ว่านอาถรรพ์

ในห้อง 'จักรวาลคู่ขนาน' ตั้งกระทู้โดย พนมกุเลน, 22 เมษายน 2008.

  1. พนมกุเลน

    พนมกุเลน เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    16 เมษายน 2008
    โพสต์:
    2,455
    ค่าพลัง:
    +7,618
    ในบรรดาต้นไม้ทั้งหลาย รู้สึกว่าพวกว่านจะมีความลึกลับไม่น้อยหน้าใคร ทั้งสรรพคุณด้านคงกระพันชาตรี เป็นยาสมุนไพร บางทีก็บอกว่ามีเทวดารักษา หรือมีภูตผีสิงอยู่ อย่างเช่นว่านพวกนี้

    ว่านผีกระสือ , ว่านผีปอบ , ว่านผีโพง ต้นและหัวของว่านชนิดนี้มีลักษณะคล้ายขมิ้นอ้อย สีขาว รสฉุนร้อน เมื่อหัวแก่มีธาตุปรอทลงกิน มีพรายเป็นแสงแมงคาเรืองในเวลากลางคืน มีสรรพคุณอยู่ยงคงกระพัน

    แต่บางตำราก็ว่าผีโพงนั้น เกิดกับคนที่มีว่านหรือเลี้ยงว่านยาอันมีฤทธิ์แรง
    กล้า ไม่ใช้เฉพาะว่านผีกระสือ และไม่ได้บอกด้วยว่าว่านยาที่ว่านั้นมีว่าน
    อะไรบ้าง

    ในเวลากลางคืนตอนดึก ๆ โดยเฉพาะเวลาที่ฝนตกพรำ ๆ ว่านชนิดนี้ จะออกหากินแบบเดียวกับผีกระสือ จะมีดวงไฟเล็กๆ สว่างเรืองๆ อยู่ที่ปลายจมูก และหยดลงเป็นหยดๆ เหมือนหยดน้ำ

    ผีโพงจะออกหากินตามหนองน้ำ หรือทุ่งนาหลังฝนตก อาหารของผีโพงคือกบ และเขียด ซึ่งผีโพงจะกินด้วยการจับมาดูดเอาเมือกกินทีละตัวๆ

    โดยปกติ ผีโพงจะกลัวคน แต่ถ้าหากใครทำให้เจ็บใจ ผีโพงจะเอาไม้คานของแม่ม่ายพุ่งข้ามหลังคาบ้าน แล้วในทีสุดคนนั้นก็จะพบกับความพินาศวอดวาย

    ที่น่าสังเกตก็คือ ผีโพงนั้นจะมีหน้าตาคล้ายกับเจ้าของหรือผู้ปลูกว่าน

    แต่เดี๋ยวนี้ว่านชนิดนี้ไม่ค่อยมีใครนิยมแล้ว แทบจะสาปสูญจากวงการว่าน เพราะถือว่าเป็นอัปมงคล


    ว่านผมผีพราย มีลักษณะเป็นเส้นสีดำกับสีน้ำตาลเข้มเหมือนเส้นผมคน แต่เส้นใหญ่และหยาบกว่า ขึ้นอยู่ตามป่าลึก ไม่มีลำต้น กิ่ง ก้าน ใบ แต่จะพันอยู่กับกิ่งไม้จากต้นอื่นๆ และห้อยย้อยลงมา

    มีภูติที่สูงด้วยอิทธิฤทธิ์เฝ้ารักษาอยู่ ยามค่ำคืนจะเห็นเป็นดวงไฟลอยวูบวาบอยู่บริเวณชุมว่าน ต้องผู้ที่มีวิชาอาคมแก่กล้าเท่านั้นจึงจะเข้าไปเอามาได้ หากไม่เก่งจริงเป็นอันต้องวิ่งป่าราบเป็นบ้าเป็นบอไปเลยทีเดียว

    มีอิทธิคุณทางด้านแคล้วคลาดป้องกันภัยได้เป็นอย่างดี และช่วยให้การอธิษฐานสัมฤทธิ์ผลเร็วขึ้น ไม่สามารถนำมาปลูกเพาะพันธุ์ได้



    ว่านเหม่ดอยี เป็นว่านจากพม่า ข้ามาในเมืองไทยหลายสิบปีแล้ว พ่อค้าหัวใสโฆษณาว่าเป็นว่านวิเศษเป็นมงคล ตั้งชื่อกันว่า "ว่านนางพญาหงสาวดี" แต่โดยความเป็นจริง สรรพคุณของว่านชนิดนี้ตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง ว่าปลูกเลี้ยงไว้แล้วจะให้โชคลาภ ทำให้มีผู้หลงเชื่อแย่งกันซื้อมาเลี้ยงเอาไว้ตามบ้านเรือน


    แต่ทางพม่าเขาถือว่าเป็นว่านสะเดาะเคราะห์ ใช้ทางไสยศาสตร์บางแขนง จะไม่นำเข้าบ้านหรือร้านค้าเด็ดขาด อย่างดีก็ปล่อยเอาไว้ตามวัดวาอาราม

    ลักษณะของต้นมีใบหนาแข็ง สีเขียวสด มีดอกสีเหลือง เช่นเดียวกับต้นยางลำต้นเป็นปล้องๆ ชอบขึ้นตามเชิงเขาที่มีลำธารไหลผ่าน และตามพื้นที่ชุ่มชื่นทั่วไป

    ปลูกง่าย ตัดปล้องมาเพาะก็จะงอกออกมาเหมือนกับพวกขิง ข่า ตะไคร้ ไม่ต้องมีพิธีรีตองอะไร นิยมปลูกในกระถาง มีกลิ่นเหม็นซากเน่า

    ประวัติของว่านต้นนี้ ภาษาพม่าคำว่า "เหม่ดอยี" แปลเป็นไทยว่า "นางพญาผีดิบ" หรือ "แม่มด" ทางพม่าเขาถือกันว่าเป็นว่านที่มีอำนาจอาถรรพณ์ลี้ลับ เหมือนกับพวก "นางกล้วยตานี" หรือ "นางไม้ - นางตะเคียน"


    ในวันนักขัตฤกษ์ สุนัขจะเห่าหอนตลอดทั้งคืน เด็กพากันร้องไห้จ้าสะดุ้งผวา
    เพราะภูตในว่านจะปรากฏร่างออกมาให้เห็น เป็นหญิงสาวที่มีรูปโฉมงดงาม นุ่งขาวห่มขาว ผมยาวประบ่า


    หากผู้ใดนำมาปลูกเลี้ยงไว้ในบ้านจะต้องเซ่นไหว้บูชา มิฉะนั้นจะถึงกาลวิบัติ อับโชคลาภและเกิดอาเภทต่างๆ


    มีเรื่องเล่าว่า เจ้าของบ้านรายหนึ่งปลูกว่านี้ แล้วภรรยาล้มป่วยหนักและตายในที่สุด ต้องยกกระถางว่าน "นางพญาหงษาวดี" ไปให้คนอื่นเลี้ยง


    อีกรายที่ อ. หนองเบน จ.นครสวรรค์ เล่าว่า นับตั้งแต่ได้ว่านต้นนี้มาเลี้ยงไว้ในบ้าน ตกกลางคืนจะมีเสียงผู้หญิงร้องไห้อย่างโหยหวนในยามดึกสงัดทุกคืน พยายามฟังว่าเสียงนั้นมาจากไหนแน่ แล้วก็จับได้ว่าเสียงนั้นดังมาจากว่าน "เหม่ดอยี" นั่นเอง


    เจ้าของเกิดความกลัวขนหัวลุก เลยตัดสินใจยกกระถางทุ่มทิ้ง ตั้งแต่นั้นมาก็ไม่ได้ยินเสียงร้องประหลาดนั้นอีกเลย


    http://www.geocities.com/ounamilit_net/b23_wanthai.htm
     
  2. อักขรสัญจร

    อักขรสัญจร เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    24 ตุลาคม 2005
    โพสต์:
    4,513
    ค่าพลัง:
    +27,183
    น่าไปหาพันธุ์มาปลูกอนุรักษ์จริงๆเลย [​IMG]
     
  3. พนมกุเลน

    พนมกุเลน เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    16 เมษายน 2008
    โพสต์:
    2,455
    ค่าพลัง:
    +7,618
    มีเรื่องว่านผีปอบมาเล่า เรื่องนี้เกิดขึ้นกับครอบครัวของหลวงปู่พัน ฐิตธัมโม ในสมัยที่ท่านเป็นฆราวาสครองเรือนอยู่ ขอใช้คำแทนชื่อของหลวงปู่พันว่านายพัน เรื่องนี้เกิดขึ้นในหมู่บ้านแห่งหนึ่ง ห่างจากจังหวัดเลยประมาณ ๗ กิโลเมตร

    ครอบครัวพ่อตาแม่ยายของนายพันนั้น นับถือศาสนาพุทธและยังนับถือผีเจ้าบ้านอีกด้วย เมื่อนายพันมาอยู่ร่วมชายคาเดียวกันกับพ่อตา เห็นดังนั้นเข้านายพันจึงได้ทำหิ้งพระเป็นของตัวเอง ไม่ยอมกราบไหว้บูชาร่วมกับพ่อตา เพราะนายพันไม่ยอมกราบไหว้ผี

    ส่วนพ่อตาและญาติพี่น้องของนายพันนั้น นอกจากจะนับถือผีเจ้าบ้านแล้ว ยังนับถือผีตามหัวไร่ปลายนาอีก จะปลูกศาลพระภูมิเล็กๆ ไว้ตามหัวไร่ปลายนาซึ่งชาวบ้านเรียกกันว่าตูบผีตาแฮก เมื่อนายพันพบเข้า พอพ่อตาเผลอนายพันก็จะรื้อทิ้งทันทีเพราะนายพันไม่ต้องการให้ที่นามีผี

    เพราะนายพันกลัวว่า ผีจะมานำความทุกข์ความเดือดร้อนมาสู่ครอบครัวของตนเอง เนื่องจากที่ผ่านมานายพันเคยเห็นมาแล้วว่าการถือผีนั่นไม่ดี มีแต่จะนำความทุกข์ความเดือดร้อนมาให้เท่านั้น

    พอเมื่อเดือนหก ก่อนที่จะลงทำนากัน ชาวบ้านรวมทั้งพ่อตาของนายพัน
    ต่างก็นำเอาสิ่งของไปเช่นไหว้ผีไร่ผีนา ตามความเชื่อถือสืบต่อกันมาจากปู่ย่าตายาย สิ่งของที่นำมาเช่นไหว้นั้นประกอบไปด้วยมะละกอ ๒ ลูก ลูกหนึ่งปอกเปลือกออก สมมุติว่าเป็นหมูสีขาว

    ส่วนอีกลูกหนึ่งไม่ปอกเปลือกออก สมมุติว่าเป็นหมูสีดำ ซึ่งภาษาชาวบ้านเขาเรียกกันว่าหมูดำกับหมูด่อน แล้วเอาไม้ไผ่นำมาตัดเป็นกระบอกเล็กๆ แล้วเอาน้ำใส่ลงไปให้เต็มสมมุติว่าเป็นโอ่งหรือภาชนะใส่น้ำเหล้า

    แล้วยังมีไก่ต้มอีกหนึ่งตัว ซึ่งภาษาชาวบ้านเขาเรียกว่า เลี้ยงหรือเซ่นไหว้ด้วยเหล้าไหไก่ตัว เมื่อจัดเตรียมสิ่งของเรียบร้อยแล้ว เขาก็จะนำไปเลี้ยงไปเซ่นไหว้ที่ตูบผีตาแฮก

    เดือน ๖ ในปี ๒๔๙๔ ของหมู่บ้านแห่งนี้ ปีนี้งานเลี้ยงหรืองานเซ่นไหว้ผีเจ้าบ้านก่อนจะลงทำนา มีการจัดกันขึ้นอย่างยิ่งใหญ่กว่าทุกๆ ปี มีการบายศรีสู่ขวัญให้กับร่างทรงด้วย จึงมีการเกณฑ์ชาวบ้านผู้ที่เคารพนับถือผีเจ้าบ้าน ให้เอาล้อเกวียนไปตัดเอาไม้ไผ่มาทำประรำพิธี

    แต่ชาวบ้านส่วนใหญ่เลิกละ การเคารพนับถือผีกันไปมากแล้ว ต่างเข้าหาพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์เป็นที่พึ่งกันไปเกือบจะหมดทั้งหมู่บ้าน เพราะได้เห็นในสิ่งที่ไม่ดีเกิดขึ้นในหมู่บ้าน สาเหตุนั้นมีอยู่ว่า

    สมัยก่อนนั้นบ้านเมืองไม่ทันเจริญ ชาวบ้านยังไม่รู้การทำห้องน้ำห้องส้วมใช้กัน
    มีแต่หาถ่ายอุจจาระกันตามป่าละเมาะที่มีอยู่ตามที่ไม่ไกลจากหมู่บ้าน แต่ในหมู่บ้านนี้ไม่ค่อยจะมีป่าเพราะเป็นที่นาเสียเป็นส่วนมาก ที่เป็นป่าที่มีอยู่ใกล้หมู่บ้านพอที่จะให้ชาวบ้านไปถ่ายอุจจาระได้

    ก็มีแต่ดอนศาลเจ้าหรือชาวบ้านแถวนี้เรียกกันว่า ดอนหอหรือดอนปู่ตานั้นแหละ
    ชาวบ้านไม่มีที่จะถ่ายอุจจาระกัน จึงได้แอบไปถ่ายที่ดอนปู่ตาหรือดอนหอนี้ จนสกปรกเต็มไปทั้งหมด

    ที่นี้ร่างทรงผู้ปฏิบัติศาลเจ้าปู่หรือดอนผีตาปู่นั้น จึงโกรธให้ชาวบ้าน แล้วจึงได้ไปเรียกหรือไปเชิญเอาผีตาหลุบมาเป็นเจ้าบ้าน เพราะเป็นผีที่เฮี้ยนและดุร้ายมากให้มาสิงสถิตอยู่ที่ดอนหอหรือดอนผีปู่ตาประจำหมู่บ้าน

    พอร่างทรงได้ไปเชิญเอาผีตาหลุบมาเป็นเจ้าบ้านแล้ว ชาวบ้านก็เกิดความเดือดร้อนขึ้น เดี๋ยวคนนั้นเจ็บ คนนี้ป่วยเกิดความเดือดร้อนวุ่นวายกันขึ้นทั้งหมู่บ้าน
    ต้องคอยตามหาหมอผีมาขับไล่ผีกันอยู่อย่างนั้นไม่ได้ขาด

    พอชาวบ้านเห็นเป็นดังนั้น จึงพากันเลิกละจากการนับถือผีเจ้าบ้านหันเข้ามาพึ่งร่มเงาในทางพระพุทธศาสนา ถึงพระไตรสรณคมน์ ที่ยังคงยืดถือผีเจ้าบ้านกันอยู่เป็นส่วนน้อย

    ดังนั้นในคราวจัดพิธีเซ่นผี พ่อตาของนายพันจึงได้บอกนายพันผู้เป็นบุตรเขย ให้เอาล้อเกวียนไปช่วยตัดขนไม้ไผ่มาทำทำประรำพิธีช่วยชาวบ้าน แต่นายพันไม่ยอมไปเพราะนายพันไม่ได้นับถือผีเจ้าบ้าน

    เช้าวันหนึ่งของปี ๒๔๙๙ นางคำพุภรรยาของนายพันคลอดบุตรสาวคนที่ ๒ พึ่งจะออกจากการอยู่ไฟภายในเช้านั้น ได้ยืนอุ้มลูกน้อยอยู่ที่ลานหน้าบ้านซึ่งขณะนั้นนายพันกำลังจูงวัวจะออกไปเลี้ยงที่ทุ่งนา ภรรยาของนายพันได้บอกกับนายพันว่า วันนี้ไม่รู้ว่ามันเป็นอะไรฉันรู้สึกว่าหัวใจมันเป็นหวิวๆ และรู้สึกว่าเหนื่อยมาก

    นายพันเหลียวมองดูหน้าภรรยา เห็นเห็นสีหน้าของภรรยานั้นชีดเผือดมากเหมือนกับว่าไม่มีเลือดมียางเอาเสียเลย วันนั้นนายพันได้นำเอาวัวไปเลี้ยง ห่างจากทุ่งนาที่เคยไปเลี้ยงอยู่ทุกวันมาก เมื่อดวงอาทิตย์ใกล้จะตกดิน ถึงเวลานำวัวกลับไปเข้าคอกในหมู่บ้าน

    เมื่อนำวัวมาถึงบ้านเห็นญาติๆ และพี่น้องบ้านใกล้เรือนเคียงพากันนั่งอยู่เต็มบ้าน พร้อมกับพูดต่อว่าให้นายพันว่า ให้เด็กไปตามหาตั้งแต่ยังไม่ทันถึงเที่ยงก็ไม่เจอ ไม่รู้ว่าไปเลี้ยงวัวอยู่ที่ไหน

    พอนายพันนำวัวเข้าคอกเสร็จจึงรีบขึ้นไปบนบ้าน ก็เห็นภรรยากำลังนอนนิ่งหน้าตาซีดเซียว หายใจรวยรินดูแววตาแข็งทื่อไม่ยอมพูดยอมจากับใครทั้งสิ้น
     
  4. พนมกุเลน

    พนมกุเลน เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    16 เมษายน 2008
    โพสต์:
    2,455
    ค่าพลัง:
    +7,618
    เมื่อนายพันมองเห็นแววตาอากัปกิริยาของภรรยาของเขาแล้ว ทำให้เขานึกถึงตอนที่บวชเป็นสามเณรท่องเที่ยวไปกับหลวงปู่ยาครูน้อย ท่านเคยได้พาไปรักษาคนป่วยที่ถูกผีเข้าสิง นายพันจึงรู้ได้ทันทีว่าอาการแบบนี้มันเป็นอาการของคนถูกผีเข้าสิงแน่

    นายพันเมื่อทราบแน่แล้วว่า ภรรยาถูกผีเข้าสิง ดังนั้น จึงจัดแจงหาดอกไม้ธูปเทียน ขันน้ำ บริกรรมคาถาที่เคยได้เล่าเรียนมาจากหลวงปู่ยาครูน้อย เพื่อทำน้ำมนต์ ก็เมื่อทำเสร็จแล้ว จึงนำเอาน้ำมนต์นั้นไปเป่าลงที่ตัวของนางคำพุ

    พอนางคำพุถูกเป่าด้วยน้ำมนต์ก็มีอาการสะดุ้งขึ้นพร้อมกับพูดว่า อย่าๆ เอาน้ำมนต์มาเป่าข้อยๆ หนาว เป็นคำพูดคำแรกที่หลุดออกมาจากปากของนางคำพุ

    หลังจากที่นอนแน่นิ่งหายใจรวยรินมาตั้งแต่ตอนเช้า พวกญาติจึงได้นำเอาผ้ามาผลัดเปลี่ยนให้เอาน้ำเอาอาหารมาให้กิน เมื่ออาการดีขึ้นบ้างแล้วนางคำพุจึงถามหาลูกน้อย

    ลูกนั้นเพิ่งจะเกิดไม่ได้กินนมแม่เกือบจะทั้งวัน ร้องให้แทบจะไม่มีเสียงเพราะหิวนมแม่ เมื่อได้กินนมแม่อิ่มแล้วลูกน้อยจึงหลับไป เมื่อลูกหลับไปแล้วนางคำพุจึงเดินเข้าไปในบ้าน

    นายพันก็เดินตามเข้าไป เห็นนางคำพุผู้เป็นภรรยาล้มตึงลงกับพื้นตาค้างตัวแข็งทื่อ สักระยะหนึ่งก็มีอาการชักขึ้นกระแด่วๆ เหมือนกับคนใกล้จะสิ้นใจนั้นแหละ
    พอนายพันเห็นอาการของภรรยาเป็นดังนั้น ก็รู้สึกสงสารภรรยาเป็นอย่างมาก อีกทั้งกลัวภรรยาจะเสียชีวิตจากไป ทั้งโกรธทั้งแค้นกับผีที่มาทำให้ภรรยาเจ็บป่วย

    ฝ่ายพ่อตาแม่ยายของนายพันนั้น บอกให้นายพันเอาดอกไม้ไปขอขมาต่อผีเจ้าบ้าน หรือเทพองค์ใดองค์หนึ่งมาทำให้ก็อาจเป็นได้

    ส่วนนายพันนั้นไม่ยอมทำตาม เพราะนายพันไม่ยอมกราบไหว้ผีเป็นเด็ดขาด
    เพราะได้รู้ได้เห็นมากับตนเองจริงๆ มาแล้วว่าผีนั้นไม่ใช่ของดี มีแต่จะให้โทษ ให้ทุกข์แก่ผู้นับถือกราบไหว้เท่านั้นเอง เหมือนอย่างที่เป็นอยู่ในขณะนี้แหละ

    นายพันจึงได้เอาด้วยสายสิญจน์มาแล้วประนมมือยกขึ้นใส่ศีรษะ ระลึกถึงครูบาอาจารย์หลวงปู่ยาครูน้อยที่ท่านเคยพาทำมาเพื่อเสกมนต์คาถาใส่แล้ว จึงเอาไปขึงรอบบ้านไว้ กันไม่ให้ผีเข้ามาในบ้านได้

    พอนางคำพุกำลังนอนป่วยอยู่มองเห็นเข้า ก็จึงประนมมือขึ้นไหว้แล้วยกขาขึ้นไขว่ห้างกระดิกเท้าล้อเลียน ไม่เกรงกลัวต่อเวทมนตร์ของนายพันเลยแม้แต่น้อย ผีมันจะกลัวต่อเวทมนตร์คาถาของนายพันทำไม เพราะเวทมนตร์ของนายพันนั้น ถูกผีมันลบล้างไว้หมดแล้ว

    เรื่องคือมีอยู่ว่าวันหนึ่งนายพันได้ไปทำงานมาจากป่า อาบน้ำอาบท่าแล้วก็เข้าไปรับประทานอาหารที่เรือนครัว ซึ่งนางคำพุได้จัดหาใส่พาสำรับไว้เรียบร้อยแล้ว ในนั้นมีอาหารอยู่หลายอย่างและมีลาบหมูร่วมอยู่ด้วยหนึ่งถ้วย พอนายพันเห็นดังนั้นก็ลงมือกินทันที

    พอกินเขาไปได้สองสามคำก็คิดแปลกใจขึ้นว่า เอ ลาบหมูนี้มันอะไรกัน ทำไมมันไม่มีรสชาติเป็นจืดๆ จางๆ เหมือนกับว่าเอาน้ำล้าง เอารสเอาชาติ ออกหมดแล้ว เมื่อเป็นดังนั้น นายพันจึงได้ร้องถามนางคำพุผู้เป็นภรรยาขึ้นว่า เอาลาบหมูมาแต่ไหน

    นางคำพุจึงตอบว่าเอามาจากที่เขาเลี้ยงบ้านมีคนเอามาให้ คนแถวนี้เลี้ยงผีเจ้าบ้านเขาจะเรียกกันว่าเลี้ยงบ้าน พอนายพันได้ยินดังนั้นเข้าก็รู้ศึกว่าหัวใจหักหวามลงทันที ทั้งเสียใจทั้งเคียดทั้งแค้นขึ้นมาทันทีว่า

    ตนเองได้กินอาหารที่เป็นเดนของผีเข้าไปเสียแล้ว แต่ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรได้ จะกลืนก็ไม่เข้า จะคาย ก็ไม่ออกเสียแล้ว ก็ได้แต่ปลงสลดสังเวชให้กับตนเองเท่านั้น

    ผีที่มาเข้าสิง ทำให้นางคำพุล้มป่วยอยู่ในเวลานั้น มันจึงไม่ได้ย้านได้กลัวต่อเวทมนตร์ต่อวิชาอาคมของนายพัน นายพันทำอย่างไรก็ทำตาม นายพันยกมือขึ้นใส่หัวเป็นการระลึกถึงครูบาอาจารย์ ผีที่เข้าสิงนางคำพุอยู่ก็พาให้นางคำพุประนมมือขึ้น ระลึกถึงครูบาอาจารย์ของเขาตาม มิหนำซ้ำยังยกขาขึ้นไขว้ห้างกระดิกเท้าใส่ โดยไม่มีทางว่าจะกลัวเกรงต่อวิชาอาคมของนายพันเลยแม้แต่น้อย

    นายพันจึงมาคิดออกได้ว่า มีเสื้อยันต์แดงของหลวงปู่ยาครูน้อยให้นำมาเก็บไว้ รักษาอยู่ชุดหนึ่ง พอได้ยินคนเขาพูดกันว่าถ้าเวลาผีปอบผีร้ายเข้าทำร้ายคนแล้ว เอามาให้คนที่ผีเข้านั้นดู ผีปอบนั้นจะกลัวออกหนีไปเลย นายพันจึงไปเอามาให้นางคำพุที่กำลังถูกผีสิงอยู่นั้นดู คิดว่าผีมันจะกลัว

    แต่ผีกลับไม่กลัว ยังพูดล้อเลียนนายพันอีกว่า อยากได้มานุ่งฟ้อนดาบฟ้อนง้าวจังเลย แล้วแสดงฟ้อนดาบฟ้อนง้าวให้ดู ฝ่ายพ่อแม่ยายของนายพัน จึงได้นำขันดอกไม้ธูปเทียนมาพูดจาขอขมาคารวะ

    หากเป็นผีหรือเป็นเทพองค์ใดองค์หนึ่ง มาเข้าสิงอยู่ในร่างของนางคำพุนั้น
    ได้ขุ่นข้องหมองใจในเรื่องใดเรื่องหนึ่งก็ดี ขอให้บอกกล่าวจะได้จัดหาให้
    ขออย่ามาทำให้คนเจ็บไข้ได้ป่วยเลย นางคำพุเมื่อได้ยินดังนั้น ก็ไม่ยอมพูดจาอะไรออกมาเลย

    ล้มตึงนอนแน่นิ่งเฉยอยู่ เมื่อเห็นเป็นเช่นนั้น ฝ่ายญาติจึงได้หามไปนอนไว้ยังที่ได้จัดเตรียมเอาไว้

    วันนั้นวุ่นวายกันจนกระทั่งถึง ๔-๕ ทุ่ม ซึ่งในสมัยนั้นมันเหมือนกับว่าดึกมาก มองไปทางไหนก็มืดมิด ไฟฟ้าที่จะให้แสงสว่างก็ไม่มี อาศัยแต่การจุดไต้จุดกระบอกกัน อย่างดีก็แต่ตะเกียงน้ำมันก๊าดเท่านั้นที่ให้แสงสว่าง

    นายพันเมื่อสุดปัญญาทำอย่างไรให้ผีมันออก ผีมันกลัว มันก็ไม่กลัว จึงได้ให้คนไปตามเอาหมอผีมาขับไล่ ซึ่งเป็นหมอจอมขมังเวทย์ ทำน้ำมนต์รักษาคนป่วยที่ถูกผีเข้าสิงอยู่ในหมู่บ้านมามากแล้ว ค่ายกครูหกสลึง

    แต่หากหายป่วยแล้ว ค่อยตกลงกันใหม่ บางครั้งบางครอบครัวคนป่วยต้องเสียวัวควายถึง ๕-๖ ตัวก็มี ถ้าไม่มีเงินสดจ่ายให้หมอ
     
  5. พนมกุเลน

    พนมกุเลน เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    16 เมษายน 2008
    โพสต์:
    2,455
    ค่าพลัง:
    +7,618
    พอหมอมาถึงแล้ว ก็เตรียมสิ่งของสำหรับขึ้นครู พอเสร็จแล้วหมอก็เริ่มร่ายเวทมนตร์ได้สักพักหนึ่งแล้ว หมอก็ลงมือจับหาตรงที่ผีปอบมันอยู่ พอจับไปถูกที่บริเวณซอกคอ นางคำพุซึ่งกำลังถูกผีเข้าสิงอยู่ในเวลานั้น ก็ร้องขึ้นด้วยความเจ็บปวด เหมือนว่าถูกทุบตีอย่างหนัก มันไม่เหมือนเสียงร้องของนางคำพุเลย

    พ่อหมอใช้เวลาจับอยู่นาน แต่ก็จับไม่ทัน พ่อหมอจึงบอกว่าผีปอบมันเก่ง มันดื้อพอตัว มันไม่ยอมออก พอหมอรู้ดังนั้นแล้วจึงหันมาทำอีกวิธีใหม่คือทำน้ำมนต์ ใช้วิธีเหมือนกับพระท่านทำน้ำพระพุทธมนต์ คือบริกรรมคาถาหยดเทียนลงถังน้ำ

    พอทำน้ำมนต์เสร็จแล้ว พ่อหมอก็บอกให้นำเอานางคำพุไปนั่งที่บันได หันหน้าลงบันไดไป แล้วพ่อหมอก็เทน้ำมนต์ราดใส่หัวนางคำพุลงทั้งตัว พอนางคำพุถูกน้ำมนต์เข้าก็ล้มหงายหลังตึงลงชัก เหมือนคนใกล้จะสิ้นใจ สลบแน่นิ่งไปสักพักหนึ่งแล้วก็ฟื้นขึ้นมา

    เริ่มรู้สึกตัวขึ้น ถามหาลูกจากนายพันผู้เป็นสามีว่าลูกอยู่ไหน นายพันจึงไปนำเอาลูกมาให้ดื่มนม เมื่อนายพันและญาติพี่น้องเห็นนางคำพุมีอาการดีขึ้นต่างก็พากันดีใจ จัดหาสำรับกับข้าว มาให้นางคำพุและพ่อหมอกินและหุงหาอาหารไว้เลี้ยงตอนเย็นด้วย เพราะพ่อหมอก็ยังรอดูอาการของนางคำพุอยู่

    พอดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้ายามเย็น นางคำพุซึ่งนั่งอยู่ในบ้านร้องขึ้นด้วยเสียงอันดังว่า มันมาอีกแล้ว มันมาอีกแล้ว พวกญาติๆ จึงร้องถามขึ้นว่าใครมา มันมาทำไม นางคำพุบอกว่าไม่รู้ ตัวมันดำๆ ใหญ่ๆ ขาขนๆ ตากลวงโบ๋ มันจะมาเอาเป็นเมียมัน

    พอพูดจบนางคำพุก็ล้มตัวลงนอนไม่สามารถที่จะช่วยเหลือตัวเองได้ ต้องให้สามีช่วยพยุง ลูกน้อยเพิ่งจะเกิดก็ไม่ได้กินนมแม่ ซ้ำร้ายน้ำนมจะให้ลูกกินก็ไม่มีเพราะแม่ป่วยถูกผีร้ายเข้าสิง จนผ่ายผอม ต้องอาศัยน้ำนมแม่ลูกอ่อนเพื่อนบ้านคนอื่นที่เมตตาสงสาร ให้ลูกแต่พอได้ประทังชีวิตไว้เท่านั้น

    นายพันรู้สึกว่าอัดอั้นตันใจมาก สงสารเมียก็สงสารมาก สงสารลูกก็มากไม่ทราบว่าจะทำอย่างไรดี ก็ได้แต่ปลงสลดสังเวชให้กับตนเองว่า กรรมเราหนอกรรมเราหนอเท่านั้นเอง

    และเป็นเวลาหลายวัน ตั้งแต่พ่อหมอคนนี้มารักษาอาบน้ำมนต์ให้นางคำพุครั้งใด
    นางคำพุเป็นต้องล้มหงายหลังลงชักทุกครั้ง แล้วสลบแน่นิ่งไปพักใหญ่ๆ ก็รู้สึกตัวขึ้นแล้วก็อยู่เหมือนไม่เป็นอะไร พอตกตอนเย็นพระอาทิตย์ลับขอบฟ้าลงไป

    นางคำพุก็กลับเป็นมาอีกไม่ยอมหายสักที จนพ่อหมอหมดปัญญาจึงได้ไปตามเอาอาจารย์ของหมอมารักษาช่วยอีก พอพ่อหมอไปตามอาจารย์มาถึง อาจารย์หมอก็ไม่รอช้าทำการยกขันยกครูเสร็จแล้ว

    ก็ลงมือทำน้ำมนต์เสร็จแล้วจึงบอกให้นายพันผู้เป็นสามี อุ้มเอานางคำพุไปนั่งที่ตรงบันได หันหน้าลงบันไดไปแล้ว
    อาจารย์หมอก็เอาถังน้ำมนต์รดที่หัวลงไป

    พอนางคำพุถูกน้ำมนต์เข้าก็ล้มหงายหลังลงชักเหมือนเดิม สักพักหนึ่งก็รู้สึกตัวขึ้นลุกขึ้นได้ เมื่อนางคำพุออกจากบันไดไปแล้ว อาจารย์หมอจึงทำพิธีกดหรือว่ากันไม่ให้ผีขึ้นบันไดมาได้

    วิธีกดผีหรือกันผีนั้นคืออาจารย์หมอจะเสกคาถาอาคมเป่าลง ที่ปลายมีดดาบแล้วก็ไปกีดไว้ที่ระหว่างบันได ไม่ให้ผีข้ามกลายเข้ามาหาคนป่วยได้ แล้วยังเขียนชื่อคนที่อยู่ภายในครอบครัวนั้นทั้งหมดทุกคน แล้วก็นำเอาไปฝังไว้ใต้ถุนตรงกลางเรือน

    เสร็จแล้วหมอก็เอามีดดาบชักออกมาจากฝัก แล้วก็กวัดแกว่งรอบบ้าน และรอบตัวนางคำพุที่ถูกผีเข้าสิงอีกด้วย เย็นวันนั้นพอดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้าไปแล้ว
    มองไปทิศทางใดความมืดเริ่มคืบคลานเข้ามาปกคลุม ผู้คนก็กำลังวุ่นวายอยู่กับการหุงหาอาหารเพื่อเลี้ยงปากเลี้ยงท้องกัน

    แต่ที่บ้านของนายพันนั้นเต็มไปด้วยญาติพี่น้องกำลังรอเฝ้าดูอาการป่วยของนางคำพุที่ถูกผีเข้าสิงอยู่อย่างใจจดใจจ่อพร้อมด้วยพ่อหมอ และอาจารย์ของพ่อหมอ

    ส่วนนางคำพุนั้นกำลังนั่งอยู่ภายในบ้านกับลูกน้อย เมื่ออากาศโพล้เพล้ลงความมืดเริ่มปกคลุมเข้ามา นางคำพุก็หวีดร้องขึ้นมาด้วยความกลัว พร้อมกับบอกว่า มันมาอีกแล้ว มันมาอีกแล้วตัวมันดำๆ ใหญ่ๆ ขาขนๆ มันจะมาเอาฉันไปอยู่ด้วย หลังจากนั่นเสียงร้องของนางคำพุก็เงียบไป ร่างของนางคำพุก็นอนแน่นิ่งอยู่กับพื้น เสียงเด็กร้องไห้จ้าด้วยความตกใจกลัว

    พอพ่อหมอพร้อมทั้งอาจารย์ของพ่อหมอเห็นดังนั้นเข้า จึงบอกกับพ่อตาแม่ยายของนายพันว่าหมดภูมิหมดปัญญาที่จะรักษาแล้ว ให้ไปหาเอาหมอคนใหม่มารักษาเสีย นายพันมองดูนางคำพุซึ่งกำลังนอนแน่นิ่งไม่ไหวติงอยู่ในขณะนั้น ด้วยหัวใจอันสุดแสนที่จะรันทดหดหู่ ทั้งโกรธทั้งเกลียดทั้งเคียดแค้นชิงชังผี ที่มันมาทำให้คนอันเป็นสุดที่รักของตนเจ็บป่วย

    นายพันนั่งคิดอยู่นานจึงฉุกใจขึ้นมาได้ว่า มีหมอฉีดยาชื่อหมอลี เป็นคนญวนอพยพมาอยู่ในเมืองเลย แกมาหาฉีดยารักษาคนไข้อยู่เป็นประจำ พรุ่งนี้จะขายวัวสักตัวหนึ่งเท่าที่มีอยู่ เพื่อจะนำเงินมารักษา

    พอรุ่งขึ้นเมื่อนายพันเห็นหมอฉีดยามาจึงเรียกให้หมอมาดู เมื่อหมอตรวจดูอาการของนางคำพุแล้ว หมอญวนซึ่งเป็นหมอเถื่อนได้บอกกับนายพันและพ่อตาแม่ยายของนายพันว่า คนนี้ป่วยเพราะผิดกระบูรณ์ (หรืออยู่ไฟไม่ได้ )

    เมื่อหมอพูดดังนั้นแล้ว จึงจัดยาฉีดให้หนึ่งเข็มพร้อมกันให้ยาน้ำไว้หนึ่งขวดชื่อยาหนูคุณแม่ไว้ให้รับประทานอีกด้วย พอหมอฉีดยาให้พักหนึ่ง นางคำพุก็มีอาการดีขึ้นอยู่เหมือนไม่เป็นอะไร นายพันก็รู้สึกดีใจขึ้นและโล่งอกไปบ้าง วันนั้นอยู่ได้ทั้งวัน

    พอตกตอนเย็นมานางคำพุก็กลับเป็นมาอีก พอรุ่งขึ้นวันใหม่มาหมอก็มาฉีดยาให้อีก พอฉีดยาเข้าไปนางคำพุก็มีอาการดีขึ้นเหมือนกันกับวันก่อนนั้นอีก แต่พอตกตอนเย็นมาก็กลับเป็นขึ้นมาอีก อยู่อย่างนี้จนหมอฉีดยาก็รู้สึกจะท้อใจไม่สามารถที่จะรักษาอีกต่อไปได้
     
  6. พนมกุเลน

    พนมกุเลน เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    16 เมษายน 2008
    โพสต์:
    2,455
    ค่าพลัง:
    +7,618
    เมื่อเห็นดังนั้นแล้วพ่อตาแม่ยายของนายพันจึงตกลงกันว่า ลองไปเอาคนทรง
    หรือผีเจ้าบ้าน ที่พ่อตาแม่ยายพร้อมทั้งนางคำพุศรัทธาเคารพนับถืออยู่ มารักษาดู ส่วนนายพันแล้วไม่ได้ยุ่งเกี่ยวอะไรเลย เพราะนายพันไม่เชื่อต่อผีไม่ศรัทธาต่อผี

    วันหนึ่งขณะที่ผีเจ้าบ้านกำลังมาทรง ลงผีรักษานางคำพุอยู่ หมอญวนแกก็มาดูนางคำพุอีกเช่นเคย แกก็นั่งดูอยู่พักหนึ่งแกก็ลงจากบ้านไปพร้อมกับพูดว่า ผีคั้นคอ ว่าแล้วแกก็หนีจากบ้านไป พร้อมทั้งไม่ได้เรียกร้องเงินทองเลยแม้แต่บาทเดียว นายพันเอาให้แกก็ไม่เอา

    นางทรงผีเจ้าบ้านมารักษาอยู่ตั้งหลายวัน อาการป่วยของนางคำพุนั้นก็ไม่มีท่าว่าจะกระเตื้องขึ้น นอกจากนั้นนางคำพุยังได้พูดขึ้นว่า เอามาเลยเอาทั้งนางน้อยนางทรงผีเจ้าบ้าน พร้อมหมอฉีดยากูก็ไม่กลัวหรอก

    วันแรกที่เอาเข็มมาแทงเข้าใส่กู กูตกใจก็เลยหนีออกไปเฉยๆ แต่ตอนนี้กูไม่กลัวแล้วเอามาแทงเลย

    เมื่อพ่อตาแม่ยายนายพันเห็นเป็นเช่นนั้นแล้ว จึงปรึกษาหารือกันกับญาติพี่น้องให้ไปตามเอาหมอธรรม ซึ่งเคยรักษาขับไล่ผีประจำหมู่บ้านมารักษาดู พอหมอมาถึงยกครูเสร็จแล้ว แกก็นำเอาผ้าเตี่ยวมวยซึ่งใช้สำหรับผูกนึ่งข้าวเหนียว มาผูกที่คอนางคำพุนางคำพุไว้

    วันนั้นทั้งวันทั้งคืน นางคำพุที่กำลังถูกผีเข้าสิงอยู่นั้นร้องไห้ตลอดวันตลอดคืนโดยไม่ได้หลับได้นอนเลย จนหมอมาแก้เอาผ้าเตี่ยวมวยออก นางคำพุจึงหยุดร้องไห้ แต่ผีปอบก็ไม่ยอมออก

    นายพันในเวลานั้นคิดหนักใจมากไม่รู้ว่าจะไปหาหมอที่ไหนมารักษาภรรยาให้หายจากการเจ็บป่วยได้ อยู่มาก็มีญาติผู้ใหญ่คนหนึ่ง ซึ่งชาวบ้านเคารพนับถือแกเป็นคนใจบุญสุญทาน แกเคยไปทำบุญที่วัดถ้ำผาปู่อยู่บ่อยๆ และคุ้นเคยกับหลวงปู่คำดี ปภาโส

    แกมาชักชวนว่าจะพาไปปรึกษากับหลวงปู่คำดีดู บางที่ท่านพอที่จะแนะนำทำให้หายได้ในขณะนั้น แกจึงพาไปกราบเรียนไปเล่าเรื่องที่ผีร้ายเขาสิงนางคำพุให้ท่านฟัง พอหลวงปู่คำดีท่านได้ฟังแล้ว ท่านก็ไม่ได้พูดและไม่ได้แนะนำอะไรเลย

    นายพันในขณะนั้นเวลานั้น รู้สึกว่าอัดอั้นตันใจมากไม่รู้จะไปหาหมอที่ไหนมารักษาภรรยาอีกต่อไป พอดีนึกได้ว่า มีญาติอยู่คนหนึ่งเป็นนายฮ้อยเลี้ยงช้างรับจ้างชักลากตามป่าใหญ่ดงลึก ซึ่งนอกจากจะมีวิชาอาคมขลังแล้ว แกยังมีว่านผีหน่ายสำหรับเอาไปไล่ผีด้วย

    จึงไปอ้อนวอนขอแล้วขอเล่า แกก็พูดเบี่ยงอำอึ้งไม่ยอมให้ ความจริงแล้วตาคำแกก็กลัวผีอยู่เหมือนกัน เพราะแกก็เคยถูกผีเล่นงานมาแล้วเหมือนกัน

    นายพันเมื่อไม่ได้ว่านกับตาคำแล้ว ก็คิดว่าจะเดินทางกลับบ้าน ก็พอดีมานึกออกได้ว่ามีหมอลำอัศจรรย์ มาเปิดเวทีลำอยู่ที่วัดศรีจรรย์ในบ้านนาอ้อนี้ ได้ยินเขาพูดกันว่ามียาดีหลายอย่างมาวางขายอีกด้วย นายพันจึงได้แวะเข้าไปดูก็ปรากฏว่ามีอยู่จริงตามที่คนเขาพูด

    แต่ว่ายาใส่ผียาขับไล่ผีร้ายนั้น ราคาห่อละ ๑๐ บาท ในขณะนั้นเวลานั้นนายพันไม่ได้นำเงินติดตัวไปแม้แต่บาทเดียว จึงได้ไปขอยิบยืมจากญาติพี่น้องที่ในบ้านนาอ้อซื้อมาให้กินดู แต่พอนางคำพุกินยาเข้าไปแล้วก็ไม่มีผลอะไรดีขึ้น

    และก็เป็นเวลาสาม - สี่เดือนเข้าไปแล้วแต่นางคำพุล้มป่วย ไม่สามารถพอที่จะช่วยเหลือตนเองได้ ข้าวของเงินทองก็หมดไป วัวเป็นฝูง ข้าวเป็นยุ้งก็แทบจะไม่มีเหลือ เพราะขายไปเพื่อนำเงินมารักษา แต่ก็ไม่ได้ทำให้อาการป่วยของนางคำพุกระเตื้องดีขึ้นแม้แต่น้อย

    ดูเหมือนว่ามีแต่จะทรุดลงเพราะป่วยมาเป็นเวลาแรมเดือน เช้าวันนี้ก็ยังคงเหมือนเดิมอย่างที่ผ่านมา ตั้งแต่นางคำพุล้มป่วยลงคนเฒ่าคนแก่และญาติพี่น้องในหมู่บ้าน ต่างก็พากันมาเยี่ยมดูถามไถ่อาการป่วยของนางคำพุ ในขณะที่กำลังนั่งถามไถ่คุยสารทุกข์สุขดิบกันอยู่นั้น ก็ได้มีชาวบ้านร้องตระโกนบอกมาทางถนนว่า ตาจันมาๆ

    ตาจันนั้นแกมาหารักษาคนป่วย แกได้ยินข่าวว่าบ้านนี้มีคนป่วยแกจึงเดินมาดู
    แกเป็นคนไม่สมประกอบจะพูดจะจาก็แสนลำบาก หน้าตาและร่างกายจะบิดไปบิดมา กว่าจะเอ่ยคำพูดออกจากปากมาได้แต่ละคำก็เป็นการยากมาก แต่แกมีความสามารถในการรักษาคนป่วยที่ถูกผีร้ายเข้าสิงหรือถูกคุณไสย์ หรือผู้หญิงที่มีลูกยาก

    เมื่อตาจันขึ้นมานั่งบนบ้านแล้ว คนเฒ่าคนหนึ่งจึงบอกกันว่า ให้เอาดอกไม้เทียนคู่ใส่มือให้ตาจัน พร้อมบอกตาจันว่า ตรวจดูซิคนป่วยนี้เป็นเพราะอะไร

    เมื่อตาจันแกได้รับดอกไม้พร้อมทั้งเทียนคู่หนึ่งแล้ว แกก็นั่งเพ่งดูคนป่วยอยู่สักครู่หนึ่ง แล้วตาจันแกก็พูดออกมาด้วยความยากลำบาก พอจับใจความได้ว่า นางคำพุที่ป่วยอยู่นี้เป็นฝ่ายทางผี เพราะผีมาทำร้ายให้ คนเฒ่าคนแก่จึงพร้อมกันพูดขึ้นว่า ถ้าอย่างนั้นให้ตาจันช่วยรักษา ให้ตาจันจะรักษาได้ไหม

    ตาจันจึงตอบคนเฒ่าคนแก่ว่า ผมรักษาไม่ได้หรอก ผมเองก็เป็นลูกน้องเขา
    เดี๋ยวนี้เขาก็กำลังนั่งเฝ้าดูอยู่ พร้อมกับมองดูไปที่ตรงฝาบ้าน พอคนเฒ่าคนแก่ได้ยินตาจันบอกดังนั้นแล้ว จึงย้อนถามตาจันอีกว่าจะให้ไปเอาใครมารักษาคนป่วยนี้จึงจะหายเป็นปกติได้

    ตาจันจึงได้บอกกับพ่อตาแม่ยายพร้อมทั้งญาติพี่น้องของนายพันว่า ให้ไปเอานางน้อยหรือนางเทียมผีหรือร่างทรงผีชื่อคำแดงอยู่ ที่บ้านใหม่เมืองเลยมารักษาคนป่วยนี้ จึงจะหาย

    คำแดงนั้น เป็นชื่อของผีแต่มาเข้าทรงร่างทรง รับรักษาคนป่วยโดยวิธีหมอลำประกอบกับแคน ภาษาชาวอีสานเรียกว่าลำอ่อยลำเชิญ หรือว่าลำเชื้อเชิญผีและคุณไสย์ ที่ทำให้คนเจ็บไข้ได้ป่วยออกจากร่างของคนเจ็บป่วยนั้นไป เหมือนกันกับการรักษาคนป่วยที่ถูกผีฟ้าเข้าสิง ผีฟ้ามากระทำ

    ซึ่งทางจังหวัดขอนแก่นและจังหวัดมหาสารคาม เขาเรียกกันว่าเป็นเวรกรรม ที่ทำให้นางคำพุและนายพัน พร้อมทั้งพ่อตาแม่ยายทั้งญาติพี่น้องได้รับความทุกข์ทรมาน จากผีเจ้าบ้านว่านเป็นปอบจะหมดไป พร้อมทั้งคุณพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ที่นายพันได้ยึดเหนี่ยวเด็ดเดี่ยวมั่นคง

    ยิ่งมาเจอกับผีเจ้าบ้าน มาใช้วิธีการทำให้นางคำพุผู้เป็นภรรยาเจ็บป่วย เพื่อจะบีบบังคับให้นายพันมายอมรับนับถือกราบไหว้บูชาผีแล้ว นายพันไม่ยอมอย่างเด็ดขาด ขอยอมตายดีกว่า
     
  7. พนมกุเลน

    พนมกุเลน เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    16 เมษายน 2008
    โพสต์:
    2,455
    ค่าพลัง:
    +7,618
    วันหนึ่ง นายพันซึ่งกำลังนั่งเฝ้าคอยปฏิบัตินางคำพุ คอยช่วยโจมลุกโจมนั่งอยู่นั้น คงเป็นเพราะคุณพระช่วย พร้อมทั้งเวรกรรมจะหมดไปแก่กันแล้ว กับผีเจ้าบ้าน บังเอิญนายพันเหลือบมองไปที่ตรงฝาเรือนที่ตาจันเคยมองไป พร้อมกับบอกว่าเดียวนี้ผีกำลังนั่งเฝ้าดูอยู่นั้นแหละ

    นายพันจึงมองเห็นหัวว่านสองหัว เป็นสีแดงๆ คล้ายกับหัวหอมแดง แต่หัวว่านนั้นยาวกว่าเหน็บอยู่ฝาบ้าน จึงจับออกมาดู พร้อมกับพูดว่านี่มันเป็นว่านของใครกัน ใครเอามาเหน็บไว้ที่นี้

    พอดีนางคำพุซึ่งกำลังนอนเจ็บป่วยที่ถูกผีเขาสิงอยู่ ได้ยินเข้าจึงร้องไห้ขึ้น พร้อมกับพูดขึ้นว่า ของดีข้อย อย่าเอาไป ของดีฉัน อย่าเอาไปๆ นายพันจึงได้ถามต่อไปอีกว่า ของดีเจ้าแล้ว เจ้าเอามาจากไหน นางคำพุจึงร้องตอบว่าเอามาจากบ้านคนทรง คนทรงเอาให้

    นายพันจึงถามต่อไปอีกว่า แล้วมันดีอย่างไร นางคำพุตอบว่า มันดี จะทำให้ออกลูกง่าย นายพันจึงพูดต่อไปอีกว่า จะเอาไปทิ้งลงแม่น้ำเลยเสีย นางคำพุผู้นอนเจ็บอยู่จึงร้องให้ขึ้นด้วยเสียงอันดัง ว่าอย่าเอาไป ให้อยู่ด้วยไม่ได้หรือ

    นายพันจึงตอบว่า ไม่เอาแล้ว ขึ้นชื่อว่าผีแล้ว เบื่อหน่ายสุดแสนที่จะหน่าย นางคำพุผู้ป่วยร้องว่า โอยๆ ปัญญาของข้าไม่ทันคน เอาอะไรไว้ที่ไหน ก็ตามไปเห็นหมด เอาอะไรซ่อนไว้ที่ไหน ก็ตามไปเห็นหมด

    ว่าแล้วนางคำพุ ก็ร้องไห้โฮออกมาอย่างสะอึกสะอื้น จนแทบจะไม่มีเสียง
    เพราะผีมันเสียใจ ที่นายพันได้ไปเห็นว่านผีปอบของมัน พร้อมทั้งนายพันได้เอาว่านให้คนไปทิ้งลงแม่น้ำ เพราะผีเจ้าบ้านมาทรมานทำให้นางคำพุล้มป่วย

    โดยเหตุในครั้งนี้เป็นเพราะว่า คนทรงหรือที่ชาวบ้านเรียกว่านางน้อย หรือนางเทียมคนเก่าของผีนั้นตายแล้ว จึงจะมาทรมานเอานางคำพุเป็นคนทรงผีคนใหม่ให้มัน

    แต่นายพันผู้เป็นสามีนั้นรังเกียจผี เพราะได้พบเห็นมากับตนเองแล้วว่า ผีนี้มีแต่จะให้โทษให้ทุกข์แก่ผู้ปฏิบัติรักษาเท่านั้น และเป็นเหตุให้ผู้ที่เคารพนับถือผีนั้นลงไปสู่อบายภูมิเท่านั้นอีกด้วย เพราะผู้เคารพนับถือผีนั้นเป็นคนมิจฉาทิฐิ คือ มีความเห็นผิด ถือผีเป็นใหญ่

    ผิดจากทำนองคลองธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า ซึ่งพระองค์สอนไม่ให้เอาผีมาเป็นที่พึ่งพระองค์สอน ให้เอาพุทธัง สะระณัง คัจฉามิ ธัมมังสะระณัง คัจฉามิ สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ เป็นที่พึ่งเท่านั้น

    ถ้าพึ่ง ๓ อย่างนี้อย่างแท้จริงแล้ว พระพุทธเจ้าท่านรับรองว่า ทางอบายภูมิไม่ได้ไป นรกไม่ได้ตกอย่างเที่ยงแท้แน่นอน เพราะมีพระรัตนตรัยรับรองไว้

    ขอย้อนเล่าเรื่องที่ว่านผีปอบ เข้ามาอยู่ที่ฝาเรือนของนายพันและคำพุ และในเวลาที่นางคำพุคลอดลูก ให้ได้พิจารณาดูว่าว่านนั้นมันมาเอง หรือว่านางคำพุไปนำเอามาไว้กันแน่

    โดยนายพันก็ยังมีความสงสัยอยู่เหมือนกัน เพราะว่าคำพูดของผีนั้นเอาแน่นอนไม่ได้ ชอบโกหกตลบแตลง เช่น ผีชอบเอาชื่อคนอื่นมาหลอก ในเวลาที่หมอผีบังคับให้บอกชื่อจริงของมัน

    เรื่องนั้นมีอยู่ว่า วันหนึ่งนางคำพุกำลังมีประจำเดือน แต่คืนนั้นบังเอิญนายพันทั้งพ่อตาของนายพันไม่อยู่บ้าน ไปนอนค้างคืนที่อื่น มีแต่ผู้หญิงอยู่บ้าน ในคืนนั้นฝาเรือนตรงที่ว่านผีปอบเหน็บอยู่นั้น มีเสียงดังโครมขึ้นอย่างแรงเหมือนกับฝาบ้านจะพัง

    พอเสียงนั้นดังขึ้นแล้ว ประจำเดือนของนางคำพุก็ไหลอย่างหนักไม่ยอมหยุด เมื่อไม่รู้จะทำอย่างไร ผู้เป็นมารดาจึงบอกลูกสาวให้หาเอาขันดอกไม้ไปไหว้ที่หิ้งพระของนายพันขอให้คุณพระช่วย พอนางคำพุได้เอาขันดอกไม้ไหว้พระแล้ว
    ประจำเดือนของนางคำพุจึงหยุดลง

    ที่เป็นอย่างนี้เพราะว่านผีปอบมันเข้ามาอยู่ที่นั่นนานแล้ว มันมาคอยกินเลือดกินเนื้อของผู้เคารพนับถือโดยไม่รู้สึกตัว และมันมีโอกาสจนถึงคราวที่นางคำพุตั้งท้องลูกกระทั่งคลอดลูก พอออกจากการอยู่ไฟมา ผีปอบในว่านก็เล่นงานนางคำพุทันที

    ในเวลาที่นางคำพุเจ็บท้องจะคลอดลูกนั้น ได้เจ็บอยู่สองวันสองคืนในเรือนที่ว่านผีปอบอยู่ โดยความตั้งใจจริงๆ นั้น คิดว่าจะให้คลอดอยู่ที่ในเรือนนั้น แต่พอถึงเวลาจะคลอดจริงแล้ว คงจะเป็นเพราะคุณพระช่วยหรือว่ากรรมของนางคำพุยังไม่ถึงเวลาตายก็เป็นได้ จึงดลบันดาลใจให้นางคำพุไปคลอดอยู่ที่ชานนอกชายคาบ้าน

    ถ้านางคำพุไม่ออกมาคลอดอยู่ที่ชานนอกบ้านแล้ว ผีปอบว่านมันอาจจะกินเอาให้ตายเสียแต่ในวันนั้น เพราะมันมาเฝ้าคอยอยู่นานแล้ว พอนางคำพุคลอดลูกแล้ว จึงนำเอากลับเข้าไปนั่งตั่งภายในบ้าน พอนั่งสักพักหนึ่ง นางคำพุก็เป็นลมล้มลงไป

    ผีปอบว่านมันคงเขาสิงในเวลานั้นแหละ จนกระทั่งมาอยู่ไฟสิบห้าวันสิบห้าคืน
    พอออกไฟ นางคำพุก็ล้มป่วยลงในวันนั้นทันที ต่อมาพ่อตาแม่ยายของนายพันจึงตกลงกัน ไปตามเอานางน้อยนางทรงผีคำแดงมารักษาด้วยการเข้าทรง โดยการลำแคน มีใจความว่า

    ผีศรีบุญเฮียงตนที่มาทำให้นางคำพุเจ็บป่วย ไม่ละอายแก่ใจและไม่ละอายแก่ผีตนอื่นเลย ทั้งที่นางคำพุและพ่อแม่เอาขันดอกไม้ไปไหว้ ขอให้ผีเจ้าบ้านเขาพิทักษ์รักษาให้มีแต่ความสุขความเจริญ แต่กลับมาทำให้เขาเจ็บเขาป่วย

    พร้อมกับลำเล่าประวัติความเป็นมาของผีศรีบุญเฮียงนั้นว่า เดิมนั้นเป็นลูกเจ้า
    ผู้ครองนครเวียงจันทน์ เป็นคนชอบร่ำเรียนวิชาอาคม แล้วไปร่ำเรียนเอาวิชาทางการเล่นว่านมาจากเขมรต่ำ

    พอเรียนจบแล้วจึงนำเอาว่านนั้นมาปลูกไว้ทางนครเวียงจันทน์ พออยู่ต่อมาผีว่านนั้นก็เลยแก่ คือกลายเป็นผีปอบ เที่ยวหากินลูกบ้านหลานเมือง ทำคนนั้นเจ็บทำให้คนนี้ป่วย ทำให้คนนั้นตาย ทำให้คนนี้ตาย เดือดร้อนบ้านเมือง เจ้านครผู้เป็นพ่อก็ขับเนรเทศออกจากบ้านจากเมือง

    จึงได้พาเอาลูกเอาเมียเดินดอนชอนป่า มาพักพาอาศัยอยู่ตามป่าไม้ดงดอน แถวภาคอีสานของไทย ตั้งแต่เมืองหนองคาย อุดร ขอนแก่น พอมาอยู่ป่าสามคนพ่อแม่ลูก ต่อมาผีปอบว่านนั้นไม่มีคนอื่นจะกิน ก็เลยกินเมียตัวเองตาย

    แล้ว ท้าวศรีบุญเรืองก็บังคับขืนใจเอาลูกสาวตัวเองเป็นภรรยา เมื่อเป็นดังนั้นแล้วธรณีจึงสูบ ( แผ่นดินหลุบ ) ท้าวศรีบุญเฮียงตาย
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 22 เมษายน 2008
  8. พนมกุเลน

    พนมกุเลน เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    16 เมษายน 2008
    โพสต์:
    2,455
    ค่าพลัง:
    +7,618
    เมื่อตายเป็นผีจึงแก่กล้าโหดเหี้ยมทารุณ สร้างเวรกรรมทำให้คนได้รับทุกข์รับกรรมลำบาก เสียเงินเสียทองสิ้นเนื้อประดาตัว ดังที่เกิดกับครอบครัวของนายพัน แต่ถึงนี้ก็ยังมีผู้มีคนยังเคารพนับถืออยู่

    จากนั้นนางน้อยนางทรงคำแดง ได้ลำอ่อยลำเชื้อเชิญให้ผีศรีบุญเฮียงออกจากร่างของนางคำพุไปอยู่ที่อื่นเสีย ต่อแต่นั้นมาอาการป่วยของนางคำพุจึงหายวันหายคืน จนเป็นปกติเหมือนเดิม

    จริงๆ แล้วหากนายพันไม่ไปเห็นว่าน และไม่นำเอาว่านผีปอบนั้นไปทิ้งเสียก่อนอาการป่วยของนางคำพุก็คงจะไม่มีทางหาย

    แต่นางคำพุนั้นมีชีวิตเป็นปกติสุขอยู่มาถึง พศ. ๒๔๙๙ พอถึงปี ๒๕๑๕ อายุพึ่งจะสามสิบกว่าปี นางคำพุก็มาเสียชีวิตจากไป พ่อตาของนายพันเศร้าโศกเสียใจอาลัยอาวรณ์เป็นอย่างมาก เพราะแกมีลูกสาวเพียงคนเดียว จนกินไม่ได้นอนไม่หลับ จนเกิดมีโรคแทรกซ้อน

    เมื่อเจ็บป่วยมากขึ้น แกจึงคิดว่าเป็นเพราะผีนามาทำให้เจ็บไข้ได้ป่วย จึงหาศาลพระภูมิ หรือที่ชาวบ้านเรียกกันว่าปลูกตูบให้ผีนา แล้วก็นำเอาเครื่องเซ่นไหว้ไปบวงสรวง บอกกล่าวขอให้แกหายจากความเจ็บไข้ได้ป่วย

    ฝ่ายนายพันผู้เป็นลูกเขย จึงคอยดูอยู่ว่าเมื่อพ่อตามาบอกกล่าว ให้ผีทำให้หายจากความเจ็บไข้ได้ป่วยแล้ว อาการจะดีขึ้นไหม นับแต่วันนั้นมาอาการป่วยของพ่อตานายพันก็มีแต่ทรุดกับทรุดลง ในที่สุดแกก็ตรอมใจตายไปในเดือนตุลาคม ๒๕๑๕

    เมื่อนายพันเห็นดังนั้นแล้ว จึงแบกค้อนไปทุบลงที่ศาลหรือตูบผีนานั้น พร้อมกับพูดว่าพ่อตามาสร้างศาลให้อยู่เป็นอย่างดีพร้อม ทั้งนำอาหารคาวหวาน
    เครื่องสังเวยมาเลี้ยงมาเซ่นไหว้บวงสรวง ขอให้เจ้านานำความเจ็บไข้ได้ป่วยออกให้ ทำไมไม่ทำให้ท่านหาย ทำไมให้ท่านตาย แล้วรื้อถอนศาลพระภูมิหรือตูบผีนานั้นโยนทิ้งเข้าป่าไปเสีย

    พออยู่ต่อมาอีกไม่นานน้องชายของนางคำพุ ก็มาเริ่มเจ็บป่วยลงอีกคือมีอาการแน่นหน้าอก หายใจไม่อิ่ม ร่างกายอ่อนเพลียไม่มีแรง จึงลงความเห็นว่าผีนามากระทำ จึงมาสร้างศาลให้ผีที่นานั้นอีก เพื่อจะให้หายจากความเจ็บไข้ได้ป่วย

    พอนายพันเห็นดังนั้นจึงคิดอยู่ภายในใจว่า เอาลองทำดูจะหายจริงหรือ อยู่ต่อมาอีกหลายวัน นายพันจึงถามข่าวหาดูว่าเป็นอย่างไร ก็ได้รับคำตอบว่ายังไม่หาย นายพันถามข่าวหาอยู่อย่างนั้น เป็นหลายครั้งหลายหนเป็นเวลานานก็ยังไม่หายสักที

    เมื่อเป็นดังนั้น นายพันจึงนำเอาไม้ค้อนไปทุบลงที่ศาลผีนั้นพร้อมพูดว่า เขามาปลูกมาสร้างให้ปลูกให้ผีนาอยู่ เพื่อให้เขาหายจากความเจ็บไข้ได้ป่วยแล้ว
    ทำไมจึงไม่ให้เขาหายสักทีล่ะ ว่าแล้วนายพันก็ถอดเสาศาลผีนั้นทิ้งเข้าป่าไปเสีย

    ในเวลาต่อมา หลวงปู่พันท่านยังได้เล่าให้ฟังว่า การที่เราจะนับถือสิ่งใดหรือจะรับเอาสิ่งของเครื่องรางของขลัง ผ้ายันต์ รูปนั้น ตะกรุด อะไรต่าง ๆ เข้ามารักษาเก็บไว้ภายในบ้านเรือนของเรานั้น ให้พิจารณาให้ดี ถึงแม้ว่าผู้ให้นั้น จะเป็นพระก็ตามเถอะ

    มีหลายคนแล้วที่เจ็บป่วยเพราะสิ่งเหล่านี้ มีผู้หญิงคนหนึ่งที่มาหาท่าน ผู้หญิงคนนี้ป่วยด้วยอาการปวดหัวโดยไม่รู้สาเหตุ ไปรักษามามากแล้วทั้งแพทย์ปัจจุบันและแผนโบราณ ไปรักษาเกือบทั่วประเทศ ก็ไม่ยอมหาย

    มากราบหลวงปู่พัน ท่านถามว่าได้ไปนำเอาของขลังจำพวกตระกรุด ผ้ายันต์ อะไรต่างๆ เหล่านี้ เข้ามาเก็บไว้ภายในบ้านบ้างไหม ถ้ามีให้ไปเอามา หลวงปู่จะดูให้ ผู้หญิงคนนั้นเขาจึงไปเอามาให้หลวงปู่ดู

    ปรากฏว่า มีทุกอย่างเครื่องรางของขลังเยอะแยะไปหมด มีทั้งของพระ ของผี รูปปั้นแม่ธรณี ไข่พญานาค มีแม้กระทั่งก้นบุรี่ ที่นางน้อยนางทรงผีเขาสูบแล้วเขาทิ้งไป ก็เก็บเอามาห่อรวมกันไว้ มีทั้งรูปพระ รูปเหมือน ตระกรุด มนต์ยันต์อะไร ก็ห่อรวมกันไว้

    หลวงปู่พันท่านดูแล้ว ท่านจึงได้เก็บออกเอาไปทิ้งให้ สิ่งใดที่สมควรเอาไว้ท่านก็เอาคืนให้ เอาไปเก็บไว้สักการะบูชา จากนั้นท่านจึงให้จัดหาขันดอกไม้ธูปเทียนให้รับเอาพระไตรสรณคมน์เอาไปเป็นสรณะ ที่พึ่งที่สักการะเคารพนับถือคือ พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ ธัมมัง

    สะระณัง คัจฉามิ สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ เท่านั้น ท่านสอนว่า นี้แหละคือสรณะอันเกษม นี้แหละคือสรณะ อันอุดม ถ้าถือเอาสรณะสามอย่างนี้เป็นที่พึ่งแล้ว ย่อมพ้นจากทุกข์ทั้งปวงได้

    ผู้หญิงคนนั้นจึงรับเอาพระไตรสรณคมน์จากหลวงปู่พัน ไปเคารพนับถือ ต่อมาอาการป่วยต่างๆ ก็กลับหายเป็นปกติ

    http://www.212cafe.com/freewebboard/view.php?user=loeipit2003&id=12862
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 22 เมษายน 2008
  9. พนมกุเลน

    พนมกุเลน เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    16 เมษายน 2008
    โพสต์:
    2,455
    ค่าพลัง:
    +7,618
    อ่านเรื่องของหลวงปู่พันแล้วกลัวเลย จะเอาอะไรจากใครเข้าบ้านต้องระวังดีๆ
     
  10. BirdSoul

    BirdSoul เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    9 กันยายน 2007
    โพสต์:
    4,248
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1
    ค่าพลัง:
    +12,020
    แล้วแบบนี้จะไม่สูญพันธุ์หมดเหรอคะ เจอแบบนี้ก็ไม่กล้าปลูกเหมือนกัน
    เรื่องหลวงปู่พันยังอ่านไม่จบ ยาว เดี๋ยวมาอ่านต่อค่ะ น่าสนุก
     
  11. พนมกุเลน

    พนมกุเลน เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    16 เมษายน 2008
    โพสต์:
    2,455
    ค่าพลัง:
    +7,618
    ว่านพวกผีๆ นี่ น่ากลัวจะหายากแล้ว เพราะไม่มีใครอยากมีไว้ คงต้องไปตามป่าถึงจะมี ยกเว้นพ่อค้าจะเอามาเปลี่ยนชื่อเปลี่ยนสรรพคุณให้ดูแล้วน่าเลี้ยง อย่างว่านนางพญาผีดิบที่ไปเจอมา บอกว่าเป็นว่านมงคล
     
  12. อักขรสัญจร

    อักขรสัญจร เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    24 ตุลาคม 2005
    โพสต์:
    4,513
    ค่าพลัง:
    +27,183
    อยากได้ว่านนางพญาผีดิบอะ
    หน้าตาเปงไงฮะ [​IMG]
     
  13. เถรี

    เถรี เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    13 พฤษภาคม 2006
    โพสต์:
    326
    ค่าพลัง:
    +6,511
    พี่ฝุ่นนี่ชอบลองของเนอะ - -"
     
  14. พนมกุเลน

    พนมกุเลน เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    16 เมษายน 2008
    โพสต์:
    2,455
    ค่าพลัง:
    +7,618
  15. อักขรสัญจร

    อักขรสัญจร เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    24 ตุลาคม 2005
    โพสต์:
    4,513
    ค่าพลัง:
    +27,183
    ไม่ได้ลองมั่วนี่นา ใส่ชุดเกราะพร้อมแย้ว [​IMG]

    เฮี้ยนแต่จ๋วย สู้ตายๆ
     
  16. เถรี

    เถรี เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    13 พฤษภาคม 2006
    โพสต์:
    326
    ค่าพลัง:
    +6,511
    สวยๆ แต่ดึกๆย่องมากินตับจะเอาเร๊อะ
     
  17. อักขรสัญจร

    อักขรสัญจร เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    24 ตุลาคม 2005
    โพสต์:
    4,513
    ค่าพลัง:
    +27,183
    ก็ให้กินน้ำแดงแทนจิ
    ทำของอร่อยให้กินบ่อยๆเด๋วก็เลิกกินตับไปเอง [​IMG]
    สาวๆแพ้ลูกยอกะลูกเทคแคร์ทั้งนั้นแหละ
    จะอยู่ภูมิไหนก็เหอะ
     
  18. เถรี

    เถรี เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    13 พฤษภาคม 2006
    โพสต์:
    326
    ค่าพลัง:
    +6,511
    โอ้....ขนาดผียังไม่เว้น
     
  19. อักขรสัญจร

    อักขรสัญจร เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    24 ตุลาคม 2005
    โพสต์:
    4,513
    ค่าพลัง:
    +27,183
    ขนาดแม่ตะเคียนวัดหลวงพ่อปานที่หลวงพ่อเล่าว่าดุนักหนา
    ป๋มยังไปนั่งอ้อนจนให้หวยเล้ย [​IMG]
     
  20. บุษบากาญจ์

    บุษบากาญจ์ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    20 พฤษภาคม 2007
    โพสต์:
    9,476
    ค่าพลัง:
    +20,271
    แหม๋เก่งเนอะ หุหุหุ
     

แชร์หน้านี้

Loading...