‘โธมัส แซค’ ยอดคุณพ่อของน้องมะหมา

ในห้อง 'ข่าวทั่วไป' ตั้งกระทู้โดย paang, 30 กันยายน 2010.

  1. paang

    paang เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 เมษายน 2005
    โพสต์:
    9,490
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1
    ค่าพลัง:
    +34,289
    [​IMG]



    ภาพสองสามีภรรยาชาวอเมริกันคู่หนึ่งกำลังยืนแจกอาหารสุนัขหน้าบริเวณร้านโกลล์เด้น เพลส ใกล้กับพระราชวังไกลกังวล คงกลายเป็นสิ่งที่คนหัวหินคุ้นตาไปเรียบร้อยแล้ว

    เพราะตลอดระยะเวลา 6 ปี โธมัส แซค และคู่ชีวิต แคททารีน ต่างช่วยกันทำภารกิจนี้เป็นประจำเกือบทุกอาทิตย์ โดยไม่รู้จักเหน็ดรู้จักเหนื่อย เพื่อเพียงจะหาคนใจบุญมาคอยอุปการะเพื่อนผู้ซื่อสัตย์ตัวน้อยเหล่านี้ ไม่เพียงแค่นั้น ก่อนที่จะนำมาแจก พวกเขายังนำสุนัขตัวน้อยที่เก็บได้จากข้างถนนบ้าง วัดบ้าง ไปทำความสะอาด กำจัดเห็บหมัด ทำหมัน แล้วเลี้ยงดูให้อาหารจนกลายร่างจาก ‘หมาโทรม’ กลายเป็น ‘หมาดี’ อย่างไม่น่าเชื่อ

    ถึงตรงนี้หลายคนคงอดสงสัยไม่ได้ว่า ทำไมชายหนุ่มผู้มีตำแหน่งใหญ่โตอยู่ในกรุงเทพฯ เป็นถึงกรรมการผู้จัดการบริษัท เอสเอพี (ประเทศไทย) จำกัด อย่างโธมัส แซค หรือเรียกง่ายๆ ว่า ทอม จึงยอมลงทุนลงแรงเพื่อเพื่อนรักต่างสายพันธุ์มากถึงขนาดนี้ เพราะนอกจากจะดูขัดแย้งกันอย่างสิ้นเชิงแล้ว การทำแบบนี้ดูจะเป็นเรื่องที่เหนื่อยเปล่าซะด้วยซ้ำ เพราะดูยังไงก็ไม่มีทางสุนัขไร้เจ้าของเหล่านี้จะหมดไปง่ายๆ หรือนี่อาจจะเป็นพรหมลิขิตจากฟากฟ้าที่ขีดให้เขาและภรรยาจะต้องมีชะตาชีวิตร่วมกับเจ้าตูบตัวแสบเหล่านี้กันแน่

    สายใยระหว่างเจ้าสี่ขา

    “เชื่อไหมในชีวิตผมตั้งแต่เกิดมาไม่เคยขาดสัตว์เลี้ยงเลย เพราะตั้งแต่สมัยผมอยู่กับครอบครัวที่แคลิฟอร์เนีย เรามีทั้งหมาและแมวเต็มบ้านไปหมดเลย (ยิ้ม) แล้วพอช่วงที่ย้ายมาอยู่ในอพาร์ตเมนต์ ผมก็เลี้ยงแมว ซึ่งมาตอนหลังๆ ที่ต้องมาทำงานที่ฮ่องกงบ้าง สิงคโปร์บ้าง ก็มีแมวตัวนี้แหละที่คอยติดสอยห้อยตามอยู่เสมอ” ทอมย้อนให้เห็นจุดเริ่มต้นระหว่างความผูกพันของเขากับเพื่อนสี่ขาที่มาอย่างนมนานให้ฟังด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม

    ที่สำคัญ ไม่เฉพาะเขาเท่านั้นที่ผูกพันกับสัตว์เลี้ยง ภรรยาของเขาก็เป็นคนรักสัตว์เช่นกัน จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่เวลาที่พวกเขาไปเจอสุนัขหรือแมวพลัดหลงหรือหิวโซมา ก็รีบยื่นมือเข้าไปช่วยโดยทันใด จนทุกวันนี้บ้านของทอมจะมีสัตว์เลี้ยงยั้วเยี้ยมากถึง 1 โหลเลยทีเดียว

    “ตอนนี้ที่บ้านผมมีหมาอยู่ 6 ตัว แมว 6 ตัว ซึ่งน่าแปลกมากที่พวกเขาไม่กัดกัน ซึ่งอาจจะเป็นเพราะเขาเจอกันตั้งแต่เด็กๆ แล้วล่ะมั้ง (หัวเราะ) แต่เราก็มีการแยกให้ไปอยู่แต่ละที่ อย่างหมาก็จะอยู่ตามหน้าบ้านบ้าง โรงรถบ้าง ห้องนอนบ้าง ส่วนแมวก็จะให้อยู่ในบ้าน”

    จากความรักและความผูกพันที่มีต่อสัตว์เลี้ยงอย่างลึกซึ้งนี่เอง ระหว่างที่พักอยู่ในฮ่องกง ทอมและภรรยาจึงได้เข้าไปเป็นอาสาสมัครของสมาคมป้องกันการทารุณสัตว์ (SPCA) ซึ่งทำให้เขารู้จักการดูแลสัตว์พวกนี้อย่างจริงจังมากขึ้นว่า หากต้องดูแลขึ้นมาจะรับผิดชอบอย่างไรบ้าง จนกลายเป็นแรงผลักดันให้เขาเริ่มสนใจอยากจะช่วยเหลืองานสาธารณกุศลอื่นๆ อีกมากมาย โดยเฉพาะองค์กรเพื่อนสุนัขและแมวจรจัด (SCAD) ซึ่งเขายังมีส่วนร่วมมาจนถึงทุกวันนี้

    ภารกิจผู้ปกครองน้องมะหมา

    แต่ถึงเขาและภรรยาจะมีโอกาสยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือเพื่อนผู้ตกทุกข์ได้ยากเหล่านี้อยู่เสมอก็ตาม แต่หากถามว่า สามารถทำได้เต็มที่แค่ไหน ก็คงต้องยอมรับว่าไม่มากเท่าที่ควร ไม่ว่าด้วยเหตุผลของหน้าที่ความรับผิดชอบอันยุ่งยาก และสภาพแวดล้อมที่อาศัยซึ่งไม่เอื้ออำนวย

    จนกระทั่งในปี 2547 ทอมก็พบจุดเปลี่ยนที่สำคัญที่สุดครั้งหนึ่งในชีวิต เพราะในช่วงนั้น เขาต้องย้ายเข้ามาทำงานบริหารบริษัทแห่งหนึ่งในประเทศไทย

    ซึ่งที่นี่เองก็ทำให้ทั้งคู่เกิดอาการตกหลุมรักอย่างเต็มเปา จนอยากจะใช้ชีวิตอยู่ที่นี่ไปชั่วชีวิต และเมื่อปรึกษาตกลงกันอย่างดีแล้ว ในที่สุดพวกเขาจึงตัดสินใจเริ่มหาบ้านหลังเล็กๆ เพื่อรองรับชีวิตหลังจากที่เกษียณจากงานธุรกิจแล้ว

    “6 ปีที่ผ่านมานี้ ผมไปๆ มาๆ ในเมืองไทยตลอด แล้วเราก็มีความผูกพันทางใจค่อนข้างมาก ก็เลยรู้สึกว่าต่อไปก็อยากจะอยู่เมืองไทย ตอนนั้นเราก็ดูหลายที่เลย ทั้งกรุงเทพฯ เอง เกาะสมุยหรือภูเก็ต แต่ก็ไม่ถูกใจสักที จนกระทั่งมีเพื่อนแนะนำให้ไปดูที่หัวหิน พอไปเห็นก็ถูกใจทันที เราก็เริ่มสร้างบ้านหลังๆ เล็กที่นี่ โดยผมเองก็จะมาอยู่ที่นี่ทุกเสาร์-อาทิตย์ ส่วนวันธรรมดาก็อยู่ที่กรุงเทพฯ ขณะที่ภรรยาก็อยู่ประจำอยู่ที่หัวหินเลย”

    แต่แม้หัวหินจะเปรียบเสมือนดินแดนสวรรค์ที่มีของสวยๆ งามๆ อยู่เต็มไปหมดก็ตาม กับภาพหนึ่งซึ่งที่นี่ไม่แตกต่างกับที่อื่นเลย ก็คือสุนัขจรจัดนับร้อยชีวิตที่กระจัดกระจายไปตามจุดต่างๆ วัดบ้าง ข้างถนนบ้าง บ้านร้างบ้าง ตามแต่จะสามารถพึ่งพิงซุกหัวนอนได้ แน่นอนภาพดังกล่าวสร้างความสะเทือนใจให้แก่ทอมเป็นอย่างมาก

    จากภาพอันโหดร้ายนี้เอง ในที่สุดทั้งคู่จึงเกิดความคิดว่า คงต้องทำอะไรสักอย่างแล้ว โดยเริ่มเขาได้นำสุนัขรุ่นแรกที่เจอจำนวน 5 ตัวมาโอบอุ้มดูแลไว้ ทั้งอาบน้ำ ฉีดยา เก็บเห็บ เก็บหมัด และทำหมันให้ทุกตัว โดยอาศัยความรู้ที่ได้จาก SPCA มาประยุกต์ใช้ จนกระทั่งสุดท้ายหมาทั้งหมู่บ้านกว่า 400 ตัวก็ได้รับการปฏิบัติเช่นนี้เหมือนกันหมด

    อีกกรณีหนึ่งทั้งคู่พบบ่อยมากๆ ก็คือที่หัวหินจะมีโครงการก่อสร้างเยอะมาก ซึ่งแรงงานก่อสร้างที่เข้ามาส่วนใหญ่ก็มักจะเลี้ยงหมาไว้ด้วย แต่พองานเสร็จกลับทิ้งหมาเอาไว้แล้วเดินทางต่อไปที่อื่น ซึ่งพอมีเรื่องอย่างนี้เกิดขึ้น ทอมและภรรยาจึงมานั่งคิดว่าจะทำยังไงดีที่ถึงจะช่วยเจ้าตูบได้ จึงเริ่มวางแผนและทำการเปลี่ยนสภาพหมาตามกระบวนการ ซึ่งพอคนงานเห็นว่า หมากลับมาน่ารักเหมือนเดิมแล้วก็จะนำไปติดสอยห้อยตามด้วย ไม่ทิ้งเอาไว้เหมือนที่ผ่านมา

    แน่นอนว่า การที่จะทำเรื่องทั้งหมดนี้ได้นั้นต้องใช้ความทุ่มเทของกำลังเวลาและกำลังใจอย่างเต็มเปี่ยมจึงจะสำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี

    ซึ่งสำหรับทอมและแคททารีนแล้ว พวกเขาเลือกที่จะทุ่มเทแรงใจให้แก่เพื่อนสี่ขานี้อย่างสุดความสามารถ เช่น ตั้งชื่อให้กับทุกตัว จัดตารางเวลาที่ชัดเจนว่า ตัวไหนฉีดยาแล้ว ตัวไหนยังไม่ฉีด จนในที่สุดสุนัขตัวน้อยก็เริ่มสภาพดีขึ้นเรื่อยๆ ไม่ขี้ป่วยเหมือนในอดีต สัมผัสได้จากแววตาที่จ้องมองซึ่งเปี่ยมไปด้วยความสุข และอาการที่ดีใจที่เห็นทั้งคู่เดินเข้ามาหา

    “หมาตัวหนึ่งเราใช้เวลาปรับเปลี่ยนประมาณ 2 สัปดาห์ แต่ถ้าหนักมากๆ เช่น ล่าสุดมีหมาพุดเดิ้ลที่ผิวหนังเหลือขนอยู่ 2 กระจุก อย่างนั้นก็อาจจะใช้เวลาสัก 2 เดือนเพื่อรักษาโรคผิวหนัง

    “คือเรื่องนี้ผมคิดว่า จริงๆ แล้วสุนัขเขาต้องการความสนใจมากๆ เลยนะ คือช่วงแรกๆ เขาอาจจะมีอาการระแวงบ้างเป็นปกติ แต่เมื่อเราดูแลเขาเป็นอย่างดี จากหมาผอม เขาก็จะกลายเป็นหมาที่ความสุข ความกลัวก็จะลดลง เวลาเข้าไปหา เขาก็ดีใจ กระโดดเข้ามากอดรัดพัดเหวี่ยงเรา ที่สำคัญพอหมาสุขภาพจิตดี ปัญหาเรื่องคนถูกหมากัด หรือหมากัดกันก็ลดลงอย่างเห็นได้ชัด”

    ถึงเวลาหาบ้านให้เจ้าตูบ

    ภารกิจเปลี่ยน 'หมาโทรม' เป็น 'หมาดี' สำเร็จไปแล้ว ถึงตรงนี้หลายคนคงคิดว่า หน้าที่ของสองหนุ่มสาวตระกูลแซคจะหมดแล้วใช่ไหม แต่จริงๆ นี่เป็นเพียงกระบวนการขั้นต้นเท่านั้น เพราะอย่างที่บอกว่า สุนัขก็เหมือนคนที่ต้องการการดูแลและเอาใจใส่เช่นเดียวกัน

    ด้วยเหตุนี้ ทั้งคู่จึงเริ่มชักชวนชาวบ้านในพื้นที่ วัดในเขตชุมชนและคนที่อยู่รอบๆ มาช่วยสานต่อภารกิจให้สำเร็จ โดยมีการจัดตั้งเป็นชมรมเล็กๆ บริเวณร้านโกลล์เด้น เพลส ใกล้กับพระราชวังไกลกังวล เพื่อทำหน้าที่เป็นทูตเชื่อมสัมพันธ์ระหว่างเจ้าตูบแสนน่ารักกับผู้ใจบุญที่อยากจะมาอุปการะพวกเขากลับไปดูแลที่บ้าน โดยสุนัขที่จะนำมาแจกนั้นก็จะมีสุนัขเด็กๆ ซึ่งส่วนใหญ่คนอยากได้มากกว่า ส่วนสุนัขที่โตก็จะเลี้ยงเอาไว้ที่เดิม โดยไม่ย้ายไปไหน เพราะหากเอาออกไปจากที่เดิม ก็จะทำให้พื้นที่ตรงนั้นขาดเจ้าถิ่น และมีหมาตัวอื่นมาอยู่แทนที่

    “ทุกวันอาทิตย์ 10 โมงเช้าถึงเที่ยงครึ่ง ผมและภรรยาจะเอาลูกหมาประมาณ 5-6 ตัวไปแจก โดยเราก็จะมีตะกร้าใส่เขาเอาไว้ จากนั้นผมก็จะตะโกนประมาณว่า 'ลูกหมาครับ ทำหมันแล้ว ฉีดวัคซีนแล้วครับ ให้ฟรีครับ' (หัวเราะ) ซึ่งหากมีคนสนใจ เราก็จะมีการพูดคุยว่าอยากจะได้หมาเพราะอะไร ซึ่งหากอยากได้เป็นของประดับก็จะไม่ให้ เหมือนเป็นการสกรีนรอบหนึ่งก่อน ซึ่งหากตกลงรับแล้ว เราก็จะให้คำแนะนำวิธีดูแล ซึ่งส่วนใหญ่เราจะแจกหมดเกือบทุกครั้ง (ยิ้ม) แต่ไม่ได้เอาแจกทุกอาทิตย์นะ เพราะหากสัปดาห์ไหน ลูกหมายังไม่ถึงคิวที่สมบูรณ์ เราก็ไม่มีแจกเหมือนกัน”

    นอกจากนี้ ทอมยังเล่าต่อว่า คนที่มารับลูกสุนัขส่วนใหญ่ก็จะเป็นคนกรุงเทพฯ ซึ่งมาเที่ยวที่หัวหินพอดี แต่ก็มีอีกไม่น้อยที่โทรมาติดต่อโดยตรงว่าอยากจะรับเจ้าตูบไปอุปการะ โดยไม่ต้องเสียเวลาไปแจกเลยด้วยซ้ำ

    แรงบันดาลใจชิ้นสำคัญ

    อย่างไรก็ตาม ถึงแม้สิ่งที่ทอมและภรรยาทำนั้น จะเป็นสิ่งที่ดีมีคุณค่า แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า เรื่องนี้ถือว่าสิ่งที่หนักและท้าทายไม่ใช่น้อย

    เอาง่ายๆ ก็อย่างคำถามที่เกิดขึ้นจากคนรอบข้างซึ่งไม่เข้าใจสิ่งเหล่านี้ โดยทอมยอมรับว่า กลายเป็นเรื่องปกติไปซะแล้ว สำหรับคำถามประเภทที่ว่าทำไปทำไม ทำแล้วได้อะไรขึ้นมา เแต่แม้จะต้องเจอกับคำถามเดิมอยู่บ่อยๆ เขากลับไม่เคยรู้สึกท้อเลยสักครั้ง ซึ่งตรงนี้คงต้องยกความดีความชอบให้แก่ แคททารีน ภรรยาอันเป็นที่รักที่ยังคอยยืนหยัดและเชื่อมั่นในสิ่งที่ตัวเองตลอดมา

    “ผมไม่เคยท้อเลยนะ แม้จะถูกถามอย่างนี้แทบทุกครั้งที่เอาลูกหมาไปแจก เพราะถ้าเทียบกับช่วงแรกๆ ที่ทำ สถานการณ์มันดีกว่าเดิมมาก เพราะหมาไม่ได้เพิ่มเลย เนื่องจากเราหาวิธีควบคุมอย่างจริงจัง ซึ่งตรงนี้คงต้องยกความดีความชอบให้แก่ภรรยาผม เพราะเธอคือหัวหน้าโครงการตัวจริง ส่วนผมเองถือเป็นผู้ช่วยเท่านั้นเอง (ยิ้ม)”

    ที่สำคัญ การทำเช่นนี้ยังนำความสุขมาให้กับชีวิตอย่างหาที่เปรียบไม่ได้ เพราะสำหรับเขาแล้ว หมาที่ดีอาจจะไม่จำเป็นต้องมีเกรดเอหรือสืบสายพันธุ์มาจากไหน แต่หากมันได้รับการเลี้ยงดูที่ดี ได้รับการเอาใจใส่อย่างเต็มที่ สุดท้าย สิ่งที่ดีก็จะตอบสนองกลับมาหาเราในที่สุด

    “การที่ผมมีโอกาสช่วยเหลือสุนัขเหล่านี้ มันทำให้ผมเกิดความรู้สึกปีติมากๆ เหมือนได้เติมเต็มจิตใจ เพราะต้องไม่ลืมว่า สุนัขเหล่านี้แทบจะไม่โอกาสอะไรเลยในชีวิต แต่การที่เราได้ลงมาทำตรงนี้ มันก็เหมือนเรามาช่วยเปลี่ยนโชคชะตาของเขาให้กลายเป็นหมาที่มีโอกาส มีสุขภาพดี และอาจจะมีโอกาสได้ไปเป็นส่วนหนึ่งในการให้ความสุขแก่ชีวิตของคนอื่นอีกด้วย”

    ..........

    งาน Wine Harvest Dinner 2010 การประมูลภาพวาดการกุศลเพื่อนำรายได้ช่วยเหลือสุนัขและแมวจรจัดที่ทางมูลนิธิรับผิดชอบ SCAD ในวันเสาร์ที่ 16 ตุลาคม 2553 เวลา 18.30 น. บริเวณห้อง Maison Chin โรงแรมบัญดาราสวีท ซอยศาลาแดง 1 บัตรราคา 3,400 บาท/ท่าน สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ มูลนิธิ SCAD โทร 084-7178511, 02-7133354 (คุณ Wendy Edney) หรือ info@scadbangkok.org

    ที่มา >>>>>>>ผู้จัดการออนไลน์
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

แชร์หน้านี้

Loading...