♦::ทุกข์ซะให้เข็ด::♦

ในห้อง 'จักรวาลคู่ขนาน' ตั้งกระทู้โดย คือ~ว่างเปล่า!, 31 ตุลาคม 2008.

  1. คือ~ว่างเปล่า!

    คือ~ว่างเปล่า! เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    2 เมษายน 2008
    โพสต์:
    1,647
    ค่าพลัง:
    +472
    <TABLE cellSpacing=0 cellPadding=4 width="100%" border=0><TBODY><TR><TD class=headline vAlign=baseline align=left>ทุกข์ซะให้เข็ด</TD></TR></TBODY></TABLE><TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 width="100%" border=0><TBODY><TR><TD bgColor=#cccccc height=1>[​IMG]</TD></TR></TBODY></TABLE><TABLE cellSpacing=0 cellPadding=4 border=0><TBODY><TR><TD class=body vAlign=baseline align=left>โดย ถนอมจิต คงจิตต์งาม</TD><TD class=date vAlign=baseline align=left>29 ตุลาคม 2551 10:51 น.</TD></TR></TBODY></TABLE><TABLE cellSpacing=0 cellPadding=4 width="100%" border=0><TBODY><TR><TD vAlign=center align=middle>[​IMG]</TD></TR></TBODY></TABLE><TABLE cellSpacing=0 cellPadding=4 width="100%" border=0><TBODY><TR><TD vAlign=top align=middle><TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 width="100%" border=0><TBODY><TR><TD vAlign=bottom align=left height=12>[​IMG]</TD></TR><TR><TD bgColor=#cccccc><TABLE cellSpacing=1 cellPadding=0 width="100%" border=0><TBODY><TR><TD vAlign=top align=middle bgColor=#ffffff><TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 width="100%"><TBODY><TR><TD vAlign=top align=middle><TABLE cellSpacing=7 width="100%" border=0><TBODY><TR><TD vAlign=top align=middle><TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 width="100%" border=0><TBODY><TR><TD class=body vAlign=baseline align=left>thanomjit8@yahoo.com


    ภาวะบ้านเมือง สังคม รอบตัวที่ค่อนข้างอลหม่านแบบนี้ อาจทำให้หลายคนเริ่มอลเวงไปด้วย บางครั้งตื่นขึ้นมาอาจมีคำถามว่า คนเราเกิดมาทำไม อยู่ไปเพื่ออะไรด้วยซ้ำ

    บางคนอาจเจอปัญหาพิษเศรษฐกิจเล่นงานจนไม่อยากมีชีวิตอยู่

    เจอเพื่อนบางคน อยู่บริษัทใหญ่ถูกบีบคั้นจากที่ทำงานให้สร้างผลงานให้ดีกว่า ที่ผ่านมาซึ่งเพื่อนบอกว่า เวลากลับมาบ้านก็แบกเอางานติดสมอง ติดตัวมาด้วยโดยตลอด เห็นงานสำคัญกว่าสามีและเรื่องของลูก ทะเลาะกันเกือบทุกวันอยู่แล้ว

    แต่พอกลับไปบริษัท ปรากฏว่าวัดค่าด้วยตัวเลขดัชนีสารพัดออกมาแล้ว ผลงานยังไม่เป็นที่น่าพอใจ มีวิธีที่จะทำให้ดีกว่านี้ได้อีก เพื่อนเลยมีอาการคล้ายคนประสาทกิน

    ยิ่งไปเจอพวกครู ที่ต้องทำเรื่องอาจารย์ 3 ยิ่งอาการหนัก คนเป็นคนครูมาชั่วนาตาปี จะต้องไปหัดทำวิจัยกันใหม่ ไม่ทำก็ไม่ได้ เพราะไม่งั้นก็อนาคตดับ แต่ถ้าทำเด็กก็อนาคตดับ เพราะครูมัวแต่ตั้งหน้าทำผลงาน เด็กอ่านหนังสือไม่ออก

    ไม่รู้เหมือนกัน ว่าตอนคิดเรื่องนี้ เขาใช้อะไรคิดกัน สรุปว่าสามารถสร้างระบบความทุกข์ให้ผู้คนได้ถ้วนหน้า ตั้งแต่เด็กยันผู้ใหญ่ ดัชนีมวลรวมความสุขของประเทศไทยถึงไม่ค่อยมี

    นี่ยังไม่นับปัญหาส่วนตัว ที่แต่ละคนต้องเจอ ประเภทผลงานดีแต่ไม่เข้าตากรรมการ สามีแอบไปมีกิ๊ก แก้ปัญหาด้วยเมาแล้วยังขับ ลูกสอบไม่ผ่าน หลานสอบไม่พ้นเกณฑ์ ดูท่าแล้วจะไม่มีอนาคต

    ต้องเรียกว่า เป็นภาวะที่ทุกคนไร้ความสุขกันถ้วนหน้า
    ช่วงนี้แหละ ที่ต้องตั้งสติให้ดี


    วันก่อนดิฉันไปทำบุญครบรอบปีให้พ่อที่เสียชีวิตที่วัดที่บ้าน เป็นวัดริมแม่น้ำน่าน สายน้ำช่วงนี้กำลังหลากเต็มสองฝั่ง ไหลไปเรื่อยๆ แต่ดูแล้วเหมือนอยู่นิ่ง ให้ความรู้สึกโล่งโปร่งใจ สบายตาบอกไม่ถูก

    ลมที่วัดพัดเย็นดี สีเขียวของต้นไม้ทำให้รู้สึกชุ่มชื่น มีต้นโพธิ์ใหญ่ไม่รู้จะใช้กี่คนโอบใหญ่พร้อมเรื่องราวผีสางที่เราเห็นมาแต่เด็ก อยู่ยังไงก็ยังอยู่อย่างนั้น เห็นสีเหลืองของจีวรพระ ผู้คนไม่มาก เพราะมีแต่พวกลูกๆ ยามพระสวดเสียงดังกังวานไปทั่วศาลา ทำให้ใจนิ่งสงบอย่างบอกไม่ถูก

    เหมือนเป็นคนละโลกกับโลกแห่งความวุ่นวายอลหม่านที่เราจากมา เพราะยามอยู่ที่นี่เราไร้ตัวตน ไร้คนรู้จัก มีแต่ญาติพี่น้องที่อยู่กันมาแต่เกิด อยากนอนก็ล้มตัวนอน ตื่นมาก็กิน ไม่ต้องวิตกกับสิ่งใดทั้งสิ้น

    พี่น้องถามไถ่ทุกข์สุขซึ่งกันและกัน
    ที่น่าแปลกคือว่า ทุกข์ของคนหนึ่งซึ่งคิดว่าสาหัสแล้ว พอมาเล่ากลายเป็นเรื่องโจ๊ก ที่น่าขบขันในหมู่พี่น้อง จากนั้นก็มีเรื่องเล่าถึงคนที่ทุกข์มากว่านี้ให้ฟัง ฟังแล้วต้องร้องโอ้โหชีวิตอย่างนี้ก็มีด้วย
    ทุกข์ใหญ่เลยกลายเป็นเรื่องเล็ก ใครที่มีทุกข์ขนาดเล็ก เลยกลายเป็นไม่มีทุกข์

    ดิฉันได้ข้อสรุปว่า ความทุกข์นี่มันเป็นของผันแปรไม่แน่นอน ภาษาพระก็ว่าไม่เที่ยง เดี๋ยวมาเดี๋ยวก็ไป เดี๋ยวก็เปลี่ยนรูปจากทุกข์ก้อนใหญ่กลายเป็นทุกข์ก้อนเล็กได้ ไม่มีอะไรคงกระพันยั่งยืน

    เวลาเครียดถึงที่สุด ก็ต้องผ่อนปรนตัวเองลงมาเป็นลำดับขั้น ให้คิดว่าไม่มีอะไรเป็นอะไร
    ให้ดูใจว่าอารมณ์ขณะนี้เป็นอย่างนี้ รู้สึกโกรธ รู้สึกเกลียด รู้สึกอยากได้นั่นโน่นนี่อยู่ตลอด แล้วถามใจตัวเองว่าทุกข์ไหม

    ถ้าตอบว่าทุกข์ ถามต่อว่าชอบเป็นแบบนี้ไหม ถ้าชอบก็จมอยู่ในความทุกข์นั่นแหละวนเวียนอยู่ในนั้น ไม่ต้องไปหาทางออก

    แต่ถ้าอยากหาย อยากมีทุกข์ให้น้อยลง ก็ต้องหาทางเปลี่ยนวิธีคิด รู้ว่ามีความรู้สึกอย่างไรผ่านเข้ามาในใจ แต่อย่าไปปรุงแต่งต่อ เรื่องราวจากเล็กน้อยก็ไม่ขยายกลายเป็นเรื่องใหญ่

    นี่คือวิธีดับทุกข์ทางความคิด ซึ่งดิฉันพยายามฝึกตัวเองมาตลอด

    เมื่อก่อนเป็นคนที่สามารถเอาเรื่องของคนอื่นมาทุกข์แทนเขาได้ทุกเรื่อง

    เดี๋ยวนี้ไม่ใช่แล้ว ถ้าคุยกันแล้ว บอกกันแล้ว แนะแนวทางให้แล้ว ยังไม่เลิกทุกข์ อย่างที่เรียกว่า ชอบทุกข์ซ้ำซาก ไม่พยายามทำตนเป็นที่พึ่งแห่งตน ดิฉันก็จะปล่อยให้เขาอยู่ในโลกของเขา

    เรียกว่า
     
  2. k.kwan

    k.kwan เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    22 พฤศจิกายน 2007
    โพสต์:
    15,915
    ค่าพลัง:
    +7,318
    โลกภายนอกว่างเปล่า มีแต่ใจเราที่เคลื่อนที่ดิ้นรน แสวงหา ในสิ่งที่ไม่มีตัวตนจริง

    เราหยุด ทุกข์ก็หยุด

    เราเคลื่อน ทุกข์ก็เคลื่อน

    ถ้าเรายังหยุดไม่ได้ ก็เคลื่อนไปด้วยสติรู้ตัว รู้เท่าทันทุกข์ รู้เท่าทันโลก ทุกข์ก็เกาะเราไม่ติด

    ทุกข์ก็อยู่ส่วนทุกข์ ใจอยู่ส่วนใจ รักษาสติเพื่อไม่ฟั่นเฟือนไปกับทุกข์และสุข

    อันว่าทุกข์และสุข ล้วนเป็นมายาพาให้หลงเท่านั้น สติเท่านั้นคือความจริง
     

แชร์หน้านี้

Loading...