รวบรวมสาระความรู้การปฏิบัติธรรม จากกระทู้วิชชาที่จะทำให้อยู่รอดจากยุคสมัยแห่งภัยพิบัติ

ในห้อง 'ภัยพิบัติและการเตรียมการ' ตั้งกระทู้โดย Sawiiika, 14 มกราคม 2009.

สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้
  1. Sawiiika

    Sawiiika เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    8 เมษายน 2008
    โพสต์:
    1,811
    ค่าพลัง:
    +1,557
    [​IMG] [​IMG] [​IMG]


    [​IMG]

    โดย อาจารย์ คณานันท์ ทวีโภค
    หัวหน้ากลุ่มพลังจิตพิชิตภัยพิบัติ

    ธรรมะของสมเด็จองค์ปฐมบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า และ นับสืบเนื่องในพระพุทธเจ้า
    ทุกๆพระองค์ที่ทรงอุบัติขึ้นเป็นเนื้อนาบุญอันทรงค่าหาประมาณค่าไม่ได้นั้นพระอริยะสงฆ์
    ทั้งหลายท่านได้สืบต่อพระบวรพุทธศาสนาจนมาถึงกาลปัจจุบันนี้ก็เพื่อ

    " ประสงค์ให้หมู่มวลมนุษย์ และ สรรพสัตว์ทั้งหลาย
    ได้หลุดพ้นจากกองกิเลส กองทุกข์ทั้งในภพนี้ จนถึงภพหน้า
    ตราบเท่าเข้าถึงซึ่งพระนิพพานเป็นที่สุด "

    เราในฐานะพุทธบริษัทสี่จึงสมควรรักษาประพฤติธรรมะเพื่อถ่ายทอดจากจิตสู่จิต จากรุ่นสู่รุ่น
    เป็นการรักษาพระบวรพุทธศาสนาและเป็นพยานแห่งผลในการปฏิบัติอันกระจ่างแก่ใจของตน
    เอง สิ้นสงสัยในคุณพระพุทธคุณพระธรรม คุณพระสงฆ์ยิ่งมีผู้ปฏิบัติธรรมได้ตรงตามสัมมา
    ทิฐิมากขึ้นเท่าไรพระบวรพุทธศาสนา ก็ยิ่งเจริญงอกงามรุ่งเรืองมากขึ้นเพียงนั้นเช่นกัน

    [​IMG]

    ขอพระธรรมอันพระประทีปแก้วบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงมี
    พุทธประสงค์จงหลั่งชโลมดวงจิตของสาธุชนทุกท่าน " ผู้ตั้งมั่นในกุศลธรรม
    ความดีมี พระไตรรัตนคมน์ จงก้าวหน้าใน ผล แห่งการปฏิบัติเจริญในธรรม "
    แห่งพระศาสนา ขององค์พระสมณโคดมพุทธเจ้าพระองค์นี้ ได้ธรรมมาพิสมัย
    ได้โดยง่าย ธรรมใดที่เป็นธรรมโลกุตระเครื่องหลุดพ้นก็ขอจงมีจิตรู้แจ้งแทง
    ตลอดด้วย ทิพย์ญาณ อันพิสุทธิ์ บรรลุธรรม ได้โดยง่ายด้วยเทอญ

    ---------------------------------------------------------------------
    อาจารย์ คณานันท์ ทวีโภค
    ---------------------------------------------------------------------


    สำหรับท่าน ที่ต้องการโหลด ไฟล์ แนะนำสมาธิโดย อ.คณานันท์ ทวีโภคเชิญคลิกเพื่อโหลดได้เลยค่ะ

    - 01-อานาปานสติ-ภาคเช้า.mp3
    - 02-กสิน อรูปฌาน มโนมยิทธิ-ภาคบ่าย.mp3<?xml:namespace prefix = v ns = "urn:schemas-microsoft-com:vml" /><v:shape id=_x0000_i1028 style="WIDTH: 9.75pt; HEIGHT: 9.75pt" alt="" type="#_x0000_t75"><v:imagedata src="file:///C:DOCUME~1comLOCALS~1Tempmsohtml11clip_image002.gif" o:href="http://palungjit.org/images/misc/tag.png"></v:imagedata></v:shape>
    <O:p


    กระทู้สำหรับอ่าน และ ลงชื่อขอรับหนังสือวิชชาฯ และ CD/VCD ฟรี เชิญคลิกได้เลยค่ะ
    <O:p</O:p

    - วิชชาที่จะทำให้อยู่รอดจากยุคสมัยแห่งภัยพิบัติ
    - ลงชื่อรอรับ วิชชาที่จะทำให้อยูรอดฯ ฉบับพื้นฐานค่ะ<v:shape id=_x0000_i1032 style="WIDTH: 9.75pt; HEIGHT: 9.75pt" alt="" type="#_x0000_t75"><v:imagedata src="file:///C:DOCUME~1comLOCALS~1Tempmsohtml11clip_image002.gif" o:href="http://palungjit.org/images/misc/tag.png"></v:imagedata></v:shape>

    <O:p
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 11 มิถุนายน 2009
  2. Sawiiika

    Sawiiika เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    8 เมษายน 2008
    โพสต์:
    1,811
    ค่าพลัง:
    +1,557
    10-10-2006, 04:59 PM
    kananun<SCRIPT type=text/javascript> vbmenu_register("postmenu_568969", true); </SCRIPT>
    หัวหน้ากลุ่มพลังจิตพิชิตภัยพิบัติ

    [​IMG]

    แก่นแท้ของ วิชชาที่จะทำให้อยู่รอดจากยุคสมัยแห่งภัยพิบัติ
    และ การผ่านเข้าสู่ยุคทองของพระพุทธศาสนา *3*

    การสร้างคุณธรรมจริยธรรมให้ก่อเกิดในจิตใจของตัวเราเองก่อนเมื่อตนได้รู้คุณค่าแห่งความดีงาม
    และ " ความงดงามในจิตใจ " แห่งความรัก ความเมตตาด้วยตนเองแล้ว เราจึงช่วยกันถ่ายทอดส่งผ่าน
    ความดีงามนี้จากจิตสู่จิตใจสู่ใจออกเป็นค่านิยมที่ถูกต้องงดงามสู่สังคมส่วนรวมจนเป็นกระแสหลัก
    เพื่อความสงบสุขร่มเย็นในทุกๆ ดินแดนทั่วโลก

    ความเสื่อมของศีลธรรม และ " ความโลภ " ของมนุษย์ ในขณะนี้กำลังทวีอัตตราเร่งไปสู่หายนะ
    ของมวลมนุษยชาติในเวลาอันรวดเร็วอีก 5 ปีข้างหน้าจะไม่มีน้ำแข็งที่ขั้วโลกอีกต่อไปมีผลทำให้
    ระดับน้ำทะเลท่วมเมืองหลาย ๆ แห่งบนโลก รวมทั้ง บางประเทศ ได้หายไปจากแผ่นที่โลกจากการ
    ทำลายสิ่งแวดล้อมอย่างหนักการสร้าง ก๊าซเรือนกระจกการใช้พลังงานฟอสซิลอย่างไร้จิตสำนึก<O:p</O:p

    คำทำนายเรื่องภัยพิบัติต่าง ๆ จากทุก ๆ สายนั้น มีความเหมือนกันอยู่ในหลายสิ่งผมจะไม่บอกว่า
    ของใครถูก ของใครผิดแต่ผมจะขออนุญาตชี้ให้ทุกท่านได้เห็นว่าสิ่งที่ครูบาอาจารย์ทุกท่านได้พยายาม
    บอกพยายามเตือนพวกเราชาวโลกในยุคสมัยนี้ไม่ว่าจะสายไหน ศาสนาใด มีความเหมือนกัน คือ

    " เมื่อมนุษย์เสื่อมจากศีลธรรมความดีจะเกิดภัยพิบัติขึ้น
    ทั้งจากฝีมือของธรรมชาติ และ จากฝีมือมนุษย์ด้วยกัน *3*
    * ภัยพิบัติจะทำลายล้างชีวิตมนุษย์ และ อารยธรรมไปเป็นจำนวนมาก ผู้ที่รอดจากภัยพิบัติ
    คือ " ผู้ที่ตื่นขึ้นระลึกรู้ กลับตัวกลับใจ " เข้าสู่ศีลธรรมความดีของศาสนานั้น ๆ .....

    [​IMG]


    หัวใจของเหตุการณ์ปรากฏการณ์ทั้งหมดที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ในขณะนี้ขึ้นอยู่กับระดับคุณธรรมจริยธรรม
    ในจิตใจของเราทุกคนบนโลกใบนี้ครับ " สิ่งที่คุณทำได้คือ การทำจิตใจของคุณ<?xml:namespace prefix = st1 ns = "urn:schemas-microsoft-com[​IMG]</st1:personName>ให้บริสุทธิ์ที่สุด " <st1:personName w:st="on" ProductID="ให้บริสุทธิ์ที่สุด สะอาดที่สุด">สะอาด</st1:personName>
    <st1:personName w:st="on" ProductID="ให้บริสุทธิ์ที่สุด สะอาดที่สุด">ที่สุด</st1:personName>เท่าที่กำลังใจของคุณจะทำได้ แม้ระดับของอภิญญาสมาบัติก็ยังไม่สำคัญเท่ากับระดับของ
    คุณธรรมในจิตใจ ครับ ดี สำคัญ เป็นประโยชน์ต่อโลกเรามากกว่าเก่งครับ แต่ถ้าทั้งดีทั้งเก่งทั้งมี
    อภิญญา ทั้ง มีน้ำใจเป็น พระโพธิสัตว์ * ด้วยยิ่งประเสริฐที่สุดครับ

    ช่วยกันส่งเสริมเผยแพร่ค่านิยมคุณธรรมนี้ให้เกิดขึ้นโดยเริ่ม
    ที่ครอบครัวคุณเพื่อนของคุณ เพื่อนร่วมงานคุณ องค์กรธุรกิจของคุณ
    ภายในชุมชนของคุณให้ออกไปสู่สังคมโดยส่วนรวมครับ

    ช่วยกันสร้างจิตสำนึกความรับผิดชอบทั้งในมิติของความเป็นมนุษย์ด้วยการยกระดับจิตใจ
    ของตนเองด้วยคุณธรรมความดีความเป็นคนไทยด้วยการรักษาความเป็นไท รักษาพระพุทธศาสนา
    และ จงรักภักดีต่อองค์ในหลวงของเราความเป็นพลเมืองโลกด้วยการสร้างจิตสำนึกในการใช้ในการรักษา
    ในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติในฐานะที่เราอยู่ร่วมกันแบ่งปันทรัพยากรบนโลกใบนี้ด้วยกัน
    จงอยู่บนโลกใบนี้แบบผีเสื้อ แต่ จงอย่าอยู่บนโลกใบนี้แบบฝูงตั๊กแตน

    มีสติ อย่าตื่นตะหนกหรือหวาดกลัวในทุกสิ่งทุกเหตุการณ์ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นวัฏฏะของธรรมชาติ ทุกสิ่ง
    เกิดขึ้น ตั้งอยู่ และ ดับไป ทุกๆสิ่ง เมื่อมีเจริญก็ย่อมมีเสื่อมไปเป็นธรรมดา มองทุกสิ่งด้วยใจที่นิ่ง
    ............ เป็นอุเบกขาธรรม ............

    *ขอให้ จิตใจที่งดงาม ทุกดวงเป็นประดุจเทียนเล่มน้อยที่จุดแสงสว่าง
    ขึ้นในหัวใจของคนทั้งโลกใบนี้ให้สว่างไสวไปด้วยแสงแห่งธรรมครับ *3*

    ขอกราบโมทนาในความตั้งใจดีของทุก ๆ ท่านครับ
     
  3. Sawiiika

    Sawiiika เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    8 เมษายน 2008
    โพสต์:
    1,811
    ค่าพลัง:
    +1,557
    18-07-2006, 08:51 PM
    kananun<SCRIPT type=text/javascript> vbmenu_register("postmenu_568969", true); </SCRIPT>
    หัวหน้ากลุ่มพลังจิตพิชิตภัยพิบัติ

    [​IMG]


    ขอให้ท่านถามใจตัวเองดูดังต่อไปนี้ครับ

    1. เชื่อใน สวรรค์ นรก หรือไม่ 2. เชื่อใน กรรม ผลของกรรม บาปบุญ คุณโทษหรือไม่ 3. เชื่อใน
    คุณพระพุทธ คุณพระธรรม คุณพระสงฆ์ ว่ามีจริงหรือไม่ 4. เชื่อใน พระคุณ พ่อ แม่ ครูบาอาจารย์
    ผู้ประสิทธิ ประสาทวิชาหรือไม่ 5. เชื่อใน ผลของการปฏิบัติและ มรรคผล นิพพาน หรือ ไม่

    หากแม้น มีความลังเลสงสัยไม่เชื่อข้อใดข้อหนึ่ง ไม่อยู่ในวิสัยที่จะปฏิบัติได้เนื่องจากเป็น
    ข้อกำหนดมีแรงครูกำกับ อยู่ ส่วนผู้ที่ไม่มีความสงสัยในทุกข้อ ผมขอแสดงความยินดีด้วย
    ขอโมทนา และ ขอให้ ท่านได้ " อธิฐานรักษาไว้ " ให้ได้ทุกชาติตราบเข้าสู่พระนิพพาน ครับ
    ส่วนท่านที่ยังสงสัยอยู่ ไม่ต้องตกใจครับ ศึกษาธรรมะ ให้มากๆขึ้นก็จะเข้าใจและหมดสงสัยใน
    สัมมาทิฐิ เองครับ เหตุผลที่ให้เช็คตรงนี้เพื่อให้ทุกท่าน ตั้งเข็มทิศให้ตรงตั้งแต่ต้น ครับ เพราะ
    พระพุทธเจ้าและพระอริยเจ้ารวมทั้งพระโพธิสัตว์ท่าน สอนให้คนไปนิพพาน พรหม สวรรค์
    เข้าถึง ไตรสรณคมน์ และ เป็น สัมมาทิฐิ ครับ และ เมื่อหมดสงสัยแล้วก็กลับมาศึกษาต่อได้ครับ

    สำหรับท่านที่ ปรารถนาพุทธภูมิ ผมขอถามคำถามพิเศษอีกข้อครับ ว่า
    ท่านปรารถนาพุทธภูมิเพราะอะไรครับ.. ?

    เพราะ จะได้เป็นผู้เลิศ ประเสริฐที่สุดทั้งไตรภพ หรือ ปรารถนา เรียบง่าย แค่ ต้องการช่วยสรรพสัตว์
    ให้ หลุดพ้นจากวัฏสงสาร ถ้าท่านปรารถนาในข้อแรก ผมขออนุญาตเตือนท่านว่า มีจิตใจที่ดีแต่ท่าน
    วางกำลังใจไว้ผิด ที่ทราบ เพราะผมเคยผิดมาแล้ว และ เพื่อนพุทธภูมิของผมหลายคนก็พลาดตรงนี้
    และ ถูกมารครอบงำจิตใจ จนกลาย เป็น มิจฉาทิฐิ โดยเอาความอิจฉาริษยามาเป็นเครื่องล่อให้ อิจฉา
    พุทธภูมิผู้บารมี สูงกว่าตนเอง เป็นความเข้าใจผิด

    เช่นเดียวกับ พญามาราธิราช ที่มีต่อพระพุทธองค์ นี้เป็นประการที่ หนึ่ง ส่วนประการที่สอง เมื่อท่าน
    ปรารถนาพุทธภูมิเพื่อตนเองท่านจะเหนื่อยในการสร้างบารมี และ ขอลาพุทธภูมิไปในที่สุด

    สำหรับท่านที่ปรารถนาพุทธภูมิเพื่อช่วย โปรดสรรพสัตว์ให้พ้นห้วงแห่งความทุกข์แล้ว ทุกครั้ง
    ที่ท่านได้โปรดสรรพสัตว์ทุกๆครั้ง ความปิติอิ่มเอมใจจาก พรหมวิหาร 4 จะเป็น เครื่องหล่อเลี้ยงใจ
    ของท่านให้มีกำลังใจในการสร้างบารมีในครั้งต่อๆไปให้ยิ่งขึ้นไปอีก มิติเวลาในชาติของการ
    เป็นมนุษย์นั้นอาจยากลำบาก ยาวนาน แต่ใน

    " มิติเวลาของความเป็นทิพย์นั้นแค่เดี๋ยวเดียวเท่านั้น "
    ดังนั้น พรหมวิหาร 4 นี้เป็น อาวุธ และ เครื่องมือในการสร้างบารมีไม่ใช่อภิญญา แต่ อภิญญา เป็นผลแห่ง
    การเจริญ พรหมวิหาร 4 จนถึงที่สุด ผมขอโมทนาใน พระโพธิสัตว์ ผู้ตั้งจิตไว้ดีแล้วโดยประการฉะนี้ครับ
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 2 พฤษภาคม 2009
  4. Sawiiika

    Sawiiika เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    8 เมษายน 2008
    โพสต์:
    1,811
    ค่าพลัง:
    +1,557
    --------------------------
    ไหว้ครู
    ------------------------------

    สำหรับผู้เป็นสัมมาทิฐิ ผู้ปรารถนาพุทธภูมิผู้วางกำลังใจไว้ดี แล้ว เรามาไหว้ครูกันก่อนครับ
    เตรียม ดอกไม้ 3 สีเทียน ธูป เงิน 9 บาทว่า นะโม 3 จบ วางอารมณ์ใจ ว่าขณะนี้

    " ข้าพเจ้ามี ศีลบริสุทธิ์ ไม่ได้ฆ่าสัตว์ ไม่ได้ลักทรัพย์ไม่ได้ประพฤติผิดในกามไม่ได้พูดปด ไม่ได้ดื่มสุรา
    ศีล 5 ของข้าพเจ้าบริสุทธิ์ข้าพเจ้าขอตั้งจิตเรียนวิชานี้ด้วยจิตเมตตาเพื่อช่วยเหลือสัตว์โลก พรหมวิหาร 4
    ข้าพเจ้าพร้อมบริบูรณ์ข้าพเจ้าขอน้อมจิตยึดถือไตรสรณคมน์เป็นที่พึ่งที่ระลึกตราบเท่าเข้าสู่นิพพาน "

    จากนั้น เปิดซีดี " คำสมาทานพระกรรมฐาน " ของ หลวงพ่อฤๅษีลิงดำ วัดท่าซุง
    ฟัง สมาทานพระกรรมฐาน พระรัตนตรัย.คอม

    '' ข้าพเจ้าขอตั้งจิตเรียนวิชานี้ เพื่อช่วยเหลือสรรพสัตว์ และ บำเพ็ญบารมี ด้วยความจริงใจ
    หากแม้นข้าพเจ้า มีจิตคิดร้ายนำวิชาไปใช้ในทางที่ผิดต่อ ชาติ ศาสนาพ่อ แม่ ครูบาอาจารย์
    ผู้ประสิทธิประสาทวิชาแล้วขอให้ข้าพเจ้าอย่าได้เรียนวิชานี้สำเร็จถึงสำเร็จก็ขอให้วิชาที่ได้
    มาถูกส่งกลับคืนไปจนหมดสิ้นเมื่อข้าพเจ้า ผิดสัจจะ แต่หากข้าพเจ้าใช้วิชาในทางที่ถูก
    ที่ควรขอให้ข้าพเจ้าจงเจริญรุ่งเรืองก้าวหน้าทั้งทางโลกและทางธรรมด้วยเทอญ ''


    [​IMG]


    ส่วนดอกไม้ ธูปเทียน ให้นำไปบูชาพระ และนำเงินบูชาครูไปทำบุญใส่บาตรหากไม่มีดอกไม้ธูป
    เทียนเงินบูชาครู และการขึ้นครูตอนนี้ให้ รีบทำภายใน 3 วันหากพ้นจาก สามวันไม่บูชาครูแล้ว
    มีอาการเจ็บป่วยให้รีบ ขอขมาพระรัตนตรัยบูชาครูและใส่บาตร แล้วจะหายจากอาการป่วย

    เหตุผลที่ให้มีการไหว้ครู พระท่านสั่งลงมาให้ทำเป็นเครื่อง แสดงความยอมรับนับถือ
    ให้แรงครูผู้ประสิทธิประสาทวิชาสืบต่อกันมาทั้งที่มีกายเนื้อและ ไม่มีกายเนื้อส่งลงมาคุ้มครอง
    ศิษย์ได้เพื่อความเจริญรุ่งเรืองในวิชาและชีวิตของศิษย์นั่นเองถึงตัวผมเองก็ต้องทำเช่นกัน
    พร้อมๆกันกับทุกท่านเพราะมี " วิชาที่เบื้องบนประสิทธิประสาท มาให้ " พร้อมกันไปด้วยครับ

    ฟัง บวงสรวงและชุมนุมเทวดา ฟัง นมัสการพระรัตนะตรัย ฟัง สมาทานศีล 8
    ฟัง ขอขมาพระรัตนะตรัย ฟัง อุทิศส่วนกุศล ฟัง คาถาเงินล้าน

    .
     
  5. Sawiiika

    Sawiiika เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    8 เมษายน 2008
    โพสต์:
    1,811
    ค่าพลัง:
    +1,557
    ขออธิบายจำแนกแยกประเภทไว้ให้เข้าใจครับว่า
    * แต่ละคนมีวาสนาบารมีมาต่างกันจึงมีการสำเร็จในวิชชาได้
    ต่างกัน ไปตาม บุพเพกตบุญญตา และ กรรม ของแต่ละคนครับ

    ขอให้ทุกท่านตั้งกำลังใจว่า ไม่ว่าเราจะปฏิบัติธรรม และ ฝึกสมาธิได้ในระดับใดก็ตาม
    เราจะใช้วิชานั้น เพื่อความหลุดพ้น * และ ช่วยเหลือคนให้เต็มกำลังความสามารถ

    ระดับวิชชานั้นไม่ใช่สิ่งสำคัญ สิ่งสำคัญคือเจตนาการนำวิชาไปใช้เพื่อส่วนรวม

    ----------------------------------------------------------------------
    การตั้งความปรารถนานั้นแบ่งออกเป็น
    ----------------------------------------------------------------------
    ผู้ปรารถนา * พุทธภูมิ คือผู้ตั้งจิตอธิฐานเป็น พระพุทธเจ้า และ ปรารถนาเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้า
    ผู้ปรารถนาเป็น * สาวกภูมิ คือเป็น พระสาวก ของพระพุทธเจ้าพระองค์ใดพระองค์หนึ่ง ครับ

    ---------------------------------------------------------
    พุทธภูมิวิสัยแบ่งวิสัยออกเป็น 3 คือ
    ปัญญาธิกะ * ศรัทธาธิกะ * วิริยาธิกะ *
    ---------------------------------------------------------
    ซึ่งจะใช้ระยะเวลาบำเพ็ญสั้นยาวต่างกันครับไม่นับรวมท่านผู้ที่อธิฐานบารมีพิเศษเป็นอาทิครับ
    เช่น ท่านผู้ปรารถนาเป็นพระพุทธเจ้าองค์สุดท้ายครับที่ผมทราบก็มีอยู่หลายพระองค์ครับ หรือ


    พระศรีอาริยเมตไตร *3*
    ท่านอธิฐานให้ศาสนาของท่านไม่มีคนจน หนึ่ง ทุกคนมีรูปร่างหน้าตางดงาม ทั้งหมด
    มีอายุยืนยาวเป็นพิเศษซึ่งเป็นอานิสงค์จากการรักษาศีลของท่าน และ บริวารครับ


    [​IMG]

    -----------------------------------------------------------------------
    ส่วนการจำแนกตามการบำเพ็ญบารมี แบ่งเป็น

    การสร้างบารมีขั้นต้น * บารมีขั้นกลาง * บารมีขั้นสูง *
    -----------------------------------------------------------------------
    ข้อมูลในการค้นคว้าเพิ่มของท่านที่สนใจลองดูใน หนังสือชื่อ ศาสตร์ ว่า
    ด้วยการ เป็น พระพุทธเจ้ามุนีนาถทีปนี คัมภีร์อนาคตวงศ์ และ หนังสือ
    ของ หลวงพ่อฤๅษีลิงดำท่านที่กล่าวถึง เรื่อง พุทธภูมิ ครับ<O:p</O:p

    ---------------------------------------------------------------------------------
    การจำแนกตามข้อแตกต่างของพุทธภูมิ และ พระโพธิสัตว์<O:p
    ---------------------------------------------------------------------------------
    พุทธภูมิ * คือ ผู้ที่ปรารถนาเป็นพระพุทธเจ้าในอนาคตไม่ว่าจะเพื่อความเป็นเอกอุในสามโลก หรือ
    ปรารถนาช่วยมวลสรรพสัตว์ให้พ้นทุกข์ก็ตามครับถือนับรวมเป็นผู้ปรารถนา พุทธภูมิ ทั้งสิ้นครับ


    พระโพธิสัตว์ * คือ ผู้มีจิตปรารถนา ช่วยหมู่มวลมนุษย์ และ
    เหล่าสรรพสัตว์ให้พ้นทุกข์ด้วยจิตที่บริสุทธิ์ ครับ

    พระอริยะโพธิสัตว์ * นั้น คือ พระโพธิสัตว์ ที่มีจิตทรงไว้ในศีลเข้มข้น มีวิปัสสนาญาณชัดแจ้ง
    ทรงจิตไว้ในอารมณ์ นิพพานเสมอมีอารมณ์ใจ คล้าย พระอริยะเจ้าครับแต่ยัง เมตตาโปรดสรรพสัตว์
    สำหรับ พุทธภูมิ ท่านยังต้องระวังตัวครับ ยังมีโอกาสพลาดสูงและ ลงนรกเยอะครับเหตุจากมานะทิฐิ
    ที่ตั้งไว้ผิดของตน และ การไปล่วงเกินพระรัตนตรัย และ พระโพธิสัตว์พระองค์ อื่นครับหลวงพ่อ และ
    พระโพธิสัตว์ท่านอื่นต้องลงไปช่วยเอาขึ้นมาจากข้างล่างกันเป็นประจำครับ

    สาวกภูมิ * แบ่งออกเป็น อธิฐานพิเศษอันได้แก่การปรารถนาเป็นพระสาวกของพระพุทธเจ้า
    พระองค์ใดพระองค์หนึ่งเป็นการเฉพาะ เช่นขอไปเกิดในพระศาสนาของพระศรีอริยเมตไตยเป็นต้น
    การปรารถนา ขอเป็นพระอัครสาวกของพระพุทธเจ้าพระองค์ใดพระองค์หนึ่งการปรารถนา
    ขอเป็น พระอสิติมหาสาวก * ผู้เลิศทางด้านใดด้านหนึ่งการปรารถนาขอเป็นผู้อุปฐากหรือ
    ถวายทานพิเศษ ต่อองค์พระพุทธเจ้าเป็นพิเศษเป็นต้น


    .
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 2 พฤษภาคม 2009
  6. Sawiiika

    Sawiiika เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    8 เมษายน 2008
    โพสต์:
    1,811
    ค่าพลัง:
    +1,557
    --------------------------------------------
    จำแนกตามการบรรลุธรรม
    --------------------------------------------

    อันได้แก่ สุขวิปัสโก * เตวิชโช * ฉฬภิญโญ * ปฏิสัมภิทัพปัตโต *
    ซึ่งจะมีความรู้ความสามารถแตกต่างกัน และ การฝึกต่างกันครับขอให้ไปค้นคว้าจากหนังสือ
    กรรมฐาน 40 กอง และในเว็บ นี้ครับใครเมตตาทำลิงค์ ให้เพื่อนๆ จะขอบคุณมากครับ

    --------------------------------------------------------------------------------------------------
    จำแนกตามอารมณ์ใจ แห่งการปฏิบัติ อันได้แก่ ผู้มากไปด้วย เมตตา *3*
    ผู้มากไปด้วย ปัญญา * ผู้มากไปด้วย ความเพียร * ผู้มากไปด้วย ศรัทธา *
    ---------------------------------------------------------------------------------------------------
    <O:p

    [​IMG]

    พระมหาเจดีย์ศรีพุทธค&shy;ยา

    ---------------------------------------------------
    จำแนกตามกำลังใจแห่งการปฏิบัติ คือ
    ---------------------------------------------------

    บางท่านมีกำลังใจทำได้ในให้ทาน แต่รักษาศีลไม่ได้ * บางท่านได้ทั้งให้ทาน และ รักษาศีล
    แต่ทำสมาธิไม่ได้ * บางท่านได้ทั้งให้ทาน รักษาศีล ทำสมาธิแต่ไม่มีวิปัสสนา * บางท่านได้
    ทั้งให้ทาน รักษาศีล ทำสมาธิ มีวิปัสสนา คือ มี ปัญญาเห็นทุกข์แต่ใช้อำนาจจิตไม่ได้ * บางท่าน
    ได้ทั้งหมดรวมทั้งการใช้อำนาจจิตแต่ไม่ได้ ทิพจักขุญาณ * บางท่านได้ถึงทิพจักขุ แต่ไม่ได้
    ญาณ 8 * บางท่านได้ ญาณ 8 แต่ไม่ได้ อภิญญา * บางท่านได้อภิญญา แต่ยังไม่บรรลุธรรม
    อันได้แก่ พระโสดาบัน พระสกิทาคามี พระอนาคามี และ พระอรหันตผลเป็นที่สุด ซึ่งที่จริงแล้ว
    มีการจำแนกได้อย่างหลากหลาย และ สลับซับซ้อนกว่านี้ แต่ที่จะชี้ให้เห็นก็คือ

    คนเรานั้นมี นิสัย วิสัย บุญวาสนา และ การอธิฐาน แตกต่างกัน
    ----------------------------------------------------------------------
    * เราจึงไม่ควรไปเปรียบเทียบตัวเรากับบุคลอื่น *3*
    ----------------------------------------------------------------------
    ว่าเก่งอย่างนี้ ไม่เก่งอย่างนี้ทำไมทำได้ ทำไมทำไม่ได้คนนี้เราเก่งกว่าเขา ตรงนั้นเขาไม่เห็น
    เก่งจริงเลย โม้ไม้ซึ่งตรงนี้เป็นการเข้าใจผิดจากอวิชชาให้เพ่งโทษ กล่าวโทษ ผู้อื่นครับ


    ควรวางกำลังใจว่า..ขึ้นชื่อว่าความดี * แม้เพียงเล็กน้อย
    ได้เกิดขึ้นก็ล้วนเป็น เรื่องน่ายินดี และ อนุโมทนา ทั้งสิ้น


    เมื่อเห็นผู้ใด กระทำความดีแม้เล็กน้อยเราจะมีความรู้สึกยินดี อนุโมทนา
    พูดจาให้กำลังใจกับเขา และ จะใช้เป็นแบบอย่างในการทำความดีของเราใน
    ครั้งต่อๆไป ให้เจริญยิ่งๆ ขึ้นไป รวมไปถึงการทำสมาธิ และ ปฏิบัติธรรมด้วยครับ <O:p</O:p


    .<O:p
     
  7. Sawiiika

    Sawiiika เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    8 เมษายน 2008
    โพสต์:
    1,811
    ค่าพลัง:
    +1,557
    21-07-2006, 04:18 PM
    kananun<SCRIPT type=text/javascript> vbmenu_register("postmenu_568969", true); </SCRIPT>
    หัวหน้ากลุ่มพลังจิตพิชิตภัยพิบัติ

    [​IMG]

    " อวิชชา " ที่ทำให้หลงติดในภพภูมิสังสารวัฏ
    ลองพิจารณากันดูครับ *3*<O:p</O:p

    หนอนแมลงวัน เมื่อได้กำเนิดมาในบ่อเกรอะ อันเต็มไปด้วย อุจจาระ ปัสสาวะ
    อันเน่าเหม็น น่าสะอิดสะเอียนนั้น ก็มีจิตคิดยินดีในลาภที่เกิดขึ้นว่าโอ้เรานี่หนอช่างโชคดี
    เหลือเกินที่ได้ดื่มกินอาหารอันประเสริฐจำนวนมหาศาลหาประมาณมิได้จึงมีจิตคิดยินดี
    ใคร่เกิดเป็นหนอนแมลงวันเยี่ยงนี้ ร้อยชาติพันชาติ

    เปรตอสุรกาย ที่มีปากเท่ารูเข็มนั้นมีความอดอยากหิวโหยเป็นนิตย์เมื่อเห็นซากสุนัขตายขึ้นอืด
    บวมพองเขียวน้ำเหลือง นำหนองไหลเยิ้มจากผิวหนังที่บวมปริแตก ก็มีจิตยินดี ว่าวันนี้เรามีลาภแท้ๆ
    ตรงเข้าไปดูดกินนำเหลืองนำหนอง อย่างเอร็ดอร่อยจึงติดในภพภูมินี้ด้วยประการฉะนี้<O:p</O:p

    มนุษย์ เองก็ดื่มกินซากสัตว์อสุภ ทั้งเล็กทั้งใหญ่เป็นอาหาร อันเป็นของสกปรก
    เมื่อมี มิจฉาทิฐิ ว่า การเวียนว่ายตายเกิดไม่มี สวรรค์ มีแค่ในอก นรกแค่อยู่ในใจ
    แท้จริงไม่มี บุญบาปไม่มี จึงไร้ศีลธรรมกอบโกยแต่วัตถุ เบียดเบียนผู้อื่น และ ธรรมชาติ
    * จึงตกอยู่ในหล่มแห่ง อบายภูมิ อันมี ทุคติ เป็นที่ไปในที่สุด *

    เทวดา ผู้ประมาทเสวยทิพย์สมบัติอันเกิดจากบุญที่เคยบำเพ็ญมา
    อย่างเพลิดเพลินไม่สนใจต่อบุญสร้างกุศลและบารมีเพิ่มเติมครั้นใช้บุญจนหมด
    สิ้นก็ได้เวลาที่ต้องรับผลของกรรมชั่วจึงต้องจุติลงยังอบายอันมีนรกภูมิเป็นต้น

    พรหม เเม้นเวลาเสวยสุขจะนานแสนนาน แต่หากประมาท
    ไม่ทำบุญสร้างบารมีเพิ่มเมื่อหมดบุญก็ย่อมตกสู่อบายเช่นกัน<O:p</O:p

    บุคคลผู้ประเสริฐ มี ปัญญา มองเห็นทุกข์ภัยในสงสารวัฏ ประกอบไป
    ศีล สมาธิ และ สัมมาทิฐิ อันอบรมมาดีแล้วย่อมหาหนทางแห่งการพ้นทุกข์
    ด้วย โมกข์ธรรม อันวิเศษแห่ง องค์สมเด็จพระบรมครูด้วยประการฉะนี้


    .
     
  8. Sawiiika

    Sawiiika เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    8 เมษายน 2008
    โพสต์:
    1,811
    ค่าพลัง:
    +1,557
    หลักของการฝึกปฏิบัติธรรม

    1.มีสัจจะ คุณธรรม และ ความกตัญญู ต่อ พระรัตนตรัย
    พ่อแม่ ครูบาอาจารย์และท่านผู้มีพระคุณทั้งหลายไม่ว่าจะ มีกายเนื้อ หรือ ท่านที่มีกายทิพย์
    ผู้มีคุณธรรมและความกตัญญูสิ่งศักดิ์สิทธิ์ท่านย่อมเมตตาคุ้มครองและสงเคราะห์ครับ

    2.อธิฐานให้วิถีชีวิตของเราทั้งในทางโลก และ
    ทางธรรมตั้งมั่นอยู่ใน สัมมาทิฐิ สัมมาสมาธิ สัมมาปัญญา
    เมื่อจิตใจเราตั้งมั่นอยู่ในทางที่ชอบ ถูกแนวตรงแนวแล้วโอกาสที่
    จะผิดเพี้ยนปฏิบัติผิดแนวเพี้ยนเป็น มิจฉาทิฐิ ย่อมไม่มี

    3.มี ศีล เป็นปกติ เป็นธรรมชาติ มีความเคารพใน พระรัตนตรัย ยิ่งชีวิต

    4.หมั่นเจริญวิปัสสนาญาณสม่ำเสมอ มองเห็น
    การเกิด * การแก่ * การเจ็บป่วย * ความตาย * เป็นธรรมดา
    จนจิตใจเรานิ่งไม่กลัวความตาย แต่มองความตายว่าเป็นธรรมชาติ *
    ของสรรพสิ่งไม่ว่าเรา หรือ ผู้อื่นก็ไม่อาจหลีกหนีความตายไปได้สิ่งสำคัญก็คือ
    " เราตั้งใจอธิฐานว่าเมื่อเราตายแล้วเราจะไปไหน " แล้ว ถ้าเราต้องตายไปในนาทีนี้
    เรามีความดี และ บุญกุศลเพียงพอ ที่จะไปที่นั้นได้แล้วหรือไม่ถ้ายัง ....

    -----------------------------------------------------------------------------------------------------
    เราจะเร่งสร้างบารมีอย่างไร ? ปฏิบัติตนอย่างไร ? อบรมใจเราอย่างไร ?
    -----------------------------------------------------------------------------------------------------

    [​IMG]


    5.ฝึกสมถะสมาธิใน อานาปานสติเสมอ * จำลมสบาย
    ที่จิตใจมีความสบายไว้เสมอต้องทำให้ได้ระดับที่เข้าได้ตลอดเวลาทุกครั้งที่ต้องการทุกอิริยาบถไม่
    ว่าลืมตาหลับตาภายนอกเงียบ หรือดังอากาศร้อนหรือ หนาวไม่ใช่ข้ออ้างต้องทำให้ได้ทุกครั้งเสมอ

    6.อารมณ์จิต ที่ต้องการในการปฏิบัติ คือ จิตสบาย *
    มีความสุข * มีความปิติ * มีความเมตตาเต็มหัวจิตหัวใจ *
    มีความเบา * มีความสะอาด * มีความสว่าง * มีความสงบสุข *
    จงรู้จักความสุขจากความสงบความสุข ที่เราไม่ต้องแก่งแย่ง ไขว่คว้าความสุขที่ไม่เจืออามิส
    คือไม่อิงด้วยวัตถุ " เราสามารถมีความสุขได้ในทุกที่ ทุกเวลาทุกขณะจิต "
    ส่วนอารมณ์ที่ไม่ต้องการในการปฏิบัติ คือ อารมณ์หนัก อารมณ์เพ่ง อารมณ์บีบ
    อารมณ์กดทับกดดัน เพราะ อารมณ์เหล่านี้จะทำให้จิตวิปลาส

    7.การแผ่เมตตา เราต้องทำให้ความสุข ความรัก ความเมตตา
    ของเราเต็มล้นในหัวใจของเราก่อน แล้วจึงกำหนดจิต แผ่อารมณ์ใจที่ดี
    นั้น แผ่ออกไปทั่วอนันต์จักรวาล เราจะได้รู้จักความสุข จากการให้
    ความสุขที่เป็นวิสัยที่แท้จริงของ * พระโพธิสัตว์ *3* ครับ

    8.พยายามทรงภาพพระพุทธเจ้า ให้ใสเป็นแก้วประกายพรึก
    คือเป็นเพชรระยิบระยับแพรวพราวจนใจของเรามีความสุขความสบายใจจากนั้น จงอธิฐาน และ
    เชื่อมั่นไม่ลังเลสงสัย ว่า บารมีของพระพุทธเจ้าท่านเมตตาลงมาสถิตอยู่เป็นหนึ่งเดียวกับ " พุทธนิมิต "
    ในจิตของเราครับ และ ถ้าผมใช้คำว่าจับภาพพระเราหมายถึงการทำจิตถึงอารมณ์นี้ครับ

    9.การจะทำการใด ๆ เราอธิฐาน
    ขอบารมีพระท่านให้มาเมตตาสงเคราะห์ทุกครั้ง
    อย่าใช้กำลังใจเราเองอย่างเดียวเพราะไม่ว่าอย่างไรเราไม่เก่งกว่าพระพุทธเจ้าท่านหรอกครับและ
    อีกอย่างจะเป็นเครื่องป้องกันจิตเราไม่ให้หลงผิดคิดว่า เราดีเราเก่งเพราะถ้าคิดอย่างนั้น ไม่ช้า
    อภิญญาจะเสื่อม ต้องกลับไปแก้จิตให้เป็นสัมมาทิฐิและ ขอขมาพระรัตนตรัยครับ

    10.หมั่นศึกษาทบทวน การอธิฐานการใช้กำลังใจ
    การวางอารมณ์ใจ ใด้ สม่ำเสมอ * ครับ

    การปฏิบัติในทุกสิ่งที่แนะนำไปมีผลทั้งสิ้นครับ
    หวังว่าทุกท่านจะเจริญรุ่งเรืองในธรรมยิ่งๆขึ้นไป ด้วยครับ

    .<O:p</O:p
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 16 มกราคม 2009
  9. Sawiiika

    Sawiiika เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    8 เมษายน 2008
    โพสต์:
    1,811
    ค่าพลัง:
    +1,557


    ความสำคัญในการฝึกวิชามโนมยิทธิ :love:

    วิชามโนมยิทธิ มีความสำคัญในการที่จะทำให้เราเข้าใจใน เรื่อง สัมมาทิฐิ * การเวียน
    ว่ายตายเกิด * กฎแห่งกรรม * วิปัสสนาญาณ * สภาวะที่แท้จริงของ พระนิพพาน *

    เป็นการปฏิบัติที่จะทำให้ท่านได้เชื่อมโยงกับ ครูบาอาจารย์ ที่ไม่มีกายเนื้อในการ สอนธรรมมะขั้นสูง
    ของแต่ละคนครับ เป็น พื้นฐาน ในการฝึกจิตเพื่อการรองรับอภิญญาใหญ่ เพื่อท่านที่เป็นพุทธภูมิ
    จะได้ทราบภารกิจหน้าที่ที่ตนได้อธิฐานด้วยตัวเอง เพื่อท่านที่ปรารถนา สวรรค์สมบัติ * พรหมสมบัติ *
    นิพพานสมบัติ * จะได้สำเร็จจากการปฏิบัติ และ ความเป็นทิพย์ของจิต

    เพื่อท่านจะได้ใช้ วิชชา นี้ในการสร้างบารมี
    ช่วยเหลือสงเคราะห์ผู้อื่น และ เพื่อความหลุดพ้นของตนเอง

    <O:p
    เพื่อความศรัทธา ที่มั่นคงในพระพุทธศาสนา และ เพื่อยืนยันสิ่งที่พระพุทธเจ้า
    ท่านได้สอน และ พระอริยสงฆ์ท่านได้ สืบทอด กันต่อมาถึงในยุคของเราครับ
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 2 พฤษภาคม 2009
  10. Sawiiika

    Sawiiika เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    8 เมษายน 2008
    โพสต์:
    1,811
    ค่าพลัง:
    +1,557
    07-08-2006, 03:14 PM
    kananun<SCRIPT type=text/javascript> vbmenu_register("postmenu_568969", true); </SCRIPT>
    หัวหน้ากลุ่มพลังจิตพิชิตภัยพิบัติ

    [​IMG]
    --------------------------------------------------------------------------
    พื้นจิตอารมณ์ใจที่ควรปรับให้สะอาดขึ้น
    ---------------------------------------------------------------------------

    บางขณะที่ท่านทำบุญ บางครั้ง " จิตจะมีอาการช่างตำหนิติเตียนเกิดขึ้น " เช่นเห็นว่าพระท่าน
    ไม่สำรวมบ้าง องค์นี้ปฏิบัติเคร่งองค์นี้ปฏิบัติไม่เคร่ง พระพุทธรูปองค์นี้ ท่านไม่งามบ้างไม่สวยบ้าง
    อารมณ์ใจเหล่านี้เป็นอุปนิสัยเดิมของเราส่วนหนึ่ง และ เกิดจากการที่มารบาป อกุศลเข้าสิงจิต
    ผลที่ได้ ก็คือสภาวะจิตของเรา จะ เศร้าหมอง ครับ บุญ และ กุศลต่างๆที่พึงได้บริบูรณ์เต็มเม็ด
    เต็มหน่วยก็พลอยลดน้อยถอยลงไปครับ


    อีกประการที่สำคัญคือ .... " การปรามาสพระรัตนตรัย " ทางแก้ไข และ การปรับจิต คือ
    ฝึกคิดทุกสิ่งในแง่บวก * มองโลกในแง่ดี * เจริญเมตตาพรหมวิหาร 4 *
    ให้มาก และ ขอขมาพระรัตนตรัย *3* สม่ำเสมอครับ

    บางท่านที่ได้ ฌานสมาบัติ มี อภิญญา หรือ ความเป็นทิพย์ของจิต บางท่านชอบไปดูจิตของผู้อื่นครับ
    ไปดูของพระท่านบ้างของโยมท่านอื่นๆบ้างแล้วไปเปรียบเทียบกับจิตของตนเองว่าเราดีกว่า วิเศษกว่า
    บางครั้งไปดูแล้วตัดสินว่า ท่านนี้บรรลุธรรมขั้นนั้น ขั้นนี้สิ่งเหล่านี้ เป็นมานะทิฐิ ครับ การพยากรณ์ว่า
    ใครบรรลุธรรมขั้นไหนเป็นหน้าที่ของ " พระพุทธเจ้า " ท่านเท่านั้นครับ

    ตราบใดที่มีกายเนื้ออยู่ และ ยังไม่ถึง พระนิพพาน เพียงไร พึงอย่าประมาท
    เตือนตัวเองอยู่เสมอว่าเรายังเลวอยู่เพียงนั้นยังมีบารมีที่สูงขึ้นไปอีก คุณธรรมความดีที่สูงขึ้นไปอีก
    ให้เราได้พัฒนาจิตของเราให้ดีขึ้นครับ ส่วนการดูจิตนั้นพระท่านสอนให้ดูจิตของตนเองครับว่า

    [​IMG]


    * มีกิเลสอะไร เกาะกุมหุ้มห่อไว้บ้าง ?
    เมื่อเห็นเมื่อรู้ก็ จงชำระล้างจิต ให้ใสสะอาดสว่างไสว
    มี ปิติสุข ความชุ่มฉ่ำใจ อยู่เสมอครับ *3*

    ถ้าไปดูจิตคนอื่นบ่อยๆเข้าไป โดนจิตพระอริยะเจ้า และ
    วิจารณ์ท่านเข้า ฌานอภิญญาหาย บางคนหายยาวกู้กลับไม่ได้ตลอดชีวิตครับแถมยังเป็น
    การปรามาสพระรัตนตรัย ด้วยครับการใช้อภิญญาจึงเหมือนดาบสองคมที่พึงระวัง ครับ

    " ดังนั้นพยายามรักษาใจเราให้สะอาดมองโลกในแง่บวก ไม่วิพากษ์วิจารณ์ผู้อื่นในแง่ลบ
    แต่จงหาจุดบกพร่องของตนเอง และ หาทางแก้ไขให้ไม่มีจุดอ่อน ขณะเดียวกันก็ฝึกใจเราให้มอง
    เห็นแต่ความดีของผู้อื่น และ คอยให้กำลังใจในการทำความดีของเขาแม้จะเป็นความดีเพียง
    น้อยนิดแต่ในอนาคตมันอาจเปลี่ยนแปลงเติบใหญ่จนเป็น จุดหักเหในชีวิตที่สำคัญของเขา "

    ที่สำคัญที่สุดสำหรับตัวเราเองก็คือ .......
    เราจะมีจิตใจที่ดีงามยิ่งๆขึ้นไป *เพราะเรามอง เราเห็นเราสัมผัส แต่สิ่งที่ดีของตัวเรา
    และ คนอื่นเปรียบเหมือน ผึ้ง และ ผีเสื้อ ที่เลือกดูดดื่มกับความหอมหวานของมวลดอกไม้ อัน
    เหมือนกับความดีของผู้อื่นเปรียบกับ หนู แมลงวัน ที่เลือกที่จะคลุกเคร้า อยู่กับสิ่งปฏิกูลอันโสมม
    อันเปรียบเหมือน ความเลว ความชั่ว ของบุคคลอื่นจนท้ายที่สุดตนเองก็กลายเป็นส่วนหนึ่ง ของ
    ความสกปรกนั้นเองไปด้วยโดยที่ตนเองไม่รู้ตัวตอนนี้คุณเลือกที่จะเป็นผึ้ง หรือ แมลงวันครับ

    .
     
  11. Sawiiika

    Sawiiika เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    8 เมษายน 2008
    โพสต์:
    1,811
    ค่าพลัง:
    +1,557
    24-07-2006, 06:30 PM
    kananun<SCRIPT type=text/javascript> vbmenu_register("postmenu_568969", true); </SCRIPT>
    หัวหน้ากลุ่มพลังจิตพิชิตภัยพิบัติ

    [​IMG]

    ผมขออนุญาตแนะนำ * วิชชาการใช้พลังจิต *3*
    ตามที่พระท่านมอบหมายมา..พระท่านให้เร่งการปฏิบัติกันครับ

    พลังพุทธคุณ *การขอบารมีการอาราธนาบารมี จากพระพุทธเจ้า เป็นวิชชาโบราณ
    ที่ บรรพบุรุษไทยของเรา ใช้มายาวนานสืบทอดกันมา เพื่อรักษา ชาติไทย พระพุทธศาสนา
    สถาบันพระมหากษัตริย์ มาทุกสมัย โดยมีการสอนโดยตรง และ ใช้ปัญญา อุบายแฝงเร้น เพื่อ
    หวังให้ ผู้เรียน ผู้ปฏิบัติ ได้เข้าถึงซึ่ง ความดี แม้จะน้อยนิดก็ตาม *

    ก่อนอื่นขอให้เข้าใจก่อนว่า ปัจจัยของวิชชาอภิญญาจิต ทั้งมวลนั้นมีองค์ประกอบให้ถึงซึ่ง
    ความสำเร็จ คือ กำลัง และ พลังของจิต ซึ่งก่อเกิดจากสมาธิความบริสุทธิ์ ของจิตอันเกิดจาก
    วิปัสสนาญาณ และ จิตใจที่ดีงาม สื่อ * อันอาจเป็นวัตถุ หรือ รูปในจิตใช้เพื่อเป็น จุดเล็ง จุดรวม
    จุดกำหนดการส่งพลัง คำอธิฐาน * เปรียบดัง โปรแกรมให้อภิญญากำหนดดังใจปรารถนา
    ศรัทธา * ความเชื่อ เป็นตัวกำหนดความสำเร็จของอภิญญา ครับ
    ถ้าไม่เชื่อ หรือ มีความลังเลสงสัย นิดเดียว ไม่สำเร็จครับ

    --------------------------------------------------------------------
    กำลังจิต และ พลังจิต แบ่งออกได้เป็น 2 แหล่ง คือ *
    --------------------------------------------------------------------<O:p</O:p

    1.พลังจิตที่เพาะบ่มจากการฝึกจิตของผู้ใช้
    คือ กำลังสมาธินั้นยิ่งสมาธิสูงเท่าไร กำลังจิตยิ่งมีพลังมากขึ้น เช่น จิตของท่าน ผู้ได้
    ฌาน 1 2 3 4 สมาบัติ 8 นั้น ย่อมมีพลังกว่าคนสามัญทั่วไปสำหรับพวกเรา ผมได้แนะนำจนถึง
    ฌาน 4 ใช้งาน บางท่านได้ ฌาน 4 ละเอียด ซึ่งใช้ในอภิญญาเบื้องต้น ได้อย่าง สบายๆแล้ว
    ส่วน สมาบัติ 8 ขอไว้ทีหลังเราจะใช้พลังสมาธิตรงนี้เป็น บาท หรือ พื้นฐาน ครับ

    [​IMG]

    2.การขออาราธนาบารมีพระพุทธคุณ<O:p</O:p
    มีความสำคัญสูงที่สุด *3* และ เป็นแก่นในวิชานี้

    พระอริยะสงฆ์ และ ครูบาอาจารย์ท่านต่าง ๆท่านได้สืบทอดมาในหลักการที่ เหมือนกัน เพียงอาจ
    มีความแตกต่างกันเล็กน้อยในรายละเอียด และ ฝอย ของวิชชา ( ฝอย เป็นภาษาโบราณ หมายถึง
    การพิสดาร วิชชา พลิกแพลง การนำไปใช้ เช่น คำว่าฝอยท่วมหลังช้าง คือ สามารถพลิกแพลง <O:p</O:p
    วิชชา ได้มากมากจนบรรยายไม่หมด ) เหตุผลในการใช้วิชาพลังพุทธคุณ นั้นครูบาอาจารย์
    ท่านมีความฉลาดกว่า คนในสมัยวิทยาศาสตร์มากนัก " คนในยุคปัจจุบันไม่มีปัญญามองเห็น
    นัยยะแห่งวิชาที่ท่านทั้งหลายได้แฝงไว้เป็นอุบายให้ผู้ใช้ได้เข้าถึงซึ่งความดี ยิ่งขึ้นไป " เหตุผลคือ

    พุทโธอัปมาโน คุณพระพุทธเจ้า สูง และ ประเสริฐ กว่าพระคุณทั้งปวง<O:p</O:p
    พุทธบารมีพระพุทธเจ้า แผ่ไพศาลไร้ ขอบเขต ของเวลา สถานที่ของมิติ
    พุทธบริสุทธิ์คุณพระพุทธเจ้าท่านทรงความบริสุทธิ์ยิ่งกว่า จิต ดวงใด<O:p</O:p
    พระพุทธเมตตาพระพุทธเจ้าท่านทรงความเมตตาเป็นเลิศสูงสุด *<O:p
    <O:p</O:p

    ผู้มีจิตระลึกถึงพระพุทธเจ้าย่อมนับเป็นการปฏิบัติอยู่ใน " พุทธานุสติกรรมฐาน " ในอนุสติกรรม -
    ฐาน 40 กอง ย่อมบรรลุธรรมได้ง่ายย่อมมีความปลอดภัยจากอันตรายทั้งปวงย่อมไปเกิดยังสุคติภูมิ

    ดังนั้นท่านทั้งหลาย ....
    ------------------------------------------------------------------
    * ผู้ฉลาดจึงไม่ใช้กำลังของตนเองในการใช้ อภิญญาแต่ขอพลัง
    อำนาจแห่งพุทธคุณ อันมีมีความบริสุทธิ์ มาใช้เพื่อให้เกิดสัมฤทธิผล *
    ------------------------------------------------------------------

    คำอธิบายเพิ่มเติม ขอให้ลองค้นคว้าหาข้อมูลเพิ่มเติมในหนังสือ
    ประวัติหลวงพ่อปาน ในตอนที่หลวงพ่อเล็ก ปลุกเสก พระในช่วงพรรษาครับ

    .
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 16 มกราคม 2009
  12. Sawiiika

    Sawiiika เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    8 เมษายน 2008
    โพสต์:
    1,811
    ค่าพลัง:
    +1,557
    -----------------------------
    ความบริสุทธิ์ของจิต *3*
    -----------------------------

    คนธรรมดา ใช้ พลังจิต ได้น้อยกว่า ผู้มีศีล *
    ผู้มีศีล ใช้ พลังจิต ได้น้อยกว่า ผู้มีศีล และ ทรงเมตตาพรหมวิหาร 4 *
    ผู้ทรงพรหมวิหาร 4 ใช้พลังจิตได้น้อยกว่า พระอริยเจ้า * ตามลำดับขึ้นไป และ พระอริยเจ้า
    จะไม่มีความเสื่อมใน อภิญญา เพราะเป็น โลกุตรอภิญญา พระอรหันต์ * ปฏิสัมภิทาญาณ
    มีอภิญญาจิต สูงสุดกว่า พระอรหันต์ทั่วไป แต่น้อยกว่าพระพุทธเจ้า ครับ

    " ถ้าเราทำ ความบริสุทธิ์ของจิต ในขณะนั้นให้มีความบริสุทธิ์
    เทียบเท่าจิต ของ พระอริยเจ้า ได้ เราก็จะใช้ พลังจิต ได้สูงขึ้นครับ "

    [​IMG]

    สื่อ เป็นเครื่องผูกจิตเราไว้กับเป้าหมาย ที่เรารู้จักกันดีก็คือ พระที่เราห้อยคอไว้ครับ
    หรือ " เครื่องรางต่าง ๆ "บางครั้ง สื่อก็อาจเป็นสิ่งอื่นก็ได้เช่น ในการใช้พลังรักษาโรค
    เราก็ใช้ร่างกายผู้ที่เราจะรักษาเป็นเป้าในการส่งพลังจิตไปรักษาครับ หรือ บางครั้ง สื่อ
    อาจเป็น " ภาพความคิดหรือนิมิตในจิต " ก็ได้ครับขึ้นอยู่กับการนำไปใช้แต่ละอย่าง

    คำอธิฐาน เสมือน " โปรแกรมคำสั่งให้ทุกสิ่งเป็นไปตามที่ใจเราปรารถนา " ครับ ในวิชชา
    ที่ถ่ายทอดนี้ อนุญาต ให้ใช้เฉพาะผู้ที่มี สัมมาทิฐิ เท่านั้นครับและ ให้ใช้เพื่อ การสงเคราะห์ตนเอง
    และ ผู้อื่นผู้คิดนำวิชานี้ไปใช้เพื่อตนเอง และ ทำร้ายผู้อื่นพระท่านเรียกวิชากลับเองครับ

    ความสำคัญของการอธิฐาน *3*
    ถ้าท่านสังเกตดูให้ดี จะพบว่า คำแนะนำ วิชชาต่าง ๆ ของผมนั้นมีแต่คำอธิฐาน เต็มไปหมด
    เหตุผลก็ คือ ในโลกของจิต ในมิติ ของรูปธรรม นั้น " ทุกสิ่งสำเร็จได้ด้วยใจ ใจเป็นใหญ่ ครับ "
    และ การจะสื่อสารกับจิตได้ ก็คือ คำอธิฐานครับ คำอธิฐานทุกสิ่งทุกอย่างไม่ว่าดีว่าเลวจะ ถูกจารึก
    ( โปรแกรม ) ลงไปในดวงจิตของเรา และ ติดตัวเราไปทุกชาติภพไม่สิ้นสุดจนถึง พระนิพพานครับ

    ผมจะยกตัวอย่าง การอธิฐาน ที่สำคัญที่ส่งผลยาวนานไม่สิ้นสุด
    ให้ลองพิจารณาดูเป็นตัวอย่างนะครับ การอธิฐานตั้งความปรารถนาเป็นพระพุทธเจ้า ก็จะส่งผล
    ไปจนท่านผู้นั้น " บรรลุสัมมาสัมโพธิญาณ " ในที่สุด ( ถ้าไม่อธิฐานขอลาพุทธภูมิเสียก่อน )
    การอธิฐาน ขอลงมาเกิดเพื่อ " สร้างบารมีด้วยการช่วยคนในช่วงภัยพิบัติ " นี้ ก็เป็นโปรแกรม
    ถูกกำหนดมาให้เราได้รู้จักกันพบกันครับ การอธิฐานที่เป็นมิจฉาทิฐิ เช่น เมื่อพระเทวทัต อธิฐาน
    " ขอจองเวรพระพุทธเจ้า " ในพระชาติที่เป็น พ่อค้า ก็ส่งผลร้ายไม่สิ้นสุดแก่พระเทวทัต จนลงอเวจี
    ซึ่งเป็นผล แห่งการจองเวรพระโพธิสัตว์ ครับ ซึ่งผมช่วยแนะให้ท่านได้แก้ไขแล้ว โดย
    -----------------------------------------------------------------------
    * อธิฐานขอไม่เป็นเจ้ากรรมนายเวรผู้ใด *3*
    -----------------------------------------------------------------------

    การอธิฐานนั้น สามารถใช้กำหนดทิศทางของการเดินทางในสังสารวัฏได้ครับ เช่น เทวดา หรือ
    พรหมที่บุญใกล้หมดก็สามารถ อธิฐาน ลงไปเกิดใหม่ เพื่อสร้างบารมีเพิ่มได้ครับ แทนที่ จะใช้บุญ
    จนหมดเกลี้ยงแล้วต้องไปใช้กรรมชั่วครับ การตั้งจิตอธิฐาน เป็นบารมีในบารมี30 ทัศน์ ครับ ดังนั้น
    จึงขึ้น อยู่กับกำลังใจ ของ ผู้อธิฐาน ถ้ากำลังใจเข้มแข็งมากคำอธิฐานก็จะสำเร็จแน่นอน ครับ

    ในการใช้ อภิญญา นั้นพระท่านว่าเมื่อ อภิญญาใหญ่ ลงมา
    ( เบื้องบนท่านอนุญาตให้ใช้อภิญญา และ ฤทธิ์ เพื่อช่วยคนได้ )
    คนที่จะได้ ไม่ต้องตั้งท่ามาก แค่อธิฐานฤทธิ์ ก็ใช้ได้เลยครับ

    ความศรัทธา และ ความเชื่อ เป็นความมั่นคงในจิตใจของผู้ใช้พลังจิตครับตรงนี้
    ก็เป็น จุดสำคัญอีกจุดหนึ่งครับ ที่ทำให้การใช้พลังจิตมีความสำเร็จ ขอยกตัวอย่างการฝึก
    " วิชชาสั่งจิตใต้สำนึก " ครับ ทุกคนมีข้อจำกัดจากความคิดของตัวเองว่า

    กระดาษไม่สามารถ ตัดตะเกียบไม้ไผ่ได้ เพราะ ขัดแย้งกับความรู้ทางวิทยาศาสตร์ว่า
    ไม้แข็งกว่ากระดาษ แต่ เมื่อมีคนทำได้ มาทำให้ดู คนอื่นก็ทำตามจนสำเร็จเช่นกัน แต่เมื่อ
    ให้เพิ่มจำนวนตะเกียบไม้ไผ่ จาก 1 คู่ เป็น 2 คู่ 3 คู่ เราก็จะถูก

    [​IMG]

    * ความรู้สึกไม่เชื่อมั่นในตนเอง *
    มาเป็น ข้อจำกัด ให้ทำไม่ได้ ... อีก

    แต่สำหรับ ผู้ที่ มีความศรัทธา ความเชื่อมั่นคง และ มีความมั่นใจไร้ขีดจำกัด ก็สามารถทำ
    สิ่งเหล่านี้ได้อย่างสบาย ๆ การใช้พลังจิต และ อภิญญา ก็เช่นกัน ผู้มีขนาดของความเชื่อใหญ่
    กว่าย่อม ประสบความสำเร็จสูงกว่า ผู้ที่ ไม่ศรัทธาในสิ่งใด หรือ แม้แต่ตนเองครับ

    .
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 6 กุมภาพันธ์ 2009
  13. Sawiiika

    Sawiiika เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    8 เมษายน 2008
    โพสต์:
    1,811
    ค่าพลัง:
    +1,557
    15-08-2006, 08:33 PM
    kananun<SCRIPT type=text/javascript> vbmenu_register("postmenu_568969", true); </SCRIPT>
    หัวหน้ากลุ่มพลังจิตพิชิตภัยพิบัติ

    จิตใจที่ดีงามจะคงอยู่ตลอดไป

    ในการที่เราเป็นเราอยู่ในทุกวันนี้นั้นสิ่งที่ประกอบกันเป็นเรานอกเหนือจากร่างกาย แล้ว
    ยังมีสิ่งสำคัญที่สุดคือ จิต ครับ จิตนั้นแตกต่างกันในแต่ละบุคคลอย่างสิ้นเชิงแต่ในความ
    เป็นจริงนั้น จิตทุก ๆ ดวง มีสภาวะเหมือนกันหมดคือ " จิตที่ประภัสสร " ครับ คือ ...

    <O:p
    จิตที่ปราศจากกิเลส สะอาดบริสุทธิ์* งดงาม แต่ เมื่อมีสิ่งเร้า แรงกระตุ้น จะด้วย <O:p</O:pกิเลส
    จะด้วยสัญชาติญาณธรรมชาติ ก็ตามก็เป็นตัวฟอกย้อมให้จิตใจของเรา<O:p</O:pปนเปื้อนหม่นหมอง ทุกข์ใจทั้งๆที่
    ในความเป็นจริงแล้ว สรรพสัตว์ทั้งหลาย <O:p</O:pล้วนแล้วแต่มีของวิเศษและ งดงามอยู่กับตัวเองอยู่แล้วแท้ ๆ
    <O:p</O:p
    จิตดวงนี้ก็มี พลานุภาพมากมาย มหาศาล ครับ ถ้าเราใช้ พลังงาน ในเชิงสร้างสรรค์ แต่การจะใช้
    พลังแห่งจิตนี้ได้เราต้องทำให้มันบริสุทธิ์ที่สุดก่อน * โดยการชะล้างจิตให้เบาบาง ปราศจากกิเลส
    เครื่องเศร้าหมองไปทีละน้อย และ เติมพลังงานให้แก่จิตใจด้วยความเมตตาพรหมวิหาร 4
    ข้อพิสูจน์นี้ ก็คือเมื่อไรที่ เราแผ่เมตตา เราจะรู้สึกสัมผัสได้เลยว่า ....


    _____จิตเรามีพลังมหาศาล แผ่ขยายกว้างใหญ่ จนสุดจักรวาล_____

    [​IMG]

    แต่เมื่อไรที่เรารู้สึกเห็นแก่ตัว จิต ของเราจะ หดเล็ก เหมือนถูกขังอยู่
    ใน กล่องเล็ก ๆ แคบ ๆ มืด ๆ เมื่อเราได้รู้จักแล้วว่าแท้ที่จริงเรา มี จิตใจที่งดงาม
    และ ทรงพลานุภาพอยู่อันเป็น " สิ่งที่มีค่าที่สุดของเรา " แต่ ...

    ----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
    * เรานั้นจะรู้จัก คุณค่าของจิตใจที่ดีงาม ได้อย่างแท้จริงได้หรือไม่ ?
    ----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------<O:p</O:p

    เราใช้เวลาในการเรียนรู้ในบางสิ่งบางอย่างมาตลอดชีวิต
    แต่เมื่อตายไปความรู้นั้นก็ดับสูญไป พร้อม ๆ กับร่างกายของเรา
    แต่ ผลแห่งการฝึกจิตใจให้สะอาดบริสุทธิ์ นั้นกลับติดตัวเราไป
    ทุกภพ ทุกชาติ ตราบจนเราเข้าถึงซึ้งพระนิพพาน ครับ

    ผมเป็นคนที่เชื่อมั่นอย่างแรงกล้าในจิตใจที่ดีงามไม่ว่าจะมีเหตุการณ์อะไรที่เลวร้าย มีคนที่มา
    ทำร้าย จิตใจเราให้ชอกช้ำ เจ็บช้ำ เพียงไรเราจะไม่ยอมสูญเสียจิตใจที่ดีงามของเราไปเด็ดขาด
    เราจะรักษาไว้ และ ดูแลอย่างดีที่สุด ความงดงามของจิตใจจะดึงดูดสิ่งดีๆเข้ามาสู่ชีวิตของเราเสมอ
    สำหรับผม แล้วมีปาฏิหาริย์เกิดขึ้นกับตัวผมเอง และ คนที่เชื่อมั่นในจิตใจที่ดีงามในทุก ๆ วัน ครับ
    ในทุก ๆ ความสุข ที่เกิดขึ้นกับผมใน " ทุกเวลา ทุกนาที ทุกสถานที " นั้น เป็น เพระจิตใจที่ดีงาม
    ที่ผมเชื่อมั่น และ ศรัทธา ครับ ณ บัดนี้ ผมขออธิฐาน .....

    * ขอให้เมล็ดพันธุ์แห่ง ความรักที่บริสุทธิ์ *
    ความเมตตาที่ไม่มีเงื้อนไข * ของจิตใจที่งดงามนี้ ได้งอกงามในจิตใจ
    ของท่านทุกคน และ ค่อย ๆ ผลิดอก ออกใบ อันงดงาม ในไม่ช้าครับ

    ***
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 24 เมษายน 2009
  14. Sawiiika

    Sawiiika เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    8 เมษายน 2008
    โพสต์:
    1,811
    ค่าพลัง:
    +1,557
    23-07-2006, 01:02 PM
    kananun
    หัวหน้ากลุ่มพลังจิตพิชิตภัยพิบัติ

    รักษาอารมณ์ใจ ประคองอารมณ์จิต ให้ได้ดังนี้ครับ *
    ----------------------------------
    <O:p</O:p
    1. มี " ศีล 5 ครบ " เป็นปกติ 2. มี " สัมมาทิฐิ " อย่างไม่มีอะไรจะต้องลังเลสงสัย
    3. รักษาอารมณ์ใจสบาย และ จับลมสบาย ได้เป็นปกตินึกภาพพระพุทธรูปที่ใสสว่าง
    แพรวพราวเป็นเพชรระยิบระยับ ติดตาตรึงใจได้ตลอดเวลา ทุกครั้งที่ต้องการ
    4. " มีความรักที่บริสุทธิ์ " เต็มไปด้วยความเมตตาอย่างล้นดวงจิตดวงใจ ให้จิตมี
    ความชุ่มชื่นเกษมสำราญ พร้อมที่จะให้รวมถึงการ " ให้อภัยในทุกคนในทุกสิ่ง " ครับ

    <O:p</O:p
    เมื่อเตรียมสภาพความพร้อมของจิตไว้ดีแล้วต่อไป ผมขอแนะนำให้ไป ฝึกวิชชามโนมยิทธิ และ
    ฝึกการใช้สมาธิในระดับสูง ในระดับต่อไป อันได้แก่ ฌาน 4 + สมาบัติ 8 + อารมณ์พระนิพพาน
    และ การประยุกต์ใช้พลังจิต เพื่อ การช่วยเหลือคน และ การบำเพ็ญบารมีไปฝึก วิชชามโนมยิทธิ
    ที่ วัดท่าซุง หรือที่ บ้านสายลม ถ.พหลโยธิน กรุงเทพ ครับ จะมีการฝึกใน วันเสาร์ -อาทิตย์ ต้นเดือน


    [​IMG] [​IMG] [​IMG]
    -----------------------------------------------------------------------------
    http://www.praruttanatri.com/taasoong.htm
    *http://www.praruttanatri.com/ *การเดินทางไป บ้านสายลม
    -----------------------------------------------------------------------------

    เหตุผล ที่ผมให้ไปฝึกที่นั่นเพราะ ...

    1. เพื่อให้ท่านได้ " ไหว้ครู " อย่างถูกต้อง 2 . เพื่อที่ผมจะได้ให้เกียรติ บูชาพระคุณ
    ครูบาอาจารย์ที่ท่านได้เมตตาสงเคราะห์ผมอันเป็นการแสดงความกตัญญูรู้คุณท่าน
    3. เพื่อที่ท่านจะได้ " แสดงความตั้งใจจริงในการเรียนรู้ " และ รับวิชาจากเบื้องบน
    4. " เพื่อความเจริญในธรรม และ สัมมาทิฐิ " ของท่านเองถ้าท่านที่ปฏิบัติ และ รักษา
    อารมณ์ใจดังที่กล่าวมาได้ทั้งหมดนั้นโอกาส ที่ท่านจะฝึกมโนมยิทธิได้ นั้นมีถึง 90 %
    รวมทั้งท่านที่ฝึกได้แล้ว ผมขอให้ท่านไปทวนครับส่วนท่านที่มโนฯหาย ผมแนะนำให้
    อธิฐานแก้กำลังใจใหม่ขอขมาพระรัตนตรัยแล้วไปฝึกใหม่เพื่อเรียกวิชชาคืนครับ
    <O:p</O:p


    ***
    <!-- / message -->
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 30 เมษายน 2009
  15. Sawiiika

    Sawiiika เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    8 เมษายน 2008
    โพสต์:
    1,811
    ค่าพลัง:
    +1,557
    ถ้าร่างกายแข็งแรง จิตใจก็จะเข้มแข็ง ไปด้วย ผมจะเริ่มปูพื้นฐานให้ตั้งแต่เบสิค
    ด้วยภาษา และ คำอธิบาย ที่คนในยุคนี้เข้าใจได้ง่ายมีเหตุผลทางวิทยาศาสตร์เปรียบเทียบพิสูจน์
    ยืนยันตามที่ พอ. ชม สุคันธรัตน์ ท่านได้บัญญัติศัพท์ว่าวิทยาศาสตร์ทางจิตไว้ครับ

    จิต พลังจิต เป็น พลังงานชนิดหนึ่งซึ่งมีลักษณะ และ คุณสมบัติของคลื่นจึงสามารถหักล้าง
    เสริมคลื่น และ เหนี่ยวนำได้ จึงเป็นเหตุผลที่ว่าเมื่อนั่งสมาธิ กับ อาจารย์ที่มีสมาธิสูงจึงสามารถทำให้ศิษย์
    และ ผู้ได้รับการถ่ายทอดนั่งได้ดีหรือมีสมาธิสูงขึ้นตามไป เช่นเดียวกับขณะที่ ยูริ เกลเลอร์ นักพลังจิต
    ใช้พลังจิตงอช้อน ผู้ชมในห้องส่งและที่บ้านก็สามารถงอ ช้อนได้ด้วยคุณสมบัติพิเศษอีกอย่าง ของ
    พลังจิต คือ มีความเร็วสูงสุดเร็วกว่าแสงเดินทางไปได้ใน ทุกมิติ รวมทั้ง มิติของกาลเวลานั่นคือ
    เหตุ ผล ในการใช้จิตใน อตีตังสญาณ และ อนาคตังสญาณ คือไป ดูอดีต และ อนาคต ครับ
    รวมทั้งการเดินทางไปยังภพภูมิอื่นด้วยจิตครับ

    วิธีที่จะฝึกจิตให้มีพลังเป็นพื้นฐาน ที่ง่ายที่สุดที่เหมาะกับทุกจริตก็คือการฝึกจิตด้วย
    การหายใจ อานาปานสติ นั้นเองสำหรับขั้นตอนนี้ ผมจะอธิบายความสัมพันธ์
    ของสมาธิกับการหายใจอย่างเป็นวิทยาศาสตร์ไว้ดังนี้


    ศึกษาต่อได้ที่กระทู้ *การปฏิบัติธรรมสายมโนมยิทธิ
    [URL="http://palungjit.org/posts/1571429[/COLOR][/SIZE][/URL]​
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 25 เมษายน 2009
  16. Sawiiika

    Sawiiika เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    8 เมษายน 2008
    โพสต์:
    1,811
    ค่าพลัง:
    +1,557
    14-05-2008, 11:44 PM
    kananun<SCRIPT type=text/javascript> vbmenu_register("postmenu_568969", true); </SCRIPT>
    หัวหน้ากลุ่มพลังจิตพิชิตภัยพิบัติ

    การแผ่เมตตาจิต และ การปรับภพภูมิ
    เนื่องจากขณะนี้ได้เกิดภัยพิบัติ ตามภูมิภาคต่างๆทั่วโลกเป็นอันมากตายกันเยอะ ทั้งคน ก็ดี
    สัตว์ก็ดี ถึงเวลาที่จิตวิญญาณต่างๆ สะสมตัวในรูปของสัมภเวสี บ้าง พลังงานด้านลบ ต่างๆบ้าง
    เมื่อสะสมมากจนเกินไป ก็เป็นลูกโซ่ย้อนกลับมา ส่งผลเร่ง ให้เกิดภัยพิบัติอื่นติดตามมาเป็นลูกโซ่

    พลังงานจิตของดวงวิญญาณทั้งหลายส่วนใหญ่ ตายอย่างไม่รู้ตัวบ้างตายแล้วเกิดความกลัวบ้าง
    ตายแล้วเกิดความอาฆาตแค้นบ้าง เป็นพลังงานด้านลบทั้งสิ้น วิธีแก้ไข ก็คือ เราทุกๆคนต้องช่วยกัน
    แผ่เมตตาจิตอุทิศบุญไปให้พวกเขาทั้งหลาย ให้ได้รับผลบุญ และ ไปเกิดไปจุติยังภพภูมิที่เป็น
    สุขคติภูมิ มีสวรรค์ พรหมและมีพระนิพพานเป็นที่สุด โดยมีลำดับ กำลังวิธีการดังนี้

    1.การแผ่เมตตาจิตของ ผู้ที่ไม่ได้ทิพยจักษุญาณ
    พึงตั้งจิตอธิษฐานระลึกถึงบุญกุศลของตัวเราเอง ตั้งเจตนาอุทิศบุญกุศล
    ความดีทั้งหลายให้กับ ทุกดวงจิต ที่ประสบทุกข์กรรมเวียนว่ายต ค้างอยู่ผิดภพ ผิดภูมิ
    ให้ได้รับส่วนบุญส่วนกุศล และ เราปรารถนาให้เขาทั้งหลาย ได้เกิด ในภพภูมิ ที่ดีกว่า แบบนี้
    ได้ผลบ้างตามกำลังบุญกำลังสมาธิของผู้อุทิศ หากร่วมใจอุทิศกันมากๆหลาย ๆ คนร่วมใจกัน
    ก็เกิดผลที่ดีได้ไม่น้อย " ขอให้ร่วมใจกันทำอย่าได้ท้อถอย "

    2.การอุทิศบุญของ ผู้ที่ได้ทิพย์จักษุญาณ และ มโนมยิทธิ
    ลำดับที่หนึ่งก็คือ การอธิฐานนำ อาทิสมานกาย ไปยังสถานที่แห่งนั้น จากนั้น ก็ตั้งจิต แผ่บุญกุศล
    เป็น รัศมีจากกายทิพย์ของตนเองแผ่ไปยังดวงจิต และ สัมภเวสี ทั้งหลายที่ปรากฏให้เห็นใน จิต
    ของเรา เมื่อเราแผ่เมตตาไปแล้วจะปรากฏเห็น " กายของสัมภเวสี ที่มาขอส่วนบุญ จะ เปลี่ยน เป็น
    กายที่สว่าง " และ เปลี่ยนสภาวะกาย อาจเป็นกายทิพย์ ของภพภูมิ ของเทวดาบ้าง พรหมบ้าง

    ตรงนี้มีผลในการช่วยได้มาก มีประโยชน์สูงแต่ยังช่วย
    ไม่ได้ ทั้งหมด หรือ มากพอ มีวิธีการอื่นที่มีผลสูงขึ้นไปกว่านี้อีก

    [​IMG]

    3.การตั้งจิตอธิฐาน รวมบุญบารมีของเราเอง
    ตั้งแต่อดีต ถึงปัจจุบัน และ ที่จะทำต่อไปในอนาคนให้มารวมตัวกันก่อน
    แล้ว จึงแผ่อุทิศส่วนกุศลออกไปยัง ดวงจิต ทั้งหลาย อุปมาดังที่เรากำลังจะยกของหนัก
    ต้องมีการรวบรวมแรงก่อน การแผ่เมตตาจิตแบบนี้ เราจะเห็น ( ในจิต ) ได้ว่า มีผลสูงกว่า
    ขึ้นไปอีกช่วยให้ดวงจิตดวงวิญญาณ ปรับภพภูมิที่สูง ขึ้นไปได้จำนวนมากขึ้น

    การที่ดวงจิตต่าง ๆปรับภพภูมิไปเกิดยังที่ที่ดีกว่าได้นั้น
    เป็นผลจากโมทนามัยบุญ คือ การเสวยผลจากการ ยินดี ในบุญที่เราตั้งจิตอุทิศให้ดังนั้น
    จะมี ดวงจิต ที่โมทนา และ ไม่โมทนา ท่านที่โมทนาก็ไปได้ที่ไม่โมทนาก็ไปไม่ได้เป็นธรรมดา

    4. การแผ่เมตตาจิตโดยอาศัย การขออาราธนาบารมีแห่งพระพุทธเจ้า
    แห่งคุณพระรัตนไตร คุณครูบาอาจารย์ท่าน ให้โปรดเมตตามาสงเคราะห์ วิธีการ ก็คือ การ
    ตั้งจิต ระลึกถึงคุณ พระพุทธเจ้า คุณพระรัตนไตร พร้อมกับตั้งจิตระลึกถึงสิ่ง ศักดิ์สิทธิ์ ทุก ๆ ท่าน
    ทุก ๆ พระองค์ให้ท่านเมตตาแผ่ฉัพพรรณรังสีไปยังทุกดวงจิต ให้เขาได้รับบุญกุศลและโมทนาบุญ

    สำหรับวิธีนี้ เป็นวิธีที่ปลอดภัย เกิดผลอานิสงค์ สูงมากๆ หากเราสัมผัสในจิต
    จะพบว่า มี ดวงจิต ที่ปรับภพภูมิขึ้นสู่สุขคติภูมิแบบนี้เป็นจำนวนมากมาย
    เร็ว รวมทั้งกายที่เปลี่ยนไปนั้นมีแสงสว่างมากกว่า วิธีต้น ๆ มากมายนัก ครับ

    ที่แนะนำให้ใช้ก็ คือวิธีการที่ 4 นี้ ครับ ขอให้จำกันเอาไว้จงอย่าได้ใช้กำลังของตนเองอย่างเดียว
    ขออาราธนาบารมีพระท่านในการทำการทุกอย่างก่อนแผ่เมตตา ปรับภพภูมิ แล้วจงตั้งกำลังใจให้ถูก
    ก่อนว่า " เราทำไปก็เพื่อ " ปรารถนาให้ดวงจิตแห่งสรรพสัตว์ทั้งหลายไปจุติ ยังภพภูมิอันเป็น
    สุขคติมีสวรรค์ เป็นต้น มีพระนิพพานเป็นที่สุดด้วยเทอญ

     
  17. Sawiiika

    Sawiiika เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    8 เมษายน 2008
    โพสต์:
    1,811
    ค่าพลัง:
    +1,557
    15-05-2008, 12:09 AM
    Kananun<SCRIPT type=text/javascript> vbmenu_register("postmenu_568969", true); </SCRIPT>
    หัวหน้ากลุ่มพลังจิตพิชิตภัยพิบัติ

    ส่วนวิธีการนอกเหนือไปจากนั้นมีวิธีการโดยจำแนก พิสดารได้ดังนี
    ----------------------------------------------

    สวดบทพระจักรพรรดิ
    สายหลวงปู่ดู่ หลวงปู่ทวด หลวงต้าม้า วัดถ้ำเมืองนะ
    http://watthummuangna.com/Praysound.htm

    การอธิฐานจิตขอบารมี พระพุทธเจ้าเปิดโลก
    สำหรับผู้ปรารถนาพุทธภูมิ อย้ำว่าจงขอบารมีพระท่าน + ต้องขออนุญาตพระท่านก่อนทุกครั้ง
    วิธีการนี้ เหมาะสำหรับท่านที่ได้ เดินทางไปในสถานที่ที่มีผู้เสียชีวิตมากมี วิญญาณ ปรากฏชัดจน
    สัมผัสได้ทางกายหยาบเรา ก็ ขออนุญาต พระท่านขออาราธนาบารมีพระพุทธเจ้า เปิดโลก 3 ไตรภูมิ
    ให้ปรากฏในส่วนทิพย์ เปิดขึ้นจนเห็นพระนิพพาน จากนั้น ขอบารมีพระพุทธเจ้าท่านสงเคราะห์

    " แผ่รัศมีธรรมฉัพพรรณรังสีโดยตรงจากพระนิพพานไปยัง
    ทุกดวงจิต จนอาณาบริเวณนั้นสว่างไสว ดวงจิตที่ตกค้าง เปลี่ยนภพ
    ภูมิเปลี่ยนกายเป็นกายที่สว่างไสว ลอยขึ้นสู่สุขคติภูมิในที่สุด "

    วิธีนี้ให้ผล และ มีพลังสูงมาก มีอานิสงค์สูง ในการช่วยปลดปล่อยพลังงานที่ตกค้างผิดภพภูมิ

    [​IMG]

    แยกอาทิสมานกายออกไปแผ่เมตตาจิตทั่วอนันต์จักรวาล
    เป็นการเร่งบารมีของพระโพธิสัตว์ ซึ่งท่านจะ " แยกอาทิสมานกายออกเป็นจำนวนนับไม่ถ้วน "
    ประมาณมิได้กระจายออกไปทั่วอนันต์จักรวาลด้วยความเป็นทิพย์ และ แผ่เมตตาจิตออกไปช่วยออก
    ไปสงเคราะห์ จิตวิญญาณ ทั่วอนันต์จักรวาล ไม่มีขอบเขตแผ่รัศมีกายให้สว่างไสว ครอบคลุม
    ดวงจิต ที่อยู่ในวิสัย ให้พลอยสว่างไสว และ จุติยังภพภูมิอันเป็นสุขคติที่ดี จะเห็นว่ามีการแผ่เมตตา
    จิต ปรับภพภูมิ เพื่อช่วยเหลือสรรพวิญญาณหมู่มาก นอกเหนือจากการ แผ่เมตตาจิตอุทิศส่วนกุศล
    โดยตรง แบบเฉพาะเจาะจงบ้าง แบบเพื่อให้ญาติ พ่อ แม่บ้าง , แบบเพื่อให้เจ้ากรรมนายเวรบ้าง

    การแผ่เมตตาปรับภพภูมินี้เป็นงานที่เราต้องทำด้วยจิต ที่เป็น อุเบกขา
    เพราะ เป็นงานที่ทำไม่จบ บางคนที่เป็น มิจฉาทิฐิ มากก็ โมทนาบุญไม่ได้
    โมทนาบุญไม่เป็น บางกลุ่มบางจำพวกก็... มี อวิชชา มากไม่รับบุญก็มี

    ส่วนที่ร้อนวิชชาจะไปช่วยในนรกนั้น ต้องขอเตือนว่าอย่าได้
    ไปละเมิดกฎแห่งกรรม เพราะ เขาต้องรับผลกรรมของเขาเองตรงจุดนั้น
    ไปช่วยได้เฉพาะคน เฉพาะที่พระพุทธเจ้าท่านสั่งให้ไปช่วยเท่านั้น

    มีอีกกรณีหนึ่ง อย่างเช่น กรณีแผ่นดินไหวที่จีนเรามีความเป็นทิพย์เห็นคนที่เขาติดอยู่ใต้อาคาร
    จำนวนมาก แต่ยังไม่ตาย เราก็ตั้งจิตแผ่เมตตาให้กับเทวดา เทพรักษาตัวเขาให้ได้โมทนาบุญที่
    เราขอจากพระพุทธเจ้าท่าน ให้เทวดาเหล่านั้นโมทนาแล้วจึงขอให้ท่านไปช่วยดลจิตให้คนมา
    ช่วยคนที่ติดอยู่อีกที ซึ่งหากคนผู้นั้นยังไม่สิ้นอายุขัย ก็จะรอดมีคนมาช่วยโดยบังเอิญบ้าง
    มีความอดทนอยู่ได้นานจนมีคนมาช่วยทันบ้าง เมตตาแล้วต้องมีอุเบกขาด้วยเสมอ

    " ขอให้ จิต ที่เปลี่ยมไปด้วย เมตตาที่ไม่มีประมาณ ได้ รู้ตื่นากภายในดวงจิต ของ
    ทุก ๆ ท่านเพื่อยังประโยชน์ต่อส่วนรวม เป็นสำคัญ รู้หน้าที่ที่พึงกระทำ ต่อสรรพวิญญาณ
    ที่เสวยทุกข์อยู่นี้ ปรารถนาที่จะช่วยให้พวกเขาประสพแต่ความสุขพ้นจากความทุกข์
    พ้นภัยจาก วัฏฏสงสาร สัมผัสพระนิพพานอันเป็นบรมสุขด้วยเทอญ "
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 6 กุมภาพันธ์ 2009
  18. Sawiiika

    Sawiiika เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    8 เมษายน 2008
    โพสต์:
    1,811
    ค่าพลัง:
    +1,557
    25-10-2009,11:05 PM
    Kananun<SCRIPT type=text/javascript> vbmenu_register("postmenu_568969", true); </SCRIPT>
    หัวหน้ากลุ่มพลังจิตพิชิตภัยพิบัติ


    การคิดโดยการอาศัยธรรมชาติเป็นครู <!-- google_ad_section_end -->


    ทั้งครูทางธรรม และ ครูในการดำรงชีวิต " ธรรมชาติ " หมายถึงธรรม ( ความจริง )
    และ ชาตะ ( การกำเนิด ) ทุกสรรพสิ่งล้วนก่อกำเนิดจากธรรมชาติรวมทั้งมนุษย์เอง ก็เป็น
    ส่วนหนึ่งของสิ่งที่ธรรมชาติได้สร้างขึ้นด้วย เช่นกันดังนั้น มนุษย์เองควรที่จะเรียนรู้จากธรรมชาติ
    ใช้อาศัยธรรมชาติเป็นครูรวมทั้งดำเนินชีวิตให้สอดคล้องกลมกลืนกับ ธรรมชาติชีวิตจึงจะมี
    ความสุข จงนำเอาธรรมชาติมาเป็นครูในทางธรรม ดูง่ายๆก็ได้แก่ใบไมใบหนึ่งเริ่มผลิใบขึ้น
    ประดุจชีวิตที่กำเนิดมาแต่ละชีวิต และ เริ่มเติบโตขึ้น ดังวัยเด็กจน ใบไม้นั้นผลิใบ
    เต็มที่ดังวัยหนุ่มสาวจากนั้นก็ค่อยๆเหี่ยว เฉาดังวัยชราตราบจนหลุดร่วงจากขั้วกิ่ง
    ตกสู่พื้นดินดังชีวิตที่ตายหลุดล่วงไปในที่สุด


    [​IMG]
    </O:p

    " ธรรมชาติสอนสัจจรรมให้เราอยู่ในทุกเวลานาที
    เพียงแต่เราเห็น และ ได้ยินเสียงจากธรรมชาติได้แค่ไหน
    เราเปิดหัวใจสัมผัสธรรมมะที่บริสุทธิ์เหล่านี้ได้เพียงไร "


    สำหรับการดำเนินชีวิต ธรรมชาติเองก็สอนเราอยู่เสมอให้ดำรงชีวิตกันอยู่อย่างเกื้อกูลกันต้นไม้
    ให้ร่มเงาให้อาหารให้ยารักษาโรคให้เนื้อไม้ไว้ให้เราอยู่อาศัยให้อากาศที่สะอาดบริสุทธิ์ไว้ให้เราหาย
    ใจช่วยสร้างชั้นบรรยากาศไว้ปกป้องเราจากรังสีคอสมิคช่วยซึมซับรักษาความชื้นและอุณหภูมิ
    ไว้ให้เราทุกคน เย็นสบายส่วนทั้งคน และ สัตว์ก็ขับถ่ายออกมาเป็นอาหารเป็นปุ๋ยให้แก่ต้นไม้

    ตราบจนตายลงก็สลายกลายเป็นดินเป็นปุ๋ย เป็นอาหารให้แก่ต้นไม้วนเวียนกันไปอย่างนี้เป้นวัฏฏจักร
    ไปธรรมชาติเป็นวัฏฏจักรที่เกื้อกูลกัน สมดุลกันจึงจะเป็นปรกติสุขเมื่อไรที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเบียดเบียน
    กันธรรมชาติย่อมเสียสมดุลของมันกลไกธรรมชาติจึงต้องมีการปรับตัวตามกฎแห่งธรรมชาติ

    โลกที่สับสนวุ่นวายภัยพิบัติที่เกิดขึ้นทุกวันนี้เกิดขึ้นจากการที่ มนุษย์สำคัญตนเองผิด
    คิดจะควบคุมธรรมชาติเบียดเบียนเอาเปรียบสิ่งมีชีวิตอื่นๆที่อาศัยอยู่ร่วมกันบนโลกใบนี้
    กิเลสของมนุษย์นั้นคิดแม้กระทั่งต้องการยึดครองแย่งชิงดาวดวง อื่นดวงจันทร์ และ
    ดาวอังคารผลของความคิดผิดๆแบบนี้จึงส่งผลสะท้อนกลับมายังทุกสรรพชีวิตบนโลก
    พืช และ สัตว์ หลายเผ่าพันธุ์ต้องสูญพันธุ์ ไปอย่างน่าเสียดายเพราะความละโมบโลภมาก
    ในความต้องการทรัพยากรของมนุษย์ทั้งที่จริงเพียงแค่เปลี่ยนวิธีคิดสักนิด

    เพิ่มจิตสำนึกสักหน่อยเราทุกคนบนโลกก็สามารถ
    ที่จะมีทรัพยากรบนโลกใช้กันได้อย่างไม่มีที่สิ้นสุด

    ลองฝึกวิธีคิดแบบการมองธรรมชาติเป็นครูครับโดยเฉพาะอย่างยิ่งในทางธรรม ผมเองยังไม่เจอ
    สิ่งใดที่ผมรู้จักอยู่นอกสัจจธรรมของพระพุทธเจ้าที่ว่า " เกิดขึ้น ตั้งอยู่ และ ดับไป " เลยครับ

    ทุกสิ่งเป็นครูสอนธรรมทั้งหมดทั้งสิ้นครับ ไม่ควรไปยึดไปติด
    ไปเป็นเจ้าเข้าเจ้าของมันเพราะ มันไม่เที่ยงเป็นทุกข์เป็น อนัตตา ครับ

    มนุษย์นั้นเป็นส่วนหนึ่งที่ธรรมชาติได้สร้างขึ้น เมื่อเปรียบเทียบกับ อนันตจักรวาล แล้ว มนุษย์เล็ก
    และ ด้อยค่า ราวกับผงธุลีหรือเมล็ดทรายในท้องมหาสมุทรกว้างใหญ่ สิ่งเดียวที่ทำให้มนุษย์นั้น
    ยิ่งใหญ่จนเป็นปรากฏการณ์ที่สั่นสะเทือนจักรวาลทุกภพภูมิได้ ก็คือ จิตใจ ที่เปลื้องสรรพกิเลส
    ออกด้วย บารมี 30 ทัศน์จนบรรลุซึ่ง สัมมาสัมโพธิญาณ

    ตรัสรู้ได้โดยพระองค์เองด้วยสัพพัญญูญาณอันพิสุทธ์

    " ข้าพเจ้าขอน้อมเศียรกราบแทบบาทกระทำมหาโมทนาต่อพระพุทธเจ้าทุกๆพระองค์
    ในอดีตจนถึงองค์ปัจจุบันตลอดจนพระพุทธเจ้าที่จะพึงปรากฏต่อไปในอนาคตกาล
    ภายภาคหน้าเพื่อรื้อขนมวลสรรพสัตว์เข้าสู่นิพพานด้วยเทอญ "
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 24 เมษายน 2009
  19. Sawiiika

    Sawiiika เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    8 เมษายน 2008
    โพสต์:
    1,811
    ค่าพลัง:
    +1,557
    27-06-2008, 10:58 PM
    kananun<SCRIPT type=text/javascript> vbmenu_register("postmenu_568969", true); </SCRIPT>
    หัวหน้ากลุ่มพลังจิตพิชิตภัยพิบัติ

    เคล็ดในการใช้คาถา " มงกุฎพระพุทธเจ้า "
    เนื่องจากตอนนี้ หลาย ๆ คนถูกรบกวนจากเจ้ากรรนายเวรกัน มีหลายรูปแบบ
    ซึ่งก็ปรากฏว่า ได้ใช้คาถาบทนี้กัน โดยอัตโนมัติ และ ได้ผลครับ

    คาถามีอยู่ว่า . . .

    " อิติปิโส วิเสเสอิ อิเสเส พุทธนาเมอิ อิเมนา พุทธตังโสอิอิโสตัง พุทธปิติอิ "
    ว่า 3 จบ 9 จบ สำหรับอานิสงค์ของคาถานี้เป็น คาถาครอบจักรวาล เรานำไปใช้ในทางกุศลได้
    ทุกๆ เรื่อง โดยมีประวัติ ของการใช้คาถานี้มายาวนาน ส่วนใหญ่ในราชสำนัก แม้ พระบาทสมเด็จ
    พระจุลจอมเกล้า รัชกาลที่ 5 ท่านก็ทรงพระคาถานี้เป็นประจำมีที่ปรากฏเป็นปาฏิหาริย์ ก็ครั้งที่
    ถูกทูตต่างประเทศนำม้าเทศตัวใหญ่แต่เป็นม้าพยศ มาท้าให้ท่านทรงพระองค์ท่านได้ใช้พระคาถานี้
    เสกหญ้าให้ม้ากินก่อนม้าตัวนั้นก็กลับเชื่องให้พระองค์ทรงม้า แต่โดยดีเรื่องนี้ทำให้รัชกาลที่ 6

    ผู้ทรงสร้างพระบรมรูปทรงม้าถวายเสด็จพ่อของท่าน
    ได้ทรงแฝงนัยยะแห่งกฤษดาอภินิหารนี้เพื่อเทิดทูนพระคุณท่านเอาไว้

    คราวนี้เรามาดูว่าเคล็ดในการว่าคาถาบทนี้กัน

    หลักในการว่าคาถาให้มีความศักดิ์สิทธิ์นั้น มีพื้นฐานจาก " จิต " เป็นสำคัญ หากจิตมีสมาธิสูง
    ตั้งมั่นคาถาก็ยิ่งทรงความศักดิ์สิทธิ์ ดังนั้นระหว่างที่ว่าคาถาให้ จับลมหายใจสบายพร้อม ๆ กับ
    การภาวนาคาถาบทนี้ เป็นขั้นที่ 1 ระดับสูงกว่านี้ ในสมัยกรุงศรีอยุธยา ท่านใช้คาถาบทนี้
    โดยมีนิมิต กำกับคาถา โดยทรงพุทธนิมิต ไว้ดังนี้ โดยตั้งกำลังใจว่าเรา ขอกราบอาธารณาบารมี
    พระพุทธเจ้าเสด็จประทับเหนือเศียรเกล้าของข้าพเจ้าเพื่อ.......ปกปักรักษาคุ้มครองข้าพเจ้าด้วยเทอญ

    จากนั้นทำตามได้เลยครับ

    " อิติปิโส วิเสเสอิ อิเสเสพุทธนาเมอิ อิเมนา พุทธตังโสอิ อิโสตังพุทธปิติอิ "
    เมื่อว่าคาถาจบ คาบที่ 1 ก็กำหนดอาราธณาพุทธนิมิต
    อยู่เบื้องหน้าของศีรษะของเรา และ ทรงพุทธนิมิตนี้เอาไว้

    " อิติปิโส วิเสเสอิ อิเสเส พุทธนาเมอิอิเมนา พุทธตังโสอิ อิโสตัง พุทธปิติอิ "
    ว่าคาถาจบที่ 2 ก็กำหนดพุทธนิมิตอีกพระองค์หนึ่ง อยู่เบื้องขวา
    ของศีรษะของเรา และ ทรงพุทธนิมิตทั้งหมดเอาไว้

    [​IMG]

    " อิติปิโส วิเสเสอิ อิเสเสพุทธนาเมอิ อิเมนา พุทธตังโสอิ อิโสตังพุทธปิติอิ "
    ว่าคาถาจบที่ 3 ก็กำหนดพุทธนิมิตอีกพระองค์ อยู่ด้านหลังของศีรษะเรา และ ทรงพุทธนิมิตเอาไว้

    " อิติปิโสวิเสเสอิ อิเสเส พุทธนาเมอิ อิเมนา พุทธตังโสอิ อิโสตังพุทธปิติอิ "
    ว่าคาถาจบที่ 4 ก็กำหนดพุทธนิมิตอีกพระองค์ อยู่ด้านซ้าย และ ทรงพุทธนิมิตเอาไว้

    " อิติปิโส วิเสเสอิ อิเสเสพุทธนาเมอิ อิเมนา พุทธตังโสอิ อิโสตังพุทธปิติอิ " ว่าคาถาจบที่ 5 ก็กำหนด
    พุทธนิมิตอีกพระองค์อยู่ด้านตะวันออกเฉียงเหนือของศีรษะของเรา และ ทรงพุทธนิมิตเอาไว้

    " อิงติปิโสวิเสเสอิ อิเสเส พุทธนาเมอิ อิเมนา พุทธตังโสอิ อิโสตังพุทธปิติอิ " ว่าคาถาจบที่ 6 ก็กำหนด
    พุทธนิมิตอีกพระองค์ อยู่ด้านตะวันออกเฉียงใต้ของศีรษะของเรา และ ทรงพุทธนิมิตเอาไว้

    " อิติปิโส วิเสเสอิ อิเสเส พุทธนาเมอิ อิเมนาพุทธตังโสอิ อิโสตัง พุทธปิติอิ " ว่าคาถาจบที่ 7 ก็กำหนด
    พุทธนิมิตอีกพระองค์ อยู่ด้านตะวันตกเฉียงใต้ของศีรษะของเรา และ ทรงพุทธนิมิตเอาไว้

    " อิติปิโส วิเสเสอิ อิเสเส พุทธนาเมอิ อิเมนาพุทธตังโสอิ อิโสตัง พุทธปิติอิ " ว่าคาถาจบที่ 8 ก็กำหนด
    พุทธนิมิตอีกพระองค์ อยู่ด้านตะวันตกเฉียงเหนือของศีรษะของเรา และ ทรงพุทธนิมิต
    เอาไว้ทั้ง 8 พระองค์เรียงวนรอบศีรษะของเรา

    " อิติปิโส วิเสเสอิ อิเสเสพุทธนาเมอิ อิเมนา พุทธตังโสอิ อิโสตังพุทธปิติอิ "ว่าคาถาจบที่ 9 กำหนด
    พุทธนิมิตพระพุทธเจ้าองค์ใหญ่เสด็จประทับกึ่งกลางศีรษะเป็นยอดมงกุฎเปล่งประกายพรึก
    ทุกๆพระองค์เป็น มงกุฎเพชรพระพุทธเจ้าทั้งเก้าพระองค์บนเศียรเกล้าของเรา

    เมื่อทำได้แล้วจะเข้าใจได้ทันทีว่าคาถานี้ทำไมจึงมีชื่อว่า คาถามงกุฎพระพุทธเจ้า และ ให้ทรง
    มงกุฎพระพุทธเจ้านี้เอาไว้ตลอดเวลาเป็นการทรงอารมณ์ในพุทธานุสตกรรมฐาน
    คืนเดียวเห็นผลมีความก้าวหน้ามาเล่าให้เพื่อนๆท่านอื่นฟังด้วยครับ

    .
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 25 เมษายน 2009
  20. Sawiiika

    Sawiiika เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    8 เมษายน 2008
    โพสต์:
    1,811
    ค่าพลัง:
    +1,557
    26-06-2008, 10:32 PM
    kananun<SCRIPT type=text/javascript> vbmenu_register("postmenu_568969", true); </SCRIPT>
    หัวหน้ากลุ่มพลังจิตพิชิตภัยพิบัติ



    ขออธิบายในนัยยะที่พระพุทธองค์ท่านทรงสรุปรวมในหลัก
    ของพระพุทธศาสนาที่ท่านทรงอธิบายสำหรับผู้ใหม่ในธรรมดังนี้

    ทำกุศลกรรมทำความดี (rose) ละบาปอกุศล (rose) ทำจิตใจเราให้บริสุทธิ์ (rose)

    เป็นการสรุปรวมอย่างง่ายที่สุดแต่ครั้นอธิบายให้ละเอียดก็สามารถ
    แยกย่อยออกไปได้จนถึงธรรมมะชั้นสูงมีพระนิพพานเป็นที่สุด

    ข้อแรก การสร้างกุศลสร้างความดี มีทานเป็นบารมีต้นตลอดไป จนถึงคุณความดีอื่นๆ
    ทำให้เป็นปกติทำให้เป็นกิจวัตร ตั้งกำลังใจของเราว่าหากแม้นวันใดเรายังไม่ได้ ทำความดี นับว่า
    วันนั้นเรายังใช้ไม่ได้ทำความดีให้เป็นปกติเป็นเนื้อเดียวกับจิตใจของเราเอาไว้ แม้เป็นความดีของ
    ผู้อื่นเรื่องราวความดีของคนอื่นเราก็จงตั้งจิตโมทนาบุญกับความดีของเขา เมื่อเรามีกุศล
    เป็นปกติเราก็ย่อมไม่มีที่ไม่มีช่องว่างให้ความชั่วเข้าสู่หัวจิตหัวใจของเราได้
    <?xml:namespace prefix = o ns = "urn:schemas-microsoft-com[​IMG]</o:lock>
    [​IMG]

    ข้อสอง ละบาป อกุศล ออกจากทั้งกายวาจา ใจ ข้อนี้ มีศีลบารมี
    เป็น บารมี ต้นมี กุศลกรรมบถ 10 และ พรหมวิหาร 4 เป็นเครื่องหล่อเลี้ยงคุณธรรมทำกำลังใจ
    ของเราว่าเมื่อจิตใจของเราทรงอยู่ในความดีเป็นปกติแล้ว ขึ้นชื่อว่ามลทินความชั่วใดเราก็ย่อม
    ไม่ปรารถนาให้แปดเปื้อนกับจิตใจของเราเด็ดขาด อุปมาดั่งเราถนอมรักษาผ้าขาวของเราไว้จาก
    ฝุ่นผงธุลีทั้งปวงข้อนี้แม้เพียงเรื่องราวที่เป็นความชั่วช้าใดเราก็ไม่ไปรำลึกถึง ไม่แม้จะคิด ก็ตาม
    อย่ามาคาดถึงการลงมือทำเลย ขึ้นชื่อว่าความชั่วใดเราไม่ปรารถนา ที่จะทำเพราะหัวจิตหัวใจของ
    เราเต็มไปด้วยจิตใจที่ดีงามปรารถนาดีต่อสรรพสัตว์ทั้งปวงและส่วนรวมด้วยอำนาจของพรหมวิหาร 4
    อยู่เต็มหัวใจแล้วนั่นเอง...ข้อที่พลาด กันมากก็คือการที่จิตใจของเรายังชินยังอเร็จอร่อยอยู่กับ
    อารมณ์ชั่วอยู่มัวเมากับ ความโลภเผ็ดร้อนการการด่าว่าสนุกกับการ นินทาว่าร้าย และ
    ที่สำคัญก็คือ การเพ่งโทษโจทย์ความชั่วของผู้อื่น ว่าคนนี้ เลวอย่างนี้คนนี้ผิดอย่างนั้นโดยที่ลืมนึก
    ไปว่าความชั่วความเลวไม่ว่าจะเป็นของตัวเราหรือผู้อื่นก็คือ " อกุศล " เมื่อเรามัวไปหลงคิดว่าเรา
    หวังดีกับ เขาทำไมเขาไม่ทำอย่างนั้นไม่ทำอย่างนี้ ก็เท่ากับว่า ตัวเราเองปล่อยให้ " อกุศลกรรม "
    ความชั่วเข้ามาอยู่เต็มหัวจิตหัวใจ เต็มปาก ของเรากลายเป็นว่าเราเอาผ้าขาวที่เราสู้อุตสาห์ทำนุ
    ถนอมเป็นอย่างดีมาเช็ดขี้เช็ดอุจจาระของชาวบ้านเขา ..ดังนั้น เราเองก็ย่อมต้องระมัดระวังอกุศล
    ของเราเอง และของบุคคลอื่นด้วยมองแต่ความดีของเขาแล้วโมทนาเป็นพอ ส่วนอกุศลกรรม
    เราวางแล้วปล่อยไปตามกฎของกรรมหากช่วยได้ช่วยด้วย พรหมวิหาร 4 หากช่วยไม่ได้ไม่ใช่วิสัย

    ข้อที่สาม คือ การทำความบริสุทธิ์ ของจิตนั้นเล่า คือการเจริญสมาธิทั้งสมถะวิปัสสนา
    เพื่อทำจิตให้สงัด จากนิวรณ์ 5 ประการ เป็นเบื้องต้นก่อนที่จะเจริญวิปัสสนาญาณในฌานสมาธิ
    เพื่อการตัด สังโยชน์10 ประการ ให้สิ้นไปในที่สุดหากเราพิจารณาดู
    แล้วหลักที่พระพุทธองค์ท่านทรงวางไว้ย่อมทำให้

    จิตของเรามีแต่บุญแต่กุศลเป็นปกติจิต (rose)
    (rose) ชำระล้างอกุศลออกไปจากจิตจนไม่เหลือที่ให้บาปอกุศล
    จนเมื่อจิตสะอาดดีควรแก่การทั้งปวงแล้วจึงเจริญสมาธิ (rose)
    (rose) ธรรมอันเป็นเครื่องหลุดพ้นจากการเกิดทั้งปวง

    หวังว่าธรรมมาอธิบายโดยนัยอันพระอริยะเจ้าสายท่านธรรมยุติท่านหนึ่งท่านได้เมตตา
    มาสงเคราะห์นี้จะพึง เกิดมรรคผลการเข้าถึงซึ่งความดีของผู้ตั้งใจปฏิบัติธรรมด้วยเทอญ
     
สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้

แชร์หน้านี้

Loading...