“หลวงพ่อดำ”... “นางไม้” และ อาถรรพ์โบสถ์ปรกโพธิ์ที่ค่ายบางกุ้ง

ในห้อง 'เรื่องผี' ตั้งกระทู้โดย HONGTAY, 1 ธันวาคม 2009.

  1. HONGTAY

    HONGTAY ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    27 กุมภาพันธ์ 2007
    โพสต์:
    36,550
    กระทู้เรื่องเด่น:
    148
    ค่าพลัง:
    +147,623
    [​IMG]


    แถบจังหวัดสมุทรสงครามยังมีเรื่องร่ำลือกันถึงความศักดิ์สิทธิ์ของอุโบสถโบราณ รวมถึงองค์พระพุทธรูปปางมารวิชัยที่อยู่ภายใน ซึ่งมีอายุหลายร้อยปี โบสถ์หลังนี้มีความแปลกตรงที่ถูกปกคลุมไปด้วยต้นไม้ใหญ่ถึง ๔ ชนิดด้วยกัน มีต้นโพธิ์ ต้นไทร ต้นไกร และต้นกร่าง แต่ละต้นจะขึ้นพันรัดโอบล้อมรอบโบสถ์ได้อย่างน่าอัศจรรย์

    โบสถ์เก่าแก่หลังนี้ตั้งอยู่ที่วัดบางกุ้ง อ.บางคณฑี จ.สมุทรสงคราม เป็นวัดหนึ่งซึ่งมีความสำคัญปรากฏอยู่ในพงศาวดาร ตามประวัติศาสตร์ได้บันทึกไว้ว่า บริเวณวัดนั้นสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ท่านเคยนำกองกำลังทหารมาตั้งเป็นค่าย เรียกว่า “ค่ายจีนบางกุ้ง”

    หากย้อนไปในสมัยประวัติศาสตร์แผ่นดินกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย “ค่ายบางกุ้ง” เคยเป็นค่ายทหารที่มีชื่อปรากฏอยู่ในพงศาวดารชาติไทย ในสมัยแผ่นดินสมเด็จพระที่นั่งสุริยาสอัมรินทร์ หรือพระเจ้าเอกทัศน์ พระองค์โปรดฯให้ยกกองทัพเรือมาตั้ง เพราะเห็นว่าแม่กลองเป็นเส้นทางที่พม่าใช้เป็นเส้นทางเดินทัพทางหนึ่งในการเข้าตีไทย ดังนั้นสถานที่แห่งนี้จึงมีความสำคัญทางยุทธศาสตร์ เป็นที่เกิดวีรกรรมของชาวแม่กลองในช่วงปลายกรุงศรีอยุธยาเชื่อมต่กรุงธนบุรี

    แต่หลังจากพุทธศักราช 2310 เมื่อกองทัพพม่าบุกเข้าตีกรุงศรีอยุธยาแตกแล้ว ค่ายบางกุ้งก็ไม่มีทหารมาประจำการและรักษาค่ายอีก จนกระทั่งสมเด็จพระเจ้าตากสินกู้เอกราชกลับคืนมาได้ เมื่อพระองค์สถาปนากรุงธนบุรีเป็นราชธานีแล้ว ในปีเดียวกันนี้เอง พระองค์ก็ได้รวบรวมคนจีนจากชลบุรี ระยอง ราชบุรี กาญจนบุรี มารตั้งเป็นกองทหารภักดีอาสารักษาค่าย ซึ่งคนจีนส่วนใหญ่เป็นพวกเรือสำเภาที่มาถวายตัวรับราชการกับสมเด็จพระเจ้าตากสินฯ จึงมีชื่อเรียกว่า “ค่ายจีนบางกุ้ง” ตั้งแต่นั้นมา

    เมื่อทหารภักดีอาสาซึ่งส่วนใหญ่เป็นคนจีนได้มาตั้งค่ายก็ได้สร้างค่ายบางกุ้งให้มีความมั่นคง ตามแบบฉบับตำราพิชัยสงคราม มีเชิงเทิน หอรบ มีการขุดคูป้อมกันค่าย ซึ่งคูนี้ปัจจุบันเรียกว่า “คลองบ้านค่าย” เป็นการสร้างค่ายตามแนวแม่น้ำแม่กลองถึงเขนวัดแหลมเตย โดยมีวัดบางกุ้งอยู่กลางค่าย

    ประวัติศาสตร์ค่ายบางกุ้งเกิดขึ้นใน พ.ศ. 2311 เมื่อพระเจ้าอังวะกษัตริย์พม่าได้ให้หม่องกี้มาราหญ่า เจ้าเมืองทวายยกทัพมาสืบข่าวสภาพบ้านเมืองในกรุงธนบุรีว่าสงบราบคาบหรือจราจล เพราะเป็นช่วงเวลาที่คนไทยกำลังผลัดเปลี่ยนแผ่นดินใหม่ เจ้าเมืองทวายยกพลมาประมาณ ๒ หมื่นคนเศษ เดินทัพมาล้อมค่ายจีนบางกุ้งไว้ กองทัพพม่าโจมตีค่ายจีนบางกุ้งหลายครั้ง แต่ไม่สามารถยึดค่ายได้ เพราะทหารภักดีอาสาพร้อมพลีชีพเข้าสู้ อีกทั้งทางคณะกรรมการเมืองได้มีใบบอกเข้ามายังกรุงธนบุรีขอกำลังมาสู้พม่า เมื่อพระเจ้าตากทรงทราบข่าวศึกได้โปรดฯให้พระมหามนตรี (บุญมา) จัดกองทัพเรือ ๒๐ ลำ แล้วทรงเรือพระที่นั่งสุวรรณพิชัยนาวา ยกทัพมาถึงค่ายบางกุ้งในเวลาพลบค่ำ และมีบัญชาให้จัดเรือพักทัพที่ฝั่งตรงกันข้ามค่าย โดยที่ทหารภักดีอาสาและทหารพม่าไม่ทราบ บริเวณที่จอดเรือพักทัพมีชื่อเรียกในปัจจุบันว่า “บ้านบางพลับ”

    การรบครั้งนั้นตามประวัติศาสตร์บันทึกไว้ว่าตะลุมบอนกันด้วยอาวุธสั้น จนหม่องกี้มาราหญ่า แม่ทัพเจ้าเมืองทวายมองเห็นว่าสุดกำลังที่จะต่อสู้ จึงหนีกลับไปเมืองทวายทางด่านเจ้ากว้าง ซึ่งเป็นด่านเมืองราชบุรีริมน้ำภาชี ครั้นพระเจ้าตากสินเสร็จศึกค่ายบางกุ้งแล้วจึงยกทัพเสด็จมาพักแรมที่ค่ายบางกุ้ง ก่อนจะกลับกรุงธนบุรีได้เรียกประชุมเหล่าทหาหรให้สามัคคีและปรองดองเกื้อกูล โดยตรัสว่า “เนื้อต่อเนื้อไม่เอื้อเฟื้อเป็นเนื้อกลางป่า เนื้อใช่เนื้อได้เอื้อเฟื้อเป็นเนื้ออาตมา” หมายความว่าคนที่เป็นญาติกันไม่ได้เกื้อกูลกันก็เหมือนไม่ใช่ญาติ คนที่ไม่ใช่ญาติแต่ได้เกื้อกูลกันเฉกเช่นญาติสนิท

    ค่ายบางกุ้งในปัจจุบันถูกพัฒนาให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์ที่สำคัญอีกแห่งหนึ่งของสมุทรสงคราม โดยท่านพระวินัยธร รองอาจ อริโย เจ้าอาวาสได้ดำเนินการสร้างพระบรมราชานุสาวรีย์ สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช และจัดภูมิทัศน์โดยรอบ มีการสร้างแนวกำแพงจำลองค่ายบางกุ้งไว้เป็นอนุสรณ์สถาน เพื่อเตือนใจให้ระลึกถึงวีรกรรมบรรพบุรุษนักรบไทยที่ปรากฏ ณ ค่ายบางกุ้ง

    นอกจากเรื่องราวในประวัติศาสตร์ที่ทำให้ค่ายบางกุ้งหรือวัดบางกุ้งน่าสนใจแล้วก็ยังมีเรื่องร่ำลือกันถึงสิ่งลี้ลับที่มักสร้างอาถรรพ์ให้บังเกิดแก่สถานที่แห่งนี้ นั่นก็คือองค์พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ในโบสถ์ปรกโพธิ์ที่เรียกกันว่า “หลวงพ่อนิลมณี” และ “นางไม้” ซึ่งเชื่อกันว่าเป็น “รุกขเทวดา” ที่สถิตย์อยู่ในต้นไม้ใหญ่ที่ปกคลุมโบสถ์นั่นเอง

    ท่านเจ้าอาวาสวัดรูปปัจจุบันท่านเล่าว่า วัดบางกุ้งเป็นโบราณสถานเก่าแก่ ปัจจุบันมีถนนสายราชบุรี-วัดโบสถ์ตัดผ่านกลาง วัดนี้ถูกแบ่งเป็นสองส่วนคือ ส่วนปฏิบัติของสงฆ์และส่วนโบราณสถาน ซึ่งหลังจากสมัยกรุงธนบุรีมาแล้ว วัดนี้ถูกปล่อยให้ร้างมานานถึง ๒๓๐ ปี แล้วจึงเริ่มบูรณะ มีพระสงฆ์เข้าไปอยู่จำพรรษาอีกครั้ง ในปี 2539

    วัดบางกุ้งที่เห็นอยู่ทุกวันนี้มีอุโบสถ ๒ หลัง คือหลังใหญ่กับหลังเล็ก (เป็นโบสถ์ปรกโพธิ์) ซึ่งมีอายุการสร้างไล่เรี่ยกัน จากการสอบถามเจ้าหน้าที่ผู้ดูแลวัดได้เล่าว่า โบสถ์ที่เห็นอยู่นี้มีมานานก่อนที่พระเจ้าตากสินจะมาตั้งค่าย แต่ก่อนเป็นวัดสองวัดอยู่ติดกัน เขาเรียกว่าวัดบางกุ้งน้อยกับวัดบางกุ้งใหญ่ มีเรื่องเล่าว่าเป็นวัดที่เมียหลวงกับเมียน้อยของ “ตาทอง” เศรษฐีใหญ่ชาวสมุทรสงครามมาสร้างไว้ โดยวัดบางกุ้งใหญ่เมียหลวงสร้าง ส่วนบางกุ้งเล็กนั้นเมียน้อยสร้าง ซึ่งเมียทั้งสองของเศรษฐีทองต่างก็ไม่ถูกกัน เพราะกระทั่งปัจจุบันก็ยังมีหลายคนที่อยู่ในวัด โดยเฉพาะยามหรือพระลูกวัดต่างก็เล่าเป็นเสียงเดียวกันว่า เคยได้ยินเสียงผู้หญิงสองคนทะเลาะกันรุนแรงอยู่ข้างโบสถ์ปรกโพธิ์ในกลางดึก เสียงนั้นดังลั่น แต่พอเข้าไปดูใกล้ๆ กลับไม่เห็นมีใคร เสียงกลับเงียบหายไปเฉยๆ

    นอกจากนั้นในสมัยก่อน เมื่อวัดร้างลง ไม่มีสมภารและพระมาจำพรรษา บริเวณรอบๆ วัดก็รก เต็มไปด้วยต้นไม่ใบหญ้าปกคลุม แถวๆ ใกล้เคียงวัดก็เป็นสวน เวลาดึกดื่นจึงเงียบสงัด ดูวังเวง ผู้เฒ่าผู้แก่ที่อยู่ข้างวัดได้เล่าให้ลูกหลานฟังต่อๆ กันมาว่า เวลากลางค่ำกลางคืนสมัยนั้น พอดับฟืนดับไฟนอนกันหมด ก็จะมืดและเงียบมาก กลางดึกบางคืนแทบทุกบ้านก็จะได้ยินเสียง “ช้งเช้ง ช้งเช้ง”...เหมือนคนฟันดาบกันเป็นจำนวนเยอะๆ ทำให้หลายคนกลัวเสียจนไม่กล้าออกไปไหนยามมืดค่ำ

    คุณลุงที่ทำหน้าที่ขายดอไม้ธูปเทียนบูชาหลวงพ่อนิลมณีท่านอยู่ที่วัดมาตั้งแต่เด็ก ได้เล่าให้ฟังถึงความศักดิ์สิทธ์แห่งหลวงพ่อนิลมณีที่อยู่ในโบสถ์ปรกโพธิ์ และเรื่องราวความอาถรรพ์ของ “นางไม้” ว่า

    “องค์พระพุทธรูปในโบสถ์มีมานานแล้ว แต่ก่อนนี้จะเป็นองค์ดำลงรักไว้เฉยๆ เรียกว่า “หลวงพ่อดำ” ซึ่งศักดิ์สิทธิ์มาก องค์หลวงพ่อนิลมณีนี่ถ้าใครที่แต่งงานแล้วไม่มีลูก มาขอลูกมักจะได้ อย่างตัวลุงอยู่มาตั้งแต่ที่นี่ยังรกอยู่ ก็จะเห็นกันเรื่อยล่ะ ไม่ว่าจะเป็นแม่นางไม้ หรือหลวงพ่อนิลมณี ท่านเคยไปเข้าฝันเห็นเป็นรูปร่างดำๆ เป็นองค์พระพุทธรูป ไปยืนอยู่หัวนอน ท่านบอกว่า “เออ...เอ็งจน เอาอย่างนี้สิ” ท่านก็บอกให้ ๓ ตัวตรงๆ เลย แต่ว่าลุงไม่เชื่อ กลับไปเพิ่มขึ้นอีกแต้มนึง แต่หวยออกเลขที่หลวงพ่อบอก

    “แม่นางไม้ก็เคยเห็น เหมือนฝันน่ะนะ ท่านแต่งชุดไทย ผมยาว สวย ในฝันท่านมาหา คนที่นี่ก็เห็นกันบ่อย มีอยู่คนหนึ่งที่เห็นอยู่เป็นประจำเลย เขาอยู่ทางวัดบางเกาะ ซึ่งอยู่เลยวัดบางกุ้งไปหน่อย ทุกเช้าประมาณตี 5 เขาจะต้องขับรถผ่านมาทางหน้าโบสถ์ทุกวัน แล้วเขาก็เห็นผู้หญิงแต่งชุดไทยมานั่งกราบหลวงพ่อในโบสถ์ประจำเลย”

    โบสถ์ปรกโพธิ์ที่วัดบางกุ้งนี้ หากใครเคยได้ไปเยือนคงจะประทับใจในสิ่งที่ธรรมชาติสร้าง จากไม้ใหญ่ 4 ชนิด รัดล้อม แผ่กิ่งก้าน รากและใบโอบล้อมโบสถ์โบราณ อายุกว่า 400 ปี ซึ่งดูแล้วน่ามหัศจรรย์ และเชื่อกันว่าที่แห่งใดมีต้นไม้ใหญ่ไม้สำคัญ ที่นั่นย่อมมีเทพรุกขเทวดารักษา และสถานที่แห่งนี้ “รุกขเทวดา” ท่านก็มักจะมาให้เห็นในร่างของ “นางไม้” จึงสร้างอาถรรพ์ให้ปรากฏแก่สายตาชาวบ้านอยู่เสมอ



    http://poweropject.igetweb.com/index.php?mo=3&art=82814
     

แชร์หน้านี้

Loading...