พระชัยวัฒน์ท่านเจ้ามา พิมพ์ฐานสูง

ในห้อง 'วิธีดูพระเครื่อง-เครื่องรางของขลัง' ตั้งกระทู้โดย bikarn, 18 ตุลาคม 2010.

  1. bikarn

    bikarn เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 มีนาคม 2010
    โพสต์:
    1,766
    ค่าพลัง:
    +1,524
    ทุกท่านเห็นเป็นอย่างไร ครับ

    ส่วนตัวคิดว่าน่าจะดี

    แถมพระปิลันท์อีก 1 องค์ พิมพ์ซุ้มประตูครับ
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

    • DSC03537.JPG
      DSC03537.JPG
      ขนาดไฟล์:
      156.3 KB
      เปิดดู:
      18,914
    • DSC03544.JPG
      DSC03544.JPG
      ขนาดไฟล์:
      199.9 KB
      เปิดดู:
      5,675
    • DSC03460.JPG
      DSC03460.JPG
      ขนาดไฟล์:
      246.9 KB
      เปิดดู:
      2,053
    • DSC03464.JPG
      DSC03464.JPG
      ขนาดไฟล์:
      230.8 KB
      เปิดดู:
      3,632
  2. น้ำดี1

    น้ำดี1 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    2 พฤศจิกายน 2008
    โพสต์:
    13,402
    ค่าพลัง:
    +43,438
    เอาใจช่วยค่ะ แต่ปิลันทน์เก๊สนิทเลย ผิดเยอะค่ะ
     
  3. bikarn

    bikarn เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 มีนาคม 2010
    โพสต์:
    1,766
    ค่าพลัง:
    +1,524
    ขอบคุณครับคุณน้ำ

    แต่ผม มั่นใจพระปิลันท์มากกว่าพระชัยฯเสียอีกเพราะเห็นมวลสารและคราบกรุแดงๆ สงสัยต้องไปศึกษาใหม่แล้ว
     
  4. น้ำดี1

    น้ำดี1 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    2 พฤศจิกายน 2008
    โพสต์:
    13,402
    ค่าพลัง:
    +43,438
    พระชัยก็ดูยังไม่ดีเลยค่ะ กระแสโลหะไม่เก่าค่ะ ส่วนปิลันท์ผิดทั้งพิมพ์ ผิดทั้งเนื้อแบบดูง่ายเลยค่ะ
     
  5. bikarn

    bikarn เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 มีนาคม 2010
    โพสต์:
    1,766
    ค่าพลัง:
    +1,524
    ว้า.....แย่จัง งั้นดูเหรียญหล่อชินราช(ไม่ทราบวัด)กับ สมเด็จเกศไชโย ให้ด้วยนะครับ
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

    • DSC03479.JPG
      DSC03479.JPG
      ขนาดไฟล์:
      308.5 KB
      เปิดดู:
      716
    • DSC03480.JPG
      DSC03480.JPG
      ขนาดไฟล์:
      304 KB
      เปิดดู:
      418
    • DSC03494.JPG
      DSC03494.JPG
      ขนาดไฟล์:
      258.1 KB
      เปิดดู:
      1,214
    • DSC03499.JPG
      DSC03499.JPG
      ขนาดไฟล์:
      238.9 KB
      เปิดดู:
      372
  6. น้ำดี1

    น้ำดี1 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    2 พฤศจิกายน 2008
    โพสต์:
    13,402
    ค่าพลัง:
    +43,438
    ชินราชเหรียญหล่อเนื้อหาเก่าดีค่ะ
     
  7. narmja

    narmja เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 ตุลาคม 2009
    โพสต์:
    7,921
    ค่าพลัง:
    +8,496
    พระปิลันทร์ต้องเล่นเนื้อดำมีไขครับพี่ Bikarn
     
  8. bikarn

    bikarn เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 มีนาคม 2010
    โพสต์:
    1,766
    ค่าพลัง:
    +1,524
    ขอบคุณมากครับ คุณ narmja พอดีไปเจอข้อความดีๆ อยากให้อ่านครับ

    พระปิลันทน์ วัดระฆัง ผู้สร้างคือ "พระพุทธบาทปิลันทน์" ซึ่งต่อมาได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็น "สมเด็จพระพุฒาจารย์" มีพระนามเดิมว่า "หม่อมเจ้าทัด เสนีย์วงศ์" เป็นพระโอรสใน กรมหลวงเสนีย์บริรักษ์ ( พระองค์เจ้าแดง ) ใน กรมพระราชวังบวรสถานภิมุข ( วังหลัง ) ประสูติเมื่อปี พ.ศ. ๒๓๖๔ ในสมัยรัชกาลที่ ๒ หม่อมเจ้าพระสมเด็จพระพุฒาจารย์ ทัด เสนีวงศ์ เป็นเจ้าวังหลัง และทรงอุปสมบทเป็นนาคหลวงที่วัดพระศรีรัตนศาสดาราม เมื่อปี พ.ศ.๒๓๘๕ เจ้าประคุณสมเด็จฯ เป็นพระกรรมวาจาจารย์ ประทับอยู่ที่วัดระฆังฯ และศึกษาพระบาลีปริยัติธรรมกับ เจ้าประคุณสมเด็จฯ โดยตรงมาตั้งแต่ต้นจนได้เปรียญ ๗ ประโยค และเป็นศิษย์ที่ทรงสมณศักดิ์สูงที่สุดของเจ้าประคุณสมเด็จฯ อีกด้วย ต่อมาได้รับพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ทรงสมณศักดิ์ที่ หม่อมเจ้าพระพุทธุปบาทปิลันทน์ในรัชกาลที่ ๔ อันเป็นสมณศักดิ์ที่ทรงพระราชทานถวายเฉพาะ แด่พระเถระที่เป็นพระราชวงศ์เท่านั้น และทรงสมณศักดิ์สุดท้ายเป็นสมเด็จพระราชาคณะที่ หม่อมเจ้าพระสมเด็จพระพุฒาจารย์ แล้วโปรดให้ไปครองวัดเชตุพนฯ ต่อมาปี พ.ศ.๒๔๑๓ ได้เป็นเจ้าอาวาสวัดระฆังฯ แทน สมเด็จพระพุฒาจารย์ ( โต พรหมรังสี ) ซึ่งชราภาพแล้ว สมเด็จพระพุฒาจารย์ (ทัด) มรณภาพวันอาทิตย์ที่ ๑๐ มิถุนายน พ.ศ.๒๔๔๓ รวมสิริอายุ ๗๙ปี ๕๘ พรรษา

    หม่อมเจ้าพระพุทธบาทปิลันทน์ ท่านทรงเป็นศิษย์เอกของเจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ โต พรหมรังสี ซึ่งท่านได้มีส่วนร่วมในการสร้างพระสมเด็จวัดระฆัง ของเจ้าประคุณสมเด็จฯ และท่านก็ได้สร้างพระสมเด็จฯ เป็นต้นมา และได้ทรงสร้างพระเครื่องฯ ของท่านขึ้นมาบ้าง แต่เนื่องจากสมัยก่อนศิษย์มีความเคารพต่ออาจารย์เป็นอย่างยิ่ง ไม่มีใครคิดทาบรอยเท้าอาจารย์ ทำให้พระสมเด็จปิลันทน์ มีแบบพิมพ์พระที่ไม่เหมือนของอาจารย์ท่านเลยแม้แต่พิมพ์เดียว การสร้างพระเครื่องสมเด็จพระปิลันทน์ สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นในช่วงปี พ.ศ.๒๔๐๗ ขณะดำรงสมณศักดิ์ที่ "พระพุทธบาทปิลันทน์" แต่บางข้อมูลก็บอกว่า ท่านสร้างพระเครื่องในปีพ.ศ. ๒๔๑๑ ภายหลังจากที่เจ้าประคุณสมเด็จฯ ได้สร้างพระสมเด็จ มาแล้ว 2 ปี แต่มิได้ทรงสร้างโดยลำพังพระองค์เดียว หากอาราธนาให้เจ้าประคุณสมเด็จฯ ร่วมสร้างด้วย และขอผงวิเศษห้าประการของเจ้าประคุณสมเด็จฯ มาเป็นอิทธิวัตถุผสมเป็นหลักของมวลสาร ในช่วงเวลาดังกล่าว สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) ยังมีชีวิตอยู่ จึงสันนิษฐานว่า เจ้าพระคุณสมเด็จฯ โต จะแผ่เมตตาประกอบพิธีปลุกเสกให้ด้วย ดังนั้น พระเครื่องฯ ชนิดนี้คนรุ่นเก่าๆ ที่ทราบประวัติการสร้างจึงนิยมเรียกว่า "พระสองสมเด็จฯ" แต่นักนิยมพระเครื่องทั่วๆ ไปนิยมเรียกว่า "พระสมเด็จปิลันทน์" เมื่อเจ้าประคุณสมเด็จฯ สิ้นแล้วท่านจึงได้บรรจุพระเครื่องฯ เหล่านี้ไว้ในพระเจดีย์องค์หนึ่ง ซึ่งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของพระอุโบสถ โดยอุทิศส่วนกุศลถวายเจ้าประคุณสมเด็จฯ ผู้เป็นพระอาจารย์ ( บางท่านก็บอกว่าสร้างเมื่อประมาณปีพ.ศ. ๒๔๓๕ )

    พระสมเด็จปิลันทน์ มีหลายพิมพ์ ล้วนแล้วแต่เป็นฝีมือการแกะแม่พิมพ์ของช่างหลวงทั้งสิ้น เพราะแต่ละพิมพ์ล้วนมีความงดงามวิจิตรอลังการ ยากที่ช่างฝีมือชาวบ้านธรรมดาจะทำได้ พระสมเด็จปิลันทน์ เป็นพระเนื้อผงใบลานเผา เนื้อออกสีเทาๆ เป็นส่วนใหญ่ ที่ออกเป็นสีดำก็มีบ้าง และมีเนื้อออกสีขาวอมเหลืองก็มีแต่เป็นส่วนน้อย พระสมเด็จปิลันทน์นั้น มีทั้งแบบฝังกรุ และไม่ฝังกรุ ในส่วนของพระฝังกรุ จะมี คราบกรุ จับบนผิวองค์พระหนาบางไม่เท่ากัน ที่เป็นหย่อมๆ ก็มี คราบกรุจะเป็นสีขาวนวล สีขาวหม่น และสีน้ำตาล อ่อนบ้างแก่บ้าง บางคนเรียกคราบกรุนี้ว่า “ไข” คล้ายกับ ไขวัว พระองค์ใดมี ไข ที่ว่านี้จะทำให้ดูง่ายยิ่งขึ้น คราบไขนี้จะแข็งมากซึ่งทำให้ง่ายต่อการพิจารณา ในพระปลอมไขขาวจะหลุดล่อนง่าย พระบางส่วนถูกแจกออกไปก่อนที่จะได้บรรจุกรุ ทำให้พระส่วนนี้จะไม่ปรากฏคราบกรุและคราบไข จะมีบ้างก็น้อยมากเป็นเพียงคราบบางๆ แต่พระส่วนใหญ่เป็นพระที่ถูกบรรจุไว้ในกรุ การเปิดกรุ พระเจดีย์กรุพระสมเด็จปิลันทน์ ถูกลักเจาะครั้งแรกในปี พ.ศ.๒๔๗๑ โดยคนร้ายได้พระไปเป็นส่วนน้อย และทางวัดได้ซ่อมอุดช่องเสีย ต่อมาปีก่อนที่จะเกิดกรณีพิพาทอินโดจีนเล็กน้อย กรุนี้ก็ถูกลักเจาะอีก เมื่อกรุแตกมีคนนำพระมาให้พระธรรมถาวร ช่วงพิจารณา ท่านก็จำได้ว่าเป็นพระของหม่อมเจ้าพระพุฒาจารย์ทัด สมัยยังดำรงสมณศักดิ์เป็นหม่อมเจ้าพระพุทธุปบาทปิลันทน์ ได้ทรงสร้างไว้ ทางวัดจึงได้นำพระสมเด็จปิลันทน์ พระเครื่องบางส่วนบรรจุในถุงผ้าดิบส่งมอบให้กระทรวงกลาโหมเพื่อแจกทหารออก ศึกตามที่ทางราชการขอมา

    ที่มา web siam mamulet ขอบคุณมากมาย
     
  9. bikarn

    bikarn เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 มีนาคม 2010
    โพสต์:
    1,766
    ค่าพลัง:
    +1,524
    <TABLE style="BORDER-BOTTOM: medium none; BORDER-LEFT: medium none; BORDER-COLLAPSE: collapse; BACKGROUND: #fffff5; BORDER-TOP: medium none; BORDER-RIGHT: medium none" border=1 cellSpacing=0 cellPadding=0 width="90%" bgColor=#fffff5><TBODY><TR><TD style="BORDER-BOTTOM: maroon 1.5pt solid; BORDER-LEFT: maroon 1.5pt solid; PADDING-BOTTOM: 0cm; PADDING-LEFT: 5.4pt; PADDING-RIGHT: 5.4pt; BORDER-TOP: maroon 1.5pt solid; BORDER-RIGHT: maroon 1.5pt solid; PADDING-TOP: 0cm" vAlign=top>ตามด้วยประวัติของสมเด็จท่านเจ้ามาวัดสามปลื้มครับ จากเวป amuletsinthai.com โดย เสี้ยนพระ ...ขอบคุณครับ
    พระชัยวัฒน์ของท่านเจ้ามา วัดสามปลื้ม หรือ วัดจักรวรรดิราชาวาส ถือเป็น พระชัยวัฒน์ที่มีค่านิยมสูงสุดในวงการพระเครื่องของเรา แต่เท่าที่ผ่านมา ดูเหมือนว่า ตำนานการสร้าง หรือ ประวัติเลือนรางเหลือเกิน ไม่ค่อยมีการกล่าวถึงกันนัก วันนี้ไปศึกษาหาความรู้ในแนววิชาการด้านนี้กันต่อดีกว่าครับ ผมมั่นใจว่าเท่าที่เคยอ่านหนังสือหลายๆ เล่มไม่มีหนังสือเล่มใดรวบรวมตำนานการสร้างพระชัยวัฒน์เจ้ามาได้อย่างสมบูรณ์เลย ผมได้รอเวลานี้มานานหลังจากรวบรวมหนังสือหลายๆ เล่มที่มีการกล่าวถึงพระของท่านเอาไว้อย่างละเล็กน้อย นำมารวมกันในส่วนบางส่วนที่ขาดหายไป ประกอบกันขึ้นใช้เวลานานนับอาทิตย์ เมื่อวานนั่งพิมพ์ก็ตัดตอนตกแต่งอีกร่วม 4 ชั่วโมงกว่าๆ ถ้ามีขาดตกบกพร่อง ก็ต้องขออภัยต่อเพื่อนๆ ด้วย แต่คิดว่า นี่ก็คือ สิ่งที่ตั้งใจทำ และ ดีที่สุด เท่าที่ผมจะทำได้ครับ คงทำได้ดีกว่านี้อีกไม่ได้แล้ว หวังว่า คงมีประโยชน์ต่อเพื่อนๆ ที่สนใจในการศึกษาหาความรู้ในสายนี้ได้พอสมควร
    ผมเขียนและรวบรวมมาจากหนังสือ หลายเล่ม และ รวมทั้งจากที่เคยได้ฟังได้เล่ามาจากนักสะสมพระกริ่งพระชัยวัฒน์รุ่นเก่าหลายท่าน อยากจะขอกล่าวขอบคุณ ไว้ ณ ที่นี้ด้วย คือ
    1 ข้อมูลเอกสารเก่าที่ได้รับความเอื้อเฟื้อจากอาจารย์สุวรรณ สุวรรณประดิษฐ์ ซึ่งท่านนี้ ผมก็เคยกล่าวชื่อให้เพื่อนๆ ฟังกันมาบ้างแล้ว ว่าเป็นหนึ่งในอาจารย์รุ่นเก่า ที่ผมให้การนับถือมาก เพราะ ท่านมีความเชี่ยวชาญในพระกรุ พระเก่า และ พระสายวัดสุทัศน์และ เจ้ามาอย่างยิ่ง รู้จริงแบบไม่ใช่อวดตนครับ เป็นนักเขียนรับเชิญในหนังสือพระคุณภาพหลายๆ เล่มครับ
    2 หนังสือ เพชร พระเครื่อง ที่เดี๋ยวนี้เปลี่ยนเป็น มหาโพธิ์ ที่ตีพิมพ์ เมื่อร่วม ยี่สิบปีก่อน คือ ในปี 2527 ครับ
    3 หนังสือ ลานโพธิ์ ปักษ์แรก เดือน ก.ค พ.ศ. 2545
    4 ขอบคุณพี่Jili ที่กรุณาส่งหนังสือเก่าข้อมูลพระชัยวัฒน์ท่านเจ้ามา มาให้ถึงต่างประเทศครับ เพื่อได้รวบรวมเผยเพร่ต่อเพื่อนๆ ชาวเวป amuletsinthai และ ขอบคุณรูปภาพบางภาพที่ได้ขอยืมมาจากเวป tumnan.com และ ของอาจารย์เล็ก รูปหล่อครับ
    --------------------------------------------------------------------------------
    เสี้ยนพระ - อา. 09 มี.ค. - 05:02
    </TD></TR></TBODY></TABLE>

    ข้อมูลจากหนังสือ ปายาสิกราชญ์ พระยาพลพรรคภิบาล สร้างในงานศพ พระพุฒาจารย์ (มา) วัดจักรวรรดิ์ราชาวาส พ.ศ. ๒๔๕๗ หนังสือโดยความเอื้อเฟื้อจาก อาจารย์สุวรรณ สุวรรณประดิษฐ์
    ประวัติ
    พระพุฒาจารย์ มา อินทโร หรือ ที่ชาวบ้านเรียกกันว่า ท่านเจ้ามา เป็นเจ้าอาวาสองค์ที่ 7 แห่งวัดจักรวรรดิ หรือ วัดสามปลื้ม ท่านเกิดวันที่ 13 เมษายน พ.ศ 2380 ที่อำเภอสามเพ็ง หรือ อำเภอสัมพันธวงศ์ในปัจจุบัน เมื่อเจริญวัยขึ้น บิดาตั้งชื่อว่า “ มา “ เมื่อเติบใหญ่ นายมาเป็นคนดุ คนจริง และ เป็นนักเลงใหญ่ไม่กลัวคน มีคนเกรงกลัวและ เป็นคนมีพวกมาก เมื่อคนเห็นนายมา ก็จะพูดว่า “จ้าวมาแล้ว” คำว่า “จ้าวมาแล้ว” นี่ต่อมาภายหลัง เมื่อท่านบวชเป็นพระภิกษุ คนก็ชอบเรียกกันว่า “ท่านเจ้ามา” ครับ
    ท่านได้อุปสมบทที่วัดจักรวรรดิ ได้ศึกษาพระธรรมและเรียนวิปัสสนากรรมฐานจนแตกฉาน หลังจากนั้นได้ออกธุดงค์ไปตามป่าเขา และ เล่าเรียนวิชาไสยศาสตร์จากสำนักและวัดต่างๆ จนมีความเก่งกล้าในพุทธาคมอย่างยิ่ง
    * มาอ่านประวัติของท่านเจ้ามาพอสังเขปจากหนังสือเก่าที่ได้รับความเอื้อเฟื้อจาก อาจารย์สุวรรณ สุวรรณประดิษฐ์กันครับ*
    --------------------------------------------------------------------------------
    <TABLE style="BORDER-BOTTOM: medium none; BORDER-LEFT: medium none; BORDER-COLLAPSE: collapse; BACKGROUND: #fffff5; BORDER-TOP: medium none; BORDER-RIGHT: medium none" border=1 cellSpacing=0 cellPadding=0 width="90%" bgColor=#fffff5><TBODY><TR><TD style="BORDER-BOTTOM: maroon 1.5pt solid; BORDER-LEFT: maroon 1.5pt solid; PADDING-BOTTOM: 0cm; PADDING-LEFT: 5.4pt; PADDING-RIGHT: 5.4pt; BORDER-TOP: maroon 1.5pt solid; BORDER-RIGHT: maroon 1.5pt solid; PADDING-TOP: 0cm" vAlign=top>
    [​IMG]
    [​IMG]พระพุฒาจารย์ เอนกสถานปรีชา ฯ (มา) พระราชาคณะผู้ใหญ่ เจ้าคณะอรัญวาสี มีสมณศักดิ์เสมอเจ้าคณะรอง
    พระพุฒาจารย์ เดิมชื่อ มา ชื่อ อินทร์สร ในพระพุทธศาสนา เกิดในสกุลอุบาสกใจบุญ โยมผู้ชายชื่อ ทองอยู่ โยมผู้หญิงชื่อ แช่ม พระพุฒาจารย์เกิดเมื่อวันที่ ๑๑ กันยายน พระพุทธศักราช ๒๓๘๐ (รัตนโกสินทร์ศก ๕๖) ตรงกับวันจันทร์ ขึ้น ๑๒ ค่ำ เดือน ๑๐ ปีระกานพศก (จุลศักราช ๑๑๙๙) ณ ตำบลบ้านเขาแหลม อำเภอสำเพ็ง กรุงเทพฯ
    ครั้นพระพุทธศักราช ๒๔๐๔ (รัตนโกสินทรศก ๘๐) ตรงกับปีระกา ตรีศก (จุลศักราช ๑๒๒๓) ท่านมีชนมายุได้ ๒๕ ปี จึงอุปสมบทเป็นภิกษุ ณ วัดจักรวรรดิ์ราชาวาส พระอาจารย์นอง วัดจักรวรรดิราชาวาส เป็นพระอุปัชฌายะ เจ้าอธิการแบน วัดบางกระสัน เป็น กรรมมวาจาจารย์ พระอาจารย์ทอง วัดบางกระสัน เป็นพระอนุสาวนาจารย์
    ต่อมาพระพุทธศักราช ๒๔๑๔ (รัตนโกสินทรศก ๙๐) ตรงกับปีมะเมีย โทศก (จุลศักราช ๑๒๓๒) ท่านมีชนมายุ ๓๕ ปี มีพรรษา ๑๐ พรรษา ได้เป็นปลัดในพระวรญาณมุนี (เสง) พระราชาคณะวัดจักรวรรดิราชาวาส (ซึ่งภายหลังเลื่อนเป็นพระโพธิวงษาจารย์ ญาณวิสุทธิจริยา ปรินายก)
    วันที่ ๑๓ พฤษภาคม พระพุทธศักราช ๒๔๓๒ (รัตนโกสินทรศก ๑๐๘) ตรงกับ ณ วันจันทร์ ขึ้น ๑๔ ค่ำ เดือน ๖ ปีฉลู เอกศก (จุลศักราช ๑๒๕๑) ท่านมีชนมายุ ๕๓ ปี มีพรรษา ๒๘ พรรษา ได้รับพระราชทานสัญญาบัตรโดย พระบรมมหาบพิตรพระราชสมภารเจ้า พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระราชทานให้เป็นพระครูภาวนาวิจารน์ ผู้ช่วยกิจการในวัดจักรวรรดิราชาวาส มีนิตยภัตรเดือนละ ๑ บาท ๒ สลึง
    วันที่ ๑๗ มีนาคม พระพุทธศักราช ๒๔๓๕ (รัตนโกสินทรศก ๑๑๑) ตรงกับ ณ วันศุกร์แรม ๑๕ ค่ำ เดือน ๔ ปีมะโรง จัตวาศก (จุลศักราช ๑๒๕๔) ท่านมีพระชนมายุ ๕๖ ปี มีพรรษา ๓๑ พรรษา ได้รับพระราชทานสัญญาบัตรโดยพระบรมมหาบพิตร พระราชสมภารเจ้า พระบรมสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระราชทานเลื่อนขึ้นเป็นพระมงคลทิพมุนี สถิตย์พระพุทธบาท เกาะสีชัง เจ้าคณะใหญ่แขวงเมืองสมุทรปราการ มีนิตยภัตรเดือนละ ๓ บาท ภายหลังได้เพิ่มนิตยภัตรเป็นเดือนละ ๗ บาท ๒ สลึง
    วันที่ ๓๐ ธันวาคม พระพุทะศักราช ๒๔๕๖ (รัตนโกสินทรศก ๑๓๒) ตรงกับ ณ วันอังคาร ขึ้น ๔ ค่ำ เดือนยี่ ปีฉลู เบญจศก (จุลศักราช ๑๒๗๕) วัน เดือน ปี นี้ ท่านมีชนมายุได้ ๗๗ ปี มีพรรษา ๕๒ พรรษา พระบรมมหาบพิตรพระราชสมภารเจ้า พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเครื่องยศทหารปืนใหญ่ เสด็จประทับพระที่นั่งอมรินทร์วินิจฉัย โปรดเกล้าฯ ให้พระยาศรีสุนทรโวหาร อ่านประกาศกระแสพระบรมราชโองการ ตั้งสมณศักดิ์ พระราชทานหิรัญบัตร เลื่อนพระมงคลทิพมุนี เป็นพระราชาคณะผู้ใหญ่ เพิ่มนิตยภัตรเป็นเดือนละ ๘ บาท มีนามตามจารึกในหิรัญบัตร และประกาศตั้ง ดังแจ้งต่อไปนี้
    ศุภมัสดุ พระพุทะศาสนกาล เป็นอดีตภาค ๒๔๕๖ พรรษกาลปัตยุบัน จันทรโคจร อุสภสัมพัตสร บุศยมาศ สุกกปักษ์ จตุตถิดิถึ ภุมวาร สุริยคติกาล ธันวาคมมาส ติงสติมสุรทิน โดยกาลนิยม
    พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาวชิราวุธ เอกอรรคมหาบุรุษบรมนราธิราช ฯ บรมนารถบพิตร พระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระดำริว่า พระมงคลทิพมุนี ประกอบด้วยวิริยอุตสาหในกิจอันเป็นคุณประโยชน์ในพระศาสนา ชำนาญในวิปัสนาธุระ เป็นพระอุปัชฌายะให้อุปสมบทแก่กุลบุตรเป็นอันมาก มีอัธยาศัยโอบอ้อมอารี เป็นทีชอบที่นับถือของชนทั้งหลาย เพราะขวนขวายสงเคราะห์ประชาราษฎร์ อันมีทุกข์ลำบากด้วยพยาธิทุกข์ และมรณภัยให้มีความสะดวกใจทุกสถาน เอาใจใสในการก่อสร้างแลปฏิสังขรณ์อารามวิหาร เป็นผู้รักษาการพระพุทธบาท ได้จัดการทำนุบำรุงให้มีความเจริญยิ่งขึ้น เป็นที่สะดวกสบายแก่สัปบุรุษ ผู้ขึ้นไปนมัสการรอยพระพุทธบาทตาฤดูกาล และได้ชักชวนผู้มีศรัทธา ให้บริจาคทรัพย์ จัดการปฏิสังขรณ์พระมณฑปพระพุทธบาท อันชำรุดทรุดโทรมมาแต่ก่อน ให้ดีดังเดิมแล้วเสร็จบริบูรณ์ แล ขวนขวายในการที่จะให้เกิดประโยชน์ บำรุงพระอารามให้รุ่งเรืองขึ้นเป็นอันมาก บัดนี้ก็ประกอบด้วยพรรษายุกาลมีวัยวุฒิเป้นพระเถระผู้ใหญ่ สมควรจะพระราชทานเพิ่มสมณศักดิ์ ให้ดำรงตำแหน่งอันสูงขึ้นได้ จึงทรงพระกรุณาแรดเกล้าโปรดกระหม่อม ให้สถาปนาพระมงคลทิพมุนี เป็นพระราชาคณะผู้ใหญ่ เจ้าคณะอรัญวาสี มีนามตามจารึกในหิรัญบัตรว่า พระพุฒาจารย์ อเนกสถานปรีชาวิสุทธศีลจรรยาสมบัติ นิพัทธธุตคุณ สิริสุนทรพรตจาริก อรัญญิกคณิศราธิการ อภิบาลบทวลัญช์ อรัญวาสี สังฆนายก เจ้าคณะอรัญวาสี มีสมณศักดิ์เสมอเจ้าคณะรอง สถิต ณ วัดจักรวรรดิ์ราชาวาสราชวรวิหาร พระอารามหลวง มีถานุศักดิ์ควรตั้งถานานุกรมได้ ๘ รูป คือ พระครูปลัดสุวัฒสมณาจารย์ ปรีชาญาณจาริก อรัญญิกสังฆนายกธุระวาหะ ๑ พระครูวินัยธร ๑ พระครูวินัยธรรม ๑ พระครูศัพทสุนทร ๑ พระครูอมรโกษิต ๑ พระครูธรรมรักขิต ๑ พระครูสมุห์ ๑ พระครูใบฎีกา ๑ รวม ๘ รูป
    วันที่ ๒๘ กันยายน พระพุทธศักราช ๒๔๕๗ (รัตนโกสินทรศก ๑๓๓) ตรงกับวันจันทร์ ขึ้น ๙ ค่ำ เดือน ๑๑ ปีขาล ฉศก (จุลศักราช ๑๒๗๖) ท่านเริ่มอาพาธด้วยโรคลมแน่นเสียด มีแพทย์หลวงและแพทย์เชยศักดิ์หลายนาย ประกอบยารักษาพยาบาล อาการมีแต่ทรงกับทรุด วันปวารณา เป็นวันเคยลงอุโบสถไม่ขาด ถึงกับลงอุโบสถไม่ได้ พระมงคลทิพมุนีครั้งยังเป็นพระธรรมวิหารีเถร พร้อมด้วยพระภิกษุถานาเปรียญที่เลิกจากปวารณาในอุโบสถแล้ว มาปวารณาที่กุฎีพระพุฒาจารย์อีกครั้ง ๑
    ต่อมาวันที่ ๙ ตุลาคม พระพุทะศักราช ๒๔๕๗ (รัตนโกสินทรศก ๑๓๓) ตรงกับ ณ วันศุกร์ แรม ๕ ค่ำ เดือน ๑๑ ปีขาล ฉศก (จุลศักราช ๑๒๗๖) เวลา ๑๐ ทุ่ม ๓๐ นาที ท่านได้ถึงแก่มรณภาพ มีชนมายุ ๗๘ ปี กับ ๑ เดือน ๒๒ วัน มีพรรษาได้ ๕๒ พรรษา
    รุ่งขึ้นเช้าวันที่ ๑๐ ตุลาคม พระพุทธศักราช ๒๔๕๗ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานน้ำสรงศพ ฝ่ายสงฆ์ที่ทรงสมณศักดิ์ มีสมเด็จพระบรมวงศ์เธอ กรมพระยาวชิรญาณวโรรส มหาสังฆนายก เสด็จเป็นปราน แล้วมีสมเด็จพระบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยาภานุพันธุวงศ์วรเดช เสด็จภายหลัง กับทั้งบรมวงศานุวงศ์ และข้าราชการอีกมากที่ได้เสด็จและมาในวันนั้น ส่วนศพได้รับพระราชทานโกศ ๘ เหลี่ยม ฉัตร ๕ ชั้น ๔ คัน มีกลองชนะ เครื่องอินทร์ ๕ คู่ ปี่ไฉน ๑ คัน พระสงฆ์สวดพระอภิธรรมประจำ ๑ สร้าง มีกำหนด ๑ เดือน เป็นเกียรติยศยิ่ง
    ประวัติย่อพอสังเขปเพียงเท่านี้
    </TD></TR></TBODY></TABLE>​

    เริ่มสร้างพระเครื่อง
    [​IMG]เมื่อท่านได้สำเร็จวิชาและช่ำชองทั้งด้านวิปัสสนากรรมฐานและไสยเวทย์ต่างๆ แล้ว ได้เดินทางกลับมาวัดสามปลื้ม ได้รับการแต่งตั้งเป็น” พระปลัด “ และ ได้เป็นหัวแรงในการสร้างพระพุทธบาทจำลอง ที่วัดสามปลื้ม โดยระยะนี้ท่านได้เริ่มสร้างพระพุทธรูปเนื้อโลหะในแบบพระชัยวัฒน์ หรือ พระกริ่ง แต่ไม่มีกริ่งบรรจุในองค์พระ
    ในช่วงชีวิตของท่าน เป็นเรื่องแปลกที่ท่านเจ้ามามักเกี่ยวข้องกับ "พระพุทธบาท" เสมอ ไม่ว่าจะได้รับการแต่งตั้งเลื่อนชั้นจาก “พระปลัด” โดยสมเด็จพ่อ รัชกาลที่ 5 ให้เป็น .”พระครูภาวนาวิจารย์ “ ในวันที่13 พฤษภาคม พ.ศ.2432 และ ได้ถูกนิมนต์ให้เป็นผู้นำพระพุทธบาทจำลองไปประดิษฐานที่ "เกาะสีชัง" เมื่อเสร็จงานเรียบร้อย แล้ว ได้รับแต่งตั้งเป็น "พระมงคลทิพยมุนี" เจ้าคณะใหญ่แห่งเมืองสมุทรปราการ และ เป็นผู้รักษาพระพุทธบาทเกาะสีชังด้วย ท่านได้สร้างเหรียญพระพุทธบาทเกาะสีชังและเป็นผู้ปลุกเสกด้วยครับ ต่อมาท่านก็ได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้ว่าการรักษา "พระพุทธบาทจำลองที่สระบุรี" อีกด้วย จึงเป็นเรื่องประหลาดที่วิถีชีวิตของท่านเจ้ามา มักจะเกี่ยวข้องกับ "รอยพระพุทธบาท" เสมอ แสดงว่า ท่านเป็นผู้มีบุญญาธิการสูง สมควรแก่การรักษา สิ่งที่เป็นตัวแทนของพระพุทธองค์ คือ พระพุทธบาท ครับ
    การปลุกเสกและพุทธคุณ
    ท่านได้ปลุกเสกเดี่ยวด้วยตัวของท่านเอง มีคนนำไปใช้พบกับคุณวิเศษนานับประการ ทั้งในด้านคงกะพันชาตรี และ เมตตามหานิยม จนเป็นที่เลื่องลือกันทั่วไปอย่างมาก
    ขนาดท่านบิดาของท่านเจ้าคุณนร สมัยที่เป็นนายอำเภอที่บางปลาม้า สุพรรณบุรี มีพระท่านเจ้ามาติดตัวองค์เดียว ถูกเสือร้ายชื่อดังยิงด้วยปืน แต่ปืนไม่ลั่น เสียงดังแชะๆ เรื่องนี้ ท่านเจ้าคุณนรฯ เป็นผู้เล่าให้บรรดาศิษย์ฟังครับ ลองคิดดูกันแล้วกันครับ ว่าถ้าพอมีกำลังควรหามาติดกายบูชาสักองค์หนึ่งไหม
    เนื้อพระ
    ท่านสร้างพระด้วยโลหะผสม มีหลายเนื้อ เช่น เนื้อทองผสม บางองค์ออกทองเหลืองประแจจีน ออกแดง ขันลงหิน หรือ แม้แต่เนื้อกลับดำ ก็มี แบบมีประกายเงินในแบบนวโลหะ หรือ ออกแก่ทองคำหรือ แก่เงิน หรือ แก่สำริดก็มีครับ
    แต่โดยทั่วไป เนื้อพระของท่านจะหนักไปทางทองเหลืองหรือทองแดง เพราะ ท่านมีเศษพระบูชาและ พวกโลหะทองเหลือง ทองแดงมากมายที่ได้จากการบูรณะรอยพระพุทธบาทที่สระบุรี และ ที่วัดนี้ยังมีการหล่อพระบูชาสร้างพระพุทธรูปบูชาอีกด้วย พวกเศษทองเหลืองจึงมีมากครับ
    วัสดุที่มาสร้างเนื้อพระ
    ส่วนสาเหตุที่เนื้อพระบางองค์กลับดำ ประกายเงิน หรือประกายทอง นั้น มีที่มีดังจะกล่าวต่อไปครับ
    ทำไมพระบางองค์จึงกลับดำ มีประกายเงิน หรือ ทอง
    ครั้งหนึ่งไฟได้ไหม้พระมณฑป อันเป็นสถานที่ประดิษฐานรอยพระพุทธบาทที่สระบุรี สิ่งของที่มีค่าราคาประเมินไม่ได้ เช่น เสื่อเงิน เสื่อทอง ม่านทอง ผ้าซึ่งประดับเพชรพลอย และ ของมีค่าราคาสูงของกษัตริย์โบราณหลายยุคหลายสมัยที่สร้างถวายเป็นพุทธบูชา ได้สูญสิ้นไปกับเพลิงไหม้ครั้งนั้น
    ท่านได้เก็บเศษเสื่อเงิน เสื่อทอง ที่ไฟไหม้ และ เศษเงิน เศษทอง ที่ไฟไหม้ มาหล่อหลอมขึ้นมาเป็นเส้นทอง และ เส้นเงินใหม่ ในครั้งนั้น บางครั้งเศษเงินและทอง ก็กระเด็นออกจากเบ้าหลอม ท่านได้เก็บเศษโลหะเงินทองเหล่านั้น มาผสมกับเนื้อพระท่าน ทำให้ บางรุ่นเนื้อกลับดำออกประกายเงิน หรือ ประกายทองคำ นี่คือ ต้นกำเนิด พระเครื่องท่านเจ้ามาเนื้อกลับดำ มีประกายเงิน หรือ เนื้อประกายทองแก่ทองหรืออาจแก่เงินครับ
    ราคาค่านิยม
    ถ้าสวยๆ ราคาหลักหมื่นต้นหมดทุกพิมพ์แล้วครับ มีราคาตั้งแต่หลักหมื่นต้นไปถึงทะลุแสนกลาง ขึ้นกับความนิยมของพิมพ์พระ พิมพ์ล้มลุกแบบเนื้อกลับดำ ราคาทะลุแสนกลาง พิมพ์ที่ถือว่า ราคาเบาที่สุดคือ พระพิมพ์ฐานสูง อยู่ในหลักหมื่นถึงสองหมื่นบาท แต่พระที่ไม่สวย ยังพอหาได้ในหลักพันปลายๆ ครับ เพราะ พระเจ้ามามักจะหล่อออกมาได้ไม่สวย ที่สวยๆ หล่อติดเต็มๆ ราคาจะแพงเป็นพิเศษ เพราะ หายากกว่ามาก
    พุทธลักษณะ
    พระมักจะเป็นปางสมาธิ และ มีเพียงพิมพ์เดียวรุ่นเดียว คือพิมพ์บัวฟันปลาที่สร้างในแบบมารวิชัยครับ
    ตลอดชั่วอายุขัยของท่านๆ ได้สร้างพระชัยวัฒน์ไว้หลายพิมพ์ทีเดียว เรามาศึกษาหาคววามรู้กันดีกว่าครับ เริ่มจากพิมพ์แรกเลยครับ คือ
    <TABLE id=table1 border=0 align=left><TBODY><TR><TD>[​IMG]</TD></TR><TR><TD>
    พระชัยวัฒน์ล้มลุก
    เนื้อดำ
    </TD></TR></TBODY></TABLE>​
    พิมพ์ล้มลุก
    พิมพ์นี้ชื่อ ดีครับ คำว่า "ล้มลุก" เพราะ องค์พระเหมือนตุ๊กตาล้มลุก ตั้งวางไว้ไม่มีล้ม จะกลิ้งลุกขึ้นมาได้ตลอด องค์พระขัดสมาธิ นั่งบนบัวเล็บช้าง รูปพระคล้ายตุ๊กตาล้มลุก มีหลายเนื้อ ที่หายากและราคาแพงที่สุด คือ เนื้อกลับดำ คือ แก่เงินมากนั่นเอง ราคาอยู่ในหลักเกินแสนกลางขึ้นไปครับ หายากมากทีเดียว ส่วนพิมพ์นี้เนื้ออื่นๆ เช่น น้ำตาลอมแดง เนื้อเหลือง ก็พบแต่ ราคาจะไม่แพงเหมือนเนื้อดำ
    เนื่องจากภาพพระชัยวัฒน์ล้มลุกเนื้อดำ นั้นหาของแท้ยากมาก และ ราคาแพงมากเกินหลักแสนกลางๆ ขึ้นไป ที่เห็นแท้ๆ ดูง่ายก็องค์นี้ครับ ขออนุญาตนำ ภาพพระแท้องค์นี้ซึ่งเป็นของอาจารย์เล็ก รูปหล่อ ผู้เชี่ยวชาญสายพระกริ่งชัยวัฒน์มากที่สุดท่านนึงของวงการครับ
    <TABLE id=table2 border=0 align=right><TBODY><TR><TD>[​IMG]</TD></TR><TR><TD>
    พิมพ์บัวฟันปลา
    </TD></TR></TBODY></TABLE>​
    พิมพ์บัวฟันปลา
    องค์พระนั่งสมาธิและแบบมารวิชัย หรือ ปางสะดุ้งมาก องค์พระนั่งบนฐานแต่งแบบบัวคว่ำ บัวหงาย หรือ จะเรียก บัวฟันปลาก็ได้ ภายใต้ฐานจะกลวง เป็นพิมพ์หายากไม่แพ้พิมพ์ล้มลุก ส่วนมากเป็นพิมพ์แต่ง เนื้อจะเป็น แบบสำริด พระพิมพ์นี้ใบหูจะสั้น ครับ
    <TABLE id=table3 border=0 align=left><TBODY><TR><TD>[​IMG]</TD></TR><TR><TD>
    พิมพ์ฐานหกเหลี่ยม
    </TD></TR></TBODY></TABLE>​
    พิมพ์ฐานหกเหลี่ยม
    เป็นพระเครื่องขนาดเล็ก ฐานกว้าง1.5 ซม สูง2.3 ซม องค์พระนั่งขัดสมาธิเพชรบนบัวและมีฐานเรียบๆ หกเหลี่ยม รองรับอีกชั้นหนึ่ง เนื้อพระจะออกสีน้ำตาลเข้ม คล้ายกับ พระชัยวัฒน์ วัดราชบพิธ ปี พศ 2466 เป็นพระพิมพ์นิยมอันดับต้นๆ เช่นกัน ราคาเช่าหาสูงมากทะลุหลักแสนบาทเช่นกัน และ หาของแท้ได้ยากมากครับ เท่าที่เห็นพิมพ์ฐานหกเหลี่ยมจะมีหลายรูปลักษณะ แต่เท่าที่ทราบของแท้ มักไม่ปรากฏในสนามบ่อยนัก ทำให้เหมือนกับเป็นพระในตำนานไปแล้วเช่นกัน
    <TABLE id=table4 border=0 align=right><TBODY><TR><TD>[​IMG]</TD></TR><TR><TD>
    พิมพ์ ร.ศ. 118
    </TD></TR></TBODY></TABLE>​
    พิมพ์ร.ศ.118
    เป็นพระนั่งบนฐานบัวสองชั้น มีฐานรองรับอีกชั้นหนึ่ง มีเลขที่ฐานว่า ร.ศ 118 เข้าใจว่าสร้างในปี พ.ศ 2442 เป็นพระเนื้อออกสำริดแดง อมเหลือง องค์พระนั่งสมาธิเพชร พระพิมพ์นี้จะไปคล้ายกับพระชัยวัฒน์ของหลวงปู่บุญ วัดกลางบางแก้ว เข้าใจว่า สองท่านนี้คือ ท่านเจ้ามา และ ปู่บุญ มีความเกี่ยวข้องกันอย่างใกล้ชิดทีเดียว ราคาเช่าหาหลักหลายๆ แสน ที่เห็นมักเป็นของปลอมมากกว่าครับ
    <TABLE id=table5 border=0 align=left><TBODY><TR><TD>[​IMG]</TD></TR><TR><TD>
    พิมพ์คอหนอก
    </TD></TR></TBODY></TABLE>​
    พิมพ์คอหนอก
    พระนั่งบนฐานบัวสองชั้น องค์พระจะป้อมๆ สังฆาฏิใหญ่ พิมพ์นี้เนื้อพระจะออกสำริดออกแดง พระพิมพ์นี้ก็จะไปคล้ายกับของหลวงปู่บุญ วัดกลางบางแก้วเช่นกัน
    <TABLE id=table6 border=0 align=right><TBODY><TR><TD>[​IMG]</TD></TR><TR><TD>
    พิมพ์หน้าครุฑ
    </TD></TR></TBODY></TABLE>​
    พิมพ์หน้าครุฑ
    พิมพ์นี้จะคล้ายพิมพ์คอหนอก แต่ว่าองค์พระจะออกยืด ใบหน้าจะแหงนกว่าปางประทับนั่งขัดสมาธิบนบัวสองชั้น และ มีฐานรองรับอีกชั้นหนึ่ง ทำให้ฐานดูสูงกว่าพิมพ์คอหนอก เนื้อพระส่วนมากจะเป็นเนื้อน้ำตาลอมแดง
    <TABLE id=table7 border=0 align=left><TBODY><TR><TD>[​IMG]</TD></TR><TR><TD>
    พิมพ์หน้ากระบี่
    </TD></TR></TBODY></TABLE>​
    พิมพ์หน้ากระบี่
    องค์พระนั่งสมาธิบนฐานเขียงแบบเตี้ยๆ บางองค์จะสั้น บางองค์ก็ยาวดูคล้ายชฎาของพระฤาษี เนื้อพระจะออกแดงอมเหลือง พิมพ์นี้จะคล้ายพิมพ์เศียรทุย พระเครื่องพิมพ์นี้ไม่ทราบใครตั้งชื่อให้ แต่ กระบี่ หมายถึง ลิง พระเครื่องพิมพ์นี้เท่าที่ทราบสร้างแจกเมื่อคราวที่วัดมีการละเล่นกระบี่กระบอง
    <TABLE id=table8 border=0 align=right><TBODY><TR><TD>[​IMG]</TD></TR><TR><TD>
    พิมพ์เศียรทุย
    </TD></TR></TBODY></TABLE>​
    พิมพ์เศียรทุย
    พระเครื่องพิมพ์นี้ เป็นพระเครื่องที่ได้รับความนิยมมากเช่นกัน แม้ในหนังสือ เพชร พระเครื่อง เมื่อ ยี่สิบปีก่อน ก็ได้ลงรูปใหญ่ไว้ว่า เป็นพิมพ์นิยม มากและ ราคาเช่าหาก็สูงมาตั้งนานแล้วเช่นกันครับ ขนาดองค์พระไม่เล็ก ไม่ใหญ่ องค์พระนั่งขัดสมาธิเพชรบนฐานเขียง เนื้อพระจะออกอมแดงแบบเนื้อทองแดงเถื่อน ที่พบเนื้อทองเหลืองก็มีแต่จะแก่ไปทางสำริดเช่นกัน แต่พระพิมพ์นี้ต้องดูให้ดี เพราะ ศิษย์ท่านคือ พระครูสอน ได้สร้างขึ้นที่วัดมักกะสันในปี พ.ศ. 2480 ด้วย เนื้อพระจะเป็นแบบทองเหลือง ต่างกับของเจ้ามา ที่เนื้อจะออกทองแดง และ แบบทองเหลืองผสมจนแก่ทางสำริด ศิลปะของเจ้ามาดูโบราณกว่าด้วย พระที่หล่อออกมาได้สวยราคาเช่าหาสูงในหลักหมื่นกลางขึ้นไปถึงแสนบาทครับ
    <TABLE id=table9 border=0 align=left><TBODY><TR><TD>[​IMG]</TD></TR><TR><TD>
    พิมพ์แม่ค้า
    </TD></TR></TBODY></TABLE>​
    พิมพ์แม่ค้า
    พิมพ์นี้เล็กที่สุด องค์พระนั่งขัดสมาธิบนฐานเขียง เนื่องจากขนาดเล็กจึงเหมาะกับผู้หญิง โดยเฉพาะแม่ค้าที่ไปร่วมทำบุญมักได้รับพระเครื่อง พิมพ์นี้กันมาก เนื้อพระออกเหลืองกว่าพิมพ์เศียรทุยและหน้ากระบี่
    <TABLE id=table10 border=0 align=right><TBODY><TR><TD>[​IMG]</TD></TR><TR><TD>
    พิมพ์ฐานสูง
    </TD></TR></TBODY></TABLE>​
    พิมพ์ฐานสูง
    องค์พระนั่งสมาธิบนฐานบัวและ มีฐานเขียงรองรับอีกชั้นหนึ่ง ดูแล้วฐานจะสูง จึงเรียก พิมพ์นี้ว่า พิมพ์ฐานสูง กล่าวกันว่าท่านสร้างพระพิมพ์นี้ในช่วงท้ายสุด ในช่วงปี พ.ศ.2455-57 ก่อนท่านมรณภาพไม่นานนัก พระพิมพ์นี้เคยมีผู้พบเป็นช่อไม่ได้ตัด พระพิมพ์นี้ผู้ได้รับตกทอดท่านสุดท้ายนำออกมาให้บูชาในปี พ.ศ 2510 ปัจจุบันเริ่มหายากขึ้นและ ราคาแพงขึ้นทุกขณะทีเดียวครับ โดยทั่วไป พระที่หล่อได้ติดเต็มๆ ทั้งหน้าหลังและสวยงาม ราคาหลักหมื่นขึ้นหมดมานานแล้วครับ แต่พระที่หล่อได้ไม่สวยหลักพันกลางถึงปลายพอหาได้ครับ
    พิมพ์สิงหเสนี
    เป็นพระเครื่องเนื้อออกดำและแก่เงิน เหมือนพิมพ์ล้มลุก เป็นพระที่ท่านสร้างให้คนตระกูลนี้ เพราะ ได้ช่วยเหลือบำรุงวัดมานาน มีส่วนผสมอันประกอบไปด้วยตะกรุดโทนที่จารแล้ว และ แผ่นยันต์ต่างๆ มากมายมาหลอม จึงมีทั้งแก่เงิน และ แบบกลับดำ
    แต่เนื่องด้วยความหายาก ผมไม่สามารถหาภาพมาได้ครับ เพียงแต่อยากให้เพื่อนๆ ทราบไว้เท่านั้น เพื่อความสมบูรณ์ของเนื้อหา
    ค่านิยม
    พระชัยวัฒน์ของท่านเจ้ามา ถือ เป็นสุดยอดพระชัยวัฒน์อันดับหนึ่งของวงการ และ ถูกจัดให้อยู่ในทำเนียบเบญจภาคีชัยวัฒน์ อันประกอบไปด้วย พระชัยวัฒน์ท่านเจ้ามา วัดจักรวรรดิ พระชัยวฒน์หลวงปู่บุญ วัดกลางบางแก้ว พระชัยวัฒน์สมเด็จสังฆราชแพ วัดสุทัศน์ พระชัยวัฒน์หลวงปู่เอี่ยม วัดหนัง และ สุดท้ายพระชัยวัฒน์พระครูลืม วัดอรุณ( แจ้ง)
    a8a8a8a8a8a8a8a8a8a
    ความสัมพันธ์กันระหว่างท่านเจ้ามา สมเด็จสังฆราชแพ วัดสุทัศน์
    และ หลวงปู่บุญ วัดกลางบางแก้ว
    ท่านเจ้ามาเปรียบเสมือนอาจารย์ เพราะก็เป็นคนถ่ายทอดและมอบตำราวิชาการสร้างพระกริ่งและชัยวัฒน์ แก่สมเด็จสังฆราชแพ แห่งวัดสุทัศน์ และเข้าใจว่าได้ถ่ายทอดการสร้างพระชัยวัฒน์แก่หลวงปู่บุญ วัดกลางบางแก้วด้วย เพราะ พระหลายพิมพ์ของปู่บุญ เป็นพระพิมพ์ที่คล้ายและในลักษณะเดียวกับเจ้ามาเลยทีเดียว สมเด็จสังฆราชแพ ท่านเจ้ามา และ ปู่บุญ ทั้งสามท่านนี้ มีความสนิทสนมกันในทางธรรมวินัยมาก ทำให้ การสร้างพระกริ่ง และ ชัยวัฒน์ของสามท่านนี้ เกี่ยวเนื่องจากตำราเดียวกันทุกประการ และ เป็นที่นิยมในวงการอย่างสูงยิ่ง แบบมีที่มา ไม่มีการปั่นใดๆ ทั้งสิ้นเพราะ เรื่องนี้เป็นเรื่องจริง ที่สามารถพิสูจน์ได้ครับ พระแท้จริง ทำไมถึงนิยม ผมไม่คิดว่าเป็นกระแสการปั่น พระที่นิยมมานานตั้งแต่รุ่นเก่ารุ่นแก่ มักเป็นพระดีทั้งสิ้น เพราะ คนรุ่นเก่าเขาผ่านประสบการณ์อะไรมามากต่อมาก ย่อมทราบดีอะไรดีจริง ไม่ดีจริงครับ
    a8a8a8a8a8a8a8a8a8a
    กล่าวโดยสรุป ท่านเจ้ามา นอกจากจะเป็นผู้ได้รับสืบทอดตำราการสร้างพระกริ่งชัยวัฒน์โบราณสมัยอยุธยาในเข้ามาสู่เมืองไทยในยุคสมเด็จพระนเรศวรมหาราช โดยหลักฐานท่านได้รับตกทอดมาจากสมเด็จกรมพระยาปรมานุชิตชิโนรส ท่านเจ้ามาได้เป็นผู้ก่อกำเนิดตำนานพระชัยวัฒน์อันยิ่งใหญ่แห่งเมืองไทย และท่านเคยมีดำริจะสร้างพระกริ่งตามตำรับเดิมที่ได้รับตกทอดมา เมื่อท่านอายุครบ 80 ปี แต่ท่านได้มรณภาพลงก่อนเมื่ออายุ 77 ปี ทำให้ตำรับดังกล่าวตกไปอยู่กับศิษย์ของท่านคือสมเด็จพระสังฆราชแพ วัดสุทัศน์ และ ตำนานพระกริ่งอันยิ่งใหญ่จึงก่อกำเนิดที่วัดสุทัศน์แต่นั้นมา
    นอกจากคุณวิเศษมหัศจรรย์ในพระชัยวัฒน์ที่ท่านปลุกเสกด้วยไสยเวทย์กล้าแกร่งแล้ว ในทางปฏิบัติ ท่านก็เป็นพระเถระที่เอาใจใส่ในวิปัสสนาธุระ และ นวกรรมนับตั้งแต่เป็นพระภิกษุหนุ่ม จนถึงมรณภาพ ได้ทำชื่อ เสียงเกียรติคุณมาสู่วัดอันเป็นอเนกอนันต์ ดังปรากฏว่า มีผู้เคารพนับถือมาก ตั้งต้นแต่สมเด็จพระบรมบพิตรพระราชสมภารเจ้า รัชกาลที่ 5 เจ้านายขุนนางตลอดจนลงมาถึงประชาชนทั่วไป และ เมื่อท่านถึงแก่มรณภาพ พระสงฆ์สวดพระอภิธรรม ประจำ 1 สร้าง มีกำหนด 1 เดือน เป็นเกียรติยศยิ่ง
     
  10. น้ำดี1

    น้ำดี1 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    2 พฤศจิกายน 2008
    โพสต์:
    13,402
    ค่าพลัง:
    +43,438
    พระชัยตระกูลเจ้ามากับพระชัยวัฒน์ หลวงปู่บุญ ตามประวัติจะคล้าย ๆ กันค่ะ ถ้าสังเกตดี ๆ กระแสเนื้อโลหะจะใกล้เคียงกันมากเลย
     
  11. bikarn

    bikarn เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 มีนาคม 2010
    โพสต์:
    1,766
    ค่าพลัง:
    +1,524
    คุณน้ำครับ

    พอจะทราบมั๊ยครับว่า เหรียญหล่อชินราช วัดไหนครับ
     
  12. ศนิวาร

    ศนิวาร เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    26 เมษายน 2008
    โพสต์:
    7,337
    ค่าพลัง:
    +17,638
    [​IMG]

    น่าจะเป็นของหลวงพ่อน้อย วัดศีรษะทอง นครปฐม
     
  13. bikarn

    bikarn เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 มีนาคม 2010
    โพสต์:
    1,766
    ค่าพลัง:
    +1,524

    ขอบคุณมากครับ คุณ ศนิวาร
     
  14. PuInvent

    PuInvent Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    3 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    100
    ค่าพลัง:
    +46
    สวยจังเลยครับ

    ผมชอบเหรียญหล่อมากเลยครับ สวยมากครับ :cool:
     
  15. bikarn

    bikarn เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 มีนาคม 2010
    โพสต์:
    1,766
    ค่าพลัง:
    +1,524
    ขอบคุณครับคุณ PuInvent ถ้าเจออีกเหรียญจะแบ่งให้นะครับ
     
  16. bikarn

    bikarn เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 มีนาคม 2010
    โพสต์:
    1,766
    ค่าพลัง:
    +1,524
    งั้นเติมพระสมเด็จพิมพ์คะแนน ไปอีกองค์เห็นเนื้อหามวลสารเก่า ดี ไม่รู้ท่านจะว่าอย่างไรกันบ้าง
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

    • DSC03515.JPG
      DSC03515.JPG
      ขนาดไฟล์:
      150.7 KB
      เปิดดู:
      273
    • DSC03516.JPG
      DSC03516.JPG
      ขนาดไฟล์:
      172.6 KB
      เปิดดู:
      373
  17. Stoes

    Stoes เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    4 พฤศจิกายน 2009
    โพสต์:
    8,343
    ค่าพลัง:
    +9,050
    [​IMG]
    มีความรู้ในตัวหนังสือก็ไม่สามารถดูพระเป็นได้
    เปรียบเสมือนคนที่อยากว่ายน้ำ แต่ไม่เคยลงน้ำ
    ก็พยายามฝึกร่างกายให้แข็งแรง เมื่อร่างกายแข็งแรงดีแล้วก็คิดว่าตนจะว่ายน้ำได้
    ก็กระโดดลงไปในน้ำ ปรากฏว่าต้องร้องให้คนช่วยเพราะว่ายน้ำไม่เป็น
     
  18. bikarn

    bikarn เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 มีนาคม 2010
    โพสต์:
    1,766
    ค่าพลัง:
    +1,524
    นึกว่าคุณสโตว์จะไม่เข้ามาวิจารณ์แล้ว

    ขอบคุณมากครับ...แต่น้ำค่อยข้างจะเชี่ยวนะครับเที่ยวนี้ หุ หุ
     

แชร์หน้านี้

Loading...