ทำไมพระธุดงค์ต้องโกนผมในทุกวันพระ

ในห้อง 'อภิญญา - สมาธิ' ตั้งกระทู้โดย มะหน่อ, 17 กันยายน 2008.

  1. มะหน่อ

    มะหน่อ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    17 พฤษภาคม 2008
    โพสต์:
    1,652
    ค่าพลัง:
    +1,211
    เป็นปริศนาหมดเลยนะครับเรื่องของธรรมมะแล้วผมก็มีแนวคิดและเสนอไปแล้วว่าธุดงค์คือเป็นทุกอยู่ในดงในตอนหนึ่งนะครับ....คืออุ้มบาตรไป...พิจารณาหิวข้าวไปคือท้อง...เคยกล่าวแล้วนะครับว่าหากวันไหนได้กินก็อิ่ม...หากวันไหนไม่ได้กินก็อด...นั่งพิจารณาบาตรเดี๋ยวก็ปลงเองนะครับหนีความหิวโดยนั่งวิปัสนาให้ได้ฌานสี่ก่อน....ตรงนี้คิดเห็นเป็นอย่างไรกันบ้างครับ....และพอหิวมากๆ...เกิดอะไรขึ้นควรแก้ไขอย่างไร.....หากท่านไม่ได้อ่านข้อคิดเห็นพระธูดงค์มาก่อนผมจะเล่าให้ฟังนะครับ...แต่หลายท่านคงเบื่อแล้วเช่นกัน...

    เอ้าถามแล้วนะครับทำไมท่านต้องโกนหัวทุกวันพระ(ขอโทษนะครับเดี่ยวหาว่าผมไม่สุภาพอีก..ผมมีเหตุครับกับคำคำนี้)

    เวลาเกิดกิเลสคือความหิวดับอย่างไร

    มาเล่นกันมั่งดีกว่าไหมครับคิดมากปฏิบัติมากไม่ได้แนวคิดแล้วเครียดนะครับ
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 17 กันยายน 2008
  2. obby108

    obby108 Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    20 พฤศจิกายน 2007
    โพสต์:
    81
    ค่าพลัง:
    +33
    ไม่เข้าใจนะครับ
     
  3. rux

    rux เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    18 พฤศจิกายน 2006
    โพสต์:
    308
    ค่าพลัง:
    +990
    ไม่มีอะไรธรรม
     
  4. มะหน่อ

    มะหน่อ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    17 พฤษภาคม 2008
    โพสต์:
    1,652
    ค่าพลัง:
    +1,211
    ผมมไอยากเฉลยตอนี้นะครับ...อดใจรออีกนิด
     
  5. มะหน่อ

    มะหน่อ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    17 พฤษภาคม 2008
    โพสต์:
    1,652
    ค่าพลัง:
    +1,211
    พระเดชพระคุณท่านมีความสุขกับการปฏิบัติธรรมมากๆเห็นไหมครับ
    ท่านมีแนวคิดที่ถูกต้อง.....ท่านคงรู้อะไรบางอย่างเป็นที่แน่นอน
    ท่านยังมีชีวิตอยู่ไหมครับ
    แม้แต่พระเดชพระคุณท่านหลวงพ่อฤาษีกระผมก็ไม่รู้จักนะครับ..เห็นแต่รูปท่าน

    ท่านกำลังจะบอกคุณว่าทุกอย่างในโลกนี้มีคู่....กระผมไม่รู้ว่าอะไรที่ท่านหาอยู่เพราะที่ท่านรู้ท่านคิดกระผมไปตำหนิกรรมของท่านไม่ได้.....ขอให้คิดแล้วเดี๋ยวจะต้องมาพบเจอกันเองไม่ประตูใดก็ประตูหนึ่งในสี่หมื่นแปดพันสี่ร้อยประตูนี่แหละ

    คุณไปถามอะไรท่านละครับเดี๋ยวกระผมจะบอกให้แล้วนำเอาตรงนี้ไปบอกท่านแล้วถามท่านว่าสิ่งที่ท่านหาอยู่นี้คือสิ่งนี้ใช่หรือไม่....หรือบางทีท่านเจอแล้วก็ได้แต่คงไปติด...หรือ...ท่านรู้แล้วแต่ท่านไม่บอกเก็บเงียบอยู่

    ด้วยความคิดเห็นด้วยส่วนตัวนะครับ.....เมืองไทยต้องมีอีกมากที่กำลังจะหลุดไปจุดสูงสุดของการปฏิบัติ....บุคลธรรมดาในเวฟนี้....กระผมเห็นมีหลายท่าน...และมีอีกหลายท่านที่นิ่งเป็นใบ้อยู่แคะอย่างไรก็ไม่ออกมา....มีพระอีกหลายท่านรู้แล้วแต่ไม่เข้าใจติดอีกนิดเดียวเท่านั้น....และขอความกรุณาละครับอย่าด่าผมว่ากระผมอวดรู้.....กระผมกราบท่านไว้เป็นผู้อาวุโสของกระผมก่อนเลย...ท่านอยากรู้อะไรเรื่องธรรมมะที่กระผมพอจะช่วยเสนอความคิดเห็นได้แลกเปลี่ยนความคิดได้...กระผมมีความยินดีสนทนาธรรมมะกับท่าน...แต่กรุณาอย่าด่ากระผม...เพราะกระผมจะต้องหนีแล้วครับหากเจอเรื่องไม่ดีมากๆเกิดขึ้นมาอีก.....เพราะสิ่งที่ท่านรู้กระผมไม่รู้เพราะกระผมไม่อยากรู้....เรื่องของกระผม...กระผมรู้แต่ท่านไม่รู้เรื่องของกระผม.....หากมีทิฏฐิตัวใดคั่งค้างคาใจมาลองวิชากันดีกว่า...วิชาธรรมมะ...เรื่องอื่นผมไม่เล่นด้วยนะครับ

    ขอให้เจริญในธรรมครับ
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 18 กันยายน 2008
  6. นิวรณ์

    นิวรณ์ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    3 กันยายน 2008
    โพสต์:
    9,051
    ค่าพลัง:
    +3,457

    มันเป็นอุบายของการ บวช ครับ การ บวช นี่หมายถึงการ แต่งชุดนักรบ
    ออกศึกชนิดแนวหน้า ห้ามถอย เพราะถ้าถอย ก็ลำบากกองหลัง

    ข้อวินัยต่างๆ จึงเป็นแต่หนทางที่ทำให้เห็น ทุกข ให้ถนัดแก่สายตาแบบ
    ปุถุชน เพื่อให้คำนึงถึงว่า จะถอยไม่ได้ ต้องเดินหน้าอย่างเดียว เรียกว่า
    ทุกขาปฏิปทา เป็นการใช้กำลังใจเด็ดเดี่ยวเข้าต่อกรกับรบกิเลส

    ผมยังเคยได้ยินว่า ในหนังสือประวัติหลวงปู่มั่นได้กล่าวไว้ตอนหนึ่ง พระที่
    ธุดงค์หากทำผิดวินัยเล็กๆ น้อยๆ ก็จะต้องตายภายใน 6 เดือน นี่ก็ยิ่งทำให้
    พระที่ออกธุดงค์ต้องเน้นย้ำเรื่องวินัย พร่องไม่ได้เลย ไม่มีโอกาสถอย

    ส่วนเรื่อง การทำฌาณสมาบัติ 4 ให้ได้นั้น อันนั้นเป็นทางแก้ พระที่จะ
    ออกธุดงค์ในป่าในเขาจึงต้องฝึกตรงนี้ให้ได้ เพื่อที่จะได้อดรนทนได้ มี
    ขันติที่จะไม่ละเมิดวินัย อันจะทำให้ต้องตายภายใน 6 เดือนเสียก่อนที่จะ
    ได้มรรคได้ผล

    ส่วนฌาณที่มากกว่า 4 ก็เป็นเรื่อวาสนาระหว่างทางที่ออกธุดงค์ เพราะการ
    ดำรงค์ฌาณ 4 นี้ แน่นอนละว่าถ้าออกป่าอยู่เขา ก็ต้องทำ ฌาณ 4 ได้เนืองๆ
    ดังนั้น ฌาณ 5 6 7 8 ก็อยู่ในวิสัย

    แต่ที่สำคัญ จะต้องถอยฌาณ หรือ ละวางฌาณลงบ้าง เพื่อที่จะออกมา
    เจริญปัญญา หรือ ญาณ ซึ่งก็คือการถอยออกจากความ สงบ ว่าง ที่ได้
    จากฌาณ เพื่อไปสัมผัส ว่าง อีกลักษณะหนึ่ง

    การใช้หนทาง ทุกขาปฏิปทา ก็คือ การปราวณาที่จะทำนิพพานให้แจ้งใน
    ชาตินี้ (ได้หรือไม่ได้ ก็อีกเรื่อง) เพราะเมื่อไหร่ที่ทำอย่างนี้แล้วอย่างน้อย
    สังขารที่เป็นกายจะชำรุดมาก แต่สภาวะร่างกายที่ชำรุดไม่ใช่ปัญหาในสาย
    ตาของผู้ตั้งใจเด็ดเดี่ยว ยอมพลีชีวิตเพื่อถวายเป็นพุทธบูชา
     
  7. นิวรณ์

    นิวรณ์ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    3 กันยายน 2008
    โพสต์:
    9,051
    ค่าพลัง:
    +3,457
    ส่วน สุขาปฏิปทา ก็เป็นเรื่องของพระ หรือ อุบาสก อุบาสิกา ทีไม่อาจ
    ใช้วิธี ทุกขาปฏิปทาได้

    กรณีของพระที่ทำแบบ สุขาปฏิปทา ก็จะจำอยู่ที่วัด ศึกษาตำหรับตำรา
    เป็นเบื้องต้น เพราะต้องคอยตอบญาติโยม อุบาสก อุบาสิกา ที่จะเข้ามา
    ถามคำถาม (เมื่อก่อน หนังสือนั้นผลิตได้จำกัด ยิ่งโบราณนั้น หนังสือเป็น
    ของต้องห้ามในการถือครองของชนชั้นที่ต่ำ ) ด้วยภาระกิจหลักตรงนี้ทำ
    ให้พระที่จำวัดไม่ค่อยได้ฝึกกรรมฐาน จนเป็นที่ไม่เข้าใจของฝ่ายทุกขาปฏิปทา
    แต่ว่าจริงๆ แล้วเขาก็ทำหน้าที่ของเขา เพราะหากไม่มีวัดอยู่ ไม่มีการดูแล
    อยู่ พระที่ธุดงค์บางส่วนก็ไม่รู้จะธุดงค์ไปไหน จะออกมาเจอใคร ถามข่าว
    คราวครูบาอาจารย์ที่ธุดงค์อยู่เดินทางไปทิศใด ก็เรียกว่าเป็นหน่วยข่าวใน
    อีกมุมหนึ่ง เว้นแต่พระป่าที่เล็งญาณได้เอง อันนี้ก็จะไม่มีการมาแวะถามข่าว
    ทีวัด

    แต่จะเห็นว่า สุขาปฏิปทา ที่พระบ้าน อุบาสก อุบาสิกา ฝึกกรรมฐานพอแก่ฐานะ
    แล้วสำเร็จก็มี ไม่ใช่ไม่มีเสียเลย
     
  8. มะหน่อ

    มะหน่อ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    17 พฤษภาคม 2008
    โพสต์:
    1,652
    ค่าพลัง:
    +1,211
    ใกล้แล้วครับ.....ใกล้มากๆ.....ท่านไปอยู่ที่ไหนมาครับท่านนิวรณ์
    ทำไมไม่มาเล่นกับผมบ้าง.....

    แต่ยังมีองค์ประกอบที่สำคัญอย่างยิ่งในการปฎิบัติครับ...หาเจอผมให้ฮอล์ท่านเม็ดหนึ่งเอา
     
  9. มะหน่อ

    มะหน่อ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    17 พฤษภาคม 2008
    โพสต์:
    1,652
    ค่าพลัง:
    +1,211
    ผมเฉลยแล้วครับผมเสียงดังแล้วอันตรายมากครับ
    คอมพิวเตอร์มีฮาร์ดดิสนะครับ....คนมีสมอง....พอเต็มแล้วโกนทิ้งเสีย....อย่ายึดติดทำไมผมใช้คำว่าหัว....พระท่านโกนทุกเจ็ดวันยังไม่รอด...แต่ท่านก็ไม่รู้...เรื่องทางกายคือความสะอาดหัว...แต่เรื่องทางความคิดนี่ไม่โกน....แล้วพระนักปฏิบัติทางสายตำราละครับ.......ท่านมาแสวงหนทางพ้นทุกข์นะครับ...แล้วกุฏิท่านละครับ...บางวัดที่นอนท่านยังกับวังใหญ่กว่าโบสเสียอีก....ท่านมานรกหรือสวรรค์ครับท่าน...ผมไม่กลัวหรอกครับเพราะคำว่า...มะหน่อหรือมโน.....ไม่มีตัวตน....ตัวปลอมครับ....หญิงปลอมชาย..ชายปลอมหญิงในเวฟวุ่นวายหนอไปหมด...จริงคือเท็จเท็จคือจริงครับ....ไม่แน่ผมอาจเดินอยู่ข้างๆท่านก็ได้....ท่านรู้ผมหน้าตาอย่างไร....คงวุ่นแหละครับ
     
  10. สราวุธ ลำพูน

    สราวุธ ลำพูน เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    16 มิถุนายน 2007
    โพสต์:
    178
    ค่าพลัง:
    +302
    ผมไม่ใช่พระ แต่มีควารู้สึกว่า เวลาโกนแล้ว รู้สึกเป็นสติติดกับตัว เวลามีเรื่องอะไรเกิดขึ้นมักจะรู้สึกถึงอีกฐานะแห่งตน อยู่มาก เวลาเข้าไปในที่รกรุงรัง มักจะล้างด้วยง่าย ไม่ต้องไปหาแชมพู เป่าผมให้แห้ง ตัดปัญหาไปเลย.
    ขอแสดงความคิดเห็นด้วยความรู้ด้อยปัญญาของข้าพเจ้า ผิดถูกอย่างไรขออโหสิกรรม
     
  11. มะหน่อ

    มะหน่อ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    17 พฤษภาคม 2008
    โพสต์:
    1,652
    ค่าพลัง:
    +1,211
    แม่นแล้วก้า
    คนมีหัวเดียวเมื่อเต็มก็ทิ้งไปเพราะไม่มีที่ใส่ขืนใส่เข้าไปอีก...
    หรือมีอีกวิธีคือเปลี่ยนหัวใหม่จะเลือกทางใด

    พระพุทธองค์เผยแพร่พระศาสนามานานแล้วบางอย่างหายไป.....หินที่เป็นกงจักรกระผมสงสัยด้วยซ้ำตอนนี้ว่าจะต้องเป็นสองสีด้านหนึ่งต้องสีหนึ่งอีกด้านหนึ่งต้องเป็นอีกสีหนึ่ง...คือนรกและสวรรค์...แต่สีมันหลุดไป.....เหมือนคำสอน...พุทะศาสนิกชนมักง่ายจนไม่จดไม่เขียนปากต่อปากคำต่อคำ....เพราะมีแต่คนรู้กราดเกลื่อนไปหมด.........แล้วสองพันห้าร้อยปีก็จะเหลืออะไรต้องมีการตกหล่นไปบ้างไหมครับ....

    เมื่อสมองมันเต็มก็เทมันทิ้งเพราะสมองคือกาย...ปล่อยให้จิตจำ.....จิต......ที่ดีๆกรองเอาอีกที....อยู่ตั้ดใดเก้าะละปูน...ผมไปแอ่วได้ก่อ...เจริญในธรรมครับ
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 19 กันยายน 2008
  12. เขตปกครอง230

    เขตปกครอง230 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    3 มีนาคม 2006
    โพสต์:
    463
    ค่าพลัง:
    +324
    ตอบไม่ได้จ้า..แบบว่าไม่ใช่พระจ้า
     
  13. มะหน่อ

    มะหน่อ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    17 พฤษภาคม 2008
    โพสต์:
    1,652
    ค่าพลัง:
    +1,211

    ต้องเป็นคนนะครับคิด...หากมีวิธีการคิดและรู้วิธีคิด...ทำไมผีสางเทวดาอิจฉาคน....เพราะเขาไม่มีร่างกายครับ(คำท่านว่าไว้นะครับไม่ใช่กระผมคิดเอง)....หากคนเราไม่เอาคำว่าทิฏฐิมาขวางเสียก่อน....เข้าไปดูตรงโกกนุทสูตร...ในหัวข้อเรื่องพระอานนท์ตอบคำถามนะครับ...หากศึกษาเข้าใจโดยถ่องแท้แล้วเรื่องนี้ง่ายมากๆเลยครับ...กระผมเป็นกำลังอีกแรงนะครับ...เรื่องธรรมมะยินดีเป็นอย่างยิ่งครับ...เจริญในธรรมครับ
     
  14. Tenpokensin

    Tenpokensin เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    26 มกราคม 2007
    โพสต์:
    365
    ค่าพลัง:
    +1,639
    อนุโมนทนาให้กับคุณ มะหน่อ และคุณ นิวรณ์ สำหรับการแสดงธรรมครับ
     
  15. มะหน่อ

    มะหน่อ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    17 พฤษภาคม 2008
    โพสต์:
    1,652
    ค่าพลัง:
    +1,211
    ต้องขอรบกวนกราบท่านช่วยชี้แนะส่งเสริมด้วยนะครับ...เพราะบางทีบางครั้งบางส่วนปลีกย่อยทางวิชาการจะหายไป....และบางอย่างมีความประมาทเพราะโมหะจริตที่มีจะมากยังครอบงำอยู่...บางอย่างมัวคิดแต่งมัวพิมพ์ตัวอ้กษรแล้วหายไปทางความคิด

    กระผมเห็นท่าน...กระผมดีใจมากครับที่ท่านมาช่วยพวกกระผมแล้วในการส่งเสริมและในการค้ำชูในศาสนาเพื่อภายภาคหน้า...รบกวนท่านแล้วครับ...ด้วยความรู้อันน้อยนิดบางทีน้ำไม่นิ่งครับ...แต่ด้วยความตั้งใจจริงๆครับหากตรงไหนไม่ควรไปในลักษณะนั้นๆท่านชี้แนะแนวทางด้วยนะครับกระผม...เพราะธรรมมะไม่ละเอียดประมาทเลยมิได้ครับ...ผมเป็นห่วงตัวเองเรื่องนี้เช่นกัน..เจริญในธรรมครับ
     
  16. aero1

    aero1 Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    20 พฤษภาคม 2008
    โพสต์:
    91
    ค่าพลัง:
    +54
    คำถามตั้งไว้ผิดครับ ใครบอกว่าพระธุดงค์ต้องปลงผมวันพระอ่ะครับ ไม่ทราบวินัย ข้อไหน ช่วยแถลง และคำว่าพระธุดงค์เนี่ย ผมว่าคุณเข้าใจผิดป่าวครับ

    ธุดงค์
    ธุดงค์
    {เมื่อบอกว่า พระธุดงค์ คน ไทยทั่วไปจะเข้าใจว่าเป็น พระที่แบกกลดสะพายบาตรและย่ามเดินจาริกไปแล้วปักกลดพักค้างแรมตามป่าช้า ใต้ต้นไม้ ชายป่า ในสวน หรือที่รกร้างว่างเปล่าบางที่... ซึ่งความเข้าใจทำนองนี้ นับว่าเป็นความหมายที่งอกขึ้นมาในวัฒนธรรมทางภาษาของเรา แต่อาจไม่ตรงตามความหมายของภาษาเดิมนัก...
    ส่วนเฉพาะคำว่า ธุดงค์ เป็นอย่างไรนั้น... ถ้าไม่สอบถามพระสงฆ์ทรงภูมิรู้ หรือชาวบ้านผู้เคยบวชเรียนหรือศึกษามาเป็นการเฉพาะแล้ว ก็ยากที่จะอธิบายได้ตรงตัว...
    อันที่จริงคำว่า ธุดงค์ หมาย ถึงการกำหนดอุบายบางอย่างเพื่อกำจัดกิเลสส่วนตัว ตามคัมภีร์นั้น ท่านจำแนกออกเป็น ๑๓ ชนิด ซึ่งผู้สนใจอาจค้นหาอ่านในอินเทอร์เน็ตได้ไม่ยาก... หรือผู้ที่ต้องการจะอ่านโดยตรงก็เชิญ คลิกอ่านที่นี่ ในกระทู้นี้ จะเล่าเฉพาะความหมายของศัพท์เป็นสำคัญ...

    ธุดงค์ หรือเขียนตามศัพท์เดิมว่า ธุตังคะ (ศัพท์นี้ อาจใช้สระอูแทนสระอุ เป็น ธูตังคะ ได้ด้วย) จัดได้ว่าเป็นทั้งคำสมาสและสนธิ... ที่เรียกว่าสมาสนั้นก็คือ นำศัพท์มาต่อกัน กล่าวคือ ธุตะ+องคะ = ธุตอังคะ ... แต่เพื่อความไพเราะและออกเสียงได้ง่ายจึงทำการเชื่อมอักษรภายในอีกครั้งงที่เรียกว่าสนธิ กล่าวคือ ธุตอังคะ = ธุตังคะ ... (จำง่ายๆ ว่า สมาสชน สนธิเชื่อม นั่นคือ สมาสเพียงเอาศัพท์มาชนกันต่อกันธรรมดา ส่วนสนธิเอาอักษรของศัพท์มาเชื่อมกันอีกครั้ง)
    ธุตะ (ธุ + ตะ) มาจาก ธุ รากศัพท์ แปลว่า กำจัด ในที่นี้หมายถึงการกำจัดกิเลสเท่านั้น...

    • เมื่อมาเป็นคุณนามของพระภิกษุแล้ว ธุตะ จึงแปลว่า พระภิกษุผู้กำจัดกิเลส
    • เมื่อมาเป็นคุณนามของอุบายแล้ว ธุตะ จึงแปลว่า อุบายเป็นเครื่องกำจัดกิเลส
    อังคะ ถ้าไม่แปลทับศัพท์ว่า องค์ ก็อาจแปลออกศัพท์ได้ว่า ข้อกำหนด
    เมื่อถือเอาตามนัยนี้ ธุตังคะ หรือ ธุดงค์ อาจแปลได้ ๒ นัย กล่าวคือ

    • ธุดงค์ = ข้อกำหนดของพระภิกษุผู้จะกำจัดกิเลส
    • ธุดงค์ = ข้อกำหนดของอุบายเป็นเครื่องกำจัดกิเลส} ที่มา
    ส่วนที่คุณ เคยกล่าว เรื่อง พระทะลุดง นั้นเป็น เรื่องเล่าของ ครูอาจารย์ สมัยออกปฎิบัติใหม่ๆ สมัย เกือบ๕๐-๑๐๐ปีมานี่ เพราะว่า ชาวบ้านไม่รู้จักคำว่าธุดงค์ เลยสำคัญผิด ว่า ทะลุดง เพราะเห็นพระท่านคราใดก็ออกมาจากป่าผิดกับพระที่เคยเห็นคืออยู่ในวัด และพระธุดงค์ก็ไม่จำเป็นต้องอยู่ป่าเท่านั้นข้ออื่นๆ ใน 13 ข้อ ปฏิบัติที่ไหนก็ได้ ซึ่งในพระเมืองที่ท่านประพฤติอยู่ก็มีครับ
    แต่หากจะตอบคำถามคุณแบบข้ามความเบี่ยงเบนคลาดเคลื่อนของคำถาม อาจกล่าวได้ว่า "ทำไมพระสงฆ์ต้องปลงผม" คือในพระวินัยละเอียดท่านไม่ได้แจง กำหนดวันหรอกครับว่า ปลงวันไหน บอกไว้แต่เพียง .ห้ามไว้ยาวนานเกินหนึ่งเดือนหรือ ๒.ห้ามยาวเกินสองนิ้ว หากจะตอบคำถามดังกล่าวโดนปราศจากความเบี่ยงเบนดังกล่าว ขอตอบครับ

    "ทำไมพระสงฆ์ต้องปลงผม" คำถามนี้ไม่มี พระไตรปิฎกหน้าไหนตอบโดยชัดเจนตรงๆ ครับ หาก สามารถประมาณเจตนารมณ์เบื้องต้นของการปลง นั้นหมายถึงการตัดสินใจครั้งแรกของ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ว่าพระองค์มีเหตุอันใดจึง ปลงพระเกสาตอนออกวิเนษกรมณ์(ออกผนวช) ในสมัยพุทธองค์ออกวิเนษกรมณ์นั้นการปลงผมถือว่าเป็นกาลกิณี เสนียดจัญไรมากของสังคมยุค "วรรณะ" กล่าวคือ ถือว่าต่ำช้ากว่าพวกจัณฑาล ดังจะเห็นได้จากพระสูตรหลายแห่งที่มี ชาวเมืองเรียก ภิกษุว่า ภิกษุโล้น จึงอาจกล่าวได้ว่า การปลงผมของพระนั้นมีเหตุดังกล่าว โดยอาจสรุปได้เป็นจุดประสงค์รวมๆได้คือ

    .การทำให้เห็นว่าแน่วแน่ที่ถือเพศบรรพชิต
    .แสดงให้เห็นการฉีกจากความเป็นชนชั้นวรรณะ
    .แสดงให้เห็นชัดว่า จะไม่กลับไปครองเรือนอีกเพราะทรงทราบว่าพระบิดาต้องส่งอำมาตย์มาตามให้กลับไปครองเมืองแน่ (เหตุเพราะกาลกิณี เสนียดจัญไร)
    .และข้อสำคัญที่สุดแสดงความตั้งมั่นให้กิเลสรู้ว่าแม้ ชื่อเสียงเกียรติยศ สรรเสริญ เยินยอ พระองค์ก็ ทรงสลัดออก หากแต่มิได้หมายความว่าพระองค์ทรงหาความเสนียด ใส่ตัว แต่หากเป็นการ ประพฤติในสิ่งที่เป็น เสนียดที่ฉาบทาโดยมโนคตินิยมของสังคม ซึ่งหาได้เป็นเสนียดจากการกระทำคือปลงผมไม่

    จะเห็นได้ว่าการออกบวชของภิกษุสมัยนั้น จึงแสดงความมั่นจริงๆ ที่จะประพฤติธรรม ดังจะเห็นได้จากพระสีวลี ขณะบวชแค่มีดโกนสัมผัสองค์ท่านก็ บรรลุโสดาบัน เมื่อโกนครั้งที่สองบรรลุสกิทาคามีผล จนโกนครั้งที่สี่บรรลุอรหันต์ ขณะยังไม่เสร็จพิธี เป็นอรหันต์บุคคลก่อนบวชขณะนั้นเอง ปัจจุบันจึงมีน้อยบุคคลที่จะทราบถึงพุทธกุสโลบายที่ทรงให้ภิกษุปลงผม กระทู้นี้จึงเห็นประโยชน์อย่างยิ่งในการแสดงให้ชาวพุทธได้ทราบครับ อนุโมทนา

    ฉะนั้นจะให้ตอบอย่างไรดีกับคำถามโจทย์ผิด ครับบบ
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 19 กันยายน 2008
  17. มะหน่อ

    มะหน่อ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    17 พฤษภาคม 2008
    โพสต์:
    1,652
    ค่าพลัง:
    +1,211
    นี่ละครับที่ผมปรารถนาอยู่....กราบขอบพระคุณท่านยิ่งเลยครับ...เพราะบางทีพวกเราเละเทะ-เลอะเลือน....คือรู้ไม่จริงเอามาเล่นกันนี่อันตรายมากต่อพระพุทธศาสนาไหมครับเล่นกันบ้างมีกำหนดกฎมีเกณฑ์กันเข้ามาบ้างจะได้รู้ได้ทราบข้อเท็จจริงกัน...อิงนู่นอิงนี่...เพื่อความถูกต้องดีงาม...เหมาะสม...เอาไปคิดกันเองบ้าง

    กราบขอบพระคุณท่านยิ่งแล้วครับกระผม
     
  18. มะหน่อ

    มะหน่อ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    17 พฤษภาคม 2008
    โพสต์:
    1,652
    ค่าพลัง:
    +1,211
    เอาละนะครับทุกท่านกระผมจะสรุปแล้วในธรรมมะข้อนี้ใครมีอะไรอีกก็ว่ามาอีกนะขอรับ
    ต้องขอประทานอภัยที่ผมหนีธรรมะข้อนี้ไปนอนมาสองชั่วโมงคือเมื่อคิดอะไรไม่ออกเพราะร่างกายไม่ไหวมันมืดไปหมดขอไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นชนปลายตรงไหนดี

    อย่าลืมนะขอรับมีกระดาษมาหนึ่งหน้า....มีปากกามาสามสีและดินสออีกหนึ่งแท่ง...ต้องเตรียมให้ครบก่อนนะขอรับ.....หากท่านไม่พร้อมเสียแล้ว...อย่าหวังเลยครับ

    ตรงกลางหน้ากระดาษเขียนคำว่าธูดงค์ลงไป
    จากนั้นลากเส้นอุเบกขาลงมาไม่ต้องยาวนะครับแบ่งสองด้านด้วยปากกาสีแดง

    ด้านซ้ายมือเขียนคำว่า....ธุดงค์

    ใต้คำว่าธุดงค์หนึ่งบรรทัดเขียนคำว่ารูปกับนามห่างกันให้เท่ากันโดยมีเส้นอุเบกขาอีกกับคำว่าธุดงค์แล้วนะครับมีสองขาแล้วคือขาใหญ่กับขาเล็กแต่เส้นเล็กนี้(อุเบกขา)ขีดด้วยปากาสีดำ

    มาด้านขวามือช่องกว้างๆตรงกันข้ามกับคำว่าธุดงค์เล็กฟากซ้ายมือ....คือเป็นบรรทัดเดียวกัน....ตรงกันข้ามเขียนคำว่าทุกข์ในดงแล้วท่านขีดเส้นอุเบกขาสีดำลากลงมายาวเท่าๆกันกับด้านซ้ายคือยาวลงมาไม่มาก

    สองข้างของทุกข์ในดงเขียนคำว่าจิตด้านซ้ายและวิญญานด้านขวา

    ทีนี้สองด้านนี้เท่ากันแล้วนะขอรับจะเห็นความสมดุลย์แล้ว

    หากท่านที่ไปฝึกมโนนะครับ...แยกกายกับจิตออกหรือยัง.....
    ท่านไปเอาดินสอมาอีกบนคำว่าธุดงค์และทุกข์ในดงทีนี้ท่านเขียนเป็นหรือยังข้างซ้ายกายข้างขวาจิต.....ที่เอาดินสอมาอยากให้เทียบวิธีคิดนะครับ

    กลับมาด้านล่างดีกว่าธุดงค์คำแรกรูปคือ....ท่านพระเดชพระคุณเจ้าท่านแสดงในกระทู้ข้างบนนะครับเขียนคำว่ากระทู้แล้ววงกลมไว้เลย

    ด้านขวามือคือนาม
    เขียนคำว่าการตัดอาสาวะกิเลสของกายนะครับด้านนาม.....ทีนี้เรารู้แจ้งมากทะลุแทงตลอดเลยเพราะพระเดชพระคุณท่านเอามาจากพระไตรปิฎก...และรวมถึงการตัดอาสวะกิเลสของกายด้วยนะครับว่าต้องเรียบร้อยให้ถึงพร้อมไม่ประมาทแล้วดังที่องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านได้บันทึกไว้ในพระไตรปิฎกไม่ตกหล่นสูญหายเพราะศิษย์ตะถาคตท่านนี้รักษาไว้อย่างดีมากๆ.....รู้แจ้งแทงตลอดไม่มีข้อสงสัยเลย

    ทีนี้ขอให้ท่านนั่งพิจารณาตนเองนะครับว่าเราประมาทกันตรงไหน...เราหาอะไรแล้วเราไปติดตรงไหน.....ธรรมะคือสมดุลย์ไม่มีข้อสงสัยโต้แย้ง...แล้วด้านขวามือของท่านละครับท่านจะหาอะไรมาใส่กับคำว่าทุกข์ในดง..........

    ท่านเดินไปเอาแต่กายไปไม่เอาจิตไปด้วยได้ไหม......

    มาว่ากันทางด้านจิตดีกว่าที่มีคำว่าจิตกับวิญานอยู่ตรงช่องด้านร่างของจิตเราเขียนคำว่าการตัดอาสวะของกิเลสของจิต...อย่างเดียวกันเลยจะตัดกันอย่างไรนี่กระผมไม่ทราบด้วยแล้วท่านคงหาเองได้แล้ว

    ตรงด้านวิญญานท่านเขียนไปเลยว่าความรู้สึกหรือการระลึกรู้....รู้อย่างไรขนาดไหนที่จะต้องรู้ให้แจ้งจิต.....คือจิตดูจิตรู้จิตของพระเดชพระคุณท่านหลวงปู่ดู่ท่านเขียนไว้ว่าผลของการส่งจิตออกนอกนอกเป็นเหตุ......ลองเอาคำนี้มา....และผมจะบอกว่า..นี่คืออริยะสัจสี่คือทุกข์สมุทัยนิโรธมรรคละขอรับ........
    แล้วทีนี้การระลึกรู้ของท่านที่ท่านหากันอยู่นี่......จบลงได้ด้วยคำว่ารู้เฉยๆได้หรือยัง

    แล้วทีนี้ท่านทิ้งมันไปได้หรือยังคำว่าธูดงค์หรือทุกในดง
    เก็บตรงนี้ไว้นะครับเพราะผมคิดครั้งเดียวแล้วลืมใครมาถามอีกผมอธิบายอย่างเดิมไม่ได้

    ทีนี้มาดูองค์ประกอบของการคิด....มีกายมีจิตอย่างไรท่านแยกเอาเองแล้วทำไมมีอุเบกขา....คิดไปอีกเป็นอจิณไตไหม.......

    แล้วอุเบกขาตรงกลางคือเส้นสีแดงคืออะไร...มโนครับคือมโน.......พระท่านใดไม่มีฌานสี่ติดตัวจะลืมความหิวของท้องและความทุกข์ทรมานของกายได้อย่างไร

    ปากกาดำแดงน้ำเงินคืออะไร.....ศิลสมาธิปัญญญา....หรือชาติศาสนาพระมหากษัตริย์ไหมทีนี้.....หรือไม่ใช่หาที่มีสามหัวข้อมาลองเอามาเทียบดูเพราะธรรมะข้อนี้กระผมเริ่มมึนแล้วขอนอนต่ออีกสักแป็บนึง

    ตีหนึ่งกว่าเมื่อคืนกระผมมึนมืดหมดเลยครับเพราะง่วงมากๆแต่ก็ฝืน
    พอฝืนแล้วทั้งกายและจิตเหมือนคอมพิวเตอร์แฮงค์มึนไปหมด

    กระผมก็ไปเททิ้งคือไปโกนหัวนะครับขอย้ำโกนหัวทิ้งด้วยการนอนหลับอย่างไม่เป็นสุขเพราะมึนไปหมด...มืดไปหมด...หลับได้นิดเดียวเองตีสองกว่า....แล้วมาเขียนต่อนี่ผมก็ไม่ทราบเหมือนกันว่ากระผมคิดออกได้เช่นไร

    หากท่านใดมีอะไรสงสัยท่านไปถามใครก็ได้ที่ชื่อว่าพี่ยมนะครับ

    พระเดินธุดงค์จบแล้วครับ
     
  19. มะหน่อ

    มะหน่อ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    17 พฤษภาคม 2008
    โพสต์:
    1,652
    ค่าพลัง:
    +1,211
    ขอให้ท่านช่วยเผยแพร่ศาสนาเถิดเรายอมตายถวายชีวิตแล้ว
     
  20. มะหน่อ

    มะหน่อ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    17 พฤษภาคม 2008
    โพสต์:
    1,652
    ค่าพลัง:
    +1,211
    ท่านสุจินโนท่านไปถึงไหนแล้วครับผมลืมฝากจดหมายให้เพื่อนครับฝากด้วย...กราบขอบพระคุณครับ
     

แชร์หน้านี้

Loading...