พระถังซัมจั๋ง : ตถาตาหมื่นลี้ที่ปลายจมูก

ในห้อง 'พุทธภูมิ - พระโพธิสัตว์' ตั้งกระทู้โดย vacharaphol, 17 มีนาคม 2006.

  1. vacharaphol

    vacharaphol เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    26 ตุลาคม 2005
    โพสต์:
    8,849
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1
    ค่าพลัง:
    +27,177
    หากเอ่ยนามสมณะเสวียนจั้ง ผมเชื่อว่าหลายท่านคงไม่รู้จักเท่าการเอ่ยนามพระถังซัมจั๋ง ยิ่งเมื่อกล่าวถึง "ไซอิ๋ว" วรรณกรรมเรื่องเยี่ยม และยิ่งใหญ่ หนึ่งในสี่ของจีน เราคงคุ้นเคยกับศิษย์ทั้งสามของท่านคือ "หงอคง" (อู้คง) หมายถึง สุญญตา" คือความว่างอันเป็นสมาธิขั้นสูงของผู้บรรลุธรรม "โป๊ยก่าย" (ปาเจี้ย) แปลว่า ศีลแปด และ "ซัวเจ๋ง" (ซาเซิง) หมายถึงพระผู้ใฝ่แสวงปัญญาอีกด้วย

    ไซอิ๋วนั้น เขียนขึ้นในสมัยปลายราชวงศ์หมิง ต้องการสะท้อนความไม่พอใจต่อความอ่อนแอ ไร้ความสามารถของชนชั้นปกครอง ที่ปล่อยให้ต่างชาติเข้ารุกรานแผ่นดิน และต่อต้านการกดขี่ข่มเหงประชาชนของนักการเมืองในสมัยนั้น โดยผูกเรื่องเชื่อมโยงการเดินทางไปอัญเชิญพระไตรปิฎกในชมพูทวีปของพระถังซัมจั๋ง

    ผู้แต่งให้พวกเขาได้ต่อสู้กับปีศาจร้าย เหมือนความเลวร้ายที่ท่านต้องเผชิญ ทำให้เห็นถึงวัตรปฏิบัติ และความมุมานะ อุทิศชีวิตฝ่าฟันอุปสรรคเพื่อค้นหา แปล และเผยแผ่พระสัจธรรมในพุทธศาสนาในจีน ทำให้เรื่องราวของพระถังซัมจั๋งเป็นที่ศรัทธาทั้งในหมู่ชาวพุทธ และชาวโลก ทั้งในฐานะนักเดินทาง นักภาษาศาสตร์ และผู้รอบรู้พระพุทธศาสนา

    พระถังซัมจั๋งถือเป็นอัจฉริยะโดยกำเนิดศึกษาพุทธธรรมตั้งแต่เด็ก และได้บวชเป็นเณรตอนอายุ 13 ปี ท่านศึกษา และปฏิบัติธรรมบ่มเพาะจิตใจให้มีคุณธรรมตั้งแต่วัยเยาว์

    ภายหลังแม้ท่านใฝ่หาผู้รู้จนทั่วแผ่นดินจีน แต่ก็ไม่สามารถเข้าถึงแก่นเนื้อแท้ ขาดผู้รู้ภาษาบาลี-สันสกฤตอย่างลึกซึ้ง การศึกษาค้นคว้าของท่านทำให้รู้ว่า บางบทก็ผิดจากความจริง บางเรื่องก็ได้ความไม่ครบถ้วน

    เมื่อย่างเข้าเดือน 8 ของปี พ.ศ.1172 ท่านตัดสินใจเดินทางไปดินแดนชมพูทวีป แม้การเดินทางครั้งนั้นจะยากลำบากยิ่งนัก พบอุปสรรคมากมายท่ามกลางความร้อนระอุของท้องทะเลทรายโดยลำพัง มีเพียงกองกระดูก และมูลม้าเป็นแนวทางให้แสวงหา ยิ่งเป็นช่วงเปลี่ยนราชวงศ์จากสุยเป็นถัง การเดินทางยิ่งถูกคุมเข้มงวดยิ่งขึ้น

    พระถังซัมจั๋งใช้เวลาประมาณ 12 ปี ศึกษาค้นคว้าในนาลันทา มหาวิหารมหาวิทยาลัยแห่งแรกของยุคนั้น จากนั้นได้เดินทางไปศึกษาในที่ต่างๆ ที่ขึ้นชื่อว่ามีวิชาดี จนแตกฉาน สามารถเทศน์ได้จับใจสอนบุคคลทั่วไป และแต่งหนังสือขึ้น จนมีประสบการณ์มากพอ และทำให้ท่านมีชื่อเสียงในดินแดนชมพูทวีปไม่แพ้สมัยที่อยู่เมืองจีน รวมเวลาเดินทางไป-กลับ ประมาณ 19 ปี

    การจาริกสู่ชมพูทวีปของท่านนั้น เป้าหมายปลายทางหลักคือศึกษาคัมภีร์ที่นาลันทา และนมัสการพุทธสถาน แต่เป้าหมายระหว่างทางคือโอกาสแห่งการศึกษา ที่ท่านมักหาโอกาสวิสัชนาธรรมกับผู้รู้อยู่ตลอด ทำให้เราพบว่า แท้จริงแล้วธรรมนั้นมิได้อยู่คัมภีร์ แต่อยู่ที่การปฏิบัติดีด้วยจิตที่มุ่งมั่น ย่อมสามารถค้นพบ และเข้าถึงสัจธรรมได้

    ท่านเดินทางกลับจีนเมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ.1188 พร้อมได้อัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุ พระไตรปิฎก และพระพุทธรูปต่างๆ กลับฉางอาน ใช้ม้าบรรทุกถึง 20 ตัว รวมคัมภีร์ทั้งสิ้น 657 ปกรณ์

    ในระหว่างการเดินทางกลับนั้น ตรงกับรัชสมัยของพระเจ้าถังไท้จงขึ้นครองราชย์ ทรงเลื่อมใสนับถือท่านมาก พระพุทธศาสนาในจีนรุ่งเรืองสุดสุด ด้วยคุณูปการยิ่งใหญ่ที่ท่านสร้างให้ไว้ และเมื่อท่านอายุ 69 ปี ก็ดับขันธ์อย่างสงบ โดยที่พระเจ้าถังไท้จงถึงกับทรงกันแสง และออกโอษฐ์ว่า "ดวงมณีของชาติได้ดับสูญแล้ว"

    นับว่าสิ่งที่ท่านได้เพียรพยายามด้วยจิตตั้งมั่น ถวายชีวิตเป็นพุทธบูชา ย่อมเป็นประโยชน์ต่อพุทธศาสนิกชนทั่วโลก หากเราในฐานะศูนย์กลางพระพุทธศาสนาของโลก จะได้สร้างพระผู้ใฝ่แสวงหาความรู้ให้ลึกซึ้ง และมุ่งมั่นเผยแผ่ให้มากขึ้นกว่าการสร้างศาสนสถาน และวัตถุ ผมเชื่อมั่นว่าจะทำให้ศีลธรรมของเราก้าวหน้า และมั่นคงขึ้นอย่างแน่นอน
     
  2. นะมัตถุ โพธิยา

    นะมัตถุ โพธิยา เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    27 ตุลาคม 2005
    โพสต์:
    618
    ค่าพลัง:
    +2,269
    อนุโมทนา สาธุๆๆ ครับ
     
  3. vacharaphol

    vacharaphol เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    26 ตุลาคม 2005
    โพสต์:
    8,849
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1
    ค่าพลัง:
    +27,177
    พระถังซำจั๋ง : คุณูปการที่โลกไม่ลืม

    เมื่อวันที่ 13-14 กุมภาพันธ์ 2549 ที่ผ่านมา มีงานสืบสานมรดกของนาลันทา โดยมูลนิธิอโศก ของอินเดีย จัดพิธีเปิดงานที่มหาวิหารของพระถังซำจั๋ง ที่นาลันทา พิธีเปิดงานระดับนานาชาติเรียกว่ายิ่งใหญ่ทีเดียว ประธานในพิธีคือทะไลลามะ องค์ที่ 14 และรัฐมนตรีประจำแคว้นพิหารของประเทศอินเดีย

    ชาวพุทธที่ได้รับเชิญมาในงานจากหลายประเทศทั้งฝั่งตะวันตกและตะวันออก จากประเทศไทยมีท่านอาจารย์สุลักษณ์ ศิวรักษ์ พระภิกษุณีธัมมนันทา ที่ได้รับเชิญและนิมนต์ให้ขึ้นไปนั่งในปะรำของแขกผู้มีเกียรติร่วมกับประธานในพิธี ที่สะดุดตาอีก ก็เป็นพระลามะจากมองโกเลีย ซึ่งคราวนี้มาร่วมงานจำนวนมากเป็นพิเศษ ที่ว่าสะดุดตา นอกจากจำนวนแล้ว แต่ละท่านตัวใหญ่มากจริงๆ

    ชาวต่างชาติประเทศอื่นมีทั้งอเมริกา อังกฤษ แคนาดา เยอรมัน และแน่นอนที่สุด นักวิชาการชาวอินเดียเองที่มีทั้งที่เป็นพุทธและฮินดู

    พระถังซำจั๋ง มีความผูกพันกับนาลันทาเป็นพิเศษ นอกจากจะเป็นศิษย์เก่าแล้วก็ยังเป็นอาจารย์ที่มีชื่อเสียงที่สุดคนหนึ่งในสมัยต่อมาอีกด้วย

    ที่นาลันทา พระถังซำจั๋งเข้ามหาวิทยาลัยไม่ได้ในปีแรก เพราะตกภาษาสันสกฤต

    เล่ากันว่าท่านต้องมาพักอยู่นอกมหาวิทยาลัย คือจุดที่สร้างเป็นมหาวิหารพระถังซำจั๋งเป็นที่ระลึกถึงท่านที่เราไปร่วมในพิธีเปิดงานนั่นเอง

    ในบันทึกของพระถังซำจั๋ง เล่าถึงนาลันทาว่า "จำนวนพระที่จำพรรษาที่มหาวิทยาลัยนี้มีจำนวนหลายพันรูป ล้วนแล้วแต่เป็นพระอาจารย์ที่ทรงความรู้ความสามารถยวดยิ่ง และในจำนวนนี้ หลายร้อยรูปมีชื่อเสียงแผ่กระจายไปในหลายประเทศ ล้วนมีจริยาวัตรที่งดงาม และไร้มลทิน

    กฎเกณฑ์ของมหาวิทยาลัยเข้มงวด พระสงฆ์ทั้งหลายก็รักษาวินัยได้เป็นอย่างดี

    ชาวอินดียให้ความเคารพและทะนุบำรุงด้วยดี การสนทนาปัญหาธรรมะในแต่ละวัน แทบจะไม่มีวันจบสิ้น (คือมีความสนใจมาก) พวกพระถกปัญหาธรรมะกันทั้งเวลากลางวันและกลางคืน พระเถระก็จะคอยตอบคำถามพระรุ่นเยาว์กว่า คนที่พูดคุยเรื่องในพระไตรปิฎกไม่ได้ ก็จะต้องคอยหลบหน้าด้วยความละอาย

    แม้นักวิชาการจากบ้านอื่นเมืองอื่น ก็พากันเดินทางมาที่นี่เป็นจำนวนมากเพื่อแสวงหาความกระจ่างในข้อธรรมะที่ยังติดค้างยังสงสัยอยู่ สายธารแห่งปัญญาก็ไหลถ่ายเทออกไปกว้างไกล

    ด้วยเหตุนี้เอง ทำให้มีคนพวกหนึ่งที่แอบอ้างว่าเป็นศิษย์จากนาลันทา ด้วยหวังลาภสักการะจากประชาชน เพราะนาลันทามีชื่อเสียงในการผลิตบัณฑิตผู้รู้จริง

    สำหรับคนที่มาจากสำนักอื่น จะต้องผ่านการสอบที่หน้าประตู โดยมีทวารบาล (นายประตู) ซึ่งเป็นอาจารย์ใหญ่คอยตรวจสอบองค์ความรู้ ถ้าตอบคำถามไม่ได้ก็จะไม่ได้รับอนุญาตให้เข้ามาศึกษาในสถาบันนาลันทาแห่งนี้ หลายคนตอบไม่ได้ ก็ต้องเลิกราไป คนที่จะผ่านการสอบเข้าจะต้องมีความรู้แตกฉานและลึกซึ้งในพระคัมภีร์ทั้งเก่าและใหม่

    ก่อนที่จะผ่านเข้ามาได้ นักศึกษาที่มาในฐานะคนต่างถิ่น จะต้องแสดงความสามารถในองค์ความรู้ของตนให้ปรากฏ โดยต้องผ่านการถกปัญหาธรรมะ ในสิบคนนั้น จะตกเสีย 7 ถึง 8 คน"

    พระถังซำจั๋งให้ภาพชัดเจนในเรื่องการสอบเข้ามหาวิทยาลัยที่นาลันทาในสมัยโบราณ การสอบตัวต่อตัวกับพระอาจารย์ และการสอบปากเปล่า แสดงถึงมาตรฐานขององค์ความรู้ที่มั่นคงในสมัยนั้น ตัดประเด็นออกไปได้เลยในเรื่องติ๊กผิด



    ในประวัติส่วนตัวของพระถังซำจั๋งนั้นเล่าว่า ท่านเกิดในตระกูลตัน ชื่อตัวว่า อี๊ เกิดเมื่อ พ.ศ.1139 ที่เมืองตันลิ้ว มณฑลโฮนาน แสดงความปรีชาสามารถตั้งแต่ในวัยเด็ก ได้บวชเรียนตั้งแต่อายุ 13 ปี และได้ฉายาว่า เฮี้ยนจัง หรือฉวนซัง เมื่ออายุ 20 ได้ อุปสมบท ที่มณฑลเสฉวน ต่อมาเดินทางไปอยู่ที่วัดเทียนฉวง มณฑลโฮเป

    พระภิกษุฉวนซังมีความสนใจค้นคว้าและแสวงหาความรู้ในพระธรรมวินัยอย่างลึกซึ้ง เมื่อศึกษาพระธรรมวินัยไปถึงจุดหนึ่งจิตวิญญาณในการแสวงหาองค์ความรู้ที่ถูกต้อง ทำให้ท่านครุ่นคิดในการที่จะเดินทางไปแสวงหาความรู้ที่แหล่งกำเนิดของพระพุทธศาสนา แม้ไม่ได้รับอนุญาตจากทางการ ท่านก็ออกเดินทางอันยาวไกลโดยมีประเทศอินเดียเป็นเป้าหมาย เมื่อ พ.ศ.1172

    การเดินทางไปอินเดียของพระภิกษุฉวนซังได้รับการถ่ายทอดออกมาเป็นหนังสือชวนอ่านเรื่อง ไซอิ๋ว ที่เล่าถึงการเดินทางที่พิสดาร พระภิกษุฉวนซังมีเพื่อนร่วมทางอีก 3 คน คือ ตือโป๊ยก่าย คนหน้าหมูจอมตะกละ ซัวเจ๋ง ผีน้ำ และเห้งเจีย คนหน้าลิงที่เป็นเพื่อนร่วมทาง สานุศิษย์และผู้เบิกทาง ตลอดจนแก้ปัญหาต่างๆ ให้พระภิกษุหนุ่มฉวนซัง

    จุดประสงค์ของไซอิ๋ว เป็นการประสานความจริงกับบรรดาเกร็ดต่างๆ ในการเดินทาง ทำให้ผู้คนดูจะรู้จักและจำเห้งเจียได้มากกว่าพระภิกษุฉวนซังด้วยซ้ำ

    หลายคนเมื่อได้ยินเรื่องพระภิกษุฉวนซังก็นึกว่าเป็นนวนิยายชวนสนุก โดยไม่ทราบว่าแท้จริงแล้วเป็นนวนิยายที่เขียนจากเค้าโครงเรื่องที่มีมนุษย์จริงๆ

    จำได้ว่าเคยอ่านงานของท่านอาจารย์โกวิท เขมานันทะ ที่อธิบายเรื่องไซอิ๋วออกมาเป็นสัญลักษณ์ของการเดินทางภายในที่ต้องผจญกับ โลภ โกรธ หลง เป็นการทำความเข้าใจกับไซอิ๋วได้ในอีกลักษณะหนึ่ง

    ห้องสมุดวัดโพธิ์แมนคุณาราม ได้แปลเรื่องราวการเดินทางของพระภิกษุฉวนซังเป็นภาคภาษาไทยไว้ตั้งแต่ พ.ศ.2517 แต่นำเสนอโดยมีภาพวาลายเส้นประกอบ บางคนก็เข้าใจไปว่าเป็นหนังสือการ์ตูน

    ผู้เขียน ในฐานะที่เป็นผู้ที่สนใจประวัติศาสตร์โดยเฉพาะที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับศาสนา เห็นว่า พระภิกษุฉวนซังนี้มีคุณูปการอย่างยิ่งในเชิงประวัติศาสตร์พุทธศาสนา แม้แต่การเดินทางสืบเสาะไปตามเส้นทางของชาวพุทธตั้งแต่อินเดียเข้าสู่ปากีสถานและอัฟกานิสถานนั้น ตลอดเส้นทางการเดินทางของท่าน ท่านบันทึกอย่างละเอียด

    ในอัฟกานิสถาน ท่านบันทึกว่าได้ไปนมัสการหลวงพ่อบามิยัน ทั้งสององค์ คือทั้งองค์สูง 55 เมตร และ 35 เมตร ผู้เขียนได้เคยเล่าถึงหลวงพ่อทั้งสององค์นี้ไปแล้วในบทความเรื่องบามิยัน ทั้งสององค์ถูกระเบิดไปแล้วเมื่อเร็วนี้

    ที่ท่านบันทึกไว้น่าสนใจอีกเรื่องหนึ่งที่นักประวัติศาสตร์และโบราณคดียังไม่พบคือพระนอนขนาดใหญ่ มีความยาวถึง 300 เมตร ในบริเวณใกล้ๆ กับหลวงพ่อบามิยันนี้

    ความเป็นนักจดบันทึกโดยสายเลือดของพระภิกษุฉวนซังนี้ เป็นเรื่องที่พวกเราต้องเอาแบบอย่าง เพราะสังเวชนียสถานทั้งหลายทั้งปวงที่พวกเราเดินทางไปสักการะในประเทศอินเดียและเนปาลนั้น ล้วนแล้วแต่เริ่มต้นจากบันทึกของพระภิกษุฉวนซังทั้งสิ้น

    หลังจากที่เดินทางศึกษาหาความรู้ในประเทศอินเดียและดินแดนโดยรอบที่เป็นเส้นทางการเผยแผ่พระศาสนาอยู่นานถึง 17 ปี ในที่สุด พระภิกษุฉวนซังตั้งแต่วัยหนุ่มจนย่างเข้าวัยชรา จึงได้เดินทางกลับประเทศจีน

    แต่ตอนที่ออกมาจากประเทศจีนนั้น ท่านขัดคำสั่ง เพราะไม่ได้รับอนุญาตให้เดินทาง ท่านจึงต้องมีสมณสาส์นถวายกษัตริย์ถังไทจงเสียก่อน

    ปรากฏว่าท่านได้รับการต้อนรับอย่างดี พระเจ้าถังไทจงนั้น ปรารภถึงสองครั้งสองคราอยากจะให้พระภิกษุฉวนซังออกมารับราชการช่วยงานแผ่นดิน

    แต่เมื่อเห็นท่านมีความมุ่งมั่นในบวรพุทธศาสนาจึงถวายสมณศักดิ์ให้เป็น พระถังซำจั๋ง แปลว่า พระไตรปิฏกาจารย์แห่งราชวงศ์ถัง นับเป็นสมณศักดิ์ที่สูงยิ่ง



    พระเจ้าถังไทจงให้การสนับสนุนการประดิษฐานพระพุทธศาสนาของพระถังซำจั๋งอย่างเต็มที่ เช่น ให้มีการอุปสมบทพระภิกษุวัดละ 9 รูปทั่วประเทศ ขณะนั้นมีวัดอยู่ 3,716 วัด รวมพระภิกษุที่บวชถึง 18,600 รูป

    พระถังซำจั๋งได้นำพระคัมภีร์กลับมาด้วยถึง 520 ผูก งานสำคัญที่ท่านวางรากฐานให้ประเทศจีนคือการแปลพระไตรปิฎกออกเป็นภาษาจีน โดยการสนับสนุนจากสถาบันกษัตริย์ มีการจัดพระอาจารย์ที่มีความสามารถเป็นกลุ่มๆ และแจกจ่ายพระคัมภีร์ต่างๆ ออกไป นับเป็นการวางรากฐานสำคัญกับพระพุทธศาสนาในประเทศจีน บรรดาพระคัมภีร์ที่นำมาจากประเทศอินเดียนั้นได้ขอพระราชานุญาตสร้างพระสถูปเพื่อประดิษฐานพระคัมภีร์ไว้ที่วัดมหามาตาคุณาราม

    ก่อนที่ท่านจะมรณภาพเมื่ออายุ 65 ปี ท่านได้แปลพระสูตรมหาปรัญชาปารมิตาสูตรเสร็จใน พ.ศ.1205 มีความยาวถึง 600 ปริเฉท แบ่งเป็น 120 เล่ม นับเป็นพระสูตรหลักของมหายาน

    ในงานที่นักวิชาการในอินเดียพยายามสืบสานมรดกของนาลันทาครั้งนี้ ไม่น่าประหลาดใจเลยที่นักวิชาการหลายคนได้เสนอบทความทางวิชาการเกี่ยวข้องกับองค์ความรู้ที่ได้ผ่านงานของพระถังซำจั๋ง

    บุคคลที่มีคุณูปการต่อประวัติศาสตร์อินเดียโดยรวม และประวัติศาสตร์พุทธศาสนาโดยเฉพาะ
     
  4. คิดดีจัง

    คิดดีจัง เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    23 มกราคม 2010
    โพสต์:
    1,626
    ค่าพลัง:
    +5,354
    อนุโมทนาครับ

    ได้อ่านแล้วทึ่งจริงๆครับ

    ไม่รู้ว่ามีแปลเป็นภาษาไทยหรือป่าวนะครับ

    บันทึกของท่านเนีย อยากได้มาอ่านครับ
     
  5. barking dog

    barking dog เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    8 มกราคม 2012
    โพสต์:
    765
    ค่าพลัง:
    +152
    ตถาตาหมื่นลี้ที่ปลายจมูก<!-- google_ad_section_end -->

    มาโพสต์ เพราะชื่อนี้
    ที่ปลายจมูก มีจุดอานาปาณอยู่นะจ๊ะ
    ไม่ต้องตั้งใจดู ก็ได้
    เพียงรู้สึก ถึงลมหายใจเข้าออก ในช่องอก
    เดี๋ยว ก็สัมผัสได้เอง
    ตน มีแล้ว ก็ไม่ได้ใช้อะไร
    แต่เวลาไม่มี มักถูกใช้
    จ้า
     

แชร์หน้านี้

Loading...