How to became the wisdom

ในห้อง 'Black Hole' ตั้งกระทู้โดย Sataniel, 21 กันยายน 2018.

สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้
  1. Sataniel

    Sataniel วิชชาจรณะสัมปันโน

    วันที่สมัครสมาชิก:
    19 กรกฎาคม 2017
    โพสต์:
    617
    ค่าพลัง:
    +936
    การพัฒนาตนในการใช้ชีวิตประจำวัน(ทางโลก)


    การเรียนรู้โดยการใช้ มโน(ความคิด) และเป็นสิ่งที่ยังเป็นสมมุติ(สมมุติฐานซึ่งยังไม่ทราบความจริง)

    -การเรียนรู้ใดๆทั้งหมดในทางโลกเริ่มจากการอ่านและไปทำตาม
    -การคิดขณะทำ = ฟุ้งซ่าน หากจะทำสิ่งใดๆขณะทำบางสิ่ง ย่อมสำเร็จผลไม่เต็มร้อย
    -การทำบางสิ่งที่ได้รับผลที่คุ้มค่าและรวดเร็วที่สุดเริ่มจาก คิด(มโน) ต่อมาจึงทดลอง และขณะทดลองห้ามคิด เพราะจะฟุ้งซ่านทำให้ผลลัพท์ = เละ
    หากจะคิดให้หยุดทำก่อนและพิจารณาต่อเมื่อเสร็จแล้วจึงลงมือทำต่อ




    หลักการคิด(มโน)ในการพิจารณา(ทางโลกทั้งหมด)สิ่งต่างๆ


    -ศึกษาข้อมูลจากแหล่งข้อมูล(ยุคนี้คือ internet)
    -ต้องเป็นข้อมูลที่ผู้พูด/ผู้เผยแพร่น่าเชื่อถือ
    -หาข้อมูลที่น่าเชื่อถือน้อยลงและนำมาเปรียบเทียบ
    -หาข้อมูลที่ไม่น่าเชื่อถือเลยและนำมาเปรียบเทียบ
    -ตั้งสมมุติฐานและทดลอง




    หลักการคิด(มโน)ในการทำงาน


    -ศึกษาข้อมูลจากแหล่งข้อมูล(ยุคนี้คือ internet)
    -ต้องเป็นข้อมูลที่น่าเชื่อถือ
    -ดูรูปแบบของงานที่กำลังศึกษา [เช่นกำลังศึกษาการออกแบบงานโลโก้ ก็เสิร์ชคำว่าโลโก้ ดูการออกแบบทั้งหมด]
    -ศึกษาองค์ประกอบอื่นๆของงานที่จำเป็น [เช่นในการออกแบบโลโก้ องค์ประกอบของงานคือ ลายเส้น รูปลักษณ์(ศิลปะ) ,การคุมเม้าส์หรือจะใช้เม้าส์ปากกา และอีกมากมายที่สามารถเพิ่มระดับของงานได้]
    -นำมาพลิกแพลงจากที่ได้ศึกษามา
    -ฝึกฝนจนสามารถสร้างรูปแบบของตนได้
    -พัฒนาต่อยอดจนสามารถสร้างความแปลกใหม่ของผลงานได้
    -หาคนที่เก่งและเปรียบเทียบกับเขาตามความเป็นจริงหากรู้ว่าด้อยกว่าก็พัฒนาต่อไป
    -หากเราเก่งกว่าเขาก็ให้หาคนที่มีฝีมือมากกว่า และเปรียบเทียบกับเขาต่อไป



    การเรียนรู้ version ทำจริงหลังจากมโน(ความคิด)ไปเรียบร้อยแล้ว

    1.กรณีที่เกร็งขณะทดลองเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ

    -เวลาลงมือทำจริงจะเกิดอาการเกร็งทำให้การตัดสินใจช้า
    -ผิดพลาดบ่อย และการผิดพลาด(ไม่จำ)เกิดจากการเกร็ง
    -บากบั่นทำไปเรื่อยๆจนสำเร็จผล


    สรุปผล สำเร็จผลดั่งที่ต้องการ แต่ต้องใช้เวลาและผิดพลาดบ่อย


    2.กรณีที่ไม่เกร็งขณะทดลองเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ


    -เวลาลงมือทำจะผิดพลาดเช่นกัน แต่สามารถปรับตัวได้เร็วกว่าการเกร็ง
    -เมื่อไม่เกร็งร่างกายย่อมตอบสนองและจดจำสิ่งต่างๆได้ดีกว่า ทำให้ผิดพลาดน้อยกว่าการเกร็ง
    -ไม่ต้องบากบั่นแค่เรียนรู้ไปสักระยะก็สำเร็จผลได้

    สรุปผล สำเร็จผลดั่งที่ต้องการ แต่ใช้เวลาน้อยกว่าและผิดพลาดน้อยกว่าการเกร็ง




    สมมุติฐานต่อมาสำหรับการเพิ่มความรวดเร็วในการปฏิบัติงาน

    กรณีของสมาธิ

    วิธีทำ = เพ่งไปที่งานจดจ่อกับงานที่ทำ


    ผลการทดลอง

    -การปฏิบัติงานที่ใช้สมาธิมาก(เพ่งมาก)ทำให้เกิดอาการเกร็ง(กดดัน/เครียด)
    -ขณะปฏิบัติงานหากใช้สมาธิย่อมจดจ่อแต่จุดๆนั้นที่กำลังเพ่งอยู่ ทำให้เกิดข้อผิดพลาดในจุดอื่นๆที่ไม่ได้ เพ่ง(focus)
    -ไม่รับรู้สิ่งรอบตัวขณะมีสมาธิ(เพ่ง)กับงาน


    สรุปผล = สมาธิควรมีในการทำงานแต่ไม่ควรเพ่ง(เกร็ง)กับงานมากจนเกินไปจะทำให้เครียดเหนื่อย,ล้าได้ง่ายกว่าปรกติ


    กรณีของสติ(ทางโลก)

    วิธีทำ ขณะที่กำลังทำงานให้กลับมารู้สึกตัวรู้สึกถึงรอบๆ ไม่ได้เพ่งกับผลงานเพียงแค่มองผ่านๆแต่มองให้ละเอียด
    ผลการทดลอง


    -สามารถพบเห็นจุดบกพร่องต่างๆได้มาก
    -งานสำเร็จไว
    -ไม่ค่อยผิดพลาด
    -รายละเอียดของงานน้อยกว่า

    สรุปผล = สติเป็นตัวควบคุมการทำงาน ทำให้ผิดพลาดน้อยกว่ามาก และไม่เครียดเท่ากับการตั้งสมาธิทำงาน



    กรณีของปัญญา(ทางโลก)[มโน/ความคิด]

    วิธีทำ = ค้นหาข้อมูลที่ต้องการศึกษา ทั้งจากผู้ที่น่าเชื่อถือ , น่าเชื่อถือน้อยลง , ไม่น่าเชื่อถือ และทำความเข้าใจทั้งหมด และสรุปผล(ยังเป็นสมมุติฐาน) เมื่อสรุปผลจนพอจะเข้าใจบ้าง จึงนำมาตั้งสมมุติฐานและทดลอง


    ผลการทดลอง

    -เมื่อศึกษาข้อมูลจากก่อนลงมือทำ โอกาสผิดพลาดของงานน้อยลงแต่ไม่เสมอไป(ด้วยเหตุว่าข้อมูลที่ได้รับถูกต้องหรือไม่)
    -ต้องเสียเวลามากกว่าการใช้สติ และ สมาธิในการทำงาน

    สรุปผล = การใช้ปัญญานั้นมีข้อดีคือได้รู้เรื่องราวของงานก่อนการทำ ข้อเสียคือข้อมูลที่ได้รับจะถูกต้องหรือไม่ เราไม่รู้นอกจากลงปฏิบัติเท่านั้น





    หลักการมโน(คิด)ในชีวิตประจำวัน



    -อยู่กับโลกความจริง

    หากในบริษัทมีเพื่อนร่วมงานยกโทรศัพท์มาใช้พิมพ์ หากเป็นผู้มีทิษฏิในด้านไม่ดี จะมโนไปว่า "เอาเวลาไปคุยกับสาวงานการไม่ทำ" หรืออีก มากมายตามจริตและทิษฏิของบุคคล แต่หากเป็นกรณีผู้มองโลกสไตล์ลาเวนเดอร์ จะมองว่า "หืมคุยกับลูกค้าด้วยขยันจัง" / "สงสัยเขามีธุระละมั้งเลยเอาโทรศัพท์มาเล่น"

    จะสังเกตุว่าปถุชนย่อมจะมโนไปทั้งสองทาง เสมอๆ และการมโนนั้นๆเป็นการปักใจว่าเขาเป็นเช่นนั้นทั้งๆที่เรื่องที่เราพบ เรื่องที่เราเห็น เป็นสิ่งที่เรา "มโนไปเอง หรือ คิดไปเอง" ทั้งนั้นเลย ทั้งๆที่เรื่องจริงมันแสดงออกมาต่อหน้าแล้วว่า "เขาหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาใช้" ก็แค่นั้นแหละ หรือหากยังไม่เข้าใจยังมีตัวอย่างที่สองต่อให้ฟัง

    เวลาดึก ปรกติเวลานี้ชายหนุ่มจะโทรคุยโทรศัพท์กับแฟนสาวประจำ แต่ช่วงนี้ แฟนสาวของเขากลับไม่มีเวลาว่างเลย จนชายหนุ่มคิดว่า(มโน) ว่าเขา "นอกใจ / เล่นชู้ หรืออีกมากมาย" และพอไม่เชื่อใจภายหลังก็หาเรื่องทะเลาะกัน แม้จะทำไม่จริง ภายหลังความสัมพันธ์ก็ต่ำลงเรื่อยๆเพราะ "มโนไปเรื่อย" ดังนั้น จงอยู่กับความเป็นจริง ไม่รู้ก็คือไม่รู้ คนที่จะฆ่าตัวตาย ก็เพราะคิดนี่แล ก่อนเขาจะฆ่าตัวตายตอนแรกเขาเครียดแต่ยังไม่ที่สุด คิดไปคิดมายิ่งคิดยิ่งเครียด จึงเลือกจบชีวิตมันซะเลย โดยสรุปแล้ว ปัญหาส่วนใหญ่เกือบจะทั้งหมดในชีวิตของคนๆหนึ่ง(ปถุชน) มักจะเกิดจากมโนไปเองเกินกว่า 70% เพราะ มโน(คิดอย่างไร)ก็ทำอย่างนั้น เชื่ออย่างไรก็ทำเช่นนั้น นี่แหละชีวิต ทุกข์เอง ทำเอง งงแท้หนอ






    -อย่าตัดสินใครเพราะคุณ "ไม่รู้" เกี่ยวกับใคร สิ่งเดียวที่จะตัดสินผู้อื่นได้คือ "ความจริง" เท่านั้น และหากจะมโน(คิด)จงอย่าหลงไปในมโน

    มนุษย์ปรกติจะหลงลงไปในมโน(ความคิด) เช่นปักใจเชื่อว่าคนๆนี้เป็นอย่างนี้เพราะคิด ปักใจว่าสิ่งนี้เป็นอย่างนี้ เช่น มีคนกำลังคุยคุณอยู่เรื่องอาหาร คุยไปคุยมาเขากลับบอกว่า "เกลือนั้นไม่เห็นจะเค็มเลย" คุณจึงด่าเขาเพราะใครๆก็รู้ว่าเกลือเค็ม แต่คุณหารู้ไม่ว่า "ลิ้นของเขาไม่สามารถรับรสเค็มได้" เนื่องด้วยเหตุอะไรก็ว่ากันไป ไม่ว่าท่านจะมโนไปไหน มันก็ผิด เพราะสัจธรรมมันแสดงออกมาอยู่แล้ว คือ "เราไม่รู้ว่าทำไมเขาถึงบอกว่าเกลือไม่เค็ม" นั่นแล แต่หากทดลองมโน ก็ต้องรู้ว่านี่กำลังคิดอยู่มันไม่ใช่ความจริง เช่น "ทำไมเขาถึงบอกเกลือไม่เค็มวะ" และก็หาเหตุผลต่างๆมาคิดว่าทำไมเกลือไม่เค็ม ไม่ใช่ปักใจเชื่อในมโนของตนไปแล้วว่า ไอ้นี่มันบ้า นั่นแล





    -ไม่มีใครฉลาดที่สุดในโลกหล้า(สำหรับการเรียนรู้ทางโลกเท่านั้นใช้กับทางธรรม[ปฏิบัติ]ไม่ได้)


    สัจธรรมนี้คือความจริง เพราะไม่ว่าเศรษฐีพันล้าน และ ขอทานข้างถนน ทั้งคู่มีประสบการณ์ชีวิตไม่เหมือนกัน ดังนั้นสิ่งต่างๆที่เขาพบเจอย่อมแตกต่างกัน แต่คนทั่วไปมักจะไม่รับฟังความเห็นของบุคคลที่ "ต่ำชั้นกว่า" ตน(มโนคิดเอาเองว่าเขาต่ำกว่า) ทั้งๆที่เรื่องที่ขอทานได้พบเจอมา นั้นแน่นอนมีประสบการณ์ที่เศรษฐีไม่เคยพบเจอมามากมาย และหลายๆครั้งผู้คนจะอ้างว่าตนฉลาดกว่า จึงไม่รับฟังผู้อื่น

    "แต่ความจริงแล้ว คนฉลาดคือคนที่รับฟังแม้กระทั่งขอทาน เพื่อนำไปพัฒนาตนต่อไปตังหาก"
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 29 กันยายน 2018
  2. Sataniel

    Sataniel วิชชาจรณะสัมปันโน

    วันที่สมัครสมาชิก:
    19 กรกฎาคม 2017
    โพสต์:
    617
    ค่าพลัง:
    +936
    การพัฒนาตนในการปฏิบัติธรรม


    1.อานาปานสติ

    (ครั้งแรกปฏิบัติโดยการเพ่งลมหายใจไม่ใช่รู้ลมหายใจ)
    -ทดลองปฏิบัติครั้งแรกโดยการศึกษา(ปฏิบัติไม่ใช่คิด)ลมหายใจก่อนโดยการปฏิบัติหายใจเข้าออกเกี่ยวกับลมหายใจทุกรูปแบบ (หายใจสั้น หายใจยาว หายใจแรง หายใจเร็ว ค่อยๆหายใจ เป็นต้น)
    -สังเกตุลักษณะของลมหายใจและทางเดินของลมหายใจ

    -เมื่อเริ่มรู้ลักษณะของลมหายใจจึงเริ่มเพ่ง/ดู ลมหายใจโดยการ คงสภาวะความรู้สึกของลมหายใจนั้นไว้แม้ว่าลมหายใจจะออกไปแล้วก็ตามที(ย้ายตนไปที่ลมหายใจ)

    -เมื่อทำไปได้สักระยะจึงสังเกตุว่าสภาวะที่คงอยู่มันมีความแน่น ความบาง ไม่เท่ากันในแต่ละครั้งจึงคุมสภาวะให้ ลมหายใจแน่นขึ้น ชัดเจนยิ่งขึ้น

    -เมื่อทำไปได้สักระยะจึงคุมสภาวะดูลมหายใจให้ย้าย(เคลื่อนโดยการไหล) ไปตามจุดที่กำหนด



    โดยมีวิธีทำการเข้าฌาน
    -เมื่อดู/เพ่ง/รู้สึกที่ลมหายใจแล้ว ก็ไม่วอกแวกเป็นสมาธิ(ตั้งมั่น)อยู่ที่ลมหายใจ
    -เมื่อดำรงอยู่สักระยะจะพบว่ามีความรู้สึกว่าอยู่อย่างนี้ก็อยู่ได้
    -เมื่อเปลี่ยนเป็นดำรงสภาวะอยู่อย่างนี้ก็อยู่ได้แล้วในสภาวะนั้นจะมีความรู้สึกปิติปนอยู่ให้ย้ายไปเป็นปิติ
    -ทำเช่นเดียวกัน จากปิติ เป็นสุข จากสุขเป็นเฉย(ฌาน 4)
    -เมื่อทำรูปฌานได้แล้ว ก็ให้ดำรงสภาวะรู้สึกว่ารู้อยู่ ,รู้สึกโล่งอยู่,และว่างอยู่(อรูปฌาน)




    2.เริ่มฝึกสติ
    -เริ่มโดยการไม่ได้เพ่งไปที่นั่นฝึกการรับรู้ทั่วบริเวณ(ไม่ได้เพ่งทั้งสิ้น) เช่นลมพัดมาโดนกายก็รู้สึกว่ามีลมพัดมาโดนกายโดยไม่ได้เพ่ง(ไม่ใช่ตามอง)[ไม่ได้เพ่งความรู้สึกไปที่มันเพื่อจะรับรู้] หากเกิดอะไรขึ้นเราก็รู้อยู่

    -ฝึกขั้นต่อมาโดยการแยกเนื้อของสภาวะต่างๆที่ปรากฏเช่น รู้ของภายนอก กับรู้ภายใน(กายเวทนา) และ อัตตาจิต นั้นไม่ใช่ตัวเดียวกัน ตัววจี / มโนจิตตสังขารก็ไม่ใช่ตัวเดียวกัน หรือจะทดลองทำโดยการรู้ให้กว้างๆและหายใจแรงๆจนเจ็บ/ปวด จมูก ก็จะพบว่า เนื้อของสภาวะ กายเนื้อ และ กายเวทนา ไม่เหมือนกันและไม่เหมือนกันภายนอกด้วย



    -เมื่อฝึกไปสักระยะจนรู้ให้ทั่วบริเวณ จะรู้ว่าความรู้สึกตัว(กายเวทนา) ,กายเนื้อ และ ภายนอกนั้นไม่เหมือนกัน มีความรู้สึกที่ต่างกัน


    วิธีทำ
    -เมื่อมีลมมาโดนตัวแล้วก็รู้ว่ามีลมมาโดนและปล่อยการดู/เพ่ง/รู้สึกไว้อย่างงั้นแต่ให้ดำรงสติมั่นไว้จนเริ่มรู้ถึงเนื้อสภาวะของลม ที่มาโดนตัวว่ามันโบกสะบัดพริ้วไหว
    -เมื่อทำได้แล้วก็ให้รู้ให้กว้างขึ้นเรื่อยๆ
    -เมื่อทำได้แล้วให้รู้ละเอียดขึ้นเรื่อยๆ
    -เมื่อทำได้แล้วให้รู้ให้ทั่วรวมถึงภายใน เช่น กาย,เวทนา(ความรู้สึกตัวทั่วทั้งตัว),จิต,และธรรม

    สรุปผล = ทำให้สติเริ่มตั้งฐานได้ ทำให้นิมิตต่างๆแทบจะหายไปทั้งหมด


    3.กสิณ(เพ่งธรรมารมณ์)

    -หากทำสภาวะ เพ่ง/ดู ได้แล้วก็ธรรมวิจจัยยะ(พิจารณาทางธรรมคือการรู้ว่าสภาวะตอนนี้มีความแน่น ความบางเท่านี้ ไม่ใช่พิจารณา(มโน/คิด)แบบทางโลก) จนรู้ว่าสภาวะดู/เพ่ง ที่ลมหายใจสามารถควบแน่น(ดิน),พริ้วไหว(โบกสะบัด),ซ่านออกไป(ไฟ) ได้ โดยเมื่อสามารถปรับสภาวะธรรมนี้ที่เกิดจากการเพ่ง/ดูได้แล้วจึงทดลอง รวมความซ่านความแน่นและโบกสะบัดออกไป จึงพบว่ามันสามารถยิงออกไปได้อย่างรวดเร็ว และความรู้สึกของคู่ฝึกที่ได้ทดลองด้วยจะรู้สึกได้มากขึ้นจากการควบแน่นที่มาก หากควบแน่นน้อยก็ไม่รู้สึกอะไรเลย



    สรุปผล = กสิณจริงๆคือการเพ่งจนเกิดธรรมารมณ์(ความรู้สึก)ในสภาวะนั้นๆ โดยที่ให้ดูรูปเพื่อให้เข้าถึงสภาวะเพ่ง และสภาวะธรรมารมณ์ของธาตุนั้นๆ แต่หากผู้ที่ฝึกสติปัฏฐานมาแล้วก็ไม่จำเป็นต้องไปเพ่งรูปอะไรแล้ว


    โพชฌงค์ 7
    -เริ่มโดยการทำความรู้สึกให้ทั่วตัว(ใต้ผิวหนัง/กายเวทนา) ในกรณีผู้ที่เคยฝึกอานาปานสติ จนรู้จักสภาวะเพ่งของ อัตตาจิต(มีอีกหลายชื่อแต่ตัวเดียวกันคือ ตัวดู,วิญญาณขันธ์ (ตัวที่ส่งการเพ่งออกไป)) และฝึกสติมาบ้างจนรู้สึกถึง กายเวทนา(ความรู้สึกตัวใต้ผิวหนังแล้ว) ก็สามารถทำได้เลยแต่ในกรณีของผู้ที่ทำไม่ได้จึงต้องเริ่มโดยการ

    -หายใจเข้าลึกๆช้าๆและเก็บไว้สักระยะ ในขณะที่คงลมหายใจไว้จะเกิดความรู้สึกตัวขึ้นในบริเวณที่ลมหายใจค้างอยู่ ให้คงความรู้สึกตัว(ใต้ผิวหนัง) ตรงนั้นไว้ และค่อยๆผ่อนลมออกห้ามความรู้สึกตัวใต้ผิวหนังตรงนั้นหายไป
    -ให้ทำไปเรื่อยๆพร้อมสังเกตุการเกิดขึ้น และการจางคลายของความรู้สึกตัว จนสามารถกำหนดความสภาวะความรู้สึกตัวนี้ขึ้นมาเมื่อไหร่ก็ได้
    -ให้ฝึกการกำหนดความรู้สึกขึ้นทั้งตัว และทั่วตัว(ใต้ผิวหนัง)
    -ให้ฝึกการ เพิ่มความรู้สึกตัวที่มากขึ้นจนแน่นไปทั้งตัวจนเพิ่มไม่ได้แล้ว
    -ฝึกการ ลดความรู้สึกตัวจนลดไม่ได้แล้วเช่นกัน
    -ฝึกการดำรงอยู่ในสภาวะความรู้สึกตัวแน่นที่สุด และดำรงสภาวะนี้ไว้จนอยู่กับมันได้
    -ฝึกการปรับสภาวะความรู้สึกตัวแบบต่างๆทั้งหมดและอยู่กับมันให้ได้


    เมื่อทำได้ทั้งตัวและอยู่กับมันได้โดยไม่เป็นอะไรแล้วให้เริ่มการพูดขณะอยู่ในสภาวะ ซึ่งช่วงแรกจะเกิดอาการพูดไม่ออก

    -เมื่อสามารถพูดได้แล้วและดำรงอยู่ในสภาวะความรู้สึกตัว(กายเวทนา)ที่แน่นที่สุดได้แล้ว ก็จะมีความรู้สึกอยู่อย่างนี้ก็อยู่ได้เกิดขึ้น ให้เราย้ายสภาวะไปเป็นอาการอยู่อย่างนี้ก็อยู่ได้ และจะสังเกตุได้ว่า เนื้อกายที่แน่นนั้นเปลี่ยนไป กลายเป็นเนื้อกายความรู้สึกของการเพลินอยู่ และในเนื้อกายเพลิน จะมีความรู้สึก ปิติเกิดขึ้น ให้ย้ายไปเป็นปิติ และจากปิติเป็นสุข เป็นเฉย นี่คือ ฌาน 4(ของพุทธศาสนา) และในเฉยยังมีรู้สึกว่ารู้อยู่(มีตน) ในรู้สึกว่ารู้มีว่างอยู่ ในว่างมีโล่งอยู่[อรูปฌาน]

    ซึ่งมีทั้งสติ สมาธิอยู่ครบ จิตไม่ส่งออกนอก และพิจารณากายได้ด้วย แถมพูดได้โดยไม่ถอยจากฌาน

    จิตเปล่งรังสี
    -เมื่อเข้าสภาวะเฉยได้ ให้เปลี่ยนจากรู้ของอรูปเป็นสภาวะตื่นและเร่งสภาวะให้ตื่นมากขึ้น

    สรุปผล = หากดำรงโพชฌงค์ 7 ใน กายเวทนาที่แน่นที่สุดไม่ได้ จะทำให้เนื้อของสภาวะฌานอื่นๆไม่เข้มข้น และจะทำให้ไปต่อไม่ได้ จึงต้องกลับมาฝึกใหม่อีกรอบ




    ทดสอบหาความเป็นตนและความทุกข์
    -เริ่มทดสอบหาความเป็นตนโดยการหดกายเวทนาขึ้นมาจากล่างขึ้นบน จนได้เจอว่ามันคืออัตตาจิต(ลูกกลมๆ) ในหัว และทดลองออกจากสภาวะกลับสู่ปกติ ก็พบว่าอัตตาจิตมันยังอยู่ที่เดิมจึงได้รู้ว่า อัตตาจิต,ตัวดู ดูที่ไหนรู้สึกที่นั่น

    -เมื่อรู้ความเป็นตนแล้วจึงเริ่มทำการหดกายใหม่และ หดอัตตาจิตให้เล็กลงเรื่อยๆผลปรากฏว่า ยิ่งเล็กยิ่งเกิดสภาวะทุกข์ขึ้น(ตั้งอยู่ไม่ได้,กดดัน)

    -ทดลองมโนถึงเรื่องที่เครียด พร้อมมีสติรู้ถึงสภาวะของอัตตาจิตไปด้วยพบว่า เมื่อเครียดอัตตาจิตจะหดตัวและเกิดทุกข์




    ทดสอบการมโนเพราะอะไรทำไมถึงเห็นภาพ(ต้องผ่านการฝึกสติมาแล้ว และไม่หลงในมโน)
    -เริ่มการทดลองโดยการ มโนภาพใดๆขึ้นในหัว (ขณะนั้นมีสติมั่น) กลับปรากฏว่ารอบๆอัตตาจิตกลับบังเกิดความกดดัน(ทุกข์)ขึ้น และมีอะไรบางอย่างเข้ามาปิดบังอัตตาจิต โดยยิ่งเห็นชัดเท่าไหร่แสดงว่าอัตตาจิตโดนปิดบังมากเท่านั้น จนกระทั่งภาพชัดดั่งเห็นด้วยตาคือ อัตตาจิตที่ส่งออกนอก กลับโดนสิ่งนี้เคลื่อนมาปิดบังจนส่งไปที่ภาพมโน แทน


    เจอ มโน/วจี จิตตสังขารขันธ์
    -เมื่อสติมั่นจึงสังเกตุว่าก่อนเกิดมโน นั้นเกิดอะไรขึ้น จึงพบว่ามีการเกิดการกระพริบขึ้นก่อน ที่จะเกิดภาพ/เสียง ขึ้น ในหัว
    -เมื่อสังเกตุไปเรื่อยๆกลับพบว่ามันมีหลายตัวได้ และพบว่ามันทำงานของมันเอง เช่นอยู่ดีๆมีเสียงในหัวร้องเพลงของมันเอง ดังนั้นจึงเรียกมันว่า ขันธ์ เพราะมันมีหลายตนนั่นเอง

    โดยทดลองอีกหลายครั้งในชีวิตประจำวัน โดยดำรงสติมั่นอยู่ ตัววจี/มโนจิตตสังขารขันธ์ มันกระพริบขึ้นมาปรุงเองทั้งๆที่ยีงดำรงสติมั่นอยู่ในขณะเดินสวนทางกับผู้หญิง เช่น สวยจังวะ และมันยังปรุงต่อไป หุ่นดีมาก บลาๆ มันก็ปรุงไปเรื่อยๆ จึงได้รู้ถึงศัพท์ว่าดูกิเลศมันเล่นละคร

    สรุปผล : จากการค้นพบทำให้รู้ว่าตัวมันนี่แหละคือตัวปรุงแต่ง และมันนี่แหละคือกิเลศ และเมื่อได้อ่านถึงการที่มีคนบอกให้ถามจิตวิญญาณตนเอง = คุยกับจิตใต้สำนึก(มโน/วจีจิตตสังขาร/กิเลศ) ตัวเอง นั่นแลสรุปถามคำถามกับกิเลศ กิเลศก็จะตอบกลับมาแบบที่ดูน่าเชื่อถือทั้งๆที่ความจริงมันจะรู้ได้ไง ในเมื่อมันอยู่กับเรามาตลอด?


    วิธีการอยู่และย้ายสภาวะไปเป็นกายเวทนา

    :ต้องผ่านการฝึกสติ จนรู้ถึงกายเวทนา กายเนื้อ อัตตาจิต และรู้ถึงภายนอก แล้ว

    วิธีทำ

    -ให้รู้รอบๆทั้งหมด และรู้ด้วยว่าตนในปัจจุบัน ขณะ คือ กายเนื้อ เวลาขยับกายเนื้อนั้นเป็นเรา ขณะนั้นให้เร่งความรู้สึกตัว(กายเวทนา)มากขึ้นๆจนแน่นและ อยู่/ย้าย ไปเป็นกายเวทนา (กายเวทนาเป็นเรา) เมื่อสามารถอยู่แล้วย้ายกายได้แล้ว จึงทดลองการใช้งานกายเวทนา

    -ลองขยับแขนกายเวทนาแต่ผลปรากฏว่ากายเนื้อขยับตาม กับ กายเวทนาทะลุกายเนื้อออกไป(สามารถทดสอบเอามาจับแขนกายเนื้ออีกข้างได้เลยถ้าทำถึงขั้นแยกออกได้ ผัสสะจะรู้สึกมากขึ้นตามความหนาแน่นของกายเวทนา) และหากเราเป็นกายเวทนาอยู่ หากเราหันไปทางไหน มันจะมีภาพปรากฏขึ้น(ชัดไม่ชัดขึ้นอยู่กับรู้ถึงสิ่งรอบข้างมากไหม)





    การดับตน

    วิธีทำ : ให้เร่งกายเวทนาจนรู้สึกได้ชัดเจน และย้ายไปเป็นกายเวทนา และดับมันจากบนลงล่าง (หากยังทำไม่ได้ให้สังเกตุการดับไปโดยการทดลองใช้กสิณและรู้ให้ทั่วถึงตรงที่ๆธรรมารมณ์นั้นๆกำลังดับไปว่ามันดับได้อย่างไร มีสภาวะแบบไหน(พิจารณธรรม)

    เมื่อดับไปแล้วจึงเหลือแต่สภาวะรู้อยู่อย่างนั้น และจึงได้รู้ว่า แม้ไม่ดู/เพ่ง ก็รู้ได้ และตนไม่มีแต่ไม่ได้ตาย และที่สำคัญหากผู้ฝึกได้ทดลองแรกๆ จะงงว่าถอนจิตมาได้อย่างไร จากการทดลองทำหลายๆครั้งจึงพบว่า ขณะที่เรารู้รอบๆอยู่ก่อนที่จะถอนจิตกลับสู่สภาวะปรกติ จะเกิดบางสิ่งในธรรมชาติ(อณู)วิ่งวนไปมาในละแวกนั้น ขณะที่เราจับ/ยึด อณูตัวไหนจึงบังเกิดเป็นตน และได้ทดลองดับวจีจิตตสังขาร ด้วยโดยพบว่ามันกระพริบออกมาจากก้อนอะไรสักอย่างเพราะมันเป็นขันธ์จึงทดลองดับมันเช่นกัน ผลปรากฏคือดับมันได้ แต่เมื่อผ่านไปถอนจิตกลับมา มันก็เกิดอยู่ดี

    สรุปผล : ทำให้รู้ว่าแม้ไม่มี "ตน" ก็ไม่ได้หายไปไหน และสภาวะที่ยังเหลือคือ "สภาวะรู้"



    พิจารณาความเป็นตน และ สภาวะรู้

    วิธีทำ
    1.หดกายเวทนา จากล่างขึ้นบน และหดเล็กลงเรื่อยๆจนเป็นอัตตาจิต
    2.กลับมาขยายกายเวทนาให้เต็งร่างเร่งกายเวทนาจนแน่นที่สุด และหดกายเวทนา ให้เป็นอัตตาจิตโดยดำรงสภาวะที่แน่นที่สุดไว้
    3.หดอัตตาจิต ให้เล็กจนมีขนาดเท่าเข็มหมุด
    4.เมื่อมันเล็กเท่าเข็มหมุดหมดแล้ว กำหนดยิงมันออกจากศีรษะไป
    5.เคลื่อนมันๆไปใกล้ๆไกลๆ และเอามันกลับเข้ามา(ห้ามให้มันกลับเข้ามาโดยไม่รู้ตัว)
    6.กลับสู่สภาวะปกติ


    สรุปผล : เมื่อหดกายเวทนา ให้เหลือแค่ส่วนบน กลับพบว่าส่วนที่ไม่เป็นตน มันดันรู้อยู่ และ เมื่อกายเวทนาแน่น เมื่อหดให้เล็กลง ความทุกข์จะเพิ่มขึ้นเมื่อหดตัวไปเรื่อยๆ แต่เมื่อหดไปจนถึงขนาดที่เล็กที่สุดแล้ว "ความเป็นตน" กลับมี แต่มันไม่ใช่เรา และเมื่อมันไม่ใช่เรา เราจึงไม่ยึดมันจึงทดลองยิงมันออกไปจากศีรษะ กลับพบว่า ยิ่งมันออกห่างไปไกลเท่าไหร่ ก็ยิ่งเบา ยิ่งสบาย และเราก็ไม่ใช่มันเสียด้วย จึงพบว่าสภาวะที่ยังเหลืออยู่คือ "สภาวะรู้" และอาการตนมีแต่ไม่เอาคืออะไร






    การทำลายอัตตาจิต

    ต้องผ่านการ "เป็นสภาวะรู้" ให้ได้ก่อน และ สามารถเป็นสภาวะรู้ได้ทันทีอย่างฉับพลัน หรือผ่านการดับตนมาแล้ว


    วิธีทำ
    แบบที่ 1

    -เป็นสภาวะรู้
    -กายเวทนา/อัตตาจิต ถูกสภาวะรู้แทรกเข้าไป
    -ดำรงสภาวะค้างไว้อย่างงั้น

    แบบที่ 2
    -หดอัตตาจิตให้เหลือขนาดเท่าลูกปิงปอง
    -บีบอัดอัตตาจิตและระเบิดมันออกมา
    -ดำรงสภาวะไว้อย่างงั้น


    ผลสรุป : เมื่อรู้วิธีทำลายอัตตาจิต ด้วยสภาวะรู้ หรือทำลายอัตตาจิตโดยตรง จึงได้รู้ว่า จิตเห็นจิต(อัตตาจิต) คืออะไร และเมื่ออัตตาจิตสลายไปจึงเกิด สภาวะเจิดจ้า(รังสี)ที่ไม่ใช่ตัวตน(เบิกบานที่ไม่ใช่ตัวตน) จึงได้รู้แล้วว่ารัศมี(ไม่ใช่นิมิต)ในพระไตรปิฏกหมายถึงอะไร





    เรียนรู้เกี่ยวกับอาการ "จิตถอนออกมาจากสภาวะนั้นๆเอง"


    วิธีทำ
    -ดำรงสภาวะรู้ไว้เรื่อยๆ
    -ค้นหาเหตุที่ทำให้สภาวะรู้ที่ถึงแม้จะมีอยู่แต่อัตตาจิต กลับปรากฏออกมา
    -ทดลองเร่งกายเวทนาให้แน่น และทดลองลดกายเวทนาให้เบา และทดลองเข้าสภาวะฌานต่างๆ



    ผลสรุป : สิ่งที่ทำให้สภาวะต่างๆไม่อาจดำรงอยู่ได้(มันมีอยู่ตลอดแต่จิตเราถอนออกมาจากมันเอง) เนื่องเพราะ "ขันธ์" จากทั้งกาย เวทนา จิต และ ธรรม เนื่องด้วยขันธ์ 5 ที่ประกอบในนั้น โดยทดสอบโดยการ เร่งกายและลดกายเวทนา และเข้าฌาน ไม่ว่าฌานใดๆ จะพบว่า เมื่อดำรงสภาวะใดๆสักระยะหนึ่ง กายเวทนาจะกลับมามีเนื้อกายที่เข้ากับสภาวะรอบข้าง(สัมปยุทธตาธรรมา) และหากทำลายอัตตาจิตไปมันจะมีช่วงที่มันกลับมาเอง เช่นกัน จึงได้รู้ว่า ขันธ์ 5 ทั้งหลายเป็นตัวฉุดรั้งให้จิตถอนกลับมาสู่สภาวะที่เข้ากับโลก ถึงได้รู้แล้วว่าทำไมพระพุทธเจ้าถึงเดินฌานก่อนจะทำลายอัตตาจิตก่อนดับขันธ์ปรินิพพาน และทำไมพระอรหันต์หลายๆองค์ถึงต้องฟังธรรมก่อนดับขันธ์ หรือนั่งสมาธิก่อนดับขันธ์นั่นเอง
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 12 พฤศจิกายน 2018 at 03:42
สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้

แชร์หน้านี้

Loading...