{O}มารักษาโรคด้วยพุทธโอสถกันเถอะครับ{O}

ในห้อง 'จิตวิทยา & สุขภาพ' ตั้งกระทู้โดย เสขะปฎิสัมภิทา, 23 ธันวาคม 2017.

  1. เสขะปฎิสัมภิทา

    เสขะปฎิสัมภิทา ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นเรา ตถาคต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    6 สิงหาคม 2014
    โพสต์:
    2,484
    ค่าพลัง:
    +3,037
    เพื่อยืดอายุขัย และยืดอายุการทำงานของอวัยวะควรทำบ่อเก็บน้ำปัสสาวะเพื่อบำบัติโรค

    ๑,ใช้ทาห้ามเลือดได้กระทั่งแผลสดแผลเปื่อยและแผลติดเชื้อ
    ๒,ใช้บำรุงผิวพรรณ
    ๓,แก้โรคทางเดินหายใจเมื่อสูดดม ทำให้หายใจได้ลึกและยาว
    ๔.โรคที่หายยากเช่นมะเร็งผิวหนังหรือภายในเป็นต้น
    ๕,เมื่อมีมากพอมี่จะแช่อาบทั้งลำตัว ควรนั่งแช่อย่างน้อยครึ่งชั่วโมง เพื่อให้ซึมซับ

    ความลับ (ตอนนี้ไม่ลับแล้ว ใครจะลองไปแอบทดลองดูไม่ว่ากันครับ)
    ๖, เมื่อน้ำปัสสาวะที่เก็บเอาไว้นาน ๑ เดือนขึ้นไป ไปต้มและใส่เครื่องปรุงพะโล้ (อาจจะใส่น่องไก่ ชิ้นเนื้อไปบ้างก็ได้) จะกลายเป็นยาที่สามารถชูกำลังท่านชายและท่านหญิง ชนิดไวอาก้ายังอายเลยทันที

    จะ
    ฉุนหน่อยแต่สรรพคุณ ไม่ต้องพรรณนา ทั้งคนทั้งสัตว์กินสะอื้นแน่นอน ได้เลี้ยงหลานกันเหนื่อยตาเหลือก!
    ถ้านำไปสกัดเป็นเม็ดหรือเป็นชนิดน้ำ รวยแน่นอน



    อาพาธเป็นโรคฝี
    ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งอาพาธเป็นโรคฝี ภิกษุทั้งหลายกราบทูลเรื่องนั้น
    แด่พระผู้มีพระภาค. พระผู้มีพระภาคตรัสอนุญาตแก่ภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตการผ่าตัด ภิกษุนั้นต้องการน้ำฝาด ภิกษุทั้งหลายกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค. พระผู้มีพระภาคตรัสอนุญาตแก่ภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตน้ำฝาด ภิกษุนั้นต้องการงาที่บดแล้ว ภิกษุทั้งหลายกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค. พระผู้มีพระภาคตรัสอนุญาตแก่ภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตงาที่บดแล้ว ภิกษุนั้นต้องการยาพอก ภิกษุทั้งหลายกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค.

    พระผู้มีพระภาคตรัสอนุญาตภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตยาพอก ภิกษุนั้นต้องการผ้าพันแผล ภิกษุทั้งหลายกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค. พระผู้มีพระภาคตรัสอนุญาตแก่ภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตผ้าพันแผล แผลคัน ภิกษุทั้งหลายกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค. พระผู้มีพระภาคตรัสอนุญาตแก่ภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้ชะด้วยน้ำแป้งเมล็ดพรรณผักกาดแผลชื้นหรือเป็นฝ้า ภิกษุทั้งหลายกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค. พระผู้มีพระภาคตรัสอนุญาตแก่ภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้รมควัน เนื้องอกยื่นออกมา ภิกษุทั้งหลายกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค. พระผู้มีพระภาคตรัสอนุญาตแก่ภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้ตัดด้วยก้อนเกลือ แผลไม่งอก ภิกษุทั้งหลายกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค. พระผู้มีพระภาคตรัสอนุญาตแก่ภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตน้ำมันทาแผล น้ำมันไหลเยิ้ม ภิกษุทั้งหลายกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค. พระผู้มีพระภาคตรัสอนุญาตแก่ภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตผ้าเก่าสำหรับซับน้ำมันและการรักษาบาดแผลทุกชนิด.

    พระพุทธานุญาตยามหาวิกัฏ ๔ อย่าง
    ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งถูกงูกัด ภิกษุทั้งหลายกราบทูลเรื่องนั้นแด่
    พระผู้มีพระภาค พระผู้มีพระภาคตรัสอนุญาตว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้ใช้ยามหาวิกัฏ
    ๔ อย่าง คือ คูถ มูตร เถ้า ดิน ต่อมา ภิกษุทั้งหลายคิดสงสัยว่า ยามหาวิกัฏไม่ต้องรับประเคน
    หรือต้องรับประเคน จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค. พระผู้มีพระภาคตรัสอนุญาตแก่
    ภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้ภิกษุรับประเคน ในเมื่อมีกัปปิยการก เมื่อ
    กัปปิยการกไม่มี ให้ภิกษุหยิบบริโภคเองได้.

    สมัยต่อมา ภิกษุรูปหนึ่งดื่มยาพิษเข้าไป ภิกษุทั้งหลายกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคพระผู้มีพระภาคตรัสอนุญาตแด่ภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้ดื่มน้ำเจือคูถต่อมา ภิกษุทั้งหลายคิดสงสัยว่า น้ำเจือคูถนั้น จะไม่ต้องรับประเคน หรือต้องรับประเคน จึง
    กราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค. พระผู้มีพระภาคตรัสอนุญาตแก่ภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุ
    ทั้งหลาย เราอนุญาตคูถที่ภิกษุหยิบไว้ตอนกำลังถ่าย นั่นแหละเป็นอันประเคนแล้ว ไม่ต้อง
    รับประเคนอีก.

    ภิกษุอาพาธด้วยโรคต่างๆ
    [ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งอาพาธถูกยาแฝด ภิกษุทั้งหลายกราบทูลเรื่องนั้น
    แด่พระผู้มีพระภาค. พระผู้มีพระภาคตรัสอนุญาตแก่ภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้ดื่มน้ำที่เขาละลายจากดินรอยไถซึ่งติดผาล.

    สมัยต่อมา ภิกษุรูปหนึ่งอาพาธเป็นพรรดึก ภิกษุทั้งหลายกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มี
    พระภาค. พระผู้มีพระภาคตรัสอนุญาตแก่ภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้
    ดื่มน้ำด่างอามิส.

    สมัยต่อมา ภิกษุรูปหนึ่งอาพาธเป็นโรคผอมเหลือง ภิกษุทั้งหลายกราบทูลเรื่องนั้นแด่
    พระผู้มีพระภาค. พระผู้มีพระภาคตรัสอนุญาตแก่ภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาต
    ให้ดื่มยาผลสมอดองน้ำมูตรโค.

    สมัยต่อมา ภิกษุรูปหนึ่งอาพาธเป็นโรคผิวหนัง ภิกษุทั้งหลายกราบทูลเรื่องนั้นแด่
    พระผู้มีพระภาค. พระผู้มีพระภาคตรัสอนุญาตแก่ภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาต
    ให้ทำการลูบไล้ด้วยของหอม.

    สมัยต่อมา ภิกษุรูปหนึ่งมีกายกอปรด้วยโทษมาก ภิกษุทั้งหลายกราบทูลเรื่องนั้นแด่
    พระผู้มีพระภาค. พระผู้มีพระภาคตรัสอนุญาตแก่ภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาต
    ให้ดื่มยาประจุถ่าย ภิกษุนั้นมีความต้องการน้ำข้าวใส ภิกษุทั้งหลายกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มี
    พระภาค. พระผู้มีพระภาคตรัสอนุญาตแก่ภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตน้ำข้าวใสมีความต้องการด้วยน้ำถั่วเขียวต้มที่ไม่ข้น ภิกษุทั้งหลายกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค.
    พระผู้มีพระภาคตรัสอนุญาตแก่ภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตน้ำถั่วเขียวต้ม
    ที่ไม่ข้น มีความต้องการด้วยน้ำถั่วเขียวต้มที่ข้นนิดหน่อย ภิกษุทั้งหลายกราบทูลเรื่องนั้นแด่
    พระผู้มีพระภาค. พระผู้มีพระภาคตรัสอนุญาตแก่ภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาต
    น้ำถั่วเขียวต้มที่ข้นนิดหน่อย มีความต้องการด้วยน้ำเนื้อต้ม ภิกษุทั้งหลายกราบทูลเรื่องนั้นแด่
    พระผู้มีพระภาค. พระผู้มีพระภาคตรัสอนุญาตแก่ภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาต
    น้ำเนื้อต้ม.


     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 24 ธันวาคม 2017
  2. เสขะปฎิสัมภิทา

    เสขะปฎิสัมภิทา ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นเรา ตถาคต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    6 สิงหาคม 2014
    โพสต์:
    2,484
    ค่าพลัง:
    +3,037
     
  3. เสขะปฎิสัมภิทา

    เสขะปฎิสัมภิทา ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นเรา ตถาคต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    6 สิงหาคม 2014
    โพสต์:
    2,484
    ค่าพลัง:
    +3,037
     
  4. เสขะปฎิสัมภิทา

    เสขะปฎิสัมภิทา ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นเรา ตถาคต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    6 สิงหาคม 2014
    โพสต์:
    2,484
    ค่าพลัง:
    +3,037
     
  5. เสขะปฎิสัมภิทา

    เสขะปฎิสัมภิทา ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นเรา ตถาคต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    6 สิงหาคม 2014
    โพสต์:
    2,484
    ค่าพลัง:
    +3,037
     
  6. เสขะปฎิสัมภิทา

    เสขะปฎิสัมภิทา ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นเรา ตถาคต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    6 สิงหาคม 2014
    โพสต์:
    2,484
    ค่าพลัง:
    +3,037
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 23 ธันวาคม 2017
  7. เสขะปฎิสัมภิทา

    เสขะปฎิสัมภิทา ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นเรา ตถาคต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    6 สิงหาคม 2014
    โพสต์:
    2,484
    ค่าพลัง:
    +3,037
     
  8. เสขะปฎิสัมภิทา

    เสขะปฎิสัมภิทา ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นเรา ตถาคต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    6 สิงหาคม 2014
    โพสต์:
    2,484
    ค่าพลัง:
    +3,037
    พรหมจรรย์ประกอบด้วยองค์ ๔

    ดูก่อนสารีบุตร อนึ่ง เราย่อมเข้าใจประพฤติพรหมจรรย์
    ประกอบด้วยองค์ ๔ คือ

    เราเป็นผู้บำเพ็ญตบะและเป็นเยี่ยมกว่าผู้บำเพ็ญตบะทั้งหลาย
    เราประพฤติเศร้าหมองและเป็นเยี่ยมกว่าผู้พระพฤติเศร้าหมองทั้งหลาย
    เราเป็นผู้เกลียดบาปและเป็นเยี่ยมกว่าผู้เกลียดบาปทั้งหลาย เราเป็นผู้สงัดและเป็นเยี่ยมกว่าผู้สงัดทั้งหลาย.



    ดูก่อนสารีบุตร บรรดาพรหมจรรย์มีองค์ ๔ นั้น วัตรต่อ
    ไปนี้เป็นพรหมจรรย์ของเราโดยความที่เราเป็นผู้บำเพ็ญตบะ คือเราเป็นอเจลก
    คนเปลือย ไร้มารยาท เลียมือ เขาเชิญให้มารับภิกษาก็ไม่มา เขาเชิญให้หยุด
    ก็ไม่หยุดไม่ยินดีภิกษาที่เขานำมาให้ ไม่ยินดีภิกษาที่เขาทำเฉพาะ ไม่ยินดี
    ภิกษาที่เขานิมนต์. เรานั้นไม่รับภิกษาปากหม้อ ไม่รับภิกษาจากหม้อข้าว ไม่
    รับภิกษาที่บุคคลยืนคร่อมธรณีประตูให้ ไม่รับภิกษาที่บุคคลยืนคร่อมท่อนไม้
    ให้ ไม่รับภิกษาที่บุคคลยืนคร่อมสากให้ ไม่รับภิกษาที่ของคนสองคนผู้กำลัง
    บริโภคอยู่ ไม่รับภิกษาของหญิงมีครรภ์ ไม่รับภิกษาของหญิงผู้กำลังให้ลูกดูด
    นม ไม่รับภิกษาของหญิงผู้คลอเคลียบุรุษ ไม่รับภิกษาที่นัดแนะการทำไว้ ไม่
    รับภิกษาในที่ซึ่งสุนัขได้รับเลี้ยงดู ไม่รับภิกษาในที่มีแมลงวันไต่ตอมเป็นกลุ่มๆ
    ไม่กินปลา ไม่กินเนื้อ ไม่ดื่มสุรา ไม่ดื่มเมรัย ไม่ดื่มยาดอง. เรานั้นรับ
    ภิกษาที่เรือนหลังเดียว เยียวยาอัตภาพด้วยข้าวคำเดียวบ้าง รับภิกษาที่เรือนสอง
    หลัง เยียวยาอัตภาพด้วยข้าว ๒ คำบ้าง ฯลฯ รับภิกษาที่เรือน ๗ หลัง
    เยียวยาอัตภาพด้วยข้าว ๗ คำบ้าง.

    เยียวยาอัตภาพด้วยภิกษาในถาดน้อยใบเดียวบ้าง ๒ ใบบ้าง ฯลฯ ๗ ใบบ้าง กินอาหารที่เก็บค้างไว้วันหนึ่งบ้าง ๒วันบ้าง ฯลฯ ๗ วันบ้าง เป็นผู้ประกอบด้วยความขวนขวายในการบริโภคภัตตาหาร ที่เวียนมาตั้งกึ่งเดือนเช่นนี้บ้าง. เรานั้นเป็นผู้มีผักดองเป็นภักษาบ้าง มีข้าวฟ่างเป็นภักษาบ้าง มีลูกเดือยเป็นภักษาบ้าง มีกากข้าวเป็นภักษาบ้าง มียางเป็นภักษาบ้าง มีสาหร่ายเป็นภักษาบ้าง มีรำเป็นภักษาบ้าง มีข้าวตังเป็นภักษาบ้าง มีกำยานเป็นภักษาบ้าง มีหญ้าเป็นภักษาบ้าง มีโคมัยเป็น
    ภักษาบ้าง
    มีเหง้าและผลไม้ในป่าเป็นอาหาร บริโภคผลไม้หล่นเยียวยาอัตภาพ.



    เรานั้นทรงผ้าป่านบ้าง ผ้าแกมบ้าง ผ้าห่อศพบ้าง ผ้าบังสุกุลบ้าง ผ้าเปลือก
    ไม้บ้าง หนังเสือบ้าง หนังเสือทั้งเล็บบ้าง ผ้าคากรองบ้าง ผ้าปอบ้าง ผ้า
    ผลไม้บ้าง ผ้ากัมพลทำด้วยผมบ้าง ผ้ากัมพลทำด้วยขนสัตว์บ้าง ผ้าทำด้วยชน
    ปีกนกเค้าบ้าง เป็นผู้ถอนผมและหนวด คือ ประกอบความขวนขวายในการ
    ถอนผมและหนวดบ้าง เป็นผู้ถือยืน คือ ห้ามอาสวะบ้าง เป็นผู้กระโหย่ง คือ
    ประกอบความเพียรในการกระโหย่ง [เดินกระโหย่งเหยียบพื้นไม่เต็มเท้า] บ้าง
    เป็นผู้นอนบนหนาม คือ สำเร็จการนอนบนหนามบ้าง เป็นผู้ประกอบความ
    ขวนขวายในการลงน้ำวันละสามครั้งบ้าง เป็นผู้ประกอบความขวนขวายในการ
    ย่างและบ่มกายมีประการมิใช่น้อยเห็นปานนี้ ด้วยประการฉะนี้อยู่ ดูก่อนสารี-
    บุตร นี้แหละเป็นพรหมจรรย์ของเรา โดยความที่เราเป็นผู้บำเพ็ญตบะ.



    พรหมจรรย์เศร้าหมอง
    ดูก่อนสารีบุตร บรรดาพรหมจรรย์มีองค์ ๔ นั้น พรหม-
    จรรย์นี้เป็นวัตรในการประพฤติเศร้าหมองของเรา. มนทิน คือ ธุลีละอองสั่ง
    สมในกาย เรานับด้วยปีมิใช่น้อย จนเป็นสะเก็ด เปรียบเหมือนตอตะโก มีธุลี
    ละอองสั่งสมนับด้วยปีมิใช่น้อย จนเกิดเป็นสะเก็ด ฉันใด มนทิน คือ ธุลี
    ละอองสั่งสมในกายเรานับด้วยปีมิใช่น้อย จนเกิดเป็นสะเก็ด ฉันนั้นเหมือนกัน
    กัน. ดูก่อนสารีบุตร เรามิได้คิดที่จะลูบคลำปัดละอองธุลีนี้ด้วยฝ่ามือ ดูก่อน
    สารีบุตร ความคิดแม้อย่างนี้ไม่ได้มีแก่เราเลย ดูก่อนสารีบุตร นี้แหละ เป็น
    วัตรในความประพฤติเศร้าหมองของเรา.


    ดูก่อนสารีบุตร บรรดาพรหมจรรย์มีองค์ ๔ เหล่านั้น
    พรหมจรรย์นี้เป็นวัตรในความประพฤติเกลียดบาปของเรา. เรานั้นมีสติก้าวไป
    ข้างหน้า มีสติถอยกลับ. ความเอ็นดูของเราปรากฏเฉพาะ จนกระทั่งในหยด
    น้ำว่า เราอย่าได้ล้างผลาญสัตว์เล็ก ๆ ที่อยู่ในที่อันไม่สม่ำเสมอเลย. ดูก่อน
    สารีบุตร นี้แหละเป็นวัตรในความประพฤติเกลียดบาปของเรา.

    ดูก่อนสารีบุตร บรรดาพรหมจรรย์มีองค์ ๔ เหล่านั้น
    พรหมจรรย์นี้เป็นวัตรในความสงัดของเรา. เรานั้นเข้าอาศัยชายป่าแห่งใด
    แห่งหนึ่งอยู่ ในกาลใด. เราได้พบคนเลี้ยงโค หรือคนเลี้ยงปศุสัตว์ หรือ
    คนหาบหญ้า หรือคนหาฟืน หรือคนเที่ยวหาผลไม้เป็นต้นในป่า จากชัฏไป
    สู่ชัฏ จากที่ลุ่มไปสู่ที่ลุ่ม จากที่ดอนไปสู่ที่ดอน ข้อนั้นเพราะเหตุอะไร เพราะ
    เราคิดว่า คนเหล่านั้น อย่าได้เห็นเราเลยและเราก็อย่าได้เห็นคนเหล่านั้นเลย.
    ดูก่อนสารีบุตร เปรียบเหมือนเนื้อที่เกิดในป่า เห็นมนุษย์ทั้งหลายแล้วก็วิ่ง
    หนีจากป่าไปสู่ป่า จากชัฏไปสู่ชัฏ จากที่ลุ่มไปสู่ที่ลุ่ม จากที่ดอนไปสู่ที่ดอน
    แม้ฉันใด ดูก่อนสารีบุตร เราก็ฉันเหมือนกัน ในกาลใด เราได้พบคนเลี้ยง
    โค หรือคนเลี้ยงปศุสัตว์ หรือคนหาบหญ้า หรือคนหาฟืน หรือคนเที่ยวหา
    ผลไม้เป็นต้น ในป่าในกาลนั้น เราก็เดินหนีจากป่าไปสู่ป่า จากชัฏไปสู่ชัฏ
    จากที่ลุ่มไปสู่ที่ลุ่ม จากที่ดอนไปสู่ที่ดอน ข้อนั้นเพราะเหตุอะไร เพราะเรา
    คิดว่า คนเหล่านั้นอย่าได้เห็นเราเลย และเราก็อย่าได้เห็นคนทั้งหลายเลย. ดู
    ก่อนสารีบุตร นี้แหละเป็นวัตรในความประพฤติสงัดของเรา.


    ดูก่อนสารีบุตร เรานั้นแลคลานเข้าไปในคอกที่เหล่าใดออก
    ไปแล้วและปราศจากคนเลี้ยงโค กินโคมัยของลูกโคอ่อนที่ยังไม่ทิ้งแม่. มูตรและกรีสของเรายังไม่หมดสิ้นไปเพียงไร เราก็กินมูตรและกรีสของตนเองเป็นอาหาร. ดูก่อนสารีบุตร นี้แหละเป็น"วัตร"ในโภชนะ"มหา"วิกัฏของเรา
    .



     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  9. เสขะปฎิสัมภิทา

    เสขะปฎิสัมภิทา ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นเรา ตถาคต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    6 สิงหาคม 2014
    โพสต์:
    2,484
    ค่าพลัง:
    +3,037
     
  10. เสขะปฎิสัมภิทา

    เสขะปฎิสัมภิทา ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นเรา ตถาคต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    6 สิงหาคม 2014
    โพสต์:
    2,484
    ค่าพลัง:
    +3,037
     
  11. เสขะปฎิสัมภิทา

    เสขะปฎิสัมภิทา ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นเรา ตถาคต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    6 สิงหาคม 2014
    โพสต์:
    2,484
    ค่าพลัง:
    +3,037
     
  12. เสขะปฎิสัมภิทา

    เสขะปฎิสัมภิทา ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นเรา ตถาคต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    6 สิงหาคม 2014
    โพสต์:
    2,484
    ค่าพลัง:
    +3,037
     
  13. เสขะปฎิสัมภิทา

    เสขะปฎิสัมภิทา ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นเรา ตถาคต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    6 สิงหาคม 2014
    โพสต์:
    2,484
    ค่าพลัง:
    +3,037
     
  14. เสขะปฎิสัมภิทา

    เสขะปฎิสัมภิทา ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นเรา ตถาคต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    6 สิงหาคม 2014
    โพสต์:
    2,484
    ค่าพลัง:
    +3,037
    ฉี่นี้มีประโยชน์ ฉี่สร้างชาติโรมัน


    ฉี่สร้างชาติโรมัน
    ชาวโรมันโบราณมอบมรดกหลายอย่างให้แก่เราในปัจจุบัน แต่พวกเขามีมุมมองในแง่การใช้ประโยชน์จากปัสสาวะต่างจากเรามากนัก ไม่ว่าจะเป็นการใช้ทำความสะอาดเสื้อผ้า ฟอกหนังหรือแม้แต่สีฟัน!!!
    ร้านซักผ้าโบราณถึงกับตั้งหม้อดินใบใหญ่ไว้ในที่สาธารณะเพื่อรวบรวมปัสสาวะจากผู้คน การใช้และรวบรวมปัสสาวะจำนวนมากเช่นนี้นำไปสู่การจัดเก็บภาษี เช่นเดียวกับวลีโด่งดังที่ว่า
    “เพคูนีอา นอน โอเลต” (Pecunia non olet แปลตรงตัวว่า เงินไม่เหม็น หมายถึง อะไรที่ทำเงินได้ไม่น่ารังเกียจหรอก ) ซึ่งมีที่มาจากการประกาศเก็บภาษีปัสสาวะโดยจักรพรรดิเนโร (Nero) และจักรพรรดิเวสปาเซียน (Vespasian) ในคริสต์ศตวรรษที่ 1

    ฉี่นี้มีประโยชน์
    ปัจจุบันเราไม่ฉุกคิดว่าจะใช้ปัสสาวะทำอะไรได้มากนัก แต่ในสมัยโบราณ ปัสสาวะถูกมองว่าเป็นสิ่งมีค่าเพราะประกอบด้วยแร่ธาตุและสารเคมีมากมาย อาทิ ฟอสฟอรัสและโปแตสเซียม ชาวโรมันเชื่อว่าปัสสาวะทำให้ฟันขาวขึ้นและป้องกันฟันผุเมื่อใช้บ้วนปากหรือผสมกับหินพัมมิส(ที่ได้จากลาวา) เพื่อทำเป็นยาสีฟัน ที่จริงยังมีการใช้ปัสสาวะเป็นน้ำยาบ้วนปากและส่วนผสมของยาสีฟันเรื่อยมาจนถึงคริสต์ศตวรรษที่ 18
    สิ่งที่ชาวโรมันคิดคือปัสสาวะคุณภาพดี

    และ(แน่นอน)ราคาแพงที่สุดมาจากพื้นที่ที่เป็นประเทศโปรตุเกสในปัจจุบัน เพราะเชื่อว่าเป็นปัสสาวะที่เข้มข้น(ดี)ที่สุดในโลก จึงเหมาะสำหรับทำให้ฟันขาว แม้ปัจจุบันจะไม่มีใครเอาปัสสาวะมาสีฟันแล้วก็ตาม แต่สูตรโบราณถือว่าฉี่จากย่านโปรตุเกสมีประสิทธิภาพ เพราะในปัสสาวะมีแอมโมเนียเป็นส่วนประกอบในผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดที่มีกันแทบทุกบ้าน หากเราทิ้งปัสสาวะไว้ในภาชนะเปิดก็จะกลายเป็นแอมโมเนียเมื่อทำปฏิกิริยากับอากาศ

    ในสมัยโรมันมีการใช้ปัสสาวะในกิจการซักผ้า เพราะในปัสสาวะมีแอมโมเนียดังว่า จึงจำเป็นสำหรับอุตสาหกรรมสิ่งทอซึ่งเป็นการค้าขายที่เจริญรุ่งเรืองมากในจักรวรรดิโรมัน ขณะเดียวกันก็ปรากฏการใช้ปัสสาวะในการฟอกสีผ้าขนสัตว์หรือผ้าลินิน รวมทั้งการฟอกหนังสัตว์ด้วยฉี่

    ในคริสต์ศตวรรษที่ 1 จักรพรรดิเนโรประกาศจัดเก็บภาษีที่เรียกว่า “เวกติกาล ยูรีนี” (vectigal urinae) หรือภาษีปัสสาวะ โดยเรียกเก็บจากการรวบรวมปัสสาวะในที่สาธารณะ เพราะชนชั้นล่างในสังคมจะปัสสาวะใส่หม้อใบเล็กๆ แล้วนำไปเทใส่หลุมส้วม และผู้ซื้อปัสสาวะไปต้องจ่ายภาษี แสดงให้เห็นว่าปัสสาวะเป็นวัตถุดิบอันมีค่าสำหรับกระบวนการเคมีต่างๆ แม้ภาษีดังกล่าวจะถูกยกเลิกไป แต่ก็ได้รับการนำกลับมาใช้ใหม่เมื่อราว ค.ศ.70 ในสมัยของจักรพรรดิเวสปาเซียน (ครองราชย์ ค.ศ. 69-79) เนื่องจากขณะนั้นจักรวรรดิเพิ่งผ่านสงครามกลางเมืองที่ส่งผลกระทบอย่างกว้างขวาง ที่ร้ายที่สุดคือจักรวรรดิไม่มีเงินให้ใช้จ่าย ดังนั้น จึงมีการเก็บภาษีแบบไร้ความปราณีเพื่อนำมาฟื้นฟูจักรวรรดิ รวมถึงฟื้นฟูการเก็บภาษีจากการรวบรวมปัสสาวะในที่สาธารณะในโคลอาคา มักซิมา (Cloaca Maxima) หรือท่อระบายน้ำใหญ่ของกรุงโรมด้วย

    จักรพรรดิเวสปาเซียน
    Pecunia non olet : เงินไม่เหม็นหรอก
    ทันทีที่ประกาศเก็บภาษีปัสสาวะ ปราชญ์โรมันก็เริ่มเรียกส้วมสาธารณะว่า “เวสปาเซียน” ทั้งนี้ ในมุมมองของติตุส (Titus) โอรสและผู้สืบราชบัลลังก์ของจักรพรรดิเวสปาเซียน การเก็บภาษีปัสสาวะเป็นนโยบายที่น่าสะอิดสะเอียนที่สุด

    ขณะเดียวกันนักประวัติศาสตร์โรมันนาม ดีโอ คัสซิอุส (Dio Cassius) และซูเอโทนีอุส (Suetonius) ต่างก็เขียนถึงภาษีที่ไม่น่าพิศมัยนี้ไว้ในหนังสือของตนว่า ขณะที่ติตุสบ่นเรื่องนี้อยู่ จักรพรรดิผู้เป็นพระราชบิดาก็กำลังหยิบเหรียญทองขึ้นพร้อมกล่าว่า
    “เงินไม่เหม็นหรอก” สิ่งที่อยู่เบื้องหลังวลีดังกล่าวแสดงว่าเงินไม่มีวันน่ารังเกียจ แม้จะมีที่มาอย่างไรก็ตาม คำพูดดังกล่าวอาจเป็นวลีโด่งดังที่สุดของจักรพรรดิพระองค์นี้ และปัจจุบันก็ยังมีการใช้ประโยคนี้อยู่แม้ติตุสจะไม่ชอบนโยบายของพระราชบิดา แต่ในระยะยาว การเก็บค่าธรรมเนียมต่างๆ ของจักรพรรดิเวสปาเซียนก็มีคุณูปการต่อจักรวรรดิโรมัน ซึ่งรายได้ส่วนหนึ่งถูกนำไปใช้สร้างโคลีเซียม (Colliseum) ซึ่งใช้เวลาก่อสร้างถึง 10 ปีในรัชสมัยของพระองค์ พร้อมกันนั้นก็มีการสร้างส้วมสาธารณะ ซึ่งทั้งหมดล้วนแต่สร้างความมั่นคงให้จักรวรรดิและการจัดบริการแก่สาธารณชนอีกด้วย
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  15. เสขะปฎิสัมภิทา

    เสขะปฎิสัมภิทา ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นเรา ตถาคต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    6 สิงหาคม 2014
    โพสต์:
    2,484
    ค่าพลัง:
    +3,037
    บทความที่น่าสนใจ


    โรคเบาหวาน-ทำไมรักษาไม่ได้?
    โรคเบาหวานมีตั้งแต่สมัยใดไม่มีใครรู้ แต่ปรากฎในพระไตรปิฎก ชื่อ คิริมานนท์สูตร ที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสสอนคิริมานนท์เถระ ซึ่งอาพาธ (ป่วย) หนักอยู่ พระองค์ทรงตรัสสอน ว่าร่างกายนี้ประกอบด้วยอาการ ๓๒ คือ ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง........ น้ำมูตร (น้ำปัสสาวะ) แล้วก็ทรง บอกถึงโรคต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับคน บรรยายมาถึง ปิตตํ (โรคดีพิการ) มธุเมโห (โรคเบาหวาน) และ อํสา (โรคริดสีดวง)

    ในราวคริสตศตวรรษที่ ๒ อารีเทอุส หมอชาวกรีก กล่าวถึงโรคนี้ว่า เป็นภาวะที่กล้ามเนื้อแขนขา ละลายออกมาทางปัสสาวะ เขาเป็นคนตั้งชื่อโรคเบาหวานที่เป็นคนแรก คือ Diabetes mellitus ซึ่งเป็นภาษากรีกและลาตินรวมกัน แปลว่า 'น้ำปัสสาวะ' และ 'น้ำผึ้ง'
    ในคริสตศตวรรษที่ ๑๒ หมอชื่อ ไมโมนิเดส เชื่อว่าโรคเบาหวานเกิดเฉพาะกับคนในเขตร้อนเพราะมักเกิดกับชาวอียิปต์ แต่ไม่เกิดกับชาวเสปน
    ในคริสตศตวรรษที่ ๑๕ หมอชื่อ พาราเซลเซียสคิดว่า เกลือเป็นสาเหตุของโรคเบาหวาน ต่อมาในศตวรรษที่ ๑๗ แมทธิว ด็อบสันทดลองชิมน้ำปัสสาวะของผู้ป่วย จึงรู้ว่ามีน้ำตาลในน้ำปัสสาวะ
    ในศตวรรษที่ ๑๙ โรลโล เนานีน และแคนตานี ใช้วิธีจำกัดอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรต แต่ให้กินไขมันและโปรตีนปริมาณมากแทน ในบางรายก็ให้ผู้ป่วยอดอาหารหลายๆ วัน บางรายก็หลายสัปดาห์ ทำให้ผู้ป่วยไม่กล้าไปรับการรักษาวิธีนี้
    ในค.ศ. ๑๘๖๙ แลงเกอร์ ฮานส์ ค้นพบกลุ่มเซลล์ในตับอ่อนซึ่งเป็นตัวสร้างฮอร์โมนอินซูลิน แต่ก็ยังไม่สามารถสรุปได้ชัดเจนว่าโรคเบาหวานมีความสัมพันธ์อย่างไรกับตับอ่อน ล่วงถึงปีค.ศ.๑๘๘๙ วอน เมอริง และมินโควสกี ได้ตัดตับอ่อนของสุนัขที่เป็นเบาหวานออกดู จึงสรุปว่าสาเหตุของโรคนี้ ว่าเกิดจากเซลล์ตับอ่อนเสื่อม
    ราวต้นศตวรรษที่ ๒๐ ดร.เฟรเดอริ เอ็ม อัลเลน สังเกตว่าเมื่อตัดตับอ่อนออกบางส่วน กลุ่มเซลล์ในตับอ่อนที่เหลืออยู่ฝ่อลงและเกิดโรคเบาหวาน เพราะเซลล์ที่เหลืออยู่ทำงานหนักเกินไป การบำบัดของเขาจึงแนะนำให้กินอาหารแต่น้อยเป็นบางวัน สลับกับการอดอาหารในบางวัน
    ในค.ศ. ๑๙๒๑ ดร.บันติ และ ดร.เบสต์ ได้ค้นพบการผลิตอินซูลิน เพื่อใช้บำบัดคนป่วยเบาหวานให้มีอายุยืนยาวกว่าเดิม อย่างไรก็ตาม ผู้ป่วยที่ใช้อินซูลินกลับมีอาการของเสื่อมของเส้นเลือดเร็วกว่าคนที่มีอายุเท่ากัน
    ค.ศ. ๑๙๕๐ ดร.เบอร์สันและดร.ยาโลว์ได้ทดลองด้วยวิธี 'เรดิโออิมมิวโนเอสเส' ใช้สารกัมมันตภาพรังสีหาระดับอินซูลินในเลือด แล้วพบว่าคนที่เป็นเบาหวานบางคนมีระดับอินซูลิน เป็นปกติ บางคนก็มีมากกว่าปกติ ความเชื่อเกี่ยวกับเบาหวานก็เปลี่ยนไปว่า คนป่วยเป็นโรคเบาหวาน ไม่จำเป็นต้องขาดอินซูลินเสมอไป แต่คนป่วยนั้นร่างกายดื้อต่ออินซูลิน ซึ่งมักพบในคนสูงอายุ
    ปัจจุบันแพทย์ปัจจุบันแบ่งผู้ป่วยเบาหวานเป็น ๒ แบบ แบบที่ ๑ คือ ประเภทตับอ่อนเสื่อม ผลิตฮอร์โมนอินซูลินได้น้อยหรือไม่ได้เลย ผู้ป่วยมักจะผอม ส่วนแบบที่ ๒ คือ ประเภทดื้ออินซูลิน มีฮอร์โมน 'รีสิสติน' ที่พบในยีนตัวหนึ่งที่มีรหัสควบคุมเป็บไทด์ โดยยีนนี้พบในเซลล์ไขมัน ผู้ป่วยประเภทนี้มักจะอ้วน
    ปัจจุบันนี้ผู้ป่วยเบาหวานแบบที่ ๒ กำลังมาแรง วัยรุ่นก็เป็น วัยเด็กก็เป็น (ทั่วโลกปีละกว่า ๕ ล้านคน คนไทยเป็นแล้ว ๓ ล้านคนมีปัจจัยเสี่ยงจะเป็นอีกราว ๑๐ ล้านคน) สาเหตุการป่วยแท้จริงยังไม่สรุป เพราะต่างประเทศยังวิจัยไม่พบสาเหตุ ถ้าหากไทยเราจะวิจัยทางการแพทย์ค้นหาสาเหตุของโรคเบาหวาน ที่แพร่ระบาดในยุคนี้ คงจะใช้เวลาเป็นสิบปี
    งานวิจัยของข้าพเจ้าเริ่มต้นจากคำบาลี 'มธุเมโห' ซึ่งมาจากคำว่า'มธุ'ซึ่งแปลว่า'หวาน'คำหนึ่งและ'เมโห หรือ เมหะ'ซึ่งคล้ายคำว่า'เสมหํ หรือ เสมหะ' อีกคำหนึ่ง 'เมหะ หรือ เมโห' ไม่ใช่น้ำมูตร หรือที่เราเรียกว่าน้ำปัสสาวะ แต่มาจาก 'ประเมหะ' ซึ่ง 'ประ'แปลว่า 'ตรงข้าม, อย่างอื่น' เช่น 'ปรโลก' แปลว่า โลกข้างหน้า โลกอันอื่น ส่วน'เสมหะ' นั้นก็มาจากคำสนธิ 'สํ+เมหะ' ซึ่งเป็น ๑ ใน ๑๒ ธาตุน้ำที่มีในตัวคน คอยหล่อลื่น จับเชื้อโรค สิ่งแปลกปลอม เหมือนน้ำมันหล่อลื่นในเครื่องจักร หรือ รถยนต์ อย่างไรก็ตาม ประเมหะ มธุเมหะ (ภาษาบาลีใช้ เมโห หรือ เมหํ) เป็นสิ่งที่ไม่จำเป็นต้องมีในร่างกาย เพราะไม่อยู่ในอาการ ๓๒ อย่าง (ธาตุดิน ๒๐ + ธาตุน้ำ ๑๒)
    'ประเมหะ' เป็นศัพท์แพทย์โบราณของไทย เป็นเสมหะที่ตกตะกอนนอนก้นกำลังเปลี่ยนจากธาตุน้ำเป็นธาตุดิน การแก้ไขรักษาโรคนี้ให้ไปดูที่คัมภีร์ธาตุบรรจบ ชื่อหนังสือ "ตำราแพทยศาสตร์สงเคราะห์"
    มองย้อนไป ๓๐ กว่าปีก่อนหน้านี้ คนไทยยังคงใช้น้ำมันหมู น้ำมันมะพร้าวเพื่อปรุงอาหาร อาหารที่คนชนบทกินมักจะเป็นอาหารปิ้ง ย่าง น้ำพริก ผักสด ไม่ค่อยมีอาหารผัด ทอดในแต่ละมื้อ แต่พอแรงงานชนบทที่เคยมาขุดทองในเมืองใหญ่ และกรุงเทพฯ กลับไปอยู่บ้านในชนบท และติดนิสัยการกินอาหารแบบคนเมือง ก็กินอาหารผัด อาหารทอดเกือบทุกมื้อ ใช้น้ำมันพืชผ่านกรรมวิธี ทุกวันนี้คนเหล่านี้อายุ ๔๐-๕๐ ปี ขึ้นไปเป็นโรคเบาหวานกันทุกหมู่บ้าน ทั้งๆ ที่พ่อแม่ของพวกเขา ไม่เคยเป็นโรคนี้มาก่อน
    อาหารผักสดที่อุดมไปเกลือแร่และวิตามินนั้นเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้คนรุ่นก่อนไม่เป็นโรคเบาหวาน หมอพื้นบ้านและภูมิปัญญาโบราณได้สอนให้เขารู้จักดูแลตนเองด้วยสมุนไพรริมรั้ว พวกปู่ย่าตายาย ท่านเชื่อคำสอนที่ว่า "หวานเป็นลม ขมเป็นยา" จึงมักกินสมุนไพรรสขมกับน้ำพริกแต่คนเมือง และคนชนบทรุ่นใหม่ไม่ชอบกินรสขม ทั้งนี้อาจจะเป็นเพราะผักที่มีสารพิษมีรสขมในสมัยนี้ คนเมืองและคนชนบทรุ่นใหม่จึงไม่กล้าและไม่ชอบกิน
    ถ้าผักสดมีรสขมโดยธรรมชาติของมันเอง ก็เป็นยาบำรุงตับ ตับอ่อน น้ำดี (bile) ซึ่งเกี่ยวกับฮอร์โมนอินซูลิน และการย่อยอาหารในกระเพาะอาหารและลำไส้เล็ก
    การใช้ชีวิตแบบคนเมือง ที่หลีกเลี่ยงการเสียเหงื่อ เช่นการนั่งมอเตอร์ไซด์ตามปากซอยแทนการเดิน การใช้ลิฟต์ บันไดเลื่อน แทนการขึ้นบันได การรักความสะดวกสบายด้วยการไม่ทำครัว ซื้ออาหารถุง อาหารสำเร็จ ก็เป็นเหตุให้การใช้พลังงาน(กลูโคส)ในร่างกายลดน้อยลง
    การออกกำลังกายก็เปลี่ยนจากการทำกิจวัตรประจำวัน เช่น การซักผ้า รีดผ้า ถูบ้าน การทำไร่ไถนา ขุดดิน เก็บเกี่ยว มาเป็นกดปุ่มเครื่องซักผ้า รถไถ
    ยาที่ผลิตออกมาขายทุกวันนี้ เป็นยาที่บรรเทาอาการ แก้ที่ปลายเหตุไม่แก้ต้นเหตุต้นตอของโรค เพราะนโยบายผู้ผลิตยาต้องการได้เงินมากๆการรักษาให้หายขาดจากโรค จะได้เงินไม่มาก เพราะคนป่วยไม่ได้กินทุกวันทุกมื้อ
    ประการสุดท้าย หมอโบราณที่รู้จักวิธีแก้โรคเบาหวานจริงๆ กำลังจะสูญพันธ์ เพราะข้าราชการ และนโยบายสาธารณสุขของรัฐบาลไม่จริงใจต่อคนเหล่านี้ (ทั้งๆ ที่ พ่อแม่ปู่ย่าตายายของคนในยุคนี้ เคยพึ่งพาการรักษาของหมอโบราณมาแต่อดีต) หรืออาจเป็นเพราะข้าราชการสาธารณสุขในสมัยนี้ เชื่อถือเพียงต่างประเทศ ไม่เชื่อคนไทยว่าจะรักษาโรคเบาหวานได้
    โรคเบาหวานจึงแพร่ระบาดทั่วประเทศไทย เหมือนที่อื่นๆ ในโลก การมีสุขภาพดีถ้วนหน้า ไม่ใช่พึ่งพา การป้องกันและรักษาโรคเท่านั้น แต่อาหารที่กินต้องไม่เป็นต้นเหตุ ของความเจ็บป่วย อย่างที่เป็นอยู่ ในปัจจุบัน โดยเฉพาะน้ำมันพืชผ่านกรรมวิธี การแก้ไขปัญหาโรคเบาหวาน มิใช่เรื่องยากเกินสติปัญญา ของคนไทย ถ้าคนไทยไม่ปัดแข้งปัดขากันเอง อยากเด่นอยากดัง อยากร่ำอยากรวย อยากมีชื่อเสียง ทุกวันนี้ใครก็ตามเสนอหน้าว่ารักษาโรคที่แพทย์ตะวันตกรักษาไม่ได้ ก็จะถูกยำเละ กลายเป็นผู้ต้องหา เพราะกฎหมายห้ามทดลองในคน
    ด้วยเหตุนี้รัฐบาลต้องให้งบวิจัยแก่นักสังคมศาสตร์ไม่ใช่แพทย์ เพราะแพทย์มีอคติและมีเวลาน้อย
    ข้าพเจ้าขอตีกรอบให้แคบเข้าในการวิจัย ขอให้วิจัยการใช้น้ำมันพืชปรุงอาหาร ในกลุ่มผู้ป่วยเบาหวาน ในชนบท สอบประวัติการใช้ชีวิตในเมืองใหญ่ ประวัติการใช้น้ำมันพืชมานานแค่ไหน กินวันละกี่ซีซี (ปัจจุบันค่าเฉลี่ยคนไทยกินน้ำมันพืชเดือนละ ๑.๑ กก.) ประวัติทางการรักษา มีการกินยาอะไรบ้าง ทั้งสมุนไพรและยาแผนปัจจุบัน
    กระทรวงสาธารณสุขต้องจริงใจกับแพทย์โบราณเพื่อหาทางป้องกันหรือรักษาโรคเบาหวานเหมือนยุค
    สงครามโลกครั้งที่ ๒ ที่เวชภัณฑ์ขาดแคลน และรัฐบาลในขณะนั้นสั่ง นพ.อวย เกตุสิงห์ ไปค้นสมุนไพรแก้
    โรคมาลาเรียใช้รักษาประชาชน

    หรืออีกทางหนึ่ง รัฐบาลและข้าราชการสธ.ต้องยอมให้มีพรบ.สภาแพทย์แผนไทย เพื่อการฟื้นฟูความรู้ และวิชาชีพหมอโบราณอย่างจริงจัง โดยมิเกรงว่าการแพทย์ปัจจุบันจะถูกบดบังรัศมี ขอให้ดูวิถีการ ประสานประโยชน์ของการแพทย์จีนโบราณกับแผนปัจจุบันจีน เป็นตัวอย่าง อย่าให้หมอโบราณกับ แพทย์แผนปัจจุบันเป็นเหมือนไก่ในสุ่มที่ต้องตีกัน รอวันถูกเชือด (เหมือนที่เขาเปรียบเปรยนักการเมือง)
    ในขณะที่หมอโบราณต้องยอมเปิดเผยวิธีการรักษาที่ถูกต้อง เหมือนครั้งที่พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่ รัชกาลที่ ๓ ทรงให้หมอโบราณสมัยนั้นสาบานว่า ตำรับยาที่จารึกในศิลาจารึกวัดโพธิ์ เคยใช้รักษาคนป่วย ได้จริง นอกจากนี้รัฐบาลต้องเป็นผู้จดสิทธิบัตรยาเพื่อนำไปพัฒนาเป็นยาแผนปัจจุบัน เพื่อส่งออก ยาแก้โรค เบาหวานไปขายชาวโลก
    ถ้าทุกฝ่ายจริงใจ จริงจัง ข้าพเจ้าเชื่อว่า ประเทศไทยจะเจริญเหมือนในครั้งพุทธกาล ที่เมืองตักศิลา (ตอนใต้ของไทยปัจจุบัน) เป็นมหาวิทยาลัยแพทย์สมุนไพร ซึ่งสามารถสอนท่านหมอชีวก โกมารภัจจ์ จนเป็นแพทย์ที่มีความสามารถผ่าตัดสมองได้ในครั้งพุทธกาล
     
  16. เสขะปฎิสัมภิทา

    เสขะปฎิสัมภิทา ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นเรา ตถาคต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    6 สิงหาคม 2014
    โพสต์:
    2,484
    ค่าพลัง:
    +3,037
  17. เสขะปฎิสัมภิทา

    เสขะปฎิสัมภิทา ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นเรา ตถาคต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    6 สิงหาคม 2014
    โพสต์:
    2,484
    ค่าพลัง:
    +3,037
    ปัสสาวะรักษาโรค ...เรื่องจริงที่ควรเปิดใจ
    มีการเล่าลือมานานในสมัยก่อน เอาฉี่ของเรามารักษาตัวเราเอง (เจ้าของฉี่) ได้
    (ห้ามเอาฉี่ของเราไปรักษาโรคคนอื่น) แต่ในสมัยนี้คนลืมยาวิเศษที่ธรรมชาติ
    สร้างไว้ในตัวเราทุกคนไป อย่างน่าเสียดายมาก


    ฉี่ สกปรกหรือไม่?


    ฉี่ คือน้ำส่วนเกินที่ร่างกายขจัดออกมาจากเลือดของเราเอง โดยไต (ที่ทำงานปกติ) ทำหน้าที่กรองอย่างดี ทำให้น้ำฉี่ใส มีสีเหลืองอ่อน รสเค็มนิด ๆ มีกลิ่นเหมือนแอมโมเนีย ฉี่เป็นน้ำที่มีอยู่ในร่างกายเราอยู่แล้ว เอามาดื่มเข้าไป จะไม่เป็นอันตรายต่อเราแน่นอน เพราะเป็นของตัวเราเอง และไตเป็นอวัยวะที่เปรียบเหมือนเครื่องกรองน้ำที่มีประสิทธิภาพสูงสุด ที่สามารถกรองฉี่ได้ใสสะอาด จงจำไว้ว่า ไตไม่ใช่อวัยวะที่ขับของเสียออกจากร่างกาย แต่ของเสียที่เรากินเข้าไปจะถูกกำจัดโดยตับ ซึ่งเปรียบเหมือนโรงงานกำจัดขยะในร่างกาย และของเสียที่เป็นกากจะถูกขจัดออกมาทางลำไส้ (อุจจาระ) น้ำทางเหงื่อ และก๊าซทางหายใจออก



    ฉี่ ประกอบด้วยอะไรบ้าง?


    95% ของฉี่คือน้ำ
    2.5% เป็น UREA
    2.5% เป็นส่วนผสมของเกลือแร่, เกลือ, โฮโมน, เอ็มไซม์
    และภูมิคุ้มกัน(Mixture of minerals, salt, hormones
    enzymes and antibody)

    ฉี่เป็นสารที่ไม่มีพิษ (URINE IS NOT TOXIC SUBSTANCE) และไม่มีอาการข้างเคียง นอกจากถ้าดื่มมาก อาจจะมีอาการท้องเสียบ้าง

    - มีการวิจัยของนักวิทยาศาสตร์ ชาว Australia 2 คน พบว่า เมื่อดื่มฉี่จะทำให้เรามีสมาธิ จิตใจสดชื่น อารมณ์ดีขึ้น แจ่มใส เพราะในฉี่มีฮอร์โมน ชื่อ Melatonin จะพบในฉี่ตอนเช้า

    - นอกจากนี้ในฉี่ยังมี Enzymes ที่ชื่อว่า "UROKINASE" ที่ช่วยละลายไม่ให้เลือดแข็งตัว ช่วยในกรณีคนเป็นโรคหัวใจอย่างรุนแรงได้

    - ในงานวิจัย ค้นพบว่าฉี่ของแต่ละคนจะมีผลต่อการทำงานในร่างกายของแต่ละคน (เจ้าของฉี่) โดยจะทำหน้าที่เป็นวัคซีนธรรมชาติ เป็นตัวต่อต้านแบคทีเรียและไวรัส ต่อต้านสารก่อมะเร็ง ทำให้เกิดความสมดุลย์กับฮอร์โมน และช่วยเรื่องภูมิแพ้ (ฉี่ทำหน้าที่เป็น natural vaccines, antibacterial, antiviral, anti-cancer agents, hormone balances, allergy relievers)

    ฉี่ รักษาโรคอะไรได้บ้าง?

    เท่า ที่ได้อ่านตำราและค้นคว้าในเอกสารต่าง ๆ ทั้งในและต่างประเทศ ปรากฏว่ารักษาโรคได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งโรคที่เกิดจากภูมิคุ้มกันบกพร่อง เพราะฉี่จะไปปรับระดับภูมิคุ้มกันของร่างกายเรา (Immune System) ให้ดีขึ้น ทำให้โรคต่าง ๆ ที่เรื้อรังและร้ายแรงหายได้ เช่น ไข้หวัด ภูมิแพ้ กระเพาะอาหาร ปอด ไอและหอบหืด มะเร็ง และเอดส์ (Chronic Colds, Flu, Stomach Problems, Bronchitis Chronic and Severe Allergies, Asthma, Cancer and AIDS)
    การ ใช้ฉี่มี 2 แบบ คือ แบบใช้ภายใน และแบบใช้ภายนอก

    ใช้ภายใน >>

    ดื่ม
    ดื่ม ฉี่ตอนเช้า ช่วงกลางของฉี่ (Take the middle stream) โดยเริ่มต้นจาก 5 - 10 หยด ก่อนแล้วค่อยๆ เพิ่มจนถึง 1 แก้ว ประมาณ 100cc. มีประโยชน์ในการรักษาโรคทั่วไป

    ล้างพิษ
    ดื่มฉี่ตลอดทั้ง วัน (ยกเว้นตอนเย็น) และดื่มน้ำสะอาดด้วย เป็นการล้างพิษจากร่างกาย โดยทำให้เลือดสะอาดขึ้น พิษ (Toxins) จะถูกกำจัดออกจากร่างกายทางอุจจาระ เหงื่อ และทางหายใจ

    กลั้วคอ
    เมื่อเรามีอาการเจ็บคอ ปวดฟัน และเมื่อมีอาการไอ เป็นหวัด

    สวน ก้น
    ใช้ Detox โดยการสวนเข้าไปในก้น เพื่อล้างลำไส้ และเป็นการกระตุ้นภูมิคุ้มกันของร่างกาย (Stimulate Immune System)

    หยอด หู, ตา
    เมื่อมีอาการหูและตาอับเสบ โดยการใช้ฉี่ผสมกับน้ำสุกที่สะอาดหยอดหู และตา

    สูดเข้าจมูก
    สูด เอาฉี่สด ๆ ตอนเช้าเข้าจมูกทั้งสองข้าง เพื่อล้างโพรงจมูก และคนที่เป็นไซนัส เป็นหวัด ภูมิแพ้
    (น้ำมูกไหลเป็นประจำ)

    ใช้ภายนอก >>

    ใช้ทา, นวดผิวหนัง
    โดย การนวดร่างกายทั้งหมดหรือบางส่วน โดยทิ้งไว้ประมาณ 1 ชม. แล้วล้างออก จะช่วยรักษาโรคผิวหนังได้Z(สิว,ฝ้า,ผื่น,แผลต่างๆ) หรือผิวหนังที่โดนแดดเผา

    ล้าง เท้า
    กรณีที่มีปั_หาที่ผิวหนัง และเล็บเท้า

    ดื่ม
    ดื่ม ฉี่ตอนเช้า ช่วงกลางของฉี่ (Take the middle stream) โดยเริ่มต้นจาก 5 - 10 หยด ก่อนแล้วค่อยๆ เพิ่มจนถึง 1 แก้ว ประมาณ 100cc. มีประโยชน์ในการรักษาโรคทั่วไป

    สระผม
    ช่วยทำให้ผมสะอาด และนุ่มสลวย และอาจจะทำให้ปริมาณผมมากขึ้น

    สำหรับในประเทศ เราได้อ่านหนังสือและได้พูดคุยกับพระภิกษุรูปหนึ่งที่ท่านเขียนหนังสือ เรื่อง "ท้าพิสูจน์ ดื่มปัสสาวะรักษาโรค" ท่านใช้นามปากกาว่า "บัวใต้น้ำ" ท่านเขียนประสบการณ์ของคนดื่มฉี่แล้วรักษาโรคได้ และท่านเองก็ดื่มฉี่อยู่เป็นประจำ ทำให้ผมมั่นใจมากขึ้น เพราะมีกรณีตัวอย่างคนไข้ที่หายจากโรค เพราะการดื่มฉี่อย่างต่อเนื่อง และบางคนก็ไม่รู้ว่าจะรักษาโรคด้วยวิธีใดแล้ว จึงหันมาดื่มฉี่ แล้วอาการของโรคก็หายไป

    ดื่ม อย่างไร?

    ดื่มฉี่ดีที่สุด คือ ตื่นนอนตอนเช้าใช้ฉี่ช่วงกลาง เราลองดื่มทดสอบก่อนประมาณ 5-10 หยด แล้วค่อย ๆ เพิ่มให้มากขึ้นได้ ถึง 100cc. หรือมากกว่านั้น แล้วแต่อาการของโรค และประเมินตัวเราเองว่าดีหรือไม่ดีสัก 1 อาทิตย์ผ่านไป บางคนอาจจะมีอาการระบายท้องบ้าง ถ้าดื่มมาก เราลองปรับเปลี่ยนปริมาณของตัวเองดู แต่ไม่มีอันตราย เพราะผมดื่มมานานแล้ว ครั้งแรกเมื่อปี 2540-2541 และเลิกไป ขณะนี้ผมกลับมาดื่มฉี่ใหม่ และดื่มอยู่ทุกวัน ผมเคยแนะนำหลายคนที่เป็นโรคภูมิแพ้ลองดูก็ได้ผลดีมาก

    สิ่ง ที่ผมทดลองและพิสูจน์แล้วได้ผล 100% คือ การหยุดเลือดกำเดาไหลออกจากจมูก โดยการสูดเอาฉี่เข้าจมูกข้างที่มีเลือดออกมา แล้วกดรูจมูกข้าวนั้นไว้ประมาณ 10 วินาที จากนั้นปล่อยฉี่ออกมาจากจมูกเลือดจะหยุดไหลทันที

    การ ดื่มฉี่ครั้งแรกยากมาก เพราะเรามีความรู้สึกรังเกียจว่าเป็นของสกปรก เป็นของเสีย แต่ผมขอแนะนำให้ทำใจแข็ง อย่าไปคิดว่ามันมาจากไหน คิดว่าเป็นน้ำชา ดื่มแล้วเลยตามเลยอย่าไปคิดมาก เดี๋ยวจะอ๊วกแตก รสชาติเค็มนิดๆ อุ่นๆ กินไม่ยากแน่นอน เมื่อครั้งแรกทำได้ ครั้งต่อไปง่ายมากแล้วจะติดใจลองดู


    สังคมไทย ผมว่ามีคนใช้ฉี่รักษาโรคกันมากในรูปแบบต่างๆ แต่ไม่กล้าบอกหรือเปิดเผย เพาะสังคมภายนอกไม่ยอมรับ และคิดว่าคนดื่มฉี่เป็นคนบ้า คนที่เป็นโรคบางคนก็ไม่เชื่อ ไปซื้อยากินดีกว่า ง่ายดี แต่อย่าลืมว่ายาทุกเม็ดที่เรากินเข้าไป เป็นสารเคมีทั้งนั้น ผลค้างเคียงต่อร่างกายในอนาคตเราไม่สนใจ เมื่อเรามีอายุมากขึ้น มันจะแสดงผลออกมา เมื่อนั้นเราจะรู้สึกว่าสายเกินไป

    เราหันมาร่วมกัน ให้ความรู้ แนะนำดื่มฉี่ดีกว่า ไม่เสียเงิน ติดตัวเราไปไหนทุกที่ สะดวกในการนำมาใช้ และที่สำคัญคือ ยาที่ธรรมชาติมอบมาให้เราแล้ว ของดีของฟรีไม่เอาแล้วจะเอาอะไรอีก

    ใครมีประสบการณ์ในการดื่มฉี่ หรือมีข้อสงสัย โทรมาคุยกับ คุณกิตติกูล ได้นะคะ หรือถ้าสะดวกก็ลองแวะไปที่ร้านดู ชื่อ ร้านกิตติกูล อยู่ที่ซอยประชาชื่น 30 (ในซอย 50 เมตร) หมู่บ้านชวนชื่น หลังโรงพยาบาลเกษมราษฎร์ ใกล้สี่แยกประชานุกูล โทร.586-0631 มือถือ 01-642-8928, 01-646-4028



     
  18. เสขะปฎิสัมภิทา

    เสขะปฎิสัมภิทา ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นเรา ตถาคต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    6 สิงหาคม 2014
    โพสต์:
    2,484
    ค่าพลัง:
    +3,037
    การดื่มน้ำปัสสาวะรักษาโรค

    น้ำปัสสาวะบรรเทาโรค ธรรมะโอสถสูตรโบราณกาล

    น้ำปัสสาวะดื่มได้ มีสารให้ความชุ่มชื้นหรือมอยเจอร์ไรเซอร์ สารละลายลิ่มเลือดในหัวใจ

    พระสงฆ์จากชุมพรชี้น้ำปัสสาวะรักษาโรคมีบัญญัติไว้ตั้งแต่สมัยพุทธกาล วิธีดื่มให้ดองสมอไทย สมอพิเภก รักษาอาการผอมแห้งแรงน้อย
    ตัวเหลือง แพทย์ธรรมชาติบำบัดระบุมีการจัดประชุมเรื่องน้ำปัสสาวะระดับโลกมาแล้วถึง 3 ครั้ง ข้อมูลในอินเทอร์เน็ตบอกชัดรักษาโรคได้สารพัด
    ขณะที่เจ้าของสวนปาล์ม จังหวัดชุมพรเผยประสบการณ์ดื่มปัสสาวะกว่า 2 ปี รสชาติบอกภาวะสุขภาพได้ ถ้าเปรี้ยวเป็นผลจากรับประทานอาหาร
    มีสารกันบูด รสขมกินอาหารมีสารพิษตกค้าง รสเค็ม เกิดจากการดื่มน้ำสะอาดน้อย อย่างไรก็ตาม น้ำปัสสาวะรักษาโรคยังไม่มีข้อสรุปทางวิชาการ
    มายืนยัน เรียกร้องนักวิชาการทำการวิจัย

    กรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือกจัดเสวนา เรื่อง “น้ำปัสสาวะรักษาโรค”
    พระดุษฎี เมอังกุโร สำนักสงฆ์ทุ่งไผ่ จังหวัดชุมพร กล่าวว่า การดื่มน้ำปัสสาวะรักษาโรคมีตั้งแต่สมัยพุทธกาล
    พระพุทธเจ้าบัญญัติไว้ในพระธรรมวินัย เป็นแนวทางยังชีพของพระสงฆ์เรียกว่า นิสัย 4 ได้แก่

    1. ต้องนุ่งห่มด้วยผ้า 3 ชิ้น นำมาจากผ้าห่อศพ ผ้าบังสุกุล เป็นผ้าที่ไม่มีราคานำมาทำความสะอาด
    ตัดเย็บอย่างง่าย ๆ ไม่มีราคา ตัดปัญหาเรื่องถูกลักขโมย

    2. อาศัยอยู่โคนต้นไม้ ได้รับอากาศบริสุทธิ์

    3. ฉันอาหารที่ได้จากการบิณฑบาตรเท่านั้น การเดินเท้าเปล่าในยามเช้าได้รับแสงแดดและเป็นการนวดเท้าไปในตัว

    4. ฉันน้ำมูต(น้ำปัสสาวะ)เมื่ออาพาท เจ็บป่วย โดยนิสัย 4 กำหนดไว้ชัดเจนในพระไตรปิฏก

    “ในสมัยพุทธกาลเขียนไว้ว่า พระสงฆ์ที่ผอมเหลืองให้ฉันน้ำมูตโค คืออินเดียเขานับถือวัว นำน้ำปัสสาวะวัวมาดองสมอไทย สมอภิเษก ฉันรักษาอาการอาพาท แต่พระสายวัดป่าเวลาธุดงค์ จะได้รับการสั่งสอนให้รู้จักนำสมุนไพรมาใช้ในการรักษาโรค อย่างไข้ป่าหรือไข้มาลาเรีย ฉันสมุนไพรแล้วก็นั่งสมาธิ ทำจิตแน่วแน่ ไม่หายก็ตาย พระธุดงค์ผ่านโรคนี้ได้ ถือว่าเป็นพระที่ผ่านภาวะวิกฤต มีความเข้มแข็ง มีสภาวะจิตที่แข็งแกร่ง ด้านเภสัชบริขาลไม่ได้เขียนไว้มากนัก”พระดุษฎี กล่าว

    พระดุษฎี กล่าวด้วยว่า ที่สำนักสงฆ์ทุ่งไผ่ มีพระสงฆ์และฆราวาสจำนวนหนึ่งที่ดื่มน้ำปัสสาวะตนเองรักษาอาการเจ็บป่วย เช่น อาการปวดเมื่อยจากการทำงานหนัก อีกทั้งการดื่มน้ำปัสสาวะเป็นการ “วัดใจ” เพราะกลิ่นของปัสสาวะแต่ละคนมีรุนแรงแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับอาหารที่รับประทาน หากกินเนื้อ ชา กาแฟ เบียร์ ดื่มน้ำสะอาดน้อยจะส่งผลต่อรสชาด ถ้ากินอาหารโปรตีนน้อย ดื่มน้ำมาก กลิ่นของปัสสาวะจะไม่แรง ส่วนตัวเห็นว่าการดื่มน้ำปัสสาวะไม่น่าเสียหาย เพราะไม่ต้องเสียเงินซื้อ การที่หมอแผนปัจจุบันไม่สนับสนุนอาจเป็นเพราะหมอยังไม่ได้มีความรู้เกี่ยวกับประโยชน์ของปัสสาวะ หมอเลือกพูดแต่สิ่งที่ตัวเองรู้
    ขณะที่สังคมไทยเป็นสังคมที่เชื่อผู้เชี่ยวชาญ จึงขาดโอกาสที่จะบำบัดด้วยธรรมะโอสถ


    การดื่มน้ำปัสสาวะรักษาโรค ถือเป็นทางเลือกหนึ่งในการดูแลสุขภาพ บำบัดโรคปวดเรื้อรัง แผลไฟไหม้พุพอง มะเร็ง เบาหวาน ฯลฯ
    โดยใช้หลัก
    "พิษต้านพิษ" คล้ายกับการฉีดเซรุ่มถอนพิษงู ย้ำต้องดื่มน้ำปัสสาวะของตนเองเท่านั้น ใช้ควบคู่กับการแพทย์แผนปัจจุบัน

    ด้าน น.พ.บรรจบ ชุณหสวัสดิกุล เจ้าของศูนย์ธรรมชาติบำบัดแห่งหนึ่ง กล่าวว่า จากการค้นข้อมูลทางอินเทอร์เน็ต พบว่า มีการประชุมระดับโลก เกี่ยวกับน้ำปัสสาวะรักษาโรคแล้ว 3 ครั้ง ที่อินเดีย เยอรมนีและบราซิล มีการรายงานน้ำปัสสาวะรักษาอาการปวดข้อ ไมเกรน ภูมิแพ้ โรคเอสแอลอี โรคปวดข้อรูมาตอยด์ แผลไฟไหม้ เบาหวาน มะเร็งลำไส้ใหญ่ ทารักษาเชื้อราตามผิวหนัง สวนล้างช่องคลอดแก้อาการตกขาว

    รักษาอาการปวดเรื้อรัง เช่น ปวดหลัง ปวดข้อ ปวดไมเกรน ปวดเมื่อยไม่มีสาเหตุ รักษาโรคภูมิแพ้ ผื่นคัน สะเก็ดเงิน มะเร็ง ลำไส้ใหญ่อักเสบเรื้อรัง ใช้ผ้าชุบน้ำปัสสาวะปิดแผลไฟไหม้ น้ำร้อนลวก ส่วนประกอบของปัสสาวะเป็นน้ำร้อยละ 95 ยูเรียร้อยละ 2.5 และสารอื่น ๆ อีกร้อยละ 2.5 การใช้น้ำปัสสาวะบำบัดโรคอธิบายได้ด้วยหลักฮีโมโอพาธี หรือหลักพิษต้านพิษ เช่น ฉีดพิษงูทีละน้อย ๆ เข้ากระแสเลือดม้าจนได้ซีรั่ม
    หรือน้ำเหลืองม้ากลายเป็นเซรุ่มฉีดแก้พิษงูนำพิษของต้นควินินที่ทำให้หนาวสั่นมาเป็นยารักษาไข้มาลาเรียหรือไข้จับสั่น

    "หลวงปู่โง่น ซึ่งเป็นพระนักปฏิบัติ มีอายุยืนยาว ท่านก็ใช้น้ำปัสสาวะบำบัด มีประชาชนที่อยู่ใกล้วัดของพระดุษฎี เมธังกุโร จังหวัดชุมพร เลื่อมใสศรัทธาดื่มน้ำปัสสาวะบำบัดโรคเหมือนกัน เขาก็สุขสบายดี ในภาวะที่คนเรายากจน โครงการ 30 บาท งบประมาณก็ไม่พอ เศรษฐกิจตกต่ำ ประชาชนพึ่งตนเองได้ การดื่มน้ำปัสสาวะบำบัดโรคเป็นการดื่มด้วยความสมัครใจ ไม่มีใครบังคับได้ ไม่มีธุรกิจเข้ามาเกี่ยวข้องเหมือนยา หรือวิตามิน เพราะต้องดื่มน้ำปัสสาวะของตัวเองเท่านั้น" นพ.บรรจบ กล่าว


    นพ.บรรจบ กล่าวย้ำว่า ปัจจุบันยังไม่มีรายงานวิจัยเกี่ยวกับพิษ หรือโทษของการดื่มน้ำปัสสาวะในประเทศไทย
    ู้ที่บอกว่าดื่มน้ำปัสสาวะระวังโรคไต เพราะปัสสาวะเป็นของเสียที่ขับออกจากร่างกายนั้น ผู้ที่พูดลักษณะนี้ควรมีหลักฐานมายืนยันด้วย
    อย่างไรก็ตาม น้ำปัสสาวะบำบัดโรคเป็นแค่ทางเลือกหนึ่งในการดูแลสุขภาพเท่านั้น ผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น เบาหวาน มะเร็ง ต้องรักษาด้วยการแพทย์ปัจจุบัน ปรับพฤติกรรม คือ หากต้องผ่าตัดก็ต้องผ่าตัดเนื้อร้ายออก มีข้อควรระวังคือ อย่าดื่มน้ำปัสสาวะของคนอื่น ผู้ที่มีโรคระบบทางเดินปัสสาวะ มีประจำเดือน ไม่ควรดื่มน้ำปัสสาวะ เพราะอาจมีเชื้อโรคติดมาด้วย

    "ชาวจีนมีความเชื่อว่า ดื่มน้ำปัสสาวะเด็กผู้ชายสำหรับคนอ่อนเพลีย เบื่ออาหาร หลักการแพทย์พื้นบ้านไทย ใช้น้ำปัสสาวะเป็นยาดอง
    เพื่อปรุงโอสถ เช่น ดองสมอไทย สมอภิเพก มะขามป้อม เป็นยาอายุวัฒนะ" นพ.บรรจบ กล่าว.


    “หมออยากให้มองน้ำปัสสาวะรักษาโรคเป็นแบบองค์รวมทั้งทางกายและทางจิต คนที่เจ็บป่วยเป็นมะเร็งหรือโรคเรื้อรังอื่น ๆ
    ก็ต้องไปหาหมอ พิจารณาการดื่มน้ำปัสสาวะเป็นทางเลือกเสริม” น.พ.บรรจบ กล่าว

    น.พ.บรรจบ กล่าวด้วยว่า ในต่างประเทศมีการวิเคราะห์น้ำปัสสาวะ พบว่า ประกอบด้วยน้ำร้อยละ 95 ยูเรียร้อยละ 2 ที่เหลือเป็นสารอื่น ๆ ข้อมูลทางวิชาการที่หาได้จากอินเตอร์เน็ตระบุว่า ยูเรียในปริมาณที่เหมาะสมเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ป้องกันมะเร็ง แต่หากมีมากจะทำให้เกิดโรคเก๊าท์
    ส่วนที่เป็นสารอื่น ๆ มีทั้งฮอร์โมนและสารเคมีกระตุ้นการเจริญเติบโต น้ำปัสสาวะมีสารให้ความชุ่มชื้นหรือมอยเจอร์ไรเซอร์ สารละลายลิ่มเลือดในหัวใจ
    เรียกว่า ยูโรไคเนส บริษัทยาในสหรัฐได้ตั้งจุดเก็บกักน้ำปัสสาวะกว่า 10,000 แห่ง นำน้ำปัสสาวะ 40 ล้านแกลลอนมาสกัดเอาสารยูโรไคเนส ได้
    40 แกลลอน สกัดส่งขายทั่วโลกตั้งแต่ปี ค.ศ.1989 สารตัวนี้มีมูลค่าการตลาดประมาณ 500 ล้านบาทต่อปี นอกจากนั้นยังพบสารอิเล็กโตรพล็อยติน
    กระตุ้นการสร้างเม็ดเลือดแดง มีฮอร์โมนเมลาโตนินทำให้นอนหลับดี

    “ช่วงที่ผ่านมากระทรวงสาธารณสุขออกมาห้าม เตือนอันตรายจากการดื่มน้ำปัสสาวะ ก่อนที่จะเตือนประชาชนหรือห้ามนั้น
    หน่วยงานของรัฐควรมีข้อมูลที่ชัดเจนก่อน หากไม่มีข้อมูลแต่ห้ามเลย เป็นการปิดทางเลือกของประชาชนหรือไม่”น.พ.บรรจบกล่าว.

    ----------------------------------



    โอสถวิเศษของพระพุทธเจ้า รักษาโรคร้าย

    โอสถวิเศษของพระพุทธเจ้า

    สิริอัญญา, ข้างประชาราษฎร์

    โรคมะเร็งซึ่งถือกันว่าเป็นโรคร้ายแรงในยุคปัจจุบัน
    ได้ถูกค้นพบโดยนักวิทยาศาสตร์ชาวเยอรมันว่ามีโครงสร้างของโมเลกุลเป็นอย่างไร
    ทำให้สามารถตรวจสอบอาการของมะเร็งได้ง่ายขึ้น
    เพราะเมื่อพบโมเลกุลของเซลล์ส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกายว่าเป็นโมเลกุลของมะเร็งแล้ว
    ก็รู้ได้โดยง่ายว่าเป็นมะเร็ง

    พวกฝรั่งเขาเก่ง โฆษณาเก่ง อะไรๆ ก็อ้างว่าเป็นผู้คิด ผู้รู้
    หรือเป็นผู้คนพบ แล้วเหมารวมเอาว่าเป็นภูมิปัญญาของฝรั่ง
    อย่างดินปืนหรือเข็มทิศนั่นประไร คนจีนเขาคิดได้ก่อนร่วมสองพันปี
    ฝรั่งเอาไปพัฒนาแล้วอ้างเอาว่าเป็นต้นคิด

    แม้กระทั่งปืนกลอะไรนั่น ความจริงขงเบ้งได้คิดใช้ก่อนแล้วตั้งแต่เกือบสองพันปี
    ดังที่มีเรื่องราวปรากฏอยู่ในสามก๊ก

    เซรุ่มหรือวัคซีนในการรักษาป้องกันโรคและพิษหลายอย่าง ฝรั่งก็อ้างผูกขาดเอาว่าเป็นต้นคิด
    ทั้งๆ ที่ความจริงแนวความคิดในการผลิตเซรุ่มหรือวัคซีนไม่ใช่เรื่องใหม่
    หากเป็นเรื่องที่มีมานานแล้วอย่างน้อยก็สองพันกว่าปี
    อันเซรุ่มหรือวัคซีนนั้นหลักการอันเป็นแนวคิดก็คือการใช้พิษฆ่าพิษหรือข่มพิษ
    มีการเอาพิษหรือเชื้อโรคไปบ่มไปเพาะ แล้วนำไปใช้ในการป้องกันหรือรักษาพิษหรือโรค

    ฝรั่งคิดเรื่องนี้ได้ในระยะเพียงประมาณไม่กี่ร้อยปีมานี้
    แต่จีนคิดและใช้ความรู้เกี่ยวกับพิษข่มพิษหรือใช้พิษแก้พิษมาร่วมสองพันปีแล้ว
    ยาแผนโบราณของจีนตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันจำนวนมากล้วนได้ใช้หลักพิษข่มพิษหรือพิษแก้พิษ

    ฝรั่งเคยเอายาจีนไปพิสูจน์แล้วออกข่าวโวยวายว่าเป็นยาที่กินไม่ได้เพราะมีสารพิษเจือปน
    ก็เพราะนัยดังกล่าวนี้เอง ทั้งๆ ที่ในการใช้บำบัดรักษาจริงๆ แล้ว สามารถใช้ได้ผลเป็นอย่างดี

    ดังเช่นยารักษาโรคมะเร็งตับ มะเร็งกระเพาะลำไส้ที่มีชื่อว่าเปี่ยนเซฮวง หรือเพี้ยนจื่อ หวัง
    หากเอาไปพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ก็จะพบว่ามีสารพิษบางอย่างซึ่งฝรั่งถือว่าใช้ไม่ได้
    แต่ในการใช้บำบัดรักษาผู้เป็นโรคมะเร็งในหลายประเทศทั่วโลกปรากฏว่าใช้ได้ผลดี

    พรรคพวกคนหนึ่งเป็นโรคไวรัสบีที่ตับ ตัวเหลืองซีด เดินไม่ได้ กินไม่ได้
    อีกไม่นานก็จะตายแล้ว แต่พอได้กินยาดังกล่าวเข้าประมาณ 20 เม็ด ก็เริ่มสามารถเดินได้
    ครั้นกินไปได้ครบ 60 เม็ด ตัวที่เหลืองซีดก็หาย ผลตับก็ดีขึ้นและเป็นปกติจนถึงทุกวันนี้

    พระพุทธเจ้าของชาวพุทธเราทรงพบหลักการบำบัดรักษาโรคทำนองเดียวกับ
    เซรุ่มหรือวัคซีนก่อนใครในโลก เป็นวิธีที่ง่าย สะดวกในการใช้สอย และได้ผลจริง
    มีความแสดงไว้อย่างชัดเจนทั้งในพระสูตรและพระวินัย
    อย่าได้คิดว่าเป็นการค้นพบโดยการทดลองทางวิทยาศาสตร์
    หากเป็นการรู้เห็นด้วยญาณอันวิเศษ และปฏิบัติใช้ได้ผลมาแล้วกว่าสองพันห้าร้อยปี

    พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเห็นผลดีของโอสถวิเศษดังกล่าวนี้
    จึงบัญญัติไว้ในพระวินัยให้เป็นวัตรปฏิบัติสำคัญ 1 ใน 3 ประการของภิกษุ
    พระภิกษุต้องมีวัตรปฏิบัติ 3 ประการคือ
    การถือไตรจีวรเป็นประจำอย่างหนึ่ง
    การบิณฑบาตอย่างหนึ่ง
    และการทำน้ำมูถเน่าฉันอีกอย่างหนึ่ง

    การบิณฑบาตเป็นวัตรก็คือการออกกำลังกายในยามเช้า ซึ่งปัจจุบันเรียกว่า morning walk
    หรือ จ็อกกิ้งอะไรก็ตามเถิด แต่แท้จริงแล้วก็คือการออกกำลังกายอย่างหนึ่ง
    ที่ทำให้เลือดลมในกายไหลเวียนเป็นปกติ เส้นสายได้คลี่คลาย ได้ทั้งเหงื่อ ได้ทั้งอาหาร

    โดยเฉพาะเวลาอุ้มบาตรแนบกับท้องน้อย ความอุ่นของบาตรพระที่มีข้าวสุกอยู่ในบาตร
    ได้เคล้าคลึงอยู่กับหน้าท้อง

    ซึ่งเป็นจุดศูนย์รวมของเส้นสายและเลือดลมทั้งปวง ทำให้กายมีความเป็นปกติ เป็นอยู่สบาย
    แม้ในทางธรรมเล่าก็ทำให้ผู้เป็นพุทธบริษัท
    ได้มีโอกาสทำบุญ บำรุงจิตใจให้อาบเอิบอยู่ด้วยบุญ
    จาคะ และการสละละวาง ประโยชน์ใหญ่หลวงอันเกิดแต่บิณฑบาตมีอยู่ดังนี้

    ส่วนการทำมูถเน่าฉันนั้นก็คือการเอาน้ำปัสสาวะของตนเองทิ้งหัวทิ้งท้ายเอาแต่กลางน้ำ
    ดองกับลูกสมอหรือมะขามป้อมก็ได้ หมักบ่มไว้เป็นเวลา 90 วัน ก็ใช้ฉันได้
    หรือจะฉันสดโดยรองเอาแต่เฉพาะช่วงกลาง ทิ้งหัวทิ้งท้ายก็ได้
    และนี่เป็นวัตรปฏิบัติที่สำคัญอย่างหนึ่งที่มีผลในการป้องกัน บำบัด และรักษาโรคที่มีผลชะงัด
    พิสูจน์เมื่อใดก็ใช้ได้เมื่อนั้น ได้ผลเมื่อนั้น ไม่ว่าจะเป็นคนในลัทธิศาสนาใดๆ หรือมีเพศวัยอะไร

    คนโบราณหรือคนที่มีอายุเกินกว่า 45 ปี
    ก็คงเคยได้กินยาแผนโบราณที่ใช้น้ำปัสสาวะเด็กเป็นกระษัยยามาบ้างแล้ว
    นั่นเป็นเรื่องของคนที่ขยะแขยงน้ำปัสสาวะหรือน้ำมูถ

    พระผู้มีพระภาคเจ้าวางพุทธบัญญัติให้ใช้น้ำปัสสาวะของตนเองย่อมมีมาแต่เหตุว่า
    อาการของโรคใดๆ ของคนใดคนหนึ่งย่อมต้องบำบัดรักษาด้วยน้ำมูถหรือน้ำปัสสาวะของผู้นั้น
    จะใช้ของผู้อื่นไม่ได้

    มีผู้ใช้โอสถทิพย์ของพระผู้มีพระภาคเจ้าในการบำบัดรักษาโรคหลายอย่างหลายชนิดตั้งแต่อดีตจวบปัจจุบัน
    ตั้งแต่ป่วยเป็นไข้ เป็นฝีในท้อง เป็นโรคลำไส้ เป็นโรคตับ โรคไต ความดันโลหิตสูง มะเร็ง และโรคอื่นๆ สารพัด

    ได้ทราบข่าวหลายกระแสและค่อนข้างจะแน่ชัดแล้วว่า น้ำมูถเน่าหรือน้ำปัสสาวะนั้นสามารถบำบัดรักษาโรคเอดส์ได้ด้วย
    เหตุที่มีการทดลองใช้น้ำปัสสาวะหรือน้ำมูถเน่ารักษาโรคเอดส์เนื่องจากการรักษาแผนปัจจุบันนั้นเป็นอันสิ้นหวัง
    และยังไม่สามารถค้นพบยาขนานอื่นใดที่รักษาโรคเอดส์ได้อย่างแท้จริง

    จึงทำให้ผู้เป็นโรคเอดส์ที่ว่านี้ทอดอาลัยตายอยาก แล้วคิดว่าไหนๆ ก็จะตายแล้ว
    ลองใช้โอสถวิเศษของพระพุทธเจ้าบ้างจะเป็นไรไป
    ครั้นทดลองเอามากินเพียง 10 กว่าวัน
    ลิ้นและปากที่เป็นฝ้ากินอะไรไม่ได้ก็เริ่มกินน้ำได้คล่องคอแล้วค่อยๆ กินอาหารได้

    พอกินอาหารได้ความซูบซีดผอมแห้งแรงน้อยก็ค่อยๆ หาย
    เริ่มมีเนื้อมีหนังขึ้นโดยลำดับ 6 เดือนผ่านไปเนื้อหนังมังสาผิวพรรณ
    เริ่มเหมือนผู้คนมากกว่าที่เหมือนเปรตดังแต่ก่อน ค่อยๆ เดินได้ ออกกำลังกายได้

    8 เดือนผ่านไปก็มั่นใจว่าโอสถวิเศษของพระพุทธเจ้าสามารถรักษาโรคเอดส์ให้หายได้อย่างแน่นอน

    จึงกินต่อมาเรื่อยๆ 5 ปีผ่านไปแล้วบางราย 3 ปีผ่านไปแล้วก็สามารถดำรงชีวิตเป็นปกติยิ่งขึ้น
    หรือเหมือนกับคนปกติแล้ว

    ตรองดูเหตุผลซึ่งพระผู้มีพระภาคเจ้าวางพุทธบัญญัติให้พระภิกษุฉันน้ำมูถเน่าเป็นวัตร
    ก็คงเนื่องมาแต่ยุคพุทธกาลนั้นบ้านเมืองยังทุรกันดาร หมอก็คงหาลำบาก
    ยามพระภิกษุป่วยไข้จะหาหยูกยาที่ไหนมารักษา

    และวิธีที่ดีและง่ายที่สุด หาได้ทุกเมื่อทุกวันเวลาก็คือน้ำปัสสาวะของตนเอง
    เหตุที่ต้องใช้น้ำปัสสาวะของตนเองก็เพราะว่าน้ำปัสสาวะของคนเรานั้นเป็นสิ่งที่กลั่นจากน้ำในกาย
    ทั้งน้ำเลือด น้ำหนอง และน้ำทุกชนิดในกายอันยาววาหนาคืบนี้

    โดยไตเป็นกลไกในการขับกรองโรคทั้งหลายในกายย่อมอาศัยย่อมมีเหตุปัจจัยและย่อมมีผลเกี่ยวด้วยน้ำหลายชนิด
    ดังกล่าวในกายของตัวเองนั่นเองเป็นโรคอะไรน้ำในกายก็ย่อมมีสารอันเป็นเหตุเป็นปัจจัยของโรคนั้นอยู่

    เมื่อผ่านการกลั่นกรองของไตกลายเป็นน้ำปัสสาวะแล้ว
    น้ำปัสสาวะนั้นจึงเหมือนกับเซรุ่มหรือวัคซีนที่พวกฝรั่งเพิ่งค้นพบในภายหลังนั่นแหละ

    เมื่อมองดังนี้ก็จะเห็นได้ว่าน้ำปัสสาวะของคนเราแท้จริงแล้วก็คือ
    เซรุ่มหรือวัคซีนที่ธรรมชาติประทานไว้ให้กับคนเรานั่นเอง

    เป็นเซรุ่มหรือวัคซีนธรรมชาติที่สามารถใช้ป้องกันบำบัดรักษาโรคประจำกายได้โดยอัตโนมัติ
    เป็นโรคอะไรหรือจะเป็นโรคอะไรร่างกายก็จะผลิตน้ำปัสสาวะ
    ที่เสมือนดังหนึ่งเซรุ่มหรือวัคซีนที่จะมีผลต่อการบำบัดรักษาโรคนั้นอย่างตรงตัวที่สุด

    อุปมาเหมือนกับการเอาพิษงูเห่าไปทำเซรุ่มรักษาพิษงูเห่า หรือการเอาพิษงูจงอางไปทำเซรุ่มรักษาพิษงูจงอางนั่นแล
    โรคเอดส์ก็ประกอบด้วยน้ำ มีเหตุมีปัจจัยจากน้ำ และก่อผลแก่น้ำอันมีอยู่ในกาย

    เมื่อเป็นเช่นนี้ร่างกายคนเราจึงผลิตเซรุ่มหรือวัคซีนที่รักษาโรคเอดส์ โดยการใช้น้ำปัสสาวะของผู้ป่วยเป็นโรคเอดส์นั้น
    ในการบำบัดรักษาโรคเอดส์ให้หาย

    สมญานามของพระผู้มีพระภาคเจ้าที่ว่าเป็นผู้แจ้งโลกนั้น ไม่ว่าจะคิดจะพิจารณาศึกษาค้นคว้าในเรื่องไหนๆ
    ก็จะเห็นได้ถึงความรู้แจ้งโลกหรือความเป็นสัพพัญญูอย่างถ่องแท้ ได้ลองค้นคว้าตำรายาในพระไตรปิฎกก็ได้พบตำรายามากหลาย

    หากมีวันเวลาว่างและกองบรรณาธิการอนุญาตแล้วก็ตั้งใจว่าจะเขียนเรื่องตำรายาในพระไตรปิฎก
    เพื่อเป็นธรรมทานแก่เพื่อนมนุษย์สักครั้งหนึ่ง ท่านผู้ใดสนใจก็คอยติดตามเอาเองก็แล้วกัน

    น้ำปัสสาวะสดอย่าได้คิดว่าเป็นเรื่องสกปรกโสมม คิดเสียว่าเหมือนกับน้ำลายที่อยู่ในปากสามารถกลืนกินได้ฉันใด
    น้ำปัสสาวะก็ดื่มกินได้ฉันนั้น แต่เอาหละเพื่อความสะอาดช่วงต้นช่วงปลายอาจจะมีกลิ่นอันน่ารังเกียจอยู่บ้างก็ทิ้งไปเสีย
    เอาแต่ตอนกลางดื่มเช้าหนหนึ่ง ก่อนนอนหนหนึ่งก็ถือได้ว่าเป็นโอสถวิเศษที่เป็นยาอายุวัฒนะ
    และสามารถบำบัดรักษาโรคที่มีอยู่ในตนได้ทุกอย่าง

    รสชาติของน้ำปัสสาวะของแต่ละคนและที่เป็นโรคแต่ละโรคย่อมแตกต่างกัน บ้างมัน บ้างหวาน บ้างเค็ม บ้างเปรี้ยว บ้างจืด
    บ้างมีกลิ่นฉุน บ้างขื่น บ้างเหมือนกลิ่นสับปะรด ก็ถือเสียเถิดว่านั่นเป็นยาแต่ละขนานสำหรับโรคแต่ละโรค

    ส่วนการทำน้ำมูถเน่านั้น ให้ใช้น้ำปัสสาวะตอนเช้าและตอนก่อนเข้านอน
    ทิ้งหัวทิ้งท้ายเอาเฉพาะส่วนกลาง ดองใส่โหลไว้ ใส่สมอหรือมะขามป้อมแล้วปิดฝาให้มิดชิด
    ถ้วน 90 วันแล้วก็ดื่มกินได้ ทั้งรสชาติดีและรักษาโรคได้ทุกชนิด

    จะกินน้ำปัสสาวะเพื่อป้องกันรักษาโรคก็ได้
    หรือถ้ารังเกียจก็คอยจนเป็นโรคใดโรคหนึ่งที่หมอไม่รับรักษาแล้วค่อยทดลองกินก็ได้

    ขออำนาจแห่งพระรัตนตรัยที่ยังประโยชน์ยิ่งแก่หมู่สัตว์จงประสิทธิ์ประสาทฤทธิ์ของโอสถทิพย
    ์แห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าเพื่อประโยชน์ เพื่อความสุขแก่คนทั้งปวงเทอญ
     
  19. เสขะปฎิสัมภิทา

    เสขะปฎิสัมภิทา ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นเรา ตถาคต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    6 สิงหาคม 2014
    โพสต์:
    2,484
    ค่าพลัง:
    +3,037
     
  20. เสขะปฎิสัมภิทา

    เสขะปฎิสัมภิทา ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นเรา ตถาคต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    6 สิงหาคม 2014
    โพสต์:
    2,484
    ค่าพลัง:
    +3,037
     

แชร์หน้านี้

Loading...