์กับนาคเสนเถรเจ้า ตามที่เล่ามานี้คงเป็นเครื่องคลี่คลายข้อข้องใจที่ว่า เหตุไฉนฆราวาสผู้ได้สำเร็จเป็นพระอรหันต์แล้ว จึงจำเป็นต้องบวชหรือดับขันธ์เข้าสู่พระปรินิพพานเสียได้อย่างแจ่มชัดดีแล้ว จึงเป็นอันว่าพระอรหันตอริยบุคคลทั้งหลายเป็นผู้ทรงไว้ซึ่งคุณวิเศษอันสูงส่ง เพราะเป็นพระอริบบุคคลชั้นสูงสุดในพระบวรพุทธศาสนา นับว่าเป็นผู้ดำเนินตามรอยพระยุคลบาทแห่งองค์สมเด็จพระบรมศาสดาจารย์เจ้าได้จนถึงที่สุด สมควรที่มนุษย์และเทวดาจักเคารพบูชาในพระคุณของท่านอย่างยิ่ง และบัดนี้เพื่อเป็นการเทิดทูนพระเกียรติคุณแห่งองค์อรหันตอริยเจ้าจึงขอนำเอาประวัติแห่งพระอรหันต์องค์หนึ่งซึ่งท่านมีการได้บรรลุพระอรหัตมรรคญาณและมีการดับขันธปรินิพพานด้วยวิธีการอันแปลกประหลาดน่าอัศจรรย์มาเล่าไว้ให้ท่านผู้มีปัญญาทั้งหลายได้สดับตรับฟัง ดังต่อไปนี้
     
  5. anand

    anand เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    19 พฤษภาคม 2009
    โพสต์:
    1,118
    ค่าพลัง:
    +641
    พระอรหันตอานันทเถรเจ้า

    ย่อมเป็นทราบกันดีในหมู่พวกเราชาวพุทธศาสนิกชนแล้วว่าท่านพระอานันทเถรเจ้าผู้นี้ ท่านเกิดในขัตติยตระกูลเป็นเชื้อสายกษัตริย์กบิลพัสดุ์บุรี มีฐานะเป็นพระอนุชาแห่งองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเข้ามาบวชเป็นพระภิกษุในพระพุทธศาสนาตั้งแต่ครั้งยังหนุ่ม พร้อมกับเจ้าชายของศากยวงศ์อีกหลายพระองค์ ครั้นบวชแล้ว ท่านก็ตั้งใจเจริญสมณธรรมบำเพ็ญวิปัสสนากรรมฐานจนได้บรรลุพระโสดาปัตติมรรคญาณเห็นแจ้งแทงตลอดซึ่งธรรมวิเศษคือพระจตุราริยสัจ กำจัดอวิชชาได้เป็นครั้งที่ ๑ แล้ว ต่อจากนั้นก็ไม่มีเวลาที่จะบำเพ็ญสมณธรรมเพื่อให้บรรลุคุณพิเศษ คือพระอริยมรรคพระอริยผลเบื้องบนต่อไปได้ ทั้งนี้ก็เพราะท่านมีน้ำใจภักดีเคารพรักในสมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าอย่างยิ่งใหญ่ เฝ้าอุปัฏฐาบำรุงถวายความสะดวกให้แก่องค์สมเด็จพระบรมครูเจ้าโดยใกล้ชิดเป็นเวลานาน และก็เพราะความใกล้ชิดกับสมเด็จพระบรมครูสัพพัญญูเจ้าเป็นเวลานานนี่เอง ท่านจึงเป้นผู้แตกฉานจดจำรพะพุทธวจนบาลีอันออกมาจากรพะโอษฐ์แห่งสมเด็จพระชินสีห์สัมมาสัมพุทธเจ้าได้มากที่สุด ยากที่จะหาภิกษุรูปใดในสังฆมณฑลมาเสมอเหมือนได้เ กียรติคุณอันสำคัญของท่านฉายแสงออกมาให้ปรากฏแก่สายตาของชาวโลกอย่างมากมาย เช่น ในสมัยที่พระอริยสงฆ์สาวกทั้งหลายพร้อมใจกันกระทำพระปฐมสังคายนาคือ

    กาลเมื่อถวายพระเพลิงพระบรมศพองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้วล่วงไปได้ ๗ วัน องค์อรหันต์ "พระอริยกัสสปเถรเจ้า" ซึ่งเป็นพระสังฆเถระผู้เฒ่า มีพรรษาอายุมากกว่าพระสงฆ์ทั้งปวงซึ่งมีปริมาณ ๗๐๐,๐๐๐ รูป ในกาลครั้งนั้น ท่านมีความประสงค์จะกระทำกิจพระศาสนาอันสำคัญยิ่ง คือการสังคายนาพระธรรมวินัยจักมีเถรวาทีชักชวนพระสงฆ์ทั้งหลายว่า

    "มาเถิด... อาวุโสทั้งหลายทั้งปวง! เราท่านทั้งปวงนี้ ควรจะช่วยกันกระทำการสังคายนาพระธรรมวินัยไว้ให้เป็นอายุพระศาสนากันเถิด"

    พระสงฆ์ทั้งปวงครั้นได้สดับเถรวาทีฉะนี้แล้ว จึงกราบเรียนขึ้นว่า
    "ข้าแต่ท่านกัสสปสังฆวุฒาจารย์! ถ้าเช่นนั้นพระผู้เป็นเจ้าจงเลือกสรรจัดพระสงฆ์ผู้สมควรที่จะกระทำการสังคายนาในครั้งนี้ให้พร้อมเพรียงด้วยดีเถิด เจ้าข้า"

    เมื่อพระสงฆ์ให้โอกาสอนุญาตฉะนี้แล้ว พระมหากัสสปเถระผู้มีญาณผ่องแผ้ว ก็เลือกคัดจัดสรรพระสงฆ์ทั้งปวง บรรดาที่จักกระทำการสังคายนางานใหญ่ ท่านเลือกเอาไว้แต่พระอรหันต์ปฏิสัมภิทาญาณแตกฉานในห้องพระไตรปิฎก ล้วนแต่มีศักดาอานุภาพมาก ที่องค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตั้งไว้ในเอตทัคคะยอดเยี่ยม ทรงคุณพิเศษได้ไตรวิชชาและอภิญญา ๖ โดยมาก หากเป็นพระสงฆ์ที่ทรงคุณเบื้องต่ำ คือเป้นพระโสดาบันอริยบุคคลก็ดี เป็นพระสกิทาคามีอริยบุคคลก็ดี เป็นพระอนาคามีอริยบุคคลก็ดี ท่านเหล่านี้ถึงแม้มาตรว่าจะได้ศึกษาพระปริยัติธรรมแตกฉานในท้องพระไตรปิฏกเป็นอย่างดี พระมหากัสสปะผู้ปรีชาญาณก็เลือกสรรคัดออกไปเสียหาปรารถนาที่จะนับเอาไม่ ถึงเป็นพระสงฆ์ที่เป็นพระอรหันตอริยบุคคลขีณาสวะหมดสิ้นปราศจากกิเลสทั้งปวงแล้วก็ดี หากเป็นพระอรหันต์ประเภท "สุกขวิปัสสกะ" มิได้ไตรวิชชาและอภิญญา ๖ แล้วท่านก็มิเลือกเอาอีกเหมือนกัน บรรดาพระสงฆ์ที่ถูกคัดเลือกออกไป ไม่จัดเข้าในการทำสังคายนาครั้งสำคัญนี้มากมายนักหนา หลังจากที่เลือกคัดจัดสรรหาท่านผู้ทรงคุณสมบัติอันเหมาะสมอยู่ไปมาเป็นเวลานาน องค์สังฆวุฒาจารย์มหากัปสปเถรเจ้า ก็เลือกเอาพระอรหันต์ผู้ทรงคุณพิเศษได้ ๔๙๙ องค์หย่อนอยู่ ๑ องค์ก็จะครบเป็นสงฆ์ ๕๐๐ รูปพอดี

    เหตุไฉน องค์พระสังฆวุฒาจารย์จึงไม่เลือกเอาเสียให้ครบ ๕๐๐ รูป พอดี เลือกเอาแต่เพียง ๔๙๙ รูป ให้เป็นจำนวนขัดๆ พิกลดังนี้ ทั้งที่พระอรหันตอริยบุคคลผู้ทรงคุณพิเศษก็ยังมีให้เลือกอยู่อีกเป็นจำนวนมากนักหนา

    เหตุว่าจะไว้โอกาสให้พระอานนท์! ทั้งนี้ก็เพราะองค์พระสังฆวุฒาจารย์ท่านพระมหากัสสปเถรเจ้านั้น ท่านย่อมรู้แท้แน่แก่ใจตนได้เป็นอย่างดีว่า ท่านพระอานนท์ผู้พุทธอนุชานั้นเป็นคลังพระสัทธรรม ด้วยว่าพระนวังคสัตถุศาสน์ซึ่งมีสุตตะและเคยยะเป็นอาทินั้น พระอานนท์ท่านได้เล่าเรียนจดจำมาเฉพาะพระพักตร์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าทุกหมวดทุกข้อเพราะเหตุนั้น อันการที่จักกระทำการสังคายนาครั้งสำคัญ หากเว้นพระอานนท์เสียแล้ว่อมเป็นการมิบังควรเลย ครั้นว่าองค์สังฆวุฒาจารย์จะรีบด่วนเลือกคัดเอาพระอานนท์เข้าในการสังคายนาเสียเองก็เป็นการจนใจนักหนา ด้วยว่าพระอานนท์ท่านยังเป็นพระโสดาบัน ยังเป็นพระเสขบุคคลอยู่ ผู้ที่ไม่ร้ก็จะติเตียนเอาว่า

    "อหา... พระกัสสปะเห็นแก่หน้า คือว่าพระมหากัสสปเถรเจ้าผู้เฒ่านี้ดูทีจะเลือกที่รักมักที่ชัง เห็นแก่หน้ากันว่าพระอานนท์นี้ท่านเป็นลูกพระเจ้าอา มีฐานนันดรศักดิ์เป็นพระอนุชาของสมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า พระกัสสปะผู้เฒ่าจึงเลือกเอาพระอานนท์ซึ่งยังเป็นพระโสดาบันอริยบุคคลเข้าในที่สังคายนา เออ.. ก็พระสงฆ์ทั้งหลายผู้ได้สำเร็จเป็นพระอรหันต์ ซ้ำทรงคุณวิเศษประเสริฐด้วยปฏิสัมภิทาญาณก็ยังมีอยู่อีกมากมายนักหนา ดังฤาพระมหากัสสปะจึงมิได้เลือกเล่า ท่านผู้เฒ่านี้ น่าจะมีจิตคิดเห็นแก่หน้ากันอย่างแน่ๆ "ดังนี้

    เพราะต้องการที่จะปิดกั้นปรัมวาทะคำกล่าวติเตียนอันจะพึงมีจากผู้ที่โง่เขลาดังว่ามานี้ องค์สังฆคณาธิบดีผู้มีปรีชาญาณจึงยั้งไว้ มิได้เลือกพระอานนท์เข้าในการสังคายนา เลือกไว้ ๔๙๙ รูปแล้ว ก็ยั้งขยักให้หย่อนอยู่ ๑ รูปไว้ให้เป็นปัญหาอยู่อย่างนั้น

    พลันก็มีเสียงสงฆ์เป็นอันมากตักเตือนขึ้นว่า

    "ข้าแต่ท่านสังฆวุฒาจารย์อริยกัสสปะ! ข้าพเจ้าทั้งปวงได้พร้อมกันพิจารณาแล้วเห็นว่า ท่านพระอานนท์นีี้แม้จะยังเป็นพระโสดาบันอริยบุคคลอยู่ก็จริงแล แต่ทว่าท่านเป็นผู้มีปัญญาเป็นพหูสูต ได้เล่าเรียนจดจำพระธรรมิวนันทั้งปวงเฉพาะพระพักตร์มณฑล แห่งองค์สมเด็จพระทศพลบรมครูเจ้าของเราทั้งหลายนี้ทุกสิ่งทุกอัน ฉะนั้นขอท่านสังฆวุฒาจารย์จงกรุณาเลือกเอาพระอานนท์เข้าในสังคายนาด้วยเถิด เจ้าข้า"

    เมื่อบรรดาพระสงฆ์ทั้งหลายได้ร่ำร้องตักเตือนขึ้นเป็นหลายครั้งหลายคราดังนี้ ได้ที่สมปรารถนาแล้ว องค์อรหันต์กัสสปเจ้าก็เลือกเอาพระอานนท์เข้าในที่สังคายนา จึงนับเป็นพระภิกษุสงฆ์ผู้จักกระทำกิจพระศาสนาใหญ่ครั้งนี้ได้ครบ ๕๐๐ พอดี ลำดับนั้นพระสังคีติกาจารย์ผู้ได้รับการคัดเลือกแล้วทั้ง ๕๐๐ องค์นั้น จึงปรึกษาตกลงกันว่าจะไปกระทำการสังคายนาพระธรรมวินัยกัน ณ กรุงราชคฤห์มหานคร ภายในพรรษากาลที่จะถึงข้างหน้านี้ ฉะนั้นเมื่อยังมีเวลาอีกเดือนครึ่งจะถึงวันเข้าพรรษาพระมหากัสสปสังฆวุฒาจารย์ก็พาพระสงฆ์ที่จะทำการสังคายนารวม ๒๕๐ องค์ทั้งตัวท่านออกไปสู่เมืองราชคฤห์มหานครโดยมรรคาสายหนึ่ง ส่วนมรรคาอีกสายหนึ่งพระอนุรุทธมหาเถรเจ้าทำหน้าที่เป็นประธานพาพระสงฆ์ผู้จะทำสังคายนารวม ๒๔๙ องค์ ทั้งตัวท่านเดินทางมุ่งหน้าไปส่เมืองราชคฤห์มหานครเช่นเดียวกัน

    ส่วนพระอานนท์โสดาบัน แต่ทว่าได้รับเกียรติจากพระสงฆ์ให้เข้าร่วมในการสังคายนาด้วยนั้น ท่านมีกิจที่จะต้องเดินทางไปยังเมืองสาวัตถีก่อน แล้วจึงจะย้อนกลับไปสู่เมืองราชคฤห์มหานครต่อภายหลัง ดังนั้นท่านจึงถือเอาบาตรและจีวรทรงแห่งองค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคบ่ายพักตร์เฉพาะสู่เมืองสาวัตถี มีพระสงฆ์เดินทางติดตามมาด้วยหลายองค์มุ่งหน้าจาริกเดินทางมาโดยลำดับๆ ครั้งนั้นควรจะสังเวชใจเป็นหนักหนาด้วยว่ามหาชนทั้งปวง ซึ่งแต่ปางก่อนนั้น ครั้นได้เห็นท่านพระอานนท์แล้วกย่อมได้เห็นสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ครั้นได้เห็นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว ก็ย่อมได้เห็นพระอานนท์ ไม่ว่าคราใดและที่ไหน เมื่อสมเด็จพระพุทธองค์เสด็จไปในเบื้องหน้าแล้ว ถัดลงมาก็คือพระอานนท์อนุชา ท่านพระอานนท์นี้ถือบาตรและจีวรทรงของพระพุทธองค์ติดตามเสด็จพระพุทธลีลาศไปไม่ห่าง ไม่คลาดพอดีพองามกัน สมเด็จพระพุทธองค์เสด็จไปในสถานที่ใด พระอานนท์ก็ตามเสด็จไปถึงสถานที่นั่นเปรียบประดุดังว่าเป็นเงาติดตามพระองค์ไป มหาชนเคยได้เห็นพระองค์กับพระอานนท์นี้พร้อมๆ กัน แต่ครั้งนี้ได้เห็นแต่พระอานนท์ มิได้เห็นองค์สมเด็จพระทศพลได้เห็นแต่บาตรและจีวรทรงที่พระอานนท์นำมาต่างพักตร์ต่างคนต่างก็รันทดสลาดใจนัก มิอาจจะอดกลั้นเสียซึ่งความโศกไว้ได้ ก็ร่ำไห้ปริเทวนาโศกาดูรภาพ เนตรทั้งสองนองอาบไปด้วยอัสสุชลวารี ร้องไห้ระงมร่ำไปทั้งสองข้างทางเดิน

    ยิ่งเมื่อพระอานนท์เถรเจ้าเดินทางมาถึงเมืองสาวัตถีและย่างเข้าสู่บริเวณพระเชตวันมหาวิหาร เสียงร้องไห้ปริเทวนาการก็ยิ่งปรากฏมีมากมาย คล้ายกับเสียงร้องไห้ในวันที่สมเด็จพระพุทธเจ้าเสด็จดับขันธ์เข้าสู่พระปรินิพพาน ณ กรุงกุสินารา ฝ่ายพระอานนท์เถรเจ้าก็เฝ้าเล้าโลมเอาใจมหาชนคนทั้งปวง ด้วยพระสัทธรรมเทศนาอันประกอบไปด้วย พระอนิจจัง- ทุกขัง - อนัตตา บรรเทาเสียซึ่งความโศกแห่งมหาชนทั้งปวงแล้วพระผู้เป็นเจ้าก็เข้าสู่พระคันธกุฎีที่พระพุทธองค์เคยประทับอยู่แต่ก่อน ขนเอาเตียงตั่งออกมาจากพระคันธกุฎี ปัดเคาะตีเสียให้หมดผงเผ้าธุลีแล้ว ก็แผ้วกวาดพระคันธกุฎีให้สะอาดบริสุทธิ์โดยรอบ บรรดาหยากเยื่อฝุ่นธุลีและชานดอกไม้แห้งๆ ที่ตกเกลื่อนกลาดอยู่ในที่นั้น พระผู้เป็นเจ้าก็กวาดประมวลกันเข้า ขนเอาออกมาทิ้งเสียภายนอกบริเวณ ชำระพระคันธกุฎีเสร็จแล้วพระผู้เป็นเจ้าก็ขนเตียงและตั่งเข้าไปตั้งไว้ดังเก่า จัดแจงปูลาดกระทำกิจต่างๆ ละเอียดลออพินิจพิจารณาทุกสิ่งทุกอัน

    ควรจะสงสารพระอานนท์ผู้พุทธอนุชา ด้วยว่าพระผู้เป็นเจ้ามากระทำวัตรปฏิบัติในครั้งนี้เหมือนกับขณะที่องค์สมเด็จพระชินสีห์พุทธเจ้าประทับอยู่ เมื่อสมเด็จพระสัพพัญญูบรมครูเจ้ายังทรงมีพระชนม์อยู่นั้นตนเคยกระทำอย่างไรก็กระทำอย่างนั้นทุกสิ่งทุกประการ เคยหมอบเคยกราน เคยเคารพอย่างไรก็หมอบกรานเคารพอย่างนั้น ดูกิริยาน่าสังเวชสลาดใจนักหนา ก็จำเดิมแต่วันที่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จดับขันธ์เข้าสู่พระปรินิพพานเป็นต้นมา ท่านพระอานนท์นี้มากไปด้วยอิริยาบถยืนนั่งที่จะได้จำวัดและพักผ่อนเหมือนเขาอื่นนั้นน้อยนักหนา ฉะนั้น สรีรกายาแห่งพระผู้เป็นเจ้าจึงผิดปกติ มิค่อยจะสบายในวันที่ ๒ ที่มาถึง พระผู้เป็นเจ้าจึงฉันยาประจุอันเจือด้วยนมสด ชำระเสมหาทิธาตุซึ่งสะสมในกายให้สบายองค์แล้ว ในวันที่ ๓ จึงเข้าไปสู่ที่นิมนต์แสดงพระธรรมเทศนาโปรดสุภมาณพแล้ว ขอหัตถกรรมกระทำการปฏิสังขรณ์ ซ่อมแซมพระเชตวันมหาวิหารเสร็จแล้ว ก็ออกเดินทางบ่ายหน้าไปยังเมืองราชคฤห์ซึ่งพระมหากัสสปสังฆวุฒาจารย์และพระอนุรุทธเถรเจ้าพาพระภิกษุสงฆ์เดินทางมารอคอยอยู่ก่อนแล้ว

    ก็ภูมิสถานที่จะทำการสังคายนา ณ กรุงราชคฤห์มหานคร บัดนี้สมเด็จพระราชาธิบดีซึ่งมีพระนามว่า "พระเจ้าอชาติศัตรูราชบพิตร" ตรัสสั่งให้สร้างมหามณฑปอันใหญ่ วิจิตรไปด้วยมาลากรรมลดากรรม จำหลักเป็นเครือดอกไม้วิจิตรบรรจงต่าง ๆงามดังมนเทียรมหาสถาน ประหนึ่งจะไยไพทิพยวิมานในสุราลัยเทวสถานและภายในก็งามชัชวาลโอภาส ดูประดุจดังว่าวิมานพรหม วิจิตรไปด้วยพนมดอกไม้มีสีสันฐานพรรณต่าๆ อาสนะเป็นที่นั่งแห่งพระภิกษุสงฆ์ ๕๐๐ รูปนั้นเล่า ท้าวเธอก็ทรงให้ปูลาดด้วยเครื่องปูลาดนับค่ามิได้ ในท่ามกลางแห่งมหามณฑปนั้น พระองค์รับสั่งให้ตกแต่งซึ่งธรรมาสน์วิจิตรบรรจง หน้าธรรมาสน์นั้นผันไปข้างทิศตะวันออก เบื้องบนธรรมาสน์นั้น ให้วางไว้ซึ่งพัดวาลวิชนีมีด้ามอันขจิตไปด้วยงา ตกแต่งประดับประดาเสร็จแล้ว ท้าวเธอก็ทรงใช้ให้ราชบุรุษไปเผดียงแก่พระสงฆ์ทั้งปวง ฝ่ายพระสงฆ์ซึ่งมีองค์พระกัสสปสังฆวุฒาจารย์เป็นประธานาธิบดี ก็พร้อมเพรียงกันกำหนดที่จะทำการสังคายนาพระธรรมวินัยเพลารุ่งพรุ่งนี้

    "ดูกรอาวุโสอานนท์! เพลาพรุ่งนี้แล้ว จะเป็นวันที่พระสงฆ์ทั้งปวงจักประชุมกันกระทำการสังคายนาพระธรรมวินัยกิจใหญ่พระศาสนา อันว่าตัวท่านยังเป็นพระ
    โสดาบันบุคคลอยู่ฉะนี้ หาสมควรที่จะไปสู่ที่ชุมนุมนั้นไม่ เพราะฉะนั้นเพลาราตรีวันนี้ ท่านอย่าประมาทนะ จงอุตสาหะบำเพ็ญสมณธรรมให้จงมากเถิด..."

    เสียงสงฆ์องค์อรหันต์ผู้ทรงคุณวิเศษมากมายหลายรูป กล่าวตักเตือนด้วยความปรารถนาดีดังนี้ พระอานนท์ผู้มีวาสนาบารมี ก็น้อมรับเอาคำแห่งพระสงฆ์ทั้งปวงว่า สาธุ แล้วก็เข้าไปยังกุฎีที่พัก เริ่มกระทำความเพียรบำเพ็ญวิปัสสนา ราตรีนั้น พระผู้เป็นเจ้ายับยั้งอยู่ในการกำหนดบทพระกรรมฐาน กระทำความเพียรกล้าหาญหนักหนา แต่จงกรมอยู่นั่นไปๆ มาๆ จนล่วงเพลามัชฌิมยามไปแล้วก็หาได้สำเร็จธรรมวิเศษเบื้องสูงสมความปรารถนาแต่ประการใดไม่ ในที่สุดหลังจากได้ทำความเพียรอย่างอุกฤษฎ์จนเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าเหลือประมาณแล้ว พระอนุชาแห่งองค์สมเด็จพระประทีปแก้ว จึงดำริว่า
    อาตมาก็กระทำความเพียรถึงเพียงนี้แล้ว เหตุไฉน ธรรมวิเศษจึงยังมิได้บังเกิดขึ้นอีกเล่า สมเด็จพระมหากรุณาธิคุณเจ้าก็ตรัสพยากรณ์ทำนายอาตมาไว้อยู่ว่า จะได้สำเร็จพระอรหัตมรรคพระอรหัตผลพ้นทุกข์ ในวันที่พระสงฆ์ทั้งปวงจะกระทำปฐมสังคายนา เออ..ก็เหตุไฉนเล่า อาตมาจึงยังมิได้สำเร็จมรรคผลธรรมวิเศษ และอันชื่อว่า พระพุทธฎีกาแห่งองค์สมเด็จพระโลกเชษฐสัมมาสัมพุทธบพิตร ที่จักผิดพจนะกระแสแปรไปเป็นสองก็มิได้มี ชะรอยว่าความเพียรของอาตมานี้กล้าหาญนัก กายและจิตติดอยู่ข้างอุทธัจจะมากไปด้วยความฟุ้งซ่านอยู่ มรรคและผลจึงมิได้บังเกิดอย่าเลย อาตมาจะเอนกายเสียให้สบายสักหน่อยก่อนเถิด

    ดำริจะพักผ่อนกายชั่วครู่ฉะนี้แล้ว พระผู้เป็นเจ้าก็ลงจากที่จงกรมในเพลาปัจจุสมัยใกล้รุ่ง ล้างเท้าเข้าสู่กุฎีที่อาศัย ยกเท้าทั้งสองข้างขึ้นพ้นพื้นแล้ว เอนองค์ลงเหนือเตียงที่จำวัด ทั้งตั้งสติกำหนดกายานุปัสสนาไปพร้อมกัน บัดนั้นในขณะที่เศียรยังมิทันจะถึงเขนย ก็เลยเกิดอัศจรรย์ขึ้นทันใด ด้วยว่าพระผู้เป็นเจ้าอานันทเถระของเรา ท่านได้สำเร็จเป็นอรหันต์ตัดกิเลสบาปธรรมทั้งปวงให้ขาดออกจากขันธสันดานในกาลครั้งนั้น จึงเป้นอันว่า ท่านพระอานนท์เถรเจ้านี้ ท่านได้บรรลุธรรมวิเศษเห็นแจ้งแทงตลอดซึ่งพระจตุราริยสัจ กำจัดอวิชชาได้ด้วยอาการอันน่ามหัศจรรย์ในระหว่างพระอิริยาบถทั้ง ๔ จะว่าได้สำเร็จธรรมวิเศษในอิริยาบถนั่งก็ดี ในอิริยาบถนอนก็ดี ในอริยาบถยืนก็ดีในอิริยาบถเดินจงกรมก้ดี จะว่าดังนี้ไม่ถูกเลย ต้องว่าท่านสำเร็จธรรมวิเศษในระหว่างอิริยาบถทั้ง ๔ นั่นเองจึงจะถูกต้องสมควรนัก ในกรณีนี้ หากจะมีปัญหาว่า

    ในพระศาสนาแห่งองค์สมเด็จพระมิ่งมงกุฏศรีศากยมุนโคดมนี้ มีพระภิกษุรูปใดที่ไม่นั่ง ไม่นอน ไม่ยืน ไม่เดินจงกรม แล้วได้สำเร็จพระอรหัตผล?

    ปัญหานี้ หากจะวิสัชนาให้ถูกต้องก็ควรจะต้องตอบว่า
    "พระอานนท์! พระอานนทเถระผู้เป็นพระพุทธอนุชานี่เองที่ท่านได้สำเร็จธรรมวิเศษ โดยอาการอันแปลกประหลาดในระหว่างอิริยาบถทั้ง ๔ นั้น"

    ครั้นถึงวันรุ่งขึ้นพระมหาเถรเจ้าทั้งปวงกระทำภัตตกิจสำเร็จแล้วก็ไปสันนิบาตประชุมพร้อมเพรียงกัน ณ มหามณฑปใหญ่ ซึ่งเป็นสถานที่กระทำสังคายนาพระธรรมวินัย ต่างองค์ต่างก็นั่งเหนือาสนะแห่งตนๆ แต่อาสนะพระอานนท์นั้นยังว่าเปล่าอยู่ ขณะนั้นพระสงฆ์ทั้งปวงจึงไต่ถามซึ่งกันและกันว่า

    "อาสนะที่ว่างเปล่าอยู่นั้น เป็นอาสนะของท่านองค์ใดเล่า?"

    "อ้อ.. อาสนะที่ว่างเปล่าอยู่นั้น เป็นอาสนะของท่านพระอานนทเถรเจ้า"

    "ก็พระอานนทนท์ท่านไปเสียที่ไหนเล่า ป่านนี้ททำไมจึงยังมิได้มา?"

    เมื่อพระสงฆ์ทั้งปวงกำลังเจรจาไต่ถามกันอยู่พึมพำดังนี้ พระอานนทเถระมหาขีณาสพองค์ใหม่ในพระพุทธศาสนามีความปรารถนาจะให้บรรดาพระสงฆ์ทั้งหลายได้ทราบว่า ตัวท่านได้สำเร็จเป็นพระอรหันต์พร้อมกับปฏิสัมภิทาญาณและอภิญญาแล้ว จึงสำแดงศักดานุภาพดำลงไปในพื้นปฐพีจกกุฎีที่อาศัย แล้วไปโผล่ผุดขึ้นนั่งเหนืออาสนะแห่งตน อันว่างเปล่าอยู่เมื่อตะกี้นี้นั้น ด้วยอำนาจแห่งอรหันตฤทธิ์เป็นอัศจรรย์! จึงเป็นอันว่าบัดนี้ พระสงฆ์ทั้งปวงผู้จักกระทำกิจพระศาสนาอันยิ่งใหญ่นั้นเป็นพระอรหันตอริยบุคคลผู้ทรงคุณสมบัติพิเศษครบถ้วนทั้ง ๕๐๐ องค์ไม่ขาดตกบกพร่อง แล้วองค์สังฆคณาธิบดีพระมหากัสสปเถรเจ้าผู้เป็นประธาน เพราะเป็นชำนาญทั้งคันธธุระและวิปัสสนาธุระ ก็เริ่มเปิดพิธีการกระทำสังคายนาพระธรรมวินัย โดยขออนุมัติจากพระสงฆ์ให้พระอุบาลีเถรเจ้าเป็นผู้วิสัชนาพระวินัยปิฏก ส่วนพระอานนทเถรเจ้าผู้เปรียบประดุจเป็นคลังแห่งพระสัทธรรม ซึ่งได้รับการสรรเสริญจากองค์สมเด็จพระบรมศาสดาว่าเป็น "พหูสูต" มาก่อนนั้น พระสงฆ์ทั้งหลายมีมติให้ท่านรับหน้าที่เป็นผู้วิสัชนาพระธรรม กล่าวคือพระสุตตันตปิฎกและพระอภิธรรมปิฎก กับทั้งมีมติให้องค์สังฆวุฒาจารย์เป็นองค์ปุจฉาไต่ถามเนื้อความทั้ง ๓ ปิฎก ตกลงว่าพระอรหันต์ทั้งหลายได้พร้อมใจกันกระทำการสังคายนาพระธรรมวินัย เพื่อเป็นการสืบต่ออายุพระพุทธศาสนาในกาลครั้งนั้น เป็นเวลานานนับได้ถึง ๗ เดือนจึงสำเร็จเรียบร้อยลงด้วยประการฉะนี้

    หลังจากที่ได้ทำประโยชน์อันยิ่งใหญ่ไว้ในพระพุทธศาสนาโดยรับหน้าที่เป็นผู้วิสัชนาพระสุตตันตปิฎกและพระอภิธรรมปิฎกในท่ามกลางพระภิกษุสงฆ์ที่กระทำสังคายนาพระธรรมวินัยครั้งแรกเป็นเวลานานถึง ๗ เดือนดังกล่าวมานั้น อนุชาแห่งองค์สมเด็จพระประทีปแก้วองค์อรหันต์ท่านพระอานนท์ก็มีอายุยั่งยืนอยู่นานมาได้จนถึง ๑๒๐ พรรษาแล้ว ท่านจึงพิจารณาดูอายุสังขาร ก็ทราบได้ด้วยญาณพิเศษว่า ถึงกาลที่จักดับขันธ์เข้าสู่ปรินิพพานแล้ว จึงประกาศแก่พระภิกษุสงฆ์และคฤหัสถ์ทั้งปวงว่า

    "ต่อจากนี้ไป ในวันที่คำรบ ๗ เราจักดับขันธ์เข้าสู่นิพพาน"

    หมู่มนุษย์ทั้งหลาย ซึ่งอาศัยอยู่ ณ พระนครที่ตั้งอยู่บนฟากฝั่งทั้งสองแห่งแม่น้ำโรหิณี เมื่อได้สดับข่าวเช่นนั้น ต่างก็พากันอ้อนวอนท่านว่า

    "ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้า! พวกเราต่างก็มีความเคารพรักใคร่สนิทสนมพระผู้เป็นเจ้าเป็นอันมาก เพราะฉะนั้น ขอวอนพระผู้เป็นเจ้าจงดับขันธ์เข้าสู่พระปรินิพพาน ณ พระนครของข้าพเจ้าเถิด เจ้าข้า"

    เมื่อชาวเมืองทั้งสองพระนคร ต่างฝ่ายต่างก็พากันมาอ้อนวอนเช่นนี้ อนุชาแห่งองค์สมเด็จพระชินสีห์เจ้า ท่านก็ดำริในใจว่า ความจริง ชาวเมืองทั้งสองฝ่ายต่างก็มีความสนิทสนมและมีอุปการะมากแก่เราด้วยกันทั้งสิ้น เราไม่อาจที่จะแบ่งแยกได้เลยว่า ฝั่งโน้นหรือฝั่งนี้มีอุปการะแก่เรามากน้อยกว่ากันแค่ไหน เพราะเหตุนี้ไซร้ หากว่าเราจักดับขันธ์เข้าสู่นิพพานที่ฝั่งนี้ ประชาชนที่อยู่ ณ ฝั่งโน้นก็จักบังเกิดความน้อยเนื้อต่ำใจหาเหตุทะเลาะวิวาทเพื่อจะยื้อแย่งเอาธาตุของเรา กบประชาชนผู้อยู่ ณ ฝั่งนี้ หากว่าเราจักไปดับขันธ์เข้าสู่นิพพานที่ฝั่งโน้นเล่า เหตุการณ์ก็จักเข้าทำนองเดียวอีกเช่นกัน คือบรรดาประชาชนที่อยู่ฝั่งนี้ก็จะมีความน้อยเนื้อต่ำใจ หาเหตุทะเลาะวิวาทในเรื่องธาตุของเรา กับประชาชนผู้อยู่ฝั่งโน้นเป็นที่แน่นอน เมื่อเป็นเช่นนี้ ความโกลาหลวุ่นวายใหญ่โตก็จักมีขึ้นเพราะอาศัยตัวเราเป็นเหตุอย่างแน่แท้ อย่ากระนั้นเลย เราจักทำอุบายรักษาความสงบสามัคคีในกรณีนี้ไว้ให้จงได้ครั้นดำริฉะนี้แล้ว จึงให้ป่าวประกาศไปว่า

    "ประชาชนทั้งหลายที่อยุ่ในเมืองฝั่งนี้ต่างก็มีอุปการะและสนิทสนมในตัวเรา แม้ประชาชนทั้งหลายที่มีอยู่ในเมืองฝั่งโน้น ต่างคนต่างก็มีอุปการะและสนิทสนมในตัวเราอีกเช่นกัน ผู้ใดใครผู้หนึ่งซึ่งจะได้ชื่อว่าเป็นผู้ไม่มีอุปการะและความสนิทสนมในตัวเรานั้นมิได้มีเลย เพราะฉะนั้นในวันที่เราจักดับขันธ์เข้าสู่นิพพาน ขอพวกท่านทั้งหลายอย่าได้วุ่นวายไปไหนหรือทำอะไรให้เหนื่อยยาก ชาวเมืองฝั่งนี้ก็จงประชุมกันที่ฝั่งนี้ ส่วนชาวเมืองฝั่งโน้นก็จงประชุมกันอยู่ริมฝั่งโน้น แล้วคอยดูเราผู้จะเข้าสู่นิพพานในวันนั้นให้จงดีด้วยกันเถิด"


    ครั้นถึงวันและเวลาที่ท่านกำหนดจะดับขันธ์เข้าสู่พระปรินิพพาน พระอนุชาแห่งองค์สมเด็จพระบรมศาสดาจารย์ ก็ตั้งจิตอธิษฐานด้วยอำนาจอภิญญา เหาะขึ้นไปบนเวหาหาวสถิตอยู่ ณ ท่ามกลางแม่น้ำโรหิณีทำสมาธิบัลลังก์นั่งอยู่บนอากาศสูง ๗ ชั่วลำตาล แล้วเริ่มแสดงธรรมีกถาแก่ประชาชนที่ประชุมกันอยู่ริมสองฟากฝั่งแห่งแม่น้ำนั้นอย่างเนืองแน่นเป็นครั้งสุดท้าย ครั้นแสดงธรรมีกถาจบลงแล้ว ท่านก็ตั้งจิตอธิษฐานว่า
    ขอสรีรกายาแห่งเรานี้ จงแตกแยกแบ่งออกเป็น ๒ ภาค คือภาคหนึ่งจงตกลงไปที่ฝั่งนี้ อีกภาคหนึ่งจงตกไปที่ฝั่งโน้น


    ครั้นอธิษฐานดังนี้แล้ว พระผู้เป็นเจ้าผู้จะดับขันธ์เข้าสู่พระนิพพานในบัดเดี๋ยวใจนี้ ก็อธิษฐานเข้าเตโชธาตุ เปลวไฟก็โชติช่วงลุกขึ้นเผาไหม้สรีรกายของท่านในทันใด ให้เหลือแต่พระธาตุ ๒ ภาคแล้ว ภาคหนึ่งตกลงในท่ามกลางมหาชนที่ประชุมกันอยู่ที่ฝั่งโน้น และอีกภาคหนึ่งตกลงไปในท่ามกลางมหาชนที่ประชุมกันอยู่ที่ฝั่งนี้ ตามที่พระผู้เป็นเจ้าอธิษฐานไว้ทุกประการ

    เสียงร้องไห้อาลัยรักในพระผู้เป็นเจ้า ซึ่งออกจากดวงใจแห่งมหาชนทั้งสองฝั่งฟากแม่น้ำดังระงมงึมกระหึ่มอยู่ปานดังว่าพื้นปฐพีจะพลิกถล่มทำลายลง ประดุจเสียงร้องไห้ในคราวที่องค์สมเด็จพระบรมศาสดาจารย์เสด็จดับขันธ์เข้าสู่พระปรินิพาานไม่ผิดกันเลย ต่างปากต่างก็เอ่ยพร่ำรำพันแก่กันและกัน

    "โอ้หนอชาวเราทั้งหลายเอ๋ย! เมื่อองค์สมเด็จพระสัพพัญญูบรมครูเจ้าเสด็จเข้าสู่พระนิพพานไปแล้ว ชาวเราก็ได้พระอนุชาผู้ถือบาตรจีวรแห่งองค์พระประทีปแก้วไว้ดูต่างพระพักตร์ ทำให้พวกเราตระหนักประหนึ่งว่าสมเด้จพระบรมศาสดายังทรงพระดำรงอยู่ ยังไม่เสร็จเข้าสู่พระนิพพาน แต่มาบัดนี้สิ ให้ร้าวรานในดวงใจนัก ด้วยว่าท่านผู้ต่างพักตร์แห่งองค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคก็มาด่วนจากพวกเราไปเสียแล้ว โอ้.. นี่สมเด็จพระผู้มีพระภาคศาสด ต่างก็พากันดับขันธ์เข้าสู่นิพพานไปหมดสิ้นกันจริงๆ แล้วหรือนี่ อนาถนัก" ดังนี้

    จากเรื่องที่เล่ามานี้ ท่านผู้มีปัญญาทั้งหลายก็คงจักเห็นแล้ว่าท่านพระอานนทือรหันตอริยบุคคลเป็นผู้ทรงไว้ซึ่งเกียรติคุณมากมายเพียงไรในวารสุดท้ายนี้ ใคร่จักกล่าวร้ำความว่า ท่านผู้บำเพ็ญวิปัสสนากรรมฐานจนได้บรรลุอรหัตมรรคญาณ สำเร็จเป็นพระอรหัตนอริยบุคคลในพระบวรพุทธศาสนาแล้วเ มื่อยังไม่ถึงกาลดับขันธ์เข้าสู่พระนิพพาน ท่านย่อมสามารถที่จะเข้า "อรหัตผลสมาบัต" ซึ่เงป็นการเสวยอารมณ์พระนิพพานได้ตามจิตปรารถนานกาลบางคราว ด้วยอำนาจแห่งพระอริผลอันสูงสุดที่ท่านได้บรรลุ แต่ข้อทสำคัญที่นับว่าวิเศษสุดยอด คือท่านพระอรหันตอริยบุคคลนี้ ท่านมีคุณที่ประเสริฐสูงสุดอด หมดกิจอยู่จบพรหมจรย์แล้วเมื่อถึงกาลอายุขัย ก็เคลื่อนแคล้วดับขันธ์เข้าสู่เมืองแก้ว คืออมตมหาปรินิพพานนคร ไม่ต้องย้อนกลับมาเกิดให้ได้รับความทุกข์ทรมานในห้วงมหาภัย กล่าวคือวัฎสงสารอีกต่อไป คุณกถาที่พรรณนามานี้เป็นคุณานิสงส์แห่งการเห็นแจ้งแทงตลอดซึ่งธรรมวิเสษสุด คือพระจตุราริยสัจกำจัดอวิชชาให้หมดสิ้นไปได้เป็นครั้งที่ ๔ ซึ่งเป็นครั้งสุดท้ายโดยอำนาจแห่งภาวนามยปัญญาด้วยประการฉะนี้

    อ่านต่อ สรุปอานิสงส์
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 24 ธันวาคม 2010
  6. deelek

    deelek เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    7 มิถุนายน 2009
    โพสต์:
    6,694
    ค่าพลัง:
    +16,252
    อนุโมทนา สาธุ ๆ
    กับท่านทั้งหลายที่ได้นำพระธรรม
    มาเผยแพร่และได้สร้างกุศลทุกอย่างด้วยครับ
    นิพพานัง ปัจจโย โหตุ
    นิพพานัง ปรมัง สุขขัง
     

แชร์หน้านี้

Loading...