เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันพฤหัสบดีที่ ๙ เมษายน ๒๕๖๙

ในห้อง 'หลวงพ่อเล็ก วัดท่าขนุน' ตั้งกระทู้โดย iamfu, 9 เมษายน 2026 at 20:00.

สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้
  1. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,136
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,079
    ค่าพลัง:
    +26,897
    เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันพฤหัสบดีที่ ๙ เมษายน ๒๕๖๙


     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  2. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,136
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,079
    ค่าพลัง:
    +26,897
    วันนี้ตรงกับวันพฤหัสบดีที่ ๙ เมษายน พุทธศักราช ๒๕๖๙ หลวงพ่อยังเข้าใจผิดคิดว่าสามเณรจะนอนถ้ำสักคืนหนึ่ง อุตส่าห์เตือนเรื่องระวังผีหลอกไว้แล้ว สงสัยจะเตือนชัดเกินไป เลยรีบกลับมา..ใช่ไหม ?

    พรุ่งนี้มีใครยังไม่สึกบ้าง ? ยกมือให้ดูหน่อย แล้วอยู่ทำไมเยอะแยะขนาดนั้น ?! กลับบ้านไปบ้าง อยู่wxก็เปลืองข้าวหลวงพ่อ ถ้าอยู่ต่อก็ตั้งใจทำให้ดี เพราะว่าพอนอกโครงการแล้ว ทุกอย่างต้องเป็นไปตามระเบียบวัด ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ แปลว่าใครพลาดก็โดนหนัก""+

    สามเณรเป็นเชื้อสายของสมณะ ก็คือบุคคลที่เตรียมจะเป็นพระ จะคิดว่าตัวเองเป็นเด็กไม่ได้ เพราะว่าเราเป็นปูชนียบุคคล สังเกตไหมว่าเวลาบิณฑบาต โยมยกมือไหว้เราก่อน อายุก็ไม่ได้ ความรู้ก็ไม่ได้ แล้วทำไมโยมถึงไหว้ ? ก็เพราะว่าเณรมีศีลมากกว่า

    แต่คราวนี้ศีลเณรก็ไม่ได้มีแค่ ๑๐ ข้อ ยังมีสามเณรสิกขาอีกต่างหาก ไม่รู้ว่าพี่เลี้ยงได้บอกได้กล่าวไปบ้างหรือเปล่า ? ก็คือห้ามกล่าวร้ายพระพุทธ ห้ามกล่าวร้ายพระธรรม ห้ามกล่าวร้ายพระสงฆ์ ห้ามด่าว่าพระภิกษุสงฆ์ ห้ามทำร้ายนางภิกษุณี เยอะพอไหม ? ยังนะ..ยังไม่หมด ห้ามขวนขวายเพื่อความเสื่อมลาภของภิกษุ ยุ่งกันใหญ่แล้ว บวชมาจวนจะจบโครงการเพิ่งจะรู้ ตายละวา..!

    ขอให้รู้ว่าเรื่องพวกนี้เราเป็นสามเณร เวลาบิณฑบาตโยมยกข้าวท่วมหัว..สาธุ.. ขอให้ผลบุญจากการใส่บาตรนี้ โยมอยากจะเป็นนั่น โยมอยากจะได้นี่ เขาจะเอาสิ่งนั้นมาจากไหน ? ก็จากบุญที่สามเณรสะสมเอาไว้ คราวนี้ถ้าเราสะสมบุญไว้น้อย เราก็ขาดทุน บิณฑบาตทุกวัน โดยโยมโกยไปหมด..!

    แล้วถามว่าถ้าไม่บิณฑบาตได้ไหม ? ก็ได้นะ..แต่อดกิน..! เพราะฉะนั้น..ถึงเวลานั่งกรรมฐานก็ตั้งใจ..พุทโธ...พุทโธ..หน่อย ถึงเวลาทำวัตรก็เสียงดังฟังชัดหน่อย ถึงเวลาพระพี่เลี้ยงท่านให้อาราธนาศีล อาราธนาธรรม อาราธนาพระปริตร ให้กล่าวคำปฏิญาณตนเป็นพุทธมามกะ ก็ตั้งใจท่องจำหน่อย

    หลายคนบอกว่าได้ตั้งแต่บวชครั้งแรกแล้ว ก็ถือว่าได้เปรียบ เพราะว่าถ้าไม่ได้ก็ไม่ได้สึก แถมไม่ได้ทุนการศึกษาด้วย เพราะฉะนั้น..พรุ่งนี้พระพี่เลี้ยงรีบซ้อมเอาไว้ ถ้ากลุ่มไหนยังมีสามเณรท่องไม่ได้ก็ตีพี่เลี้ยงแทน กลัวพี่เลี้ยงโดนตีไหม ? ไม่กลัวใช่ไหม ? ผมไม่ได้เจ็บด้วยนิ เอ้า...ไม่เป็นไร
     
  3. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,136
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,079
    ค่าพลัง:
    +26,897
    แต่คราวนี้มาที่พระพี่เลี้ยงของเรา เป็นพี่เลี้ยงสามเณรมา ๑๐ วันแล้ว สังเกตดูอารมณ์ใจของตนเองบ้างหรือเปล่า ? ดุด่าว่ากล่าวสามเณร ทำด้วยเมตตาหรือทำด้วยโทสะ ? ตีสามเณรเพราะว่าผิดจริงหรือว่าหมั่นไส้ ? และที่สำคัญที่สุดก็คือเมตตาสามเณรได้เท่ากันหรือไม่ ? ไม่ใช่ว่าสามเณรคนนี้หน้าตาน่ารัก เราเมตตาได้ สามเณรรายนี้กวนตีนไปหน่อย กูไม่เมตตา..!

    เรื่องพวกนี้ไม่ใช่พูดเล่น อย่าลืมว่างานการทุกอย่างของคณะสงฆ์ ก็คือการฝึกตัวตนของเรานั่นเอง ถ้าหากว่าไม่รู้จักดูกำลังใจตัวเอง ก็แปลว่าในแต่ละวัน เราอาจจะทำตามที่กิเลสสั่ง แทนที่จะขัดเกลาให้กิเลสเบาบางลง ก็กลายเป็นสะสมกิเลสให้มากขึ้น..!

    ดังนั้น..ในส่วนนี้ สามเณรที่ยังไม่ค่อยรู้เรื่องอะไร ถึงขาดทุนก็จะขาดทุนน้อย แต่พระพี่เลี้ยงของเราไม่รู้เรื่องไม่ได้ เพราะเป็นหลักสูตรบังคับอยู่แล้วว่าถ้าบวชเข้ามาต้องรู้ โดยเฉพาะรู้แล้วปฏิบัติตามศีลทุกข้อ รู้และมีสติปัญญาในการขัดเกลาตนเอง

    ท่านไหนถ้าบวชมาหลายพรรษาแล้ว ให้พิจารณาดูว่าตัวเราบวชมาแล้ว อันดับแรกเลย มีความรักสันโดษมากขึ้นหรือเปล่า ?

    อันดับที่ ๒ กาย วาจา ใจ ของเราดีขึ้นหรือเปล่า ?

    อันดับที่ ๓ มีความมักน้อยกว่าก่อนหน้านี้หรือไม่ ? ไม่ใช่ว่าอะไรก็อยากได้ไปหมด

    จนกระทั่งท้ายที่สุด รู้จักหาเวลาปลีกตัวไปขัดเกลาตนเองให้หนัก โดยเฉพาะส่วนของสมาธิหรือไม่ ?
    ไม่เช่นนั้นแล้วเราไม่มีเวลาเป็นของตัวเอง ต่อให้ทำหน้าที่การงานสำหรับสงฆ์ก็ฟุ้งซ่านได้ ถ้าฟุ้งซ่านแล้วรู้ตัว พยายามระงับ ก็ยังถือว่าเสมอตัว แต่ถ้าหากว่าไม่รู้ตัวแล้วปล่อยตาม รัก โลภ โกรธ หลง อย่างเต็มที่ โอกาสที่เราจะเอาดี หรือว่าทรงความเป็นภิกษุอยู่ได้ก็น้อยลง

    เนื่องเพราะว่าพอกิเลสรุมเร้าไปนาน ๆ เราก็จะเกิดอาการ "ผ้าเหลืองร้อน" รู้สึกว่าช่วงนี้ทั้งพระทั้งเณรผ้าเหลืองร้อนไปหมด ต่อให้ซักมาใหม่ ๆ ตากพักเดียวก็แห้งแล้ว..! เพราะว่าอากาศร้อนมาก ห่มแล้วผ้าเหลืองจึงร้อน..!

    แต่คราวนี้อาการผ้าเหลืองร้อนตามที่โบราณกล่าวไว้ ก็คือบุคคลที่โดนไฟราคะ โลภะ โทสะ โมหะ เผาผลาญจนอยู่ไม่ได้ ท้ายที่สุดก็ต้องสลัดผ้าเหลืองทิ้ง ก็คือสึกหาลาเพศไป ดังนั้น..ในส่วนนี้ถ้าเราไม่รู้จักฉวยโอกาสในการขัดเกลาตัวเอง ก็ถือว่าทำหน้าที่แล้วขาดทุน แต่ถ้าเป็นบุคคลที่รู้จักใช้หน้าที่ของตนเอง เพิ่มการพัฒนาตนเองขึ้นไป ก็จะมีความก้าวหน้าในการปฏิบัติมากขึ้น
     
  4. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,136
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,079
    ค่าพลัง:
    +26,897
    การปฏิบัติธรรมไม่ใช่หลบไปอยู่เงียบ ๆ คนเดียว เนื่องเพราะว่าเราต้องเอามาใช้ในชีวิตจริงได้ด้วย การใช้ในชีวิตจริงก็คือ การที่เรารับหน้าที่การงานต่าง ๆ แล้วพยายามตั้งสติ ดูอารมณ์ใจของเราไปด้วยว่า ตอนนี้ใจของเรามี รัก โลภ โกรธ หลง เกิดขึ้นหรือไม่ ? ถ้ามีขึ้นก็พยายามขับไล่ออกไป พยายามดูว่าใจของเราตอนนี้ มีคุณงามความดีอยู่หรือไม่ ? ถ้าไม่มีก็เพียรสร้างขึ้นมาให้ได้ ถ้ามีแล้วก็พยายามทำให้ดียิ่ง ๆ ขึ้นไป

    ความจริงบวชมาแล้วเรามีหน้าที่แค่นี้เอง แต่ว่าเรามักจะไม่ค่อยรู้วิธีการจัดการ เครื่องมือวัดที่ดีที่สุดก็คือเราอยู่กับลมหายใจเข้าออกหรือไม่ ? ถ้าไม่สามารถอยู่กับลมหายใจเข้าออก เราจะเห็นว่านิวรณ์ ๕ อย่าง ก็คือกิเลสหยาบที่คอยกั้นไม่ให้ความดีมาถึงใจ จะกินเราอยู่ตลอดเวลา ก็คือ

    ๑) กามฉันทะ ความยินดีในรูปสวย เสียงเพราะ กลิ่นหอม รสอร่อย และสัมผัสระหว่างเพศ โดยเฉพาะนักบวชของเราต้องระวังเรื่องของเพศตรงข้ามให้จงหนัก

    ๒) พยาปาทะหรือพยาบาท การโกรธ การเกลียดคนอื่นถือเป็นเรื่องปกติของอารมณ์ปุถุชน แต่โกรธแล้วเกลียดแล้ว ให้รีบลืมให้เร็วที่สุด อย่าให้ค้างคาอยู่ในใจของเรา เพราะมีแต่จะสร้างความเสียหายแก่เรามากขึ้น

    ๓) ถีนมิทธะ มีความง่วงเหงาหาวนอนเป็นปกติ มักกิน มักนอน ขี้เกียจปฏิบัติหรือเปล่า ? เพื่อนฝูงไปจนถึงกระทั่งศาลา ๑๐๐ ปี ทำวัตรไปครึ่งหนึ่งแล้ว เรายังลุกไม่ขึ้น ถ้าลักษณะแบบนั้นให้รู้ว่าชาตินี้เอาดีได้ยาก..!

    ๔) อุทธัจจะกุกกุจจะ มีความหงุดหงิดฟุ้งซ่าน รำคาญใจในทุกเรื่องหรือเปล่า ? อะไรกระทบตาก็ไม่พอใจ กระทบหูก็ไม่พอใจ เหล่านี้เป็นต้น ถ้ามีก็พยายามระงับให้เร็วที่สุด

    ๕) วิจิกิจฉา ลังเลสงสัยว่าปฏิบัติแบบนี้แล้วจะได้ผลดีจริงหรือเปล่า ? นรก สวรรค์ พรหม นิพพาน มีจริงหรือเปล่า ? แม้กระทั่งพระพุทธเจ้ามีจริงหรือเปล่า ? เหล่านี้เป็นต้น
     
  5. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,136
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,079
    ค่าพลัง:
    +26,897
    ถ้าหากว่าเราอยู่กับลมหายใจได้ กิเลสหยาบ ๕ ตัวนี้จะไม่มีโอกาสแผลงฤทธิ์เล่นงานเราได้ ถ้าสามารถทำจนกระทั่งรู้ลมหายใจเข้าออกและคำภาวนาโดยอัตโนมัติ ไม่ต้องบังคับก็เป็นเอง ก็ถือว่าเราเริ่มจะเอาตัวรอดได้ ต้องใช้สติประคับประคองให้อยู่กับคำภาวนา และลมหายใจเข้าออกอย่างนั้น ให้ยาวนานที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

    พอรู้สึกว่ากำลังเริ่มตก เริ่มเคลื่อน เริ่มคลายออกมา ก็ยกเอาร่างกายของเราขึ้นมาพินิจพิจารณาให้เห็นชัด ว่ามีสภาพไม่เที่ยงอย่างไร ? เป็นทุกข์อย่างไร ? ไม่มีอะไรเป็นเราเป็นของเราอย่างไร ?

    เมื่อเห็นชัดแล้วก็มองต่อไปว่า คนอื่นก็เป็นอย่างนี้ สัตว์อื่นก็เป็นอย่างนี้ วัตถุธาตุสิ่งของทุกอย่างก็เป็นอย่างนี้ ไม่มีอะไรเป็นสาระแก่นสารให้ยึดถือมั่นหมายได้ แล้วถอนจิตในการยึดมั่นถือมั่นของตนออกมา พยายามซักซ้อมทำไว้บ่อย ๆ ความก้าวหน้าในการปฏิบัติถึงจะเกิดขึ้นได้

    สรุปว่าวัดใจตัวเองอยู่ทุกวัน ถ้ามีนิวรณ์อยู่ใช้ไม่ได้ รีบมาอยู่กับลมหายใจเข้าออกและคำภาวนาให้เร็วที่สุด ถ้าทำไปถึงระดับรู้ลมและคำภาวนาโดยอัตโนมัติ ไม่ต้องบังคับก็เป็นเอง ก็ให้ใช้สติประคับประคองรักษาอารมณ์นั้นไว้ให้นานที่สุด ถ้าประคองต่อไม่ไหว กำลังตก ก็รีบยกเอาวิปัสสนาญาณขึ้นมาพินิจพิจารณา จนกระทั่งกำลังใจของเราเริ่มทรงตัวก็ภาวนาต่อไป ทำสลับกันไปสลับกันมาแบบนี้ เราถึงจะเห็นผลในการปฏิบัติได้ชัดเจนกว่าในปัจจุบัน

    สำหรับวันนี้ก็ขอเรียนถวายพระภิกษุสามเณรของเรา และบอกกล่าวแก่ญาติโยมแต่เพียงเท่านี้

    พระครูวิลาศกาญจนธรรม, รศ.ดร.
    เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน
    วันพฤหัสบดีที่ ๙ เมษายน พุทธศักราช ๒๕๖๙
    (ถอดจากเสียงเป็นอักษร โดย เผือกน้อย)
     
สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้

แชร์หน้านี้

Loading...