Synchronicity-ความบังเอิญอันเหลือเชื่อ

ในห้อง 'วิทยาศาสตร์ทางจิต - ลึกลับ' ตั้งกระทู้โดย zipper, 30 ตุลาคม 2004.

  1. zipper

    zipper เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    24 กันยายน 2004
    โพสต์:
    5,226
    ค่าพลัง:
    +10,590
    นักจิตวิทยานาม Carl Jung (คาร์ล จุล) ได้สนใจเรื่องความบังเอิญนี้และได้ตั้งทฤษฏีความบังเอิญขึ้นมา ซิงโครนิซิตี้ตามความหมายของจุงแล้วถือเป็นเหตุบังเอิญที่มีความหมาย

    หลักเหตุผลทั่วๆไปไม่สามารถอธิบายการเกิดเหตุบังเอิญที่ไม่น่าเป็นไปได้ มันไม่มีคำอธิบายไม่มีเหตุผลที่ว่ามีความเกี่ยวเนื่องระหว่างเหตุการณ์สองสิ่งแต่ว่ามีความสัมพันธ์ที่มีความหมายระหว่างสองเหตุการณ์นั้น การเกิดเหตุกาณ์เหล่านี้ จุงเรียกว่า “ซิงโครไนซิตี้”

    ซิงโครไนซิตี้เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในชีวิตของคุณด้วยเหตุผลหลายประการ มันจะทำให้คุณต้องมานั่งคิดว่าอะไรที่สำคัญสำหรับคุณหรือมันสำคัญกับคุณอย่างไร คุณเป็นคนดึงดูดให้มันเกิดขึ้นเองไม่ใช่เพราะว่าชะตาชีวิต มันจะเกิดเมื่อคุณกำลังต้องการการยืนยันหรือว่ากำลังมองหาเครื่องนำทาง
    ด้วยการรวมกันระหว่างความเป็นจริงและการเพิ่มขึ้นของความความถี่ของดาวเคราะห์ในเวลาเดียวกัน ซิงโครไนซิตี้กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันราวกับที่พวกเราเรียนรู้ที่จะเข้าใจมัน สิ่งนี้จะเพิ่มความสามารถทางกายภาพ
    ซิงโครนิซิตี้เกิดขึ้นในระดับที่นอกเหนือมิติที่สาม คุณดึงดูดซิงโครไนซิตี้ให้เกิดขึ้นกับคุณในระดับที่เหนือกว่ามิติที่สาม
    เหตุการณ์ซิงโครไนซิตี้ที่เกิดขึ้นไม่จำเป็นต้องมาคิดหนักทุกครั้งหรือเป็นเรื่องใหญ่เสมอไป

    บ่อยครั้งที่ซิงโครไนซิตี้จะให้บทเรียนที่คุณไม่ต้องการพบเจอและเราไม่สามารถหนีไปจากเหตุการณ์นั้นได้
    ตัวอย่างเช่น คุณพบใครบางคนผู้ซึ่งสนใจคุณและสัมผัสกับจิตวิญญาณคุณ ตลอดการซิงโครไนซิตี้บุคคลผู้นั้นจะเข้ามาในชีวิตคุณหลายๆครั้ง คุณเริ่มที่จะรู้สึกถึงโชคชะตากับบุคคลคนนั้น คุณเริ่มต้นที่จะคิดด้วยหัวใจแทนสมอง คุณได้มีการติดต่อกับคนๆนั้น ในบางกรณีกรรมระหว่างบุคคลสองคนนั้นเป็นบวก แต่ในหลายกรณีคุณได้ดึงดูดบุคคลคนนั้นเข้ามาในชีวิตของคุณเพื่อการเรียนรู้บทเรียนบางอย่างซึ่งคุณอาจจะรู้ตัวหรือไม่ก็ได้
    เมื่อมองดูความจริงที่ซ่อนอยู่เมื่อได้มีการซิงโครนิซิตี้ คุณก็จะรู้ว่าทำไมบุคคลหรือเหตุการณ์นั้นได้เกิดขึ้นในชีวิตของคุณ

    เหตุการณ์เหล่านี้ก็ถือว่าเป็นการซิงโครนิซิตี้ได้เช่นความฝัน, นิมิต หรือ เดจาวู ทำให้คุณเตรียมรับกับเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นจริง

    EXAMPLES OF SYNCHRONICITY

    ในบางครั้งในช่วงชีวิตนึงเมื่อความยุ่งยากทางการเงินอยู่เรื่อยๆ แต่ว่าก็ยังมีเงินที่จะใช้จ่ายในค่าใช้จ่ายพื้นฐานเสมอ ค่าเช่า, ค่าอาหาร, สาธาณูปโภค จะมีเงินไหลเข้ามาเสมอเมื่อต้องใช้

    คุณเดินเข้าไปในร้านหนังสือโดยไม่ได้คิดว่าจะซื้ออะไรและหนังสือที่ต้องการหล่นมาจากหิ้งและตกใส่หัวพอดี

    คุณได้จบความสัมพันธ์ที่แย่ๆกับใครบางคนลงและทันใดนั้นคนอื่นก็เข้ามาในชีวิต

    คุณรู้สึกหดหู่และไม่สามารถหาเป้าหมายให้ชีวิตได้และคนที่มาคุยกับคุณได้พูดอะไรบางอย่างที่เป็นสิ่งชี้นำที่คุณต้องการ
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 30 ตุลาคม 2004
  2. MBNY

    MBNY Administrator ทีมงาน Administrator

    วันที่สมัครสมาชิก:
    19 กรกฎาคม 2003
    โพสต์:
    6,868
    กระทู้เรื่องเด่น:
    17
    ค่าพลัง:
    +22,172
    ขอบคุณค่ะ
     
  3. zipper

    zipper เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    24 กันยายน 2004
    โพสต์:
    5,226
    ค่าพลัง:
    +10,590
    อันนี้เป็นงานแปลชิ้นแรกๆ เลยนะเนี่ย ไปขอข้อมูลมาจากอินเตอร์เนต เนื่องจากว่าสนใจเรื่องนี้แต่ว่าข้อมูลที่เป็นภาษาไทยไม่มีเลยต้องออกท่องไปยังเวปต่างประเทศ
     
  4. kook1519

    kook1519 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 ตุลาคม 2006
    โพสต์:
    872
    ค่าพลัง:
    +3,159
    ขอบคุณค่ะ
    สำหรับสิ่งดีๆๆ ในวันนี้
     
  5. noone

    noone เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    5 พฤศจิกายน 2005
    โพสต์:
    117
    ค่าพลัง:
    +392
    ก็จริงครับ ถ้าทุกวัน ทุกสิ่ง ทุกอย่าง ทุกคน ทุกเหตุการณ์ที่เราพบเจอ ตั้งสมมุติฐานว่า เป็นเรื่องบังเอิญ ทุกอย่างก็จะผ่านไปไม่มีอะไร แต่เมื่อสังเกตดีๆ กลับเป็นว่า ไม่ใช่การบังเอิญ เคยได้ยินคำว่า พระเจ้าคือคนที่อยู่รอบข้างคุณมั๊ยครับ ก็อาจเป็นความเชื่อทางศาสนา แต่สงสัยไว้ไม่เสียหลายครับ ผมเชื่อว่าไม่มีเหตุบังเอิญ แต่เป็นการเกี่ยวพันกันทางใดทางหนึ่ง เพื่อเข้าสัมผัสหรือก่อการกระทำกับอีกบุคคลหนึ่ง ก่อให้เกิดอีกเหตุการณ์หนึ่ง เพื่อให้อีกคนหนึ่งได้รับผลกระทบ และเพื่อให้อีกบุคคลหนึ่ง เข้าไปสัมผัสกับคนนั้นและก่อการกระทำ ให้........ ไม่มีจบสิ้น เหมือนใยตะข่ายที่มองไม่เห็นแต่ถึงกันหมด
    งงมั๊ยครับ ผมยังงงเองเลย แต่พอเข้าใจใช่มั๊ยครับ ที่เราเรียกกันว่า ดวง
     
  6. NoOTa

    NoOTa Super Moderator ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 มิถุนายน 2005
    โพสต์:
    20,132
    กระทู้เรื่องเด่น:
    349
    ค่าพลัง:
    +64,511
    เหตุการณ์ซิงโครไนซิตี้ที่เกิดขึ้นไม่จำเป็นต้องมาคิดหนักทุกครั้งหรือเป็นเรื่องใหญ่เสมอไป << อันนี้เลย ตาล่ะ
     
  7. zipper

    zipper เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    24 กันยายน 2004
    โพสต์:
    5,226
    ค่าพลัง:
    +10,590
    ลองหาข้อมูลดูอีกครั้ง รู้สึกว่าหาข้อมูลเจอเยอะขึ้นแฮะ อืม แล้วอีกอย่างนึง ทฤษฏี Synchronicity นี่ทางวิทยาศาสตร์เค้าไม่สามารถทดลองได้ตามวิถีทางวิทยาศาสตร์ (หรือไม่สามารถหาวิธีทดลองได้หรือเปล่า) ก็เลยไม่ค่อยเป็นที่พูดถึงเท่าไหร่นัก
     
  8. NoOTa

    NoOTa Super Moderator ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 มิถุนายน 2005
    โพสต์:
    20,132
    กระทู้เรื่องเด่น:
    349
    ค่าพลัง:
    +64,511
    อั๊พเพิ่มซิพี่เอกzip ฮ่าๆ รออ่าน
    เปิดโลกทรรศน์ในสิ่งที่มองข้ามดีอ่ะ..
     
  9. aonwit01

    aonwit01 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    6 ธันวาคม 2005
    โพสต์:
    681
    ค่าพลัง:
    +1,025
    อนุโมทนามากๆฮะ ผมอยากอ่านเรื่องแบบนี้พอดี สนใจมานานแล้ว
     
  10. หนุมาน ผู้นำสาร

    หนุมาน ผู้นำสาร เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    10 กรกฎาคม 2006
    โพสต์:
    14,350
    ค่าพลัง:
    +52,205
    *** บังเอิญ !!! ****

    มี "สัญญา" จึงมาพบ...เมื่อถึงเวลา
    เป็น "สัญญา" จึงมาเจอ....เมื่อถึงเวลา
    เหตุการณ์ต่าง ๆ "ตัวกระทำ" ล้วนจัดสรร
    ผลตอบแทนที่เกิด จึงเรียกว่า กรรม
    บุญบารมี ที่เคยทำ...นำมาพบ "สัจจะ"
    เมื่อถึงเวลา....สัจจะ จึง ปรากฏ
    ณ วันนั้น ผู้ทำได้ จึงต้องมา

    ทุกท่าน ที่ได้อ่านข้อความต่าง ๆ จากข้าพระพุทธเจ้า
    ล้วนมี สัญญา กับ...หลักโลกุตตระ....หลักสัจจะธรรม
    แต่...จะรับได้เร็วช้า ไม่เท่ากัน
    เพราะ แต่ละท่าน ตัวกระทำ ไม่เท่ากัน

    ขอให้ ผู้ที่เชื่อ ใน สัจจะ
    ว่า.......สัจจะมีผลตอบแทน
    ได้เข้าสู่ หนทางนิพพาน
    เพื่อ หลุดพ้น จากความทุกข์ พันธนาการทั้งปวง

    - " หนุมาน ผู้นำสาร "
     
  11. zipper

    zipper เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    24 กันยายน 2004
    โพสต์:
    5,226
    ค่าพลัง:
    +10,590
    คิดไปคิดมา แล้วอย่างการดูไพ่อย่างไพ่ยิปซี มันเข้ากับเรื่องอย่างนี้หรือเปล่าหว่า เนื่องจากว่าทุกอย่างสัมพันธ์กัน ไพ่ที่จับได้ มันก็ไม่ใช่การบังเอิญ...
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 2 ธันวาคม 2006
  12. zipper

    zipper เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    24 กันยายน 2004
    โพสต์:
    5,226
    ค่าพลัง:
    +10,590
    ได้ข้อมูลมาเพิ่ม เลยก๊อปมาให้อ่านกันเพิ่มเติม
    <hr>
    <b>ลิงตัวที่ร้อย</b>
    วิศิษฐ์ วังวิญญู

    คำๆนี้มีการใช้ครั้งแรกในหนังสือชื่อ Lifetide ของ Lyall Watson 1979
    วัตสันได้เล่าเหตุการณ์ที่ไม่ธรรมดาที่เกิดขึ้นในทศวรรษ ๑๙๕๐ กับประชากรลิงญี่ปุ่น บนเกาะโกชิมะที่ห่างจากเกาะกิวชูไปทิศตะวันออก เรื่องมีอยู่ว่าในขณะที่กำลังศึกษาประชากรลิงกลุ่มนี้อยู่นั้น นักวิจัยได้เริ่มที่จะเลี้ยงฝูงลิงด้วยมันเทศ โดยการเอามันเทศใส่รถไปเทลงที่ชายหาด ปัญหาก็คือแม้ลิงจะเรียนรู้ที่จะกินอาหารต่างๆมากมายในท้องถิ่น แต่พวกมันก็ไม่เคยได้เห็นมันเทศมาก่อน และซ้ำร้ายมันเทศเหล่านั้นยังให้มาในรูปที่คลุกอยู่กับทราย วัตสันเล่าว่าลิงเหล่านี้ก็พยายามแก้ปัญหานี้อยู่ชั่วระยะเวลาหนึ่ง เหมือนกับพวกไปปิกนิคแล้วถูกมดกัด อะไรอย่างนั้น และแล้วก็มีลิงตัวเมียอายุสิบแปดเดือนตัวหนึ่ง เป็นลิงฉลาดตัวหนึ่งที่นักวิจัยเรียกชื่อว่าไอโม แก้ปัญหานี้ได้ โดยเอามันเทศไปล้างในทะเล ซึ่งนอกจะสามารถล้างทรายออกได้แล้ว ยังเพิ่มรสชาติพิเศษให้แก่มันเทศอีกด้วย ไอโมก็สอนให้แม่ลิงและเพื่อนๆของเธอ อย่างช้าๆนิสัยใหม่นี้ก็ค่อยแพร่ไปในลิงกลุ่มเล็กๆ

    สิ่งที่วัตสันเล่าต่อมายังไม่มีการตีพิมพ์ เพราะว่าคณะวิจัยรู้ดีว่า ถ้าพิมพ์เผยแพร่ออกไปอาจจะถูกกล่าวหาว่าเป็นพวกนอกรีตผิดธรรมเนียมวิทยาศาสตร์ เพราะสิ่งที่ค้นพบมันแปลกเกินไป กล่าวคือในเช้าวันหนึ่ง เมื่อจำนวนลิงที่เรียนรู้วิธีการของไอโมเข้าถึงจำนวนวิกฤต (critical mass) ทันใดนั้นในเย็นวันนั้น ลิงทุกตัวก็มาล้างมันเทศในทะเล และไม่เพียงแต่เท่านั้นแต่นักวิจัยยังรายงานว่า ลิงในเกาะเล็กเกาะน้อยและลิงในแผ่นดินใหญ่ ก็เริ่มเรียนรู้เทคนิคการล้างมันเทศของไอโมขึ้นมาในทันทีทันใดด้วย นักวิจัยไม่รู้หรอกว่ามันเป็นลิงตัวที่เท่าไร ที่เป็นจำนวนวิกฤต แต่วัตสันใส่วลีลิงตัวที่ร้อยไว้ ก็เลยเป็นที่มาของคำว่า “ลิงตัวที่ร้อย”

    อ้างอิง : http://semsikkha.org/article/article/article20.doc
     
  13. zipper

    zipper เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    24 กันยายน 2004
    โพสต์:
    5,226
    ค่าพลัง:
    +10,590
    อีกอันที่เขียนถึง จะมีเนื้อหาอะไรที่ไม่เกี่ยวจะตัดๆ ออก จะเอาเฉพาะส่วนที่เขียนถึงเรื่องนี้ละกัน อันนี้มีพูดๆ ถึงเรื่อง Morphic Field ที่เคยตั้งกระทู้ไปด้วย
    <hr>
    ท่านผู้อ่านที่ติดตามบทความส่วนใหญ่ของผู้เขียนมาตั้งแต่ต้น คงจำเรื่องราวของ "ลิงตัวที่ร้อย" ได้ ที่ในนัยยะหนึ่งแสดงถึง "มวลอันวิกฤติ" (critical mass) ของจิตวิทยามวลชน หรือ "ม็อบ"


    ที่จริงเรื่องนี้ เท่าที่รู้ซึ่งจะขอย่อสั้นๆ อีกครั้ง ณ ที่นี้ มีประวัติมาจากงานวิจัยที่นักวิทยาศาสตร์ชาวญี่ปุ่นทำวิจัยพฤติกรรมของลิงกังสายพันธุ์หนึ่งที่เกาะโคชิมาใกล้ๆ กับเคียวชูในช่วงทศวรรษที่ 1950 แล้วต่อมา ไลอัล วัตสัน แพทย์ที่หันมาเอาดีทางวิทยาศาสตร์แห่งชีวิต (life science) เอามาแต่งและต่อเติมให้อ่านง่ายและอ่านสนุกในหนังสือ (Lyall Watson : Litetide, 1979)

    วัตสันเล่าว่า ลิงที่เกาะโคชิมาหลายร้อยตัวไม่เคยเห็นไม่เคยลิ้มรสมันเทศมาก่อนเลย ดังนั้นเมื่อนักวิจัยเอามันเทศจำนวนมากมาทิ้งลงที่ชายฝั่งที่เต็มไปด้วยทรายและโคลน มันเทศจึงดูสกปรกไม่น่ากิน พวกลิงจึงพากันไม่สนใจ แต่หลายชั่วโมงต่อมาลิงสาวตัวหนึ่งที่คงฉลาดเฉลียวเอาการ ก็ได้ลงไปหยิบมันเทศมาหัวหนึ่งแล้วเอาไปแกว่งในน้ำทะเลเพื่อล้างดินและทรายออกแล้วเอามากัดกิน ซึ่งคงจะอร่อยดี ลิงสาวจึงบอกให้แม่ของมันและเพื่อนๆ ให้ไปลองกินดู อย่างไรก็ดี ส่วนใหญ่ของลิงทั้งฝูงที่ต่างก็สังเกตเห็นก็ยังไม่สนใจ นานๆ ทีจะมีเพียงบางตัวเท่านั้นที่ลงไปชายฝั่งไปหยิบมันเทศกัดกิน

    เหตุการณ์เช่นนี้เป็นไปสักครู่ใหญ่ๆ สิ่งมหัศจรรย์ก็เกิดขึ้นเมื่อจำนวนของลิงที่มาลองกินมันเทศแช่น้ำทะเลมีมากพอถึงจำนวนหนึ่ง (ไม่ใช่ว่าจะเป็นลิงตัวที่ร้อยจริงๆ แต่วัตสันนิยามเพื่อให้สอดคล้องกับจำนวนมวลอันวิกฤติที่ไม่มีใครรู้ว่ามีเท่าไหร่) ลิงทุกตัวทั้งฝูงต่างก็รีบวิ่งกรูลงไปที่ชายฝั่งพร้อมกับหยิบมันเทศไปแกว่งน้ำทะเลแล้วต่างพากันกัดกินอย่างเอร็ดอร่อย

    เท่าที่วัตสันเล่า มันไม่เพียงแต่ลิงที่เกาะโคชิมาเท่านั้น นักวิจัยยังย้ายไปทำอย่างเดียวกันกับลิงอีกสายพันธุ์หนึ่งที่เกาะทากาซากิยามาที่ห่างไกลออกไป ลิงฝูงใหม่นี้ต่างก็ไม่เคยเห็นไม่เคยกินมันเทศสกปรกด้วยคราบดินทรายมาก่อนเหมือนกัน แต่พอนักวิจัยเทกระจาดมันเทศลงไปที่ชายฝั่งที่เต็มไปด้วยทรายและโคลน พวกมันทั้งฝูงต่างก็พากันวิ่งกรูลงไปหยิบมันเทศไปแกว่งน้ำทะเลมากัดกินแทบว่าจะพร้อมๆ กันโดยไม่มีใครสอน โดยไม่ต้องรอมวลอันวิกฤติหรือ "ลิงตัวที่ร้อย" เช่นฝูงลิงที่เกาะโคชิมา

    น่าเสียดายที่เรื่อง "ลิงตัวที่ร้อย" นี้ที่ได้ให้ภาพลักษณ์ของความโยงใยกันของความทรงจำของเผ่าพันธุ์ (ลิง) อย่างลึกล้ำสอดคล้องกับเรื่องของสนามแห่งรูป (M-field or morphogenic field) อันเป็นทฤษฎีที่มีชื่อเสียงของรูเปิร์ต เชลเดร็ก ภาพลักษณ์ของการโยงใยทางจิต (ไร้สำนึก) หรือทฤษฎีที่นักวิทยาศาสตร์แทบทุกคนทั่วโลกยอมรับอย่างไม่มีข้อกังขาหรือพยายามหาเหตุผลโต้แย้ง และตรงนี้น่าวิเคราะห์ว่า ทำไมนักวิทยาศาสตร์จึงเชื่อในเรื่องลิงตัวที่ร้อยที่ไลอัล วัตสัน เล่าอย่างง่ายดาย โดยไม่ต้องสืบสาวราวเรื่องให้สมกับความเป็นวิทยาศาสตร์?? แต่เรื่องนี้เท่าที่พูดมานี้ก็เพราะว่า เรื่องนี้ได้กลายจากรายงานการวิจัยทางวิทยาศาสตร์แห่งชีวิตไปเป็นนวนิยายที่คนแต่งขึ้นเอง และไลอัล วัตสัน ก็เป็นคนที่ออกมาสารภาพด้วยตัวของตัวเอง

    ความจริง ไลอัล วัตสัน ก็ไม่ถึงกับแต่งเรื่องขึ้นมาเองทั้งหมด ในช่วงทศวรรษที่ 1950 นักวิจัยได้วิจัยเรื่องนี้จริงๆ และรายงานไว้ในวารสารทางวิทยาศาสตร์ของญี่ปุ่น แต่ผลของการวิจัยไม่ได้มีอะไรที่น่าสนใจหรือเป็นไปดังที่ไลอัล วัตสัน เอามาเขียนเล่าเท่าไรนัก

    แต่ที่น่าเอามาวิเคราะห์ในที่นี้ ดังที่ได้พูดมาแล้วว่า ทำไมนักวิทยาศาสตร์ทุกคนก็ว่าได้ถึงได้ยอมรับหรือเชื่อในเรื่องของลิงตัวที่ร้อยอย่างเป็นเอกภาพ? นั่นอาจอธิบายได้ว่า ประการแรกเพราะอิทธิพลของ "เอ็ม-ฟิลด์" ทฤษฎีของเชลเดร็กที่พิสูจน์ให้เห็นได้จริง ส่วนประการที่สองนักวิทยาศาสตร์หลายคน - ลึกๆ - อยากจะเชื่อเรื่องประเภทนี้อยู่แล้ว อยากเชื่อว่าการเรียนหรือพฤติกรรมที่เกิดขึ้นมาเองโดยไม่ตั้งใจ (เช่น การจาม การหาวนอน ฯลฯ) เป็นโรคติดต่อ คือเชื่อว่าจิต (ไร้สำนึก) ของปัจเจก และจิตร่วมของเผ่าพันธุ์สามารถเชื่อมต่อโยงใยถึงกันได้

    โดยเฉพาะนักจิตวิทยาสายจุงเกี้ยน (Carl G. Jung) กับเรื่องของชินโครนิซิตี้ (synchronicity) ความคล้องจองกันของเหตุการณ์ที่เกิดอย่างซ้ำซ้อน เหมือนกับว่าเป็นความบังเอิญหรือแอคซิเดนต์ - แต่แปลกประหลาดและน่าฉงนที่เราแทบทุกคนกระมังต่างก็มักจะเคยประสบกันมันด้วยตนเอง

    ดังเรื่องที่คาร์ล จุง เล่าว่า ขณะที่กำลังพูดให้ผู้ป่วยสตรีที่มีอาการซึมเศร้ากลัวตายให้ฟังถึงเรื่องของการเกิดใหม่อันเป็นความเชื่อของชาวอียิปต์โบราณ สัญลักษณ์ของการเกิดใหม่ก็คือแมลงปีกแข็ง (scareb) จะบินมาปรากฏ พอคาร์ล จุง พูดถึงตอนนี้ หน้าต่างกระจกที่ปิดกั้นความหนาวเย็นของช่วงปลายฤดูใบไม้ร่วงก็มีเสียงดังเหมือนถูกเคาะด้วยของแข็ง จุงจึงเดินไปเปิดหน้าต่างขึ้นทันใดตัวสกาเร็บตัวหนึ่งก็บินเข้ามาบินวนไปรอบๆ ผู้ป่วยก่อนที่จุงจะจับมันเอาไปปล่อย จุงเองก็แปลกใจเพราะสถานที่ที่ว่าคือสวิตเซอร์แลนด์ที่ย่างเข้าหน้าหนาวในขณะที่ตัวสกาเร็บเป็นแมลงของเขตร้อน (Carl G. Jung : Memories Dreams and Reflections, 1983) และเรื่องแบบนี้ที่แทบจะเหมือนกันเปี๊ยบก็เคยเกิดกับโจเซฟ แคมพ์เบล นักจิตวิทยาที่มีชื่อเสียง แมลงสกาเร็บที่บินเข้ามาทางหน้าต่างห้องพักของโจเซฟ แคมพ์เบล นั้น เป็นอพาร์ตเมนต์ชั้นที่ 14 ที่อยู่ในใจกลางนครนิวยอร์ก

    คาร์ล จุง ยังได้เล่าเรื่องจริงที่เหลือเชื่ออีกเรื่องหนึ่งในหนังสือของอาร์ วิลเฮล์ม (R. Wilhelm : The Secret of Golden Flower, 1962) นั่นคือเรื่องของขนมที่ทำจากลูกพลัม (plum pudding) เรื่องมีอยู่ว่า มีคนที่รู้จักมักคุ้นอยู่สองคนแต่อยู่กันละที่ สวิตเซอร์แลนด์กับฝรั่งเศส วันหนึ่งอันเป็นวันเกิดของมองซิเออร์ เดสแชมพ์ เพื่อนที่ชื่อมองซิเออร์ เดอ ฟองจิบู ได้ส่งขนมพลัมพุดดิ้งมาให้เป็นของขวัญวันเกิด หลายปีต่อมาขณะที่มองซิเออร์ เดสแชมพ์ ได้ไปที่ภัตตาคารแห่งหนึ่งในกรุงปารีส พอดีมีขนมพลัมพุดดิ้งอยู่ในเมนู แต่พอเขาสังขนมที่ว่านั้น พนักงานต้อนรับก็รีบละล่ำละลักขอโทษโดยบอกกับเดสแชมพ์ว่าขนมพลัมพุดดิ้งชิ้นสุดท้ายเพิ่งเสิร์ฟออกไปเดี๋ยวนี้เอง โดยขายให้กับคนสวิตเซอร์แลนด์ที่บังเอิญมาเที่ยวที่ปารีสพอดี คนคนนั้นมีชื่อว่ามองซิเออร์ เดอ ฟองจิบู

    อีกหลายๆ ปีต่อมา เดสแซมพ์ได้รับเชิญให้ไปงานปาร์ตี้ที่มีขนมพลัมพุดดิ้งเป็นของหวาน เดสแชมพ์พลันคิดถึงเพื่อน - มองซิเออร์ เดอ ฟองจิบู - ที่ชอบพลัมพุดดิ้งนี้เป็นพิเศษ ทันใดนั้นเองก็มีแขกใหม่เดินเก้ๆ กังๆ เข้ามาในงาน ปรากฏว่าเป็นมองซิเออร์ เดอ ฟองจิบู นั่นเอง เขาไม่ได้รับเชิญมาที่งานปาร์ตี้นี้เลย แต่เพื่อนคนหนึ่งให้ที่อยู่ของสถานที่ที่ฟองจิบูมีนัดเอาไว้ผิดไป

    ทั้งหมดที่ยกมาเล่าข้างบนเป็นเรื่องจริงที่สุด เท่าๆ กับเป็นความบังเอิญอย่างที่สุดยิ่งกว่า อย่าลืมว่า นักวิทยาศาสตร์แห่งยุคใหม่ส่วนใหญ่มากๆ ไม่ยอมรับคำว่าบังเอิญ นักวิทยาศาสตร์หลากหลาย นอกจากที่กล่าวนามมาแล้ว เช่น อาร์เธอร์ โคเอสเลอร์ หรือแครมเมอร์เรอร์ รวมทั้งเออร์วิน ลาซโล, ปีเตอร์ รัสเซล และสตานิสลาฟ โกรฟ กับหนังสือของพวกเขา (Consciousness Revolution 1999) เชื่อว่า ซินโครนิซิตีคือรากฐานหรือหลักการของจักรวาล - การเชื่อมต่อโยงใยที่ไร้สาเหตุ



    ที่มา : http://www.thaipost.net/index.asp?bk=sunday&post_date=2/Apr/2549&news_id=122475&cat_id=110805
     
  14. zipper

    zipper เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    24 กันยายน 2004
    โพสต์:
    5,226
    ค่าพลัง:
    +10,590
    ดูไปดูมาเรื่องลิงตัวที่ร้อยนี่ ก็เหมือนว่าเกี่ยวกับเรื่อง Morphic Field นี่นะ ก๊อปไปไว้ที่นั่นด้วยดีกว่า
     
  15. The Soul

    The Soul เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    24 พฤศจิกายน 2005
    โพสต์:
    151
    ค่าพลัง:
    +356
    ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นล้วนมีคำอธิบาย
     
  16. จันทร์เจ้า

    จันทร์เจ้า เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    19 พฤศจิกายน 2004
    โพสต์:
    830
    ค่าพลัง:
    +1,948
    เรื่อง Synchronicity ก็น่าจะเป็นเรื่องจริงนะครับ
    เพราะเมื่อมรื่นวานนี้ ผมยังคิดอยู่เลยว่าจะขอข้อมูลเรื่อง Morphic Field ที่เป็นภาษาไทยเพิ่มจากคุณ zipper อยู่พอดีเลย
    พอมาวันนี้ คุณ zipper แปลมาเป็นภาษาไทยให้เรียบร้อยเลย ^^
    ว่าแต่ คุณ zipper พอจะมีข้อมูลเรื่องการทดลอง Morphic Field ที่นำมาประยุกต์ใช้ประโยชน์
    หรือสร้างขึ้นมาเพื่อจุดมุ่งหมายตามที่ผู้สร้างต้องการ หรือไม่ครับ
    ผมสงสัยว่า พวกเครื่องลางของขลังต่างๆจะถูกสร้างขึ้นมาโดยใช้ Morphic Field
    หากผู้ใช้ปฎิบัติตามรหัสที่ถูกต้องตามที่ผู้สร้างกำหนดไว้ เครื่องลางนั้นก็จะทำงาน
    ตัวอย่างเช่น หากเป็นพระเครื่องที่มีอนุภาพทำให้หนังเหนี่ยวฟันไม่เข้า
    พระรูปที่ทำการปลุกเสกขึ้นมา ก็จะใส่รหัสลงไปว่า หากผู้ประพฤติผิดศีล
    หรือนำไปใช้ในทางที่ไม่เหมาะสม พระเครื่องนั้นก็จะไม่แสดงอนุภาพออกมา เป็นต้น
     
  17. เจ้าโก้

    เจ้าโก้ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    11 มกราคม 2005
    โพสต์:
    1,221
    ค่าพลัง:
    +939
    เวลาเปลี่ยน คนไม่เปลี่ยน ^^
     
  18. aonwit01

    aonwit01 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    6 ธันวาคม 2005
    โพสต์:
    681
    ค่าพลัง:
    +1,025
    เรื่องลิงตัวที่ร้อยนี้ผมเคยอ่านเหมือนกัน อยากให้พี่ซิปเปอร์ช่วยแปลบทความเรื่องพลังจิตหน่อยนะฮะ แบบว่าแปลเองไม่ไหว เปิดศัพท์จนหนังสือเปื่อยหมดแล้ว
    ตอนนี้อยากได้เรื่อง empathy ฮะ โดยเฉพาะการพัฒนาพลังจิตสายนี้
    ถ้ามีจะขอบคุณมากนะฮะ
     
  19. zipper

    zipper เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    24 กันยายน 2004
    โพสต์:
    5,226
    ค่าพลัง:
    +10,590
    เรื่องพลังจิต empathy นี่เพิ่งเคยได้ยินมาเหมือนกัน ค้นๆ ดู มันคือการที่เราสามารถสัมผัสความต้องการกระทำของคนอื่น หรือสิ่งมีชีวิตอื่น ใช่ไหม ตอนนี้ไม่มีข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องพลังจิตเลย

    แต่เคยได้ยินคำว่า empathy นี้ในเรื่องของจิตวิทยา มันแปลประมาณว่า การเข้าอกเข้าใจคนอื่น หรือเห็นอกเห็นใจคนอื่น

    ก็นับว่าความหมายคล้ายๆ กัน ถ้า aonwit ไปเจอเวปภาษาอังกฤษที่มีเรื่องที่น่าสนใจ ลองใช้สองเวปนี้ช่วยแปล http://www.siamdic.com กับ http://dict.longdo.com เวป longdo นั้นสามารถแปลเวปได้ด้วย แต่ว่ามันจะเป็นแบบว่าเมื่อแปลเสร็จแล้ว ก็จะเห็นหน้าเวปที่เราต้องการแปล และเมื่อเอาเมาส์ไปชี้ที่คำศัพย์มันก็จะ pop ความหมายขึ้นมาให้ ก็สะดวกดีเหมือนกัน
     
  20. NoOTa

    NoOTa Super Moderator ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 มิถุนายน 2005
    โพสต์:
    20,132
    กระทู้เรื่องเด่น:
    349
    ค่าพลัง:
    +64,511
    เมื่อไหร่จะแปล เรื่องการวัด จิตสำนึกโลก รออ่าน ๆ วนไปเวียนมาแล้วเนี๊ยะ
    ท่านพี่พระเอก zip
     

แชร์หน้านี้

Loading...