(๓๙) มรดกธรรมพระธรรมธีรราชมหามุนี (โชดก ญาณสิทฺธิ ป.ธ.๙)

ในห้อง 'พระไตรปิฎก' ตั้งกระทู้โดย anand, 13 ตุลาคม 2010.

  1. anand

    anand เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    19 พฤษภาคม 2009
    โพสต์:
    1,118
    ค่าพลัง:
    +641
    ครั้งที่ ๑๔๗
    บรรยายวันจันทร์ที่ ๒๒ กรกฎาคม ๒๕๐๖
    เรื่อง​

    มหาสติปัฏฐาน
    (ข้อว่า ธัมมานุปัสสนา)
    (f)​


    วันนี้ จะได้บรรยายเรื่องมหาสติปัฏฐาน ว่าด้วย ธัมมานุปัสสนา สืบต่อไป​



    ถ. คำว่า ธัมมานุปัสสนา แปลและหมายความว่าอย่างไร?


    ต. แปลว่า ปัญญาตามพิจารณาเห็นธรรม หมายความว่า อารมณ์ของวิปัสสนากรรมฐานนั้น มีอยู่ ๔ อย่าง คือ กาย เวทนา จิต ธรรม เฉพาะในที่นี้ได้แก่ผู้ปฏิบัติธรรมใช้สติสัมปชัญญะกำหนดธรรมอย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น นิวรณ์ ๕ ขันธ์ ๕ เป็นต้น จนเห็นธรรมคือรูปและนามนั้น เป็นของไม่เที่ยง ทนอยู่ไม่ได้ บังคับบัญชาไม่ได้ เกิดความเบื่อหน่าย คลายกำหนัด มีจิตหลุดพ้นจากอาสวกิเลส เป็นสมุจเฉทปหาน​



    ถ. คำว่า "กถญฺจ ภิกฺขเว ภิกฺขุ ธมฺเมสุ ธมฺมานุปสฺสี วิหรติ" นั้นแปลและหมายความว่าอย่างไร?


    ต. แปลว่า​
    ดูกรท่านผู้เห็นภัยในวัฏฏสงสารทั้งหลาย ท่านผู้เห็นภัยในวัฏฏสงสารมีปกติพิจารณาเห็นธรรม ในธรรมทั้งหลายอยู่เนืองๆ เป็นไฉนเล่า? หมายความว่า พระพุทธเจ้าทรงถามปัญหาเองตอบเอง เรียกว่า กเถตุกมฺยตาปุจฉา่


    กถํ เป็นคำถาม คำถามนั้นมีถึง ๕ อย่างคือ​


    ๑. อทิฏฺฐโชตนปุจฉา ถามโดยไม่รู้​


    ๒. ทิฏฐสนฺทนปุจฺฉา ถามเพื่อหารือ​


    ๓. วิมติจฺเฉทปุจฺฉา ถามเพื่อแก้ข้อข้องใจสงสัย​


    ๔. อนุมติปุจฺฉา ถามเพื่อสืบสวน​


    ๕. กเถตุกมฺยตาปุจฺฉา ถามเองตอบเอง​



    เฉพาะในที่นี้หมายเอาข้อที่ ๕ คำถามทั้ง ๕ ข้อนี้ได้เคยบรรยายมาแล้วในวันจันทร์ก่อนๆ โน้น
    ภิกฺขเว เป็นคำร้องเรียก เป็นคำเตือนให้ตั้งใจฟัง
    ภิกฺขุ เป็นคำระบุผู้ที่จะรับธรรมไปประพฤติปฏิบัติตาม​


    ธมฺเมสุ ในธรรมทั้งหลาย ได้แก่นิวรณ์ทั้ง ๕ คือกามฉันทะ พยาบาท ถีนมิทธะ อุทธัจจะกุกกุจจะ วิจิกิจฉา นิวรณ์ทั้ง ๕ นี้ ได้บรรยายไว้โดยพิสดารแล้วในคำบรรยายเล่มที่ ๓ หน้าที่ ๑๓๕ เป็นต้นไป​


    ธมฺมานุปสฺสี มีปกติเห็นธรรมเนืองๆ ได้แก่พิจารณาเห็นธรรม คือนิวรณ์ ๕ ข้อใดข้อหนึ่ง เกิดขึ้นตั้งอยู่ ดับไป จนทำให้ใจหลุดพ้นจากกิเลสเป็นสมุจเฉทปหาน​


    วิหรติ แปลว่า อยู่ หมายความว่า มีกรรมฐานเป็นเรือนใจอยู่เสมอ​



    ถ. คำว่า "สนฺตํ อชฺฌตฺตํ"เป็นต้น แปลและหมายความว่าอย่างไร?


    ต. แปลและหมายความดังนี้​
    ๑. เมื่อกามฉันทะ คือความพอใจในกามคุณ ๕ มีอยู่ภายในจิต ก็รู้ชัดว่า กามฉันทะ มีอยู่ภายในจิตของเรา
    ๒. เมื่อกามฉันทะ คือ ความพอใจในกามคุณ ๕ ไม่มีอยู่ภายในจิต ก็รู้ชัดว่า กามฉันทะ ไม่มีอยู่ภายในจิตของเรา​


    ๓. กามฉันทะ ที่ยังไม่เกิด ย่อมเกิดขึ้นด้วยประการใด ก็รู้ชัดประการนั้น​


    ๔. กามฉันทะ ที่เกิดขึ้นแล้ว ย่อมละได้ด้วยประการใด ก็รู้ชัดประการนั้น​


    ๕. กามฉันทะ ที่ละได้แล้ว ไม่เกิดขึ้นอีกต่อไปด้วยประการใด ก็รู้ชัดประการนั้น ดังนี้ หมายความได้ ดังนี้ คือ​
    กามฉันทะ จะเกิดขึ้นเพราะเหตุ ๒ อย่างคือ
    ๑. มีอารมณ์ดีงามมาปรากฏทางตา หู จมูก ลิ้น กาย​


    ๒. ไม่กระทำไว้ในใจโดยอุบายอันแยบคาย คือไม่รู้จักวิธีที่จะปฏิบัติเพื่อกำจัดกามฉันทะ และใส่ใจโดยผิดทาง เช่น ใส่ใจของที่ไม่เที่ยงว่าเที่ยง ในของที่เป็นทุกข์ว่าเป็นสุข ในของที่ไม่ใช่ตัวตนว่าเป็นตัวตน ในของที่ไม่สวยงามว่าสวยงามเป็นต้น​


    เมื่พร้อมด้วยเหตุ ๒ ประการนี้ กามฉันทะที่ยังไม่เกิดก็เกิดขึ้น กามฉันทะที่เกิดขึ้นแล้วย่อมเจริญยิ่งๆ ขึ้นไป


    ถ. จะปฏิบัติอย่างไรจึงจะละนิวรณ์ข้อนี้ได้?


    ต. การที่จะละนิวรณ์ข้อนี้ได้ มี ๒ วิธีคือ​
    ๑. ละได้โดยเป็นเพียงข่มไว้ด้วยองค์ฌาน ซึ่งเรียกว่า วิกขัมภนปหาน อย่างหนึ่ง ถ้าต้องการให้ละได้เพียงเท่านี้ต้องปฏิบัติสมถกรรมฐานจนได้ฌาน
    ๒. ละได้โดยเด็ดขาด เรียกว่า สมุจเฉทปหาน ถ้าต้องหารให้ละได้โดยวิธีนี้จ้องเจริญวิปัสสนากรรมฐานอย่างเดียวเท่านั้น​


    ถ. ในมหาสติปัฏฐานทั้ง ๔ นั้น ข้อไหนว่าด้วยการกำหนดรูปล้วนๆ ข้อไหนว่าด้วยการกำหนดนามล้วนๆ ข้อไหนว่า ด้วยการกำหนดทั้งรูปและนาม?


    ต. กายานุปัสสนา ว่าด้วยการกำหนดรูปล้วนๆ เวทนานุปัสสนา ว่าด้วยการกำหนดนามล้วนๆ จิตตานุปัสสนา ว่าด้วยการกำหนดนามล้วนๆ ส่วนธัมมานุปัสสนานั้น ว่าด้วยการกำหนดทั้งรูปและนามผสมกัน​



    ถ. พระพุทธองค์ทรงแสดงการกำหนดรูปขันธ์ เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ และวิญญาณขันธ์ ไว้ในมหาสติปัฏฐานอย่างไรบ้าง?


    ต. ทรงแสดงไว้อย่างนี้คือ​
    ๑. ทรงแสดงการกำหนดรูปขันธ์ไว้ด้วยกายานุปัสสนา
    ๒. ทรงแสดงการกำหนดเวทนาขันธ์ ไว้ด้วยเวทนานุปัสสนา​


    ๓. ทรงแสดงการกำหนดสัญญาขันธ์ และสังขารขันธ์ ไว้ด้วยธัมมานุปัสสนา​


    ๔. ทรงแสดงการกำหนดวิญญาณขันธ์ ไว้ด้วยจิตตานุปัสสนา​


    ถ. เมื่อกามฉันทะเกิดขึ้นจะภาวนาอย่างไร?


    ต. ภาวนาว่า "กามฉันทะหนอๆ" ปักสติลงไปที่หทยวัตถุ จนกว่าจะหายไป​



    ถ. เมื่อภาวนาถูกต้องตามหลักในธัมมานุปัสสนาข้อนี้แล้ว จะได้ประโยชน์อย่างไร?


    ต. ได้ประโยชน์ เป็น ๓ ขั้น คือ​
    ๑. ขั้นต่ำ ทำให้มีสติ สมาธิ สัมปชัญญะเกิดขึ้นมา เมื่อสติ สมาธิ สัมปชัญญะ มีอยู่ในที่ไหน ในที่นั้นจะไม่มีโลภ โกรธ หลง เกิดขึ้นได้เลย มีอุปมาดังนี้คือ


    โลภะ โทสะ โมหะ เปรียบเหมือนความมืด​


    สติ สมาธิ สัมปชัญญะ เปรียบเหมือนแสงสว่าง แสงสว่างเป็นคู่ปรับกับความมืดฉันใด สติก็เป็นคู่ปรับกับ โลภะ โทสะ โมหะ ฉันนั้นเหมือนกัน​



    ๒. ขั้นกลาง สามารถจให้ได้บรรลุฌาน มีปฐมฌานเป็นต้น เมื่อได้ฌานแล้วนิวรณ์นี้ก็เป็นอันละได้โดยวิกขัมภนปหาน​



    ๓. ขั้นสูง เมื่อกำหนดไปก็จะเกิดวิปัสสนาต่างๆ ขึ้นมา โดยลำดับๆ นับตั้งแต่นามรูปปริจเฉทญาณ เป็นต้นไป จนกระทั่งถึงปัจจเวกขณญาณ​


    ถ. ข้อว่า สนฺตํ ซึ่งแปลว่า มีอยู่นั้น หมายความว่าอย่างไร?


    ต. หมายความว่า กามฉันทะ มีอยู่ เพราะฟุ้งซ่านบ่อยๆ คือ เกิดขึ้นบ่อยๆ นั่นเอง​



    ถ. ข้อว่า อสนฺตํ ซึ่งแปลว่า ไม่มีอยู่นั้น หมายความว่าอย่างไร?


    ต. หมายความว่า กามฉันทะไม่มีอยู่ เพราะไม่ฟุ้งซ่าน คือไม่เกิดขึ้้นด้วยอำนาจแห่งสมถะ และเพราะละได้เด็ดขาดแล้วด้วยอำนาจแห่งมรรคญาณ​



    ถ. ในนิวรณ์ที่เหลือ ๔ ข้อ คือ พยาบาท ถีนมิทธะ อุทธัจจะ กุกกุจจะ วิจิกิจฉา จะมีอธิบายเป็นประการใดบ้าง?


    ต. นิวรณืทั้ง ๔ ข้อนี้ได้บรรยายไว้โดยพิสดารแล้ว ทั้งภาคปริยัติ ภาคปฏิบัติ ภาคปฏิเวธ อยู่ในคำบรรยายเล่มที่ ๓ หน้า ๑๕๐ เป็นต้นไป เพราะฉะนั้น ในที่นี้จะขอยุติไว้แต่เพียงเท่านี้ ถ้าท่านผู้ใดต้องการดูโดยพิสดาร ขอได้โปรดดูในหนังสือคำบรรยายดังกล่าวแล้วนั้นเถิด​



    ถ. ข้อว่า อชฺฌตฺตํ วา ธมฺเมสุ ธมฺมานุปสฺสี วิหรติ ย่อมมีปกติพิจารณาเห็นธรรมในธรรมทั้งหลายในภายในเป็นต้นนั้น หมายความว่าอย่างไร?


    ต. หมายความดังนี้ คือ​
    ๑. ธมฺเมสุ ในธรรมทั้งหลาย ได้แก่ นิวรณ์ทั้ง ๕
    ๒. ธมฺมานุปสฺสี มีปกติพิจารณาเห็นธรรม ได้แก่ เห็นนิวรณ์ข้อใดข้อหนึ่ง เช่น เห็นกามฉันทะ เป็นต้น​


    ๓. อชฺฌตฺตํ ในภายใน ได้แก่ ในธรรมของตน คือในนิวรณ์ของตน​


    ๔. พหิทฺธา ในภายนอก ได้แก่ ในธรรมของคนอื่น คือในนิวรณ์ของคนอื่น​


    ๕. อชฺฌตฺตพหิทฺธา ทั้งภายในทั้งภายนอก ได้แก่ บางครั้งในธรรมของตน บางครั้งในธรรมของผู้อื่น คือเมื่อผู้ปฏิบัติลงมือเจริญวิปัสสนากรรมฐานเข้าใจดี มีสติสมาธิ ปัญญาแก่กล้า จนสามารถเห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เกิดนิพพิทา วิราคะ วิมุติ หลุดพ้นจากอาสวกิเลสสแล้ว ย่อมสามารถรู้แจ้งแทงตลอดจนถึงธรรมของคนอื่นๆ ว่า ย่อมมีสภาพเป็นเช่นเดียวกันอย่างนี้ ธรรมที่เกิดขึ้นภายในขันธสันดานของเราฉันใด ธรรมที่เกิดขึ้นภายในขันธสันดานของคนอื่นก็ฉันนั้น​



    ถ. ข้อว่า สมุทยธมฺมานุปสฺสี แปลว่า มีปกติพิจารณาเห็นธรรมคือความเกิดขึ้น เห็นธรรมคือความดับไป เห็นธรรมทั้งความเกิดความดับนั้น หมายความว่าอย่างไร?


    ต. หมายความว่า ผู้นั้นได้ลงมือเจริญวิปัสสนากรรมฐาน เกิดวิปัสสนาญาณขึ้นมาตั้งแต่ต้น จนถึงอุทยัพพยญาณ ภังคญาณ ภยญาณ อาทีนวญาณ นิพพิทาญาณ มุญจิตุกัมยตาญาณ ปฏิสังขาญาณ สังขารุเปกขาญาณแล้ว​


    ถ. ข้อว่า อตฺถิ ธมฺมาติ แปลว่า มีสติเข้าไปตั้งอยู่เฉพาะหน้าว่า ธรรมมีอยู่ ถึงมีอยู่ก็เพียงสักแต่ว่ารู้ สักแต่ว่าอาศัยระลึกได้เท่านั้น หมายความว่าอย่างไร?


    ต. หมายความว่า สตินั้นมีอยู่จริง แต่ไม่ใช่สัตว์ บุคคล ตัว ตน เรา เขา อะไรทั้งสิ้น เป็นแต่เพียงนาม ซึ่งอาศัยรูปเกิดขึ้นตามเหตุปัจจัยเท่านั้น คือผู้ปฏิบัติถึงสังขารุเปกขาญาณแล้ว มีความเฉยอยู่กับรูปและนาม เฉยอยู่กับพระไตรลักษณ์ จวนจะได้ผลดีเีต็มที่แล้วไม่ดีใจ ไม่กลัว ไม่เบื่อ ไม่ฟุ้งซ๋านรำคาญ มีแต่ความสุขุมละเอียดประณีต ดุจบุคคลร่อนแป้งฉะนั้น​



    ถ. ข้อว่า อนิสฺสิโต จ วิหรติ แปลว่า อยู่อย่างไม่มีอะไรอาศัยนั้น หมายความว่าอย่างไร?


    ต. หมายความว่า ไม่มีตัณหา มานะ ทิฏฐิ อาศัยอยู่ เพราะผู้นั้นได้เจริญวิปัสสนากรรมฐาน ละตัณหา มานะ ทิฏฐิได้แล้ว​



    ถ. ข้อว่า น จ กิญฺจิ โลเก อุปาทิยติ แปลว่า ไม่ถือมั่นอะไรๆ เลยในโลก นั้นหมายความว่าอย่างไร?


    ต. หมายความว่า ไม่ยึดมั่น ไม่ถือมั่นธรรมว่าเป็นสัตว์ เป็นบุคคล เป็นตัวเป็นตน เป็นเรา เป็นเขา เพราะละสักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาสได้เด็ดขาดแล้ว​



    ถ. เมื่อปฏิบัติดังที่ได้บรรยายมานี้ จะชื่อว่าพิจาณาเห็นธรรมในธรรมใดเต็มที่แล้วหรือยัง มีอะไรเป็นหลักอ้าง?



    ต. ชื่อว่า พิจารณาเห็นธรรมได้เต็มที่แล้ว มีพระบาลีในมหาสติปัฏฐานสูตร เป็นหลักอ้างว่า​
    เอวมฺปิ โข ภิกฺขเว ภิกฺขุ ธมฺเมสุ ธมฺมานุปสฺสี วิหรติ
    ดูกรท่านผู้เห็นภัยในวัฏฏสงสารทั้งหลาย ท่านผู้เห็นภัยในวัฏฏสงสาร มีปกติพิจารณาเห็นธรรมในธรรมอยู่เนืองๆ ด้วยอาการดังที่ได้บรรยายมาด้วยประการฉะนี้


    ถ. นิวรณ์ แปลและหมายความว่าอย่างไร?


    ต. แปลว่า กั้นจิตไม่ให้บรรลุความดี หมายความว่า ถ้านิวรณ์ทั้ง ๕ นี้มีอยู่ในใจของผู้ใด ผู้นั้นไม่สามารถจะบรรลุคุณงามความดีได้​



    ถ. นิวรณ์๕ เป็นกิเลสใช่หรือไม่?


    ต. ใช่ นิวรณ์ ๕ เป็นกิเลส คือ สภาพที่ทำใจให้เศร้าหมอง นิยมเรียกว่า ปริยุฏฐานกิเลส​



    ถ. ถ้าอย่างนั้นคนที่เอานิวรณ์ ๕ เป็นอารมณ์ ตายแล้วจะไปไหน?


    ต. ปัญหาข้อตอบได้หลายนัย ขอตอบดังนี้ คือ​
    คำว่า "เอานิวรณ์เป็นอารมณ์" นั้น หมายความว่า เอาเป็นอารมณ์แห่งวิปัสสนากรรมฐาน ถ้าปฏิบัติอย่างนี้ ตายแล้วไปมนุษย์ก็ได้ ไปสวรรค์ก็ได้ ไปพรหมโลกก็ได้ ไปนิพพานก็ได้ แต่ถ้าตกอยู่ในอำนาจของนิวรณ์ ตายแล้วไปอบายภูมิ
    ถ. ไปได้อย่างไร ยังไม่เข้าใจ ขอให้อธิบายโดยละเอียดกว่านี้?


    ต. ไปได้อย่างนี้ คือ​
    ๑. ถ้าผู้นั้นเริ่มลงมือกำหนดวิปัสสนากรรมฐานโดยเอานิวรณ์ข้อใดข้อหนึ่งเป็นอารมณ์ เช่นวิจิกิจฉา เป็นตัวอย่าง เมื่อวิจิกิจฉาเกิดขึ้น ก็ภาวนาว่า "สงสัยหนอๆ" ดังนี้ ขณะนั้นใช้สติปักลงไปที่ทหยวัตถุ วิจิกิจฉาจะหายไปทันที สติที่กำหนดนั้นโดยองค์ธรรมได้แก่มหากุศล ถ้าตายลงไปในขณะที่กำลังมีมหากุศลอยู่นั้น ไปได้ ๒ ทางคือ ไปมนุษย์ กับไปสวรรค์


    ๒. ถ้าวิจิกิจฉาเกิดขึ้น ผู้นั้นเริ่มลงมือเจริญสมถกรรมฐาน เช่นภาวนาว่า เกสา โลมา นขา ทนฺตา ตโจ, ตโจ ทนฺตา นขา โลมา เกสา กลับไปกลับมาหลายๆ สิบเที่ยว แล้วภาวนาต่อไปอีกจนครบอาการ ๓๒ ว่า มํสํ นหารู อฏฺฐี อฏฺฐิมญฺชํ วกฺกํ, วกฺกํ อฏฺฐิมิญฺชํ อฏฺฐี นหารู มํสํ, ตโจ ทนฺตา นขา โลมา เกสา.



    หทยํ ยกนํ กิโลมกํ ปิหกํ ปปฺผาสํ, ปปฺผาสํ ปิหกํ กิโลมกํ ยกนํ หทยํ, วกฺกํ อฏฺฐิมิญฺชํ อฏฺฐี นหารู มํสํ, ตโจ ทนฺตา นขา โลมา เกสา.



    อนฺตํ อนฺตคุณํ อุทริยํ กรีสํ มตฺถลุงฺคํ, มตฺถลุงคํ กรีสํ อุทริยํ อนฺตคุณํ อนฺตํ, ปปฺผาสํ ปิหกํ กิโลมกํ ยกนํ หทยํ, วกฺกํ อฏฺฐิมิญฺชํ อฏฺฐี นหารู มํสํ, ตโจ ทนฺตา นขา โลมา เกสา.



    ปิตฺตํ เสมฺหํ ปุพฺโพ โลหิตํ เสโท เมโท, เมโท เสโท โลหิตํ ปุพฺโพ เสมฺหํ ปิตฺตํ, มตฺถลุงฺคํ กรีสํ อุทริยํ อนุตคุณํ อนฺตํ ปปฺผาสํ ปิหกํ กิโลมกํ หทยํ, วกฺกํ อฏฺฐิมิญฺชํ อฏฺฐี นหารู มํสํ, ตโจ ทนฺตา นขา โลมา เกสา.



    อสฺสุ วสา เขโฬ สิงฺฆาณิกา ลสิกา มุตฺตํ, มุตฺตํ ลสิกา สิงฺฆาณิกา เขโฬ วสา อสฺสุ, เมโท เสโท โลหิตํ ปุพฺโด เสมฺหํ กิโลมกํ ยกนํ หทยํ, วกฺกํ อฏฺฐิมิญฺชํ อฏฺฐี นหารู มํสํ, ตโจ ทนฺตา นขา โลมา เกสา.



    เมื่อพิจารณาอย่างนี้ สามารถจะเกิดฌาน ถ้าได้ฌานแล้ว ตายต้องไปเกิดพรหมโลกเป็นแน่​


    ๓. ถ้าวิจิกิจฉาเกิดขึ้นแล้วภาวนาว่า "สงสัยหนอๆ" จนสามารถเห็นพระไตรลักษณ์ ได้บรรลุมรรค ผล นิพพาน อย่างนี้ไปนิพพานเป็นแน่ๆ​


    ๔. ถ้าตายไปขณะจิตกำลังมีนิวรณ์ข้อใดข้อหนึ่งอยู่ ต้องไปอบายแน่​


    ถ. การพิจารณานิวรณ์ ๕ จัดเป็นอริยสัจ ๔ ได้อย่างไร?


    ต. จัดเป็นอริยสัจ ๔ ได้อย่างนี้คือ​
    ๑. นิวรณปริคฺคาหิกา สติ ทุกฺขสจฺจํ สติที่กำหนดนิวรณ์ จัดเป็นทุกขสัจ
    ๒. ตสฺสา สมุฏฺฐาปิกา ปุริมตณฺหา สมุทยสจฺจํ ตัณหาก่อนๆ ที่ยังสตินั้นให้เกิด จัดเป็นสมุทยสัจ​


    ๓. อุภิณฺนํ อปฺปวตฺติ นิโรธสจฺจํ ความไม่เป็นไปแห่งทุกข์กับสมุทัย จัดเป็นนิโรธสัจ​


    ๔. ทุกฺขปริชานโน สมุทยปชหโน นิโรธารมฺมโณ อริยมคฺโค มคฺคสจฺจํ อริยมรรค กำหนดรู้ทุกข์ ละสมุทัย มีนิโรธเป็นอารมณ์ จัดเป็นมรรคสัจ​



    วันนี้ได้บรรยายเรื่องมหาสติปัฏฐานสูตร ว่าด้วยนิวรณ์ ๕ มา ก็นับว่าสมควรแก่เวลาแล้ว ขอยุติไว้เพียงเท่านี้.

    thx1​





     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 9 ธันวาคม 2010

แชร์หน้านี้

Loading...