เรียนเชิญ ผู้ปฏิบัติสติปัฏฐานสี่ตามแนววิชชาธรรมกาย

ในห้อง 'อภิญญา - สมาธิ' ตั้งกระทู้โดย พุทโธอวโลกิเตศวร, 21 สิงหาคม 2014.

สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้
  1. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    12,532
    กระทู้เรื่องเด่น:
    99
    ค่าพลัง:
    +54,160
    12388078_440750016122822_409981350_n.jpg

    ถามว่า ในปัจจุบันนี้ ถ้าว่ากันตามหลักการ ปฏิบัติแบบมโนมยิทธิมีสายปฏิบัติไหนที่ใกล้เคียงที่สุดต้องบอกว่าแบบธรรมกายใกล้เคียงที่สุด
    ธรรมกายนั้นจริงๆแล้วเป็นต้นแบบของมโนมยิทธิ เนื่องจากว่า ธรรมกายนั้นมีพื้นฐานมาจากกสิณ โดยเฉพาะอาโลกกสิณ คือการกำหนดลูกแก้ว ส่วนมโนมยิทธินั้น เป็นการใช้ผลของกสิณ คิดให้ดีๆนะ อย่างหนึ่งเริ่มตั้งแต่สร้างเหตุ ส่วนอีกอย่างหนึ่งใช้ผลเลย

    ถ้าจะเปรียบไปแล้ว ก็เหมือนกับเราสร้างบ้าน ธรรมกายจะเริ่มตั้งแต่ถมพื้นที่ ออกแบบ วางแปลน เทฐานรากขึ้นมา จนกระทั่งสร้างเป็นบ้านเสร็จ เรียบร้อย ส่วนมโนมยิทธินั้น เป็นลูกคนรวย ควักเงินในกระเป๋าไปซื้อบ้านสำเร็จรูป ก็มีที่อยู่เหมือนกันใช่ไหม แต่ถ้าเอาพื้นฐานแล้วจะสู้ธรรมกายไม่ได้ เพราะว่าธรรมกายเริ่มจากนับหนึ่งมาเลย จะมีความมั่นใจกว่ามาก เพราะเริ่มต้นมาจากพื้นฐาน

    แต่ถ้าหากเราซักซ้อมจนคล่องตัวท้ายสุดก็จะเหมือนกัน เพราะว่ามาจากหลักเดียวกัน คือพื้นฐานของกสิณ เพียงแต่ว่ามโนมยิทธินี้ในอดีตเราทำได้ ปัจจุบันไม่ได้ทำ ก็แค่มาย้อนทวนของเก่า มีเงินเต็มกระเป๋าแต่เปิดใช้ไม่เป็น ครูจะมีหน้าที่บอกว่า ต้องเปิดกระเป๋าอย่างไรเท่านั้น แต่ถ้าธรรมกายนี่เราต้องทำงานอาบเหงื่อต่างน้ำ หาเงินมาเองเลย เพราะฉะนั้น.....พื้นฐานจึงแน่นกว่ามาก....

    ในพระไตรปิฎกมีตัวอย่างที่ชัดที่สุดก็คือ....พระจูฬปันถกเถระ....พระบาลีบอกว่า มโนมยิทธิของพระ จูฬปันถกเถระ นี้ เป็นเอตทัคคะ คือเลิศที่สุดในหมู่สาวกทั้งปวงของพระพุทธเจ้า สามารถถอดกายในออกมาอยู่ตรงหน้าของตัวเองได้เหมือนอย่างกับถอดใส้หญ้าปล้องหรือว่าชักดาบออกจากฝักกลายเป็นอีกองค์หนึ่งอยู่ข้างหน้าเลยและท่านสามารถกำหนดได้มากถึง 1,000 องค์ แล้วทั้ง1,000 องค์นั้นสามารถทำงานคนละอย่างกันด้วย

    จากหนังสือกระโถนข้างธรรมาสน์ฉบับพิเศษ หน้า 62/63 พระอาจารย์เล็ก วัดท่าขนุน กาญจนบุรี


    https://www.facebook.com/photo.php?...042.1073741826.100005634826993&type=3&theater
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  2. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    12,532
    กระทู้เรื่องเด่น:
    99
    ค่าพลัง:
    +54,160
    17952775_673906869477155_1699416319472475192_n.jpg

    พระธรรมเทศนา “ธรรมทั้งหลายเกิดแต่เหตุ"
    โดย พระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร)
    หลวงพ่อวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ
    เมื่อ ๓๑ ตุลาคม ๒๔๙๗
    (คัดลอกบางส่วน)

    http://www.dhammakaya.org/ธรรมะ/พระธรรมเทศนา-โดย-พระมงคลเทพมุนี/ธรรมทั้งหลายเกิดแต่เหตุ
     
  3. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    12,532
    กระทู้เรื่องเด่น:
    99
    ค่าพลัง:
    +54,160
    ถาม---การกำหนดจุดกึ่งกลางของลูกแก้ว หรือลูกกลมสีขาว ถ้ากำหนดแล้ว เห็นเป็นจุดสีดำ หรือ จุดสีขาวมีขอบดำ จะเป็นการขัดต่อหลักของอาโลกกสิณ หรือไม่ ?

    --------------------------------------------------------------------


    ตอบ


    ถ้าใครนึกให้เห็นลูกแก้วหรือดวงแก้ว หรือดวงขาวแต่ยังไม่ใส แล้วเห็นจุดกึ่งกลางเป็นสีดำ หรือเห็นจุดสีขาวมีขอบสีดำ นี้ท่านเห็นเจตสิกธรรมคือธรรมชาติที่เกิดขึ้นพร้อมกับจิตใจ ของจริงแล้ว ให้เข้าใจไว้ แต่เป็นธรรมชาติของจริงฝ่ายธรรมดำหรือภาคดำ ที่เรียกว่าอกุสลาธัมมา ธาตุธรรมดำนั้น กรณีที่เห็นนี้ เป็นได้ 2 ประการคือ


    ประการที่ 1 คือ เป็น “อวิชชา” เป็นอวิชชานิวรณ์ที่ห่อหุ้ม “ดวงรู้” ของผู้ที่เห็นนั้น ไม่ให้ขยายโตขึ้น

    ที่เรียกว่า “ใจ” นั้นประกอบด้วยดวงเห็น ดวงจำ ดวงคิด และดวงรู้ ซึ่งขยายส่วนหยาบออกมาจากธาตุละเอียดของนามขันธ์ 4 คือ เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ และวิญญาณขันธ์ ที่ตั้งซ้อนกันอยู่เป็นชั้นๆ เข้าไป ณ ภายใน ตรงกลางธาตุละเอียดของรูปขันธ์ ตรงกลางกำเนิดธาตุธรรมเดิม ซึ่งตั้งอยู่ตรงศูนย์กลางเหนือระดับสะดือ 2 นิ้วมือ

    ต้องใช้อุบายกำจัดเสีย คือถ้าเห็นจุดเป็นสีดำ ให้นึกอธิษฐานจิตละลายธาตุธรรมนั้นเสีย เสมือนหนึ่งว่าจุดเล็กใสนั้นถูกห่อหุ้มด้วยควันดำหรือว่าหมอกดำ หรืออะไรสีดำก็แล้วแต่ ที่เราต้องชำระล้างด้วยน้ำใส ล้างด้วยน้ำกรดใส สมมุติอย่างนั้น ให้ปรากฏเห็นใสบริสุทธิ์เหมือนเพชรลูกหรือแก้วเจียรนัยที่ใสบริสุทธิ์ แล้วจึงจรดใจนิ่งลงไปที่กลางของกลางจุดเล็กใสนั้น นิ่งเฉยๆ อธิษฐานให้จุดเล็กใสนั้นขยายออก จะมีจุดเล็กใสขึ้นมาอีก แล้วก็นิ่งไปกลางจุดเล็กใสนั้น ขยายออกแล้วจะเห็นดวงใสสว่างปรากฏขึ้น

    แต่ถ้ายังเห็นสีดำอยู่อีก ให้อธิษฐานละลายธาตุธรรมดำนั้น จนกว่าจะเห็นใสขึ้นมา บางทีบางท่านอาจจะเห็นเหมือนกับมีน้ำชำระล้างดวงนั้นให้ใสขึ้นๆ ก็มี หรืออาจจะนึกเห็นจุดเล็กใสที่เห็นอยู่ลึกลงไปกว่านั้น แล้วให้กำหนดใจไปหยุดที่จุดเล็กใสนั้นขยายศูนย์กลางที่ใสออก มลทินคือความดำนั้นก็จะหายไป

    เรื่องนี้สำคัญมาก คุณหมอและทุกท่าน จงจำไว้เชียว ที่เห็นเป็นสีดำนั้นน่ะคือธรรมชาติฝ่ายธาตุธรรมดำ เรียกว่า “อกุสลาธัมมา” อันได้แก่ อวิชชา กิเลส ตัณหา เป็นต้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่เห็นเป็นสีดำๆ ไม่ดำสนิทนัก หุ้ม “ดวงเห็น” เป็นปฏิฆานุสัย และที่หุ้ม “ดวงคิด” หรือจิตนั้นเป็นกามราคานุสัย และส่วน “อวิชชานิวรณ์” อันเกิด แต่อวิชชานุสัย ที่หุ้ม “ดวงรู้” อยู่ ไม่ให้ขยายโตเต็มธาตุเต็มธรรมได้ ก็เพราะเจตสิกธรรมคือ ธรรมชาติฝ่ายธรรมดำนี้แหละที่เกิดขึ้นพร้อมกับจิตใจ เป็นของจริงนะ ไม่ใช่ของปลอม เป็นตัว “สมุทัยสัจจะ” ทีเดียว

    ประการที่ 2 ทีนี้ คุณหมอเป็นนายแพทย์ต้องรู้ต่อไปอีก นี้นอกวิชาหมอละ ถ้าเห็นเป็นดวงดำสนิทเหมือนถ่าน ก็ให้พึงรู้เถอะว่านั่นเป็นโรคภัยไข้เจ็บ ให้รีบกำจัดเสียอีกเช่นกัน แต่ถ้าเห็นเป็นดวงดำมันเลื่อมต้องรีบแก้ไข กำจัดดวงดำนั้นโดยพลัน ถ้าว่ายังไม่ใสก็ต้องเพียรกำจัดให้ใสทีเดียว ถ้ายังไม่ใสก็ไม่หยุดละ ต้องทำให้ใสให้ได้ เพราะเป็นตัว “ทุกขสัจจะ” กล่าวคือ

    ที่เห็นเป็นสีดำๆ แต่ไม่ดำสนิทนัก หุ้มเห็น-จำ-คิด-รู้ อยู่ นั้นคือ ปฏิฆานุสัย กามราคานุสัย และอวิชชานุสัย เป็นตัว “สมุทัยสัจจะ”
    แต่ถ้าเห็นเป็นดวงดำสนิทเหมือนถ่าน นั้นเป็น “ดวงเจ็บ” คือมีหรือกำลังจะมีโรคภัยไข้เจ็บ ให้รีบแก้ไขให้ผ่องใสเสีย
    ถ้าเห็นเป็นดวงดำมันเลื่อมเหมือนสีนิลละก็ นั่นเป็น “ดวงตาย” ถ้าดวงตายมาจรดนานซักระยะหนึ่ง ให้ดวงธรรมของมนุษย์ขาดจากของกายทิพย์แล้ว คนนั้นจะตายทันที นี่คือ “ทุกขสัจจะ” ได้แก่ เกิด แก่ เจ็บ ตาย ตามที่รู้เห็นกันในวิชชาธรรมกาย เกิด แก่ เจ็บ ตาย นั่นแหละตัวทุกขสัจจะเลยทีเดียว




    เรื่องนี้สำคัญนัก ที่หลวงพ่อวัดปากน้ำ พระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร) ท่านเจริญภาวนาแก้โรคภัยไข้เจ็บ ก็แก้ที่ธาตุละเอียดของธาตุน้ำ-ดิน-ไฟ-ลม ของผู้ป่วยนั่นเอง

    วิธีแรก ท่านสอนให้ผู้ที่ปฏิบัติถึงธรรมกายและเจริญวิชชาธรรมกายชั้นสูงได้ ให้น้อมนำเอาธาตุธรรมของผู้ป่วยมาเจริญวิชชาธรรมกายชั้นสูง พิสดารกายผ่านศูนย์กลางธาตุธรรมของผู้นั้น เพื่อชำระธาตุธรรมให้บริสุทธิ์ผ่องใสจากธาตุธรรมของภาคดำที่เขาสอดละเอียด “ดวงเจ็บ” และ/หรือ “ดวงตาย” อันเป็นวิบากคือผลของอกุศลกรรม ได้แก่ การทำปาณาติปาตแต่อดีตนั้นแหละเข้ามาในธาตุธรรมของคนไข้ให้เจ็บไข้ เมื่อชำระธาตุธรรมของคนไข้นั้นให้บริสุทธิ์ผ่องใสได้ โรคก็หาย ถ้าทำได้บริสุทธิ์บางส่วน เพราะเป็นกรรมหนัก ก็ผ่อนหนักเป็นเบา คือได้ผลเพียงแต่บรรเทาหรือชั่วคราว

    แต่ผู้ทำวิชชาแก้โรคผู้อื่นนี่ก็มีอัตราเสี่ยงอยู่ระดับหนึ่งเหมือนกัน คือถ้าว่าชำระธาตุธรรมของเขาแล้ว ตัวเองไม่ชำระธาตุธรรมของตนเองให้บริสุทธิ์สุดละเอียดแล้ว มีโอกาสติดโรคนั้นด้วย เพราะฉะนั้นอาตมาจะไม่แนะนำให้ใครไปแก้โรคถ้ายังไม่ได้วิชชาชั้นสูง

    มีอีกวิธีหนึ่ง ที่เขาทำวิชชาแก้โรค แทนที่จะเอาธาตุธรรมของผู้ป่วยนั้นมาที่ศูนย์กลางตน กลับอธิษฐานตั้งเครื่องธาตุธรรมจากตนไปสู่คนป่วย แล้วให้เครื่องธาตุธรรมนั้นเดินวิชชาให้ใส ในธาตุธรรมของผู้นั้น ถ้าทำได้หมดจดก็เป็นอันโรคหาย ถ้าทำได้เท่าไหร่ก็ได้ผลเท่านั้น

    เรื่องธาตุละเอียดของสัตว์โลกนี้ จะเล่ารายละเอียดให้ฟังพอเข้าใจว่า ตรงกลางกำเนิดธาตุธรรมเดิม ตรงศูนย์กลางกายเหนือระดับสะดือ 2 นิ้วมือนั้นเป็นที่ตั้งธาตุละเอียดของขันธ์ 5 คือธาตุละเอียดของ “รูปขันธ์” ประมาณเท่าเมล็ดโพธิ์เมล็ดไทร กลางรูปขันธ์จะมีธาตุละเอียดของ “นามขันธ์ 4” คือธาตุละเอียดของ เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ซ้อนกันอยู่เป็นชั้นๆ กลางของกลางของกันและกันเข้าไปข้างใน

    เฉพาะแต่ธาตุละเอียดของ “รูปขันธ์” ขยายส่วนหยาบออกมาเป็น “ดวงกาย“ ที่เรานั่งเจริญภาวนา เมื่อใจหยุดนิ่งแล้วเห็นเป็นดวงใสนั่นแหละ ดวงกายดวงนั้นขยายส่วนหยาบมาจากรูปขันธ์ และภายในดวงกายนั้นยังมีธาตุละเอียดของมหาภูตรูป 4 คือ ธาตุน้ำ ดิน ไฟ ลม เป็นศูนย์เล็กๆ 4 ศูนย์ ลอยอยู่ในดวงธรรมนั้น ธาตุละเอียดของธาตุน้ำอยู่ส่วนหน้า ขวาธาตุดิน หลังธาตุไฟ ซ้ายธาตุลม ตรงกลางอากาศธาตุ กลางอากาศธาตุมีวิญญาณธาตุ

    วิญญาณธาตุนั้นซ้อนอยู่กลางของกลางที่สุดของนามขันธ์ 4 ซึ่งขยายส่วนหยาบ ออกมาเป็น เห็น จำ คิด รู้ รวมเรียกว่า “ใจ”

    แต่เฉพาะที่ว่า ธาตุละเอียดของมหาภูตรูป 4 คือ น้ำ ดิน ไฟ ลม นั้น ทำหน้าที่ควบคุมของเหลว ส่วนที่หยาบแข็ง อุณหภูมิ และลมปราณที่ปรนเปรออยู่ในร่างกายให้อยู่ในสภาวะพอเหมาะ แต่ละธาตุต่างทำหน้าที่คนละอย่าง ส่วนอากาศธาตุทำหน้าที่ควบคุมช่องว่างภายในร่างกายให้อยู่ในสภาวะพอเหมาะ ธาตุทั้งหมดนั่นแหละที่เจริญเติบโตขึ้นมาเป็นธาตุหยาบ คือ กายเนื้อนี่แหละ ที่โบราณท่านว่าธาตุแตกน่ะ หมายเอาธาตุละเอียด ณ ภายใน แตกคือคุมกันไม่ติด แล้วธาตุข้างนอกจึงแตกคือตาย เพราะ “ทุกขสัจจะ” อยู่ข้างใน เมื่อดวงตายมาจรดตรงกลางหัวต่อ คือระหว่างดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายทิพย์ ให้ขาดจากดวงธรรมที่ทำให้เป็น กายมนุษย์เมื่อไหร่แล้วเป็นอันได้เรื่องเลย

    การแก้โรค โดยวิธีวิชชาธรรมกาย มีหลักการอยู่ว่า ธาตุที่ขยายส่วนหยาบออกมาจากธาตุละเอียดของขันธ์ 5 นี้แหละ ถ้าเห็น จำ คิด รู้ คือ “ใจ” ของผู้ใดที่ส่งใจออกไปข้างนอก ไปยึดไปเกาะอารมณ์ คือรูป เสียง กลิ่น รส สิ่งสัมผัส ทางกายภายนอก เสวยสุขเวทนาบ้าง ทุกขเวทนาบ้าง อทุกขมสุขเวทนาบ้าง เป็นช่องทางให้กิเลส มีโลภะ ราคะ โทสะ โมหะ หรือตัณหาเข้าครอบงำจิตใจ ดลจิตดลใจให้ปฏิบัติตามอำนาจของมันแล้ว กิเลสนี้แหละจะเอิบ อาบ ซึมซาบปนเป็นและสะสมตกตะกอนนอนเนื่องอยู่ในธาตุละเอียดของกายโลกิยะทั้งหมด ทำให้ธาตุละเอียดฝ่ายรูปขันธ์อันมีธาตุน้ำ ดิน ไฟ ลม อากาศไม่สะอาดคือ เศร้าหมอง ฝ่ายนามขันธ์ จิตใจก็จะถูกสะสมด้วยกิเลส เป็นอาสวะ เป็นอนุสัย ตกตะกอน นอนเนื่องอยู่ในจิตตสันดาน เรื่องที่พูดนี่เพียงส่วนเดียว ส่วนละเอียดมีกว่านี้

    ส่วนมหาภูตรูป 4 และอากาศธาตุ ซึ่งเป็นที่ตั้งของธรรม 3 ฝ่าย ได้แก่ ฝ่ายบาป อกุศล เรียกว่า อกุสลาธัมมา ฝ่ายบุญกุศล เรียกว่า กุสลาธัมมา หรือฝ่ายกลางๆ เรียกว่า อัพยากตาธัมมา เมื่อกี้ได้กล่าวฝ่ายบาปอกุศลว่าเป็นธาตุธรรมภาคดำหรือฝ่ายชั่ว เมื่อปล่อยให้กิเลสดลจิตดลใจให้ประพฤติปฏิบัติตามอำนาจของมันแล้ว ธาตุละเอียดเหล่านั้นจะเศร้าหมอง ไม่สะอาด เพราะถูกเอิบอาบ ซึมซาบ ปนเป็นด้วยธาตุธรรมภาคดำ เมื่อธาตุละเอียดไม่สะอาด ความปรุงแต่งแห่งธาตุละเอียดให้เจริญเติบโตขึ้นมาเป็นกายเนื้อนี้ก็จะพลอยได้รับผล ชื่อว่า “วิบาก” ให้เป็นไปตามกรรมนั้นๆ 2 ประการคือ กิเลส อวิชชา ตัณหา อุปาทาน เป็นเหตุนำเหตุหนุนให้ทำความชั่วทางกาย ทางวาจา และทางใจ หนักยิ่งขึ้นไปอีก เช่นว่า คนที่มักฆ่าสัตว์ตัดชีวิต จิตใจก็จะเหี้ยมโหด ทารุณ เพราะกิเลสก็จะสะสมตกตะกอนนอนเนื่องเป็นอาสวะและก็อนุสัย มีปฏิฆานุสัยเป็นต้น หนาแน่นยิ่งๆ ขึ้นไปอีก นี้ประการหนึ่ง อีกประการหนึ่ง ทางฝ่ายธาตุที่ทำหน้าที่ควบคุมส่วนที่เป็นน้ำ เป็นของหยาบแข็ง เป็นอุณหภูมิ และเป็นลมปราณ ที่ปรนเปรออยู่ในร่างกายและช่องว่างในร่างกายวิปริต แปรปรวน จึงมีโรคภัยไข้เจ็บเบียดเบียน และถ้าว่ากรรมนั้นหนักถึงเป็นอุปฆาตกรรม ก็อายุสั้น อาจจะด้วยอุบัติเหตุ หรือภัยพิบัติต่างๆ ตามเวรตามกรรม ของกรรมชั่วนั้น สัตว์หรือบุคคลที่ตนไปทำร้าย เบียดเบียนชีวิตของเขา ก็จะผูกเวรด้วยความเจ็บแค้น ให้เป็นเวรจากกรรมชั่วนั้นกลับมาสนองตอบตน

    เพราะฉะนั้น หลวงพ่อวัดปากน้ำ จึงสอนวิธีเจริญวิชชาธรรมกายแก้โรคด้วยการพิสดารกายตนเอง ชำระธาตุธรรมตนเองให้ใสเสียก่อน แล้วก็ซ้อนธาตุธรรมของคนไข้ให้ผ่องใสได้ แต่นี้เป็นวิธีการแก้โรคเพียงเบื้องต้น เบื้องกลาง เบื้องสูงต่อไปยังมีอีก เพราะมีเหตุในเหตุไป ถึงต้นๆ เหตุ ที่จะต้องเก็บหรือชำระสะสางธาตุธรรมให้บริสุทธิ์ยิ่งกว่านี้ ซึ่งอาตมาจะยังไม่กล่าว ณ ที่นี้

    นี่แหละคือความวิเศษสุดของวิชชาธรรมกาย ที่ให้เข้าไปรู้ไปเห็นทั้ง “ทุกขสัจจะ” และ “สมุทัยสัจจะ” ที่เห็นดำๆ นั้นแหละ จึงให้ชำระเสียโดยพลัน ด้วยว่าเมื่อใครก็ตาม แม้ถึงธรรมกายแล้ว อาจจะเห็นธาตุธรรมปรากฏเป็นสีดำ เป็นสีเศร้าหมองหรือขุ่นมัวก็ให้พึงนึกเข้าไป หยุดนิ่งกลางของกลางจุดเล็กใส ในธาตุธรรมที่ใสละเอียดที่สุด ณ ภายใน ขยายออกแล้วพิสดาร หรือถ้าเห็นเป็นดวงก็หยุดในหยุด กลางของหยุด กลางของกลางๆๆ ดวงในดวงให้ปรากฏ ใสสว่างขึ้นมา คือหมายความว่าหยุดนิ่งไปกลางของกลางดวงที่ใส ถูกส่วนเข้าศูนย์กลางจะขยายออก ปรากฏดวงที่ใสใหม่ เราก็หยุดนิ่งไปกลางของกลางดวงที่ใสใหม่ กลางของกลางๆๆ เรื่อยไป จนใสแจ่มสุดละเอียด แล้วกายในกาย ณ ภายใน เริ่มตั้งแต่กายมนุษย์ละเอียดที่ผ่องใส ก็จะปรากฏขึ้นต่อๆ ไปจนถึงธรรมกายที่ผ่องใสสว่างมีรัศมีปรากฏยิ่งๆ ขึ้นไป เราก็ทับทวี ดับหยาบไปหาละเอียด เป็นกายในกายที่ละเอียดๆ ต่อๆ ไป หยุดในหยุด กลางของหยุดให้ใสละเอียดทั้งดวงทั้งกายและองค์ฌาน เป็นอันสบายใจได้ จิตใจก็จะผ่องใส เพราะทั้งมหาภูตรูป 4 คือ ธาตุน้ำ-ดำ-ไฟ-ลม และอากาศธาตุ ซึ่งขยายส่วนหยาบมาจากธาตุละเอียดของรูปขันธ์ และเห็น จำ คิด รู้ ที่ขยายส่วนหยาบมาจากธาตุละเอียดของนามขันธ์ 4 ก็จะผ่องใส ได้สบายทั้งใจ และก็สบายทั้งกาย

    นี้คือความวิเศษของวิชชาธรรมกาย ซึ่งมีวิธีปฏิบัติภาวนาที่เป็นตัวสติปัฏฐาน 4 แท้ๆ เพราะจุดมุ่งหมายของสติปัฏฐาน 4 คือ ให้มีสติพิจารณาเห็นกายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิต และธรรมในธรรม

    ที่ให้เห็นธรรมในธรรมนั้นน่ะ ที่เห็นธาตุธรรมภาคดำ (อกุสลาธัมมา) จงทำให้มันขาว ให้มันผ่องใสจนกระทั่งใสละเอียด มีรัศมีปรากฏถึงกายธรรมเป็นฝ่ายบุญกุศล (กุสลาธัมมา) นี้เป็น ตัววัตถุประสงค์สำคัญของสติปัฏฐาน 4 ที่มุ่งให้ปฏิบัติภาวนาเพื่อให้ละหรือกำจัดธรรมดำ เพื่อยังธรรมขาวให้เจริญพิจารณาไปทั้งหมด กาย เวทนา จิต ธรรมนั้นแหละ เพื่อละกิเลสเหตุแห่งทุกข์ เมื่อกิเลสเกิดขึ้นในใจของเราก็ให้รู้ว่ามีกิเลสเกิดขึ้น นั่นคือให้มีสติพิจารณาเห็นจิตในจิต และก็เห็นธรรมในธรรม คือธรรมฝ่ายบาปอกุศล (อกุสลาธัมมา) เห็นแล้วไม่ใช่ให้เห็นเฉยๆ ต้องให้ชำระธาตุธรรม เห็น จำ คิด รู้ คือ “ใจ” ดับหยาบไปหาละเอียดไปสู่สุดละเอียด ให้บริสุทธิ์ผ่องใสทั้งกายและใจ นี้เป็นตัววัตถุประสงค์เพื่อละธรรมดำและเพื่อยังธรรมขาวให้เจริญ ธรรมปฏิบัตินี้จึงเป็นความดีวิเศษอย่างนี้ เพราะฉะนั้นที่คุณหมอเห็นเป็นประสบการณ์จากธรรมชาติที่เป็นจริง พึงชำระธาตุธรรม เห็น จำ คิด รู้ ให้บริสุทธิ์ ผ่องใส ทุกเมื่อ มีคุณหมอหลายคนนะที่เป็นธรรมกายน่ะ ช่วยคนไข้ได้มากทีเดียว ที่รักษาตามวิชาแพทย์ก็ทำไป ที่ช่วยแก้ไขด้วยวิชชาธรรมกายก็ทำประกอบกันไป

    และต้องไม่ลืมว่า ต้องให้คนไข้นั้นแหละเจริญภาวนาตามแบบวิชชาธรรมกายนี้ช่วยตนเอง จะได้ผลมาก ทั้งสุขภาพกายและสุขภาพจิตจะดีขึ้นอย่างรวดเร็ว มิฉะนั้นผู้คนก็จะคอยแต่ขอให้ช่วยฝ่ายเดียว ไม่รู้จักปฏิบัติภาวนาช่วยตัวเอง และเห็นมามากต่อมากว่า ถึงวิชชาธรรมกายจะช่วยเขาได้โสดหนึ่ง แต่เมื่อเขาหายแล้ว ก็จะไม่เห็นคุณค่าของธรรม จะสังเกตได้ว่า ถ้าไม่ใช่ผู้เห็นคุณค่าของธรรมและสนใจปฏิบัติภาวนาธรรมอยู่แล้ว มากต่อมากจะไม่สนใจมาเข้ารับการศึกษาอบรมและปฏิบัติธรรมเพื่อช่วยตนเองเลย เรียกว่า ไม่เดือดร้อนก็ไม่เข้าหาพระ ไม่เห็นโลงก็ยังไม่หลั่งน้ำตา เพราะเอาแต่ประมาท หลงมัวเมาในกามสุข กล่าวคือในรูป เสียง กลิ่น รส สิ่งสัมผัสทางกาย หลงในลาภ ยศ สักการะ สรรเสริญ และโลกิยสุข หาแก่นสารสาระ มิได้ เอาเป็นที่พึ่งที่แท้ถาวรก็ไม่ได้ หลงรับใช้มารจนลืมความทุกข์ ความแก่ ความเจ็บ และลืมความตายที่กำลังคืบคลานเข้ามาหาตนอยู่ทุกขณะ โดยที่แม้กระทั่งจะตายก็ยังไม่รู้จัก ไม่ใฝ่หาที่พึ่งอันประเสริฐแท้ๆ แก่ตนเอง น่าสงสารแท้ๆ
     
  4. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    12,532
    กระทู้เรื่องเด่น:
    99
    ค่าพลัง:
    +54,160
    18119046_677598272441348_251652736280835217_n.jpg

    พระธรรมเทศนา “ธรรมทั้งหลายเกิดแต่เหตุ"
    โดย พระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร)
    หลวงพ่อวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ
    เมื่อ ๓๑ ตุลาคม ๒๔๙๗

    (คัดลอกบางส่วน)
    http://www.dhammakaya.org/ธรรมะ/พระธรรมเทศนา-โดย-พระมงคลเทพมุนี/ธรรมทั้งหลายเกิดแต่เหตุ


    ********************************************
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  5. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    12,532
    กระทู้เรื่องเด่น:
    99
    ค่าพลัง:
    +54,160
    *หลวงพ่อวัดปากน้ำกล่าวไว้ว่า..
    "ที่แท้ทีเดียวต้องนิพพานไม่ถอดกาย"

    "...ถ้าไม่เห็นขันธ์ทั้ง ๕ อย่าง ละวางไม่ได้ ถ้าอยากเห็นขันธ์ ๕ เราต้องถอดกายออกเป็นชั้นๆ ต้องถอดกายทิพย์ออกจากกายมนุษย์ วิธีจะถอดขันธ์ไม่ใช่เป็นของง่าย เป็นของยากหมื่นยากแสนยากทีเดียว แต่วิธีเขามีที่วัดปากน้ำ..." (หน้า.๗๙๓)

    "...พระพุทธเจ้าก็สอนพวกพุทธบริษัทถอดกายอย่างนี้แล้วก็เข้านิพพานไป ถอดกายเหลือแต่กายธรรมอย่างนี้แหละ พญามารมันยอม เรียกว่า นิพพานถอดกาย..." (หน้า.๗๙๕)

    "...นิพพานไม่ถอดกายยังมีอีก หากว่าเอาวิธีไม่ถอดกายมาเทศน์ในเวลานี้ ถูกนัตถุ์ยา เหตุนั้นต้องสอนวิธีถอดกายเสียก่อน วิชานี้เป็นวิชาของพญามารสอนให้ภิกษุสามเณร อุบาสกอุบาสิกาถอดกายทิพย์ กายรูปพรหม กายอรูปพรหมออกเสีย กายธรรมก็ไม่มี แม้จะผจญกับพญามารก็สู้ไม่ได้ ที่เอานางธรณีบีบน้ำท่วม มารจมน้ำ มันทำเล่นๆ ทำหลอกเล่น ที่จริงที่แท้แพ้มัน ที่แท้ทีเดียวต้องนิพพานไม่ถอดกาย แต่ว่านี่มันยอมกันเข้ามามากแล้ว ต้องแสดงวิธีถอดกายไปพลางๆ ก่อน แล้วจึงจะสอนไม่ถอดกายต่อไป..." (หน้า.๗๙๕)

    ที่มา: คณะศิษยานุศิษย์หลวงพ่อวัดปากน้ำ. (๒๕๕๕). รวมพระธรรมเทศนา พระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร). กรุงเทพฯ: บริษัท เอกพิมพ์ไท จำกัด.


    14611147_1096730623710074_4420000619060893770_n.jpg
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  6. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    12,532
    กระทู้เรื่องเด่น:
    99
    ค่าพลัง:
    +54,160
    18156977_678097722391403_9060269072071068526_n.jpg
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  7. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    12,532
    กระทู้เรื่องเด่น:
    99
    ค่าพลัง:
    +54,160
  8. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    12,532
    กระทู้เรื่องเด่น:
    99
    ค่าพลัง:
    +54,160
    #อมตวัชรวจีหลวงป๋า

    #นิพพานมิจฉาทิฏฐิ

    จะอธิษฐานอะไรต้องให้รอบคอบ โดยเหตุนี้ อาตมาจึงนำอธิษฐานเป็นคำกลางๆ แม้แต่การทำบุญกุศลก็จะนำอธิษฐานไปเพื่อมรรคผลนิพพาน เป็นคำกลางๆและถูกต้องแน่นอนดี อธิษฐานเพื่อถึงมรรคผลนิพพานฝ่ายสัมมาทิฏฐิ

    ที่นี้..มีคนถามเหมือนกันว่า มรรคผลนิพพานฝ่ายมิจฉาทิฏฐิมีไหม? หลวงพ่อ(อาตมา)จึงได้กล่าวอธิษฐานอย่างนี้..

    มีได้..ด้วยความหลงเข้าใจผิด คิดว่าที่ตนเองเคยเรียนรู้มา(ผิดๆ) ว่านั่นเป็นมรรคผลนิพพานจริงๆ แต่นั่นเป็นมิจฉาทิฐิ อย่างนี้ก็มี เพราะฉะนั้นนี่แหล่ะ ที่อาตมาบอกว่า..#นิพพานมิจฉาทิฏฐิของคนที่สอนสืบต่อๆกันมาก็มีอยู่

    อาจมีคนค้านว่านิพพานต้องของจริงอย่างเดียวสิ บางครั้ง..คนเกิดมาในยุค ในสมัย หรือในครอบครัว หรือในสังคมที่เป็นมิจฉาทิฐิ พูดเรื่องนิพพาน เราก็เห็นดีด้วย เราก็เลยตามดุ่ยเลย

    อย่าลืมว่า มิใช่ว่าสัตว์โลกทุกผู้ทุกนาม ทุกชาติ ทุกศาสนา จะรู้เรื่องนิพพานแจ่มแจ้งดีแล้ว แท้ที่จริง..ผู้รู้จริงก็มีแต่พระพุทธเจ้า พระอรหันตเจ้าและพระอริยเจ้าในพระธรรมวินัยนี้ คือในพระพุทธศาสนานี้เท่านั้น

    แต่..สัตว์โลกทั้งหลาย มีความต้องการตามคุณสมบัติพระนิพพานที่จริงแท้ๆนั่นแหละ คือ ไม่อยากมีทุกข์ ไม่อยากแก่-เจ็บ-ตาย อยากจะมีแต่ความสุขอันถาวรนิตย์นิรันดร์

    มีใครอยากจะตายมั่ง มีไหม ??
    อยากจะเที่ยงกันทุกคน
    ใครอยากได้รับความทุกข์บ้าง มีไหม ??
    ก็ต้องการความสุขด้วยกันทุกคน
    ต้องการความเที่ยง เป็นสุข และต้องการยั่งยืน คือ ไม่รู้จักตาย ไม่ว่าสัตว์ดิรัจฉาน ไม่ว่ามนุษย์ ไม่ว่าเทวดา พรหม อรูปพรหม ล้วนต้องการคุณลักษณะของพระนิพพานแท้ๆ อย่างนี้ทั้งนั้น แต่ว่าไม่รู้จักพระนิพพานของจริงในพระพุทธศาสนา ทีนี้..ก็แล้วแต่ใครจะพูดจะแนะนำสั่งสอนอะไรไปผิดๆถูกๆ

    นี่แหละ..นิพพานมิจฉาทิฏฐิ
    คือ..ไม่รู้จักพระนิพพานที่แท้จริง

    ที่อาตมาให้อธิษฐานแต่ละคำนั้น มีความหมายทั้งหมด ไม่ใช่ว่าพอดีพอร้าย ไม่ใช่ธรรมดา ไม่ใช่สักแต่พูด เข้าใจหรือยัง อาตมาจึงให้เน้นตรงนั้นตรงนี้ อย่างนั้นอย่างนี้ โปรดเข้าใจนะ.

    ___________________
    เทศนาธรรมจาก

    พระเทพญาณมงคล
    หลวงตาเสริมชัย ชยมงฺคโล
    วัดหลวงพ่อสดธรรมกายาราม
    อ.ดำเนินสะดวก
    จ.ราชบุรี
    ___________________
    ที่มา
    บางตอนจากหนังสือ
    ตอบปัญหาธรรมปฏิบัติ
    ___________________
    เพจอมตวัชรวจีหลวงป๋า
     
  9. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    12,532
    กระทู้เรื่องเด่น:
    99
    ค่าพลัง:
    +54,160
    18221599_680787925455716_8646616847499171987_n.jpg

    จากหนังสือ นิตยสารธรรมกาย (คัดลอกบางส่วน)
    เรื่อง "หลักปริยัติ"
    ปีที่ ๘ ฉบับที่ ๔ ตุลาคม-ธันวาคม ๒๕๓๖ หน้า ๓๖-๓๗
    เทศน์ เมื่อวันที่ ๙ กันยายน ๒๕๓๖
    ณ บ้านพักอัครราชทูต กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย
    ในสมัยที่เป็นหลวงพ่อพระเสริมชัย ชยมงฺคโล

    ปัจจุบันสมัย พระเทพญาณมงคล (เสริมชัย ชยมงฺคโล)
    เจ้าอาวาสวัดหลวงพ่อสดธรรมกายาราม
    อ.ดำเนินสะดวก จ.ราชบุรี

    ....................

    บุญกุศล คุณความดีนั้น เป็นสภาวะที่ชำระหรือกำจัดธาตุธรรมที่ไม่ดีให้หมดไป แล้วเป็นชนกกรรมให้มาเกิดเป็นมนุษย์
    เราลองหลับตาวาดภาพดูว่า กว่าที่จะมีบุคคลคนใดคนหนึ่ง กระทำคุณความดี ในระดับมนุษยธรรม นี่แหละ ที่จะชี้ให้เห็น มีกี่คน ที่ละกายทุจริต ละวจีทุจริต ละมโนทุจริต ไปหมดทุกสิ่งทุกอย่าง แล้วทำแต่ความดี เป็นกายสุจริต วจีสุจริต มโนสุจริต อันเป็นตรงกันข้ามกับความชั่วหรือทุจริต

    #กายสุจริต เช่นว่า มีเมตตาอารีต่อกัน เผื่อแผ่กัน ไม่ขบถคดโกงกัน ประกอบสัมมาอาชีวะ สันโดษในคู่ครองของตัว อย่างนี้เป็นต้น นี่ฝ่ายกายสุจริต
    #วจีสุจริต ได้แก่ พูดแต่คำไพเราะอ่อนหวาน พูดแต่คำจริง พูดแต่คำที่มีประโยชน์ พูดแต่คำสมานไมตรี และ
    #มโนสุจริต เป็นจิตใจที่เปี่ยมไปด้วยทานกุศล ศีลกุศล ภาวนากุศล พอสมควรที่จะละความโลภ หรือเห็นแก่ตัวจัด หรือราคะจัด ที่จะละโทสะ และความโกรธจัดได้ หรือละพยาบาท และละโมหะความหลงผิดไม่รู้บาป บุญ คุณ โทษ
    ต้องประกอบพร้อม ๓ อย่างนี้ #และทำเป็นประจำมั่นคงแล้ว ธาตุธรรมนี้จะเป็นตัวนำให้มาเกิดใหม่ ในเมื่อสังขารนี้ แตกทำลายมาเกิดใหม่ จึงได้อัตตภาพเป็นมนุษย์

    เราลองวาดภาพดูว่า กว่าจะได้ความเป็นมนุษย์มีกี่คน เรามองดูข้าง ๆ เราก็ได้ มีกี่คนที่ศีลบริสุทธิ์ อย่างน้อยศีล ๕ ละกายทุจริต ละวจีทุจริต ละมโนทุจริต เฉพาะ ๓ ส่วนนี้ กว่า ๑๐ ข้อเข้าไปแล้ว ไม่ใช่ ๑๕ รวมทั้งอบายมุขด้วย
    ทีนี้ จะกลับทำคุณความดีอีก ตรงกันข้ามกัน กว่าจะได้ความเป็นมนุษย์เราทำคุณความดีอย่างนี้ แต่ถ้าความดีอันนี้เราไม่มี ในขณะปัจจุบันนี้ โอกาสที่จะได้ความเป็นมนุษย์อีกก็ยาก
    แต่ถ้าเราจะทำความดียิ่งไปกว่านี้อีก ยิ่งกว่ามนุษยธรรม ก็ให้เพิ่มหิริโอตตัปปะ ความละอาย และความเกรงกลัวต่อบาปอกุศลเพิ่มขึ้น อันนี้เป็น "เทวธรรม" ถ้าตายไป บุญกุศลที่สูงขึ้นมากกว่ามนุษยธรรม เป็นเทวธรรม ก็จะไปเกิดในเทวโลก หรือถ้าเกิดเป็นมนุษย์ ก็เป็นมนุษย์ชั้นดีไปเลย อย่างนี้เป็นต้น
     
  10. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    12,532
    กระทู้เรื่องเด่น:
    99
    ค่าพลัง:
    +54,160
    โครงการอบรมพระกัมมัฏฐาน ตามแนวสติปัฏฐาน ๔
    ประจำปี พ.ศ.๒๕๖๐ รุ่นที่ ๗๓ (รุ่นกลางปี)
    ณ ศูนย์ประสานงานสำนักปฏิบัติธรรมประจำจังหวัดแห่งประเทศไทย(ศปท.)
    วัดหลวงพ่อสดธรรมกายาราม อ.ดำเนินสะดวก จ.ราชบุรี
    ตั้งแต่วันที่ ๑-๑๔ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๖๐


    ขออาราธนาพระภิกษุ-สามเณร และขอเชิญอุบาสก อุบาสิกา ผู้สนใจศึกษาสัมมาปฏิบัติ ทุกท่าน สมัครเข้ารับการอบรมพระกัมมัฏฐานตามแนวสติปัฏฐาน ๔ ถึงธรรมกาย ซึ่งพระเดชพระคุณ หลวงพ่อวัดปากน้ำ พระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร) ได้ปฏิบัติและสั่งสอนถ่ายทอดไว้

    วัตถุประสงค์การอบรม ๓ ประการ คือ
    ๑. เพื่อสร้างพระในใจตนเองและผู้อื่น เพื่อความร่มเย็นเป็นสุขของสาธุชนให้กว้างขวางออกไป
    ๒. เพื่อสร้างพระวิปัสสนาจารย์หรือวิทยากรให้เป็นผู้ทรงคุณวุฒิ และให้งดงามพร้อมด้วยศีลาจารวัตร เป็นแบบอย่างที่ดีแก่ผู้อื่น เป็นที่พึ่งทางใจแก่สาธุชนได้อย่างแท้จริง ได้ช่วยกันสืบบวรพระพุทธศาสนาให้ยืนยาวยิ่งๆ ขึ้นไป
    ๓. เพื่อรักษาและสืบต่อธรรมปฏิบัติตามแนววิชชาธรรมกายของพระพุทธเจ้า ให้ถูกต้องสมบูรณ์ ตามที่พระเดชพระคุณ หลวงพ่อวัดปากน้ำ พระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร) ได้สั่งสอนและถ่ายทอดเอาไว้

    กฏระเบียบง่ายๆสำหรับผู้ที่จะมาขอร่วมฝึกอบรมกัมมัฏฐานเป็นครั้งแรก!!!!!
    ๑.เตรียมชุดขาวและของใช้ส่วนตัว(ส่วนเครื่องนอนอุปกรณ์ต่างๆมาเบิกที่วัดได้)
    ๒.ภายในวันที่ ๑ - ๑๔ พ.ค.ท่านสามารถมา/กลับได้ทุกวันตามแต่สะดวก(แต่ถ้าให้ดีควรอยู่ติดต่อกัน ๓ วันขึ้นไป)
    ๓.ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆ(สำหรับการลงทะเบียนรับสมัคร)

    ติดต่อสอบถามได้ที่ประชาสัมพันธ์
    วัดหลวงพ่อสดธรรมกายาราม อ.ดำเนินสะดวก จ.ราชบุรี ๗๐๑๓๐ โทร.๐๙๐-๕๙๕๕๑๖๒


    ?temp_hash=34eab170603cab34d7de63c618ddadd2.jpg
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  11. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    12,532
    กระทู้เรื่องเด่น:
    99
    ค่าพลัง:
    +54,160
    18198180_10155355130453421_8488642028338471075_n.jpg




    18193769_10155355131623421_7592604227529215302_n.jpg

    18221856_10155355132008421_7921610395684731196_n.jpg
     
  12. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    12,532
    กระทู้เรื่องเด่น:
    99
    ค่าพลัง:
    +54,160
    18198180_10155355130453421_8488642028338471075_n.jpg




    18193769_10155355131623421_7592604227529215302_n.jpg

    18221856_10155355132008421_7921610395684731196_n.jpg
     
  13. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    12,532
    กระทู้เรื่องเด่น:
    99
    ค่าพลัง:
    +54,160
    จากหนังสือ นิตยสารธรรมกาย (คัดลอกบางส่วน)
    เรื่อง "ความพอเหมาะ พอดี"
    ปีที่ ๑๒ ฉบับที่ ๑ มกราคม-มีนาคม ๒๕๔๑ หน้า ๒๓

    โดย สมเด็จพระพุฒาจารย์ (เกี่ยว อุปเสโณ)
    วัดสระเกศราชวรมหาวิหาร
    http://www.mongkoldhamma.org/สมเด็จพุฒาจารย์-ความพอ-video_cffbe0317.html

    ....................................

    ทีนี้ ที่เกี่ยวกับการปฏิบัติธรรมโดยตรงก็เหมือนกัน ก็ต้องให้พอเหมาะพอดี พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า "มัชฌิมาปฏิปทา" นั่นก็คือ การปฏิบัติธรรมะนั่นเอง ให้เดินในสายกลาง
    อย่าให้เป็น อัตตกิลมถานุโยค คือ เป็นการทรมานตนเอง
    อย่าให้เป็น กามสุขัลลิกานุโยค คือ ปล่อยไปตามใจตามสบาย

    ปล่อยไปตามใจ ตามสบายก็ไม่ดีเหมือนกัน เป็นกามสุขัลลิกานุโยค ทำให้ตนเองเกิดความเดือดร้อนทรมานก็ไม่ดีเหมือนกัน เรียกว่า อัตตกิลมถานุโยค อยู่ในธัมมจักกัปปวัตตนสูตร ท่านสอนไว้ให้เข้าใจทีเดียว การปฏิบัตินั้นต้องเดินสายกลาง สัมมาทิฏฐิ ก็ให้เป็นสายกลาง สัมมาสมาธิ ก็ต้องเป็นสายกลาง จะต้องเป็นสายกลางทั้งนั้น สัมมาวายมะ ก็ต้องเป็นสายกลาง ต้องให้เป็นสายกลางไปหมด มรรคมีองค์แปดประการ มีสัมมาทิฏฐิเป็นต้น ต้องให้เป็นสายกลาง ถ้าหากว่าเราจะถือว่าเป็นสัมมาทิฏฐิแล้วก็จะเร่งเอาตามใจชอบ ก็ไม่ได้เหมือนกัน อย่างคนที่จะปฏิบัติธรรมนึกว่าจะให้ได้ในวันนี้ ให้ได้ในวันพรุ่งนี้ ให้ได้ในวันมะรืนนี้ แล้วก็เร่งเอาเร่งเอา ผลที่สุดก็เกิดเป็นโทษ บางคนก็เข้าใจว่าการปฏิบัตินั้นไม่ดีจริง เพราะว่าได้ปฏิบัติแล้วไม่เกิดผล นั่นก็เพราะเร่งเกินไป

    โบราณท่านเห็นอุปนิสัยใจคอของคนต่างกัน ท่านจึงได้พูดว่า แล้วแต่วาสนาบารมีของใคร จะเป็นอย่างไร เป็นคำรวมที่เหมาะที่ดีที่สุด เพราะทำให้คนเกิดความรู้สึกนึกคิดได้ว่า ต้องให้วาสนาบารมีของเราถึง แล้วจึงจะได้ #แต่ไม่ใช่หมายความว่ายกขึ้นมาพูดเพื่อเป็นข้ออ้าง เป็นข้ออ้างแล้วจะได้ขี้เกียจไม่ปฏิบัติธรรม มุ่งหมายที่จะให้เกิดความเข้าใจอย่างถูกต้องตามที่พระพุทธเจ้าสอน เรื่องธรรมดาเหลือเกิน พระพุทธเจ้าของเราทรงบำเพ็ญทุกรกิริยา คือ ทรงทำสิ่งที่ควรทำได้ยากที่สุดแล้ว เป็นเวลาถึงหกปีด้วยกัน พระองค์ก็ไม่สามารถที่จะเป็นพระพุทธเจ้าได้ ก็เพราะเหตุที่เป็นทุกรกิริยา คือ ทำยากเกินไป จนเกินกว่าที่จะให้ชีวิตนี้ได้พบกับสิ่งที่ประเสริฐ กับสิ่งที่ดี สิ่งที่เป็นจริงได้ นี่แหละท่านทั้งหลายลองนึกดูเถิด

    การปฏิบัติธรรมของเรานั้น ใคร ๆ ก็อยากที่จะให้ได้ในวันนี้ พรุ่งนี้เหมือนกัน แต่ว่าบางคนนั้นก็ไม่สามารถที่จะบรรลุธรรมได้ตามที่ต้องการ อย่าท้อถอย #การปฏิบัติธรรมนั้นอย่าท้อถอย อย่านึกว่าเราปฏิบัติตั้งเดือนแล้วก็ยังไม่ได้ ปฏิบัติตั้งปีแล้วก็ยังไม่ก้าวหน้า คนอื่นทำไมเขาทำไปได้ก้าวหน้าดีเหลือเกิน ต้องนึกถึงคำสอนของพระพุทธเจ้านั่นแหละว่า ต้องแล้วแต่วาสนาบารมี อย่าเร่งการปฏิบัติของตนนั้นให้เกินไปกว่าเหตุ ซึ่งจะก่อให้เกิดความทุกข์ บางคนเขาจึงพูด เป็นโบราณเหมือนกัน ว่า "บ้าธรรมะ" บ้าธรรมะก็คือว่าถือธรรมะ แล้วก็เคร่งครัดรัดกุมในเรื่องธรรมะ ในการปฏิบัติธรรมะ จนกระทั่งไม่รู้จักความพอเหมาะ พอดี แลดูเป็นเรื่องน่าเกลียด ในการที่จะแสดงออกนั้น อย่างหนึ่ง แล้วก็เกิดโทษแก่ตนเองอีกด้วย พร้อมกันไป การปฏิบัติธรรมะ จึงต้องนึกถึงสิ่งแวดล้อมให้มากไว้เหมือนกัน เรารู้แล้ว่าธรรมะ ข้อนี้ต้องปฏิบัติอย่างนี้ ต้องนั่งอย่างนี้ ต้องนอนอย่างนี้ ต้องเดินอย่างนี้ ต้องกำหนดอย่างนี้ ต้องวางใจอย่างนี้ ทำใจอย่างนี้ แต่ว่าพอเราปฏิบัติเข้าจริง ๆ แล้วก็ไม่ค่อยจะคำนึงถึง#ทำไปด้วยความไม่รู้สึกนึกคิดอย่างถูกต้องชัดเจนก็ทำให้เกิดไม่เป็น ผลไม่เกิด ผลตามต้องการ เมื่อไม่เกิดผลตามที่ต้องการแล้ว จะเกิดอะไรขึ้นมา ก็เกิดความฟุ้งซ่าน ตำหนิติเตียนธรรมปฏิบัติ อย่างที่บางท่านพูดว่า คนที่เข้ามาสู่พระศาสนานี้ บางคนก็เอามรรค ผล นิพพาน ในวันนี้ พรุ่งนี้ เมื่อไม่ได้ผลวันนี้ พรุ่งนี้แล้ว ก้ถือว่าไม่เก่ง ไม่จริง ไม่สำคัญ ไม่จริง อย่างที่ได้พูดมา ไม่จริงอย่างที่ได้ฟังมา ไม่จริงอย่างที่คุยกัน นี่แหละเรื่องสำคัญ เป็นอย่างนั้น แล้วก็เกิดความฟุ้งซ่าน พอเกิดความฟุ้งซ่านก็ออกนอกแนวแล้ว ก็ฟุ้งซ่านไปต่าง ๆ นานา หลักที่ดี คือ การปฏิบัติธรรม เราฟุ้งซ่านเห็นว่าไม่ดี พอฟุ้งซ่านว่าไม่ดีเสียแล้ว มันเกิดความฟุ้งซ่านต่าง ๆ โดยประการต่าง ๆ พระท่านบอกว่า #ให้อย่าประมาท ก็ว่าไม่สำคัญเสียแล้ว พระท่านบอกว่า #ให้มีสติ ว่าให้ #มีสัมปชัญญะ #มีปัญญา ก็ไม่เชื่อฟังเสียแล้ว นึกว่าไม่มีความหมายอะไร

    ...........................


    18301323_682331578634684_3212091140916876658_n.jpg
     
  14. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    12,532
    กระทู้เรื่องเด่น:
    99
    ค่าพลัง:
    +54,160
    18423826_685517578316084_3883259286455811886_n.jpg

    ปาฐกถาธรรม เรื่อง "คุณค่าของพระรัตนตรัย ๒"
    โดย พระเทพญาณมงคล
    เจ้าอาวาสวัดหลวงพ่อสดธรรมกายาราม
    อ.ดำเนินสะดวก จ.ราชบุรี

    ออกอากาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย กรมประชาสัมพันธ์
    เมื่อ ๒๐ กรกฎาคม ๒๕๔๐
    (คัดลอกบางส่วน) เนื้อความเต็มติดตามได้ตามลิ้งก์
    www.dhammakaya.org/ปาฐกถาธรรม/คุณค่าของพระรัตนตรัย-2
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  15. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    12,532
    กระทู้เรื่องเด่น:
    99
    ค่าพลัง:
    +54,160
    ?temp_hash=d2b23b10c6d644a8dd97f833d1e68bd9.jpg
    ปาฐกถาธรรมเรื่อง "วิธีสร้างพระในใจตน"
    ออกอากาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย
    กรมประชาสัมพันธ์ เมื่อ ๑๕ พฤศจิกายน ๒๕๔๑

    โดย พระเทพญาณมงคล (เสริมชัย ชยมงฺคโล)
    เจ้าอาวาสวัดหลวงพ่อสดธรรมกายาราม อ.ดำเนินสะดวก จ.ราชบุรี
    (คัดลอกบางส่วน) ข้อความเต็มสามารถอ่านได้ตามลิ้งก์
    www.dhammakaya.org/ปาฐกถาธรรม/วิธีสร้างพระในใจตน











    ***********************************

     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  16. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    12,532
    กระทู้เรื่องเด่น:
    99
    ค่าพลัง:
    +54,160
    จากหนังสือ นิตยสารธรรมกาย
    เรื่อง "หลักปฏิบัติ และวัตถุประสงค์ ของการเจริญจิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน"
    ปีที่ ๔ ฉบับที่ ๔ ตุลาคม-ธันวาคม ๒๕๓๒ หน้า ๙๗-๙๘
    โดย พระเทพญาณมงคล
    เจ้าอาวาสวัดหลวงพ่อสดธรรมกายาราม
    อ.ดำเนินสะดวก จ.ราชบุรี

    ***คัดลอกมาบางส่วน
    .............

    เพราะฉะนั้น จึงพึงเข้าใจว่า การมีสติพิจารณาเห็นจิตในจิตนั้น มิใช่แต่เพียงให้ติดตามดูจิตเฉย ๆ แต่มีความมุ่งหมาย ที่จะให้กำจัด หรือปหานกิเลสนั้น ๆ ในทันทีที่รู้สึกตัวทีเดียว #มิฉะนั้นการปฏิบัติภาวนาธรรมก็แทบจะไร้ผล นี้เป็นวัตถุประสงค์หลักที่สำคัญยิ่งของการเจริญจิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน

    ผลจากการปฏิบัติภาวนาธรรมในขั้นต้นที่ช่วยกำจัดกิเลสหยาบ ๆ (อิติกมกิเลส) หรือ กลาง ๆ (ปริยุฏฐานกิเลส) เช่นนี้ จัดว่าเป็นผลในขั้น #สมถกัมมัฏฐาน ซึ่งยังจะต้องดำเนินต่อไปถึงขั้น ให้สามารถกำจัดกิเลสที่ละเอียดที่เรียกว่า #อนุสัยกิเลส ต่อไป ด้วย อธิศีล อธิจิต และอธิปัญญา จึงจะจัดเป็นผลในขั้น #วิปัสสนากัมมัฏฐาน

    ด้วยเหตุนี้ หากผู้ปฏิบัติธรรมผู้ใดละเลย ไม่ค่อยหมั่นสำรวจตัวเองอยู่เสมอ ทุกขณะที่จิตเป็นอกุศลระคนด้วยกิเลส เพราะความประมาทขาดสติสัมปชัญญะแล้ว ก็มีโอกาสจะถูกกิเลสชักนำดลจิตใจให้ปฏิบัติตามอำนาจของมันได้โดยง่าย #ทำให้การปฏิบัติธรรมไม่บรรลุผลดีเท่าที่ควร สำหรับรายที่ประมาทมาก ๆ ที่มักคอยแต่จะเพ่งโทษผู้อื่น โดยที่ไม่เคยคิดที่จะเพิ่งพิจารณาอกุศลจิตของตนเองว่า มักมีกิเลสอะไร โด่งหรือเด่นระคนอยู่ ที่คอยดลจิตดลใจ หรือชักนำให้ปฏิบัติตามอำนาจของมันได้เสมอ ๆ บ้างแล้ว ก็เป็นที่น่าเสียดายว่าการปฏิบัติธรรมของท่านผู้นั้น นับวันแต่จะถอยหลังลงคลอง ถึงแม้ว่าจิตจะเคยอยู่ในภูมิที่สูงมาแล้วก็ตาม ตราบใดที่จิตยังไม่ถึงโลกุตตรภูมิแล้ว ก็เห็นพ่ายแพ้แก่กิเลสมาร มามากต่อมากแล้ว
    #จึงควรที่ผู้ปฏิ่บัติภาวนาธรรมจะสังวรให้มาก และเจริญจิตตานุปัสสนาสติปัฏฐานนี้ให้มาก พร้อมกันไปทั้งการพิจารณาเห็นกายในกาย เวทนาในเวทนา และธรรมในธรรมทีเดียว จึงจะเอาตัวรอดได้

    ?temp_hash=61b194abc1a3ce5dd9d5f7d434f68ad2.jpg
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  17. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    12,532
    กระทู้เรื่องเด่น:
    99
    ค่าพลัง:
    +54,160
    ------------------------------------ 18619947_1674271242586381_5614663242371992848_n.jpg

    --------------------------------------

     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  18. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    12,532
    กระทู้เรื่องเด่น:
    99
    ค่าพลัง:
    +54,160
    นิยายธรรมะเรื่อง “เส้นทางนักบวช” โดย หลวงตาอู๋
    ตอนที่ 3 เมื่อเห็นดวงแก้วแล้วก็ยังไม่เห็นดวงธรรมอยู่ดี

    ที่วัดวังแก้ววิเศษแห่งนี้เป็นวัดที่ตั้งอยู่นอกเมืองหลวงของประเทศทิเบติราช ในวันธรรมดาจึงสงบเงียบปราศจากผู้คน บรรยากาศภายในวัดจึงสงบเงียบเป็นสัปปายะอย่างยิ่ง พระภิกษุที่อยู่ภายในวัดแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือส่วนที่เน้นการเรียนปริยัติและอีกส่วนเน้นการปฏิบัติธรรมนั่งสมาธิ แต่ท่านพระโพธิธรรมซึ่งเป็นเจ้าอาวาสท่านก็ขอให้พระทุกองค์ต้องนั่งสมาธิด้วยจะเรียนพระบาลีปริยัติเพียงอย่างเดียวไม่ได้ เพราะในที่สุดแล้วการเรียนแต่พระบาลีก็ไม่สามารถที่จะบรรลุคณธรรมอันวิเศษได้

    หลวงตาแก้วท่านเป็นพระแก่ ดังนั้นท่านจึงเน้นการปฏิบัติธรรมนั่งสมาธิเป็นหลัก ท่านเรียนบาลีก็เพียงเพื่อให้เข้าใจในคำสอนของพระพุทธเจ้าเท่านั้น ท่านมีลูกแก้วอยู่ดวงหนึ่งที่น้องของท่านถวายมา ลูกแก้วลูกนี้แหละที่ท่านใช้ในการเพ่งจดจำทำสมาธิ ท่านใช้ของท่านทุกวันโดยพยายามจดจำความใสและความสว่างของลูกแก้วให้ติดตา คนอื่นอาจมองลูกแก้วเพียงแป๊บเดียวแล้วก็นั่งสมาธิ แต่หลวงตาแก้วท่านจะจ้องมองลูกแก้วอยู่นานก่อนจะหลับตา เมื่อภาพลูกแก้วเลือนหายไปท่านก็ลืมตาขึ้นมามองลูกแก้วอีก การนั่งสมาธิของท่านจึงลืมตามากกว่าหลับตา ท่านทำแบบนี้มาได้ 3 ปีแล้ว

    เดี๋ยวนี้ท่านแทบจะไม่ต้องใช้ลูกแก้วเลย เพราะภาพของลูกแก้วมันได้ติดอยู่ในความทรงจำของท่านนึกถึงเมื่อใดภาพลูกแก้วก็จะปรากฏขึ้นมาทันที แต่ก็เห็นชัดบ้างไม่ชัดบ้าง ในบางครั้งที่จิตสงบภาพของลูกแก้วก็จะชัดอย่างกับตาเห็นทีเดียว ตามคำสอนของท่านบรมครูสว่างนั้นท่านบอกว่าเมื่อเห็นลูกแก้วแล้วก็ต้องเอาใจเข้าไปดูข้างในให้เห็นจุดเล็กใสในกลางลูกแก้วอีกที โดยการพยายามนึกให้เห็นจุดเล็กใสซึ่งหลวงตาแก้วท่านก็พอจะนึกได้บ้างไม่ได้บ้าง แต่อนิจจา...ต่อให้เห็นลูกแก้วแล้วแต่ก็ยังไม่เห็นดวงธรรมผุดขึ้นมาสักที ท่านนั่งคิดทบทวนอยู่นานก็ถึงบางอ้อ ก็เพราะท่านยังไม่สามารถเข้าไปที่จุดศูนย์กลางกายได้นั่นเอง ท่านพอจะเห็นลูกแก้วแล้วก็จริงแต่ท่านต้องเอาลูกแก้วไปไว้ที่จุดศูนย์กลางกายด้วย จุดนี้แหละที่หลวงตาแก้วยังทำไม่ได้เพราะมันยากมากถึงมากที่สุด

    หลวงตาแก้วท่านไม่สามารถกำหนดจุดกึ่งกลางกายได้ ลูกแก้วที่เห็นก็ไม่รู้ว่าเห็นที่ตรงไหนเพราะมันนึกขึ้นมาก็เห็นเลย ก็น่าจะเห็นอยู่ในหัวเรานี่แหละกระมัง พอนึกให้มันเคลื่อนลงไปที่ศูนย์กลางกายมันก็ไม่ยอมลงไป เผลอๆ มันจะลอยออกไปอยู่นอกตัวด้วยซ้ำ มันลงไปอย่างเก่งก็ได้แค่ที่ตรงปากช่องลำคอเท่านั้น เพราะจากจุดกลางศีรษะกับสะดือมันห่างกันมาก ท่านเลยคิดวิธีเฉพาะตัวของท่านขึ้นมาเอง โดยการกำหนดจุดเพิ่มขึ้นมาอีกจุดหนึ่งคือจุดที่กลางหน้าอก ซึ่งเป็นจุดที่ห่างสะดือเพียงคืบเดียว ทำให้ท่านพอที่จะเลื่อนดวงแก้วลงมาที่ตรงจุดนี้ได้บ้าง แรกๆ ก็ยากเหมือนกันแต่พอทำไปบ่อยๆ นานเข้าก็สามารถตั้งลูกแก้วไว้ที่ตรงกลางอกได้ วิธีนี้ครูบาอาจารย์ท่านไม่ได้สอนไว้แต่หลวงตาแก้วท่านคิดขึ้นมาเองเพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ใครจะทดลองเอาไปใช้ปฏิบัติดูบ้างก็ไม่ว่ากัน

    พอเอาลูกแก้วไปไว้ที่กลางอกได้มันก็ยังไม่ยอมลงไปที่กลางท้องอยู่ดี ท่านต้องใช้ความพยายามกดลูกแก้วลงไป พอกดมันลงไปได้สักแป๊บเดียวมันก็กระเด้งขึ้นมาอีก ท่านก็กดมันลงไปอีก เหมือนเวลาที่เรากดลูกปิงปองลงไปในน้ำ ลูกปิงปองมันจะดิ้นหลุดมือลอยขึ้นมาที่ผิวน้ำอีก หลวงตาแก้วท่านก็ไม่ยอมมันโดยคิดในใจว่า “เอายังไงก็เอากัน” ท่านก็กดมันลงไป มันก็กระเด้งขึ้นมา ยื้อกันไปก็ยื้อกันมาอย่างกับการเล่นชักคะเย่อ ท่านนึกสนุกเลยกดดวงแก้วเล่นขึ้นๆ ลงๆ ยากนักก็เล่นกับมันไปเลย พอมันลงไปได้ท่านก็รีบบริกรรมคำภาวนาว่า “พุทธังสะระณังคัจฉามิ” 3 ครั้ง แล้วจึงปล่อยให้มันลอยขึ้นมา กดลูกแก้วลงไปแล้วก็รีบบริกรรมภาวนา 3 ครั้ง ทำอย่างนี้ไปเรื่อยๆ ตอนนี้ลูกแก้วก็ชักจะเริ่มเชื่องขึ้นมาแระ....อาจเพราะทนลูกตื๊อของหลวงตาแก้วไม่ไหว

    ปล. นิยายเรื่องนี้สมมติแต่งขึ้นมาเอง ตัวละครทุกตัวและสถานที่ต่างๆ ไม่มีตัวตนอยู่จริงและไม่มีความเกี่ยวข้องกับวัดใดๆ หรือพระภิกษุองค์ไหนในประเทศไทยเลย เป็นเพียงการจินตนาการขึ้นมาและผูกเรื่องราวที่เกิดขึ้นในประเทศทิเบติราชให้อ่านกันเพื่อความบันเทิง โดยมีการแทรกข้อคิดและความรู้ทางธรรมะไว้ ผู้แต่งจะค่อยๆ ทยอยเขียนเรื่องตอนต่างๆ แบบค่อยเป็นค่อยไป เพื่อนำท่านผู้อ่านให้ร่วมเดินทางและมีประสบการณ์ไปพร้อมกันบน “เส้นทางนักบวช” นี้

    ***************************************************
     
  19. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    12,532
    กระทู้เรื่องเด่น:
    99
    ค่าพลัง:
    +54,160
    นิยายธรรมะเรื่อง “เส้นทางนักบวช” โดย หลวงตาอู๋
    ตอนที่ 4 เล่นกับดวงแก้ว

    สิ่งที่เป็นศัตรูกับนักบวชก็คือผู้หญิง เพราะนักบวชเป็นผู้ประพฤติพรหมจรรย์โดยการสละออกจากทางโลกหรือการครองเรือนแบบชาวบ้าน นักบวชตั้งแต่สมัยโบราณกาลมาก็คือผู้ออกจากเรือนและงดเว้นจากการเสพเมถุนธรรม ดังนั้นกฎหรือพระวินัยข้อที่ร้ายแรงของพระภิกษุก็คือการอยู่กับผู้หญิง 2 ต่อ 2 นั่นเอง โดยมีการปรับอาบัติตั้งแต่สังฆาทิเสส (อยู่กรรม) ไปจนถึงปาราชิก สึกออกจากการเป็นพระไปเลยทีเดียว พวกพระหนุ่มๆ จึงต้องระวังเรื่องผู้หญิงให้มากเพราะถ้าพลาดพลั้งไปแล้วจะไม่สามารถกลับมาบวชเป็นพระได้อีก

    ธรรมชาติของผู้หญิงและผู้ชายมันก็เป็นของคู่กันมานานแสนนานแล้ว คล้ายๆ กับผู้หญิงนั้นมีธรรมชาติเป็นกระแสลบ ผู้ชายมีธรรมชาติเป็นกระแสบวก เมื่อเข้ามาใกล้กันก็จะดึงดูดให้เข้ามาติดกัน ดังนั้นพระพุทธเจ้าท่านจึงต้องออกกฎให้พระภิกษุอยู่ห่างจากผู้หญิง (มาตุคาม) ให้มาก ห้ามอยู่กัน 2 ต่อ 2 ทั้งในที่ลับหูและในที่ลับตาเพื่อป้องกันลูกศิษย์ของท่านเอาไว้ก่อน

    แต่สำหรับหลวงตาแก้วแล้วเรื่องภัยจากผู้หญิงก็ไม่ค่อยจะน่ากลัวนัก เพราะท่านก็แก่แล้วคงไม่มีผู้หญิงคนไหนจะมาต้องตาต้องใจท่าน ทั้งท่านก็ยังมีรูปร่างค่อนข้างอ้วนและหาความหล่อเหลาไม่ค่อยจะเจอ หลวงตาแก้วจึงไม่ค่อยมีปัญหาจากภัยมาตุคามนี้ มีปัญหาแค่ยังไม่เห็นดวงธรรมเท่านั้น ช่วงนี้ท่านก็เลยมุ่งมั่นในการนั่งสมาธิกำหนดให้เห็นดวงแก้วขึ้นที่ศูนย์กลางกายตรงบริเวณกลางท้องของท่านอย่างขะมักเขม้น เมื่อนั่งไปนานเข้าหากเริ่มรู้สึกตึงเครียดกับการเพ่งลูกแก้ว ท่านก็จะผ่อนคลายโดยการเล่นกับลูกแก้ว

    โดยตอนที่ท่านนึกกดลูกแก้วลงไปจากตรงกลางอกให้ลูกแก้วค่อยๆ เลื่อนลงไปที่ศูนย์กลางกายนั้น หลวงตาแก้วก็จะนึกเอาตัวของท่านเข้าไปอยู่ในดวงแก้วด้วย เมื่อดวงแก้วค่อยๆ เลื่อนลงไปก็ทำให้ท่านรู้สึกว่าเหมือนกับการลงลิฟท์แก้วแบบที่ในห้างสรรพสินค้าใช้กันเพื่อขึ้นลงในแต่ละชั้น ท่านก็คิดว่าเอามือกดปุ่มลิฟท์ให้มันเลื่อนลงไปตัวของท่านก็ลงไปด้วย พอลงไปสุดแล้วท่านก็กดลิฟท์ขึ้นไปใหม่ ตัวของท่านที่อยู่ในดวงแก้วก็วิ่งขึ้นวิ่งลงพอให้คลายเครียด เมื่อหายเครียดแล้วจึงจะไปกำหนดหาจุดศูนย์กลางดวงแก้วต่อไปใหม่

    บางครั้งเมื่อดวงแก้วไปตั้งอยู่ที่ศูนย์กลางกายแล้ว หลวงตาแก้วก็จะนึกให้ดวงแก้วจากที่เห็นเป็นดวงแก้วหินใสให้กลายเป็นดวงใสแบบฟองสบู่ คือเป็นดวงแก้วผิวบางๆ ลอยอยู่กลางท้องท่านก็นึกสนุกเอานิ้วจิ้มเข้าไปที่ผิวของดวงแก้ว นิ้วของท่านสามารถแทงทะลุผิวดวงแก้วออกไปได้ แล้วท่านก็ดึงนิ้วกลับเข้ามาผิวของดวงแก้วก็จะหุบติดเข้าหากันเหมือนเดิม เหมือนกับตอนที่เราเป็นเด็กชอบเล่นกับฟองสบู่อย่างไรอย่างนั้นเลย เรื่องการเล่นกับดวงแก้วนี้ท่านเก็บเป็นความลับไม่กล้าเล่าให้ใครฟัง เดี๋ยวเขาจะนึกว่านอกจากท่านจะเป็นพระแก่แล้วยังเป็นพระบ้าอีกด้วย แต่ผลของการเล่นกับลูกแก้วบ่อยๆ ก็ทำให้ท่านเกิดความชำนาญในการกำหนดเห็นลูกแก้วไปด้วย พอนึกปุ๊บก็เห็นปั๊บเลยแม้จะเห็นได้ไม่นานชัดบ้างไม่ชัดบ้างก็ตาม

    ในบางครั้ง ท่านก็นึกเอาตัวของท่านเข้าไปนั่งอยู่ในดวงแก้วนั้น เมื่อเข้าไปนั่งได้สักพักมันก็เกิดความคิดผุดขึ้นมาว่า ตอนที่เรามาเกิดนั้นเราก็เข้าไปนั่งอยู่ในท้องของแม่ ตอนนี้เราก็เข้ามานั่งในแบบเดียวกันแต่อยู่ในท้องของตัวเองเตรียมที่จะเกิดอีกครั้ง เป็นการเกิดครั้งที่สอง แต่เป็นการเกิดในทางธรรมเพื่อที่จะได้ไม่ต้องกลับมาเกิดอีก....

    ปล. หลวงตาแก้วไม่ใช่หลวงตาอู๋นะครับเป็นคนละคนกันอยู่กันคนละประเทศ อายุและรูปร่างหน้าตาก็ไม่เหมือนกัน นิยายเรื่องนี้สมมติแต่งขึ้นมาเอง ตัวละครทุกตัวและสถานที่ต่างๆ ไม่มีตัวตนอยู่จริงและไม่มีความเกี่ยวข้องกับวัดใดๆ หรือพระภิกษุองค์ไหนในประเทศไทยเลย เป็นเพียงการจินตนาการขึ้นมาและผูกเรื่องราวที่เกิดขึ้นในประเทศทิเบติราชให้อ่านกันเพื่อความบันเทิง โดยมีการแทรกข้อคิดและความรู้ทางธรรมะไว้ ผู้แต่งจะค่อยๆ ทยอยเขียนเรื่องตอนต่างๆ แบบค่อยเป็นค่อยไป เพื่อนำท่านผู้อ่านให้ร่วมเดินทางและมีประสบการณ์ไปพร้อมกันบน “เส้นทางนักบวช” นี้

    *******************************
     
  20. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    12,532
    กระทู้เรื่องเด่น:
    99
    ค่าพลัง:
    +54,160
     
Loading...
กระทู้ที่คล้ายกัน - เรียนเชิญ ผู้ปฏิบัติสติปัฏฐานสี่ตามแนววิชชาธรรมกาย
  1. เผยแพร่ธรรมะ
    ตอบ:
    0
    เปิดดู:
    18
  2. เผยแพร่ธรรมะ
    ตอบ:
    1
    เปิดดู:
    30
  3. เผยแพร่ธรรมะ
    ตอบ:
    0
    เปิดดู:
    18
  4. เผยแพร่ธรรมะ
    ตอบ:
    0
    เปิดดู:
    16
  5. เผยแพร่ธรรมะ
    ตอบ:
    0
    เปิดดู:
    17
สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้
Loading...