คาถาตั้งธาตุ

ในห้อง 'บทสวดมนต์ - คาถา' ตั้งกระทู้โดย ขง, 20 กุมภาพันธ์ 2013.

  1. ขง

    ขง เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2012
    โพสต์:
    189
    ค่าพลัง:
    +676
    คาถาชุมนุมธาตุ

    เอหิปะถะวีพรหมา เอหิอาโปอินทรา เอหิเตโชนารายะ เอหิวาโยอิสสะราฯ

    คาถาตั้งแม่ธาตุใหญ่

    นะ อิ เพชรคง อะระหัง สุคะโต ภะคะวา
    โม ติ พุทธะสัง อะระหัง สุคะโต ภะคะวา
    พุท ปิ อิสะวาสุ อะระหัง สุคะโต ภะคะวา
    ธา โส มะอะอุ อะระหัง สุคะโต ภะคะวา
    ยะ ภะ อุอะมะ อะระหัง สุคะโต ภะคะวาฯ

    ตั้งธาตุ

    นะโมพุทธายะ นะมะพะธะ จะภะกะสะ
    นะมะมะนะ นะอะอะนะ นะอุอุนะ

    นะโมพุทธายะ มะพะธะนะ ภะกะสะจะ
    มะนะนะมะ มะอะอะมะ มะอุอุมะ

    นะโมพุทธายะ พะธะนะมะ กะสะจะภะ
    อะนะนะอะ อะมะมะอะ อะอุอุอะ

    นะโมพุทธายะ ธะนะมะพะ สะจะภะกะ
    อุนะนะอุ อุมะมะอุ อุอะอะอุ


    ก่อนที่จะตั้งธาตุ ให้เจริญ กายคตาสติกรรมฐาน เสียก่อน
     
  2. ขง

    ขง เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2012
    โพสต์:
    189
    ค่าพลัง:
    +676
    เจริญกายคตาสติกัมมัฏฐานโดยสังเขป

    (นำ) หันทะ มะยัง ทะวัตติงสาการะปาฐัง ภะณามะเส ฯ

    อะยัง โข เม กาโย ................................................กายของเรานี้แล
    อุทธัง ปาทะตะลา ................................................ เบื้องบนแต่พื้นเท้าขึ้นมา
    อะโธ เกฐะมัตถะกา ............................................ เบื้องต่ำแต่ปลายผมลงไป
    ตะจะปะริยันโต ................................................ มีหนังหุ้มอยู่เป็นที่สุดรอบ
    ปูโร นานัปปะการัสสะ อะสุจิโน......เต็มไปด้วยของไม่สะอาดมีประการต่างๆ
    อัตถิ อิมัสสะมิง กาเย............................ มีอยู่ในกายนี้
    เกสา ................................................ ผมทั้งหลาย
    โลมา ................................................ขนทั้งหลาย
    นะขา ................................................ เล็บทั้งหลาย
    ทันตา ................................................ ฟันทั้งหลาย
    ตะโจ ................................................ หนัง
    มังสัง ................................................ เนื้อ
    นะหารู ................................................ เอ็นทั้งหลาย
    อัฏฐี ................................................ กระดูกทั้งหลาย
    อัฏฐิมิญชัง ................................................ เยื่อในกระดูก
    วักกัง ................................................ ม้าม
    หะทะยัง ................................................ หัวใจ
    ยะกะนัง ................................................ ตับ
    กิโลมะกัง ................................................ พังผืด
    ปิหะกัง ................................................ ไต
    ปัปผาสัง ................................................ ปอด
    อันตัง ................................................ ไส ้ใหญ่
    อันตะคุณัง ................................................ ไส้น้อย
    อุทะริยัง ................................................ อาหารใหม่
    กะรีสัง ................................................ อาหารเก่า
    ปิตตัง ................................................ น้ำดี
    เสมหัง ................................................ น้ำเสลด
    ปุพโพ ................................................ น้ำเหลือง
    โลหิตัง ................................................ น้ำเลือด
    เสโท ................................................ น้ำเหงื่อ
    เมโท ................................................ น้ำมันข้น
    อัฐสุ ................................................ น้ำตา
    วะสา ................................................น้ำมันเหลว
    เขโฬ ................................................ น้ำลาย
    สิงฆาณิกา ................................................ น้ำมูก
    ละสิกา ................................................ น้ำไขข้อ
    มุตตัง ................................................ น้ำมูตร
    มัตถะเก มัตถะลุงคัง .................................... เยื่อในสมอง
    อะยัง โข เม กาโย ........................................ กายของเรานี้อย่างนี้
    อุทธัง ปาทะตะลา .............................. เบื้องบนแต่พื้นเท้าขึ้นมา
    อะโธ เกสะมัตถะกา............................. เบื้องต่ำแต่ปลายผมลงไป
    ตะจะ ปะริยันโต ................................. มีหนังหุ้มอยู่เป็นที่สุดรอบ
    ปูโร นานัปปะการัสสะ อะสุจิโน .....เต็มไปด้วยของไม่สะอาดมีประการต่างๆ อย่างนี้แลฯ
     
  3. ขง

    ขง เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2012
    โพสต์:
    189
    ค่าพลัง:
    +676
    หลักสมถวิปัสสนาของหลวงปู่เสาร์ พิจารณากายแยกออกเป็นธาตุ ๔ ดิน น้ำ ลม ไฟ

    หลักการสอนท่านก็สอนในหลักของสมถวิปัสสนา ดังที่เราเคยได้ยินได้ฟังกันมาแล้วนั้น แต่ท่านจะเน้นหนักในการสอนให้เจริญพุทธคุณเป็นส่วนใหญ่ เมื่อเจริญพุทธคุณจนคล่องตัวจนชำนิชำนาญแล้ว ก็สอนให้พิจารณากายคตาสติ เมื่อสอนให้พิจารณากายคตาสติ พิจารณาอสุภกรรมฐาน จนคล่องตัวจนชำนิชำนาญแล้ว ก็สอนให้พิจารณาธาตุกรรมฐาน

    ให้พิจารณาแยกกายแยกออกเป็นธาตุ ๔ ดิน น้ำ ลม ไฟ แล้วก็พยายามพิจารณาว่าในร่างกายของเรานี้ไม่มีอะไร มีแต่ธาตุ ๔ ดิน น้ำ ลม ไฟ ประชุมกันอยู่เท่านั้น หาสัตว์บุคคลตัวตนเราเขาไม่มี ในเมื่อฝึกฝนอบรมให้พิจารณาจนคล่องตัว จิตก็จะมองเห็นสิ่งที่ไม่มีตัวตน คือ เห็นว่าร่างกายนี้ ไม่ใช่ตัว ไม่ใช่ตน เป็นอนัตตาทั้งนั้น

    จะว่ามีตัวมีตน ในเมื่อแยกออกไปแล้ว มันก็มีแต่ธาตุ ๔ ดิน น้ำ ลม ไฟ สัตว์ บุคคล ตัวตนเราเขาไม่มี แต่อาศัยความประชุมพร้อมของธาตุ ๔ ดิน น้ำ ลม ไฟ มีปฏิสนธิ จิตปฏิสนธิวิญญาณมายึดครองอยู่ในร่างอันนี้ เราจึงสมมติบัญญัติว่า สัตว์บุคคลตัวตนเราเขา

    อันนี้เป็นแนวการสอนของพระอาจารย์เสาร์ พระอาจารย์มั่นและพระอาจารย์สิงห์ การพิจารณาเพียงแค่ว่าพิจารณากายคตาสติก็ดี พิจารณาธาตุกรรมฐานก็ดี ตามหลักวิชาการท่านว่าเป็นอารมณ์ของสมถกรรมฐาน แต่ท่านก็ย้ำให้พิจารณาอยู่ในกายคตาสติกรรมฐานกับธาตุกรรมฐานนี้เป็นส่วนใหญ่

    ที่ท่านย้ำ ๆ ให้พิจารณาอย่างนั้น ก็เพราะว่าทำให้ภูมิจิตภูมิใจของนักปฏิบัติก้าวขึ้นสู่ภูมิแห่งวิปัสสนาได้เร็วโดยเฉพาะอย่างยิ่ง การพิจารณากายคตาสติ แยก ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เนื้อ เอ็น กระดูก เป็นต้น ออกเป็นส่วน ๆ เราจะมองเห็นว่าในกายของเรานี้ก็ไม่ใช่ตัว ไม่ใช่ตน มันเป็นเพียง ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เนื้อ เอ็น กระดูกเท่านั้น

    ถ้าว่ากายนี้เป็นตัวเป็นตน ทำไมจึงจะเรียกว่าผม ทำไมจึงจะเรียกว่าขน ทำไมจึงจะเรียกว่าเล็บ ว่าฟัน ว่าเนื้อ ว่าเอ็น ว่ากระดูก ในเมื่อแยกออกไปเรียกอย่างนั้นแล้ว มันก็ไม่มีสัตว์บุคคลตัวตนเราเขา นอกจากนั้นก็จะมองเห็นอสุภกรรมฐาน เห็นว่าร่างกายนี้เต็มไปด้วยของปฏิกูลน่าเกลียดโสโครกน่าเบื่อหน่าย ไม่น่ายึดมั่นถือมั่น ว่าเป็นอัตตาตัวตน

    แล้วพิจารณาบ่อย ๆ พิจารณาเนือง ๆ จนกระทั่งจิตเกิดความสงบ สงบแล้วจิตจะปฏิวัติตัวไปสู่การพิจารณาโดยอัตโนมัติ ผู้ภาวนาก็เริ่มจะรู้แจ้งเห็นจริงในความเป็นจริงของร่างกายอันนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการพิจารณาธาตุ ๔ ดิน น้ำ ลม ไฟ พิจารณากายแยกออกเป็นส่วน ๆ ส่วนนี้เป็นดิน ส่วนนี้เป็นน้ำ ส่วนนี้เป็นลม ส่วนนี้เป็นไฟ

    เราก็จะมองเห็นว่าร่างกายนี้สักแต่ว่าเป็นดิน เป็นน้ำ เป็นลม เป็นไฟ สัตว์บุคคลตัวตนเราเขาไม่มี ก็ทำให้จิตของเรามองเห็นอนัตตาได้เร็วขึ้น เพราะฉะนั้น การเจริญกายคตาสติก็ดี การเจริญธาตุกรรมฐานก็ดี จึงเป็นแนวทางให้จิตดำเนินก้าวขึ้นสู่ภูมิแห่งวิปัสสนาได้

    และอีกอันหนึ่งอานาปานสติ ท่านก็ยึดเป็นหลักการสอน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรรมฐานอานาปานสติ การกำหนดพิจารณากำหนดลมหายใจนั้น จะไปแทรกอยู่ทุกกรรมฐาน จะบริกรรมภาวนาก็ดี จะพิจารณาก็ดีในเมื่อจิตสงบลงไป ปล่อยวางอารมณ์ที่พิจารณาแล้ว ส่วนใหญ่จิตจะไปรู้อยู่ที่ลมหายใจเข้าออกอยู่เป็นปกติ

    จิตเอาลมหายใจเป็นสิ่งรู้ สติเอาลมหายใจเป็นสิ่งระลึก ลมหายใจเข้าออกเป็นไปตามปกติของร่างกาย เมื่อสติไปจับอยู่ที่ลมหายใจ ลมหายใจก็เป็นฐานที่ตั้งของสติ ลมหายใจเป็นสิ่งที่เกี่ยวเนื่องด้วยกาย สติไปกำหนดรู้อยู่ที่ลมหายใจเข้าออก จดจ่ออยู่ที่ตรงนั้น วิตกถึงลมหายใจ มีสติรู้พร้อมอยู่ในขณะนั้น จิตก็มีวิตกวิจารอยู่กับลมหายใจ

    เมื่อจิตสงบลงไป ลมหายใจก็ค่อยละเอียด ๆ ลงไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งในที่สุดลมหายใจก็หายขาดไป เมื่อลมหายใจหายขาดไปจากความรู้สึก ร่างกายที่ปรากฏว่ามีอยู่ก็พลอยหายไปด้วย ในเมื่อเป็นเช่นนั้น ถ้าหากว่าลมหายใจยังไม่หายขาดไป กายก็ยังปรากฏอยู่ เมื่อจิตตามลมหายใจเข้าไปข้างใน จิตจะไปสงบนิ่งอยู่ในท่ามกลางของกาย แล้วก็แผ่รัศมีออกมารู้ทั่วทั้งกาย

    จิตสามารถที่จะมองเห็นอวัยวะต่าง ๆ ภายในร่างกายได้หมดทั้งตัว เพราะลมย่อมวิ่งเข้าไปที่ส่วนต่างๆ ของร่างกาย ลมวิ่งไปถึงไหนจิตก็รู้ไปถึงนั่น ตั้งแต่หัวจรดเท้า ตั้งแต่เท้าจรดหัว ตั้งแต่แขนซ้ายแขนขวา ขาขวาขาซ้าย เมื่อจิตตามลมหายใจเข้าไปแล้ว จิตจะรู้ทั่วกายหมด ในขณะใดกายยังปรากฏอยู่ จิตสงบอยู่ สงบนิ่ง รู้สว่างอยู่ในกาย วิตก วิจารณ์ คือจิตรู้ อยู่ภายในกาย สติก็รู้พร้อมอยู่ในกาย

    ในอันดับนั้นปีติและความสุขย่อมบังเกิดขึ้น เมื่อปีติและความสุขบังเกิดขึ้น จิตก็เป็นหนึ่ง นิวรณ์ ๕ กามฉันทะ พยาบาท ถีนมิทธะ อุทธัจจกุกกุจจะ วิจกิจฉา ก็หายไป จิตกลายเป็นสมถะ มีพลังพอที่จะปราบนิวรณ์ ๕ ให้สงบระงับไป ผู้ภาวนาก็จะมองเห็นผลประโยชน์ในการเจริญสมถกรรมฐาน

    อันนี้เป็นปฏิปทาย่อ ๆ ของครูบาอาจารย์ที่นำมาเล่าเพื่อจะเป็นประโยชน์แก่สหธรรมมิก ทีนี้หลักบริกรรมภาวนาพุทโธ เมื่อบริกรรมภาวนาพุทธโธทำจิตให้เป็นสมาธิคล่องตัวจนชำนิชำนาญพอสมควรแล้ว เพื่อจะให้จิตมีสติปัญญาก้าวขึ้นสู่ภูมิแห่งวิปัสสนา

    อันดับที่ ๒ ท่านให้พิจารณากายคตาสติ ให้พิจารณาผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เนื้อ เอ็น กระดูก ให้มองเห็นเป็นสิ่งปฏิกูลน่าเกลียดโสโครก การพิจารณากายคตาสติท่านถือคติเป็น ๒ อย่าง อย่างหนึ่งพิจารณาไปโดยอนุโลม ไปตามลำดับจนครบอาการ ๓๒ และอีกอย่างหนึ่งท่านให้พิจารณาเพียงอย่างเดียว คือ ให้กำหนดจดจ้องมองดูที่บริเวณหน้าอกแล้วกำหนดจิตลอกหนังออกลอกเนื้อออก มองให้มันถึงกระดูก

    พิจารณากลับไปกลับมาอยู่อย่างนั้น จนจิตเชื่อมั่นว่ามีกระดูกอยู่ที่ตรงนี้ในอันดับต่อไปท่านก็ให้บริกรรมภาวนาอัฐิ ๆๆ แล้วก็จ้องความรู้สึกของจิตลงไปในบริเวณหน้าอก พยายามทำบ่อย ๆ ทำเนือง ๆ ทำให้มาก ๆ ในที่สุดเมื่อจิตสงบลงไปแล้ว จะได้นิมิตมองเห็นโครงกระดูก

    บริเวณหน้าอกหรือโดยทั่วตัวในเมื่อเห็นโครงกระดูกขึ้นมาแล้ว ก็เพ่งจ้องมองดูที่โครงกระดูก จนกระทั่งโครงกระดูกมันแหลกละเอียดสลายตัวไปหรือได้อสุภกรรมฐาน ในเมื่อพิจารณาอสุภกรรมฐานรู้จริงห็นจริงเป็นอุบายระงับราคะ ความกำหนัดยินดีไม่ให้เกิดขึ้นกลุ้มรุมจิตใจ เพื่อจะได้มีโอกาสบำเพ็ญเพียรภาวนาในขั้นต่อไป

    เสร็จแล้วพระอาจารย์เสาร์ท่านสอนให้พิจารณาร่างกายให้มองเห็นด้วยความเป็นธาตุ ๔ ดิน น้ำ ลม ไฟ คือแยกออกไปว่า ร่างกายนี้มีแต่ดิน แต่น้ำ แต่ลม แต่ไฟ เมื่อแยกออกไปแล้วก็ไม่มีสัตว์บุคคล ตัวตน เราเขา พิจารณาให้มองเห็นเป็นนิมิตว่าร่างกายนี้มีแต่ดิน น้ำ ลม ไฟ กันแท้จริง

    จนกระทั่งจิตยอมรับว่า สัตว์บุคคลตัวตนเราเขา ในดิน น้ำ ลม ไฟ ไม่มีความเป็นคนเป็นสัตว์ เพราะอาศัยดิน น้ำ ลม ไฟ ยังคุมกันอยู่ มีปฏิสนธิวิญญาณมายึดครองโดยความเป็นเจ้าของ เพราะอาศัยกิเลสตัณหา อุปทาน กรรม จึงทำให้เราเกิดยึดมั่นถือมั่นว่า อัตตาตัวตน ยึดว่าของเราของเขา ร่างกายของเราของเขา

    ในเมื่อเห็นว่าร่างกายเป็นแต่เพียงธาตุ ๔ ดิน น้ำ ลม ไฟ หาสัตว์ บุคคลตัวตนเราเขาไม่มี ในเมื่อเป็นเช่นนั้น จิตของผู้ภาวนาก็ได้อนัตตานุปัสสนาญาณ เห็นว่าร่างกายเป็นอนัตตาหมดทั้งสิ้น ภูมิจิตภูมิใจก็ก้าวขึ้นสู่ภูมิธรรมเองโดยอัตโนมัติ อันนี้เป็นปฏิปทาของท่านอาจารย์เสาร์และท่านอาจารย์มั่น ที่เคยได้ยินได้ฟังมาเพียงเล็กๆ น้อยๆ นำมาเล่า เพื่ออาจจะเกิดประโยชน์แก่วงการนักปฏิบัติบ้าง
     
  4. ขง

    ขง เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2012
    โพสต์:
    189
    ค่าพลัง:
    +676
    ตอบปัญหาธรรมเจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดิน...

    พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ : ขอท่านได้อธิบายเกี่ยวกับการปฏิบัติธรรม ดังที่ท่านอาจารย์สอนมา

    หลวงพ่อพุทธ:โดยหลักการที่ท่านอาจารย์เสาร์ ได้อบรมสั่งสอนลูกศิษย์ลูกหามานั้น ยึดหลักการบริกรรมภาวนา พุทโธ และอานาปานสติ เป็นหลักปฏิบัติ

    การบริกรรมภาวนา ให้จิตอยู่ ณ จุดเดียว คือ พุทโธ ซึ่งพุทโธ แปลว่า ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน เป็นกิริยาของจิต เมื่อจิตมาจดจ้องอยู่ที่คำว่า พุทโธ ให้พิจารณาตามองค์ฌาน ๕

    การนึกถึง พุทโธ เรียกว่า วิตก จิตอยู่กับ พุทโธ ไม่พรากจากไป เรียกว่า วิจาร หลังจากนี้ ปีติ และความสุข ก็เกิดขึ้น เมื่อปีติและความสุขเกิดขึ้นแล้ว จิตของผู้ภาวนา ย่อมดำเนินไปสู่ความสงบ เข้าไปสู่อุปจารสมาธิ และ อัปปนาสมาธิ ลักษณะที่จิตเข้าสู่ อัปปนาสมาธิ ภาวะจิตเป็นภาวะสงบนิ่ง สว่าง ไม่มีกิริยาอาการแสดงความรู้ ในขั้นนี้ เรียกว่า จิตอยู่ในสมถะ

    ถ้าจะเรียกโดยจิตก็เรียกว่า อัปปนาจิต ถ้าจะเรียกโดยสมาธิก็เรียกว่า อัปปนาสมาธิ ถ้าจะเรียกโดยฌานก็เรียกว่า อัปปนาฌาน บางท่านนำไปเทียบกับฌานขั้นที่ ๔

    จิตในขั้นนี้เรียกว่า จิตอยู่ในอัปปนาจิต อัปปนาสมาธิ อัปปนาฌาน จิตย่อมไม่มีความรู้อะไรเกิดขึ้น นอกจากมีสภาวะรู้อยู่อย่างเดียวเท่านั้น

    เมื่อนักปฏิบัติผู้ที่ยังไม่ได้ระดับจิต เมื่อจิตติดอยู่ในความสงบนิ่งเช่นนี้ จิตย่อมไม่ก้าวขึ้นสู่ภูมิแห่งวิปัสสนาได้

    เมื่อเป็นเช่นนั้น ท่านอาจารย์เสาร์ผู้เป็นอาจารย์สอนกรรมฐานในสายนี้ จึงได้เดินอุบายสอนให้ลูกศิษย์พิจารณากายคตาสติ เรียกว่า กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน โดยการพิจารณา ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เป็นต้น โดยน้อมนึกไปในลักษณะของความเป็นของปฏิกูลน่าเกลียด เป็นของโสโครก จนกระทั่งจิตมีความสงบลง รู้ยิ่งเห็นจริงตามที่ได้พิจารณา

    เมื่อผู้ปฏิบัติได้พิจารณา ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เห็นสิ่งปฏิกูล ในที่สุดได้เห็นจริงในสิ่งนั้นว่าเป็นของปฏิกูล โดยปราศจากเจตนาสัญญาแล้ว ก็เกิดนิมิต เห็นสิ่งเหล่านั้นว่าเป็นของปฏิกูลน่าเกลียดโสโครกจริง ๆ โดยปราศจากสัญญาเจตนาใดๆ ทั้งสิ้น จึงได้ชื่อว่าเป็นผู้พิจารณาเห็นอสุภกรรมฐาน

    เมื่อผู้ปฏิบัติพิจารณาอสุภกรรมฐานจนชำนิชำนาญ จนรู้ยิ่งเห็นจริงในอสุภกรรมฐานนั้นแล้ว ในขั้นต่อไปท่านอาจารย์เสาร์ได้แนะนำให้พิจารณาร่างกายให้เห็นเป็นธาตุ ๔ ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุลม ธาตุไฟ จนกระทั่งเห็นเป็นดิน น้ำ ลม ไฟ

    เมื่อจิตรู้ว่าเป็นแต่เพียงสักแต่ว่าธาตุ ๔ ดิน น้ำ ลม ไฟ จิตก็จะเกิดความรู้ขึ้นมาว่า ตามที่พูดกันว่า สัตว์บุคคลตัวตนเราเขาไม่มี มีแต่ความประชุมพร้อมของธาตุ ๔ ดิน น้ำ ลม ไฟ เท่านั้น

    เมื่อเป็นเช่นนั้น จิตก็ย่อมเกิดความคิดขึ้นมาได้ว่า ในตัวของเรานี้ ไม่มีอะไร เป็นอนัตตาทั้งสิ้น มีแต่ธาตุ ๔ ดิน น้ำ ลม ไฟ เท่านั้น

    ถ้าหากภูมิจิตของผู้ปฏิบัติจะมองเห็นแต่เพียงกายทั้งหมดนี้ เป็นแต่เพียงธาตุ ๔ ดิน น้ำ ลม ไฟ รู้แต่เพียงว่าธาตุ ๔ ดิน น้ำ ลม ไฟ และภูมิจิตของท่านอยู่แค่นั้น ก็มีความรู้เพียงแค่ขั้นสมถกรรมฐาน

    และในขณะเดียวกันนั้น ถ้าภูมิจิตของผู้ปฏิบัติปฏิวัติความรู้ไปสู่พระไตรลักษณ์ คือ อนิจจัง ไม่เที่ยง ทุกขัง เป็นทุกข์ อนัตตา ไม่ใช่ตัวตนที่แท้จริง

    ถ้าหากมี อนิจจสัญญา ความสำคัญมั่นหมายว่าไม่เที่ยง ทุกขสัญญา ความสำคัญมั่นหมายว่าเป็นทุกข์ อนัตตสัญญา ความสำคัญมั่นหมายว่า ไม่ใช่ตัวตนที่แท้จริง ภูมิจิตของผู้ปฏิบัตินั้นก็ก้าวเข้าสู่ภูมิแห่งวิปัสสนา

    เมื่อผู้ปฏิบัติมาฝึกฝนอบรมจิตของตนเองให้มีความรู้ด้วยอุบายต่าง ๆ และมีความรู้แจ้งเห็นจริงในลักษณะของอสุภกรรมฐานโดยอุบายอย่างใดอย่างหนึ่ง จนมีความรู้แจ้งเห็นจริงในลักษณะที่ว่า กายเรานี้เป็นแต่เพียงธาตุ ๔ ดิน น้ำ ลม ไฟ มีความเห็นว่า ธาตุ ๔ ดิน น้ำ ลม ไฟ ก็เป็นแต่เพียงธาตุ ไม่ใช่ตัว ไม่ใช่ตน ไม่ใช่สัตว์ บุคคล เรา เขา

    ด้วยอุบายดังกล่าวแล้ว ผู้ปฏิยัติยึดหลักอันนั้น ภาวนาบ่อยๆ กระทำให้มากๆ พิจารณาให้มากๆ พิจารณาย้อนกลับไปกลับมา จิตจะค่อยๆ ก้าวเข้าสู่ภูมิความรู้ภูมิธรรม เป็นลำดับๆ ไป หลักการปฏิบัติของท่านอาจารย์เสาร์ ก็มีดังนี้

    ศิษย์องค์สุดท้ายของหลวงปู่เสาร์ เจ้าคุณชินวงศจารย์ ซึ่งเป็นลูกศิษย์คนสุดท้ายของท่านอาจารย์เสาร์

    อย่างครูบาอาจารย์ของเราที่ท่านมาแสดงธรรมให้ฟัง เช่น หลวงปู่สิม หลวงปู่แว่น หรือท่านพระอาจารย์เหรียญ ท่านพระอาจารย์บัวพา เคยผ่านสำนักของครูบาอาจารย์มั่น อาจารย์เสาร์มาแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งลูกศิษย์ต้นของท่านพระอาจารย์เสาร์ที่ยังเหลือค้างอยู่เวลานี้ ก็คือท่านอาจารย์บัวพาเพียงองค์เดียว

    นอกนั้นก็สึกหาลาเพศล้มหายตายจากไป ถ้าจะนับอีกองค์ที่ ๒ ก็คือเจ้าคุณชินวงศาจารย์ ท่านอาจารย์บัวพาก็ไม่ค่อยเทศน์ ไม่ค่อยพูด เพราะติดนิสัยท่านอาจารย์เสาร์แต่ที่แหวกแนวก็คือ เจ้าคุณชินวงศาจารย์ (พุท ฐานิโย) ซึ่งเป็นลูกศิษย์คนสุดท้ายของท่านอาจารย์เสาร์ (หลวงพ่อพูดถึงท่านเอง)

    หลวงปู่มั่นเทศน์งานศพหลวงปู่เสาร์ ลูกศิษย์พระอาจารย์มั่นต้องปฏิบัติ อย่างพระอาจารย์มั่นปฏิบัติ

    จำได้ว่างานศพหลวงปู่เสาร์ ตอนนั้นหลวงพ่อบวชเป็นพระได้พรรษาหนึ่ง อยู่วัดสระปทุม ใครต่อใครเขาก็ไปกัน แต่พระอุปัชฌาย์ให้หลวงพ่อเฝ้ากุฏิ เลยไม่ได้ไปกับเขา พอพระอุปัชฌาย์ท่านไป กลับมาก็มาเทศน์ให้ฟัง

    เจ้าคุณปัญญาพิศาลเถรกับหลวงปู่เสาร์นี่ท่านให้คำมั่นสัญญากัน ถ้าใครตายก่อนให้ไปทำศพ หลวงปู่เสาร์ตายก่อนจึงทำที่วัดบูรพาฯ

    และอีกอย่างหนึ่ง เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๘๖ ท่านอาจารย์เสาร์ได้มรณภาพลงแล้วก็ได้ฌาปนกิจคือ ถวายพระเพลิงเผาศพของท่านอาจารย์เสาร์ ในงานนั้นท่านอาจารย์มั่นก็ไปร่วมในงานด้วยในฐานะที่ท่านก็เป็นอันเตวาสิกของท่านอาจารยเสาร์ ซึ่งอยู่ในระดับผู้ใหญ่ท่านหนึ่ง

    ในขณะที่ท่านแสดงธรรม ท่านอาจารย์มั่นแสดงธรรมว่า "เมื่อสมัยท่านอาจารย์เสาร์ยังมีชีวิตอยู่ ท่านก็เป็นครูบาอาจารย์อบรมสั่งสอนเรา บัดนี้ท่านอาจารย์เสาร์ได้มรณภาพไปแล้ว ก็ยังเหลือแต่เราพระอาจารย์มั่น จะเป็นอาจารย์อบรมสั่งสอนหมู่ในสายนี้ต่อไป ดังนั้น ท่านผู้ใดสมัครใจเป็นลูกศิษย์ท่านอาจารย์มั่นต้องปฏิบัติตามปฏิปทาของท่านอาจารย์มั่น

    ถ้าใครไม่สมัครใจหรือปฏิบัติตามไม่ได้ อย่ามายุ่งกับท่านอาจารย์มั่นเป็นอันขาด ทีนี้ถ้าเราคืออาจารย์มั่นตายไปแล้ว ก็ยังเหลือแต่ท่านสิงห์นั่นแหละ พอจะเป็นครูบาอาจารย์สั่งสอนหมู่ได้"

    ท่านเทศน์ไว้อย่างนี้จำไว้นะ ไม่ทราบว่าสหธรรมิกซึ่งเป็นลูกศิษย์ของท่านอาจารย์มั่นจะจำได้หรือเปล่า ถ้าหากจำได้ก็ขออภัยด้วย ถ้าหากจำไม่ได้ก็ลองเอาไปคิดเป็นการบ้านดูซิว่า ปฏิปทาของท่านอาจารย์มั่น ท่านปฏิบัติอย่างไร แล้วเราควรจะดำเนินตามแนวทางของท่านอย่างไร จึงจะได้ชื่อว่าเป็นลูกศิษย์ของท่านอาจารย์มั่น

    ท่านทั้งหลายลองคิดดูซิว่า สมัยที่ท่านอาจารย์มั่น ท่านอาจารย์เสาร์ยังอยู่ บางสิ่งบางอย่างที่เราอนุโลมตามความต้องการของชาวโลกแทบจะไม่ปรกฏ แม้แต่การทำบุญมหาชาติ การจัดงานวัดมีมหรสพต่าง ๆ เราไม่เคยมี มาสมัยปัจจุบันนี้ครูบาอาจารย์ก็เป็นนักธุรกิจไปกันเสียไม่ได้หยุดจากเหนือไปใต้ จากใต้ไปเหนือไปเที่ยวโปรดญาติโยม

    แต่ไม่แน่นักว่าไปเที่ยวให้ญาติโยมโปรด หรือไปโปรดญาติโยมกันแน่ก็ไม่ทราบ อันนี้ก็คือของฝากให้ลูกศิษย์ครูบาอาจารย์ได้นำไปพิจารณาเป็นการบ้าน
     
  5. ขง

    ขง เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2012
    โพสต์:
    189
    ค่าพลัง:
    +676
    คาถาธาตุน้ำ

    นะโมพุทธายะ นะมะพะธะ จะภะกะสะ นะมะมะนะ นะอะอะนะ นะอุอุนะ

    คาถาธาตุดิน

    นะโมพุทธายะ มะพะธะนะ ภะกะสะจะ มะนะนะมะ มะอะอะมะ มะอุอุมะ

    คาถาธาตุไฟ

    นะโมพุทธายะ พะธะนะมะ กะสะจะภะ อะนะนะอะ อะมะมะอะ อะอุอุอะ

    คาถาธาตุลม

    นะโมพุทธายะ ธะนะมะพะ สะจะภะกะ อุนะนะอุ อุมะมะอุ อุอะอะอุ

    *******



    ธาตุสมุฎฐาน แปลว่า ที่ตั้งของธาตุ แบ่งธาตุออกเป็น ๔ กอง คือ

    ๑. ปถวีสุมุฎฐาน - ธาตุดินเป็นที่ตั้ง จำแนกเป็น ๒๐ อย่าง
    ๒. อาโปสมุฎฐาน- ธาตุน้ำเป็นที่ตั้ง จำแนกเป็น ๑๒ อย่าง
    ๓. วาโยสมุฎฐาน- ธาตุลมเป็นที่ตั้ง จำแนกเป็น ๖ อย่าง
    ๔ เตโชสมุฎฐาน - ธาตุไฟเป็นที่ตั้ง จำ แนกเป็น ๔ อย่าง

    จึงรวมเป็นธาตุสมุฎฐาน ๔๒ อย่าง หรือจะเรียกธาตุสมุฎฐาน ทั้ง ๔ ว่า ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุลม ธาตุไฟ ก็ได้ ท่านจำแนกไว้โดยละเอียดดังนี้


    ปถวีธาตุ ๒๐ อย่าง คือ

    ๑. เกศา คือผม ที่เป็นเส้นงอกอยู่บนศีรษะ
    ๒. โลมา คือขน เป็นเส้นงอกอยุ่ทั่วร่างกาย เช่นขนคิ้ว หนวด เครา และขนอ่อนตามตัว เป็นต้น
    ๓. นขา คือ เล็บ ที่งอกอยู่ตามปลายนิ้วมือ และปลายนิ้วเท้า
    ๔. ทันตา คือฟัน ฟัน ๑ อย่าง เขี้ยวอย่าง ๑ กรามอย่าง ๑ รวมเรียกว่าฟัน เป็นฟันน้ำนม ผลัดหนึ่งมี ๒๐ ซี่เป็นฟันแก่ผลัด ๑ มี ๓๒ ซี
    ๕. ตะโจ คือหนัง ตามตำราเข้าใจว่าหมายถึง ที่หุ้มกายภายนอก ซึ่งมี ๓ ชั้น คือ หนังหนา หนังชั้นกลาง หนังกำพร้า แต่ที่จริงหนังในปาก เป็นหนังเปียกอีกชนิด หนึ่งควรนับเข้าด้วย
    ๖. มังสัง คือเนื้อที่เป็นกล้ามและเป็นแผ่นในกาย
    ๗. นหารู คือเส้นและเอ็นในกายทั่วไป
    ๘. อัฎฐิ คือกระดูก กระดูกอ่อน อย่าง ๑ กระดูกแข็งอย่าง ๑
    ๙. อัฎฐิมิญชัง คือเยื่อในกระดูก แต่ที่จริงควรเรียกว่าไข เพราะเป็นน้ำมันส่วนเยื่อนั้นมีหุ้ม อยุ่นอกกระดูก
    ๑๐. วักกัง คือม้าม ตั้งอยู่ข้างกระเพาะอาหาร
    ๑๑. หทยัง คือ หัวในอยุ่ในทรวงอก หน้าที่สูบฉีดโลหิตไปเลี้ยงทั่วกาย
    ๑๒. ยกนัง คือตับ ตับอ่อนอย่างหนึ่ง และตับแก่อย่าง ๑ ซึ่งอยู่ชายโครงด้านขวา
    ๑๓. กิโลมกัง คือผังผืด เป็นเนื้อยืดหดได้ มีอยู่ทั่วร่างกาย
    ๑๔. ปิหกัง คือไต มีอยู่ ๒ ไต ติดกระดูกสันหลังบริเวณบั้นเอวขวาและซ้าย สำหรับขับปัสสาวะ
    ๑๕. ปัปผาสัง คือปอด มีอยุ่ในทรวงอกขวาและซ้าย สำหรับหายใจ
    ๑๖. อันตัง คือลำไส้ใหญ่ เข้าใจว่านับทั้ง ๒ ตอนๆบนรวมกระเพาะอาหาร เข้าด้วยกัน ตอนล่างที่ต่อจากลำไส้ไปหาทวารหนักอีกตอนหนึ่ง
    ๑๗. อันตคุณัง คือลำไส้น้อย ลำไส้เล็กที่ขดต่อจากกระเพาะอาหารไปต่อกับไส้ใหญ่ตอนล่าง
    ๑๘. อุทรียัง คืออาหารใหม่ อาหารที่อยู่เพียงลำไส้ใหญ่ตอนบน(ในกระเพาะอาหาร)และในส่วนลำไส้เล็ก
    ๑๙. กรีสัง คืออาหารเก่า กากอาหารที่ตกจากลำไส้เล็กมาอยู่ในลำไส้ใหญ่ตอนล่าง และตกไปทวารหนัก
    ๒๐. มัตเก มัตถลุงคัง คือมันสมอง เป็นก้อนอยู่ในศีรษะ ต่อเนื่องลามตลอดกระดุกสันหลัง ติดกับเส้นประสาททั่วไป

    อาโปธาตุ ๑๒ อย่าง คือ

    ๑. ปิตตัง น้ำดี แยกเป็น ๒ อย่าง มีพัทธปิตตัง ( น้ำดีในฝัก) และอพัทธะปิตตะ( น้ำดีนอกฝัก ที่ตกในลำไส้)

    ๒. เสมหัง น้ำเสลด แยกเป็น ๓ คือ ศอเสมหะในลำคอ อุระเสมหะในหลอดลม คูถเสมหะที่ออกจากทางอุจจาระ

    ๓ ปุพโพ หนอง ที่ออกตามแผลต่างๆ เกิดขึ้นเพราะมีเหตุช้ำชอก และเป็นแผล เป็นต้น

    ๔. โลหิตัง เลือด โลหิตแดงอย่างหนึ่ง โลหิตดำอย่างหนึ่ง

    ๕. เสโท เหงื่อ น้ำเหงื่อที่ตามกายทั่วไป

    ๖. เมโท มันข้น เป็นเนื้อมันสีขาว ออกเหลือง อ่อนมีในร่างกายทั่วไป

    ๗. อัสสุ น้ำตา น้ำใสๆ ที่ออกจากตาทั้งสองข้าง

    ๘. วสา มันเหลว หยดน้ำมัน และน้ำเหลืองในร่างกายทั่วไป

    ๙. เขโฬ น้ำลาย น้ำลายในปาก

    ๑๐. สิงฆานิกา น้ำมูก เป็นน้ำใสๆ ที่ออกทางจมูก

    ๑๑. ลสิกา ไขข้อ น้ำมันที่อยู่ในข้อทั่วๆไป

    ๑๒. มุตตัง น้ำปัสสาวะ น้ำที่ออกมาจากกระเพาะปัสสาวะ

    วาโยธาตุ ๖ อย่าง

    ๑. อุทธังคมาวาตา คือลมสำหรับพัดขึ้น ตั้งแต่ปลายเท้าตลอดศรีษะ หรือ ตั้งแต่กระเพาะอาหารถึงลำคอ ไก้แก่ เรอ

    ๒. อุโธคมาวาตา คือลมสำหรับพัดตั้งแต่ศรีษะตลอดถึงปลายเท้า หรือตั้งแต่ลำไส้น้อยถึงทวารหนัก ได้แก่ผายลม

    ๓. กุจฉิสยาวาตา คือลมสำหรับพัดอยู่ในท้องแต่นอกลำไส้

    ๔. โกฎฐาสยาวาตา คือลมสำหรับพัดในลำไส้และในกระเพาะอาหาร

    ๕. อังคมังคานุสารีวาตา คือลมสำหรับพัดทั่วร่างกาย ( ปัจจุบันเรียกโลหิต)

    เตโชธาตุ ๔ อย่าง

    ๑. สันตัปปัคคี คือไฟสำหรับอุ่นกาย ซึ่งทำให้ตัวเราอุ่นเป็นปกติอยู่
    ๒. ปริทัยหัคคี คือไฟสำหรับร้อนระส่ำระสาย ซึ่งทำให้เราต้องอาบน้ำและพัดวี
    ๓. ชิรณัคคี คือไฟสำหรับเผาให้แก่คร่ำคร่า ซึ่งทำให้ร่างกายเราเหี่ยวแห้ง ทรุดโทรม ทุพพลภาพ
    ๔. ปริณามัคคี คือไฟสำหรับย่อยอาหาร ซึ่งทำให้อาหารที่เรากลืนลงไปนั้น แหลกละเอียดไปธาตุดิน ๒๐ อย่าง ธาตุน้ำ ๑๒ อย่าง ธาตุลม ๖ อย่าง ธาตุไฟ ๔ อย่าง เป็นที่ตั้งที่เกิดของโรค เพราะธาตุทั้ง ๔ พิการไป มนุษย์จึงมีความเจ็บไข้ไปแต่ละอย่างๆ ท่านได้อธิบายในคัมภีร์ธาตุวิภังค์และคัมภีร์โรคนิทาน นอกจากนี้ การรู้จักที่ตั้งที่เกิด แห่งโรค ตาม อาการของธาตุทั้ง ๔ กับตัวยาสำหรับแก้โรค ยังมีแจ้งอยู่ในคัมภีร์โรคนิทาน จึงกล่าวแต่ชื่อธาตุทั้ง ๔ ไว้พอสังเขปเท่านั้น

    ******
     
  6. ขง

    ขง เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2012
    โพสต์:
    189
    ค่าพลัง:
    +676
    ๑. สมุฎฐานปถวีธาตุพิการ


    ๑.๑ เกศาพิการ(ผม) ให้มีอาการเจ็บตามหนังหัวและผมร่วง

    ๑.๒ โลมาพิการ( ขน) ให้มีอาการเจ็บตามผิวหนังและขนร่วง

    ๑.๓ นขาพิการ(เล็บ) ให้มีอาการปวดที่โคนเล็บ บางทีทำให้เล็บถอด บางทีเป็นเม็ด เป็นหนองที่โคนเล็บ

    ๑.๔ ทันตาพิการ(ฟัน) เป็นรำมะนาด เป็นฝีรำมะนาด ฝีกราม ให้ปวดตามรากฟัน แมงกินฟัน

    ๑.๕ ตะโจพิการ(หนัง) ให้คันตามผิวหนัง ให้รู้สึกกายสากตามผิวหนัง ให้แสบร้อนตามผิวหน้า

    ๑.๖ มังสังพิการ( เนื้อ) ให้เนื้อเป็นผื่นแดงช้ำและแสบร้อน เนื้อเป็นแฝดเป็นไฝ เป็นหูด เป็นพรายย้ำ

    ๑.๗ นหารูพิการ(เส้นเอ็น) ให้รู้สึกตรึงรัดผูกดวงใจ ให้สวิงสวาย และอ่อนหิว

    ๑.๘ อัฎฐิพิการ(กระดูก) ให้เจ็บปวดในแท่งกระดูก

    ๑.๙ อัฎฐิมิญชังพิการ(เยื่อพรุนในกระดูก) ให้ข้นให้เป็นไข แล้วมีอาการเป็นเหน็บชา

    ๑.๑๐ วักกังพิการ(ม้าม) ให้สะท้านร้อนสะท้านหนาว และเป็นโรค เช่นกระษัยลม

    ๑.๑๑ หทยังพิการ(หัวใจ) ให้เสียอารมณ์ ให้ใจน้อย มักขี้โกรธ ให้หิวโหย

    ๑.๑๒ ยกนังพิการ(ตับ) ให้ตับโต ตับย้อย เป็นฝีที่ตับ ตับช้ำ

    ๑.๑๓ กิโลมกังพิการ(พังผืด) ให้อกแห้ง ให้กระหายน้ำ และเป็นโรค เช่นโรคริดสีดวงแห้ง

    ๑.๑๔ ปิหกังพิการ(ไต) ให้ขัดในอก ให้แน่นในอก ให้ท้องพอง ให้อ่อนเพลีย กำลังน้อย

    ๑.๑๕ ปัปผาสังพิการ(ปอด) ให้กระหายน้ำ ให้ร้อนในอก ให้หอบหนัก เรียกว่า กาฬขึ้นที่ปอด

    ๑.๑๖ อันตังพิการ(ลำไส้ใหญ่) ให้ลงท้องเป็นกำลัง ให้แน่นในท้อง ให้ลำไส้ตีบ

    ๑.๑๗ อันตคุนังพิการ(ไส้น้อย) ให้เรอ ให้หาว ให้อุจจาระเป็นโลหิต ให้หน้ามืดตามัวให้เมื่อยบั่นเอว ให้เสียดสองราวข้าง ให้ร้อนท้องร้อนคอ ให้ถ่ายอุจจาระเป็นหนอง

    ๑.๑๘ อุทริยังพิการ(อาหารใหม่) ให้ลงท้อง ให้จุกเสียด ให้พะอืดพะอม ให้สะอึก

    ๑.๑๙ กรีสังพิการ(อาหารเก่า) ให้อุจจาระไม่ปกติ ธาตุเสียมักจะเนื่องมาแต่ตานขโมย
    และเป็นโรค เช่นริดสีดวง

    ๑.๒๐ มัตถเก มัตถลุงคังพิการ(สมอง) ให้หูตึง ให้มัวตา ให้ลิ้นกระด้าง ให้คางแข็ง
     
  7. ขง

    ขง เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2012
    โพสต์:
    189
    ค่าพลัง:
    +676
    ๒. สมุฎฐานอาโปธาตุพิการ


    ๒.๑ พัทธะปิตตะพิการ(น้ำดีในฝัก) ให้มีอาการคลุ้มคลั่งเป็นบ้า ไข้สูง

    ๒.๒ อพัทธะปิตตะพิการ ทำให้ปวดศรีษะ ตัวร้อน สะท้านร้อนสะท้านหนาว ตาเหลือง ปัสสาวะเหลือง จับไข้

    ๒.๓ ศอเสมหะพิการ ให้ไอเจ็บคอ คอแห้ง เป็นหืด

    ๒.๔ อุระเสมหะพิการ ให้ผอมเหลือง เป็นตาน เป็นเถาให้แสบในคอ อกแห้ง

    ๒.๕ คูถเสมหะพิการ ให้ตกอุจจาระเป็นเสมหะ และโลหิต เช่นมูกเลือด

    ๒.๖ ปุพโพพิการ ทำให้ไอเบื่ออาหาร ให้รูปร่างซูบผอม

    ๒.๗ โลหิตพิการ ให้ตัวร้อนเป็นไข้ ให้คลั่งเพ้อ ให้ปัสสาวะแดง ให้เป็นเม็ด ตามผิวหนัง
    เช่นเป็นประดงต่างๆ เป็นปานดำ ปานแดง ให้ตัวเย็น ให้อ่อนอกอ่อนใจ

    ๒.๘ เสโทพิการ (เหงื่อ) ให้สวิงสวาย ให้ตัวเย็น ให้อ่อนอกอ่อนใจ

    ๒.๙ เมโทพิการ( มันข้น) ให้ผุดเป็นแผ่นตามผิวหนัง และเป็นวงเป็นดวงให้ปวดแสบปวดร้อนผิวหนังเป็นน้ำเหลืองไหล

    ๒.๑๐ อัสสุพิการ(น้ำตา) ให้ตาเป็นฝ้า น้ำตาไหล ตาแฉะ ตาเป็นต้อ

    ๒.๑๑ วสาพิการ(มันเหลว) ให้ผิวเหลือง ให้ตาเหลือง ให้ลงท้อง

    ๒.๑๒ เขโฬพิการ(น้ำลาย) ให้เจ็บคอเป็นเม็ดในคอและโคนลิ้น

    ๒.๑๓ สิงฆานิการ(น้ำมูก) ให้ปวดในสมอง ให้ตามัว ให้น้ำมูกตก

    ๒.๑๔ ลสิกาพิการ(ไขข้อ) ให้เจ็บตามข้อ และแท่งกระดูกทั่วตัว

    ๒.๑๕ มุตตังพิการ(ปัสสาวะ) ให้ปัสสาวะสีขาว สีเหลือง สีดำ สีแดง
     
  8. ขง

    ขง เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2012
    โพสต์:
    189
    ค่าพลัง:
    +676
    ๓. สมุฎฐานวาโยธาตุพิการ


    ๓.๑ อุทธังคมาวาตพิการ (ลมพัดขึ้น) ให้มือเท้าขวักไขว่ ร้อนในท้อง ทุรนทุราย หาวเรอ เสมหะเฟ้อ

    ๓.๒ อโธคมาวาตพิการ(ลมพัดลง) ให้ยกมือและเท้าไม่ไหว ให้เมื่อยขบไปทุกข้อ

    ๓.๓ กุจฉิสยาวาตพิการ(ลมพัดในท้องนอกลำไส้) ให้ท้องลั่น ให้ดวงจิตสวิงสวาย ให้เมื่อยขบไปทุกข้อ

    ๓.๔ โกฎฐาสยาวาตพิการ(ลมพัดในลำไส้ กระเพาะ) ให้ขัดในอก ให้จุกเสียด ให้อาเจียน
    ให้คลื่นเหียน ให้เหม็นข้าว

    ๓.๕ อังคมังคานุสารีวาตพิการ(ลมพัดทั่วร่างกาย) ให้นัยน์ตาพร่า ให้วิงเวียน ให้เจ็บสองหน้าขา ให้เจ็บตา กระดูกสันหลัง อาเจียนแต่ลมเปล่า กินอาหารไม่ได้ สะบัดร้อนสะบัดหนาว

    ๒.๖ อัสสาสะ ปัสสาสะวาตพิการ(ลมหายใจเข้าออก) ให้หายใจสั้นเข้าจนไม่ออกไม่เข้า


    ๔. สมุฎฐานเตโชธาตุพิการ


    ๔.๑ สันตัปปัคคีพิการ(ไฟอบอุ่น) ทำให้กายเย็นชืด

    ๔.๒ ปริณามัคคีพิการ(ไฟย่อยอาหาร) ให้ขัดข้อมือ ข้อเท้า เป็นมองคร่อ คือปอดเป็นหวัด ให้ไอ ให้ปวดฝ่ามือ ฝ่าเท้า ให้ท้องแข็ง ให้ผะอืดผะอม

    ๔.๓ ชิรณัคคีพิการ( ไฟทำให้แก่ชรา) ทำให้กายไม่รู้สึกสัมผัส ชิวหาไม่รู้รส หูตึง หน้าผากตึง อาการเหล่านี้ เปลี่ยนไป เปลี่ยนมาได้

    ๔.๔ ปริทัยหัคคีพิการ( ไฟระส่ำระสาย) ทำให้ร้อนภายในภายนอก เย็นมือ เย็นเท้า เหงื่อออก

    ธาตุ 4

    ธาตุทั้ง 4 ประกอบด้วย ธาตุดิน เป็นที่ตั้งแห่งกองธาตุเป็นที่ตั้งแห่งกองโรค ดินเป็นเหมือระบบโครงสร้าง ได้แก่อวัยวะต่างๆ เป็นของที่แข็ง จับต้องได้

    ธาตุน้ำ คือน้ำทั้งหลายในร่างกาย เช่น น้ำย่อย น้ำเลือด น้ำดี

    ธาตุลม คือพลังแห่งการเคลื่อนไหวทั้งหลาย รวมทั้งสิ่งที่พยุงไว้ซึ่งธาตุทั้งมวล เช่น
    การทำงานของระบบสมองประสาทต่าง ๆ

    ธาตุไฟ คือสิ่งที่เผาผลาญสิ่งที่ให้พลังงานไปขับเคลื่อนลม

    โดยธาตุทั้ง 4 ต่างเกื้อกูลเกี่ยวพันกัน ดินย่อมอาศัยน้ำเช่น ตับมีน้ำเลือด การเคลื่อนไหวของเลือดต้องอาศัยพลังแห่งลมขับเคลื่อนไป เช่น การเต้นของหัวใจ เป็นต้น
     
  9. นาคา

    นาคา เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    27 ตุลาคม 2006
    โพสต์:
    2,377
    ค่าพลัง:
    +12,917
    คาถาธาตุน้ำ ; ให้ความ เมตตา ..
    นะโมพุทธายะ นะมะพะธะ จะภะกะสะ นะมะมะนะ นะอะอะนะ นะอุอุนะ

    คาถาธาตุดิน ; ให้ความเข้มแข็ง รอดพ้น
    นะโมพุทธายะ มะพะธะนะ ภะกะสะจะ มะนะนะมะ มะอะอะมะ มะอุอุมะ

    คาถาธาตุไฟ ; ให้คงกระพัน
    นะโมพุทธายะ พะธะนะมะ กะสะจะภะ อะนะนะอะ อะมะมะอะ อะอุอุอะ

    คาถาธาตุลม ; ให้ความเบา ล่องหนหายตัว
    นะโมพุทธายะ ธะนะมะพะ สะจะภะกะ อุนะนะอุ อุมะมะอุ อุอะอะอุ

    จาก ความ เมตตา ที่ หลวงปู่สุภา ศิริวัฒนะ ที่ ๑๑๙ ปี ในวันที่ ๑๗ กย.๒๕๕๖ ปีนี้ ท่านเมตตา ให้บทสวดมนต์ ตั้งจิต เรียกธาตุ ,แยกธาตุ ,หนุนธาตุ และ รวมธาตุ ในการ ปรับ ธาตุ ของมงคล ด้วย พุทธานุสติ ธัมมานุสติ สังฆานุสติ เทวตานุสติ ...
    จาก ควาเมตตา จาก สมเร็จลุน แขวงจำศักดิ์ เมตตาถ่ายทอด ต่อ หลวงปู่สีทัตน์ วัดพระธาตุท่าอุเทน ซึ่งเป็น พระอาจารย์ หลวงปู่สุภา ....

    เมื่อ ธาตุ ทั้ง ๔ หนุน รวมแล้ว จะ เกิด คล้ายมี ชิวิต...

    และ สามารถ ขออนุญาติ น้อมนำ พระคาถา มาปรับธาตุขันธ์ กายสังขาร เราเอง ใด้ ตามสภาวะ ด้วย ปกติศีล ๕ หรือ ปกติศีล ๘ เนกขัมบารมี..
    ศีล เจตนา ด้วย ความหลุดพ้น .....


    ภาพ แรก หลวงปู่ละมัย ,หลวงปูนะ เมตตา ด้วย ๓ อริยะสงฆ์ วัดสิริสีลสุภาราม ภูเก็ต
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

    แก้ไขครั้งล่าสุด: 21 กุมภาพันธ์ 2013
  10. ขง

    ขง เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2012
    โพสต์:
    189
    ค่าพลัง:
    +676
    เป็นมาของบทสวดทิพย์มนต์

    เนื่องจากผู้อ่านโลกทิพย์จำนวนหนึ่งได้เขียนมาขอบทสวดทิพย์มนต์ เพราะต้องการนำไปสวดเพื่อความเป็นสิริมงคล เพื่อสุขภาพของตน เพื่อเป็นมงคลช่วยเหลือผู้ที่เจ็บป่วยให้มีสุขภาพดี ผู้เขียนจึงได้ขออนุญาต หลวงปู่หลอด ผู้เมตตาสอนบทสวดทิพย์มนต์ให้แก่ข้าพเจ้านำมาตีพิมพ์ไว้ในนิตยสารโลกทิพย์ เพื่อประโยชน์และแผ่อานิสงส์ ให้ผู้สวดโดยทั่วกัน

    ย้อนไปเมื่อ พ.ศ. 2500 หลวงปู่หลอดได้เดินทางจากป่า มาสู่กรุงเทพฯ เป็นครั้งแรก ท่านได้มาจำพรรษาอยู่ที่ วัดอโศการาม ของ ท่านพ่อลี ศิษย์ของ หลวงปู่มั่น ซึ่งมีกิตติศัพท์โด่งดังมาก ท่านพ่อลีได้จัดงานฉลองกึ่งพุทธกาลขึ้นทีวัดอโศการาม ได้มีพิธีใหญ่โตหลายประการ อาทิเช่น การจัดให้มีการบวชพระ 2,500 รูป บวชชีพราห์ม 2,500 คน โดยที่ทางวัดเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายทั้งหมด ปรากฏว่า มีศรัทธาชาวพุทธหลั่งไหลเข้ามาขอบวช มาปฏิบัติธรรม มาฟังเทศน์ มาบริจาคทรัพย์ทำทานสนั่นหวั่นไหว เป็นเวลา 15 วัน 15 คืน ผู้คนหลั่งไหลกันมาชุมนุมนับหมื่น ๆ คน

    หลวงปู่หลอดเล่าว่า เฉพาะผ้าที่นำมาตัดเป็นผ้าไตร ผ้าขาวนั้น เป็นจำนวน พัน ๆ ม้วน คนที่ตัดผ้าตัดกันจนแทนเป็นลม โรงทานเลื้ยงไม่อั้น ข้าวปลาอาหารขนกันมามากมาย ขนาดต้องใช้รถสิบล้อขนมา ทุกอย่างในงานฟรีหมด หมดเงินค่าบวชพระ บวชเณร เฉพาะงานนั้นเป็นสิบล้าน นั่นคือ 36 ปีที่ผ่านมา

    ถ้าหากเรานับในสมัยนี้ไม่ต่ำกว่า 100 ล้านบาท พระภิกษุสายหลวงปู่มั่นต่างก็หลั่งไหลเข้ามาในงานนี้เนืองแน่น ที่พิเศษสุดก็คือ พิธีพุทธาภิเษกพระพุทธ 25 ศตวรรษ ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย สวดพุทธาภิเษก 15 วัน 15 คืน สวดมนต์กันสนั่นทั้งวัดอโศการาม และบทสวดพิเศษที่ถูกบรรจุลงไป ก็คือ บททิพย์มนต์ นั่นเอง ซึ่งท่านพ่อลี เป็นผู้ค้นพบจากพระไตรปิฎก ท่านนำมาศึกษา และนำมาให้พระเณร แม่ชี ที่วัดอโศการามได้สวดกัน หลังจากทำวัตรเช้า วัตรเย็นแล้ว ท่านจะให้สวดทิพย์มนต์ต่อไปเป็นกิจวัตรทุกวัน และเมื่อมีงานพุทธาภิเษกก็จะนำบทสวดทิพย์มนต์มาร่วมสวดทุกครั้งไป

    ในสมัยหนึ่ง พระพุทธเจ้าสมณโคดม เสวยพระชาติเป็นฤาษีอยู่ในป่า ท่านได้สวด ทิพย์มนต์ เป็นประจำทุกวัน มีสิ่งที่น่าอัศจรรย์เกิดขึ้นคือ บรรดาสัตว์ต่าง ๆ ที่อาศัยอยู่ในป่านั้น เมื่อได้เข้ามาอยู่ในบริเวณที่พำนักของพระฤาษี เสือ หมี เก้ง กวาง เหล่านี้ จะกลายเป็นมิตรกันทันที ไม่มีการไล่ล่า ทำลายกัน สัตว์เล็กและสัตว์ใหญ่ ต่างพากันเป็นมิตรต่อกัน ด้วยอานุภาพแห่งทิพย์มนต์ ที่แผ่ออกไปทุกวันในเขตที่พระฤาษีบำเพ็ญอยู่

    เมื่อข้าพเจ้าสวดทิพย์มนต์ถวายครูอาจารย์

    เมื่อปี 2535 หลวงปู่หลอดแห่งวัดสิริกมลาวาส (วัดใหม่เสนา) ได้อบรมการภาวนาแก่ข้าพเจ้าและหมู่คณะคราวใด ท่านจะชอบให้ข้าพเจ้าสวดทิพย์มนต์ด้วยทุกครั้ง ข้าพเจ้าจึงพยายามสวดให้ขึ้นใจ คราใดที่หลวงปู่หลอดมีอาพาธ เช่นเป็นหวัด หรือเป็นไข้ใด ๆ ข้าพเจ้ามักสวดทิพย์มนต์ถวาย รวมทั้งแนะนำหมู่คณะสวดทิพย์มนต์ นั่งสมาธิ ภาวนา แผ่ส่งบุญนานาชนิด ให้ท่านทุเลาจากอาการอาพาธ บางครั้งท่านสั่งให้ข้าพเจ้าสวดถวายให้เฉพาะ และช่วงที่ไถ่ชีวิตโคกระบือ ถวายกุศลให้หลวงปู่ครูบาอาจารย์ ข้าพเจ้าได้สวดทิพย์มนต์ถวายให้จำนวนหลายสิบรูป รวมทั้งสวดถวายสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช ในคราวเสด็จประเทศจีนแดงด้วย

    วันหนึ่ง ในเดือนสิงหาคม 2535 ได้มีโอกาสเดินทางไปภาคอิสาน ได้กราบนมัสการ หลวงปู่บัวพา แห่ง วัดป่าพระสถิตย์ อำเภอศรีเชียงใหม่ จังหวัดหนองคาย ช่วงนั้น หลวงปู่บัวพามีอาพาธมาก หมอได้ให้ออกซิเจนและเจาะช่องท้อง เพื่อให้อาหารทางสายยาง ผู้เขียนและคณะมีความสลดใจมาก จึงกราบเรียนกับท่านว่า น่าเสียดายเหลือเกินที่เรามาพบท่านช้าเกินไป แต่ด้วยจิตเป็นกุศล ปรารถนาให้ท่านหมดเวทนาลง จึงได้ชวนกันสวดทิพย์มนต์ที่ข้างเตียงท่าน ขณะที่สวดอยู่นั้น ผู้เขียนก็มองเห็นอาการปิติของท่านอย่างชัดเจน มือท่านสั่นไหวตลอด ใบหน้าแล้วแววตาแสดงความ ปิติออย่างสุดซึ้ง และผู้เขียนได้ไปจัดการซื้อปลาที่ตลาด ใส่กะละมังมาร้อยกว่าตัว ปลาดุกขนาดเท่าลำแขน ให้ท่านได้อนุโมทนา แล้วนำไปปล่อยที่แม่น้ำโขงใกล้ ๆ วัดท่าน และได้ขออนุญาตโทรศัพท์ทางไกลจากวัดของท่านมายังโรงฆ่าสัตว์ปทุมธานี เพื่อขอไถ่ชีวิตกระบือ 1 ตัว เวลานั้น ท่านเกิด ปิติมาก ขยับตัวโบกมือไปมา ผู้เขียนรู้สึกสงสารท่านจับใจ ได้กราบลาท่านขับรถกลับกรุงเทพฯ แล้วได้เล่าเรื่องการเดินทางไปนมัสการ หลวงปู่บัวพา และเล่าอาการต่าง ๆ ของท่านให้ หลวงปู่หลอดฟัง

    หลวงปู่หลอดได้เอ่ยขึ้นว่า “หลวงปู่บัวพานั้นเกิดปิติมาก ได้กล่าวว่า 5 ปีที่นอนอาพาธ มีเวทนามาก ยังไม่เคยมีใครมาถวายกุศลให้เช่นนี้มาก่อนเลย รู้สึกปิติมาก และดีใจที่คณะของข้าพเจ้าได้รับการอบรมจากหลวงปู่หลอดให้รู้ภาษา ซึ่งการถวายกุศลให้กับครูอาจารย์นั้น ลูกศิษย์น้อยคนจะเข้าใจและถวายกุศลเป็น”

    ข้าพเจ้ารู้สึกดีใจมากที่หลวงปู่บัวพาได้สื่อข้อความมายังหลวงปู่หลอด เวลานั้น เรายังสวดทิพย์มนต์ไม่เก่ง ต้องดูตำรากัน


    และข้าพเจ้าได้มีโอกาสนมัสการ หลวงปู่เทศก์ วัดหินหมากเป้ง อำเภอศรีเชียงใหม่ จังหวัดนองคาย
    ข้าพเจ้าเล่าให้ หลวงปู่เทศก์ฟัง ว่า กำลังหัดสวดทิพยมนต์ เพื่อถวายกุศลให้ครูอาจารย์ และวันนี้ จะมาภาวนาที่วัดหินหมากเป้งและค้าง 1 คืน จะสวดทิพย์มนต์ถวาย จะให้สวดที่กุฏิเวลานี้ หรือจะให้คณะผู้เขียนไปสวดที่กุฏิแม่ชี
    ท่านว่า “ไปสวดที่กุฏิก็แล้วกัน”
    ผู้เขียนจึงนิมนต์ท่าน “หลวงปู่ตามไปฟังพวกหนูสวดมนต์ให้ที่กุฏินะคะ” ท่านพยักหน้ายิ้ม ๆ

    .....พญานาคริมฝั่งโขงมาอนุโมทนาบุญ
    เมื่ออาบน้ำเสร็จ คณะของข้าพเจ้าก็มานั่งล้อมวงกันอยู่ในกลดสีขาว แล้วเริ่มนิมนต์ครูบาอาจารย์ เชิญเทวดาทั้งหลาย และเหล่าพญานาคทั้งหมดแม่น้ำโขง และหลวงปู่เทศก์มาอนุโมทนาบุญ เสียงสวดมนต์จากคณะ 4 คน กังวานไปทั่วท้องแม่น้ำโขงอันเงียบสงบ เมื่อสวดจบ ก็นั่งสมาธิตั้งจิตแผ่ส่วนบุญกุศลพุ่งตงรงไปยังหลวงปู่เทศก์ ขณะที่หลับตาส่งจิตถึงหลวงปู่เทศก์อยู่ ข้าพเจ้าได้ยินเสียงคนลุยน้ำมา มีเสียงคุยกัน คล้ายภาษาลาว ประมาณ 7-8 คน ที่ริมตลิ่งชายแม่น้ำโขง และกำลังเดินเข้ามายังกุฏิริมน้ำของเรา ซึ่งยกพื้นสูงจากริมตลิ่งประมาณ 4 เมตร ข้าพเจ้าหูไวมาก จึงเปิดตามมองผ่านไปในความมืด ผ่านต้นอ้อต้นไม้ขึ้นรก ๆ ใต้กุฏิ เวลานั้น พวกเรานั่งสวดมนต์ภาวนาที่ระเบียงกุฏิริมแม่น้ำโขงและปิดไฟมืดเช่นกัน

    ข้าพเจ้าเห็นคนหลายคน แต่มองไม่ถนัด เพราะต้นไม้กอหญ้าบังอยู่ เสียงคุยกันนั้นดังมาก ข้าพเจ้าจึงสะกิดคณะให้เปิดตา ฟังและสังเกตการณ์ว่า จะเป็นโจรผู้ร้าย มาปล้นกุฏิเราหรือเปล่า เมื่อฟังอยู่ครู่หนึ่ง ก็ได้ยินเสียงนั้นใกล้ ๆ เข้ามา และแสงไฟก็สาดส่องมายังบริเวณระเบียงกุฏิ ข้าพเจ้าและคณะหลบวูบอาศัยเอาต้นไม้และ ลูกกรงระเบียงบังตัว เสียงนั้นทำนองว่า จะหาทางขึ้นมาที่กุฏิของเรา และหาทางไม่พบ เพราะมืดมาก และต้นอ้อขึ้น เต็มไปหมด ครู่หนึ่งเสียงนั้นค่อย ๆ ห่าง ไป ทำนองว่าชวนกันกลับบ้าน เราจึงอพยพเข้าไปนอนในห้องกัน

    ในคณะที่มามีคนป่วยเป็นหวัด 2 คน อีก 1 คน นอนภาวนา ส่วนข้าพเจ้านั่งภาวนาอยู่ในกลด ขณะนั่งอยู่นั้น ก็เกิดนิมิตรเป็นพญานาค 5 เศียร โผล่จากผิวน้ำมี 5 ตัว ข้าพเจ้าตกตะลึงแต่คิดว่า เป็นนิมิตร จึงกำหนดนิ่งอยู่ ภาวนาไปเรื่อย ๆ ประมาณ 10 นาที ก็ได้ยินเสียงคล้ายเชือกเส้นใหญ่มากถูลากคลูดมากับพื้นดิน ตรงมายังกุฏิ ข้าพเจ้าคิดว่า พวกโจรมันมาอีกแล้ว คราวนี้เอาเชือกเส้นใหญ่มาด้วย คงจะเอามาไต่ขึ้นกุฏิของเราเพราะกุฏิสูง จากตลิ่งมากก็นั่งนิ่งหลับตากอยู่อย่างนั้น และสิ่งที่ไม่คาดฝันก็เกิด ได้มีเสียงคล้ายคนเหยียบที่ราวระเบียงและกระโดดตุ๊บลงมาที่พื้นระเบียง ดังสนั่นหวั่นไหว และวิ่งไปพื้นพื้นระเบียงด้วยความเร็ว เสียงดังสนั่นโครมคราม พื้นระเบียงแทบพังลงไป ข้าพเจ้าตกใจปิดตานั่งฟังเงียบและปลุกคณะให้รับทราบ เหตุการณ์คืนนั้น มีคนเดินรอบกุฏิตลอดเวลา เพื่อน 2 คน อาสาจะอยู่ยามระวังภัยเพื่อให้ข้าพเจ้าได้นอนหลับ เพราะข้าพเจ้าทำหน้าที่ขับรถมาได้ 2 วัน 2 คืน เพลียมาก

    ข้าพเจ้าจึงส่งจิตหา หลวงปู่เทศก์ ให้ช่วยด้วย เพราะโจรบุกกุฏิ เพ่งไปสักครูก็หลับไปด้วยความอ่อนเพลีย นิมิตเห็น หลวงปู่เทศก์ มาเยี่ยมที่กุฏิ ท่านมาเปิดประตูและเดินไปมาที่กุฏิข้าพเจ้า ประมาณตีสาม เกิดฝนตกหนัก ฟ้าผ่า สนั่นหวันไหว ฝนสาดเข้ามาถึงระเบียงกุฏิ จนน้ำท่วมขัง ข้าพเจ้าตื่นขึ้นมาพร้อมระลึกได้ว่า หลวงปู่เทศก์ มาเยี่ยมและดีใจที่ฝนตกหนักโจรผู้ร้ายได้หนีไป

    วันต่อมาได้เล่าให้ หลวงปู่เทศก์ ฟังว่า มีผู้ร้ายมาที่กุฏิเรา พากันกระโดดและวิ่งเสียงดังสนั่นอยู่ที่ ระเบียงจนระเบียงแทบพัง มากันประมาณ 7-8 คน เอาไฟฉายส่องดูพวกเรา แต่ไปฉายดวงใหญ่มาก ข้าพเจ้าจึงถาม หลวงปู่เทศก์ ว่า “คน 7-8 คน ที่พูดคล้ายภาษาลาวนั้น คือโจรจากฝั่งลาว หรือผีหลอก
    ท่านว่า “ ไม่ใช่ เป็นพญานาคมาหาเยี่ยมโมทนาบุญ “
    คณะพวกเรา 4 คน ตกตลึง จึงถามท่านว่า “ในแม่น้ำโขงมีพญานาคมากหรือคะ ?”
    ท่านว่า ”มีมาก”

    พวกเราตื่นเต้นกันมาก เสียงเชือกนั้นที่แท้จริงคือ เสียงพญานาค เลื้อยมาตามพื้นดิน และเสียงโครมคราม คล้ายคนวิ่งก็คือกิริยาเลื้อยของพญานาค ซึ่งครูบาอาจารย์หลายท่าน ได้ติดตามดูข้าพเจ้าตลอด เช่น หลวงพ่อวัดพลับ บอกว่า กระบอกไฟฉาย นั้น คือ ดวงตาของพญานาคต่างหาก และลำตัวขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 2 ฟุต ยาว 20 ถึง 30 เมตร หลวงปู่หลอด ก็หัวเราะ เมื่อข้าพเจ้ายังไม่เชื่อว่า กลุ่มคน 7-8 คน นั้นคือพญานาค จำแลงกายขึ้น บนบก และมาเยี่ยมพวกเราถึงกุฏิ และฝนตก ฟ้าผ่า คืนนั้น พวกเราแทบไม้ได้นอน เพราะกลัวผู้ร้าย แท้จริงคือ พญานาคจากฝั่งโขง มาเยี่ยมและอนุโมทนาบุญ ที่ข้าพเจ้าและหมู่คณะร่วมกัน สวดทิพย์มนต์ แผ่ให้หลวงปู่เทศก์ มีอายุ วรรณะ สุข พละ อีกทั้ง ยังกำหนดเรียกพญานาคทั้งหมดในแม่น้ำโขงมารับบุญในครั้งนี้ และบุญ นานาชนิดที่บำเพ็ญมาแล้ว

    นอกจากนั้น ได้เล่าให้ หลวงพ่อพุธ วัดป่าสาลวัน ฟัง หลวงพ่อพุธบอกว่า “เกือบไปแล้วนะ เขาจะมาเอาตัวไป เขาชอบเรารู้ไหม ?
    พญานาคมีจิตใจ 2 อย่าง รักมาก ชอบมากจะมาเยี่ยมมาหา หรือไม่ ถ้าเกลียดไม่ชอบจะมาเล่นงาน”
    หลวงพ่อพุธพูดแล้ว ยิ้มใหญ่ ข้าพเจ้ารู้ว่ามีครูบาอาจารย์หลายรูปแอบดู ขณะที่เรานั่งภาวนาอยู่ที่กุฏิริม แม่น้ำโขง ที่วัดหินหมากเป้ง จึงได้รู้เรื่องราวของเราทั้งหมด เหมือนท่านนั่งภาวนาอยู่ด้วย

    .........การสวดทิพยมนต์
    การสวดทิพย์มนต์เพื่อเป็นศิริมงคลแก่ผู้สวด เพื่อให้มี อายุ วรรณะ สุขะ พละ เพื่อส่งกุศล ให้ผู้ป่วยทุเลาจากอาการเจ็บป่วย หรือสวดส่งกุศลให้หลวงปู่ ครูบาอาจารย์ที่มีอายุ มาก ให้มีพละกำลัง หรือสวดเพื่อบรรเทาเวทนา หรือสืบชะตาต่ออายุ

    .........ในกรณีสวดให้คนป่วย
    ให้เราเอาธูปเทียนเท่าอายุคนป่วย เช่น 40 ปี มีธูปเทียนไม่น้อยกว่า 40 หรืออาจมากกว่า โดยก่อกองทรายแล้วเอาธูปเทียนปักกองทราย จุดธูปเทียนให้ครบ จำนวนแล้วโยงสายสิญจน์ จากพระพุทธรูปล้อมผู้สวด 4 คน และให้คนป่วยจับด้ายสายสิญจน์ไว้ การสวดให้มีคนสวดอย่างน้อย 4 คน ก่อนจะประกอบพิธีสวด ทิพย์มนต์ ให้ผู้ป่วยระลึกถึงกรรมที่ได้กระทำมา ให้ระลึกให้ได้ ว่ากระทำสิ่งใดที่ผิดพลาด ไว้บ้าง แล้วให้สำนึกถึงความผิดนั้น กำหนดจิตไว้ว่า เราได้เคยกระทำการเบียดเบียนทุบตี ทำร้าย สัตว์ คน ไว้ ประการใด เราได้ระลึกสำนึกถึงโทษผิดนั้นแล้ว บัดนี้ เราขอตั้งจิตไว้ว่า จะไม่ทำบาป ไม่ทำผิดเช่นนั้นอีกต่อไป ขอให้เจ้ากรรมนายเวร ของเราจงรับทราบด้วยและจงอนุโมทนาบุญที่เราได้สำนึกบาป สำนึกโทษนั้น และอนุโมทนาในกุศลที่เราได้เจริญบททิพย์มนต์ นี้ ขอให้เจ้ากรรมนายเวรจงรับทราบและรับส่วนกุศลนี้ และอโหสิกรรมให้แก่เรา ให้โรคภัยไข้เจ็บ จงทุเลาเบาบางลงด้วย

    พร้อมกันนั้นให้ผู้ป่วยไถ่ชีวิต โค กระบือ แล้วอุทิศบุญกุศลให้เจ้ากรรมนายเวร ด้วย และจะถวายสังฆทาน ตามด้วย ก็ยิ่งดีมาก สังฆทานชุดใหญ่ที่ประกอบด้วย พระพุทธรูป ผ้าไตรจีวร ครบชุด และอาหารคาวหวาน ของใช้ต่าง ๆ การสวดทิพย์มนต์ เพื่อให้คนป่วยทุเลาจากอาการป่วย ไม่ใช่สวดส่ง ๆ ไปอย่างนั้น หากคนป่วยไม่ระลึกถึงกรรมที่ตนทำไว้ ก็ยากจะหายป่วย เพราะกรรมที่ทำไว้ยังส่งผลอยู่

    ในกรณีที่คนป่วยจำไม่ได้ ก็ให้กำหนดว่า กรรมใดที่ทำไว้ประการหนึ่ง ประการใดก็ดี ที่ได้ทำร้ายคน สัตว์ ให้เจ็บปวด ทุกข์ทรมาน ที่เจตนา หรือไม่ได้เจตนา จำได้ หรือจำไม่ได้ ขอให้เจ้ากรรมนายเวร จงรับทราบว่า ข้าพเจ้าสำนึกโทษผิดนั้น และจะไม่ทำกรรมอันนั้นอีก หรือกรณีคนป่วยไม่มีสติ บุตรหลาน ผู้สวดต้องกล่าวแทน แต่เมื่อรู้สึกตัวแล้ว ก็ต้องขออโหสิกรรมเช่นกัน

    .........ในกรณีสวดสืบชะตาต่ออายุ
    ไม่ต้องกำหนดอะไร เพียงทำใจให้สงบแล้วแผ่บุญให้ผู้ที่เราปรารถนาจะส่งบุญให้
    บทสวดทิพย์มนต์ คือบทสวด อิติปิโส ผนวกกับธาตุทั้ง 6 ดิน น้ำ ลม ไฟ กากาศ วิญญาณธาตุ การที่ร่างกายของเรามีปฏิกิริยาต่าง ๆ เช่น ตัวร้อน เพราะธาตุไฟบกพร่อง บางครั้งเกิดเป็นลมจุกเสียดแน่นหนา ก็เพราะธาตุลมผิดปกตินั้นเอง

    อย่างไรก็ตาม การที่ร่างกายมีการป่วยไข้เกิดได้ 2 กรณี คือ
    1.เสื่อมตามสภาวะของสังขาร คนหนุ่มสาวย่อมแข็งแรงกว่าคนที่อายุมาก และเมื่อใช้ร่าง
    กายเกินพอดี ขาดโภชนาที่ดี ขาดอากาศบริสุทธิ์ การพักผ่อนไม่เพียงพอ ร่างกายเกิดป่วยไข้ ธาตุทั้ง 4 ในร่างกายย่อมผิดปกติ ไม่สามารถดำเนินไปได้โดยดี

    2.เกิดเจ็บป่วยทางร่างกาย ซึ่งถูกทำลายตามผลของกรรม เช่น การเกิดอุบัติเหตุนานาชนิด
    รถชนกระดูกหัก อวัยวะต่าง ๆ เสียหาย ต้องผ่าตัด เย็บ ตัดต่อร่างกาย การเกิดไฟไหม้ลวกผิวหนัง ถูกน้ำกรด ถูกเครื่องจักรตัดมือ แขน ขณะทำงานในโรงงาน หรือกรณีถูกไฟครอก และอยู่ ๆ ก็ตรวจพบว่า ป่วยเป็นโรคมะเร็ง โรคไวรัส โรคเอดส์ โรคภูมิแพ้ เป็นอัมพาต โรคที่เป็นแล้ว รักษาไม่หายขาด ก็คือ การชดใช้กรรม ซึ่งเป็นผลจาก การทำปาณาติบาต คือ ฆ่าสัตว์ ฆ่าคน ประทุษร้าย ทุบตีรังแกสัตว์ เป็นต้น

    ในกรณีนี้ จึงต้องรักษาทั้งภายนอกและภายใน ภายนอกก็คือ รักษาตามหลักการของแพทย์ ภายในก็คือ สร้างบุญกุศลให้มีภูมิต้านทานขึ้น และส่งบุญให้เจ้ากรรมนายเวร และขออโหสิกรรม กรรมนั้นจะจางลง อาการป่วยไข้จะทุเลา หรือผลบุญที่ทำไว้เดินทางมาถึง กุศลนั้นจะมาช่วยเหลือให้อาการป่วยทุเลาเบาบางลง

    แต่มิได้หมายความว่า ทำกุศลเพียงแค่แนะนำมามากพอแล้ว บางคนแนะนำแค่นั้นก็ทำอย่างเสียมิได้ กรรม ที่ทำไว้ไม่ได้มีเรื่องเดียว ถ้ามีเรื่องเดียวก็ไม่มาเกิด คนหมดกรรม ก็หมดภพหมดชาติ ไม่มาใช้กรรม ผลบาปมีนานาชนิด ทยอยกันเดินทางมาสู่เราตลอดเวลา นับเป็นนาที วินาที ทุกวัน ทุกเดือน จึงขอแนะนำว่า จงอย่าเจริญกุศลเฉพาะหน้าที่เจ็บป่วยเลย จงสรง้างบุญกุศลตลอดเวลาที่ทำให้พอกับการสร้างบุญกุศลตลอดเวลา ให้ทำพอกับกรรมที่เดินทางมา ขยันสร้างความดีใช้หนี้ ดีกว่าจะมาคอยดูว่า ทำไม ไถ่ชีวิตโคกระบือแล้ว ไม่หาย สวดทิพย์มนต์แล้ว ไม่หายป่วย ก็แล้วที่ทำมาหากินมันหนักหนาขนาดไหน จะมาสวดวันเดียวหายได้หรือ?

    จะต้องสร้างทำไปทุก ๆวัน จนกว่าจะถึงที่สุดของชีวิตนั่นแหละ ให้บุญกุศลมันคุ้มมันรักษาเราตลอดเวลานาที อยู่ให้บาปกรรมมาตามจ้องเราตลอดเวลา

    เมื่อรู้ตัวดังนี้ การเจริญบุญกุศลทุกชนิด ย่อมรักษา เพราะเรายุติซึ่งการสร้างหนี้อย่างเดียว หนี้ย่อมทุเลาเบาบางให้เราถึงความสุขได้ในที่สุด
     
  11. ขง

    ขง เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2012
    โพสต์:
    189
    ค่าพลัง:
    +676
    บทสวดทิพยมนต์

    อานิสงค์ของบทสวดนี้ ทำให้บ้านร่มเย็น ใจคนในบ้านและสิ่งแวดล้อมจะเย็นลง

    พืชพรรณจะเจริญงอกงามดี สวดทุกวันด้วยจิตที่เป็นสมาธิกระดูกเป็นแก้วได้

    สวดมนต์ด้วยพระพุทธคุณตั้งธาตุทั้ง ๖

    นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ (๓หน)


    พุทธัง อายุวัฑฒะนัง ชีวิตัง ยาวะนิพพานัง สะระณัง คัจฉามิ
    ธัมมัง อายุวัฑฒะนัง ชีวิตัง ยาวะนิพพานัง สะระณัง คัจฉามิ
    สังฆัง อายุวัฑฒะนัง ชีวิตัง ยาวะนิพพานัง สะระณัง คัจฉามิ
    ทุติยัมปิ พุทธัง อายุวัฑฒะนัง ชีวิตัง ยาวะนิพพานัง สะระนัง คัจฉามิ
    ทุติยัมปิ ธัมมัง อายุวัฑฒะนัง ชีวิตัง ยาวะนิพพานัง สะระนัง คัจฉามิ
    ทุติยัมปิ สังฆัง อายุวัฑฒะนัง ชีวิตัง ยาวะนิพพานัง สะระนัง คัจฉามิ
    ตะติยัมปิ พุทธัง อายุวัฆฒะนัง ชีวิตัง ยาวะนิพพานัง สะระนัง คัจฉามิ
    ตะติยัมปิ ธัมมัง อายุวัฑฒะนัง ชีวิตัง ยาวะนิพพานัง สะระนัง คัจฉามิ
    ตะติยัมปิ สังฆัง อายุวัฆฒะนัง ชีวิตัง ยาวะนิพพานัง สะระนัง คัจฉามิ



    หมวดธาตุ ๓ ข้อ ดังนี้
    (๑) วาโย จ (๑) เตโช จ (๑) อาโป จ (๑) ปฐวี จ (๑) อากาสา จ (๑) วิญญาณัญ จ พุทฺธะคุณัง อะระหัง พุทโธ อิติปิ โส ภะคะวา นะมามิหัง , อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ วิชชาจะระณะสัมปันโน สุคะโต โลกวิทูอะนุตตะโร ปุริสะทัมมะสาระถิ สัตถา เทวะมะนุสฺสานัง พุทโธ ภะคะวาติ. ( ให้ระลึกถึงพระพุทธเจ้าผู้บริสุทธิ์-อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ พระบริสุทธิคุณ)

    (๒) วาโย จ (๑) เตโช จ (๑) อาโป จ (๑) ปฐวี จ (๑) อากาสา จ (๑) วิญญาณัญ จ ธัมเมตัง อะระหัง พุทโธ อิติปิ โส ภะคะวา นะมามิหัง , สะวากฺขาโต ภะคะวะตา ธัมโม สันทิฏฐิโก อะกาลิโก เอหิปัสสิโก โอปะนะยิโก ปัจจัตตัง เวทิตัพโพ วิญญูหีติ.
    ( ให้ระลึกถึงพระสารีบุตรผู้มีปัญญา- วิชฺชาจรณสมฺปนฺโน พระปัญญาคุณ )

    (๓ ) วาโย จ (๑) เตโช จ (๑) อาโป จ (๑) ปฐวี จ (๑) อากาสา จ (๑) วิญญาณัญ จ สังฆานัง อะระหัง พุทโธ อิติปิ โส ภะคะวา นะมามิหัง , สุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ อุชุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ ญายะปฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ สามีจิปฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ ยะทิทังจัตตาริ ปุริสะยุคานิ อัฏฐะ ปุริสะปุคคะลา เอสะ ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ อาหุเนยฺโย ปาหุเนยโย ทักขิเณยฺโย อัญชะลีกะระณีโย อะนุตตะรัง ปุญญักเขตฺตัง โลกัสสาติ .
    (ให้ระถึงพระโมคคัลลานะผู้มีฤทธิ์-สัตถา เทวะมนุสสานัง พระกรุณาคุณ)

    ธาตุปริสุทฺธานุภาเวนะ, สัพพะทุกขา สัพพะภะยา สัพพะโรคา วิมุจจันติ, อิติ อุทธะมะโธ ติริยัง, สัพพะธิ สัพพัตตะตายะ สัพพาวันตัง โลกัง, เมตตา กรุณา มุทิตา อุเปกขา สะหะคะเตนะ เจตะสา, จะตุทิสัง ผะริตฺตะวา วิหะระติ, สุขัง สุปะติ, สุขัง ปะฏิพุชฺฌะติ, นะ ปาปะกัง สุปินัง ปัสสะติ มะนุสสานัง ปิโย โหติ, อะมะนุสสานัง ปิโย โหติ, เทวตา รักขันติ, นาสฺสะ อัคคิ วา วิสัง วา สัตถัง วา กะมะติ, ตุวะฏัง จิตตัง สะมาธิยะติ, มุขะวัณโณ วิปปะสีทะติ, อะสัมมุโฬฺห (มุฬโห) กาลัง กะโรติ, อุตฺตะริง อัปปฏิวิชฺฌันโต พฺรหฺมะโลกูปะโค โหติ อิติ อุทฺธะมะโธ ติริยัง, อะเวรัง อะเวรา สุขะชีวิโน, กะตัง ปุญฺญะผะลัง มัยหัง สัพเพ ภาคี ภะวันตุเต, ภะวะตุ สัพพะมังคะลัง รักขันตุ สัพพะเทวะตา,
    สัพพะพุทธานุภาเวนะ, สัพพะธัมมานุภาเวนะ, สัพพะสังฆานุภาเวนะ, โสตฺถี โหนฺตุ นิรันตะรัง,
    อะระหัง พุทฺโธ อิติปิ โสภะคะวา นะมามิหัง.

    ให้ผู้สนใจท่องในหมวดต้นให้แม่นยำ ส่วนธาตุที่ต่อมานั้นจะเข้าใจและจำง่าย เพราะเป็นเรื่องเดียวกัน เพียงแต่เปลี่ยนธาตุเท่านั้น ธาตุทั้ง ๖ หมวดนี้มีอยู่ในตัวของเราผู้สวดทุกคน เพราะฉะนั้นเวลาสวดให้นึกถึงธาตุนั้นๆด้วย เช่น ลม-ส่วนที่พัดไปมา มีลมหายใจเป็นต้น, ไฟ-ความอบอุ่น, น้ำ-มีอาการเหลวๆ, ดิน-แข็ง, อากาศ-ช่องว่าง, วิญญาณ-ความรู้, ดังนี้เป็นต้น การสวดจึงจะเป็นประโยชน์มาก.
     
  12. ขง

    ขง เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2012
    โพสต์:
    189
    ค่าพลัง:
    +676
    คาถาเรียกธาตุ (แบบฉบับ หลวงปู่นะ)


    ตั้งนะโม 3 จบ

    เอหิปัถวีพรหมมา
    เอหิอาโปอินทรา เอหิเตโชนารายะ เอหิวาโยอิสรา กะขะฃะคะงะ นะมะพะทะ กะระมะถะ
    อิกะวิติ จิปิเสขิ นะชาลีติ จะภะกะสะ สะสิมิระ ทุสะนะโส กะนะมิมา ทุสะมะนิ
    สังวิทาปุกะยะปะ อะสังวิสุโลปุสะพุภะ มะอะอุ สิวังพรหมมา ขะเขยยะ อิสวาสุ
    นะโมพุทธายะ พุทธคุณัง ธัมมคุณัง สังฆคุณัง อิติพะเทยยะ นะมะอะอุ

    นะโมพุทธายะ
    นะมะพะทะ จะภะกะสะ นะมะมะนะ นะอะอะนะ นะอุอุนะ

    (น้ำ) เด่นด้านเมตตา ใช้ต่อท้ายคาถาทุกบทดี

    นะโมพุทธายะ
    มะพะทะนะ ภะกะสะจะ มะนะนะมะ มะอะอะมะ มะอุอุมะ

    (ดิน)เด่นทางอยู่ยงคงกะพัน แคล้วคาด ใช้ต่อท้ายคาถาทุกบทดี

    นะโมพุทธายะ
    พะทะนะมะ กะสะจะภะ อะนะนะอะ อะมะมะอะ อะอุอุอะ

    (ไฟ)เด่นด้านเสดาะขับไล่สิ่งอัปมงคล ใช้ต่อท้ายคาถาทุกบทดี

    นะโมพุทธายะ
    ทะนะมะพะ สะจะภะกะ อุนะนะอุ อุมะมะอุ อุอะอะอุ

    (ลม)เด่นด้านอิทธิฤทธิ์ปาฏิหารทุกประการ ใช้ต่อท้ายคาถาทุกบทดี

    นะโมพุทธายะ
    รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ

    อัตถิ
    อิมัสมิง กาเย เกศา โลมา นะขา ทันตา ตะโจ มังสัง นะหารู อัฏฐี อัฏฐิมิญชัง วักกัง
    หะทะยัง ยะกะนัง กิโลมะกัง ปิหะกัง ปับผาสัง อันตัง อันตะคุณัง อุทะริยัง กะรีสัง
    ปิตตัง เสมหัง ปุพโพ โลหิตัง เสโท เมโท อัสสุ วะสา เขโฬ สิงฆาณิกา ละสิกา มุตตัง
    มัตถะเก มัตถะลุงคัน ติ.

    คาถาปรับธาตุนี้ท่อง 4 จบ เพื่อเรียกธาตุทั้ง 4 ให้เข้ามาในตัวเรา
    จะรู้สึกขนลุกถ้าจิตมุ่งมั่น ถ้าขนลุกเป็นอันใช้ได้ ถ้าต้องการจะเร่งธาตุไหนให้ย้ำธาตุนั้นหลายๆรอบแล้วจึงวนไปธาตุอื่นถึงจะสำริดผล.

    นี่ก็เป็นคาถาปรับธาตุแบบฉบับหลวงปู่นะท่าน
    ที่จริงมี 2 แบบแต่ อตมาเลือกมาให้ญาติโยมได้ลองฝึกกันดูก่อนเพราะแบบนี้อตมาว่าดีสุดๆเข้าถึงทุกจุดในร่างกาย
    เมื่อครบ 4 จบแล้วก็ให้นั่งสมาธิ ภาวนาไล่ธาตุอย่างเดียวพอ.
     
  13. ดั่งจันทรา

    ดั่งจันทรา เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    11 ธันวาคม 2007
    โพสต์:
    218
    ค่าพลัง:
    +695
    มีต่ออีกไหมครับ กำลังเก็บความรู้วิชาธาตุพอดีเลย อยากปรับธาตุตนเองน่ะครับ สุขภาพไม่ค่อยดี
     
  14. ขง

    ขง เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2012
    โพสต์:
    189
    ค่าพลัง:
    +676
    มีครับ
    ร่วมบุญปล่อยสัตว์เดือนละ หนึ่งครั้ง

    หรือ ถวายสังฆทานยา หรือร่วมบุญค่ารักษาพยาบาลพระสงฆ์

    ไปดูเวบวัดท่าขนุนดูครับเหนว่าเขามีกองทุนรักษาพยาบาล พระสงฆ์อาพาธ
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 3 มกราคม 2014
  15. ขง

    ขง เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2012
    โพสต์:
    189
    ค่าพลัง:
    +676
    ตามรุปที่แนบ มาครับ สำหรับบรรเทาอาการป่วย

    จะรักษาจริงๆต้องพึ่งหมอครับ สำหรับคาถาช่วยบรรเทา

    นะครับ

    ภาวนา 1.คาถาชุมนุมธาตุ 2.คาถาตั้งแม่ธาตุใหญ่

    3.ตั้งธาตุ 4.หัวใจโพชฌงค์ ตามลำดับ ครับ
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

    แก้ไขครั้งล่าสุด: 4 มกราคม 2014

แชร์หน้านี้

Loading...