พระสมเด็จวัดเกศไชโยเนื้อกระเบื้องหลังคาโบสถ์ พระสมเด็จฝังตะกรุดหลวงพ่อลมูลวัดเสด็จผง๑๒นักกษัตริย

ในห้อง 'พระเครื่อง วัตถุมงคล' ตั้งกระทู้โดย Jumbo A, 17 สิงหาคม 2022.

  1. shaj

    shaj เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    21 พฤศจิกายน 2012
    โพสต์:
    8,543
    ค่าพลัง:
    +7,781
    ขอจองครับ
     
  2. shaj

    shaj เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    21 พฤศจิกายน 2012
    โพสต์:
    8,543
    ค่าพลัง:
    +7,781
    ขอจองครับ
     
  3. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,290
    ค่าพลัง:
    +21,466
    1775724995789.jpg

    4e70a5be-1.jpg 3-wm (4).jpg 4e70a5be-2.jpg 4e70a5be-3.jpg index (2).jpeg


    หลวงพ่อวอน
    วัดโพธิ์แก้วนพคุณ อ.เมือง จ.สิงห์บุรี ระหว่างที่ท่านมีชีวิตอยู่ ท่านเป็นที่น่าเกรงขามมาก ท่านเป่าพ่นน้ำพระพุทธมนต์ชะงัดนัก เช่นถ้าใครเป็นโรคตะมอยตามนิ้วมือ ซึ่งปวดมาก ร้องครวญครางมาให้ท่านเป่า พอย่างก้าวเข้าบริเวณวัด ก็หายปวดทันที ส่วนบรรดานักเลง เมาสุราที่เมาแล้วชอบอาละวาด พอเข้าบริเวณวัดก็ต้องหยุดทันที ข้าวของในวัดก็ไม่เคยหาย

    ที่มา เพจ วัดโพธิ์แก้วนพคุณ

    เหรียญ หลวงพ่อวอน วัดโพธิ์แก้ว สิงห์บุรี ปี ๒๕๑๗

    หลวงพ่อวอน วัดโพธิ์แก้วนพคุณ อ.เมือง จ.สิงห์บุรี ท่านเป็นพระยุคเก่ามีอายุมากกว่าหลวงปู่ศุข วัดปากครองมะขามเฒ่า 10 ปี มรณภาพเมื่ออายุ 72 ปี ในปี พ.ศ. 2458 ระหว่างที่ท่านมีชีวิตอยู่ ท่านเป็นที่น่าเกรงขามมาก ท่านเป่าพ่นน้ำพระพุทธมนต์ชะงัดนัก เช่นถ้าใครเป็นโรคตะมอยตามนิ้วมือ ซึ่งปวดมาก ร้องครวญครางมาให้ท่านเป่า พอย่างก้าวเข้าบริเวณวัด ก็หายปวดทันที ส่วนบรรดานักเลง เมาสุราที่เมาแล้วชอบอาละวาด พอเข้าบริเวณวัดก็ต้องหยุดทันที ข้าวของในวัดก็ไม่เคยหาย

    เหรียญนี้เป็นเหรียญรุ่น ๑ (หลังยันต์เหมือนเหรียญรุ่นแรกหลวงพ่อกวย)
    ทำการพุทธาภิเศก เมื่อวันเสาร์ที่ ๑๔ มกราคม ๒๕๑๗ และมีพระคณาจารย์ที่ร่วมปลุกเสกดังนี้
    1. หลวงพ่อกวย วัดโฆสิตาราม
    2. หลวงพ่อมี วัดเขาสมอคอน
    3. หลวงพ่อแพ วัดพิกุลทอง
    4. หลวงพ่อชม วัดตลุก
    5. หลวงพ่อจวน วัดหนองสุ่ม
    6. หลวงพ่อจรัล วัดอัมพวัน
    7. หลวงพ่อฉาบ วัดศรีสาคร
    8. หลวงพ่อดวง วัดทอง
    9. พระครูสรรคภารวิชิต วัดวิหารทอง
    10. หลวงพ่อบุญ วัดพระนอน
    11. หลวงพ่ออดุล วัดโพธิ์แก้วนพคุณ
    12. หลวงพ่อบุญเลื่อน วัดจินดามณี

    ข้อมูลเว็บวัดโฆสิตาราม

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างส่งครับ

    เหรียญรุ่นนี้ใช้ยันต์หลังเหรียญเหมือนรุ่นแรกหลวงพ่อกวยและหลวงพ่อกวยมาร่วมปลุกเสก มีลงในหนังสือวัตถุมงคลหลวงพ่อกวยชุดที่ท่านไปปลุกเสกนอกวัด
    เหรียญสวยสภาพเดิมๆ ผิวรุ้ง ปีกแมลงทับ ระดับ ประกวด ระดับนางงาม ก็ ว่ากันไป ...

    ให้บูชา 550 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    IMG_20260409_160852.jpg IMG_20260409_160927.jpg
     
  4. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,290
    ค่าพลัง:
    +21,466
    1775742622831.jpg

    ชื่อเรื่อง ปาฏิหาริย์ หลวงพ่อจำเนียน ช่วยให้รอดตาย
    ผู้เขียน -
    แหล่งข่าวหลัก เดลินิวส์
    คอลัมน์ข่าว -
    URL http://www.dailynews.co.th/web/html/popup_news/Default.aspx?Columnid=60376&Newstype=2&template=2
    เนื้อหา
    เหตุระเบิdที่อำเภอ 'รือเสาะ' จังหวัดนราธิวาส

    นับเป็นอีกเรื่องที่ต้องบอกว่า “เหนือความลิขิต” โดยแท้เนื่องจากเป็นเรื่องที่ “ไม่ธรรมดา” ทั้งที่ระหว่างเกิดเหตุมีผู้ที่โดน “ระเบิd” ครั้งนั้นหลายรายแต่ก็มี “ผู้หญิง” ผู้หนึ่งทั้งที่ยืนอยู่ในกลุ่มของผู้ที่โดนระเบิดซึ่งห่างจากจุดเกิดเหตุเพียง “10 เมตร” แต่ผู้หญิงคนนั้นกลับไม่เป็นอะไรเลยชนิด “เหนือลิขิต??... ประกาศิตฟ้าดิน ??” ตรงนี้ต้องสืบเสาะเจาะมานำเสนอเพื่อพิสูจน์ว่า “ปาฏิหาริย์” บนแผ่นดินไทยนี้ “ยังมีให้ประจักษ์” อยู่เสมอเพราะเหตุ การณ์ครั้งนี้เกิดขึ้นเมื่อ วันที่ 4 สิงหาคม 2550 นี้เองโดย “นางสำลี สมมิตร” อยู่บ้านเลขที่ 319/1 หมู่ 10 ต.รือ เสาะ อ.รือเสาะ จ.นราธิวาส อายุ 55 ปี มีอาชีพเป็น “แม่บ้าน” ได้เผยถึงเหตุระทึกขวัญที่เกิดขึ้นกับนางว่า “ในวันที่ 4 สิงหาคม 2550 เวลาประมาณ 07.30 น. ได้ไปจ่ายตลาดตามปกติทุกวันที่ “ตลาดนัดสถานีรถไฟรือเสาะ” ขณะเดินอยู่ในตลาดห่างจากจุดเกิดเหตุประมาณ 8-10 เมตร ก็ได้ยินเสียงระเบิด (รีโมตคอนโทรล) ที่ซุกอยู่ใต้เบาะ “รถจักรยานยนต์” ที่คนร้ายนำมาจอดไว้ตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่มีใครรู้ดังสนั่นปานฟ้าถล่ม ผลจากระเบิดปรากฏว่ารถจักรยานยนต์คันนั้นขาดออกเป็น “2 ท่อน” ส่วน “นางสำลี” เกิด “อาการช็อก” ทำอะไรไม่ถูก ยังยืนตะลึงอยู่กับที่กระทั่ง “เจ้าหน้าที่” ซึ่งประจำอยู่ “สถานีรถไฟ” ที่ห่างออกไปหลายสิบเมตรได้ยินเสียงระเบิdจึงหันมามองยังต้นเสียงระเบิdได้ตะโกนบอกให้หมอบลง “นางสำลี” จึงกุลีกุจอล้มตัวลงหมอบอย่างตกใจ

    ครั้นควันระเบิdจางผู้คนรวมทั้ง “เจ้าหน้าที่ตำรวจ” จึงกรูกันมาสำรวจความเสียหายปรากฏว่ามีผู้บาดเจ็บ “สาหัสถึง 2 ราย” ซึ่งทั้ง 2 รายนี้ล้วนยืนซื้อของอยู่ติดกับ “นางสำลี” นอกจากนี้ยังมีผู้ได้รับบาดเจ็บจาก “สะเก็ดระเบิd” อีก 6 คน (รวม 8 คน) เจ้าหน้าที่จึงหามส่งโรงพยาบาลกันวุ่นวายโดยมี “นางสำลี” ติดร่างแหไปด้วยจึงทราบว่า “ตัวเอง” ไม่ได้รับบาดเจ็บแต่อย่างใดจะมีเจ็บก็เพียง ตอนทิ้งตัวลงหมอบกับพื้นตามเสียงตะโกนบอกเท่านั้นคือปรากฏ “รอยถลอก” ที่ฝ่ามือและหัวเข่าเพียงเล็กน้อยเท่านั้น และจากการสอบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ชำนาญ “วัตถุระเบิด” จึงทราบว่าระเบิdที่ “คนร้าย” นำมาซุกไว้ใต้เบาะรถจักรยานยนต์แล้วทำการ “กดรีโมตคอนโทรล” ครั้งนี้มีน้ำหนักถึง “10 กิโลกรัม” และมีรัศมีการทำลายล้างถึง “50 เมตร” จากนั้นจึงนำ “นางสำลี” ไปลงบันทึกประจำวันที่สถานีตำรวจ “อำเภอรือเสาะ” พร้อมสอบสวนถึงช่วงที่เกิดเหตุเนื่องจาก “นางสำลี” เป็นผู้ที่ยืนอยู่ใกล้จุดเกิดระเบิdที่สุด แถมไม่ได้รับบาดเจ็บอีกด้วยและคำถามหนึ่งที่บรรดา “เจ้าหน้าที่ตำรวจ” ทำการถามก็คือมี “ของดี” อะไรจึงรอดจากการบาดเจ็บ “นางสำลี” จึงโชว์ “ของดี” ให้ดูปรากฏว่าเป็น “เหรียญรูปไข่กะไหล่ทองเหลืองอร่าม” โดยด้านหน้าเป็นรูป “หลวงปู่ทวดนั่งสมาธิเต็มองค์” ส่วนด้านหลังเป็นรูป “หลวงพ่อจำเนียนครึ่งองค์” ที่เรียกกันว่า “เหรียญกันภัย (รุ่น 1) สำนักสงฆ์ต้นเลียบ จ.สงขลา” ซึ่งนางสำลีแขวนไว้เพียงองค์เดียวเท่านั้น ด้วยเหตุนี้นางสำลีจึงเชื่อมั่นว่าเป็นเพราะบารมีของ “หลวงปู่ทวด” และ “หลวงพ่อจำเนียน” คุ้มครองทำให้แคล้วคลาดจากระเบิdที่เกิดขึ้น

    อีกรายหนึ่งที่มีประสบการณ์จากเหรียญ “หลวงปู่ทวด” ที่ “หลวงพ่อจำเนียน” เป็นผู้สร้างไว้คือเมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2541 “นายฐิติ ลัมพชวา” อายุ 15 ปี เรียนหนังสืออยู่ “ชั้น ป.4 โรงเรียนวัดบวรนิเวศ” โดยมีบ้านพักอยู่เลขที่ 79/27 ซึ่งเป็นบ้านพักในกรมพลาธิการทหารบก สนามบินน้ำ อ.เมือง จ.นนทบุรี วันนั้นเดินทางไปเรียนหนังสือตามปกติด้วยการ “โดยสารเรือด่วนเจ้าพระยา” ที่ “ท่าน้ำนนทบุรี” เมื่อเรือโดยสารมาถึง “นายฐิติ” ก็ลงเรือเฉกเช่นผู้โดยสารคนอื่น ๆ และตรงไปนั่งยัง “บริเวณท้ายเรือ” ใกล้ห้องเครื่องและขณะเรือเร่งเครื่องลอยลำออกจากท่าปรากฏว่ามี “เรือโดยสาร” อีกลำแล่นสวนทางมาเร็วมากพร้อมพุ่งเข้าชนเรือที่ “นายฐิติ” นั่งอยู่ตรงท้ายเรือแบบประสานงาเป็นผลให้ “นายฐิติ” กระเด็นตกน้ำทันทีซึ่งเหตุการณ์ครั้งนี้ “นายฐิติ” ได้เล่าเหตุการณ์ให้เพื่อน ๆ ฟังว่า

    “เรือโดยสาร 2 ลำประสานงากันอย่างแรงเศษไม้ของเรือ แตกเป็นชิ้น ๆ กระเด็นใส่ผมเร็วมากตอนนั้นผมตกใจมาก เพราะไม่ได้ระวังตัวจึงกระเด็นลงในแม่น้ำแล้วจมลงไปทันที ระหว่างนั้นผมรู้สึกสำลักน้ำเพราะหายใจไม่ออก ได้แต่ตะเกียกตะกายช่วยตัวเองให้ขึ้นบนพื้นน้ำ ระหว่างนั้นก็เบิ่งตามองขึ้นไปบนผิวน้ำเลยเห็นมีอะไรดำ ๆ ลอยอยู่ ผมจึงใช้ขาถีบตัวทะลึ่งพรวดขึ้นบนผิวน้ำจึงทราบว่าที่เป็นเงาดำนั้นก็คือ “ห่วงยาง” ที่มีผู้โยนให้ตอนผมตกลงไปในน้ำ จากนั้นก็มีคนนำเชือกมาโยนให้และดึงเข้าฝั่งในที่สุด ผมว่ายน้ำไม่เป็นเลย ถ้าตอนนั้นไม่เห็นห่วงยางแล้ว หากผมจมไปครั้งที่สองก็คงสำลักน้ำขาดใจตายแน่ เพราะไม่เห็นมีใครว่ายน้ำมาช่วยเลยผมจึงมั่นใจว่าที่รอดมาได้ก็เพราะบารมี “หลวงปู่ทวด” ที่ผมห้อยคอเพียงองค์เดียวคือ “เหรียญรุ่นที่หลวงตาเนียน” สร้างไว้ที่สำนักสงฆ์ต้นเลียบซึ่งปัจจุบันท่านมรณภาพไปแล้ว”

    “หลวงพ่อจำเนียน โชติธัมโม” เกิดเมื่อเดือน 4 ปีเถาะ พ.ศ. 2451 นามเดิม “จำเนียน เรืองศรี” เกิดที่ บ้านหัวไทร ต.ดีหลวง อ.สทิงพระ จ.สงขลา บิดา-มารดาชื่อ “อุ้ย-ทอง เรืองศรี” เมื่อครั้งอุปสมบทมี “ท่านพระครูคลิ้ง” (พระครูอุเทศอัตตัญญู) วัดคลองรี ต.คลองรี อ.สทิงพระ จ.สงขลา เป็นพระอุปัชฌาย์ “พระอาจารย์เหลือ ธรรมโฆติ” วัดประดู่หอม ต.คลองรี อ.สทิงพระ จ.สงขลา เป็นพระกรรมวาจาจารย์ “พระอธิการขันธ์ ธมมรังสี” วัดกระดังงา อ.สทิงพระ จ.สงขลา เป็นพระอนุสาวนาจารย์ได้รับฉายาว่า “โชติ ธัมโม” แปลว่า “ธรรมะอันสว่างไสว” หลังจากบวชแล้วได้ศึกษาปฏิบัติกรรมฐาน-เจริญกสิณ-เวทวิทยาคมจากสำนัก “วัดเขาอ้อ” โดยศึกษากับ “พระอาจารย์ยู” วัดปากพล อ.เขาชัยสน จ.พัทลุง “อาจารย์ทวดขาว” ซึ่งเป็นฆราวาสจอมขมังเวทแห่ง จ.พัทลุง จนมีความเชี่ยวชาญทางพุทธาคมและมีลูกศิษย์ลูกหามากจึงได้สร้างมงคลวัตถุไว้หลายรุ่นส่วนใหญ่ จะเป็นรูป “หลวงปู่ทวด” เพราะที่สำนักสงฆ์ต้นเลียบนี้เป็นสถานที่ “ฝังรก” ของ “หลวงปู่ทวด” ไว้ที่ “ใต้ต้นเลียบ” จึงเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์มาแต่โบราณกาล “หลวงพ่อจำเนียน” มรณภาพอย่างสงบด้วยโรคชราเมื่อคืนวันอาทิตย์ที่ 21 กรกฎาคม 2539 เวลา 21.20 น. ณ สำนักสงฆ์ต้นเลียบ สิริอายุ 100 ปี 40 พรรษา โดยก่อนมรณภาพมีเหตุอัศจรรย์ให้ลูกศิษย์ประจักษ์ เพราะท่านสามารถระบุวันละสังขารเหมือนท่านรู้เหตุการณ์ล่วงหน้าโดยบอกว่า ก่อนเข้าพรรษา 7 วัน จะละสังขารจากนั้นท่านยังระบุไว้ในพินัยกรรมว่า “ร่างของท่านจะไม่เน่าเปื่อย” จะแห้งไปเองซึ่งเมื่อถึงเวลาที่ท่านระบุทุกประการก็เป็นจริง ปัจจุบันสังขารธรรมของท่านยังคงสถิตอยู่ในโลงแก้ว ณ สำนักสงฆ์ต้นเลียบ ให้สาธุชนได้กราบไหว้ ขอพึ่งบารมีธรรมของท่านตลอดกาลนานสืบไป ท่านใดมีโอกาสเดินทางไปสงขลา ก็ไปกราบร่างของท่านได้ทุกวันจากนั้นไปสักการะ สถานที่ฝังรกของหลวงปูทวดจะมีมงคลมากขึ้น.

    “หลวงปู่จำเนียร โชติธัมโม วัดต้นเลียบ อ.สทิงพระ จ.สงขลา ผู้ที่มีร่างกายเป็นหิน
    เกจิอาจารย์สายเขาอ้อ ผู้มีญาณวิเศษสามารถรู้วันมรณภาพของตัวเอง”

    หลวงปู่จำเนียร โชติธัมโม มีนามเดิมว่า นายจำเนียรเรืองศรี เกิดเมื่อเดือน 4 ปีเถาะ พ.ศ.2440 ที่บ้านพังไทร ตำบลดีหลวง อำเภอสทิงพระ จังหวัดสงขลา ท่านเกิดเบื่อหน่ายชีวิตฆราวาส ซึ่งท่านเห็นว่ามีแต่ความวุ่นวายสับสนจึงตัดสินใจเดินมุ่งสู่ร่มกาสวพัสตร์ เมื่อตอนอายุ 60 ปี หลังจากอุปสมบทแล้วได้รับฉายาว่า โชติธรรมโม แปลว่า ธรรมะอันสว่างไสวหลวงปู่จำเนียรได้ศึกษาปฏิบัติกรรมฐาน เจริญกสิณเวทวิทยาคม จากสำนักเขาอ้อ (เป็นศิษย์อาจารย์เดียวกันกับ พล.ต.ต.ขุนพันธ์ รักษ์ราชเดช) กับท่านอาจารย์ยู วัดปากพล จังหวัดพัทลุง และอาจารย์ทวดขาว ฆราวาสจอมขมังเวท จังหวัดพัทลุง จนมีความเชี่ยวชาญทางด้านวิทยาคมจนเป็นเลิศ ร่ำเรียนวิชาอยู่ยงคงกระพัน วิชากำบังตัววิชาปลาไหลใครจับท่านไม่ได้

    หลังจากที่อุปสมบทแล้ว ท่านได้ไปจำพรรษาอยู่ที่วัดพะโคะ ในขณะที่ท่านนั่งเจริญสมาธิภาวนา ปรากฏดวงวิญญาณขององค์หลวงพ่อทวดมาปรากฏต่อหน้าท่าน และได้ชี้มาที่ตัวท่านบอกให้ไปช่วยดูแลต้นเลียบ อันเป็นสถานที่ฝังรกขององค์หลวงพ่อทวด ซึ่งในขณะนั้นยังไม่มีผู้ใดดูแล มีสภาพที่รกร้าง

    เมื่อหลวงปู่จำเนียร มาจำพรรษาที่ต้นเลียบแห่งนี้แล้ว ก็ได้รวบรวมชาวบ้านในละแวกใกล้เคียงมาช่วยกันพัฒนา เพื่อให้เหมาะเป็นสถานที่เจริญธรรม วิปัสสนากรรมฐาน

    ใครมีเรื่องเดือดร้อน ถูกคุณไสย หรือถูกผีเข้า ท่านจะช่วยรักษาประพรมน้ำมนต์ให้และใช้ไม้เท้าคดคู่กายของท่านชี้ไปที่หน้าผาก กลับหายเป็นปกติทุกรายไป อีกอย่างท่านสามารถดูดวง ผูกชะตาได้แม่นยำนัก ท่านจะมีลูกศิษย์ลูกหามากมาย ไม่ว่าไทยหรือเทศ โดยเฉพาะลูกศิษย์ทางมาเลเซีย สิงคโปร์ นั้นมีมากมายนัก

    หลวงปู่จำเนียร เป็นพระที่ถึงพร้อมด้วยความดี เป็นพระที่สมถะ สามารถกราบไหว้ได้อย่างสนิทใจ ไม่สะสมสิ่งใด มุ่งปฏิบัติธรรม วิปัสสนากรรมฐาน ชาวบ้านเชื่อกันว่าท่านเป็นผู้ที่มีเมตตามหานิยม มีวาจาสิทธิ์ ท่านสามารถหยั่งรู้ได้ถึงวันมรณภาพของตัวเอง โดยท่านได้บอกกล่าวกับลูกศิษย์ใกล้ชิดว่า ก่อนจะถึงวันเข้าพรรษา 7 วัน ท่านจะละสังขารแล้ว และท่านระบุไว้ในพินัยกรรมว่าร่างของท่านจะไม่เน่าเปื่อย จะแห้งไปเอง ปรากฏว่าเมื่อเวลาผ่านไปก็เป็นจริงอย่างที่ท่านพูดเอาไว้ โดยเมื่อวันอาทิตย์ที่ 21 กรกฎาคม 2539 เวลา 21.20 นาฬิกา ท่านก็ได้จากไปอย่างสงบ แต่ก็ยังทิ้งร่องรอยการปฏิบัติและคุณงามความดีไว้ให้คนรุ่นหลังได้เจริญรอยตาม และยึดเป็นเยี่ยงอย่าง รวมอายุได้ 99 ปี 40 พรรษา

    ซึ่งปัจจุบันนี้ สรีระสังขารของท่าน ทางคณะศิษยานุศิษย์ได้เก็บไว้ในโลงแก้ว ณ สำนักสงฆ์ต้นเลียบ เพื่อให้สาธุชนได้เข้ากราบไหว้ เพื่อขอพรบารมี ถึงแม้ว่าท่านจะมรณภาพไปแล้ว แต่ปาฏิหาริย์ที่ท่านได้ปลุกเสกและสร้างวัตถุมงคลของสำนักสงฆ์ต้นเลียบ ก็ยังคงเป็นที่ยึดเหนี่ยว แสวงหาของนักสะสมพระเครื่องหลวงพ่อทวด

    สถานที่ตั้ง วัดต้นเลียบ หมู่ 1 ตำบลดีหลวง อำเภอสทิงพระ จังหวัดสงขลา

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงทุกๆข้อมูลครับ

    พระผงหลวงปู่ทวดหลังพ่อท่านเนียนวัดต้นเลียบวัดธรรมสุขใจสร้างและพระผงหลวงปู่ทวดพิมพ์เปิดโลกรุ่นนำโชค ๒ องค์

    ให้บูชา 220 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    IMG_20260409_205201.jpg IMG_20260409_205225.jpg
     
  5. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,290
    ค่าพลัง:
    +21,466
    หลวงพ่อลำเจียก สังกิจโจ ท่านเป็นลูกศิษย์เจ้าคุณพระอุบาลีคุณูปมาจารย์(สิริจันโท จันทร์แห่งวัดบรมนิวาส
    และหลวงพ่อภัทธราพุทโธ (อ่ำ)เป็นพระสายธรรมยุตวัดเขาพระงามนี้เดิมเป็นวัดร้าง
    สร้างมาแต่เมื่อใดไม่มีปรากฏ ต่อมาในปี พ.ศ.๒๔๕๕ เจ้าคุณพระอุมาลีคุณูปมาจารย์ (สิริจันโท จันทร์)
    เจ้าอาวาสวัดบรมนิวาส กรุงเทพฯ กับหลวงพ่อภัทธราพุทโธ(อ่ำ)และพระอาจารย์ฐิตวีโร(ทา)ได้ธุดงค์มาพักที่วัดแห่งนี้
    เมื่อเห็นว่ามีภูมิประเทศดีหลวงพ่ออ่ำจึงได้ปรึกษากับท่านเจ้าคุณฯขอลาการงานออกไปพักเพื่อหาที่วิเวกส่วนตัว และได้รับอนุญาตตามประสงค์ เดือน ๘ ทุติยมาส
    ได้ให้พระอาจารย์ทา คอยอยู่ที่ถ้ำ หลวงพ่ออ่ำกลับเข้าไปกรุงเทพฯเพื่อส่งท่านเจ้าคุณฯ
    ครั้นถึงเดือน ๘ ขึ้น ๑๓ ค่ำ ได้พาพระอาจารรย์ลำเจียก สังกิจโจผู้เป็นอันเตวาสิก
    ออกมาจำพรรษาอยู่ที่เขาพระงาม รวมเป็น ๓ รูปด้วยกัน

    การก่อสร้างเริ่มตั้งแต่ พ.ศ.๒๔๕๕ มาจนถึงเดือน ๙ มีพระยาสมบัตยาบาล (ทรัพย์)
    ได้มาปฏิสังขรณ์ถ้ำถวาย คือก่อฝาผนังด้วยศิลาถือปูนซิเมนต์ มีประตู ๑ หน้าต่าง ๔ ลาดพื้นด้วย
    ซิเมนต์ และปฏิสังขรณ์พระไสยาสน์ในถ้ำด้วย สิ้นเงิน ๑,๓๐๐ บาทเศษ
    และได้จารึกหน้าถ้ำบนประตูตามนามของหลวงพ่ออ่ำ ขึ้นไปว่า "ถ้ำภัธราพุทโธ ร.ศ. ๑๓๑"

    แต่ยังเหลือปูนซิเมนต์อยู่อีก ๓ ถัง หลวงพ่ออ่ำจึงได้หารือกับจีนผู้เป็นนายช่างว่า
    จะเก็บพระพุทธรูปที่อยู่ในถ้ำซึ่งหักๆพังๆรวมกันก่อเป็นพระสังกัจจายน์
    นายช่างก็รับว่าจะทำได้ หลวงพ่ออ่ำจึงมีหนังสือไปหารือท่านเจ้าคุณฯทางกรุงเทพฯ ถึงเรื่องนี้
    ท่านเจ้าคุณได้ตอบว่า เธอจะคิดทำก็ควร
    แต่พระพุทธรูปถึงจะหักพังก็ยังนับว่าเป็นรูปพระพุทธเจ้า
    เธอจะเอามารวมให้เป็นรูปพระสังกัจจายน์ซึ่งเป็นสาวกดูจะไม่สู้เหมาะ คนบางคนเขาจะติเตียน
    ปูนที่เหลือเธอก่อถังน้ำฝนไว้ใช้เถิด ออกพรรษาแล้วฉันจะไปหาเธอเพื่อหารือในการสร้างพระใหญ่กันอีกที ครั้นถึงเดือน ๑๒ ท่านเจ้าคุณฯได้มาพักที่ถ้ำ ได้ตกลงกันในการที่จะสร้างพระใหญ่ต่อไป
    ดังที่ปรากฎในคำปรารภของท่าน และคำจารึกในแผ่นศิลาแท่นพระใหญ่ทั้ง ๒ คราว สิ้นเงิน ๖๓,๐๐๐ บาทเศษ ที่ตรงหน้าพระใหญ่ลงมาเถ้าแก่เอ้งมีศรัทธา ได้ปฏิสังขรณ์ถ้ำ
    มีประตูหน้าต่างลาดพื้นด้วยซิเมนต์และมีถังน้ำปูนซิเมนต์ด้วย สิ้นเงิน ๕๐๐ บาทเศษ
    ได้จารึกนามไว้ตรงประตูขึ้นไปว่า "ถ้ำราชกวี ร.ศ. ๑๓๑"

    พระพุทธรูปที่สร้างขึ้นมา เป็นพระพุทธรูปที่มีหน้าตักกว้าง 11 วา สูงจากหน้าตักถึงยอดพระเศียร
    18 วา เส้นพระศกทำด้วยไหกระเทียม เมื่อสร้างเสร็จได้ถวายพระนามว่า
    "พระพุทธนฤมิตรมัธยมพุทธกาล"ต่อมาพระพุทธรูปได้ชำรุดทรุดโทรมลงจนต้อง
    ทำการปฏิสังขรณ์ใหม่เมื่อปี พ.ศ.2469 จึงเปลี่ยนนามใหม่ว่า "พระพุทธปฏิภาคมัธยมพุทธกาล"

    สมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวได้เสด็จพระราชดำเนินมาผูกพัทธสีมา ณ.วัดเขาพระงาม
    จึงพระราชทานนามวัดให้ใหม่ว่า วัดสิริจันทรนิมิตรวรวิหาร
    เพื่อเป็นเกียรติแก่เจ้าคุณพระอุบาลีคุณูปมาจารย์ ต่อมาพ.ศ.2499
    พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช โปรดเกล้ายกเป็นพระอารามหลวงชั้นตรี
    นามว่า วัดสิริจันทรนิมิตรวรวิหาร

    สำหรับวัตถุมงคลของหลวงพ่อลำเจียก สังกิจโจ ส่วนมากจะได้รับการปลุกเสกจาก
    หลวงพ่ออ่ำและตัวหลวงพ่อเอง นอกจากนี้ยังได้รับการอธิฐานจิตจาก
    พระคณาจารย์สายกรรมฐาน เช่น พระอาจารย์ฝั้น อาจาโร
    ซึ่งมีสายสัมพันธ์ที่แนบแน่นจากสายเจ้าคุณพระอุบาลีคุณูปกรณ์ (สิริจันโท)

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    เหรียญเตารีดนี้จัดสร้างปี ๒๕๐๕ น่าจะมีพระสายกรรมฐานหลายท่านร่วมปลุกเสก
    สภาพพระขึ้นสนิมเขียว ไม่สวย สะพรั่ง

    ให้บูชา 350 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ
    ปิดรายการ

    IMG_20260409_211925.jpg IMG_20260409_211955.jpg
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 10 เมษายน 2026 at 09:55
  6. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,290
    ค่าพลัง:
    +21,466
    1775753426245.jpg

    การปลุกเสกวัตถุมงคลของหลวงพ่อ ลออ จะปลุกเสกเหมือนของหลวงพ่อพรหมโดย ลง ธาตุ4ขัณท์5อาการ 32ปลุกจนองค์พระเกิดกริยาทั้ง ใน อุณคหนิมิตร และ ปฏิภาคนิมิตร วัตถุทีปลุกหนุนธาตุจะไม่เกิดความเสื่อม แต่มีข้อห้ามอย่างเดียวคือห้ามหาย หลวงพ่อพรหมเคยกล่าวกลับหลวงพ่อลออเมื่อตอนไปปลุกเสกพระที่วัด กำแพงแก้ว อ.ท่าวุ้ง เมื่อปี06ว่า เราไม่อยากไปปลุกเสกพระนอกวัดเพราะเราอึดอัด เพราะหลวงพ่อพรหม ชอบอัดพลังพระด้วยการซาวพระ จนเกิดรัศมี ที่เป็นฉัพพรรณรังสีครบทุกประการจนพระสามารถเดินได้ พูดได้ บอกเราได้ ว่าเป็นอย่างไหน ทางใด เมื่อมีอะไรกระทบรังสีจะปกคลุมป้องกันและแผ่ธาตุออกไปตลอด เรียกว่ารู้มีหูมีตา และไม่สามารถมีผู้มีวิชาใดๆมาคัดของหรือพุทธคุณที่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าประธานมาให้ได้
    สนธนาธรรม
    มีครั้งรองสมเด็จพระสังฆราชได้เสด็จมาวัดช่องแคพร้อมด้วยหลวงพ่อโอดเมื่อ มาเห็นมฌฑปและศาลาก็ถามหลวงพ่อลออ ว่า สมภารวัดนี้เป็นเจ้าเหรอ เพราะเห็นมีรูปหงษ์แบบอักสะสวยงาม ก็ถามว่าสมภารอยู่ไหม อ.ลออ เลยพาขึ้นไปหาหลวงพ่อพรหม บนศาลา หลวงปู่พรหมนั่งอยู่บนเตียงไม้ พอไป๔ึงรองสมเด็จขณะนั้นก็ถามท่านว่า บวชได้กีพรรษาแล้ว หลวงปู่เลยกล่าวว่าเป็นเรืองของวันเวลามิได้จดจำ.. รองสมเด็จกล่าวถามต่ออีกว่า บวชมานานอยากเป็น พระอุปฌาไหม หลวงพรหมพ่อนิ่งไปครูหนึ่ง และยกมือพร้อมพูดว่าถ้ากินได้เอามากินไม่ได้เอากลับไป
    ทำให้รองสมเด็จชื่นชอบท่านมาก พร้อมถามว่าได้ข่าวว่าปลุกเสกของได้ขลังนัก ....หลวงปู่ก็ตอบว่าไม้ได้สร้่างได้สรรค์เองเขาศรัทธาก็ทำมาให้ พร้อมกับขอวัตถุมงคลหลวงพ่อ หลวงพ่อจึงให้เหรียยและรูปหล่อเข่ากว้างถวายไปไว้ระลึกถึงกัน ก่อนจะกลับได้ถามหัวข้อธรรมของหลวงพ่อพรหมในการประพฤติตน หลวงปู่พรหมได้กล่าวตอบว่า พระพุทธ พระะรรมอยู่ที่ใจ พระสงฆ์อยู่ที่กริยา รองสมเด็จเลยก้มกราบท่าน..

    ที่มาเว็บวัดโฆสิตาราม

    หลวงพ่อลออ ฐานวโร

    อัตโนประวัติ เกิดในสกุล คุ้มเขต เมื่อ พ.ศ.2473 เป็นชาวบ้านหนองหลวง อ.ท่าตะ โก จ.นครสวรรค์ โดยกำเนิด

    นอกจากนี้ มีศักดิ์เป็นหลานชายแท้ๆ คนหนึ่งของหลวงพ่อเดิม วัดหนองโพ จึงทำให้ท่านมีโอกาสรับใช้อุปัฏฐากหลวงพ่อเดิมมาตั้งแต่เด็ก กระทั่งย่างเข้าสู่วัยหนุ่ม หลวงพ่อเดิมได้ถ่ายทอดวิทยาคมให้ สำหรับป้องกันตัวตามแบบฉบับชายไทยในสมัยโบราณ ต่อมาญาติผู้ใหญ่ได้นำมาฝากไว้กับหลวงพ่อพรหม วัดช่องแค ฝึกอบรมกัมมัฏฐานให้อย่างเข้มข้น

    หลวงพ่อพรหม สอนหลักปฏิบัติกัมมัฏฐาน การเจริญกสิณควบคู่ไปกับวิปัสสนาญาณ รวมทั้งถ่ายทอดสรรพวิชาให้โดยไม่ปิดบัง อาทิ วิชานารายณ์บังถ้ำ รักษาโรค แก้อาถรรพ์ต่างๆ

    ในสมัยเป็นฆราวาส มีตำแหน่งเป็นกรรมการรุ่นใหญ่วัดช่องแค เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงใหญ่ในการจัดสร้างและบูรณะซ่อม แซมเสนาสนะต่างๆ ภายในวัดช่องแค จนได้รับความไว้วางใจจากหลวงพ่อพรหม อนุญาตให้จัดสร้างวัตถุมงคลหลายรุ่นของหลวงพ่อพรหม ด้วยความเป็นฆราวาสศิษย์ใกล้ชิดหลวงพ่อพรหม ท่านได้เมตตาถ่ายทอดวิทยาคมต่างๆ จากหลวงพ่อพรหม สามารถเรียนรู้ไว้ได้เกือบทั้งหมด กล่าวได้ว่าเป็นผู้สืบทอดวิชาโดยตรง

    หลวงพ่อพรหม ยังเอ่ยปากชมว่า "ต่อไปวิชาของฉันจะตกอยู่กับลออ"

    ระหว่างเป็นฆราวาสนั้น อยู่ปรนนิบัติ รับใช้หลวงพ่อพรหม ตราบจนกระทั่งหลวงพ่อพรหม มรณภาพลง เมื่อวันที่ 30 มกราคม 2518 หลังจากนั้นจึงได้ย้ายครอบครัวมาตั้งรกรากอยู่ที่ อ.คลองหาด จ.สระแก้ว ได้นำชนวนมวลสารสำคัญของหลวงพ่อพรหมมาเก็บรักษาไว้ทั้งหมด

    เมื่อย่างอายุเข้า 45 ปี ในปี พ.ศ.2518 ท่านเกิดความเบื่อหน่ายชีวิตทางโลก จึงได้เข้าพิธีอุปสมบทและจำพรรษาอยู่ที่วัดพรหมนิมิต อ.คลองหาด จ.สระแก้ว ได้รับนามฉายาว่า "ฐานวโร"

    ท่านได้สร้างผลงานเป็นคุณูปการมากมายหลากหลายด้าน ทั้งด้านงานปกครองคณะสงฆ์ การศึกษาพระปริยัติธรรม การสาธารณประ โยชน์ ด้านการพัฒนา และอื่นๆ อีกมากมายสำหรับวิทยาคมของท่านที่มีประสบการณ์โดดเด่นที่สุด ได้แก่ วิชาแคล้วคลาด คงกระพัน เมตตามหานิยม เป็นต้น การปลุกเสกวัตถุมงคลของหลวงพ่อลออ จะเป็นไปในลักษณะเดียวกับหลวงพ่อพรหม ที่มิใช่เพียงแค่นั่งหลับตาทำสมาธิเพียงอย่างเดียว แต่จะจะเอามือทั้งสองข้างสัมผัสและกวนวัตถุมงคลอยู่ภายในบาตร กวนวนไปวนมา

    ในเรื่องนี้ หลวงพ่อลออมีความประณีตพิถีพิถันในการจัดสร้างวัตถุมงคลตามที่ได้รับสืบทอดมาจากหลวงพ่อพรหมและปลุกเสกอย่างดีที่สุดเต็มกำลังความสามารถ ด้วยจำนวนการจัดสร้างน้อยและสร้างออกมาไม่บ่อยครั้งนัก ทำให้วัตถุมงคลทุกรุ่นมีความเข้มขลังศักดิ์สิทธิ์ เป็นเสาะแสวงหาของบรรดานักสะสมนิยมพระเครื่องวัตถุมงคล

    หลวงพ่อลออ เป็นพระแท้ ที่น่าเลื่อมใสศรัทธาเป็นอย่างยิ่ง ชื่อเสียงของหลวงพ่อลออโด่งดังมานาน เป็นที่กล่าวขวัญในหมู่ศิษย์ชาวปากน้ำโพ และภาคกลางตอนบนเป็นยิ่งนัก ถึงความขลังความศักดิ์สิทธิ์ และจริยวัตรของหลวงพ่อ ทำให้ท่านได้รับกิจนิมนต์ไปนั่งปรกปลุกเสกวัตถุมงคลในพื้นที่ภาคกลางและพิธีพุทธาภิเษก วัตถุมงคลสำคัญทั่วประเทศ

    Cr.ขอบคุณเพจ และ เว็บเพื่อนบ้าน สำหรับข้อมูลประวัติ และ รูปภาพ....

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    พระสมเด็จหลวงพ่อลออวัดหนองหลวง ปี ๒๕๕๗ หลังจาร อักขระยันต์ด้วยหมึกสีดำ

    .....ให้บูชา 300 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    IMG_20260409_232604.jpg IMG_20260409_232624.jpg
     
  7. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,290
    ค่าพลัง:
    +21,466
    รูปหล่อพระอานนท์ วัดชลอบางกรวย นนทบุรี เนื้อทองแดง สวยพร้อมกล่องเก่า
    รายละเอียด พระอานนท์ผู้เป็นเอตทัคคะผู้เลิศกว่าภิกษุรูปอื่น
    พระอานนท์ได้รับการสรรเสริญจากสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เป็นเอตทัคคะ (เลิศ) 5 ประการคือ
    1.มีสติ รอบคอบ
    2.มีคติ คือความทรงจำแม่นยำ
    3.มีความเพียรดี
    4.เป็นพหูสูต
    5.เป็นยอดของภิกษุผู้อุปัฏฐากพระพุทธเจ้า
    ภิกษุอื่น ๆ ที่ได้รับยกย่องว่าเป็นเอตทัคคะก็ได้รับเพียงอย่างเดียว แต่พระอานนท์ท่านได้รับถึง 5 ประการ นับว่าหาได้ยากมาก ความเป็นพหูสูตรของพระอานนท์นั้นนับว่าเป็นคุณูปการต่อพระพุทธศาสนา กล่าวคือภายหลังพุทธปรินิพพานแล้ว มีภิกษุบางพวกกล่าวติเตียนพระศาสนา ทำให้พระมหากัสสปเถระเกิดความสังเวชในใจว่า ในอนาคตพวกอลัชชีจะพากันกำเริบ ย่ำเหยียบพระศาสนา จำต้องกระทำการสังคายนาพระไตรปิฎกให้เป็นหมวดหมู่ จึงได้นัดแนะพระภิกษุสงฆ์ให้ไปประชุมกันที่กรุงราชคฤห์ เพื่อสังคายนาพระธรรมวินัยตลอดเข้าพรรษา
    การสังคายนาพระธรรมวินัยครั้งนั้นได้มีพระมหาเถระ 3 รูปที่มีส่วนสำคัญในการสังคายนา กล่าวคือ พระอานนท์เถระ ผู้เป็นพุทธอุปฐาก ซึ่งได้รับประทานพรข้อที่ 8 ทำให้ท่านเป็นผู้ทรงจำพระพุทธวจนะไว้ได้มาก ท่านจึงได้รับหน้าที่ตอบคำถามเกี่ยวกับพระธรรม ดังบทสวดคาถาต่าง ๆ มักขึ้นต้นด้วย “เอวัมเม สุตัง เอกัง สะมะยัง ภะคะวา.....” อันหมายถึง “ข้าพเจ้า (คือพระอานนท์เถระ) ได้สดับมาแล้วอย่างนี้ สมัยหนึ่งพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า”
    พระอุบาลี ซึ่งเคยเป็นพนักงานภูษามาลาในราชสำนักกรุงกบิลพัสดุ์ และออกบวชพร้อมศากยราชกุมาร ท่านได้จดจำพระวินัยเป็นพิเศษ มีเรื่องเล่าในพระวินัยปิฏกว่าสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงเรื่องวินัยแก่พระภิกษุทั้งหลาย และสรรเสริญพระวินัยและสรรเสริญพระอุบาลีเป็นอันมาก ภิกษุทั้งหลายจึงพากันไปเรียนวินัยจากพระอุบาลี ในการสังคายนาครั้งนี้ท่านจึงได้รับหน้าที่วิสัชชนาเกี่ยวกับพระวินัย
    พระมหากัสสปเถระ ซึ่งเป็นเลิศทางธุดงวัตรและเป็นผู้ชักชวนให้สังคายนาพระธรรมวินัย เป็นผู้ถามทั้งพระธรรมและพระวินัย
    ท่านพระพุทธโฆษาจารย์ได้เล่าไว้ว่า ท่านพระอานนท์มีปัญญา มีความจำดี ท่านได้ฟังครั้นเดียว ไม่ต้องถามอีกก็สามารถจำได้เป็นจำนวนตั้ง 60,000 บาท 15,000 คาถา โดยไม่เลอะเลือน ไม่คลาดเคลื่อน เหมือนบุคคลเอาเถาวัลย์มัดดอกไม้ถือไป เหมือนจารึกอักษรลงบนแผ่นศิลา เหมือนน้ำมันใสของราชสีห์ที่บุคคลใส่ไว้ในหม้อทองคำ ฉะนั้น
    ด้วยเหตุที่ท่านขยันเรียน และมีความจำดีนี่เอง ท่านจึงได้รับยกย่องว่าเป็นพหูสูต เป็นธรรมภัณฑาคาริก ทรงจำพระพุทธพจน์ได้ถึง 84,000 พระธรรมขันธ์ คือท่านเรียกจากพระพุทธองค์ 82,000 พระธรรมขันธ์และเรียนจากเพื่อนสหธรรมมิกอีก 2,000 พระธรรมขันธ์ แม้ท่านจะเป็นเพียงพระโสดาบันก็ตาม แต่ท่านก็มีปัญญาแตกฉานในปฏิสัมภิทา มีความรู้เชี่ยวชาญในเรื่องปฏิจจสมุปบาท จึงสามารถสั่งสอนศิษย์ได้มากมาย ศิษย์ของท่านส่วนมากก็เป็นพหูสูตเช่นเดียวกับท่าน ว่ากันว่า ท่านพูดได้เร็วกว่าคนธรรมดา 8 เท่า คือคนเราพูด 1 คำ ท่านพูดได้ 8 คำ
    ท่านพระพุทธโฆษาจารย์ได้พรรณนาคุณของท่านพระอานนท์ไว้อีกอย่างหนึ่งว่า ท่านมีรูปงาม น่าเลื่อมใส น่าทัศนายิ่งนัก ยิ่งเป็นพหูสูตด้วย ก็ยิ่งทำให้สังฆมณฑลนี้งดงามยิ่งขึ้น ด้วยเหตุนี้จึงมีบริษัททั้ง 4 นิยมไปหาท่านกันมาก ข้อนี้สมจริงดังพระดำรัสที่ตรัสยกย่องท่านว่า ท่านมีอัพภูตธรรม คือคุณอันน่าอัศจรรย์ 4 ประการ คือ ถ้าภิกษุบริษัทภิกษุณีบริษัท อุบาสกบริษัท และอุบาสิกาบริษัทเข้าไปหาท่าน พอได้เห็นรูปเท่านั้นก็มีความยินดี พอได้ฟังธรรมเทศนาของท่านก็ยิ่งมีความยินดี แม้เมื่อท่านแสดงธรรมจบลงแล้ว ก็ยังฟังไม่อิ่ม แล้วทรงเปรียบเทียบท่านซึ่งมีคุณอันน่าอัศจรรย์นี้กับพระเจ้าจักรพรรดิ คือว่า พระเจ้าจักรพรรดินั้นเมื่อขัตติยบริษัท พราหมณบริษัท คฤหบดีบริษัท และสมณบริษัทเข้าเฝ้า พอได้เห็นก็มีความยินดี ครั้นได้ฟังพระราชดำรัส ก็ยิ่งมีความยินดี แม้ตรัสจบแล้วก็ยังไม่อิ่ม
    นอกจากหน้าที่อุปัฏฐากประจำองค์อย่างใกล้ชิดแล้ว ท่านพระอานนท์ ยังปฏิบัติหน้าที่อื่น ๆ อีกหลายอย่าง เป็นต้นว่า งานรับสั่ง เช่น ครั้งหนึ่งพระพุทธองค์รับสั่งให้ท่านไปประกาศคว่ำบาตรแก่วัฑฒลิจฉวี เพราะเหตุที่วัฑฒลิจฉวีได้สมรู้ร่วมคิดกับพระเมตติยะ และพระภุมมชกะ กล่าวใส่ร้ายท่านพระทัพพมัลลบุตร ว่า เสพเมถุนธรรมกับชายาเดิมของท่าน ครั้งหนึ่งรับสั่งให้ท่านนำนางยักษิณีเข้าเฝ้า เพื่อระงับการจองเวรจองผลาญกันและกัน ครั้งหนึ่งรับสั่งให้ท่านเรียกพระภิกษุสงฆ์ที่นครเวสาลีเข้าประชุมเพื่อฟังอานาปานสติ ครั้งหนึ่งรับสั่งให้ท่านแจ้งข่าวแก่พวกมัลลกษัตริย์ กรุงกุสินาราว่า พระพุทธองค์จะเสด็จดับขันธปรินิพพานที่ป่าไม้สาละ ณ ราตรีนั้น เป็นต้น
    งานมอบหมาย เช่น ครั้งหนึ่งพระเจ้าปเสนทิโกศล ทรงเลื่อมใสศรัทธา ทรงพระประสงค์จะถวายนิตยภัตรแก่พระพุทธองค์และพระภิกษุสงฆ์เป็นประจำทุกวัน พระพุทธองค์ตรัสว่า พระพุทธเจ้าทั้งหลายย่อมไม่รับนิตยภัตรประจำในที่แห่งเดียว เพราะมีคนจำนวนมากต้องการจะทำบุญกับพระพุทธเจ้า จึงหวังจะให้เสด็จไปหาตนกันทั้งนั้น เมื่อพระเจ้าปเสนทิโกศลทรงทราบดังนั้น จึงทูลขอพระภิกษุ 1 รูปให้ไปรับนิตยภัตรของพระองค์ พระผู้มีพระภาค จึงทรงมอบภาระนี้ให้แก่ท่านพระอานนท์ เมื่อได้รับมอบหมายแล้ว ท่านก็ไปรับเป็นประจำ แม้ว่าในตอนหลัง ๆ พระเจ้าปเสนทิโกศล จะทรงลืมสั่งให้คนจัดนิตยภัตรถวายไปบ้าง แต่ท่านก็ยังไปอยู่เป็นประจำ
    อีกครั้งหนึ่ง พระเจ้าปเสนทิโกศล ทรงพระประสงค์จะให้พระนางมัลลิกาเทวี และพระนางวาสภขัตติยา พระมเหสีของพระองค์ได้ศึกษาธรรม จึงทูลนิมนต์ให้พระพุทธองค์กับภิกษุสงฆ์ 500 รูป ไปสอนธรรมแก่พระมเหสีทั้งสองพระพุทธองค์ตรัสบอกข้อขัดข้องดังกล่าวแล้วข้างต้น พระเจ้าปเสนทิโกศลจึงทูลขอให้พระพุทธองค์ทรงมอบหมายให้ภิกษุรูปอื่นไปแทน พระพุทธองค์ก็มอบหมายให้ท่านพระอานนท์รับภาระหนี้ และท่านก็ทำได้ดีเช่นเดียวกัน และในตอนที่จะเสด็จปรินิพพาน ได้ทรงมอบหมายให้ท่านลงพรหมทัณฑ์แก่พระฉันนะ เมื่อพระองค์นิพพานไปแล้วในฐานหัวดื้อไม่ยอมเชื่อฟังคำตักเตือนของพระอัครสาวก และเมื่อพระพุทธองค์ปรินิพพานแล้วท่านก็ได้ไปลงพรหมทัณฑ์แก่พระฉันนะ สำเร็จตามที่ทรงมอบหมายไว้

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    รูปหล่อพระอานนท์เถระออกวัดชลอ บางกรวย นนทบุรี

    ให้บูชา 250 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    IMG_20260410_003501.jpg IMG_20260410_003541.jpg
    IMG_20260410_003614.jpg
     
  8. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,290
    ค่าพลัง:
    +21,466
    FB_IMG_1775756647377.jpg FB_IMG_1775756657148.jpg

    เจ้าคุณนรฯกล่าวว่า
    "ใครไม่มีพระสมเด็จโต บูชาพระสมเด็จของฉันแทนได้เหมือนกัน

    โกศล.... ลุงไม่เกิดอีกแล้วนะ ชาตินี้เป็นชาติสุดท้าย..!!!!”
    นี่ก็หมายความอย่างชัดแจ้งที่สุดว่า พระภิกษุพระยานรรัตนราชมานิต (ธมฺมวิตกฺโกภิกขุ)ท่านรู้ชัดด้วยญาณปัญญาของท่านเป็นที่แน่นอนแล้วว่า บัดนี้ การเวียนว่ายตายเกิดในวัฏสงสารแห่งท่าน ได้มาถึงยังจุดอันเป็นที่สุดแล้ว การเกิดครั้งใหม่ต่อไปมิได้มีอีกแล้ว ชาตินี้เป็นชาติสุดท้ายของท่านแล้ว

    เรื่องของอภินิหาร ท่านเจ้าคุณนรรัตน์ วัดเทพศิรินทร์ฯ ที่ประสบกับ พลตรี พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าภาณุพันธุ์ ยุคล

    เมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ.2520 ผู้เขียนได้รับบทความมา ชิ้นหนึ่งน่าสนใจมาก นับนานถึงวันนี้เป็นเวลาล่วงมา 43 ปีเข้าไปแล้ว ท่านผู้เขียนท่านนี้ก็ได้ล่วงลับไปแล้ว ครั้งนั้นท่านเมตตาผู้เขียนมาก บทความชิ้นนั้นท่านนิพนธ์ขึ้นเพื่อช่วยผู้เขียนในการจัดทำหนังสือชื่อ พุทธเวทย์ โดยให้ลงเผยแพร่ ก็ได้รับความสนใจจากผู้อ่านมาก หากจะนำมาเสนออีก ท่านผู้อ่านจำนวนมากคงไม่ได้เคยอ่านมาก่อนแน่นอน

    เรื่องนี้ชื่อว่า เรื่องของอภินิหาร นิพนธ์โดย พลตรี พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าภาณุพันธ์ุ ยุคล ผู้เขียนขออนุญาตนำมาเสนอ โดยรวบรัดเนื้อหาให้พอดีกับหน้าหนังสือ ลานโพธิ์ แต่ลีลาสำนวนการเขียนคงอรรถรสเดิมๆ ทั้งสิ้น มีเนื้อความดังต่อไปนี้

    ข้าพเจ้า (พลตรี พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าภาณุพันธ์ุ ยุคล) ได้เคยกล่าวไว้ว่า ความเห็นของข้าพเจ้า เรื่องอภินิหาร นั้นเกิดจากพลังจิตของหลายฝ่าย อาทิเช่น พลังจิตของพระพุทธเจ้า พลังจิตของอาจารย์ และพลังจิตของบุคคลมารวมกันเข้าเป็นพลังรวม และพลังจิตทั้งสิ้นนี้ ส่วนใหญ่เกิดจากการบำเพ็ญวิปัสสนากรรมฐาน ซึ่งมีหลายวิธีการและหลายลัทธิ แม้แต่พลังของจิตที่เป็นธรรมชาติที่คนบางคนมี แต่ถ้าเป็นกำลังจิตที่แท้จริงแล้วก็ย่อมมีพลังทั้งสิ้น

    แต่ก็อีกนั่นแหละ ดังเช่นที่ข้าพเจ้าได้เขียนไว้แล้วในตอนต้น ของบทเขียนนี้ว่า ถึงแม้จะยังไม่มีข้อที่จะพิสูจน์ให้แน่แท้ว่ามีพลังอย่างไร แม้แต่ว่ามีจริงหรือเปล่าก็ยังยืนยันได้ยาก แต่อย่างไรก็ตามก็ยังไม่มีปราชญ์ หรือมีนักวิทยาศาสตร์ผู้ใดจะพึงกล้ายืนยันว่า พลังจิตนั้นไม่มีจริง และจะเกิดขึ้นไม่ได้เป็นอันขาด

    ข้าพเจ้าจึงจะขอนำเรื่องที่เกิดกับตัวข้าพเจ้าเอง เมื่อไม่กี่ปีมานี้มาเล่าสู่กันฟัง ซึ่งเป็นเรื่องที่ จะพิสูจน์ จะวิจัยกันได้หลายทาง สุดแล้วแต่ท่านผู้อ่านจะนึกคิดวิจัยกันเอง

    เมื่อไม่กี่ปีมานี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้ทรงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯให้ข้าพเจ้าไปเป็นผู้แทนพระองค์ ในงานฉลอง 2500 ของวันที่พระเจ้าไซรุสมหาราช ทรงรวมจักรวรรดิเปอร์เซีย (อิหร่าน) ขึ้น งานเฉลิมฉลองนี้ พระเจ้าซาร์อิหร่านองค์ปัจจุบัน ทรงจัดให้มีการฉลองเฉลิมขึ้นที่เมืองเพอเซพโพลิส (เมืองโบราณ) ซึ่งเป็นการฉลองที่มโหฬาร ที่ทั้งองค์ประมุขและประมุขประเทศแทบทุกประเทศในโลก ได้รับเชิญ และจะไปประชุมกันในโอกาสนั้น

    ก่อนกำหนดวันเดินทางของข้าพเจ้าหนึ่งวัน ซึ่งมีกำหนดจะต้องออกเดินทางเวลาเที่ยงของวันรุ่งขึ้น ข้าพเจ้าเกิดป่วยเป็นไข้หวัดอย่างแรง ไข้สูงมาก จนมิสามารถจะยืนทรงตัวได้ อีกทั้งยังไอโขลกๆ อยู่มิได้ขาด จนเจ็บไปทั่วอก แพทย์ผู้รักษาทั้งที่พยายามที่จะรักษาให้ข้าพเจ้าค่อยยังชั่วให้ไปได้ก็ยอมแพ้ โดยบอกกับข้าพเจ้าว่า เนื่องจากสภาพของไข้ข้าพเจ้าในขณะนั้น จะเดินทางโดยเฉพาะไปในงานเฉลิมฉลองที่ใหญ่โตเช่นนั้นไม่ได้เป็นอันขาด

    ข้าพเจ้ากลุ้มและปั่นป่วนใจเป็นที่สุด เพราะว่าจะต้องทำให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวต้องทรงลำบากพระราชหฤทัยเป็นอย่างยิ่ง โดยจะต้องทรงหาตัวแทนข้าพเจ้า ซึ่งภายในไม่ถึง 24 ชั่วโมง จะสามารถเตรียมตัวทัน โดยเฉพาะในงานนี้จะมีการเลี้ยงและการแต่งกายเต็มยศกันแทบทุกวันตลอดอาทิตย์หนึ่ง

    ข้าพเจ้าตระหนักดีว่า สำหรับข้าพเจ้านั้นมีแต่ทางที่จะเสีย จะกราบทูลว่าไปไม่ได้ก็เสีย จะไม่กราบทูลก็เสีย เวลานั้นเป็นเวลาค่ำโพล้เพล้ ด้วยไข้และด้วยความปั่นป่วน ความกลุ้มใจ ข้าพเจ้าล้มตัวลงนอน แต่ไม่ทราบว่าอะไรที่มาดลใจข้าพเจ้าให้คิดว่าจะไม่มีทางอื่นแล้วที่อาจช่วยได้ นอกจากจะใช้พลังจิต และข้าพเจ้าเคยทำวิปัสสนาอยู่บ้าง แต่ก็มิใช่อยู่ในฐานะของผู้ที่แก่กล้าในทางวิปัสสนา

    ข้าพเจ้าแข็งใจนึกขอให้บรรดาอาจารย์ผู้ที่ศักดิ์สิทธิ์ขอให้เมตตากรุณาต่อข้าพเจ้าด้วยเถิด แล้วสะกดจิตกำหนดลมหายใจให้นิ่งได้แล้ว ก็จำอะไรอีกไม่ได้ มารู้สึกตัวในฝันว่า ข้าพเจ้าแหงนคอมองขึ้นไปทางหัวเตียงนอน ได้เห็นพระองค์หนึ่งสีจีวรเหลืองอร่ามชัด แต่ใบหน้าของท่านนั้นเป็นหิน หินที่มีสีคล้ายๆ ตอนสีอ่อนของสีดอกพิกุล

    ท่านประทับลอยอยู่เหนือหัวนอน และทันทีที่ข้าพเจ้าเพ่งมองพระพักตร์หินนั้น กระดุกกระดิกได้เหมือนหน้าคนธรรมดา และเป็นตอนที่ข้าพเจ้าจำได้ว่า พระองค์นั้นคือ ท่านเจ้าคุณนรรัตน์ วัดเทพศิรินทร์ ซึ่งเพิ่งได้สละสังขารไปแล้วเมื่อไม่นานมา

    ในฝันนั้นข้าพเจ้าลุกขึ้นนั่งกราบท่าน แล้วออกปากทักว่า เจ้าคุณ ท่านยิ้มแล้วกลับนิ่งเฉย ต่อครู่ใหญ่ท่านจึงเอ่ยขึ้นว่า ความแก่ ความเจ็บ ความตาย เป็นของธรรมดา ก็รู้ (ข้าพเจ้า) อยู่แล้ว

    เจ็บไข้นี้มีทางเดียวที่จะมีทางบรรเทาได้ คือด้วยพลังจิตท่านก็รู้ จิตท่านแข็งจึงต้องมา ท่านกล่าวเบาๆ ช้าๆ เป็นตอนๆ เหมือนจะสั่งสอน แล้วท่านก็หยุดไปครู่หนึ่ง แล้วท่านก็กล่าวขึ้นอีกพร้อมกับยิ้มน้อยๆ และด้วยน้ำเสียงของคนธรรมดาว่า อย่าวิตกเลย บรรทมให้สบายเถิด พรุ่งนี้จะหายประชวรแล้วเสด็จได้

    ข้าพเจ้าตื่นขึ้น ปรากฏว่ายังหงายหน้ามองที่เหนือเตียง และรู้สึกว่ายังเห็นจีวรเหลืองๆ หายแว่บไป แต่กำลังไม่สบายมากจึงนึกเพียงว่าฝันไป แล้วหลับผล็อยไป ต่อเมื่อตอนดึกค่อนรุ่งข้าพเจ้าตื่นขึ้นปัสสาวะรู้สึกว่า อาการปวดหัวเมื่อยร่างและอาการอ่อนเพลียนั้นค่อยยังชั่วขึ้น รู้สึกแปลกใจ แต่นึกว่าอาการที่ปรากฏค่อยยังชั่วนี้เป็น มโนภาพ และอาจเป็นภาวะหลอนของตัวข้าพเจ้าเองว่าสบายขึ้น จึงหลับตานอนกำหนดจิตต่อไปจนไม่รู้สึกตัว

    ต่อเช้าประมาณ 7 โมงจึงตื่นขึ้น อาการไข้ทุกอย่างทุกประการหายสิ้น แม้แต่การไอโขลกๆ ที่ถี่และแรงก็หายสิ้นไม่ไอเลย และพอถึง 12 นาฬิกา ข้าพเจ้าก็ออกเดินทางจากดอนเมือง เหมือนกับคนที่หายเจ็บแล้ว คงแต่รู้สึกเพลียบ้างเล็กน้อย เมื่อไปถึงประเทศอิหร่านก็เข้าไปร่วมฉลองงานทุกงาน โดยเฉพาะที่เมืองเพอเซพโพลิส ซึ่งตั้งอยู่บนเขาสูงมาก จึงทั้งหนาวทั้งหายใจยาก ด้วยมีออกซิเจนน้อย ข้าพเจ้าได้ตรากตรำกลางแดดกลางความหนาวทุกวัน บางวันไปงานตั้งแต่เช้าจนตีหนึ่ง

    เรื่องนี้เป็นเรื่องจริงและประหลาดที่เกิดกับตัวข้าพเจ้าเอง ท่านจงเลือกพิสูจน์และเลือกเชื่อเอาเองเถิด ว่าจะเป็นเรื่องของอภินิหารหรือเรื่องธรรมดาๆ เพราะว่าพอข้าพเจ้ากลับมาก็ได้ไปซักถามนายแพทย์ผู้นั้นบอกว่า เป็นเรื่องที่ข้าพเจ้ารักษาตัวของข้าพเจ้าเอง เพราะความแน่วแน่และพลังจิตนั้น ทำให้ส่วนกลไกต่างๆ ของร่างกายของข้าพเจ้าต่อสู้กับโรค และต่อสู้กับความรู้สึกของข้าพเจ้าจนชนะและหายไข้ชนิดที่ยาอาจทำไม่ได้ แต่แพทย์ก็ย่อมทราบกันดีว่า พลังจิตของคนไข้นั้นถ้าแข็งหรือพูดง่ายๆ ว่าคนไข้สู้ไข้แล้ว ย่อมเป็นพลังที่จะช่วยให้หมอรักษาโรคให้หายได้ดีกว่าคนไข้ที่ไม่สู้

    ข้าพเจ้าสนใจในเรื่องนี้ จึงได้คอยติดตามฟังและอ่านเรื่องเช่นนี้ในวงการแพทย์ต่อมาเสมอๆ เมื่อไม่นานมานี้ได้อ่านบทเขียนของนายแพทย์ผู้เชี่ยวชาญทางโรคมะเร็ง ชาวอเมริกันเขียนเรื่องพลังจิต และเรื่องการให้คนไข้ทำวิปัสสนาเพื่อช่วยรักษาโรค เขาว่าเขาแนะนำกับคนไข้ที่เป็นโรคที่มีทางหายาก เช่น มะเร็ง ให้ทำวิปัสสนาและใช้พลังจิตช่วย เขารักษาโรค เขายืนยันว่าการกระทำดังกล่าวเขาได้ผลดีอย่างน่าพิศวง คนไข้บางรายหายได้อย่างไม่น่าที่จะเป็นไปได้เลย และเป็นที่น่าประหลาดว่านายแพทย์ผู้นั้นมิได้นับถือพระพุทธศาสนา แต่เขาก็เอาวิธีการและพระธรรมหรือคำสอนของพระพุทธเจ้าที่เขาเชื่อมาใช้เป็นผล เช่นก่อนอื่นเขาจะเริ่มสอนคนไข้ไม่ให้กลัว โดยชี้แจงว่าความตายเป็นของธรรมดา ทุกคนจะเลี่ยงไม่ได้ สังขารเป็นส่วนที่ประกอบขึ้นย่อมจะต้องเสื่อมสลาย เหมือนวัตถุและธาตุทั้งหลายทั้งปวง เมื่อคนไข้พอจะเข้าใจและบรรเทาความกลัวบ้าง เขาก็เริ่มสอนให้คนไข้ทำวิปัสสนา

    บทเขียนทั้งสิ้นนี้เป็นเรื่องหนึ่งที่ข้าพเจ้าเชื่อ เพราะว่าข้าพเจ้าได้ประสบการณ์ หรือได้เกิดขึ้นกับตัวข้าพเจ้าเอง และข้าพเจ้าเชื่อว่าเป็นเรื่องของพลังจิตของสมเด็จพระบรมศาสดา และพลังจิตของ ท่านธรรมวิตตโกมหาเถระเจ้าคุณนรรัตน์ และพลังจิตที่ต่ำต้อยของข้าพเจ้า แต่ก็พอมีพลังเพียงพอที่จะรับอานุภาพพลังจิตอื่นที่ใหญ่ยิ่งได้

    บทความของท่าน พลตรี พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าภาณุพันธ์ุ ยุคล หรือที่ในวงการภาพยนตร์เรียกท่านว่า เสด็จองค์ชายใหญ่ มีความน่าสนใจมาก เพราะเป็นเหตุการณ์จริงที่ท่านประสบมาด้วยพระองค์เอง ทรงได้นิพนธ์เอาไว้ให้ผู้เขียน นอกจากบทความนี้ยังมีอีกหลายเหตุการณ์ที่ทรงนิพนธ์ให้ผู้เขียนไว้จะได้นำมาเสนอในโอกาสต่อไป
    แฉ่ง บางกะเบา

    พระสมเด็จพระแก้วมรกต ปี 2513 วัดศิลขันธาราม อ่างทอง หลังยันต์นูน นิรมิต ผงอธิฐานจิตโดยเจ้าคุณนร ฯ แห่งวัดเทพศิรินฯ
    พระสมเด็จ เจ้าคุณนรฯ หลังยันต์นูน รุ่นนี้บางองค์ จะเห็นมีเส้นเกศาผสมอยู่ด้วย
    สร้างโดย"พระเทพสังวรญาณ" (เจ้าคุณสนิท) อดีตเจ้าอาวาส วัดศีลขันธาราม อ่างทอง ที่เจ้าคุณนรรัตน์ฯโปรดปรานและเคยให้รางวัลในการเรียนดีมาก่อนหน้านี้ เป็น"เพชรแท้" ที่สร้างพระเพื่อ"แจกฟรี" สถานเดียว เจตนาการสร้างจึงบริสุทธิ์อย่างยิ่ง โดยได้นำเข้าพิธีอธิษฐานจิตครั้งสุดท้ายของเจ้าคุณนรรัตน์ฯ เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม 2513
    เจ้าคุณสนิทฯ ได้เคยลงโบสถ์ทำวัตรสวดมนต์กับเจ้าคุณนรรัตน์ฯ จนคุ้นหน้ามาแต่ก่อน และเคยมีส่วนในงานสร้าง "พระสรงน้ำ" ของสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (เจริญ สุขบท) เจ้าอาวาสวัดเทพศิรินทร์อีกด้วย จึงมีผงเก่าของพระสรงน้ำในความครอบครองเป็นจำนวนไม่น้อย ต่อมา เมื่อถึงคราวเจ้าคุณสนิทฯทำพระให้เจ้าคุณนรรัตน์ฯเสกบ้าง ท่านเจ้าคุณนรรัตน์ฯจึงออกวาจารับรอง ตามประสา "วิสาสา ปรมา ญาติ" เลยทีเดียวว่า "พระของพระครูฯ (หลวงพ่อวัดศีลขันธ์ฯ) ต้องทำให้ดี และทำให้เป็นพิเศษ”

    ท่านเจ้าคุณสนิท เกิดและอุปสมบทที่จังหวัดชลบุรี หลังจากนั้นท่านได้เข้ามาจำพรรษาอยู่ที่วัดเทพศิรินทราวาส กรุงเทพ โดยมีท่านเจ้าคุณนรรัตน์ฯ ธัมมวิตกโก อยู่ในขณะนั้น ท่านเจ้าคุณสนิทมีความเคารพเลื่อมใสศรัทธาท่านเจ้าคุณนรฯ เป็นอย่างมาก และท่านจำพรรษาอยู่ที่วัดเทพศิรินทร์เป็นเวลาทั้งสิ้น 11 พรรษา

    จากนั้นท่านไปดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดศีลขันธ์ ซึ่งขณะนั้นวัดศีลขันธ์ ชำรุดทรุดโทรมเป็นอย่างมาก ละท่านเจ้าคุณสนิท จึงต้องเร่งหาทุนทรัพย์เพื่อมาทำนุบำรุงเสนาสนะต่าง ๆ ภายในวัด รวมทั้งก่อสร้างถาวรวัตถุต่าง ๆ เพิ่มเติม และก็มีผู้มีจิตศรัทธาร่วมบริจาคทำบุญจนสำเร็จลุล่วง ท่านเจ้าคุณสนิท จึงสร้างวัตถุมงคลขึ้นเพื่อแจกจ่ายให้แก่ผู้ที่ร่วมทำบุญ รวมทั้งพุทธศาสนิกชนทั่วไป โดยมิได้คิดมูลค่าใด ๆ ทั้งสิ้น นอกจากนี้ ท่านเจ้าคุณสนิท ยังได้มอบวัตถุมงคลชุดนี้แก่วัดต่าง ๆ ที่ขาดแคลนต้องการทุนทรัพย์ในการบูรณะหรือก่อสร้างศาสนสถานต่าง ๆ ภายในวัดเพื่อเป็นการพัฒนาวัดอีกด้วย

    วัตถุมงคลชุดนี้ สร้างขึ้นในปี พ.ศ.2513 ประกอบด้วย พระสมเด็จสายรุ้ง วัดศีลขันธ์ เป็นหลัก และยังมีพระเนื้อผง และโลหะอีกมากมายนับสิบพิมพ์ โดยวัตถุมงคลชุดนี้ เจ้าคุณนรฯ วัดเทพศิรินทร์ ได้อธิษฐานจิตให้เมื่อปลายปี พ.ศ.2513 ซึ่งเป็นวัตถุมงคลชุดสุดท้ายที่ท่านอธิษฐานจิตก่อนที่จะมรณภาพ
    วัตถุมงคลชุดนี้ มีหลายสิบพิมพ์

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ


    พระแก้วมรกตลงสีฝุ่นทาทอง เจ้าคุณนร ออกวัดศีลขันธ์ อ่างทอง ปลุกเสกอธิฐานจิต ปี๒๕๑๓ สภาพองค์พระเหมือนมีเป็นคราบกรุคราบปลวก จากการเก็บนาน

    ให้บูชา 400 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    ปิดรายการ

    IMG_20260410_004202.jpg
    IMG_20260410_004229.jpg
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 10 เมษายน 2026 at 01:36

แชร์หน้านี้

Loading...