เรื่องเด่น ๓๐ มกราคม ญาณสมฺปนฺนมหาเถรปูชาคุณานุสรณ์

ในห้อง 'หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต' ตั้งกระทู้โดย NAMOBUDDHAYA, 21 พฤศจิกายน 2020.

สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้
  1. NAMOBUDDHAYA

    NAMOBUDDHAYA ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    22,051
    กระทู้เรื่องเด่น:
    890
    ค่าพลัง:
    +69,479
    ?temp_hash=eb774c3b6485fc64f940d62dd19e5620.jpg

    *** 18 ขั้นตอนบรรลุธรรม ***
    (ถอดความจากบทเทศนาของหลวงตาพระมหาบัว )


    “พูดเรื่องนิพพานทีไร เราจะเหมือนคนตาบอดคลำช้างทุกที !”
    นี่คือข้อเท็จจริงที่อาจจะค้างคาใจใครหลายๆคน ชาวพุทธผู้ศึกษาธรรมแห่งองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า อาจมีความรู้สึกคล้ายกันว่า เมื่อเราศึกษาทำความเข้าใจในเรื่องนิพพาน เราจะพบว่าเรากลายเป็นคนตาบอดคลำช้างทันที เหมือนๆจะรู้ เหมือนๆจะเข้าใจ แต่ความรู้และเข้าใจนั้นช่างคลุมเครือไม่กระจ่างแจ้ง ไม่ว่าเราจะศึกษา เรียนรู้จากแหล่งข้อมูล สืบค้นจากตำราทางพุทธศาสนา แม้ข้อมูลในพระไตรปิฎกจะมีการระบุไว้อย่างชัดเจน เกี่ยวกับเรื่องนิพพาน และแม้ว่าพระไตรปิฎกจะถือเป็นคลังข้อมูลทางธรรมที่ประเสริฐที่สุด แต่ในบางครั้งเราก็ต้องยอมรับความจริงว่า คนส่วนใหญ่ยังต้องการตัวช่วย ในการเชื่อมต่อระหว่างตัวเราและความรู้จากพระไตรปิฎก และสิ่งที่จะเชื่อมโยงตัวเรากับความรู้ในพระไตรปิฎกให้มาบรรจบกันก็คือ มนุษย์สักคนหนึ่ง ที่ได้ชื่อว่าเป็นพระอรหันต์นั่นเอง
    วันที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2546 หลวงตามหาบัวได้แสดงธรรมเทศนาครั้งที่ดีที่สุด ครั้งหนึ่งในชีวิตของท่าน เป็นการเทศน์ที่ยากนักจะได้รับฟังจากที่ใด ตลอดการเทศน์ท่านได้รวบรวมกระแสจิต หลับตาดำดิ่งลงสู่ห้วงสมาธิและถ่ายทอดธรรมจากใจออกสู่ทางวาจา ภิกษุสงฆ์ชราภาพสังขารเกือบร้อยปี เทศนาธรรมด้วยน้ำเสียงก้องกังวานใส ตลอดระยะเวลา 1ชั่วโมง 20 นาที โดยที่ไม่มีการหยุดดื่มน้ำ ไม่มีการหยุดพักครึ่งใดๆทั้งสิ้น วันนั้นเป็นวันที่คณะสงฆ์สายพระป่ากรรมฐานเดินทางมารวมตัวกันนับหมื่นรูป บางองค์อยู่ต่างจังหวัด บางองค์อยู่ต่างแดน หรือแม้แต่อยู่ในป่าลึกก็ยังออกมาฟังธรรมเทศนาในครั้งนี้ของสุดยอดอรหันต์ จึงถือได้ว่า การร่วมตัวของเหล่าภิกษุในวันนั้น เป็นการรวมตัวกันของเหล่าศิษย์แห่งพระตถาคต ผู้ที่ต้องการบำเพ็ญเพียรเพื่อความหลุดพ้น เป็นการรวมตัวของพระนักปฏิบัติผู้มีนิพพานเป็นธงชัยแทบทั้งสิ้น
    ธรรมะที่สอนกันในวันนั้นจึงเป็นธรรมชั้นสูง เป็นแก่นธรรมแท้ที่ไม่มีการผ่อนปรนใดๆ เนื้อหาสาระจึงเต็มไปด้วยรสธรรมอันเผ็ดร้อน ดุเดือด องอาจแกล้วกล้า ถึงลูกถึงคน ด้วยมิต้องห่วงคำนึงถึงความเป็นโลกียะจอมปลอม หรือเป็นห่วงฆราวาสที่ฟังธรรมเสร็จแล้วต้องหวนกลับไป ดูแลลูกผัวเฝ้าเหย้า เฝ้าเรือนใช้ชีวิตทางโลกธรรม เทศนาในวันนั้นว่าด้วยเรื่อง “การปฏิบัติเพื่อเอามรรคเอาผลสำหรับผู้ไม่ต้องการเกิด” เป็นธรรมะชั้นลึกจากประสบการณ์ตรงที่มีคุณค่า ประหนึ่งมหาสมบัติ เพราะทำให้นักเดินทางผู้มีนิพพานเป็นธงชัย ได้รู้ชัดถึงหนทางเดินว่า ถ้าปรารถนานิพพานในชาตินี้ เราต้องปฏิบัติอย่างไร เริ่มตรงไหน จบตรงไหน ต้องทำอะไรก่อนหลัง การเดินทางสู่เส้นทางแห่งพระนิพพานโดยปราศจากคำบอกเล่าของครูบาอาจารย์คงไม่ต่างอะไรกับการคลำหาทางกลับบ้านกลางถ้ำมืด เมื่อท่านได้เขียนแผ่นที่ทิ้งไว้ให้เราแล้ว ก็ถือเป็นโอกาสดีที่เราจะได้สำรวจตรวจสอบกันว่า ในปัจจุบันนี้สองเท้าของเรากำลังเหยียบย่างอยู่ตรงไหนในระหว่างทางกันแน่ กำลังเดินอยู่ในทาง หรือหลงออกนอกเส้นทางไปแล้ว

    โอกาสนี้เอง ผู้เขียนจึงใคร่ขออนุญาตนำบทเทศนาของหลวงตามหาบัวมาถอดความ และจำแนกออกเป็นข้อๆ พร้อมทั้งอนุญาตอธิบายเพิ่มเติมสมทบลงไป เพื่อให้เหล่าโยคาวจรทั้งหลายได้ศึกษาหนทางแห่งการดับทุกข์ที่ถูกต้องตรงธรรม และสามารถเข้าใจได้โดยง่ายไปพร้อมๆกันดังนี้


    1. ผู้ปฏิบัติเพื่อมุ่งนิพพานจะต้องถือศีลให้บริสุทธิ์ ข้อนี้สำคัญมาก ต้องจัดการเรื่องนี้ให้ได้ก่อนเรื่องอื่นใด คือใช้ชีวิตอยู่ในกรอบของศีลธรรมความดีงาม อะไรผิดศีลห้ามทำโดยเด็ดขาด
    2. ให้คิดถึงนิพพานทุกขณะ เหมือนนิพพานอยู่ตรงหน้า คือระลึกไว้เสมอว่า เราจะไปนิพพานเท่านั้น จุดเดียวที่เดียว อย่างอื่นไม่เอา ให้พุ่งตรง ตัดตรงไปเลย
    3. ทำสมาธิในชีวิตประจำวันให้ได้ คือถ้าใครบริกรรม พุทโธ ก็ให้ทำไป ใครดูลมหายใจ ก็ให้ดูไปเรื่องนี้เน้นย้ำมากให้คุมกรรมฐานไว้ระหว่างวัน ส่วนจะใช้กรรมฐานชนิดใด ตรงนี้ใช้ได้หมด ขอให้อยู่ในหมวดกรรมฐาน 40 ไม่มีอะไรผิด จุดนี้ให้เน้นไปที่การทำสมถะก่อน อย่าเพิ่งไปสนใจวิปัสสนาในช่วงแรกๆ ต้องฝึกให้จิตมีความตั้งมั่นก่อน ให้จิตอยู่กับกรรมฐานของตนตลอดเวลาทั้งวัน ยกเว้นเวลาที่ต้องทำงานเท่านั้น เน้นว่า นี่คือการปฏิบัติเบื้องต้นไม่ควรทำสุ่มสี่สุ่มห้าไม่ควรทำผิดไปจากนี้
    4. เมื่อทำสมาธิในชีวิตประจำวัน ไปจนจิตเข้าสู่สมาธิได้แล้ว ให้สังเกตดู ช่วงนี้จิตจะปรุงกิเลสน้อยลง เพราะจิตมันอิ่มอารมณ์ มีอารมณ์เป็นหนึ่งมากขึ้น ทำความสงบได้ง่ายขึ้น พูดง่ายๆ ว่าจิตของเราเริ่มมีกำลังเกิดความตั้งมั่นได้ง่าย คือในชีวิตประจำวันก็ทรงอารมณ์อยู่กับกรรมฐานได้ เมื่อทำสมาธิในรูปแบบก็มีอารมณ์เป็นหนึ่งได้ อย่างนี้ถือว่าเริ่มใช้ได้แล้ว ตรงนี้ ให้เริ่มพัฒนา ในขั้นตอนต่อไป อย่าหยุดอยู่แค่การทำสมาธิ
    5. พอจิตสงบ ตั้งมั่นแล้ว คราวนี้ท่านให้เริ่มเดินปัญญาต่อไปเลย เพียงแค่สมาธิอย่างเดียวนั้น จิตจะไม่มีความกว้างขวาง จะต้องเดินปัญญาต่อ จึงจะเกิดความกว้างขวาง นี่คือสิ่งที่พระพุทธเจ้าแนะนำเอาไว้ ต้องทำตามพระพุทธเจ้าท่านสอน
    6. ให้เริ่มต้นพิจารณาร่างกาย โดยให้แยกเป็นส่วนๆ คือ เกศา โลมา นขา ทันตา ตโจ หรือ ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง นี่เป็นตำหรับแท้ๆ ของพระพุทธเจ้า ให้เอามาดูเป็นส่วนๆ ดูสิ เส้นผมของเราเป็นยังไง สะอาดหรือสกปรก เหมือนกันกับขนสัตว์ชนิดอื่นหรือเปล่า ถ้าไม่อาบน้ำมันจะเป็นอย่างไร แล้วไล่พิจารณาเรียงไปเรื่อยๆ จนครบทั้ง ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง กรรมฐาน 5 นี้เป็นพื้นฐานทางเดินทางด้านปัญญา ให้หัดดูไปเรื่อยๆ เห็นชัดบ้างไม่ชัดบ้างก็ให้พิจารณาไป ให้เห็นว่าที่ทำอยู่นี้คือหินลับปัญญา
    7. เมื่อทำจนชำนาญ ต่อไปก็ลองแยกให้เป็นธาตุ 4 คือดิน น้ำ ลม ไฟ พิจารณาให้เป็น อนิจจัง(ไม่เที่ยง) ทุกข์ขัง (เป็นทุกข์) อนัตตา(ไม่ใช่ตัวตน) ทำเช่นนี้ สติปัญญาจะมากขึ้นเป็นลำดับ
    8. เมื่อพิจารณาสักพัก ก็ให้ย้อนกลับมา ทำสมาธิ เอาความสงบ เอากำลังของจิตใหม่ ต่อเมื่อจิตอยู่ในความสงบ เริ่มมีกำลังฟื้นตัว ก็กลับมาเดินไปปัญญาอีกครั้ง ให้ทำเช่นนี้สลับไป ห้ามทำอย่างหนึ่งอย่างใดเพียงอย่างเดียว ต้องมีทั้งการทำสมาธิ และเดินปัญญาสลับกันเรื่อยไป
    9. เมื่อถึงจุดหนึ่ง คราวนี้ให้กำหนดเป็นอสุภะ อสุภะก็คือกรรมฐานกองหนึ่ง ที่ทำให้เห็น ธรรมชาติของร่างกายคนเรา มีอยู่10 ระยะคือ ซากศพที่เน่าพองขึ้นอืดซากศพ ที่มีสีเขียวคล้ำคละด้วยสีต่างๆ ซากศพที่มีน้ำเหลืองน้ำหนองไหลเยิ้ม (เน่าเฟะ) ซากศพที่ขาดออกเป็น ๒ ท่อน ซากศพที่ถูกสัตว์กัดกินแล้ว ซากศพที่กระจุยกระจายซากศพที่ถูกฟันบั่นเป็นท่อนๆ ซากศพที่มีโลหิตไหลอาบอยู่ (จมกองเลือด) ซากศพที่มีหนอนคลาคล่ำเต็มไปหมด ซากศพที่เหลืออยู่แต่ร่างกระดูก หรือเหลือแต่ท่อนกระดูก ในการกำหนดอสุภะนี้ ให้กำหนดภาพเหล่านี้ขึ้นมาตรงหน้าเลย ทำให้ภาพนิ่งอยู่ตรงหน้าอย่างนั้น หมั่นเอาภาพอสุภะมาตั้งไว้ตรงหน้าเสมอ ตอนนี้ยังไม่ต้องทำอะไร แค่ให้จิตกำหนดภาพเหล่านี้ให้ได้ก็พอ แล้วดูไป ดูอย่างเดียว เพ่งไปเลยอย่าให้คลาด เมื่อถึงจุดที่เพียงพอ จิตมันจะรู้ของมันเอง
    10. เมื่อถึงจุดที่เพียงพอแก่ความต้องการของจิต คราวนี้ธรรมชาติจะหมุนไปสู่ความจริง ซึ่งในขั้นตอนนี้จะเป็นธรรมที่ละเอียดมาก จิตมันจะมีปัญญาในเรื่องกามราคะ ถึงตอนนั้น จิตมันจะสิ้นข้อสงสัยในเรื่องกามราคะไปเลย โดยไม่ต้องมีใครบอก ในขั้นนี้ จะสำเร็จเป็นพระอนาคามีแล้ว
    11. เมื่อทำซ้ำๆ จนบรรลุอนาคามี จิตจะไม่กลับมาเกิดอีก เพราะกามราคะมันขาดสะบั้นไปสิ้นจิตมันจะหมุนขึ้นสูงอย่างเดียวไม่ลงต่ำ ไปอยู่ชั้นพรหมสุทธาวาส เวลานั้นจิตจะรู้ความจริงไปตามลำดับ
    12.ทบทวนและย้ำอีกรอบว่า "เมื่อทำสมาธิ(สมถะ) ให้พักเรื่องปัญญา(วิปัสสนา) และเมื่อเดินปัญญา(วิปัสสนา) ก็ให้พักเรื่องสมาธิ(สมถะ) ทั้งสองสิ่งนี้จะต้องทำสลับกันไปตลอด ห้ามทิ้งอย่างหนึ่งอย่างใด และเมื่อทำสิ่งหนึ่ง ก็ไม่ต้องคิดถึงอีกสิ่ง คือทำความสงบ ก็ทำไปพิจารณาความจริง ก็ทำไป ห้ามนำมาปนกัน ให้ทำสลับไปอย่างนี้เรื่อยๆ ตลอดการปฏิบัติ
    13. เมื่อก้าวถึงภูมิอนาคามีแล้ว จะมีภูมิของอนาคามีที่เข้มขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งมีความเข้มข้นอยู่ 5 ระดับ ซึ่งส่วนใหญ่จะเลื่อนขึ้นไปเป็นขั้นๆ พวกที่ก้าวข้ามขั้นไปเลยก็มี แต่ส่วนใหญ่ในช่วงกึ่งพุทธกาลเช่นนี้ จะหายาก โดยมากแล้วจะไปทีละขั้น เพราะด่านกามราคะมันยากจริงๆ ไม่ใช่ของง่าย
    14. ในขั้นนี้ปัญญาจะเดินอัตโนมัติตลอดเวลาแล้ว เห็นนิพพานอยู่ตรงหน้า ช่วงนี้ปัญญาจะฆ่ากิเลสตลอดเวลาทุกอิริยาบถ ทั้งยืน เดิน นั่ง ฆ่ากิเลสตลอดเวลา ยกเว้นเวลานอนหลับ ตอนนั้นไม่มีคำว่า เผลอแล้ว เพราะปัญญาจะเกิดอย่างถี่ยิบ
    15. สติปัญญาเดินมาก ต้องย้อนสู่สมาธิ ห้ามเดินปัญญาแต่อย่างเดียวเด็ดขาด ต้องทำสลับกันไปเช่นนี้
    16. ต่อไปจะก้าวเข้าสู่มหาสติปัญญา ถึงตรงนี้จะหมดนิมิตที่เกี่ยวกับจิต เหมือนฟ้าแลบตลอด ไม่ต้องบังคับให้จิตทำงาน กิเลสซ่อนอยู่ตรงไหน ปัญญาจะตามไปฆ่าเชื้อที่นั่น ส่วนใหญ่ถึงตรงนี้ ทุกข์เวทนาจะน้อยมากๆ เหลือเพียงสุขเวทนาเท่านั้น มันจะเห็นสุขเวทนาชัดเจนมาก จุดนี้เองที่มันจะเข้าไปในปราสาทราชวัง ไปเจอนายใหญ่ คืออวิชชา ค้นพบอริยสัจ 4 มันจะเห็นกษัตริย์แห่งวัฏฏะคือ ตัวอวิชชา ถึงตรงนั้นทุกสรรพสิ่งจะว่างไปหมด ยกเว้นเพียงตัวเองที่ยังไม่ว่าง
    17. เมื่อถึงจิตตะ คืออวิชชา พอเปิดอันนี้ออก จิตมันก็จ้าขึ้น ตอนนี้ข้างนอกก็สว่าง ภายในก็สว่าง ว่างทั้งหมด ตัวเราก็ว่าง เป็นวิมุต คือธรรมชาติที่แท้จริง จิตเป็นธรรมธาตุ เป็นภาวะนิพพาน จิตไม่เคยตาย ถึงธรรมชาติแล้ว หายสงสัยล้านเปอร์เซ็นต์
    18. แรกเริ่ม ธาตุขันธ์ เป็นเครื่องมือของกิเลส แต่ปฏิบัติไปถึงจุดหนึ่ง ธาตุขันธ์จะเป็นเครื่องมือของธรรมทั้งหมด


    ธรรมเทศนาของหลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน ข้างต้นเปรียบได้ดั่งแผนที่เส้นทางปฏิบัติธรรมที่ชัดเจนที่สุดตั้งแต่เบื้องต้นต้นถึงปลายทางแห่งพระนิพพาน เป็นของขวัญอันล้ำค่าที่ครูบาอาจารย์ได้มอบแก่เหล่าศิษย์นักปฏิบัติทั้งหลาย
    ________________
    คัดลอกจากหนังสือ "ตามรอยอริยเจ้าเข้านิพพาน"
    โดย : พศิน อินทรวงค์


    ------------------------------------
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  2. NAMOBUDDHAYA

    NAMOBUDDHAYA ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    22,051
    กระทู้เรื่องเด่น:
    890
    ค่าพลัง:
    +69,479
    tnews_1470565164_5053.jpg


    หลวงปู่มั่นพบพระพุทธเจ้า



    พวกเราที่เคยอ่านหนังสือชีวประวัติของ “หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต” ฉบับที่เล่าโดยสำนวนของหลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน คงจะจำเรื่องราวบางอย่างในหนังสือเล่มนั้นกันได้

    ในที่นั้น หลวงตามหาบัวได้เล่าถึงประสบการณ์การเข้าถึงพระนิพพานของหลวงปู่มั่น สิ่งที่หลวงตามหาบัวได้บรรยายเอาไว้นั้นนับว่าเป็นที่ท้ายทายความเชื่อเรื่อง “นิพพาน” ตามแบบจารีตเป็นอย่างยิ่ง

    สำนวนเล่าของ หลวงตามหาบัวได้ให้รายละเอียดมากมายเกี่ยวกับ “สภาวะจิต” ของหลวงปู่มั่นในช่วงที่กำลังจะข้ามพ้นไปสู่ภูมิแห่ง “โลกุตตระ” รวมทั้งเหตุการณ์อัศจรรย์ที่เกิดขึ้นในเวลาต่อมาหลังจากค่ำคืนแห่งการรู้แจ้ง



    ท่านพระอาจารย์มั่นมีนิสัยผาดโผนมาดั้งเดิมนับแต่เริ่มปฏิบัติใหม่ๆ แม้ขณะจิตจะเข้าถึงจุดอันเป็นวาระสุดท้ายก็ยังแสดงลวดลายให้องค์ท่านเองระลึกอยู่ไม่ลืม ถึงกับได้นำมาเล่าให้บรรดาลูกศิษย์ฟังพอเป็นขวัญใจ คือ พอจิตพลิกคว่ำวัฏจักรออกจากใจโดยสิ้นเชิงแล้ว ยังแสดงขณะเป็นลักษณะฉวัดเฉวียนเวียนรอบตัว วิวัฏฏจิตถึงสามรอบ

    รอบที่หนึ่งสิ้นสุดลง แสดงบทบาลีขึ้นมาว่า ‘โลโป’ บอกความหมายขึ้นมาพร้อมว่า ขณะใหญ่ของจิตที่ทำหน้าที่สิ้นสุดลงนั้นคือการลบสมมุติทั้งสิ้นออกจากใจ

    รอบที่สองสิ้นสุดลง แสดงคำบาลีขึ้นมาว่า ‘วิมุตติ’ บอกความหมายว่า ขณะใหญ่ของจิตที่ทำหน้าที่สิ้นสุดลงนั้นคือความหลุดพ้นอย่างตายตัว

    รอบที่สามสิ้นสุดลง แสดงคำบาลีขึ้นมาว่า ‘อนาลโย’ บอกความหมายขึ้นมาว่า ขณะใหญ่ของจิตที่ทำหน้าที่สิ้นสุดลงนั้นคือการตัดความอาลัยอาวรณ์โดยสิ้นเชิง

    ... นี่คือธรรมที่แสดงในจิตท่านขณะแสดงลวดลายเป็นขณะสามรอบจบลง อันเป็นวาระสุดท้ายแห่งสมมุติกับวิมุตติทำหน้าที่ต่อกัน และแยกทางกันตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา ...”[1]



    เมื่อหลวงปู่มั่นทำลายสังสารวัฏลงได้อย่างเด็ดขาดแล้ว ท่านก็ยังเล่าต่อไปอีกว่า ขณะนั้นเหมือนโลกธาตุทั้งมวลบังเกิดความเลื่อนลั่นหวั่นไหว

    เทวบุตรและเทวธิดาทั่วทั้งหมดนั้นต่างก็ประกาศก้องสาธุการ เสียงสะเทือนสะท้านไปทั่วทั้งจักรวาล ทั้งในคืนนั้นและคืนถัดมา เหล่าเทพทั้งหลายต่างก็มาปรากฏกายเพื่อขอเยี่ยมคารวะและฟังธรรมเทศนา



    “... ในคืนวันนั้น ชาวเทพทั้งหลายทั้งเบื้องบนชั้นต่างๆ ทั้งเบื้องล่างทุกสารทิศทุกทาง หลังจากพร้อมกันให้สาธุการประสานเสียงสำเนียงไพเราะเสนาะโสตจนสะเทือนโลกธาตุเพื่อประกาศอนุโมทนากับท่านแล้ว ยังพร้อมกันมาเยี่ยมฟังธรรมจากท่านอีกวาระหนึ่ง แต่ท่านไม่มีเวลารับแขก เพราะภารกิจเกี่ยวกับธรรมขั้นสูงสุดยังไม่ยุติลงเป็นปกติ ...

    ... ในคืนต่อมา ชาวเทพทั้งหลายที่มีความหิวกระหายในธรรมได้พากันมาเยี่ยมท่านเป็นพวกๆ ทั้งเบื้องบนเบื้องล่างแทบทุกทิศทาง

    ต่างพวกก็มาเล่าความอัศจรรย์แห่งรัศมีและอานุภาพแห่งธรรมของคืนวันนั้นให้ท่านฟังว่า เหมือนสวรรค์วิมาน พิภพ ครุฑ นาค เทวดา อินทร์ พรหม ยม ยักษ์ ทุกชั้นภูมิในแดนโลกธาตุสะเทือนสะท้านหวั่นไหวไปตามๆ กัน พร้อมกับความอัศจรรย์ซึ่งไม่เคยมีมาก่อนส่งแสงสว่างไปทั่วแดนโลกธาตุ ไม่มีอะไรปิดบัง เพราะความสว่างไสวแห่งธรรมที่พุ่งออกมาจากกายจากใจของพระคุณเจ้ายิ่งกว่าความสว่างของดวงอาทิตย์ร้อยดวงพันดวงเป็นไหนๆ ...”[2]



    [1] ประวัติท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทัตตเถระ, หน้า 96.

    [2] ประวัติท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทัตตเถระ, หน้า 98.






    หลังจากเหตุการณ์ที่เทพทั้งหลายแวะเวียนกันเข้ามาเปล่งสาธุการและขอฟังธรรมเทศนาจากหลวงปู่มั่นแล้ว หลวงตามหาบัวก็ยังเล่าถึงอีกเหตุการณ์หนึ่งเป็นกรณีพิเศษด้วย[3] เหตุการณ์ที่ว่านี้ก็คือ ผู้ที่เป็น “คู่บารมี” ของหลวงปู่มั่นทุกภพทุกชาติได้เดินทางมาพบท่านหลังจากที่บรรลุธรรมแล้ว

    หลวงปู่มั่นเล่าให้หลวงตามหาบัวฟังถึง “คู่บารมี” ท่านนี้ว่า ตั้งแต่สมัยที่ภูมิธรรมของท่านยังไม่ถึงระดับพระอรหันต์ “คู่บารมี” นี้ได้แวะมาเยี่ยมท่านทางสมาธิภาวนาเสมอ แต่ก็มาในรูปของ “ดวงวิญญาณ” ไม่ปรากฏร่างกายให้เห็นเหมือนกับที่ภพภูมิอื่นๆ เขาเป็นกัน

    เมื่อหลวงปู่มั่นถาม ดวงวิญญาณนั้นก็ตอบว่า ที่ยังไม่ได้ไปเกิดในภพภูมิที่เป็นหลักแหล่ง เช่น โลกมนุษย์หรือแดนสวรรค์ แต่ยังคงวนเวียนอยู่ใน “ภพย่อย” ที่ละเอียดภพหนึ่งในระหว่างภพทั้งหลาย ก็เพราะว่ายังเป็นห่วงและอาลัยในตัวหลวงปู่มั่นอยู่

    อีกทั้งยังกลัวว่าท่านจะหลงลืมความสัมพันธ์แต่หนหลังและความปรารถนา “พุทธภูมิ” ที่เคยตั้งไว้ร่วมกัน ประหนึ่งเป็น “คำสัญญา” ที่เคยมีต่อกันมานานแสนนานในสังสารวัฏอันไกลโพ้นนี้ (ซึ่งหลวงปู่มั่นก็บอกว่า บัดนี้ท่านได้ของดความปรารถนาในพุทธภูมิแล้ว และขอมุ่งมั่นปฏิบัติตนเพื่อพ้นทุกข์ให้ได้ในชาตินี้)

    หลวงปู่มั่นเล่าว่า ยามใดที่ดวงวิญญาณนี้มาพบ ท่านก็แสดงธรรมให้พอสมควร แล้วก็สั่งให้กลับไป และยังบอกอีกว่าอย่ามาบ่อย แม้ว่าไม่อยู่ในวิสัยที่จะสร้างความเสียหายต่อกันได้แล้ว แต่ก็อาจเป็นเหตุให้การปฏิบัติล่าช้าได้ ซึ่งในครั้งสุดท้ายที่ดวงวิญญาณนี้มาพบเกิดขึ้นหลังจากที่หลวงปู่มั่นบรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์แล้วนั่นเอง

    ดวงวิญญาณกล่าวกับหลวงปู่มั่นในวันนั้นว่า ในคืนที่ท่านตัดขาดภพชาติและทุกข์ทั้งปวงจนรู้กันไปทั่วทุกแห่งหนในโลกธาตุ แต่แทนที่จะชื่นชมยินดีและอนุโมทนาสาธุการ ตนกลับรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจว่าท่านทิ้งตนโดยไม่เหลียวแล

    หลวงปู่มั่นจึงสนทนาโต้ตอบกับดวงวิญญาณนั้นด้วยความเมตตา กระทั่งดวงวิญญาณเกิดความเข้าใจจนสามารถสลัดตนให้หลุดจากความห่วงหาอาลัย และลาจากไปในที่สุด

    หลังจากนั้นไม่นาน ดวงวิญญาณนั้นได้กลับมาพบหลวงปู่มั่นอีกครั้ง แต่คราวนี้เป็นการกลับมาในร่างของเทวดาผู้งามสง่าที่มาพร้อมกับความสำนึกซาบซึ้งในพระคุณของหลวงปู่มั่นว่า เหตุที่ตนได้เสวยสุขอยู่ในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์นั้นล้วนเป็นผลมาจากการที่หลวงปู่มั่นมักจะชักชวนให้สร้างบุญสร้างกุศลตลอดระยะเวลาที่ได้ครองคู่อยู่ร่วมภพชาติกันนั่นเอง







    [3] ก่อนเล่าเรื่องนี้ หลวงตามหาบัวกล่าวว่า แม้จะเป็นเรื่องภายในที่ “อาจารย์” กับ “ลูกศิษย์” บอกกล่าวต่อกันเป็นการส่วนตัว แต่หลวงตามหาบัวเห็นว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่เกี่ยวเนื่องกับการบรรลุธรรมของหลวงปู่มั่นด้วย ถ้าข้ามไปก็อาจทำให้ขาดเรื่องที่จะเป็นข้อคิดแก่ผู้อ่าน.



    นิพพานแล้วไม่สูญ

    ปรากฏการณ์แห่งการเข้าถึงนิพพานของหลวงปู่มั่นตามคำบอกเล่าของหลวงตามหาบัวยังไม่จบแค่นั้น ...

    ทั้งหลายทั้งปวงที่เล่ามาทั้งหมดนี้ว่าเป็นเรื่องที่อัศจรรย์มากแล้ว แต่ประสบการณ์ที่กำลังจะตามมาต่อไปนี้เป็นความอัศจรรย์ที่อัศจรรย์ยิ่งขึ้นไปอีก

    เป็น “ความอัศจรรย์” ที่อยู่เหนือ “ความอัศจรรย์” อีกชั้นหนึ่ง

    ชนิดที่เรียกว่าเป็นการท้าทายความเข้าใจในเรื่องสภาวะของ “นิพพาน” ตามจารีตที่เชื่อถือกันมาเลยก็ว่าได้

    ต่อไปนี้คือ “ความอัศจรรย์เหนืออัศจรรย์” อันเป็นสิ่งที่หลวงตามหาบัวทรงจำมาจากคำบอกเล่าของหลวงปู่มั่น พระอรหันต์องค์สำคัญที่สุดองค์หนึ่งในยุคสมัยของเรา



    hqdefault.jpg



    “... หลังจากท่านเดินทางมาถึงดินแดนวิมุตติแล้ว คืนต่อมา มีพระพุทธเจ้าพร้อมพระอรหันต์สาวกจำนวนมากเสด็จมาอนุโมทนาวิมุตติธรรมกับท่านเสมอมิได้ขาด

    คืนนั้น พระพุทธเจ้าพระองค์นั้นกับสาวกบริวารเป็นจำนวนหมื่นเสด็จมาเยี่ยม คืนนั้น พระพุทธเจ้าพระองค์นั้นกับสาวกบริวารเป็นจำนวนแสนเสด็จมาเยี่ยม คืนนั้น พระพุทธเจ้าพระองค์นั้นมีสาวกบริวารเท่านั้นเสด็จมาเยี่ยมอนุโทนา

    จำนวนพระสาวกที่ตามเสด็จพระพุทธเจ้ามาแต่ละพระองค์มีจำนวนไม่เท่ากัน ทั้งนี้ ท่านว่าขึ้นอยู่กับวาสนาของพระพุทธเจ้าแต่ละพระองค์ที่ไม่เหมือนกัน ...

    ... บรรดาพระสาวกจำนวนมากของแต่ละพระองค์ที่ตามเสด็จมานั้น มีสามเณรตามเสด็จมาด้วยครั้งละไม่น้อยเลย ท่านสงสัยจึงพิจารณาก็ทราบว่า คำว่า ‘พระอรหันต์’ ในนามธรรมนั้นมิได้หมายเฉพาะพระ แต่สามเณรที่มีจิตบริสุทธิ์หมดจดก็นับเข้าในจำนวนอรหันต์สาวกด้วย ...”[4]



    เมื่อพระพุทธเจ้าและพระอรหันต์สาวกทั้งหลายเสด็จมาแล้วก็ได้ประทานโอวาทและอนุโมทนากับหลวงปู่มั่นที่สามารถบรรลุนิพพาน หลุดพ้นจากทุกข์ทั้งปวงได้

    ในโอกาสเดียวกันนั้น หลวงปู่มั่นได้กราบทูลถามว่า ในเมื่อพระพุทธเจ้าทั้งหลายและพระอรหันต์ทั้งหลายนิพพานแล้ว เหตุใดจึงเสด็จมาด้วยร่างกายในลักษณะเช่นนี้ได้



    “... ท่านพระอาจารย์กราบทูลว่า ข้าพระองค์ทราบพระตถาคตและพระอรหันต์อันแท้จริง ไม่สงสัย ที่สงสัยก็คือ พระองค์ทั้งหลายกับพระสาวกท่านเสด็จไปด้วย ‘อนุปาทิเสสนิพพาน’[5] ไม่มีส่วนสมมุติเหลืออยู่เลย แล้วเสด็จมาในร่างนี้ได้อย่างไร ?

    พระพุทธเจ้าตรัสว่า ถ้าอีกฝ่ายหนึ่งแม้มีความบริสุทธิ์ทางใจด้วยดีแล้ว แต่ยังครองร่างอันเป็นส่วนสมมุติอยู่ ฝ่ายอนุปาทิเสสนิพพานก็ต้องแสดงสมมุติตอบรับกัน คือต้องมาในร่างสมมุติซึ่งเป็นเครื่องใช้ชั่วคราวได้

    ถ้าต่างฝ่ายต่างเป็นอนุปาทิเสสนิพพานด้วยกันแล้ว ไม่มีส่วนสมมุติเหลืออยู่ ตถาคตก็ไม่มีสมมุติอันใดมาแสดงเพื่ออะไรอีก ...

    ฉะนั้น การพิจารณาและทราบได้ต้องอาศัยสมมุติเป็นหลักพิจารณา ดังที่เราตถาคตนำสาวกมาเยี่ยมเวลานี้ก็จำต้องมาในรูปลักษณะอันเป็นสมมุติดั้งเดิม เพื่อผู้อื่นจะพอมีทางทราบได้ว่า พระพุทธเจ้าพระองค์นั้นๆ และพระอรหันต์องค์นั้นๆ มีรูปลักษณะอย่างนั้นๆ ถ้าไม่มาในรูปลักษณะนี้แล้ว ผู้อื่นใดก็ไม่มีทางทราบได้

    เมื่อยังต้องเกี่ยวกับสมมุติในเวลาต้องการอยู่ วิมุตติก็จำต้องแยกแสดงออกโดยทางสมมุติเพื่อความเหมาะสมกัน ...”[6]



    นอกจากโอวาทที่พระพุทธเจ้าแสดงเรื่องการสื่อสารสัมผัสกันระหว่าง “โลกสมมุติ” และ “โลกวิมุตติ” แล้ว ในลำดับต่อมา เมื่อหลวงปู่มั่นเกิดความสงสัยในระเบียบแบบแผนปฏิบัติต่างๆ ของพระสงฆ์ในสมัยพุทธกาลว่าเป็นเช่นใด พระพุทธเจ้าหรือพระอรหันต์องค์ใดองค์หนึ่งก็จะปฏิบัติให้ดู เช่น การเดินจงกรมควรจะวางมือ ก้าวเดิน หรือสำรวมตนอย่างไร การนั่งสมาธิควรนั่งอย่างไร ควรหันหน้าไปในทิศใด ฯลฯ

    โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในเรื่องของการแสดงความเคารพกันตามหลักอาวุโสนั้น หลวงปู่มั่นได้เล่าไว้เป็นข้อคิดสำคัญว่า ขณะที่ท่านนึกอยากทราบว่า ในสมัยพุทธกาล เหล่าพระอรหันต์ทั้งหลายปฏิบัติต่อกันอย่างไรในแง่ของความอาวุโสก่อนหลัง

    จากนั้นไม่นาน พระพุทธเจ้าและพระอรหันต์สาวกทั้งหนุ่มและชรา ตลอดจนสามเณร ก็เสด็จมากันมากมาย แต่มาถึงไม่พร้อมกัน ผู้ที่มาถึงก่อน แม้จะเป็นสามเณรองค์น้อยๆ ก็ได้นั่งลงก่อนและอยู่ข้างหน้าพระ ส่วนผู้ที่มาทีหลัง แม้จะแก่ชราก็ต้องนั่งอาสนะด้านหลัง

    ยิ่งกว่านั้นก็คือ การที่พระพุทธเจ้าเสด็จมาถึงเมื่อใดก็จะประทับลงในที่นั้น โดยมิได้ประทับในอาสนะที่ควรประทับในฐานะแห่งองค์ประมุข

    เมื่อหลวงปู่มั่นเห็นปรากฏการณ์เช่นนั้นก็เกิดความสงสัย แต่พลันนั้นเอง “ธรรม” ก็ผุดขึ้นในใจท่าน ทั้งๆ ที่พระพุทธเจ้าและพระอรหันต์สาวกยังมิได้แสดงโอวาทใดๆ



    “... นี่คือ ‘วิสุทธิธรรม’ ล้วนๆ ไม่มีสมมุติเข้าเจือปนเลย จึงไม่มีกฎข้อบังคับหรือระเบียบใดๆ มาเกี่ยวข้อง ที่แสดงอย่างนี้แสดงเรื่องวิสุทธิธรรมที่เป็นความเสมอภาคทั่วกัน ไม่นิยมว่าอ่อน ว่าแก่ ว่าสูง ว่าต่ำ อันเป็นเรื่องของสมมุติ

    นับแต่พระพุทธเจ้าลงมาถึงอรหันต์สาวกองค์สุดท้าย จะเป็นพระหรือเณรไม่จำกัด มีแต่ความเสมอภาคกันด้วยความบริสุทธิ์ ท่านแสดงบุคลาธิษฐานในลักษณะนี้เป็นเครื่องบอกถึงความบริสุทธิ์ของกันและกันว่า ไม่มีใครยิ่งหย่อนไปกว่ากัน ...”[7]



    เมื่อธรรมที่ผุดขึ้นในจิตนั้นสิ้นสุดลง หลวงปู่มั่นก็พิจารณาต่อไปอีกว่า แล้วเช่นใดหนอคืออาการที่ท่านแสดงออกถึงความเคารพกันในทางสมมุติ

    พลันที่ความสงสัยนั้นดับไป ภาพของพระพุทธเจ้าและพระอรหันต์สาวกซึ่งเดิมทีนั้นนั่งกันอยู่อย่างไร้ระเบียบก็เปลี่ยนแปลงไปเป็นว่า พระพุทธเจ้าได้เปลี่ยนมาประทับในฐานะองค์ประมุขอยู่ด้านหน้าเหล่าสาวก สามเณรองค์น้อยก็ย้ายกลับไปอยู่ด้านหลังสุด เป็นภาพที่มีระเบียบเรียบร้อย งามตา น่าศรัทธาเลื่อมใส

    ขณะนั้นเอง ธรรมก็ผุดขึ้นในใจของท่านอีกว่า นี่คือธรรมเนียมประเพณีของพระสงฆ์ในยุคพุทธกาลที่ปฏิบัติต่อกัน ท่านใดที่อ่อนพรรษา แม้จะเป็นถึงพระอรหันต์ก็ยังต้องเคารพในความอาวุโสของสมมุติสงฆ์ที่แก่พรรษากว่า

    เมื่อธรรมที่ผุดขึ้นในใจของหลวงปู่มั่นสิ้นสุดลงอีกครั้ง พระพุทธเจ้าก็แสดงโอวาทเรื่องความเคารพและความเสมอภาคกันในทางธรรม ก่อนที่จะเสด็จอันตรธานหายไป







    [4] ประวัติท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทัตตเถระ, หน้า 104.

    [5] “อนุปาทิเสสนิพพาน” หมายถึง นิพพานของพระอรหันต์ที่สิ้นชีวิตแล้ว ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่ตรงข้ามกับ “สอุปาทิเสสนิพพาน” หรือ นิพพานของพระอรหันต์ที่ยังมีชีวิตอยู่.

    [6] ประวัติท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทัตตเถระ, หน้า 106.

    [7] ประวัติท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทัตตเถระ, หน้า 108.




     
  3. NAMOBUDDHAYA

    NAMOBUDDHAYA ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    22,051
    กระทู้เรื่องเด่น:
    890
    ค่าพลัง:
    +69,479
  4. NAMOBUDDHAYA

    NAMOBUDDHAYA ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    22,051
    กระทู้เรื่องเด่น:
    890
    ค่าพลัง:
    +69,479
    ?temp_hash=aeca58e7b5f68af14ee5e01c0ea98465.jpg

    “ชายขับเกวียนไปในป่า ล้อเกวียนติดหล่มจมลงลึก ควายลากไปไม่ไหว ชายนั้นร้องโวยวายไปทั่วทั้งป่าและวิงวอนให้เทวดาที่เป็นเจ้าป่าลงมาช่วย ขณะนั้นปรากฏว่าเทวดาผู้มีใจเป็นธรรมก็รีบมาร้องบอกให้เขาเฆี่ยนควายให้เดิน เพื่อลูกล้อจะได้เคลื่อนที่จากหล่มลึก พอชายนั้นเฆี่ยนควายให้เดินตามคำสั่งของเทวดาเท่านั้น ล้อก็เคลื่อนจากหล่มลึกไปได้ เทวดาผู้ใจบุญก็สั่งสอนเขาเสียบ้างว่า ‘การร้องโวยวายไปก่อนโดยที่ยังไม่ได้ทดลองกำลังของตนให้เต็มฝีมือเสียก่อน ใครเขาจะมีแก่ใจช่วยเราได้เล่า’ ฉะนั้นการหมายพึ่งตัวเองจึงดีกว่าการหวังพึ่งผู้อื่นโดยถ่ายเดียว จะไม่ทำให้เป็นคนขี้เกียจคอยแต่พึ่งเขาท่าเดียว เพราะการหวังพึ่งแต่เขาท่าเดียวจะทำคนนั้นให้เป็นคนอ่อนแอ แอบขึ้นอยู่บนหลังและขึ้นขี่บนคอของเขาตลอดเวลา ใครเล่าจะมาเป็นบ๋อยคอยแบกหามคนทั้งคนอยู่ตลอดเวลา ถ้าเป็นพระเพียงสะพายบาตรลูกเดียวก็รู้สึกหนัก และมองหาที่ปลงที่วางอยู่แล้ว
    .
    ท่านนักปฏิบัติโปรดคำนึงธรรมบทนี้ให้มาก จะเป็นผู้เข้มแข็งในหน้าที่ของตน สิ่งใดที่สุดวิสัยจริงก็ให้ทราบว่าสุดวิสัยจริง ขึ้นชื่อว่ามนุษย์ผู้มีศาสนาอยู่ภายในใจบ้างแล้วต้องเห็นใจกัน และมีแก่ใจที่จะช่วยผู้จนมุมให้หลุดพ้นจากเหตุการณ์นั้น ๆ ไปได้ ไม่ปล่อยให้ตายทิ้งเปล่า ๆ โดยไม่มีแก่ใจช่วยเหลือ ข้อสำคัญขอให้ตั้งหลักประกันตัวเราไว้ด้วยความเป็นนักสู้ในหน้าที่การงานที่ชอบธรรมทุกกรณี ตามเพศและวัยของตน”
    หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน
    เทศน์อบรมพระ ณ วัดป่าบ้านตาด
    เมื่อวันที่ ๒๑ มกราคม พุทธศักราช ๒๕๐๘
    www.luangta.com
    www.facebook.com/siangdhamluangta
    Line ID : siangdham, siangdhamfb
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  5. NAMOBUDDHAYA

    NAMOBUDDHAYA ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    22,051
    กระทู้เรื่องเด่น:
    890
    ค่าพลัง:
    +69,479
    pYK5e8szgcA3gWszGsKT5nAJvoM2LbWgYtiKhkLBIr8k&_nc_ohc=mNbbRfOliKQAX8j_ide&_nc_ht=scontent.fcnx3-1.jpg
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  6. NAMOBUDDHAYA

    NAMOBUDDHAYA ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    22,051
    กระทู้เรื่องเด่น:
    890
    ค่าพลัง:
    +69,479
     
  7. NAMOBUDDHAYA

    NAMOBUDDHAYA ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    22,051
    กระทู้เรื่องเด่น:
    890
    ค่าพลัง:
    +69,479
    ๓๐ มกราคม ญาณสมฺปนฺนมหาเถรปูชาคุณานุสรณ์ รำลึก ๑๐ ปี วันคล้ายวันละกายสังขารเข้าสู่อนุปาทิเสสะนิพพานองค์พ่อแม่ครูอาจารย์ พระธรรมวิสุทธิมงคล หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน “พระอริยเจ้าผู้เป็นมหาบุรุษของแผ่นดิน” แห่งวัดป่าบ้านตาด อ.เมือง จ.อุดรธานี

    #ประวัติปฏิปทาโดยย่อ
    องค์ท่านเดิมมีชื่อว่า "บัว โลหิตดี" ถือกำเนิด ตรงกับวันที่ ๑๒ สิงหาคม พ.ศ.๒๔๕๖ ณ บ้านตาด ต.บ้านตาด อ.เมือง จ.อุดรธานี
    อุปสมบทเป็นพระภิกษุธรรมยุติกนิกาย เมื่อวันที่ ๑๒ พฤษภาคม พ.ศ.๒๔๗๗ ณ วัดโยธานิมิต อ.เมือง จ.อุดรธานี โดยมี พระธรรมเจดีย์(หลวงปู่จูม พันธุโล) เป็นพระอุปัชฌายาจารย์ โดยได้ฉายานามว่า "ญาณสมฺปนฺโน" แปลว่า "ถึงพร้อมแล้วด้วยการหยั่งรู้"
    องค์ท่านออกเดินทางไปจังหวัดสกลนครโดยตั้งใจจะไปถวายตัวเป็นลูกศิษย์ของพระอาจารย์มั่น โดยพระอาจารย์มั่นรับท่านเป็นลูกศิษย์และได้พูดขึ้นว่า "...ท่านมาหามรรคผลนิพพานอยู่ที่ไหน? ดินเป็นดิน น้ำเป็นน้ำ ลมเป็นลม ไฟเป็นไฟ ฟ้าอากาศเป็นฟ้าอากาศ แร่ธาตุต่าง ๆ เป็นของเขาเอง เขาไม่ได้เป็นมรรคผลนิพพาน เขาไม่ได้เป็นกิเลส กิเลสจริง ๆ มรรคผลจริง ๆ อยู่ที่ใจ ขอให้ท่านกำหนดจิตจ่อด้วยสติที่หัวใจ ท่านจะเห็นความเคลื่อนไหวของทั้งธรรมของทั้งกิเลสอยู่ภายในใจ แล้วขณะเดียวกัน ท่านจะเห็นมรรคผลนิพพานไปโดยลำดับ..."
    คำกล่าวนี้ทำให้ท่านเชื่อมั่นว่ามรรคผลนิพพานมีอยู่จริงและเชื่อมั่นในพระอาจารย์มั่นที่พูดไขข้อข้องใจได้ตรงจุดแห่งความสงสัย ท่านรักษาระเบียบวินัยข้อวัตรปฏิบัติต่าง ๆ อย่างเคร่งครัด หลังจากศึกษาอยู่กับพระอาจารย์มั่น
    ในพรรษาที่ ๒ ท่านเริ่มหักโหมความเพียรในการปฏิบัติกรรมฐาน จนกระทั่ง ผิวหนังบริเวณก้นช้ำระบมและแตกในที่สุด จนพระอาจารย์มั่นได้เตือนว่า "กิเลสมันไม่ได้อยู่กับร่างกายนะ มันอยู่กับจิต" ซึ่งท่านก็น้อมรับคำเตือนของพระอาจารย์มั่นทันที
    อย่างไรก็ตาม ด้วยจริตนิสัยของท่านในเรื่องการภาวนานั้นถูกกับการอดอาหารเพราะทำให้ธาตุขันธ์เบาสบาย การตั้งสติทำสมาธิภาวนาก็ง่าย และช่วยให้การบำเพ็ญจิตภาวนาเจริญขึ้นได้เร็วกว่าขณะที่ออกฉันตามปกติ ถึงแม้จะมีผู้คัดค้านก็ไม่ทำให้ท่านเปลี่ยนใจได้ ด้วยท่านพิจารณาแล้วว่าพระพุทธเจ้าทรงอนุญาตให้พระภิกษุอดอาหารเพื่อบำเพ็ญจิตตภาวนาได้ แต่ไม่ใช่เพื่อการโอ้อวดหรืออดเพียงอย่างเดียวโดยไม่ฝึกฝนด้านจิตภาวนาเลยซึ่งไม่เกิดประโยชน์อันใด ดังนั้น ท่านจึงใช้อุบายนี้เพื่อบำเพ็ญจิตตภาวนาเรื่อยมา
    ในพรรษาที่ ๑๐ ของท่าน ท่านฝึกสมาธิจนมั่นคงหนักแน่นและสามารถอยู่ในสมาธิได้เท่าไหร่ก็ได้ ท่านมีความสุขอย่างยิ่งจากที่จิตใจไม่ฟุ้งซ่าน ท่านติดอยู่ในขั้นสมาธิอยู่ถึง ๕ ปี โดยไม่ก้าวหน้าสู่ขั้นปัญญา
    จนกระทั่ง พระอาจารย์มั่น จึงให้อุบายเพื่อให้ท่านออกพิจารณาทางด้านปัญญาและเตือนท่านว่า "...สมาธิของพระพุทธเจ้า สมาธิต้องรู้สมาธิ ปัญญาต้องรู้ปัญญา อันนี้มันเอาสมาธิเป็นนิพพานเลย มันบ้าสมาธินี่ สมาธินอนตายอยู่นี่หรือเป็นสัมมาสมาธิ..." ท่านจึงออกจากสมาธิและพิจารณาทางด้านปัญญาต่อไป
    การบรรลุธรรม หลวงตาได้บรรลุอมฤตธรรมเป็นพระอริยบุคคลขั้นสูงสุดในพรรษาที่ ๑๖ บนหลังเขาวัดดอยธรรมเจดีย์ ต.ตองโขบ อ.โคกศรีสุพรรณ จ.สกลนคร เวลา ๒๓.๐๐ น. เมื่อแรม ๑๔ ค่ำ เดือน ๖ ตรงกับวันที่ ๑๕ พฤษภาคม พ.ศ.๒๔๙๓
    หลวงตามหาบัว เป็นที่รู้จักในฐานะพระนักปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานผู้มีปฏิปทาที่มั่นคง แน่วแน่ เด็ดขาด และจริงจัง ท่านเป็นศิษย์ของหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต ซึ่งได้มีโอกาสอุปัฏฐากรับใช้หลวงปู่มั่น ในช่วงปัจฉิมวัย และเป็นผู้หนึ่งที่ได้บันทึกประวัติของหลวงปู่มั่น โดยละเอียดในเวลาต่อมา บรรดาศิษยานุศิษย์ของหลวงปู่มั่น ต่างนับถือกันว่าท่านเป็นลูกศิษย์องค์หนึ่งที่มีปฏิปทาที่คล้ายคลึงกับหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต
    องค์หลวงตาเข้าสู่อนุปาทิเสสนิพพาน เมื่อวันอาทิตย์ที่ ๓๐ มกราคม พ.ศ.๒๕๕๔ เวลา ๐๓.๕๓ น. ณ กุฏิท่านที่วัดป่าบ้านตาด จ.อุดรธานี สิริอายุ ๙๗ ปี ๕ เดือน ๑๙ วัน พรรษา ๗๗


    “..ปลงธรรมสังเวช เราจะตายด้วยกันทั้งนั้น พี่น้องชาวไทยเราซึ่งเป็นชาวพุทธควรจะรับความสลดสังเวชอย่างถึงใจในวันนี้ เพราะความตายนี้ประกาศมาตั้งกัปตั้งกัลป์แล้ว ไม่ค่อยมีใครตื่นเนื้อตื่นตัวกันเลย ตื่นตั้งแต่ความไปตามความโลภ ความโกรธ ราคะตัณหา ตื่นไม่มีเวลาวันหยุดวันหย่อน ตื่นตั้งกัปตั้งกัลป์มาแล้ว ยังจะตื่นต่อไปอีก ไม่มีขอบเขตเหตุผลอันใดเลย นี่คือความตื่นโลกตื่นไปตามกิเลสตัณหา ความที่จะตื่นในอรรถในธรรม ปลงธรรมสังเวชว่า โลกทั้งโลกนี้คือโลกเกิดโลกตายไม่ค่อยได้คิดกันบ้าง อย่าพากันดีดกันดิ้นจนเกินเหตุเกินผล จนลืมเนื้อลืมตัวว่าป่าช้าไม่มีกับเราทุกคน ๆ ทั้ง ๆ ที่ป่าช้ามีอยู่อย่างเต็มตัว อย่างนี้เรียกว่าเป็นความประมาทมากสำหรับชาวพุทธของเรา..” โอวาทธรรมคำสอนองค์พ่อแม่ครูอาจารย์ หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน

    อมตธรรมวาจา “..เวลามีชีวิตอยู่นี้ เราจะทำความดีให้โลกทั้งหลายได้เป็นคติตัวอย่างอันดีงาม และทำด้วยความเมตตาสงสาร เพราะหลังจากนี้แล้ว… เราตายแล้ว… เราจะไม่กลับมาเกิดในโลกนี้อีกต่อไป เป็นตลอดอนันตกาล..”



    เมื่อวันที่ ๕ มีนาคม พ.ศ.๒๕๕๔ เป็นวันพระราชทานเพลิงสรีระสังขารพระธรรมวิสุทธิมงคล องค์พ่อแม่ครูอาจารย์หลวงตาพระมหาบัว ญาณสัมปันโน ณ วัดป่าเกษรศีลคุณ (วัดป่าบ้านตาด) บ้านตาด ต.บ้านตาด อ.เมือง จ.อุดรธานี
    • ชมภาพบรรยากาศงานพระราชทานเพลิงสรีรสังขาร องค์พระหลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน ได้ที่อัลบั้ม "ประวัติศาสตร์จารึก...ตราบอสงขัย" ได้ที่ลิงค์
    http://www.facebook.com/media/set/?set=a.169767809740435.56705.100001216522700&type=3&l=03dbb450a5
    • อัลบั้มภาพ "โลกนี้ยังไม่สิ้นสูญ" ภาพครูบาอาจารย์มาร่วมงานฯ ครับ https://www.facebook.com/thindham/media_set...
    • อัลบั้มภาพ "ไฟสุดท้าย สิ้นภพ จบชาติ" ภาพงานถวายเพลิงช่วงเย็น-กลางคืน-เช้าครับ https://www.facebook.com/thindham/media_set...
    "...เกิดความสลดสังเวชภพชาติ แห่งความเป็นมาของตน และเกิดความอัศจรรย์ในพระพุทธเจ้า พระสาวกอรหันต์ที่ท่านหลุดพ้นไปแล้ว ท่านก็เคยเป็นมาอย่างนี้ เราก็เป็นมาอย่างนี้ แต่คราวนี้เป็นความอัศจรรย์ในวาระสุดท้าย ได้ทราบชัดเจนประจักษ์ใจ เพราะตัวพยานก็มีอยู่ภายในจิตนั้นแล้ว..." หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน
    Cx_vr0IonnAADCa28Cu_0DFqBtF_t_5sBe6nqpDLjq2c&_nc_ohc=RdVlIL7AHyoAX_391qs&_nc_ht=scontent.fcnx3-1.jpg
     
  8. NAMOBUDDHAYA

    NAMOBUDDHAYA ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    22,051
    กระทู้เรื่องเด่น:
    890
    ค่าพลัง:
    +69,479
    ?temp_hash=8603aa59e2c8d7577c63c4b5dd62df11.jpg




    "เมื่อครั้งหลวงตามหาบัว บรรลุอนาคามี"


    "นิมิตภายในหมดไป จิตกลายเป็นจิตว่าง ว่างหมด"

    เวลาออกทางปัญญานี่ ! ไม่มีในตำรา เป็นการตามต้อนกิเลส กิเลสประเภทไหนเป็นอย่างไร สติปัญญานี้เหนือกว่า ตามต้อนกันทัน เผากันไปเรื่อย ๆ มันเป็นเอง นั่นละ ! ที่มันเพลิน มันไม่ได้หลับไม่ได้นอน มันเพลินฆ่ากิเลส เพราะเห็นภัยอย่างสุดหัวใจแล้ว

    ถึงขนาดที่ว่า...

    “ยังไง กิเลสไม่ตาย เราต้องตาย”

    เรื่องแพ้ไม่ต้องพูดถึง จะให้ยกมือยอมแพ้นั้นไม่มี ไม่สนใจกับเรื่องตากแดด ตากฝน ไม่มีเวล่ำเวลามายุ่ง ไม่รู้จักหยุด ไม่รู้จักเหนื่อย เดินจงกรมจนเท้าร้อน เหมือนไฟลน แต่ไม่ถึงกับฝ่าเท้าแตก

    การพิจารณาอสุภะ มันคล่องแคล่วแกล้วกล้า มองดูคนไม่ว่าหญิงชาย จะเป็นหนุ่มสาวสวยขนาดไหน มันทะลุเป็นเนื้อ เป็นหนังหุ้มกระดูก แดงโร่ไปหมด สามารถเดินบุกเข้าท่ามกลางสาวสวย ๆ ไปได้ โดยไม่มีราคะตัณหาอันใดแสดงออกมา เพราะอำนาจอสุภะมันแรง

    เพื่อทดสอบว่าราคะได้หมดสิ้นไปแล้วจริง ๆ หรือไม่ จึงเปลี่ยนอุบายบังคับให้หนังหุ้มกระดูกสวยงามขึ้นมาใหม่ แล้วนำมาแนบอยู่กับตัวอยู่เป็นอย่างนั้น มันก็คอยแต่จะหยั่งลงหนังห่อกระดูก ต้องบังคับให้อยู่แค่ผิวหนัง พอคืนที่ ๔ น้ำตาร่วงออกมา มันบอกว่า...

    “ยอมแล้ว”

    แต่ยังไม่รู้ว่าสิ้น จึงกำหนดพิจารณาสุภะอย่างเดียวเท่านั้น ๔ วันเต็ม ๆ คืนที่ ๔ มีลักษณะยุบยับชอบกล เหมือนจะกำหนัดในรูปสวย ๆ งาม ๆ ที่กำหนดแนบตัวอยู่เป็นประจำในระยะนั้น มีสติรู้ทัน ก็กำหนดเสริมขึ้นเรื่อยๆ นั่น ! มันมีลักษณะยุบยับเห็นไหม จับตัวโจรที่หลบซ่อนได้แล้ว นั่น ! เห็นไหมมันสิ้นอย่างไร ? ถ้าสิ้นทำไม ? จึงเป็นอย่างนี้

    ก็กำหนดขึ้น ๆ คือคำว่า “ยุบยับนั้น เป็นแต่เพียงอาการของจิต” ไม่มีอาการทางอวัยวะ ต้องปฏิบัติด้วยอุบายใหม่ โดยกำหนดสุภะ และอสุภะสับเปลี่ยนกัน พอกำหนดมันก็ดับพึบเดียว ๆ จึงนั่งกำหนดอสุภะไว้ข้างหน้า ไม่ให้เคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลง จิตเพ่งดู ด้วยความมีสติจดจ่อ พอกำหนดเข้าไป ๆ อสุภะที่ตั้งอยู่ข้างหน้า มันถูกจิตกลืนเข้ามา ๆ อมเข้ามาหาจิต สุดท้ายก็รู้เห็นว่า...

    “เป็นจิตเสียเองเป็นตัวอสุภะ และเป็นสุภะ หลอกตนเอง”

    จิตก็ปล่อยผลัวะ ทันที

    ปล่อยอสุภะภายนอก เข้าใจแล้วทีนี้ เพราะมันขาดจากกัน นี่ ! มันเป็นเรื่องของจิตต่างหาก ไปวาดภาพหลอกตนเอง คือเงาตัวเอง จิตหลอกจิต อันนั้นไม่ใช่ราคะ ไม่ใช่โทสะ ไม่ใช่โมหะ ตัวจิตนี้ต่างหากเป็นตัวราคะ โทสะ โมหะ พอรู้เรื่องนี้ชัดเจนแล้ว จิตก็ถอนตัวจากนั้น มาสู่ภายใน

    มันก็ทราบชัดอีกว่า ภาพภายในนี้ก็เกิดจากจิต มันดับก็ดับที่นี่ มันไม่ได้ดับที่ไหน พอกำหนดขึ้นมันก็ดับไป พอกำหนดไม่นานก็ดับไป ต่อไปก็เหมือนไฟแลบนั้นเอง พอกำหนดขึ้นมาเป็นภาพ ก็ดับไปพร้อม ๆ กันเลย จะขยายเป็นสุภะ อสุภะ อะไรไม่ได้

    ต่อจากนั้น “นิมิตภายในก็หมดไป จิตก็กลายเป็นจิตว่าง ว่างหมด” กำหนดดูอะไร ? ก็ว่างไปหมด มองดูต้นไม้ภูเขาตึกรามบ้านช่องเห็นเป็นเงา ๆ ราง ๆ จิตมันทะลุไปหมด ว่างไปหมด ดูร่างกายของตนก็เป็นเงา ๆ ส่วนจิตแท้มันทะลุไปหมด มันว่างไปหมด มันปล่อยรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณหมด เหลือแต่ความรู้เดียว มันดูดดื่มกับความรู้นี้อย่างเดียว จิตดวงนี้จึงเด่น ความเด่นนี้ทำให้สว่างไปหมด จนน่าอัศจรรย์

    เมื่อเล่าถวายท่านพระอาจารย์มั่น ท่านได้เมตตาพูดขึ้นว่า..

    “เอ้อ ! ถูกต้องแล้ว เหมาะแล้ว ได้พยานแล้ว ได้หลักได้เกณฑ์แล้ว อย่างนี้ละ !"
    .
    .
    ที่มาของบทความ: คัดมาจากหนังสือพ่อแม่ครูอาจารย์ ชีวประวัติ คติธรรมและปฏิปทา พระธรรมวิสุทธิมงคล (หลวงตาพระมหาบัว ญาณสัมปันโน)
    .
    ทานานํ ยทิทํ ธมฺมทานํ เอตทคฺคํ
    ธรรมทานเลิศกว่าทานทั้งหลาย
    .
    ~Nirasho Bhikkhu~
    .
    ........................................
    หลวงตาพระมหาบัว ญาณสัมปันโน วัดป่าบ้านตาด อ.เมือง จ.อุดรธานี


    ***************************************

     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  9. NAMOBUDDHAYA

    NAMOBUDDHAYA ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    22,051
    กระทู้เรื่องเด่น:
    890
    ค่าพลัง:
    +69,479
    ?temp_hash=e31dfb4c96f3cb243cdc34ed3fd170c8.jpg



    น้อมกราบระลึกถึงพระคุณขององค์หลวงตามหาบัว

    เวลาอนุปาทิเสสนิพพานของพ่อแม่ครูอาจารย์องค์หลวงตามหาบัว
    .
    เวลาหัวใจหยุดเต้นคือ ๓.๕๓ น.
    เป็นเวลาแห่งการละสังขารขององค์หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน
    ท่านละสังขารเข้าสู่แดนนิพพาน เวลา ๓ นาฬิกา ๕๓ นาที
    ของวันอาทิตย์ที่ ๓๐ มกราคม พุทธศักราช ๒๕๕๔
    สิริอายุ ๙๗ ปี ๕ เดือน ๑๘ วัน รวม ๗๗ พรรษา
    .
    ภาพนี้คือนาฬิกาที่แขวนไว้ที่ตำแหน่งผนังห้องด้านปลายเตียงขององค์หลวงตา
    ที่บ่งบอกเวลา ๓.๕๓ น. นั่นเป็นครั้งสุดท้ายของสัญญาณชีพที่วัดได้จากเครื่อง
    คณะศิษย์ผู้มีประสบการณ์ทางการแพทย์กล่าวขานกันว่าภาวะเช่นนี้
    เป็นไปสมดังคำที่องค์ท่านเคยปรารภเสมอว่า “เมื่อถึงเวลาตายแล้วดีดผึงเลย”
    .
    คัดจากหนังสือ ญาณสัมปันนธัมมานุสรณ์#โอวาทธรรม_ยามอาพาธ

    #หลวงตามหาบัว_ญาณสัมปันโน.. เมื่อครั้ง
    องค์ท่านอาพาธครั้งสุดท้าย ท่านก็ได้กล่าวธรรมกับลูกศิษย์ที่ดูแลท่านในหลายโอกาสก่อนที่องค์ท่านจะละสังขารดังนี้..

    [๙ กันยายน ๒๕๕๓]
    "จิตเฮาบ่มีเงื่อนต่อ ดูปัจจุบันก็บ่มีเงื่อนต่อ
    คือไฟดับธาตุไฟยังอยู่ แต่มีสิ่งหนึ่งบ่ดับ แต่พูดบ่ได้.. "

    [๒๐ พฤศจิกายน ๒๕๕๓]
    "เราเหนื่อย..เหนื่อยก็ช่างเถอะ มีที่แวะแล้ว
    คนว่างงาน จิตว่างงาน.. "

    [๒๔ พฤศจิกายน ๒๕๕๓]
    "ผมอ่อนลงเรื่อยๆ จะหนักไปข้างหน้า แต่
    มีสติไม่เผลอ.. "
    "ผมปล่อยวางทั้งหมด ใครจะสรรเสริญ
    นินทา ผมไม่สนใจ ถึงเวลาก็ดีดผึงเลย.. "
    "แต่ก่อนหมู่เพื่อนไม่ได้มายุ่งกับผมที่กุฏิ
    แต่คราวนี้ผมช่วยตัวเองไม่ได้ จะจับจะยกอะไรให้ค่อยๆ คนแก่ก็เหมือนเด็ก.. "

    [๑๒ ธันวาคม ๒๕๕๓]
    "เราปล่อยวางหมดแล้ว ไม่มีสมมุติใดๆ
    เหลืออยู่ในจิตใจ ชาตินี้เราพอ เราทำสุด
    กำลังของเรา.. "

    [๒๖ ธันวาคม ๒๕๕๓]
    "ให้ภาวนา ตั้งสติอยู่ตลอดเวลา ผมเห็น
    คุณค่าของสติมาก.. "
    "ผมลงใจในปฏิปทาพ่อแม่ครูจารย์มั่นมากที่สุด พูดอะไรตรงเป๋งเลย.. "
    "เราไอมาก จะเป็นปอดนะ เราอ่อนลงไปเรื่อยๆ ผมเกิดมาเป็นชาติสุดท้าย ไม่มาเกิดอีก.. "
    "ผู้มาศึกษากับผม มีหลักเกณฑ์หลายองค์นะ"
    "ผมเคยพูดให้ฟังไหม เรื่องตอนที่อยู่ห้วยทราย ระยะท้าย ผมจะกว้างขวางมาก.. "
    #ผมมาเกิดเป็นชาติสุดท้าย_ไม่มาเกิดอีกสมมุติในใจไม่เหลือ.. "

    [๑ มกราคม ๒๕๕๔]
    "มือของครูอาจารย์ กับมือของลูกศิษย์ลูกหา ญาติมิตร เพื่อนฝูง เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน
    ใช้แทนกันได้ ไว้ใจกันได้ เชื่อใจกันได้ ตายใจกันได้.. "

    [๑๑ มกราคม ๒๕๕๔]
    "พระพุทธเจ้าองค์เดียวกัน พระธรรมวินัย ก็
    อันเดียวกัน ให้เอาจริงเอาจังนะ.. "

    #หลังจากนั้นท่านก็ไม่ได้พูดอะไรอีก..
    วันที่ ๓๐ มกราคม ๒๕๕๔ ท่านก็ละสังขาร
    เข้าสู่อนุปาทิเสสนิพพาน สิริรวมอายุ ๙๗ปี ๕เดือน ๑๘วัน ๗๗ พรรษา และมีพิธีพระราชทานเพลิงสรีระสังขาร
    วันที่ ๕ มีนาคม พุทธศักราช ๒๕๕๔.."
    ++++++++++++++++
    ลวดลายนิพพาน
    .
    “...สอุปาทิเสสนิพพาน ใจเป็นนิพพานแล้ว แต่ยังครองธาตุครองขันธ์อยู่ นี่เรียกว่า สอุปาทิเสสนิพพาน คือ ยังรับผิดชอบในธาตุในขันธ์อยู่
    .
    อนุปาทิเสสนิพพาน ธาตุขันธ์สลายไปแล้วนั้นเป็นธรรมธาตุ คือ นิพพานล้วนๆ สมมุติไม่มีเลย ให้รับผิดชอบไม่มี ขันธ์เป็นสมมุติให้รับผิดชอบ ถึงท่านไม่ติดก็ตามก็รับผิดชอบเป็นสัญชาตญาณอันหนึ่ง ..
    .
    จะตายแบบไหนท่าไหน จะยืนตาย เดินตาย นั่งตาย นอนตายไม่มีปัญหา เพราะเป็นเรื่องอาการของสมมุติต่างหาก เพราะฉะนั้นเราจึงได้เชื่อที่ว่าพ่อแม่ครูอาจารย์มั่นท่านว่าท่านพิจารณาเห็นพระอรหันต์มาแสดงท่านิพพานให้ดู บางองค์เดินจงกรมนิพพานให้ดู บางองค์นั่งนิพพานให้ดู บางองค์นอนนิพพานให้ดู บางองค์ยืนนิพพานให้ดู ท่านว่าทำ อะไรก็จะเป็นอะไร เมื่อผ่านจากสมมุติไปหมดแล้ว อยู่เหนือสมมุติแล้ว ทุกขเวทนาเหนือจิตดวงบริสุทธิ์นั้นได้ยังไง ความบริสุทธิ์ของจิตเหนือสิ่งเหล่านี้อยู่แล้ว เพียงอาการของขันธ์ที่แสดงต่อกัน คือ ทุกขเวทนากับขันธ์เป็นสมมุติด้วยกันมันแสดงต่อกัน
    .
    ท่านจึงสามารถเดินจงกรมนิพพานได้อย่างสบาย เมื่อหมดกำลังแล้วก็ยุบยอบลงตรงนั้นเลย ยืนก็เหมือนกัน เมื่อหมดกำลังแล้วก็ยุบยอบลงตรงนั้น ไม่ได้ล้มแบบทั้งหงายทั้งอะไรอย่างนี้ให้ดู ยอบลงอย่างนี้เลย นั่งก็เหมือนกัน เอนแล้วก็ค่อยๆ ลง ค่อยอ่อนลงไป นั่งนิพพาน แล้วเวลายืนนิพพานก็เหมือนกัน ยอบลงไปแล้วก็ค่อยล้มไปธรรมดาๆ เดินก็เหมือนกัน พอถึงที่นั้นแล้วก็หยุดกึ๊กก็นั่ง คือเหมือนปุยนุ่น ท่านว่าอย่างนั้นนะ อ่อนนิ่ม อาการของท่านขณะที่ท่านปลงขันธ์นิพพานในท่าต่างๆ นั้นเหมือนปุยนุ่น อ่อนนิ่มไปเลย ไม่มีอากัปกิริยาที่เป็นเหมือนโลก ที่ว่าทุรนทุรายหรือระส่ำระสาย จะเอาอะไรมาระส่ำระสายลงจิตขนาดนั้นแล้ว เราเชื่อร้อยเปอร์เซ็นต์ เพราะเหล่านี้ไม่มีปัญหาอะไรที่จะเข้าไปเกี่ยวข้องกับความบริสุทธิ์นั้นได้ ..
    .
    อย่างพระพุทธเจ้าปรินิพพาน ก่อนจะเข้าปรินิพพานทรงเข้าสมาธิสมาบัติมีปฐมฌานเป็นต้น นั้นท่านทรงแสดงลวดลายให้สมกับความเป็นศาสดาของโลกต่างหาก ตามพระอัธยาศัยของพระพุทธเจ้า ไม่ใช่ทำเพื่อจะแก้กิเลสหรือชำระกิเลส หรือจะต่อสู้กิเลสในขณะตายหรือในขณะนิพพาน หาไม่ ขนาดเป็นศาสดาเอกของโลก ทำไมขณะที่จะนิพพานจะไม่วางลวดลายของศาสดาไว้เป็นวาระสุดท้ายมีอย่างเหรอ ต้องวาง เราเห็นอย่างนั้นเราเชื่ออย่างนั้น
    .
    ส่วนพระอรหันต์ทั้งหลายท่านถนัดทางใดท่านก็นิพพานของท่าน ตามแบบหรือตามความถนัดของท่าน คำว่าสมาธิสมาบัติเป็นไปตามรายของบุคคลแต่ละบุคคล เป็นไปตามพระอรหันต์แต่ละประเภท ไม่ว่าเป็นประเภทใดมีความถนัดอย่างไหน ก็นิพพานในท่าถนัดของท่านสะดวกสบาย
    .
    พระพุทธเจ้าทรงเสด็จเข้าฌานสมาธิสมาบัติ แล้วปรินิพพานไปในท่าสมาธิสมาบัตินั้น นั่นเป็นลวดลายของศาสดาผู้เป็นครูเอกของโลกไม่ทิ้งลวดลาย ตั้งแต่ขณะตรัสรู้แล้วสั่งสอนโลกจะด้วยพระอาการใดที่แสดงออก ไม่เคยลดละแห่งความเป็นศาสดาเลย สัตวโลกจะยึดได้ทุกพระอาการที่ทรงเคลื่อนไหว เพราะเป็นศาสดาโดยสมบูรณ์ทุกๆ อาการ เพราะฉะนั้นวาระสุดท้ายที่พระองค์จะปรินิพพาน พระองค์ต้องแสดงให้เต็มลวดลายของศาสดาเอกในวาระสุดท้าย…”
    .
    หลวงตาพระมหาบัว ญาณสัมปันโน
    คัดจากหนังสือ ญาณสัมปันนธัมมานุสรณ์

    -------------------------------------------------

     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  10. NAMOBUDDHAYA

    NAMOBUDDHAYA ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    22,051
    กระทู้เรื่องเด่น:
    890
    ค่าพลัง:
    +69,479
    temp_hash-eb774c3b6485fc64f940d62dd19e5620-jpg.jpg
     
  11. NAMOBUDDHAYA

    NAMOBUDDHAYA ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    22,051
    กระทู้เรื่องเด่น:
    890
    ค่าพลัง:
    +69,479
    bar_thamma_people.jpg

    อภิญญา
    [​IMG]
    วันที่ 15 มีนาคม 2545
    สถานที่ : วัดป่าบ้านตาด


    อภิญญา

    (พูดกับผู้ว่าฯ อุดร) ตอนไปเชียงใหม่คราวที่ไปเทศน์ที่วัดเจดีย์หลวง วันนั้นท่านนายกก็ไป ได้ฟังเทศน์ตลอดกัณฑ์ วันที่ ๑๑ เมษา นี้ท่านจะมางานที่สวนแสงธรรม คือตามปรกติแล้ววันที่ ๑๒ เมษา เป็นวันเริ่มต้นช่วยชาติ ทีนี้ก็ว่าจะเอาวันที่ ๑๒ พอดีท่านนายกท่านก็อยากมาร่วมด้วย เราก็ไม่ได้รบกวนท่านแหละ แต่ท่านอยากมาร่วมด้วย ท่านขอย่นให้เป็นวันที่ ๑๑ ตามธรรมดาวันที่ ๑๒ ทีนี้ท่านขอย่นให้เป็นวันที่ ๑๑ ในเวลา ๕ โมงเช้าอีกด้วย มีกำหนด ๆ เพราะท่านงานมาก แต่ท่านอยากมา บอกอย่างนั้นก็จะทำยังไง เป็นความสมัครใจของท่านท่านอยากมา เราก็เลยลดลงมานี้อีก เวลาก็ให้ตามนั้น วันที่ ๑๒ ท่านจะไปจีน ท่านว่างั้น ท่านก็หมุนติ้วเหมือนกันเรื่องการงานทางชาติบ้านเมือง รู้สึกท่านหมุนติ้ว แต่หมุนไปทางไหนก็เพื่อเป็นมงคลแก่ชาติบ้านเมืองของเรา ไปที่ไหนก็ไม่แสลงหูแสลงใจ รู้สึกท่านดำเนินน่าชมตลอดไป

    ก็จับตลอดนี่ คือเอาธรรมแบบฉบับที่ถูกต้องดีงามเพื่อความสงบสุขของพี่น้องชาวไทยหรือชาวพุทธเรา เฉพาะอย่างยิ่งคือเมืองไทย เราดูตลอดนี่นะ อันใดที่ขัดก็บอกว่าขัด ที่สะดวกก็บอกสะดวก ดังที่นายกคนปัจจุบันของเรานี้ รู้สึกว่าราบรื่นมา มันเป็นธรรมดาของคนมาก จะให้เป็นแบบหัวใจเดียวกันมันไม่เป็นแหละ ก็ต้องมีขัดมีแย้งเป็นธรรมดา แม้แต่ครัวเรือนก็ไม่มีใคร มีผัวกับเมียเท่านั้นยังทะเลาะกันยิ่งกว่าหมา เข้าใจไหม เราจะไปตำหนิปากคนหัวใจคนทั้งประเทศได้ยังไง ตั้งแต่เราผัวกับเมียเท่านั้นยังทะเลาะกัน

    พอพูดไปนี้ก็ทำให้ระลึกได้วันไปเทศน์ที่วัดทุ่งสามัคคี มันก็แย็บไปแบบนี้แหละ พูดถึงเรื่องคนชั่วคนดีมีอยู่เต็มโลก คือตอนนั้นเขาเอาหนังสือพวกที่จะโค่นศาสนาให้จมในชาติไทยของเราปัจจุบันนี้ ว่าให้มันชัดเจน เรียนคัมภีร์มาด้วยกัน รู้ด้วยกัน มันขัดมันแย้งมันทำลายศาสนาตรงไหน ๆ มันก็รู้กันเอง ตรงที่ส่งเสริมมีตรงไหนมันไม่เห็น ก็ถึงบอกตำหนิกันเลย นี่ละเหตุผลกลไกอันนี้ พอดีเราไปนั้น ถ้าเราจะไปเทศน์ที่ไหนพวกนี้ทราบจะเอาหนังสือของเขาไปหาแจก ๆ โฆษณาชวนเชื่อ เชื่อแล้วก็จะได้ขึ้นขี่บนหัวเขาขี้รดหัวเขาลงไป

    วันนั้นก็ไปเจออันนี้แหละ เราก็เลยยกอันนี้ขึ้นมา อันนี้ก็หมายถึงเรื่องความดีความชั่ว คนดีคนชั่ว เราว่าอย่างนั้นนะ มันมีอยู่ทั่วไป มีมาตั้งแต่ดึกดำบรรพ์ ไม่ใช่มีมาวันนี้คืนนี้ อย่าพากันตื่น แล้วพากันเสียใจดีใจไม่เข้าเรื่องเข้าราว เราว่าอย่างนั้น เรื่องความชั่วคนชั่วอันธพาลมันมีอยู่ทั่วไป จากนั้นก็ย่นเข้ามาศาลาใหญ่หลังนั้นละ นี่อย่างในวงบริเวณศาลาหลังใหญ่ ๆ นี้ เราเข้าใจว่ามีแต่บัณฑิตเหรอ คนพาลมันก็มีอยู่แทรกกันอยู่นี้แหละ เวลานี้มานั่งเป็นความสงบเรียบร้อยเหมือนเป็นบัณฑิตนักปราชญ์นะ ความจริงมันฟาดกับพ่อบ้านมาแล้วจนฟันโยกคลอนไปหมด บางรายฟันหัก แล้วก็มาพักสงบให้น้ำอยู่นี้ก็มี ฟังเสียงหัวเราะกึ๊กก๊าก ๆ นี่ละมันมีอยู่ทั่วไปนะ เวลานี้มันมาทำความสงบ แต่ไม่ใช่มาทำความสงบนะ มันมาให้น้ำ พอออกจากวัดแล้วก็จะใส่กันอีก ไม่มีใครทราบได้แหละ ฟังเสียงหัวเราะลั่น มันมีอยู่ทั่วไปอย่างนี้แหละจะว่าไง

    จากนั้นก็ให้ปรับปรุงความเข้าใจกัน อยู่ด้วยกันมีจำนวนมากให้พยายามเอาหลักเหตุผลที่ถูกต้องนั้นเป็นจุดศูนย์กลาง เราว่าอย่างนี้นะ ให้ต่างคนต่างน้อมใจเข้าไปอย่างนั้น แล้วบ้านเมืองทั้งหลายก็จะสงบ ตลอดครอบครัวผัวเมียจะสงบไปตาม ๆ กัน เราว่าอย่างนี้ คือให้มีทั้งบัณฑิตมีทั้งคนพาล วันนั้นเทศน์ทั้งบัณฑิตนักปราชญ์คนพาลสันดานทะเลาะกัน

    วันนั้นก็คนมาก แล้วพูดยังไงมันถึงแย็บออกไปนั้นล่ะ (พูดถึงคนพาลครับ) เวลานี้กำลังแสดงฤทธิ์แสดงเดช เราก็ทุเรศเหมือนกันนะ คือมันเป็นสด ๆ ร้อน ๆ ให้เห็นเลยนี่นะ ถ้าตาบอดหูหนวกด้วยกัน ไม่ได้ดูคัมภีร์วินัยหลักเกณฑ์ก็เป็นอันหนึ่ง ผู้ทำมาอย่างนั้นทำลายอย่างนี้ โดยว่าเป็นการส่งเสริมตัวเอง หรือว่าส่งเสริมชาติบ้านเมืองที่เอามาอ้างนี้ก็ตาม แล้วมันก็เรียนด้วยกันเห็นด้วยกัน เรียนหนังสือด้วยกัน หลักคัมภีร์วินัยกฎหมายบ้านเมืองก็รู้อยู่ด้วยกัน แล้วมาทำเอาแบบหน้าด้านนี้ซิมันทุเรศ

    อู๊ย ร้อนนะเมืองไทยเราเวลานี้ พุทธศาสนากำลังร้อนมากทีเดียว พึ่งทางชาติบ้านเมืองสงบเท่านั้น มาขึ้นจุดนี้อีก มันจะดึงเข้าไปหากันหมด จะเอาเมืองไทยให้จม ทั้งชาติทั้งศาสนาจะไม่มีเหลืออยู่เมืองไทยเลย มันจะไปเหลืออยู่ที่ใดก็ไม่ทราบแหละ เราพูดอย่างนี้พูดเป็นธรรม เราไม่ได้พูดแบบที่ว่าลูบหน้าปะจมูกนะ พูดลูบหน้าปะจมูกเป็นธรรมไม่ได้ ธรรมต้องเป็นธรรมเสมอไป เวลาพูดถึงธรรมก็ต้องเอาธรรมออกให้เป็นความสม่ำเสมอ ผิดบอกว่าผิด ถูกบอกว่าถูก อย่างที่พูดอยู่เวลานี้เราก็พูดด้วยอรรถด้วยธรรม เราไม่หวังได้หวังเสียกับผู้ใดนะ ในหัวใจของเราไม่มี มีแต่ความเมตตาครอบไปหมดเท่านั้น ความแพ้ความชนะของเราก็ไม่มี ความได้ความเสียไม่มี ความเอาเปรียบเอารัดอะไรอย่างนี้เราไม่มี อยู่นอกวงกรณีพิพาทกัน ที่มันเกิดอยู่เวลานี้นะ เราเอาธรรมนี้เข้ามาให้พากันฟัง ฟังได้ก็เป็นประโยชน์ไป ฟังไม่ได้ก็สุดวิสัย เราก็ว่าอย่างนั้น ตำหนิสิ่งที่ชั่ว ใครไปทำชั่วคนนั้นก็ไม่พ้นที่จะถูกตำหนิในจุดนั้น เราก็ต้องพูดตามหลักความจริง

    ที่ไปคราวนี้ทองคำได้ตั้งแต่ออกเดินทางไปถึงกลับมา ตั้งแต่วันที่ ๑ ถึงวันที่ ๑๓ ทองคำได้ ๓๐ กิโล ๓๓ บาท ๓๕ สตางค์ เวลานี้ทองคำที่เราได้หลังจากการมอบเข้าคลังหลวงหลังผ่านมาแล้วนั้นได้ ๒๑๖ กิโล ๒๒ บาท ๔๘ สตางค์ คือตั้งแต่วันที่ ๒๖ กันยา นั่นละวันเรามอบเข้าคลังหลวง หลังจากนั้นมารวบรวมทองคำได้ ๒๑๖ กิโล ต่อไปนี้ถ้าเราจะหลอมในระยะวันที่ ๑๑-๑๒ เมษา นี้เราก็จะหลอม อยากจะมอบเสีย หากไม่พอจำนวนที่เราต้องการจะมอบหรือจะหลอมนั้น เราก็รอไว้ก่อน ที่เราต้องการคือให้ได้ ๕๐๐ กิโลแล้วเราก็หลอม พอหลอมแล้วก็เข้าเลย ถ้าเป็น ๕๐๐ กิโลแล้วก็เรียกว่าเป็นตันไปเลย คือเต็ม ๕ ตัน เวลานี้ยังขาด ๕ ตันอยู่ ทองคำเวลานี้ได้เรียบร้อยแล้ว ๔,๗๗๘ กิโล ยังขาด ๕ ตันอยู่

    ส่วนดอลลาร์คราวนี้รู้สึกว่าเป็นคู่เคียงกันไปกับทองคำ ทองคำได้ ๓๐ กิโลกว่า ดอลลาร์ดูจะไม่ต่ำกว่า ๓ หมื่นดอลล์ ส่วนเงินสดเราไม่อยากพูด เพราะคราวนี้ไปชุลมุนวุ่นวาย จ่ายเงินสดนี้เป็นน้ำเป็นท่าไปเลย มันหลายแห่งหลายหนที่จะต้องจ่ายเงินสดเอามากมายคราวนี้ เราจึงไม่นับมันละเงินสด เอาแต่ทองคำเรา ก็ไม่เสียเที่ยวที่ไป

    หลวงตาเจ้าขา เมตตาอธิบายอภิญญา ๖ ด้วยเจ้าค่ะ

    อภิญญา ๕ ได้แล้วเหรอ ได้แล้วก็มาคุยอวดคนบ้างซิ หลวงตาก็จะฟังด้วย ถ้าไม่ได้แล้วอย่ามาอวดอภิญญา ๖ เอาอภิญญา ๕ มาพูดเสียก่อน อภิญญาก็มีตั้งแต่ หนึ่ง สอง สาม สี่ ห้า หก แล้วบอกอภิญญา ๖ มาเลยเราไม่ตอบ เพราะเราเรียนมาไม่ถึงนั้น ก็อภิญญา ๑ เรายังไม่ได้นี่นะ ยังจะไปฟาดอภิญญา ๖ มาให้เราตอบอีก โอ๋ย ตอบไม่ได้ ถ้าตอบต้องไปหากัณฑ์เทศน์มามาก ๆ เราถึงจะตอบ เข้าใจไหม

    เหตุที่จะถามก็เพราะว่า วันที่ลูกคุยกับพระเพื่อนนะเจ้าคะ ท่านบอกว่าท่านไปติดอยู่ที่อภิญญา ๖

    มันว่าบ้าไปอย่างนั้นละ มันมาอวดพระอย่างนั้น ฟังแย็บนี้รู้ทันทีนะมันโง่หรือมันฉลาด คำพูดออกมาจับได้ทันที อย่างนั้นละธรรมจับ จับละเอียดลออมากที่สุดเลย เพราะฉะนั้นพระพุทธเจ้าจึงท้อพระทัยที่จะสอนโลก โลกก็บอกมันละเอียดสุดยอดเลย เหยียบหัวธรรมไปเรื่อย ๆ แล้วลูกศิษย์ลูกหาเราก็มีแต่พวกเหยียบหัวธรรม คือเชื่อกิเลสเข้าใจไหม ถ้าเชื่อธรรมแล้วก็ธรรมเหยียบหัวกิเลส นี้มีแต่เชื่อกิเลสทั้งนั้นมันก็เหยียบหัวธรรม

    อภิญญา ๖ เราไม่อยากพูด อันนี้เป็นปลีกเป็นย่อย พูดหาอะไร เป็นกิ่งก้านสาขาดอกใบบำรุงต้นลำมันให้ดี ต้นไหนได้รับการบำรุงรักษาด้วยดีสำหรับต้นไม้แล้ว กิ่งก้านสาขาดอกใบของมันผลของมันจะสวยงามมาก มีผลอันสมบูรณ์ ถ้ามองดูตั้งแต่ผลของมันไม่มองดูต้นที่มันรับอาหารประเภทใดแล้วต้นไม่ดี แล้วกิ่งก้านสาขาเหี่ยวยุบยอบไม่สวยไม่งามอย่างน้อย มากกว่านั้นไม่เกิดประโยชน์ แน่ะ ต้องบำรุงรักษาลำต้นให้ดี นิสัยวาสนาของใคร จะแตกออกกิ่งไหนแขนงไหนนั้นเป็นนิสัยวาสนา ส่วนลำต้นหมายถึงความบริสุทธิ์ อันนี้เสมอกันหมดบรรดาพระอรหันต์ ส่วนกิ่งก้านสาขาดอกใบนั้นเป็นเครื่องประดับประดาตกแต่งไปตามความปรารถนาเบื้องต้น ว่าเวลาสำเร็จแล้วขอให้มีความรู้วิชาความสามารถในทางนั้น ๆ

    เพราะฉะนั้นกิริยาหรือนิสัยของพระ ความเด่นดวงของพระจึงไม่เหมือนกัน องค์หนึ่งเด่นทางหนึ่ง ๆ อภิญญาเหล่านี้เป็นเครื่องประดับ เป็นกิ่งก้านสาขาดอกใบของหลักธรรมชาติคือความบริสุทธิ์ต่างหาก เราถึงไม่ค่อยได้พูดถึงแหละกิ่งก้านมัน พูดเรื่องบำรุงลำต้นให้ดี เอาให้มันบริสุทธิ์ลำต้น บำรุงลำต้นให้ดี แล้วมันจะส่งผลขึ้นไปหากิ่งก้านสาขาดอกใบหมดนั่นแหละ ถ้ามองแต่ผลไม่ดูต้นเหตุคือลำต้นของมัน ใช้ไม่ได้นะ หายสงสัยแล้วเหรอ (เข้าใจแล้วค่ะ)

    อภิญญา ๖ เหาะเหินเดินฟ้า ดำดินบินบน ทุกสิ่งทุกอย่างมีอย่างนี้แหละ คน ๆ เดียวนี้นิรมิตได้เป็นพันเป็นหมื่นเป็นแสนก็ได้ แล้วหมื่นแสนคนพลิกปั๊บให้เป็นคนเดียวก็ได้ ดำดินไปก็ได้ โผล่ขึ้นข้างหน้านี่ ไปบนอากาศก็ได้ หูทิพย์ ฟังเสียงสวรรค์ พรหมโลก เสียงเทพ เสียงเปรตเสียงผี ฟังได้หมด แต่ที่เมียกับผัวทะเลาะกันนี้มันฟังเสียงกันหรือไม่ก็ไม่ทราบ อันนี้จะเป็นหูอะไรไม่รู้นะ หูทิพย์หรือหูอะไร มันหลายอย่าง หูทิพย์คือฟังเสียงพวกเทวบุตรเทวดาอินทร์พรหม ยักษ์ เปรตผีอะไรเหล่านี้ หูทิพย์ได้ยินหมด ตาทิพย์ก็เห็นไปหมด เห็นทั้งรูปร่างเป็นกายเนื้อธรรมดา ออกทางตาทิพย์แล้วก็เห็นที่โลกไม่เห็น โลกไม่มีความรู้อย่างนี้ไม่เห็น เห็นรูปเห็นร่างเทวบุตรเทวดา เรียกว่าตาทิพย์

    พอพูดอย่างนี้แล้วก็ทำให้ระลึกถึงโยมที่มาถามหลวงปู่มั่น โอ๋ย ถามอย่างอาจหาญนะแกไม่ได้มีสงสัย แกนั่งอยู่บ้านแกฟังซิ พวกเทวบุตรเทวดามาฟังเทศน์หลวงปู่มั่นที่วัดหนองผือ แกนั่งภาวนาอยู่บ้านแกเห็นพวกเทพหลั่งไหลมาบนอากาศ แต่งเนื้อแต่งตัวไม่ได้เสมอกันเลย ก็ไม่มีใครรู้ไม่มีใครพูดนี่ แกพูดอย่างอาจหาญด้วย การแต่งเนื้อแต่งตัวไม่ได้เหมือนกัน ฟังซิแกพูดอย่างอาจหาญนะ คือแกบอกแกนั่งภาวนาอยู่นี้ เห็นพวกเทพทั้งหลายประเภทต่าง ๆ เหาะลอยอยู่บนอากาศแล้วลงวัดหนองผือทั้งหมด ฟังซิน่ะ

    แกไม่รู้ว่าพวกเทพพวกพรหมนะ แกว่ามีอะไรลึก ๆ ลับ ๆ มีพวกอัศจรรย์เหาะลอยมาบนฟ้าเหมือนสำลี ลงมาฟังหลวงปู่มั่นเทศน์ แต่งเนื้อแต่งตัวไม่เหมือนกัน ฟังซิถ้าไม่รู้พูดได้ยังไง แล้วรูปร่างทุกสิ่งทุกอย่างก็ไม่เหมือนกัน หยาบ กลาง ละเอียด ละเอียดสุด นั่นฟังว่านะ คือที่ละเอียดสุดนั้นได้แก่ท้าวมหาพรหม คือแกก็บอกเป็นชั้น ๆ ไป พวกนี้มาการแต่งเนื้อแต่งตัวเป็นอย่างนี้ รูปร่างแม้จะเป็นทิพย์ก็ตามแต่ก็ละเอียดต่างกันเป็นลำดับลำดา จนกระทั่งสุดท้ายมานี้ โถ น่าอัศจรรย์ มานี้เหลืองอร่ามพูดไม่ถูกเลย เห็นแต่อัศจรรย์กว่าทุกคณะที่มาฟังเทศน์ท่านอาจารย์มั่นนี่ละ แกเรียกญาท่าน แล้วพวกนี้เขามาจากที่ไหนบ้าง

    ท่านก็บอกย่อ ๆ ไม่บอกมาก เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องปลีกย่อยท่านไม่ค่อยบอกมาก อ๋อ พวกนี้เป็นพวกเทวดาเขามาจากชั้นต่าง ๆ ที่แต่งเนื้อแต่งตัวไม่เหมือนกัน มีหยาบ มีกลาง มีละเอียดนั้น ก็เป็นตามอำนาจวาสนาของเทวดาชั้นนี้ อยู่ในสวรรค์ชั้นนี้ การแต่งเนื้อแต่งตัวก็เป็นตามอำนาจแห่งบุญแห่งกรรมของเขาในชั้นนี้ ที่สูงไปกว่านี้ก็ละเอียดขึ้นไปเป็นลำดับลำดา จนกระทั่งสูงสุด นั่นก็เรียกว่านิสัยวาสนาสูงส่ง ตั้งแต่สวรรค์ชั้นนั้น ๆ การแต่งเนื้อแต่งตัวเป็นไปตามชั้นของสวรรค์ จากนั้นก็ท้าวมหาพรหมที่เหลืองอร่ามมา นั่นเห็นไหมท่านบอก ท่านไม่เห็นค้านนี่นะ ก็ท่านรู้หมดแล้ว ทางนั้นมาถามแบบคนแก่คนไม่รู้ภาษีภาษาใช่ไหม แต่เขาเห็นจริง ๆ เขามาพูด เขาไม่สะทกสะท้านไม่สงสัย ท่านก็ตอบ ท่านไม่เห็นปฏิเสธนี่นะ

    ท่านบอกว่าที่มาหลังสุดคือท้าวมหาพรหม คณะหลังเป็นท้าวมหาพรหม บริษัทบริวารเต็ม ท้าวมหาพรหมเป็นหัวหน้ามา อ๋อ อย่างนั้นเหรอ แกว่านะ ไม่รู้ เห็นมา อู๊ย อัศจรรย์ตั้งแต่เริ่มแรก ถ้าไม่เห็นข้างบนที่ละเอียดกว่านี้ เห็นตั้งแต่นี้ก็อัศจรรย์แล้ว แกว่างั้น ทีนี้พอมาเรื่อยเป็นคณะ ๆ พวกเทพมาเป็นคณะ ยิ่งอัศจรรย์เรื่อย ๆ จนท้าวมหาพรหมนั่นละที่มาสุดท้าย แกอัศจรรย์แกมาถามท่าน ท่านไม่เห็นค้านนะ นี่พูดถึงเรื่องตาทิพย์รู้ไหม เป็นอย่างนั้นเห็นอย่างนั้น แล้วแกไม่สงสัย ที่แกถามแกบอกว่าทำไมจึงต่างกันการแต่งเนื้อแต่งตัว ไม่ปฏิเสธที่เห็นนี้ว่าใช่ไหมแกไม่เห็นถามวะ ทำไมจึงต่างกัน ๆ นั่นฟังซิ

    นี่ละธรรมชาตินี้พอเจอเข้าไปปั๊บจะไม่ต้องหาสักขีพยาน จะเต็มตัวโดยหลักธรรมชาติ สิ่งเหล่านี้เป็นหลักธรรมชาติ รู้โดยหลักธรรมชาติ แต่ชื่อนั้นชื่อนี้ที่แพรวพราวไปนั้นเป็นสมมุติอันหนึ่ง ผู้ไม่รู้สมมุติอันนั้นก็พูดไม่ถูก อย่างแกว่านั้นคืออะไร เพราะแกไม่รู้ ที่มานั้นคืออะไร แกเห็นแต่เรียกชื่อไม่ถูก นี่ละเขาเรียกตาทิพย์ หูทิพย์พูดอะไร ๆ นี้ได้ยินหมด พอพูดอย่างนี้ก็เอาอีกแหละ ก็ไปถึงพ่อแม่ครูจารย์อีกนะ ท่านอยู่ที่ถ้ำสาริกา ท่านปัดกวาดตอนเย็นท่านเล่าให้ฟัง พอกำลังปัดกวาด ๆ ไป ไปถูกมดน้ำนองที่มันไต่ผ่านมาเป็นทางไปเลย ท่านปัดกวาดไปนี้ไปถูกเขา เห็นเขาแตกยั้วเยี้ยออก ท่านเลยบอกว่า เวลานี้เฮาจะปัดกวาด ให้พากันหลบหลีกนะ เท่านั้นละนะ ทางนั้นเขาขึ้นแล้ว บอกเตือนกันแล้ว นั่นเห็นไหมล่ะ

    นี่ละใจคิดรู้แล้ว พอทางนี้บอกว่าเราจะปัดกวาดนะ เพียงคำเดียวเท่านั้น ทางนั้นเขาขึ้นเขาประกาศบอกกันเลย นี่พระท่านมีข้อวัตรปฏิบัติ ท่านมีศีลมีธรรม ท่านจะปัดกวาด ท่านทำข้อวัตรปฏิบัติของท่าน พวกเราให้พากันหลีกหนี บอกกัน จากนั้นก็หลั่งไหลแตกฮือไปหมดเลย นี่ละพวกมดน้ำนองนี่เขาก็รู้ศีลรู้ธรรมเหมือนกัน ว่าพระท่านมีข้อวัตรปฏิบัติ พวกนี้ประกาศให้พวกเขาฟัง พวกเราอย่ามาที่นี่ ให้หลีกไป ท่านกำลังปัดกวาดทำข้อวัตรของท่าน นี่เขายังรู้ข้อวัตร ท่านว่าอย่างนั้นนะ ไอ้พวกพระพวกเณรเรานี้มันไม่รู้ข้อวัตรปฏิบัติ มันเอาเสื่อกับหมอนเป็นข้อวัตรปฏิบัติ ไปอย่างนั้นนะเห็นไหม นี่เรียกว่ารู้วาระจิตของสัตว์ สัตว์เขาพูดกันท่านก็รู้ รู้รับกันทันทีเลย

    ท่านอาจารย์มั่น โอ๊ย พิสดารมากนะ เรื่องอย่างนี้พิสดารมากทีเดียว แต่ท่านทำเหมือนไม่รู้นะ เวลาพูดไปสัมผัสอะไรอย่างนี้ละ พอไปสัมผัสเรื่องราวท่านจึงแยกออกมาพูดแล้วผ่านไปเลย ถ้าไม่สัมผัสท่านก็ไม่พูด อันนี้ก็มีเรื่องสัมผัสท่านก็พูดให้ฟัง เรื่องหูทิพย์ตาทิพย์อย่างที่ว่า พวกเทพทั้งหลายเขามาฟ้องร้องท่านตอนเขามาฟังเทศน์ท่าน เขามากราบเรียนท่าน ภาษาเราว่ากราบเรียนท่าน ธรรมดาก็เรียกว่ามาฟ้องท่าน ว่ามานี้เห็นแต่พระท่านนอนหลับครอก ๆ แครก ๆ ท่านนอนไม่มีมารยาท นั่นเห็นไหมไปกราบเรียนท่าน คือพวกเทพไปกราบเรียนท่าน พระท่านนอนไม่มีมารยาท นอนหลับครอก ๆ แครก ๆ ทิ้งเนื้อทิ้งตัวบ้างอะไรบ้าง เวลาเขาไปฟ้องท่าน

    ทีนี้เวลาท่านแก้เทวดาท่านไม่ได้ยกโทษพระนะ อ๋อ ก็คนหลับ ใครหลับก็ครอก ๆ แครก ๆ จะว่าไง ถ้าไม่หลับจะไปครอก ๆ แครก ๆ ทิ้งเนื้อทิ้งตัวยังไงคนมีสติสตัง จะว่าอะไรถึงพวกเทพก็เอาเถอะ เหมือนกันนั่นแหละ ขึ้นชื่อว่ากิเลสมีอยู่ ย่อมมีพลั้งมีเผลอมีเสียมีหายเหมือนกันนั่นแหละ จะไปตำหนิอะไรแต่กับพระ ดูเราที่มันครอก ๆ แครก ๆ แบบไหนแบบเทพนั่นน่ะ มันสมเกียรติของเทพไหม ท่านซัดเอาตรงนั้นนะ เขาก็หมอบเลย พอเขาไปแล้วท่านก็เตือนพระ แน่ะอย่างนั้นนะ คือเวลาเขาตำหนิพระท่านจะไปช่วยเป็นกำลังเขาตีพระท่านไม่ตี ท่านยกพระไว้ตีพวกเทวดา พอเทวดาไปแล้วกลับมาตีพระ นั่นเห็นไหมปราชญ์ท่านพูดให้กระทบกระเทือนที่ไหน เสียหายที่ไหน ทีนี้เวลาท่านออกมาท่านก็เตือนพระ เวลาหลับนอนก็ให้รักษามารยาท เมื่อคืนนี้พวกเทวดาทั้งหลายเขามาฟ้องว่า พระนอนหลับครอก ๆ แครก ๆ ทิ้งเนื้อทิ้งตัว แล้วเป็นยังไงพระเรา นอนหลับตั้งแต่ตะวันยังไม่ตกนั่นเหรอ ไม่ได้ตั้งหน้าทำความพากความเพียรเหรอ จึงให้เทวดาเขามาดูความไม่ดีของเรา ถ้าหากว่าจะนอนก็ให้ระมัดระวัง

    จากนั้นมาท่านเตือนนะ ว่าวันนี้เทวดาจะมา บอกเตือนพระ เพราะพระอยู่กับท่านไม่หลายองค์นี่นะ ไม่ได้เหมือนอย่างที่ว่าจุ้นจ้าน ๆ มีแต่พระหูหนวกตาบอดอย่างนี้นะ ท่านเตือน วันนี้พวกเทพจะมานะ เวลาเท่านั้น ถ้าจะหลับนอนก่อนนั้นก็ให้หลับนอนเสีย ถ้ายังไม่หลับนอนก็ให้รอไปจนกระทั่งเทวดาทั้งหลายมาเยี่ยมเราผ่านไปเรียบร้อยแล้วค่อยนอน นั่นท่านเตือนพระเห็นไหมล่ะ นี่ละจอมปราชญ์เตือนกันในวงภายใน พระก็ต้องได้ระมัดระวัง

    แล้วที่นี่การทำส้วมทำถานแต่ก่อนกับทุกวันนี้ต่างกัน คือขุดหลุมทำส้วมทำถานใช่ไหมล่ะ แต่ก่อนไม่มีส้วมซึมอย่างนี้ ท่านบอกทางนี้อย่าไปทำส้วม พวกเทพมาทางนี้ ให้แยกไปทำทางนั้น ๆ ทางนี้เป็นทางเทพเข้าออกเสมอ คือพวกเทวดาเขาจะเข้าในช่องทางที่พระว่าง เขาเคารพพระนะพวกเทพ ถ้าพระชุมนุมที่ไหนเขาไม่อยากเข้า เขาเคารพพระ เพราะฉะนั้นเขามาเห็นพระหลับครอก ๆ แครก ๆ เขาจึงไปฟ้องท่านอาจารย์มั่นล่ะซี ท่านอาจารย์มั่นก็ตีเทวดาอีก พอกลับมาแล้วก็มาตีพระ เวลาทำส้วมทำถานท่านห้ามไม่ให้ทำทางนั้น ๆ ให้แยกไปทำทางนั้น ทางนี้เป็นทางเทวดาเขามาเสมอ แล้วเทวดาเขามาเขาไม่ได้มาลงนี้ เขาเหาะเหินมา โน่นเขาจะลงที่โน่นแล้วเดินเข้ามาอย่างเป็นระเบียบ มีความสวยงาม เคารพนับถือ เป็นที่น่าเลื่อมใสมาก ท่านว่าอย่างนั้น

    ทีนี้เวลามาเห็นกิริยาของพระเป็นอย่างนั้น ๆ เขาฟ้องนั้นถูกต้องแล้ว ท่านก็สอนพระไม่ให้ทำส้วมทำถานทางที่เขาเข้าออก พวกเทพทั้งหลายจะเหมือนกันหมด ว่างั้นนะ จะไม่ไปมาจุ้นจ้านนะ จะมาเป็นทาง ๆ ที่ไหนมีพระมากพวกเทพจะไม่มา

    พูดถึงเรื่องภายในถ้าต่างคนต่างรู้ก็ไม่มีปัญหาอะไรกันเลย ถ้าคนหนึ่งไม่รู้คนหนึ่งรู้ คนหนึ่งไม่เห็นคนหนึ่งเห็น ก็มีการขัดการแย้ง ความรู้ความเห็นไม่ลงรอยกันเป็นธรรมดา ทางภายในก็เหมือนกัน ภายนอกคนหนึ่งเห็นคนหนึ่งไม่เห็น คนหนึ่งได้ยินคนหนึ่งไม่ได้ยิน มันก็สงสัยผู้ที่ไม่ได้ยิน ผู้ที่ไม่เห็น ถ้ารู้เห็นด้วยกันแล้วไม่มีปัญหาอะไร

    อันนี้ก็มาพูดอันหนึ่ง นี่ละกรรมฐานในสมัยปัจจุบัน สมัยพ่อแม่ครูจารย์มั่นนี่ที่เป็นลูกศิษย์ของท่าน นี่เอาความจริงมาพูดให้พี่น้องทั้งหลายฟัง พระ ๒ องค์ท่านมีความรู้แบบเดียวกัน ลักษณะเดียวกัน รู้เห็นเหมือนกัน ท่านไปภาวนาอยู่ถ้ำหนึ่ง องค์หนึ่งไปภาวนาอยู่ถ้ำหนึ่ง องค์หนึ่งภาวนาอยู่ถ้ำหนึ่ง นัดกันว่าประมาณวันที่เท่านั้น ๆ จะมาพบกัน แล้วจะไปที่ไหนก็ไป นัดกันเรียบร้อยแล้วต่างองค์ก็ไปพัก ทีนี้ก็เข้ามาถึงจุด สถานที่นั่นเราพูดเรื่องราวมันเสียก่อน คือสถานที่นั่นมีผู้หญิงคนหนึ่งกำลังมีท้อง มีผลไม้เกิดอยู่บนต้นไม้ มันก็ปีนขึ้นไปบนต้นเอาผลไม้มากิน ตกจากต้นไม้มาตายอยู่นั้น เรียกว่าตายโหงใช่ไหม

    ทีนี้พระท่านก็ไม่รู้เรื่องท่านไปอยู่ที่ถ้ำภาวนากลางคืน นี่พูดตามหลักความจริง กิเลสเหล่านี้มีได้ด้วยกันทุกคนทั้งหญิงทั้งชาย จึงจะตำหนิหรือชมเชยใครไม่ได้ เวลามีเหตุการณ์หรือเรื่องราวของใครมาก็ยกขึ้นมาพูดเป็นธรรมดา จากความมีอยู่ของคนทั่ว ๆ ไป เวลาท่านนั่งภาวนากลางคืน มันมาตายอยู่ทางหน้าถ้ำ แต่ไกลอยู่นะ ตายก็นานหลายปีพอสมควร พระท่านก็ไม่รู้เรื่องรู้ราว พอไปนั่งภาวนาอยู่นั้น ผู้หญิงคนนั้นกลายเป็นเปรต พอท่านไปนั่งภาวนามันเอาเท้าไปเกาะเพดานถ้ำ แล้วหย่อนหัวลงมามากอดรัดท่าน ท่านผลักเท่าไรมันก็ไม่ยอม แผ่เมตตามันก็ไม่รับ มีแต่จะกอดโดยถ่ายเดียวตามเรื่องของกามเข้าใจไหมล่ะ ท่านทนอยู่ได้ ๓ คืนเป็นอย่างนี้ พอกำหนดปั๊บหลับตาลงมาแล้ว ถ้าลืมตาอยู่อย่างนี้ไม่เอาจิตไปใช้ทางนั้นก็เหมือนไม่มี พอกำหนดจิตปั๊บมาแล้ว

    ท่านทนอยู่ได้ ๓ คืนทนไม่ไหว มีแต่เรื่องอันเดียว ท่านเลยหนีไปหาพระองค์นั้นที่อยู่ในถ้ำนั้น แล้วทำไมจึงมาเสียล่ะ มาชั่วคราวหรือมาเลย โอ๋ย มาเลยนั่นแหละ เป็นยังไงว่าให้ฟังซิ ก็จะอยู่ได้ยังไง ก็เลยเล่าเรื่องนี้ให้ฟัง พระองค์นั้นก็เลยว่า เอ้า ถ้าอย่างนั้นผมไปเอง ลองดูน่ะมันเป็นยังไง พระองค์นั้นก็มา องค์นี้ได้ ๒ คืนเผ่นเลย แล้วเป็นยังไง โอ๊ย อย่าให้พูดเลย ทางนี้เลยหาอุบายวิธีการถามไม่ให้เขารู้นะว่า พระรู้เรื่องนี้มาจากไหน ถามเรื่องนั้นเรื่องนี้เลียบ ๆ เคียง ๆ ไป เขาก็เลยเล่าเปิดออกเลย นี่ก็ซักถามเรื่อยไปแต่ท่านไม่ได้บอกว่าท่านรู้นะ เขาก็เล่าว่าเป็นผลไม้อะไร แล้วมันปีนขึ้นไปกินผลไม้นั้น ตกลงมาจากนั้นมาตายอยู่นั้น ไม่ทราบเป็นยังไงตายได้หลายปีแล้ว อ๋อ อย่างนี้เอง แน่ะท่านรู้แล้วนะแต่ท่านไม่บอกเขา

    นี่ละเรื่องมันเกี่ยวโยงกันอย่างนี้ ความมีอยู่เห็นไม่เห็นมันก็มีอยู่ของมัน ปิดได้ยังไง พระพุทธเจ้าสอนสิ่งที่มีอยู่ทั้งนั้น ไม่ได้เอาสิ่งที่สูญมาสอนโลกนะ เอาสิ่งที่มีอยู่ทั้งนั้น แต่เราไม่เห็นเหมือนไม่มี เราก็ลบล้างว่าไม่มี ๆ นี่ละคำสอนพระพุทธเจ้าเป็นอย่างนี้ จึงเรียกว่าสวากขาตธรรม ตรัสไว้ชอบทุกอย่าง ไม่มีผิดมีเพี้ยนแม้นิดหนึ่งเลย จึงเรียกว่า ธรรมวินัยนี้แลจะเป็นศาสดาของเธอทั้งหลายแทนเราตถาคตเมื่อเราตายไปแล้ว ก็คือธรรมวินัยที่สอนไว้เรียบร้อยแล้ว ให้ปฏิบัติตามนี้เถิดมรรคผลนิพพานจะไม่สูญจากโลก ถ้าก้าวตามนี้แล้วจะถึง ๆ

    เราพูดถึงเรื่องวงกรรมฐาน ท่านพูดภาษาธรรมของท่านเราฟังไม่เข้าใจนะ เราไม่รู้เรื่องรู้ราว นี่ละวิถีทางของจิต ความรู้ความเห็นของจิตที่รู้เห็นอะไร ๆ มันแจ่มยิ่งกว่าตาเรารู้นะ ตาเรารู้ยังมัว ๆ ถ้าอยู่ห่างไกลนี้ไม่ชัดต้องเข้าไปใกล้ ๆ ตาจิตไม่เป็น ปั๊บนี้เข้าใจทันทีไม่ต้องหาอะไรมาเป็นพยาน อย่างที่ยกตัวอย่างพระ ๒ องค์นี้ ถ้าต่างคนต่างรู้ด้วยกันแล้วค้านกันได้ยังไง ทีแรกองค์นั้นอยู่ไม่ได้เพราะอะไร ว่าเป็นอย่างนั้น ๆ เอ้า ผมไปเอง พอไปองค์นี้ได้ ๒ คืนเผ่น เป็นยังไง โอ๊ย อย่าให้พูดเลย นั่นเห็นไหมท่านยอมรับกันท่านเป็นเหมือนกัน นี่ละความจริงมีอย่างนี้ แล้วท่านก็เจอความจริงอันนั้น ผู้นั้นก็เจออย่างนี้แล้วจะไปคัดค้านกันได้ยังไง

    ธรรมพระพุทธเจ้าก็เหมือนกัน ภายในจิตขอให้รู้ ขอให้ปฏิบัติเข้าไป ไม่ต้องหาองค์ศาสดาว่าเป็นองค์เช่นไรละนะ ผู้ใดเห็นธรรมผู้นั้นเห็นเราตถาคต จะเห็นเป็นลำดับ ความเชื่อพระพุทธเจ้าเชื่อแน่นเข้าไป ๆ เรียกว่าใกล้ชิดติดพันธรรมที่ดีเยี่ยมขึ้นไปเท่าไรก็ยิ่งเชื่อมั่นเข้าไป ๆ พอผางเข้าถึงนั้นแล้วถามพระพุทธเจ้าหาอะไร เท่านั้นพอ

    เวลาท่านพูดเกี่ยวกับเรื่องพวกเทพ พูดเหมือนเราพูดสิ่งที่เราเห็นด้วยตาได้ยินด้วยหูนี่ เวลาท่านพูดธรรมภายในจิตของท่าน แต่ละองค์ที่มีความรู้ความเข้าใจด้วยกัน วงกรรมฐานท่านเข้าใจกันอย่างนี้เป็นลับ ๆ พวกเดียวกันท่านพูดได้ชัดเจนตามความคุ้นเคยต่อกันมากน้อย ยิ่งเป็นผู้ที่รู้ที่เห็นอย่างเดียวกันแล้วพูดได้เต็มปากเลยไม่มีกระดากอาย เพราะต่างคนต่างรู้ เหมือนอย่างต่างคนต่างเห็นนี้ท่านจะเถียงกันที่ตรงไหน เป็นอย่างนั้นนะ

    พอพูดอย่างนี้แล้วก็ทำให้ระลึกได้ ที่ว่าเทวดามาอุปัฏฐากพระ ท่านเห็นพระอดอาหารผอมโซ ท่านสงสาร เทวดาองค์นั้นเป็นรุกขเทวดาอยู่ภูเขา พระท่านอยู่ในถ้ำ เทวดาอยู่บนภูเขาต่างหากคอยดูแลอยู่ เวลาท่านอดอาหารเข้าไป ๆ พวกเทวดาทั้งหลายอยู่ข้างนอก แต่เทวดาองค์นี้เคยเป็นแม่ของท่าน แม่ของพระองค์นี้ โอ๊ย แม่มาอะไรอย่างนี้ไม่ใช่เวล่ำเวลา คนภายนอกตามันมีก็เห็นนะ มันจ้ามากนะ โอ๊ย คนภายนอกจ้างก็ไม่เห็น ให้เห็นเฉพาะลูกคนเดียวเท่านี้แหละ แล้วทำไมลูกกระจ่าง ก็กระจ่างเฉพาะกับลูกต่างหากนะ คนอื่นจะกระจ่างอย่างนี้ไม่ได้ แน่ะ เขาก็แก้กันดีใช่ไหมแม่กับลูก เทวดากับพระ มองดูด้วยตาเนื้อก็เห็นอยู่นี้ คนอื่นเขาจะไม่เห็นยังไง โอ๋ย ตาคนอื่นกับตาเรามันต่างกัน ไม่ให้เห็นไม่เห็นว่างั้น มาใกล้ ๆ ทำไมลูกจึงผอมโซจนจะเป็นจะตาย จะทรมานไปอะไรนักหนา ความผอมความโซไม่เกิดประโยชน์ ผลที่เกิดจากการภาวนาจากการผอมโซนี้เป็นผลที่เลิศเลอ พยายามทำประเภทนี้ต่างหาก อันนี้เรากินเมื่อไรก็ได้ไม่อยากอะไรกินข้าว พอเป็นพอไป

    อู๊ย น่าสงสารเหลือเกิน ถ้าอย่างนั้นแม่จะไปเอาอาหารทิพย์มาทาตามร่างกายนี้ได้ไหม ว่างั้นนะ มาขอทา คือเอาอาหารทิพย์มาทาตามร่างกาย ซืบไปนะกาย คำอย่างนี้เคยได้ยินไหม ฟังซิ เห็นไหมล่ะ แม่จะไปเอาอาหารทิพย์มาทาตามร่างกายนี้ และให้ซึมเข้าไปภายในหล่อเลี้ยงร่างกายให้มีกำลังขึ้นมา แล้วคนจะไม่เห็นเหรอ แม่ไม่ให้เห็นแล้วมาจากไหนก็ไม่เห็น ขอมาทา ไม่ให้ทามากนะ ลองทดลองดูก่อนให้ทาบาง ๆ ท่านก็มีกำลังขึ้น จากนั้นห้ามเลยไม่ให้มายุ่ง ให้อยู่คนละฝั่งละแห่งละหน

    ไม่ได้เดี๋ยวคนมาเห็นเข้ามันจะเป็นเรื่องโลกไป เรื่องทิพย์ก็ตาม เราก็ว่าเขาไม่เห็น แต่เรื่องที่ลับมันก็ไม่มีในโลกเหมือนกัน ตาเทพตาทิพย์อะไรก็จะมาเห็นอีกไม่ใช่ตาเนื้ออย่างนี้ ตาทิพย์มาเห็นก็ไม่น่าดู แน่ะ ท่านแก้ไปอย่างนั้นอีก ให้เลิกเลย นั่นเป็นยังไงฟังซิ คือไม่ให้เทพเข้ามาเกี่ยวข้องเลย มาเป็นรูปเป็นร่างเหมือนเรามองเห็นกันนี้ อย่างนี้ก็ใครก็จะไม่เห็นได้ยังไง ไม่ให้เขาเห็นเห็นไม่ได้ ทีนี้พวกเทพด้วยกันที่มีตาทิพย์ด้วยกันมันก็เห็นกันอยู่ซิ ตกลงแม่เลยยอม เข้าใจไหม นั่น ตาเราไม่ให้เขาเห็น แต่ตาเทพมันปิดไม่ได้นะ ว่างั้นนะ ตกลงแม่เลยยอม ทีนี้ไม่ให้เข้ามาใกล้ แน่ะ ฟังเอาซิ

    นี้ละทางธรรมเปิดเผยอย่างนี้ ขอให้มีผู้ปฏิบัติซิ ธรรมพระพุทธเจ้าเปิดเผยมาตลอดเวลา แต่เรามันคว้าตั้งแต่สิ่งที่มืดดำกำตา ปิดเอา ๆ มันไม่เห็น บาปมีเต็มตัวมันก็ว่าบาปไม่มีจะว่าไง บุญจะเสาะแสวงหายังไงเมื่อปฏิเสธว่าบาปไม่มี ทำแต่ความชั่ว นี่ที่ให้ระมัดระวัง พระพุทธเจ้าสอนว่าบาปมีบุญมี ใครสอน พระพุทธเจ้าองค์ศาสดาองค์เอกเสียด้วยนะมาสอน ให้พากันเชื่อกันฟังนะ หูหนวกตาบอดก็ตามขอให้อาศัยคนตาดีจูงไปพอเป็นพอไปนะ ให้คนตาบอดจูงคนตาบอดลงเหวลงบ่อ ตายด้วยกันทั้งสองนั่นแหละ นี่คนตาบอดกับคนตาบอดจูงกัน คนโง่คนหลงด้วยกันจูงกันลงนรกทั้งนั้นละ เสริมไปทางที่ชั่ว ทางดีปัดออก ๆ ถ้าเป็นคนตาดีแล้วดึงไปหาทางดี ๆ แล้วก็ค่อยเป็นค่อยไปมันก็เป็นไปเองเข้าใจไหมล่ะ ให้จำเอานะ เอาละวันนี้เทศน์เพียงเท่านั้นละ เหนื่อยแล้ว

    กราบเรียนครับนมัสการหลวงตา กระผมนายอำนาจ ดีเลี้ยง สมาชิก อ.บ.ต. หมู่ที่ ๙ พันดอนครับผม เนื่องด้วยสถานีอนามัย ตำบลพันดอนเป็นสถานีที่ตั้งขึ้นใหม่แต่ยังขาดงบประมาณในการบูรณะ เช่น รั้ว และถมที่ซึ่งเป็นที่ลุ่ม และเวลาหน้าฝนมาน้ำท่วมขัง ขาดงบประมาณสนับสนุนจึงเรียนมาเพื่อกราบนมัสการเพื่อโปรดท่านคงพิจารณาครับ

    รับทราบไว้เฉย ๆ นะ ยังไม่ได้ตกลงว่าจะช่วยหรือไม่ช่วยยังไง เพราะเวลานี้เราหนักตลอด

    หลวงตาครับผมตำรวจท่องเที่ยวครับ เอามาถวายหลวงตาครับ ผ้าไตรครับ ต้นอีกด้วยครับ (เขียนหนังสือติดมาด้วยว่า ถวายพระอรหันต์ หลวงตาบัว วัดป่าบ้านตาด) นี่ของง่ายเมื่อไร ผู้เขียนก็เขียนได้สบายแต่ผู้อ่านรู้สึกขยะ ๆ เหมือนกันนะ ถวายพระอรหันต์หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน วัดป่าบ้านตาด จังหวัดอุดรธานี จากตำรวจท่องเที่ยว อุดร-ขอนแก่น เท่านั้นแหละ

    หลวงตาครับ ผมมีเรื่องอันหนึ่งผมอยากจะเรียนถามหลวงตา ผมเคยบวช สมัยก่อนผมบวชอยู่ที่ลำพูน ผมไปอ่านในคัมภีร์เป็นภาษาล้านนา เขาบอกว่าต่อไป ต้นกัลปพฤกษ์จะเกิดกลางเมือง จะมีคนเอาเงินเอาทองมากองแล้วก็ใครถวายจะไม่เสียดายเงินทอง เมื่อถวายแล้วจะมีเงินทองแล้วจะเป็นบารมี แล้วพระที่เกิดยุคนั้นจะเป็นพระอรหันต์ ผมก็หามาตั้งนานแล้วผมมาอยู่ที่ภาคอีสาน ผมเห็นหลวงตา ผมก็เลยว่าหลวงตาเป็นพระอรหันต์ หลวงตาจะโกรธผมก็แล้วแต่ เพราะว่าผม

    ไม่โกรธละ เพราะเราจะทวงเอาผลของพระอรหันต์ เข้าใจไหม ต้นกัลปพฤกษ์ที่เกิดเต็มบ้านเต็มเมืองอยู่ไหน ไม่เห็นมีต้นกัลปพฤกษ์ ถ้าว่าหลวงตาเป็นพระอรหันต์จริง ๆ ต้นเหล่านี้ต้องมีเข้าใจไหม นี่ไม่เห็นมีแสดงว่าหลวงตาเป็นโมฆะ เพราะฉะนั้นต้นกัลปพฤกษ์จึงเป็นโมฆะไปตาม ๆ กัน เป็นอันว่าเลิกแล้วแต่บัดนี้

    ไม่ครับ เพราะผมเห็นในทีวี อะไรเยอะแยะเลย เงินหลวงตาดังไปทั่วโลก ว่าประเทศไทยถ้าไม่มีหลวงตามาช่วยประเทศไทยจะไม่เจริญรุ่งเรือง เงินกองคลังต่าง ๆ หลวงตามาช่วย ผมก็ดีใจว่าผมเป็นตำรวจท่องเที่ยว เคยมารับใช้หลวงตา หลวงตาเคยบอกว่าให้ได้เป็นนายอำเภอเด้อ ว่าอย่างนั้น

    แล้วได้เป็นหรือยังล่ะ

    ผมก็มาปฏิบัติหลวงตา แล้วครั้งที่สองหลวงตาถามว่ามาทำอะไรบ้าง ผมก็เลยบอกว่า ผมมารับใช้หลวงตาแล้วมาดูแลนักท่องเที่ยว แล้วก็เอาเงินตราเข้าประเทศ หมายถึงว่าเราบริการนักท่องเที่ยวดี อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวเขาก็ส่งเสริม แล้วประเด็นที่สอง ผมก็เลยว่าดูแลพระตำหนักให้หลวงตาด้วย ที่อุดรฯที่ทุกคน จังหวัดอุดรที่สร้างขึ้นมา ผมในฐานะที่ว่าเป็นตำรวจคนหนึ่งของประเทศไทย ตำรวจท่องเที่ยว ผมดีใจที่ได้รับใช้หลวงตา และเกิดมาใน ร.๙ แล้วเจอหลวงตานะครับ ผมขอกราบ

    เออ เรื่องก็เล่าไปแล้วต่างคนก็ต่างฟังแล้ว หายสงสัยด้วยกันนะ ก็ไม่มีอะไรถามกันละ เท่านั้นแหละพอ

    โยม : เขาเขียนมาจากปราจีนบุรี ชื่อนางสำรวล ปิ่นทอง เขาไฟไหม้บ้านหมด เอาอะไรออกมาไม่ได้เลย ตัวเองถูกไฟลวก พิการ ตอนนี้สามีไม่ได้ทำงาน มีลูกสองคน อยู่ชั้นป.๕-ป.๖ ขอความเมตตามาว่า

    ๑.ขอให้แพทย์รักษา อาการแผลที่บาดเจ็บจากไฟไหม้

    ๒.ค่าใช้จ่ายในการไปรักษาที่กรุงเทพ ขอได้โปรดเมตตาแล้วก็ให้เมตตาจนหาย

    ๓.ขอเงินค่าใช้จ่ายไปตามความจำเป็นในครอบครัวระยะนี้ ครับผม

    หลวงตา : ถ้าสมมุติว่าเรามีจะตอบเขาว่ายังไงล่ะ

    โยม : ก็เขาให้ที่อยู่ไว้ครับ

    หลวงตา : ค่ารักษาอะไร เท่าไร

    โยม : ยังไม่กำหนดเพราะว่า แพทย์เขาแนะนำอย่างนี้ เขาก็เลยขอเมตตามาแบบนี้

    ๑.ขอให้แพทย์รักษาอาการบาดเจ็บจากกรณีไฟไหม้

    ๒.ค่าใช้จ่ายจากการรักษาพยาบาล ตลอดจนค่าเดินทางไปกรุงเทพฯระหว่างที่อยู่ทำศัลยกรรมที่โรงพยาบาลกรุงเทพฯ แขนทั้งสองข้างก็โดนไฟไหม้ แล้วเอ็นมันติดกันยืดไม่ออก

    หลวงตา : ทีนี้เวลาเราตอบให้เขาปฏิบัติได้สะดวกโดยด่วนให้ตอบทางโทรศัพท์ไปหาโรงพยาบาล โรงพยาบาลกับเรายืนยันกันแล้ว ทางนี้ก็ให้เขาพูดกันทีหลัง อย่างนั้นเป็นหลักเกณฑ์ดีนะ

    โยม : ครับ เป็นหลักได้

    หลวงตา : เอ้า ถ้าอย่างนั้นโทรไปเลย โรงพยาบาลไหน ให้โทรไปว่า วัดป่าบ้านตาดคือหลวงตาบัวเป็นคนประกันรักษาทั้งหมดว่าอย่างนั้นนะ ให้ตอบไปโดยด่วน ตอบไปโรงพยาบาลแล้ว เราก็บอกไปหาเขาอีกด้วย บ้านเลขที่อะไรเขาบอกไว้หมดนะ บอกไว้ด้วยว่าเรารับเป็นภาระทั้งหมดแล้ว ให้ทำหน้าที่เต็มเม็ดเต็มหน่วย เสร็จแล้วเราจะเป็นผู้จ่ายเงินเอง เพราะเราตกลงกับโรงพยาบาลแล้ววันไหนก็ได้ใช่ไหมล่ะ เมื่อผู้ใหญ่ตกลงกันแล้วไม่ยากอะไร เขาต้องการอะไรจะจ่ายวันไหนจ่ายเลยทันที เอาอย่างนี้เลยนะ อย่างนี้ละมันก็มีอยู่ทั่วไป ความจำเป็นมันก็มี

    โยม : ขอโอกาสครับ ผมหมอตรีพันธ์ ครับ พอดีทางโรงพยาบาลปทุมราชวงศา อำนาจเจริญ สร้างตึกใหม่ ขยายโรงพยาบาลจาก ๑๐ เตียงเป็น ๓๐ เตียง ตอนนี้อาคารสร้างเสร็จแล้วครับ แต่ยังขาดงบประมาณ จัดซื้อครุภัณฑ์ ครับ

    หลวงตา : เออ ให้รอไว้ก่อน เวลานี้ยังสองสามโรง โนนสัง,บุ่งคล้า,ท่าอุเทน ให้รอไว้ก่อนนะ สามโรงจะเป็นเงินสักเท่าไร อย่ามาพูดนะ ๑๐ ล้าน สามโรง ของง่ายเมื่อไร นี่ละหนักมากละอย่างนี้ละที่ช่วยโลก ก็ยังอดคิดไม่ได้อย่างที่ว่า เราว่าจะไม่พูดมันก็มาเกี่ยวโยงกันเรื่อยให้ได้พูด พวกเทวทัตกำลังโจมตีเรื่องพุทธศาสนา โจมตีพุทธบริษัทของเรา เฉพาะอย่างยิ่งคือหลวงตาบัวที่เขามาโจมตี ไอ้เรื่องโจมตีเขาจะโคตรยกแซ่มาโจมตีเราไม่ว่าอะไรละ เขาจะยกโคตรยกแซ่มาชมเชยเราเราก็ไม่ว่า เขาจะยกโคตรยกแซ่มาโจมตีเราก็ไม่ว่า เพราะการชมเชยการสรรเสริญและการตำหนิติเตียนนี้มันมีกับโลกมานาน เราไม่ตื่นอะไรเลย แต่สำคัญที่ว่า เงินที่พี่น้องทั้งหลายบริจาคกันทั้งหมดทั่วประเทศเอามาให้หลวงตาบัวนี้ หลวงตาบัวเอาเข้าพุงกันทั้งหมด

    นี่ซิมันไปมีญาณเก่งมาจากไหนก็ไม่รู้ เขาไม่ได้มาปฏิบัติหน้าที่การงานอะไรเลย เขายังมาทราบพุงของหลวงตาบัว ตลอดเงินพี่น้องทั้งหลายที่มาบริจาคมากน้อย ว่าเข้าพุงหลวงตาบัวหมด ไม่มีเหลือเลย คือหลวงตาบัวกินหมด เขาออกประกาศนี้อันหนึ่ง ให้พี่น้องทั้งหลายพิสูจน์ก็แล้วกัน หาความจริงแห่งความจอมปลอมกับความจริงของเขาที่คำพูดนี้ก็แล้วกัน อย่าไปหาโทษหาภัยใส่เขา เรื่องจริงกับเรื่องปลอมเป็นยังไง ดังพี่น้องทั้งหลายที่เราช่วยมานี้ ไอ้ที่ว่าสมบัติเงินทอง ทองคำ ดอลลาร์ เงินสด ที่ไหลเข้าสู่คลังหลวง ทุกวันนี้ยังติดต่อเอาเข้าบริษัทบริวารไหลเข้าไปอีกนี้ เป็นหมาทั่วประเทศไทยเหรอเอาเข้าคลังหลวง

    พวกเทวดามันยังไม่พอใจ ยังมาตำหนิอยู่อีกเหรอ ก็ให้เอาโคตรมันมาหมดทั้งพ่อทั้งแม่มันมาแข่งหลวงตาบัว กับหมาหลวงตาบัว กับหัวหน้าหมาคือหลวงตาบัวนี้ให้ได้สู้กันสักหน่อยก็จะดี จะได้หัวเราะลั่นกัน เข้าใจไหม เราไม่เอาประเภทโทษกรรม มีแต่เอาหัวเราะลั่นพอ เข้าใจเหรอ นี่ละเรื่องโฆษณาเหล่านี้ก็คือว่าเพื่อจะโจมตีผู้ที่พี่น้องทั้งหลายทั่วประเทศไทยทำความดี มีหลวงตาบัวเป็นหัวหน้าให้จมลงนี้ แล้วจะยกพวกเปรตพวกผี นรกอเวจีนี้ขึ้นครองบ้านครองเมือง ฟาดเมืองไทยให้จมหมด ท่านทั้งหลายจะเอาอันไหน ให้เลือกเอา เข้าใจไหม เอาละพอ ให้พร

    เปิดดูข้อมูล วันต่อวัน ทันต่อเหตุการณ์ หลวงตาเทศน์ถึงเรื่องอะไร ทาง internet

    www.luangta.com


    ** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์


    **********************

    https://luangta.com/thamma/thamma_talk_text.php?ID=142&CatID=2
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

    • icon_print.gif
      icon_print.gif
      ขนาดไฟล์:
      556 bytes
      เปิดดู:
      25
    • icon_pdf.gif
      icon_pdf.gif
      ขนาดไฟล์:
      528 bytes
      เปิดดู:
      27
  12. NAMOBUDDHAYA

    NAMOBUDDHAYA ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    22,051
    กระทู้เรื่องเด่น:
    890
    ค่าพลัง:
    +69,479
     
  13. NAMOBUDDHAYA

    NAMOBUDDHAYA ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    22,051
    กระทู้เรื่องเด่น:
    890
    ค่าพลัง:
    +69,479
     
  14. NAMOBUDDHAYA

    NAMOBUDDHAYA ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    22,051
    กระทู้เรื่องเด่น:
    890
    ค่าพลัง:
    +69,479
     
  15. NAMOBUDDHAYA

    NAMOBUDDHAYA ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    22,051
    กระทู้เรื่องเด่น:
    890
    ค่าพลัง:
    +69,479
    #ความหมายและความเป็นมาของบุญประทายข้าวเปลือกวัดป่าบ้านตาด
    “ประทายข้าวเปลือก หมายถึง “กองข้าวเปลือกที่เกิดจากบุคคลหลายคนนำข้าวเปลือก มากองรวมกันเพื่อการทำบุญ”
    ****************************
    “...แต่ก่อนเราไม่ค่อยสนใจนะ เพราะบ้านนี้ (หมู่บ้านตาด) เขาทำบุญประทายข้าวเปลือกมาเป็นประจำบ้านเขา เราเกิดมาเห็นอย่างนั้น ไม่มากก็น้อย เขาทำของเขาทุกปี พอทำนาเสร็จเรียบร้อย แล้วเขาทำบุญประทายข้าวเปลือก ถ้าสมมุติว่า ไม่มีพระอยู่ในวัด วัดบางทีมีร้างมีอะไร เขาก็ไปหานิมนต์พระที่อื่นมาทำบุญ #งานบุญนี้ (บุญประทายข้าวเปลือก) #แรกเริ่มทีเดียวจัดที่โรงเรียนบ้านตาดก่อนจะย้ายมาจัดที่วัด
    ดังนี้ “จะเริ่มปฏิบัติกันมาตั้งแต่เมื่อใดนั้น ท่านไม่ทราบ แต่มีความเป็นมาจากบุญคูณลาน ซึ่งเดิมชาวบ้านตาดจัดงานทีโรงเรียนบ้านตาด โดยนำข้าวเปลือกมากองรวมกัน แล้วนิมนต์องค์หลวงตาพร้อมพระไปเจริญพระพุทธมนต์และถวายภัตตาหาร ต่อมาจึงมีการจัดที่วัดป่าบ้านตาด โดยชาวบ้านนำข้าวเปลือกมารวมกันที่วัดป่าบ้านตาด ซึ่งในเบื้องต้นมีเฉพาะชาวบ้านตาดกับชาวบ้าน กกสะทอนที่นำข้าวเปลือกมารวมกัน หลังจากนั้นได้มีการปฏิบัติสืบต่อกันมา”
    #คำว่าประทาย นอกจากจะใช้เรียกชื่อ “การทำบุญที่มีชาวบ้านหลายๆ คนนำข้าวเปลือกมากองรวมกันแล้ว”
    ในแถบจังหวัดอุบลราชธานีมีการใช้คำนี้ในการทำบุญก่อเจดีย์ทรายด้วย โดยจะใช้คำว่า “ตบประทาย” ซึ่งหมายถึง #การที่ชาวบ้านแต่ละคนนำทรายมากองรวมกันแล้วก่อเป็นเจดีย์ทรายขึ้น
    จากนั้นมีการนิมนต์พระมาสวดมนต์และทำบุญอุทิศคล้ายกับทำบุญประทายข้าวเปลือก
    #ประทายข้าวเปลือก จึงหมายถึง “กองข้าวเปลือกที่เกิดจากบุคคลหลายคนนำข้าวเปลือกมากองรวมกันเพื่อการทำบุญ”
    ซึ่งเป็นประเพณีความเชื่อที่มีมาแต่นมนานแล้ว ชาวบ้านเขาทำนาได้ข้าว เขาก็จะเอาข้าวเปลือกมาทำบุญ
    ส่วนการทำน้ำพระพุทธมนต์ เป็นสิ่งมงคลที่ ชาวบ้านได้ ไปแล้วจะนำไปรดสรงทั้งคนในครอบครัว เรือกสวนไร่นา ตลอดจนสิ่งของอย่างอื่น เช่น บ้านเรือน ยุ้งข้าว เกวียน รถ เป็นต้น เพื่อให้เกิดความอยู่เย็นเป็นสุข
    ในระยะแรกข้าวเปลือกที่นำมาบริจาคใน #งานบุญประทายข้าวเปลือกเป็นของหมู่บ้านตาด ต่อมาหมู่บ้านแถบนั้นก็มาร่วมด้วย
    และเริ่มกระจายออกกว้างมากขึ้นๆ จนไม่ถือเป็น งานบุญของหมู่บ้านหรือจังหวัดอุดรธานีอีก
    ต่อไปองค์หลวงตาท่านจะนำข้าวเปลือกเหล่านี้ ไปขายเพื่อนำเงินมาสงเคราะห์ช่วยเหลือ กระจายออกเป็นประโยชน์ทั้งรายย่อยและ สาธารณะตลอดมา
    ต่อมาเมื่อบ้านเมือง ประสบวิกฤตเศรษฐกิจปลายปี พ.ศ.๒๕๔๐ องค์ท่านจึงเริ่มขอรับการบริจาคช่วยชาติแต่ก็ ยังไม่กว้างขวางนัก จนกระทั่งวันเสาร์ที่ ๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๑ เป็นวันทำบุญประทายข้าวเปลือกซึ่งอยู่ในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจ ในวันนั้นประชาชนจากทุกสารทิศเดินทางมาร่วมงานจำนวนมาก ท่าน จึงประกาศให้ทราบโดยทั่วกันว่าจะนำเงินที่ได้ จากการขายข้าวเปลือกในครั้งนี้ “บริจาคช่วยชาติ”
    อันเป็นการริเริ่มเปิดตัวการรับบริจาคช่วยชาติให้ลูกศิษย์ลูกหาและประชาชนได้รับรู้อย่างกว้างขวางแต่ไม่เป็นทางการเป็นครั้งแรก และถือปฏิบัติด้วยการบริจาคช่วยชาติเช่นนั้น
    ตลอด ๗ ปีโครงการผ้าป่าช่วยชาติฯ จากนั้นก็เป็นการบริจาคสงเคราะห์โลกตลอดมาองค์ท่านกล่าวในเรื่องนี้ไว้ ดังนี้ “...ระยะนี้ข้าวเปลือกก็เป็นจริงเป็นจังเป็นเนื้อ เป็นหนังจริงๆ เพื่อชาติของเรา .. มาจริงจังหนักแน่นตอนที่เรา ช่วยชาติ แต่ก่อนเรา ไม่สนใจเขาทำของเขาเอง ตอนนี้เลยเอาอันนี้เข้าเพิ่ม กันเพื่อช่วยชาติ ของเรา .. เราก็ส่งเสริมไปเลย เราไม่ได้มีอะไรเราไม่ได้เป็น เศรษฐี เรามีอะไรเราก็ทาน จะรอให้เป็นเศรษฐี แล้วค่อยทานมันตายทิ้งเปล่าๆ ไม่เห็นใครเกิด มาเป็นเศรษฐี เอาเศรษฐีมาอ้างแล้วจึงทำบุญ มันตายกันหมดนั่นแหละไม่ได้ทำบุญ เรามีเท่าไรเราก็ทำของเรา
    อันนี้ก็เหมือนกัน เราไม่มีสมบัติเงินทองข้าวของอย่างอื่นเรามีข้าวก็เอา ก็ไปนั้นอีก จึงได้ทำเห็นไหมล่ะงานนี้ (วันอาทิตย์ที่ ๑๐ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๑) ดูคนซิ วัดป่าบ้านตาดเนื้อที่ ตั้งเกือบ ๖๐๐ ไร่ คนมาแน่นวัด เพราะอะไรคน ถึงมามากมายก่ายกอง เพราะวัดนี้ทำบุญช่วยโลก ช่วยทั่วประเทศไทยเรา เพราะฉะนั้นคนจึงมามากมาย มาทั่วประเทศไทยเหมือนกัน งานทั้งหมดเรียกว่างานเพื่อโลก สงเคราะห์โลก .. วันนี้ทำบุญข้าวเปลือกช่วยโลก ข้าว เปลือกมีมากขนาดไหนออกช่วยโลกทั้งหมด จึง เรียกว่างานเพื่อโลกงานสงเคราะห์โลก ทำ เพื่อโลกทั้งนั้นแหละ งานบุญวัดป่าบ้านตาดเรา นี้ก็เป็นงานบุญเพื่อช่วยโลกนะ เราทำทั่ว ประเทศไทยช่วยโลกทั้งนั้น .. ปัจจัยทั้งหลาย ที่มาเหล่านี้ออกช่วยโลกทั้งนั้นนะ
    #วัดป่าบ้านตาดวัดเกษรศีลคุณ
    pu3WhheEOylD9v&_nc_ohc=5XjvEnHyvw8AX-Kw5t4&tn=mwWY-37Pvo6K5d37&_nc_zt=23&_nc_ht=scontent.fbkk2-6.jpg

    ioJBeX3_yQEtgn-E1einp2q43ZCLFioU5DBIvkip_L_xlDm6L2mSyYcWMMrHL0&_nc_zt=23&_nc_ht=scontent.fbkk2-3.jpg

    kGdojwVaS61zSX&_nc_ohc=uxhyOsQTzK8AX9iSLAr&tn=mwWY-37Pvo6K5d37&_nc_zt=23&_nc_ht=scontent.fbkk2-4.jpg
    ehrywwNVN-dHwB1KzCnqOZGO0sqwWXx4GR&_nc_ohc=tQueqFBfHLwAX_EUIoJ&_nc_zt=23&_nc_ht=scontent.fbkk2-8.jpg
     
  16. NAMOBUDDHAYA

    NAMOBUDDHAYA ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    22,051
    กระทู้เรื่องเด่น:
    890
    ค่าพลัง:
    +69,479
     
  17. NAMOBUDDHAYA

    NAMOBUDDHAYA ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    22,051
    กระทู้เรื่องเด่น:
    890
    ค่าพลัง:
    +69,479
    "การจงกรมครั้งสุดท้ายของหลวงตาพระมหาบัว"



    ในวันที่ ๒๑ มกราคม ๒๕๕๔ เวลาประมาณ ๒๑ น. องค์หลวงตาซึ่งมีท่าทางอ่อนเพลียดูอิดโรย และยังมีสายออกซิเจนติดอยู่ที่จมูกทั้งสองข้างให้ปรับเตียงขึ้นในท่านั่ง แล้วชี้ไปที่ประตูปลายเตียงขององค์ท่านเมื่อเปิดประตูทั้งสองฝั่ง จะสามารถทะลุถึงกันได้
    องค์ท่านเปล่งวาจาเบาๆ ว่า “ไป....ไป” พูดเช่นนี้อยู่ ๒-๓ ครั้ง พระจึงได้ยกประคององค์ท่านขึ้นรถเข็นในเวลาประมาณ ๒๑.๑๐ น.
    แพทย์รีบประคับประคองสายน้ำเกลือและเข็นเสาน้ำเกลือตามองค์ท่านไปไม่ห่าง พระอีกรูปคอยถือกระโถนตาม
    รถเข็นเคลื่อนจากเตียงที่องค์ท่านนอนอยู่ ผ่านประตูแรกไปทะลุห้องที่ท่านเคยจำวัดอยู่และทะลุเลยออกไปทางระเบียงด้านทิศเหนือของกุฏิ
    จากนั้นก็เลี้ยวรถเข็นไปด้านซ้าย เมื่อสุดทางจงกรมแล้วก็วนขวา เลียบระเบียงกุฏิโดยวนขวาตามเข็มนาฬิกา องค์ท่านให้หยุดรถเข็นและเคลื่อนมือขององค์ท่านไปแตะราวจงกรม
    สักพักองค์ท่านก็ให้เคลื่อนรถเข็นต่อและหยุดเอามือแตะราวจงกรมอีกครั้ง องค์ท่านให้วนรถเข็น เวียนด้านขวาอยู่เช่นนี้ถึง ๓ รอบ
    หลังจากเวียนครบแล้วองค์ท่านบอกให้หยุด พระจึงช่วยกันนำองค์ท่านกลับมานอนพักบนเตียงเช่นเดิม ตามองนาฬิกาที่ผนังบอกเวลา ๒๑.๒๕ นาที
    การที่องค์ท่านให้เข็นรถเวียน ๓ รอบประดุจการกระทำประทักษิณเช่นสมัยพุทธกาลเช่นนี้เป็นการฝืนธาตุขันธ์อย่างมากเพราะในเวลานี้องค์ท่านมีสภาพที่อ่อนเพลียมากปัจจัยต่างๆ ไม่เอื้ออำนวยให้เคลื่อนไหวไปมาอีกแล้ว
    หมู่พระและแพทย์ที่พาท่านออกไปต่างรับรู้กันว่านั่นเป็น “กิริยาการจงกรมขององค์หลวงตาเป็นวาระสุดท้ายแห่งชีวิตนักบวช”
    *******
    อนึ่ง
    คลิปประกอบเป็นเหตุการณ์ในวาระอื่น ไม่ใช่การจงกรมครั้งสุดท้ายของหลวงตา โดยช่วงแรกเป็นเหตุการณ์สนทนาธรรมระหว่างหลวงตาพระมหาบัว ญาณสัมปันโน กับ หลวงปู่ใหญ่ หลวงปู่จันทร์ศรี จันททีโป วัดโพธิสมภรณ์ อ.เมือง จ.อุดรธานี
    ขอบคุณคลิปจาก "สนใจในธรรม ข้ามฝั่งมาฟังธรรม" และ "หลวงพี่โอโม่" มา ณ โอกาสนี้ด้วย



    #12ปีหลวงตาพระมหาบัวละสังขาร
    #วัดป่าบ้านตาดวัดเกษรศีลคุณ




    rz61k5d2MLVgFgbipE-oMM4RGIFLU1xB_qWQytlV5EA&_nc_ohc=8SuxhG8hEdUAX9zFAz1&_nc_ht=scontent.fbkk22-1.jpg

    ***************************************
     
  18. NAMOBUDDHAYA

    NAMOBUDDHAYA ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    22,051
    กระทู้เรื่องเด่น:
    890
    ค่าพลัง:
    +69,479
     
  19. NAMOBUDDHAYA

    NAMOBUDDHAYA ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    22,051
    กระทู้เรื่องเด่น:
    890
    ค่าพลัง:
    +69,479
     
  20. NAMOBUDDHAYA

    NAMOBUDDHAYA ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    22,051
    กระทู้เรื่องเด่น:
    890
    ค่าพลัง:
    +69,479
     
สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้

แชร์หน้านี้

Loading...