เรื่องเด่น 3 ความเข้าใจผิดๆ ของชาวพุทธเกี่ยวกับ ” การทำบุญ “

ในห้อง 'บุญ-อานิสงส์การทำบุญ' ตั้งกระทู้โดย อกาลิโก!, 19 มีนาคม 2018.

  1. อกาลิโก!

    อกาลิโก! เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    20 กรกฎาคม 2017
    โพสต์:
    563
    กระทู้เรื่องเด่น:
    498
    ค่าพลัง:
    +3,044
    3 ความเข้าใจผิดๆ ของชาวพุทธเกี่ยวกับ ” การทำบุญ “

    Untitled-1-11.png


    3 ความเข้าใจผิดๆ ของชาวพุทธเกี่ยวกับ ” การทำบุญ “

    ความเข้าใจเรื่อง การทำบุญ ของคนไทยในปัจจุบันมีความคลาดเคลื่อนไปจากหลักการทางพุทธศาสนาอย่างมาก จึงควรทำความเข้าใจกันให้ถูกต้อง ดังนี้


    1.การทำบุญ เป็นกุศโลบายอย่างหนึ่งในการชำระใจให้บริสุทธิ์สะอาด บุญไม่ใช่กุศโลบายในการหาเงินของคนบางกลุ่มที่หลอกให้คนอีกกลุ่มทุ่มเททำบุญจนหมดเนื้อหมดตัวด้วยเล่ห์เพทุบายต่างๆ เพราะไม่ได้ทำให้จิตใจของผู้ทำบุญสะอาดขึ้นเลย แต่กลับหลงจมปลักลงในบ่อบุญจอมปลอม


    2. “บุญเป็นความสุขใจที่เกิดขึ้นหลังจากใครก็ตามได้ทำสิ่งที่มีคุณค่าต่อตนหรือต่อผู้อื่น การทำบุญไม่ได้ทำกับคนเท่านั้น ยังหมายรวมไปถึง สัตว์ และ “สิ่ง” ในที่นี้หมายถึงสิ่งแวดล้อมหรือธรรมชาติอีกด้วย


    3. การให้ผลของบุญเกิดขึ้นที่ใจเป็นหลัก ไม่ใช่ให้ผลเป็นความร่ำรวย ให้ผลเป็นชื่อเสียง รวมทั้งไม่ใช่การให้ผลออกมาเป็นคะแนนหรือแต้มสะสม ซึ่งมนุษย์ด้วยกันเองเป็นผู้จัดทำขึ้น ควรจำให้ชัดว่า การให้ผลของบุญนั้น เป็นไปตามกฎธรรมชาติ ธรรมชาติเป็นผู้จัดสรรเอง ไม่ใช่มนุษย์เข้ามาเป็นผู้บอกว่าทำบุญอย่างนี้แล้วจะได้อย่างนั้น อย่างนี้ทันตาเห็น นับเงินมือเป็นระวิง หรือ ทำบุญด้วยการบูชาพระรุ่นนี้ แล้วจะไม่พบความลำบากยากจน ที่ป่วยก็หาย ผลบุญอย่างนี้ควรทราบว่าเป็นผลบุญเชิงพาณิชย์ หรือ เชิงการตลาด ที่มนุษย์เรานี่เอง โมเมขึ้นมาหลอกเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน “คนทำนาบนหลังคน” นี้แหละเข้ามา “ตัดตอน” กระบวนการให้ผลของบุญ จนความหมายแคบลงอยู่เพียงว่า ถ้าจะทำบุญต้องใช้เงินเป็นปัจจัยสำคัญ ทั้งที่ความจริงนั้น การทำบุญที่แท้นั้นแม้จะไม่ใช้เงินสักบาทก็ย่อมได้ ที่สุดของบุญนั้นไม่เกี่ยวกับเงินเลย


    ในการทำบุญที่แท้ตามหลักพระพุทธศาสนานั้น แม้ไม่ใช้เงินเลย ไม่มีเงินเลย ทุกคนก็มีสิทธิทำบุญหรือเข้าถึงบุญได้อย่างทัดเทียมกัน


    M11286445-35.jpg


    เราจะเห็นได้จาก “มรรควิธี” ในการทำบุญ หรือ การสร้างบุญทั้ง 10 ประการ ต่อไปนี้


    ทำบุญด้วยการ “แบ่งปัน” วัตถุ สิ่งของ ปัจจัยสี่
    ทำบุญด้วยการ “รักษาศีล”
    ทำบุญด้วยการ “เจริญจิตภาวนา”
    ทำบุญด้วยการ “อ่อนน้อมถ่อมตน”
    ทำบุญด้วยการ “เสียสละช่วยงานคนอื่น บริการสังคม”
    ทำบุญด้วยการ “เฉลี่ยความดีให้คนอื่นได้ชื่นชม”
    ทำบุญด้วยการ “อนุโมทนา/ชื่นชมความสุข ความก้าวหน้าของคนอื่น”
    ทำบุญด้วยการ “ฟังธรรม ศึกษาหาความรู้ที่มีสารประโยชน์ต่อชีวิต”
    ทำบุญด้วยการ “แสดงธรรม แจกจ่ายธรรมทาน วิทยาทาน”
    ทำบุญด้วยการ “มีสัมมาทัศนะ เชื่อกฎแห่งกรรม เชื่อตามหลักเหตุผล”


    การทำบุญนั้น พระพุทธเจ้าทรงสอนให้ทำบุญด้วยเจตนาอันบริสุทธิ์ทั้ง 3 กาล กล่าวคือ


    ก่อนให้มีใจเลื่อมใส
    ขณะให้มีใจยินดี
    ให้ไปแล้วก็มีใจเบิกบาน


    เมื่อมีเจตนาอันบริสุทธิ์ทั้ง 3 กาลแล้ว ปัจจัยหรือวัตถุที่จะถวายทาน เป็นของบริสุทธิ์ ได้มาโดยชอบธรรม บุคคลผู้รับทาน เป็นผู้บริสุทธิ์ มีศีล โดยเฉพาะหากผู้รับทานมีคุณสมบัติพิเศษ เช่น พระอรหันต์ที่เพิ่งออกจากนิโรธสมาบัติใหม่ๆ ถ้าเหตุปัจจัยดังกล่าวพร้อมเมื่อไร ก็ให้ผลนับอนันต์


    ส่วนหนึ่งจากบทความ : “ฉลาดในการทำบุญ” โดย ท่านว.วชิรเมธี


    -----------------------
    ขอบคุณที่มา
    http://108resources.com/3-ความเข้าใจผิดๆ-ของชาวพ/
     
  2. Apinya Smabut

    Apinya Smabut นิพพานังสุขัง นิพพานเป็นสุขอย่างยิ่ง

    วันที่สมัครสมาชิก:
    19 มิถุนายน 2014
    โพสต์:
    868
    กระทู้เรื่องเด่น:
    20
    ค่าพลัง:
    +1,303
    การทำบุญมีส่วนสำคัญหลัก ๆ ก็คือ

    1.ผู้ให้
    2.ของที่ให้
    3.ผู้รับ
    4.เจตนา

    ถ้าทั้ง ผู้ให้ ผู้รับ เจตนา และ ของที่ให้บริสุทธิ์ ผลบุญที่ได้ก็เต็มส่วน
    ถ้าฝ่ายไหนบกพร่อง ผลบุญที่ได้ก็บกพร่อง


    ส่วนเรื่องที่ว่าผลบุญนั้นจะให้ผลเป็นอย่างไรนั้นเป็นสิ่งที่ "ธรรมชาติ" กำหนดมา
    แล้วมนุษย์ที่เข้าถึงธรรมในส่วนนั้นเป็นผู้ไปพบเห็นเข้า
    แล้วจึงนำเอาความจริงนั้นมาบอก
    เช่น การให้อาหาร หรือเงินทอง ผู้รับก็จะได้รับความอิ่ม ได้แก้วสาระพัดนึก เช่น เงิน โดยสามารถนำไปแลกเปลี่ยนเป็นสิ่งของอะไรก็ได้เท่าที่กำลังของเงินนั้นจะมี

    ดังนั้น ผลที่ผู้ให้จะได้รับก็คือ ได้รับในผลที่ผู้รับได้รับไปเป็น 100 เป็น 1,000 เท่า เมื่อวาระของผลบุญสบโอกาสให้ผล ยิ่งถ้าผู้รับเป็นผู้ที่มีศีล หรือ ทรงฌาน หรือ เป็นอริยบุคคล ผลบุญที่ได้ก็จะยิ่งมากขึ้นไปตามลำดับ

    เหมือนกับการที่เราขว้างลูกบอลใส่กำแพงตรง ๆ กฏของธรรมชาติได้กำหนดให้ลูกบอลนั้นต้องสะท้อนกลับมายังทิศทางเดิม ฉันใดก็ฉันนั้น ผลบุญและบาปที่มนุษย์และสัตว์อื่น ๆ จะได้รับ ก็เป็นผลสะท้อนที่เกิดขึ้นจากการสร้างบุญและบาปนั้น ซึ่งเป็นสิ่งที่ธรรมชาติได้กำหนดขึ้น แล้วมนุษย์เป็นผู้ไปพบเห็น แล้วนำมาบอกให้รู้เท่านั้น

    สรุปคือ ผลบุญและบาปมีจริง


    วิธีสังเกตุคือ
    ถ้าสิ่งที่ทำแล้วได้บุญ ใจเราจะเป็นสุข มากน้อยขึ้นอยู่กับกำลังใจของเราเอง
    ถ้าสิ่งที่ทำแล้วได้บาป ใจเราจะเป็นเศร้าหมอง มากน้อยขึ้นอยู่กับกำลังใจของเราเอง

    ถามว่าทำไมคนส่วนใหญ่ทำบาปแล้วดีใจสะใจ ไม่เห็นเศร้าหมอง
    ก็ต้องตอบว่า เขามองไม่เห็นใจตัวเองต่างหาก เพราะในความดีใจสะใจนั่นแหละที่มีความเศร้าหมองปนอยู่เงียบ ๆ เพียงแต่โดนความสะใจปกปิดไว้เท่านั้น

    ส่วนคนที่ทำบุญบางคน บอกว่าทำบุญแล้วทำไมไม่เห็นมีความสุขเท่าที่ควรเลย
    ขอบอกว่า เราอยู่กับความเศร้าหมองจนเคยชิน แต่ให้สังเกตุดี ๆ ว่า ทุกครั้งที่ทำบุญในความเศร้าหมองของเรานั้น มันจะมีความสุขใจ ความสบายใจเกิดขึ้นแบบเงียบ ๆ เบา ๆ ให้เราได้พอสังเกตุได้ ยิ่งทำบ่อยก็ยิ่งสังเกตุได้ง่ายขึ้น

    ส่วนผลบุญที่ได้รับนั้นก็มีจริง
    เช่น ให้อาหาร ให้เงิน รักษาศีล หรือ ช่วยให้คนอื่นได้มีศีล ผลบุญหลัก ๆ เลยก็คือ ถ้าเมื่อใดที่ได้มาเกิดเป็นมนุษย์อีกจะส่งผลให้เป็นคนรวย มีโภคทรัพย์มากแน่นอน หรือ ถ้านึกถึงความดีได้ก่อนตาย ผลบุญพวกนี้ก็จะไปให้ผลในสวรรค์ที่เราได้ไปเกิดนั่นเอง

    อาจจะมีคนถามว่าแล้วทำไมไม่รวยชาตินี้
    ก็ต้องบอกว่า อย่าลืมว่าที่เรามาเกิดชาตินี้นั้น เป็นเพราะผลบุญและบาปที่เคยทำมาส่งให้มาเกิด ดังนั้นถ้ามาเกิดแล้วยังไม่รวย ก็แสดงว่าผลบุญและบาปนั้นบังคับให้เป็นแบบนี้ ถ้าไม่ได้ทำบุญหนักมากจริง ๆ ชนิดที่สามารถแซงหน้าผลบุญและบาปในชาติก่อนได้ ก็ไม่อาจจะรวยแบบทันตาเห็นในชาตินี้ได้

    แต่ก็มีทางที่จะทำได้อยู่ คือ ถ้าอยากรวยชาตินี้แบบทันตาเห็น มี 2 วิธี

    1. สร้างฌานสมาบัติให้ได้ตั้งแต่ฌาน 4 ขึ้นไป (ข้อนี้อยากรวยแบบไหนก็เลือกได้เลย)
    2. ทำบุญกับพระที่เพิ่งออกจากนิโรธสมาบัติ (ข้อนี้จะส่งผลให้เป็นเศรษฐีในเวลาไม่เกิน 7 วัน)


    อยู่ที่ว่าใครจะสามารถทำข้อไหนได้ ถ้าหาพระที่เพิ่งจะออกจากนิโรธสมาบัติไม่เจอ ก็สร้างฌานขึ้นมาเองก็ได้ ทำถึงฌาน 4 ขึ้นไปเมื่อไหร่ อยากรวยตอนไหนก็ตามใจท่านเลย


    ที่ว่ามาทั้งหมดนี้ เป็นสิ่งที่ธรรมชาติกำหนดมาให้เป็นแบบนี้
    แล้วผู้ที่ท่านไปค้นพบ ท่านก็ได้นำมาบอกกล่าว
    แล้วกำหนดตั้งชื่อเพื่อให้เรียกสิ่งนั้น ๆ ง่ายขึ้น
    ใครอยากได้แบบไหนก็ให้ทำแบบนั้นตามอัธยาศัย
     
  3. Muang99

    Muang99 เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    10 กุมภาพันธ์ 2011
    โพสต์:
    3,762
    กระทู้เรื่องเด่น:
    6
    ค่าพลัง:
    +6,039
    การทำบุญกับพระอรหันต์ที่เพิ่งออกจากนิโรธสมาบัติ จะได้เป็นเศรษฐีภายใน 7 วัน จะเห็นผลเพียงแค่ท่านแรกนะครับ ส่วนท่านที่ทำบุญเป็นลำดับที่ 2 เป็นต้นไป คงต้องรอคิวการส่งผลของบุญ อาจยาวนานหลายเดือนหรือหลายปีหรือรอชาติหน้าหรือชาติหน้าๆ นะครับ

    ครูบาเจ้าหน่อแก้วฟ้า ท่านก็เคยเทศน์ให้ฟัง ว่า การทำบุญกับพระอรหันต์ที่เพิ่งออกจากนิโรธสมาบัติ จะได้เป็นเศรษฐีภายใน 7 วัน จะเห็นผลเพียงแค่ท่านแรก
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 11 มิถุนายน 2018
  4. Saber

    Saber เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    8 มิถุนายน 2010
    โพสต์:
    5,459
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3
    ค่าพลัง:
    +11,517
    นิโรธกรรม ไม่ใช่ นิโรธสมาบัติ
     
  5. mrmos

    mrmos Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    13 ตุลาคม 2016
    โพสต์:
    581
    ค่าพลัง:
    +445

แชร์หน้านี้

Loading...