พญานาคมีจริง...

ในห้อง 'จักรวาลคู่ขนาน' ตั้งกระทู้โดย ทิพย์มาลา, 7 เมษายน 2014.

  1. ทิพย์มาลา

    ทิพย์มาลา เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    7 สิงหาคม 2012
    โพสต์:
    179
    ค่าพลัง:
    +764
    พญานาคนิมนต์หลวงปู่บุญมา ถาวโรไปเมืองพิภพ

    ป่าเขาบริเวณเขตวัดหนองแวง อ.เกษตรสมบูรณ์ จ.ชัยภูมิ สมัยที่หลวงปู่บุญมา ถาวโร มาอยู่พำนักปฏิบัติธรรม แรกเริ่มนั้นเต็มไปด้วยต้นไม้สูงใหญ่ตั้งตระหง่าน หมู่สิงห์สาราสัตว์ กระทิง เก้ง กวาง ช้าง เสือ ก็มีมาก วิหคนานาชนิดต่างส่งเสียงเจี๊ยวจ๊าวลั่นทุ่งไพรกว้าง การมาอยู่พำนักพัฒนาสร้างวัดหนองแวงในยุคแรกๆ ของหลวงปู่บุญมาเป็นไปด้วยความยากลำบากด้วยฐานะความเป็นอยู่ของชาวบ้าน ต่างก็อัตคัดขัดสน หาอยู่หากินตามมีตามเกิด หลวงปู่บุญมาได้มาอยู่พำนักด้วยความอดทน วิริยะ เพียรในการปฏิบัติธรรมมิหยุดหย่อน อาหารการฉันก็มีไม่เพียงพอ มีก็ฉัน ไม่มีก็ไม่ฉันด้วยหวังเพียงให้จิตเกิดความอิสระเป็นไท ไม่ให้ตกลุ่มหลง มัวเมาในตัณหา ราคะ โทสะ โมหะ ได้พำนักอยู่ปฏิบัติธรรม ณ ขุนป่าเขาดงไพร จิตไม่ถูกรบกวนจากสิ่งยั่วยุต่างๆ จิตมีความหมั่นเพียร ในการเดินจงกรม นั่งสมาธิมีสติควบคุมสมาธิจิต จนเกิดปัญญาธรรม ก็ด้วยการอาศัยสิ่งแวดล้อมจากธรรมชาติ

    การทำความเพียรของหลวงปู่บุญมาในทุกอิริยาบถจะมีสติรู้ตนตลอดเวลา จะยืน เดิน นั่ง นอน สติสัมปชัญญะจะอยู่นอกกายมิได้ อารมณ์ภายนอก รูป รส กลิ่น เสียง โผฏฐัพพะธรรมารมณ์ ที่กายได้รู้ได้เห็นหมด ทุกขัง อนิจจัง อนัตตา สิ่งใดเกิดขึ้น ตั้งอยู่ สิ่งนั้นย่อมแตกดับไปเป็นธรรมดา เพราะธรรมชาติมันเป็นอย่างนี้ ไม่มีสิ่งใดอยู่คงที่ถาวรได้ตลอดไป หากผู้มีปัญญาเพียรพิจารณาแยกแยะสลัดตัดทิ้งให้ขาดสะบั้นจากจิต จิตดวงธรรมก็ค่อยๆ ใสสะอาดแวววาวจนเหลือแต่ความสงบ สะอาดบริสุทธิ์ คู่ดวงจิตตลอดกาล เหตุจะนำสู่จิตที่ไสสะอาด สงบบริสุทธิ์ จำต้องอาศัยการรักษาศีลของตนให้บริสุทธิ์ เจริญสมถะ วิปัสสนา เพื่อให้เกิดปัญญาในการแสวงหาความหลุดพ้นจิตสู่ความวิมุตติต้องเพียรภาวนาเฝ้าดูจิตตนทุกขณะ มิให้หลงไปในกิเลสที่คอยยั่วยุ ทิ่มแทงจิตใจตนอยู่ตลอดเวลา จิตผู้ใดไม่หวั่นไหวสั่นคลอนดุจขุนเขาไม่คลอนแคลนด้วยแรงลมฉันใด จิตของผู้ฝึกมาดีย่อมไม่หวั่นไหวไปตามกิเลสฉันนั้น

    ผู้ใดฝึกจิตตนมาดีไม่ล่วงเกินธรรมวินัยของพระพุทธองค์ แม้แต่สัตว์เดรัจฉาน มนุษย์ เทพเทวดา อมนุษย์ ภูตผีวิญญาณร้าย สัตว์จำพวกกึ่งสัตว์เดรัจฉานกึ่งเทพ ก็ยังมีความเคารพ ความรัก ความศรัทธา เกรงกลัวในอำนาจกระแสจิตของผู้ที่ฝึกจิตตนมาเป็นอย่างดี

    ความศรัทธาที่มีต่อหลวงปู่บุญมานั้นเหล่าพญานาคเองก็ยังมีความเคารพในตัวหลวงปู่อยู่มิน้อย หลวงปู่บุญมาได้นั่งภาวนาอยู่ในอาณาเขตบริเวณวัดบ้านหนองแวง นั่งสมาธิภาวนาจนจิตเกิดความสงบ เนื่องจากการเพ่งอารมณ์จิตสู่อำนาจฌาน ความสว่างก็ได้สว่างกระจ่างแจ้งขึ้นภายในจิตญาณทัศนะ ความรู้เห็นก็ได้บังเกิดขึ้นมีอยู่ในจิตดวงสว่างไสว ท่านจึงได้กำหนดจิตเพ่งพินิจไปทั่วอาณาเขตบริเวณวัด ตรวจดูสภาพอาณาเขตบริเวณวัด นับตั้งแต่หน้าประตูเข้าวัดสู่ใจกลางวัด หลวงปู่ก็ได้กำหนดส่องไปมาจนถึงบริเวณด้านหลังของอาณาเขตวัด จิตท่านก็ได้ไปสัมผัสเห็นกองดินตั้งชัน กองสูงประมาณ 1 เมตรกว่า จิตหลวงปู่บุญมาเห็นกองดินนั้น จิตก็บอกว่า กองโพนฤาษี ในเขตบริเวณโพนฤาษีมีรูหนึ่งกลวงลึกลงไปยังใต้ผิวดิน ท่านก็กำหนดจิตพิจารณาดูรูในโพนฤาษีไม่พบอะไร จึงได้ถอนจิตออกมา

    พอวันรุ่งขึ้นท่านหลวงปู่บุญมาจึงได้เดินไปดูบริเวณโพนฤาษี ท่านเดินตรวจตราก็พบว่าโพนฤาษีนั้นมีรูๆ หนึ่ง กลวงลึกลงไปสู่ใต้ผิวดิน ท่านเกิดความสงสัยว่าใต้โพนฤาษีจะมีอะไรซ่อนอยู่หรือไม่ จึงได้ไปหาอุปกรณ์ในการขุดดิน แล้วหลวงปู่ก็ได้ทำการขุดดูรูใต้โพนฤาษี ค่อยๆ ขุดดินออกมาทีละนิดๆ ขุดไปลึกพอประมาณ ท่านก็พบว่ารูแห่งนี้ลึกเป็นโพรงขนาดงูเหลือมเข้าไปอยู่ได้ หลวงปู่บุญมาพิจารณาดูก็ไม่พบสิ่งใดๆ หลวงปู่จึงได้ทำการกลบรูใต้โพนฤาษีนั้น กลบปิดปากรูนั้นไว้จนไม่สามารถมองเห็นรูกลวงลึกลงไปใต้ผิวดินหากมองจากข้างนอก

    ดึกกลางคืนนั้นเองหลวงปู่บุญมาก็ได้เข้านอนพักผ่อนกายตามเวลาปกติขณะที่จิตลงสู่ภวังค์ จิตหยุดการปรุงแต่งจากเรื่องต่างๆ มีเพียงสติกำกับรู้อยู่กับตัว ทันใดนั้นเองหลวงปู่ก็ได้นิมิตเห็นพญานาคได้แปลงกายเป็นมนุษย์เดินเข้ามายังตัวหลวงปู่ พญานาคเมื่อเข้ามาใกล้หลวงปู่จึงหยุดนิ่ง แล้วได้ทำการกราบอาราธนานิมนต์ขอให้หลวงปู่ลงไปชมเมืองของตน ซึ่งเป็นเมืองพญานาคอยู่ใต้พิภพในอาณาบริเวณวัดหนองแวงนั่นเอง หลวงปู่บุญมาได้ฟังดังนั้นก็สะดุ้งกลัวตกใจแล้วกล่าวบอกพญานาคผู้มานิมนต์ไปว่า

    “อาตมาไม่ไปหรอกเมืองของพวกท่าน อาตมาเกรงว่าถ้าไปแล้ววิญญาณอาจไม่ได้กลับขึ้นมา จะไม่สามารถกลับเข้าร่างกายเนื้อได้ อาตมาไม่ไปหรอก”

    ครั้นเมื่อวาสุกรีผู้มาทำการอาราธนานิมนต์จากผู้ถูกนิมนต์ท่านให้ลงไปชมเมืองนาคของตน ได้รับฟังคำตอบปฏิเสธจากผู้นิมนต์ก็ได้จากลาหายวับจากไปจากนิมิตของหลวงปู่ ครั้นพอตกกลางคืนหลวงปู่บุญมาก็นั่งสมาธิภาวนาเช่นเคยปฏิบัติมา ภาวนาเพ่งอารมณ์จนจิตลงสู่กระแสฌาน เกิดความสงบสว่างไสวขึ้นภายในจิต ฉับพลันหลวงปู่บุญมาก็ได้นิมิตมองเห็นเป็นมนุษย์ผู้หนึ่ง นัยน์ตาใสสว่างผมขาว ผิวขาว รูปกายสูงสง่า ปรากฏกายอยู่เบื้องหน้าหลวงปู่ จิตผู้รู้ของหลวงปู่บุญมาเมื่อได้เห็นผู้มาเยือนมีรูปร่างหน้าตาเฉกเช่นเดียวกับมนุษย์ ก็ได้ผุดตอบมาให้ทราบ

    “ชายผู้นี้เป็นพญานาค แปลงกายเป็นมนุษย์มาหา”
    บุรุษผู้มีรูปพรรณสัณฐาน รูปร่างลักษณะออกไปทางชาวตะวันตกผู้นั้นก็คือพญานาคที่อาศัยอยู่ลึกลงไปใต้โพนฤาษีที่หลวงปู่ได้ไปขุดดินกลบฝังปิดปากรูนั้นเอง ในการมาครั้งนี้ของพญานาค ก็ด้วยจุดประสงค์เดิม ด้วยการนิมนต์หลวงปู่บุญมาให้ไปชมเมืองเวียงวังพญานาคที่พวกตนอาศัยอยู่อีกมิติหนึ่ง อยู่ลึกลงไปใต้พื้นดิน

    พญานาคตนนั้นได้เข้ามากราบหลวงปู่บุญมา แล้วจึงกราบอาราธนานิมนต์ ขอให้หลวงปู่ไปชมเมืองพญานาค เมื่อหลวงปู่บุญมาได้ฟังจุดประสงค์ของพญานาคตนนั้นแล้ว ท่านจึงได้กำหนดจิต (กายทิพย์) ก็ได้ลอยล่องตามพญานาคตนนั้นไป กายทิพย์ของหลวงปู่บุญมาจำได้ว่ากองดินแห่งนี้มีรูกลวงลึกลงไปใต้ดิน ที่ปากรูนั้นท่านได้ใช้ดินฝังกลบไว้ก่อนหน้านี้ ด้วยการกระทำของกายเนื้อ หลวงปู่บุญมาจำได้ว่ากองดินที่พญานาคพาท่านมายืนอยู่นั้นหลวงปู่เรียกมันว่าโพนฤาษี การเข้าสู่เมืองพญานาคนั้นจำเป็นต้องเข้าออกทางรูใต้โพนฤาษีแห่งนี้เท่านั้น พญานาคเหล่านั้นก็ได้พาจิตกายทิพย์ผ่านเข้าสู่รูใต้โพนฤาษีลงไปสู่มิติดินแดนที่ลี้ลับ แล้วหลวงปู่บุญมาก็ได้ไปชมบ้านเมืองๆ หนึ่งซึ่งเป็นแหล่งชุมชนมีบ้านเป็นหลังเรือนติดกันเป็นทิวแถวยาว แบ่งสัดส่วนเป็นของใครของมันอย่างชัดเจน เหมือนเมืองมนุษย์ ผู้คนในเมืองนาคพิภพแห่งนี้มีรูปร่างสูงใหญ่ ผิวขาวเนียนสีของเส้นผมยาวสลวย นัยน์ตากลมโตใสสว่างคล้ายดังลูกแก้ว อาหารการกินของพวกชาวพญานาคนั้นเป็นอาหารทิพย์ พวกพญานาคจึงไม่ได้ทำไร่ทำนาเหมือนดังกับพวกมนุษย์ นึกอยากจะกินอะไร อำนาจทิพย์นั้นก็ดลบันดาลเป็นไปตามต้องการให้ได้กิน มิได้ทุกข์ร้อนอะไร

    หลวงปู่บุญมาท่านได้เห็นเมืองพญานาคมีลักษณะความเป็นอยู่ของสังคมพญานาคได้เพียง 15 นาที พญานาคตนนั้นก็ได้นิมนต์ขอให้หลวงปู่กลับไปยังเมืองมนุษย์ดังเดิม เพราะเกรงว่าอยู่นานไป หลวงปู่บุญมาอาจจะได้รับอันตรายจากพิษของพวกพญานาค ท่านหลวงปู่บุญมาก็ได้จากเมืองพญานาค กายทิพย์ของหลวงปู่บุญมาก็ได้ถอยกลับเข้าสู่กายเนื้อดังเดิม นั่นก็เป็นประสบการณ์ของหลวงปู่บุญมาที่ได้ไปเยือนนาคพิภพด้วยกายทิพย์...

    หลวงปู่บุญมา ถาวโร ได้เล่าให้ทราบว่า
    “พญานาคเขานำหลวงปู่ไปเมืองบาดาล การไปเมืองบาดาลเขาให้หลับตาไม่นานก็ไปถึง บ้านเมืองพญานาคมีแต่ทองเพชรนิลจินดา เขาไม่พูดกับเรา พูดกันทางจิต พญานาคอยู่บนบกก็มีอยู่ในน้ำก็มี อยู่ในถ้ำก็มี เป็นเมืองเป็นแยกเหมือนเมืองเรา เขารักษาศีลเคร่งครัดมาก ศีลข้อ 4 ธาตุกายสิทธิ์ที่หลวงปู่ได้มาเขาให้มาสร้างเจดีย์ เวลาเขาบอกให้ไปเอาบางทีก็อยู่ในถ้ำ บางทีเขาก็เอามาให้นอกถ้ำ มีพระฤาษีตาไฟเฝ้าดูแลอยู่ ของที่ได้มาจะเป็นแก้วตาพญานาค ลูกแก้ว พลอย มุก ของเหล่านี้มีจิตวิญญาณป้องกันภัยทั้งมวลร่มเย็นเป็นสุข เมตตามหานิยมแต่ละชนิดนี้มีชั้นวรรณะเหมือนกัน

    ไปเมืองบังบด เขาเป็นเทพ เขามีถิ่นฐานเหมือนเรา เขารักษาศีล การติดต่อกันทางจิต อาหารเป็นผลไม้กับของหวาน เขาจะอยู่อาศัยทั่วไปแต่เรามองไม่เห็นเขาแต่เขาเห็นเรา เขามาฟังจากหลวงปู่ไปเมืองเขา เขาให้สิ่งของมาสร้างพระธาตุเจดีย์เขามาส่งต้องรักษาสัจจะไม่โลภผู้หญิงชาวเมืองสวย ระหว่างธุดงค์ เขาทดสอบหลวงปู่ แต่หลวงปู่ต้องการนิพพานไม่ต้องการอะไร”
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 19 เมษายน 2014
  2. Norlnorrakuln

    Norlnorrakuln เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 สิงหาคม 2011
    โพสต์:
    3,813
    ค่าพลัง:
    +15,096
    เยี่ยมไปเลย :cool:
     
  3. ทิพย์มาลา

    ทิพย์มาลา เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    7 สิงหาคม 2012
    โพสต์:
    179
    ค่าพลัง:
    +764
    จากหนังสือ พลอยพญานาค ค่ะ อ่านแล้วดูลึกลับน่าสนใจดี จึงนำมาเล่าสู่กันฟังค่ะ
     
  4. ทิพย์มาลา

    ทิพย์มาลา เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    7 สิงหาคม 2012
    โพสต์:
    179
    ค่าพลัง:
    +764
    หลวงปู่ทุย ฉันทกาโม วัดป่าสักภักดีภูริฑัต พบพญานาค

    ครั้งหนึ่ง หลวงปู่ทุย ฉันทกาโม ได้ไปอยู่ปฏิบัติธรรมภาวนา ณ ภายในถ้ำผาข้อง จังหวัดเลย ภายในถ้ำนั้นมีพระพุทธรูปประดิษฐานอยู่เพื่อเป็นที่กราบไว้สักการะ เพื่อน้อมรำลึกถึงคุณขององค์พระอรหันต์สัมมาสัมพุทธเจ้า ด้านหน้าของพระพุทธรูป มีธูปและเทียน ถูกจุดขึ้นมาเพื่อถวายเป็นพุทธบูชา วันนั้นหลวงปู่ทุยได้ไปนั่งภาวนาจนถึงเวลา 21.00 น. จึงได้ไปผ่อนคลายอิริยาบถ ในขณะที่จิตกำลังเคลิ้มก็ได้พบว่า มีพญานาคขนาดลำตัวใหญ่โตเท่ากับต้นตาล พญานาคที่หลวงปู่ได้พบนั้นมีด้วยกัน 2 ตน เป็นสามีภรรยากัน ลักษณะเด่นของพญานาคเพศผู้นั้นปรากฏกงจักร อยู่กลางลำตัว ฝ่ายพญานาคตัวเมียมีลำตัวกลมเลี่ยมเป็นมันวาววับ

    ครั้นพญานาคทั้งสองตนได้พบกับหลวงปู่ทุย ก็เกิดความตกใจ ต่างก็พากันเลื้อยหนีไปจนสุดผนังถ้ำ แล้วเลื้อยวนกลับไปกลับมา ด้วยความเมตตาสงสาร หลวงปู่ทุยท่านจึงได้ร้องบอกออกไปว่า

    “อย่าแลน อย่าแลน หลวงปู่บ่ได้มาทำความเดือดร้อนอีหยัง บ่ได้มาทำร้าย หลวงปู่มาภาวนาซื่อๆ”

    ฝ่ายพญานาคทั้งสองตนนั้น ก็ยังคงพากันเลื้อยด้วยความดิ้นรนกลัวเพื่อจะหนีไปให้ได้ ปรากฏว่าพญานาคตัวเมียได้เลื้อยไปด้วยความร้อนรนตกใจจนลำตัวได้ตกลงไปในบ่อน้ำ แล้วจึงได้หยุดพักหายใจ เพื่อให้คลายจากความเหนื่อยล้า นอนหายใจพะงาบ พะงาบ หลวงปู่ทุยจึงได้ไปจับหางพญานาคตัวนั้นขึ้นมาจากบ่อน้ำเอามาไว้บนฝั่ง พญานาคนั้นก็ยังคงนอนราบหายใจพะงาบ พะงาบ พะงาบ จนหายเหนื่อยแล้วก็ได้อันตรธานหายไป
     
  5. ทิพย์มาลา

    ทิพย์มาลา เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    7 สิงหาคม 2012
    โพสต์:
    179
    ค่าพลัง:
    +764
    ปรากฏการณ์มหัศจรรย์ “สัตตนาคารำลึก”

    พญานาคราชเจ้าทั้ง 7 องค์ ผู้พิทักษ์องค์พระธาตุพนม

    พระธาตุพนมบรมเจดีย์ อ.ธาตุพนม จ.นครพนม เป็นเจดียสถานเก่าแก่มีอายุนับพันปีเป็นพระธาตุทรงเหลี่ยม มีความสูง 57 เมตร ความกว้างของฐานด้านละ 12 เมตร ยอดฉัตรสร้างด้วยทองคำบริสุทธิ์หนัก 16 กิโลกรัม ประดับด้วยเพชร 200 เม็ด พระเจดีย์พระธาตุพนมนี้เป็นเจดีย์ที่บรรจุ “พระอุรังคธาตุ” คือ กระดูกส่วนหน้าอกขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ตั้งอยู่ที่วัดพระธาตุพนมวรมหาวิหารพระอารามหลวงชั้นเอกชนิด “วรมหาวิหาร” ตำบลธาตุพนม อำเภอธาตุพนม จังหวัดนครพนม

    ตามตำนานกล่าวว่า องค์พระธาตุพนมนี้สร้างมานานกว่า 2,500 ปีแล้ว โดยพระมหากัสสปเถระ พุทธสาวกองค์สำคัญและพระอรหันต์ 500 องค์ ร่วมกับเจ้าพญาทั้ง 5 นคร คือ พญาสุวรรณภิงคารแห่งเมืองหนองหารหลวง พญาคำแดงแห่งเมืองหนองหารน้อย พญาอินทปัตถนครแห่งเมืองอินทปัต พญาจุลณีพรหมฑัตแห่งเมืองจุลณี และพญานันทเสนแห่งเมืองศรีโคตรบูรได้ร่วมกันก่อสร้างองค์พระบรมธาตุ แล้วนำพระอุรังคธาตุหรือกระดูกส่วนหน้าอกขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ประดิษฐานไว้ภายใน ณ ที่บริเวณดอยกปณคีรี หรือ “ภูกำพร้า” แห่งนี้ เพื่อเป็นหลักพระพุทธศาสนาและเนื้อนาบุญกุศลของทวยเทพและมนุษย์

    องค์พระธาตุพนมจึงทรงความศักดิ์สิทธิ์มีฤทธิ์เป็นที่น่าอัศจรรย์เรื่อยมา ดวงวิญญาณของเทพยดาและมนุษย์ นาค ครุฑ กุมภัณฑ์ คนธรรพ์ และอมนุษย์ทั้งหลายได้ไหลลอยเข้ามาและสิงสู่อยู่ตามอิฐปูนและทุกเม็ดทรายที่เป็นองค์ธาตุพนม เป็นล้านๆ โกฏิๆ ดวง ด้วยความเคารพนบนอบและหวงแหนองค์พระธาตุพนมที่เปรียบเสมือนสายโยงดวงวิญญาณของบรรพบุรุษชาวพุทธ ทั้งในอดีตและปัจจุบันซึ่งจะหาพระมหาเจดีย์เก่าแก่ทรงคุณค่าทางจิตใจอย่างนี้ได้ยากอย่างยิ่งในเมืองไทย

    แม้ในทางประวัติศาสตร์โบราณคดีก็เป็นสักขีพยานให้เห็นว่าเมื่อเวลานับพันปีล่วงมาแล้วในภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขงแถบนี้ ได้เคยรุ่งเรืองอย่างยิ่งในด้านศาสนา ศีลธรรม และประติมากรรมอันยิ่งใหญ่ ที่ทรงคุณค่าทางด้านจิตใจยากที่จะหาสิ่งใดมาเปรียบได้ องค์พระธาตุพนมซึ่งเป็นมหาเจดีย์ที่สำคัญเช่นนี้จึงมีปรากฏการณ์เรื่อง “พญานาคราชเจ้าทั้ง 7 พระองค์” ได้เสด็จมาพิทักษ์รักษาองค์พระธาตุพนมและแสดงอิทธิปาฎิหาริย์ ต่างก็เคยเกิดขึ้นมาแล้วในยุคกึ่งพุทธกาล หรือ พ.ศ.2500 นี่เอง เพื่อให้ผู้ที่เกิดมาสุดท้ายภายหลังได้รู้จักและซึมซับกับเหตุการณ์ดังกล่าว จึงขอนำเอาเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นครั้งนั้น มาทบทวนกันอีกครั้ง ดังนี้


    พญาสัตตนาคาเข้าประทับทรงสามเณร

    เรื่องพญานาคราชเข้าประทับทรงนี้ เกิดขึ้นในยุคที่พระเดชพระคุณท่านพ่อ พระธรรมราชานุวัตร (แก้ว กนโตภาโส ป.ธ.6, น.ธ.เอก) เป็นเจ้าอาวาสวัดพระธาตุพนมวรมหาวิหาร ระหว่างปี พ.ศ.2480-2532 พระเดชพระคุณองค์นี้ ลูกศิษย์ลูกหาและประชาชนทั่วไปมักเรียกท่านว่า “ท่านพ่อ” ซึ่งเป็นคำยกย่องของศิษยานุศิษย์และชาวบ้านได้ถวายนามนี้ให้แก่ท่านพ่อพระธรรมราชานุวัตร ท่านเกิดเมื่อปี 2450 บรรพชาเป็นสามเณรและอุปสมบทเป็นพระภิกษุที่วัดพระธาตุพนมวรมหาวิหาร เมื่อ พ.ศ.2471 มีนามว่า แก้วอุทุมมาลา มีชาติภูมิใกล้ๆ กับพระธาตุพนมนี้เอง ศึกษาทางธรรมได้เปรียญ 6 ประโยค ได้เป็นเจ้าอาวาสเมื่อปี พ.ศ.2480 และมรณภาพในปี พ.ศ.2532

    ท่านเป็นผู้มีความรอบรู้และชอบค้นคว้าวิชาโบราณคดี ประวัติศาสตร์ จนได้รับขนานนามว่า “นักปราชญ์แห่งลุ่มน้ำโขง” ท่านได้ทำนุบำรุงวัดพระธาตุพนมวรมหาวิหารให้เจริญก้าวหน้าอย่างมากมาย ในปี พ.ศ.2499 ท่านได้ก่อตั้งสำนักวิปัสสนากรรมฐานขึ้นที่วัดพระธาตุพนมวรมหาวิหารและได้ส่งพระภิกษุ-สามเณรและแม่ชีไปศึกษาวิปัสสนากรรมฐานจากหลายสำนัก ได้ฝึกพระภิกษุสามเณรในวัดอยู่เสมอๆ

    ในเรื่องการนั่งประทับทรงเกี่ยวกับพญานาคนี้ ท่านพ่อเคยกล่าวว่า
    “ฉันเป็นคนชอบค้นคว้า และพิสูจน์เรื่องลึกลับต่างๆ อยู่เสมอไม่ค่อยจะเชื่ออะไรง่ายๆ แต่เรื่องพญานาคทั้ง 7 องค์ เข้าประทับทรงที่วัดนี้นะเป็นเรื่องมหัศจรรย์มากอยู่ทีเดียว ส่วนใครจะเชื่อหรือไม่เชื่อนั้นเป็นเรื่องของแต่ละบุคคล”

    สำหรับเรื่องพญานาคนี้ เหตุเกิดขึ้นเมื่อเวลาประมาณ 02.00 น. (ตี 2) ขึ้น 5 ค่ำ เดือน 11 พ.ศ.2500 คืนนั้นฝนตกหนักราวครึ่งชั่วโมง แล้วก็ตกพรำๆ มาอีกกว่า 20 นาที ขณะที่ฝนตกฟ้าร้องดังสนั่น แผ่นดินสะเทือน นายไก้ฮวดชาวธาตุพนมได้ออกมารองน้ำฝนที่หน้าร้านของตนเห็นแสงประหลาดเป็นลำงามโตเท่าลำต้นตาลขนาดใหญ่มีสีต่างๆ กัน ถึง 7 สี พุ่งแหวกอากาศแข่งกันเป็นลำยาวหลายเส้นจากด้านทิศเหนือมองเห็นได้แต่ไกล จึงได้ร้องเอะอะขึ้นเรียกภรรยามาดู แสงสีงามประหลาดน่าสะพรึงกลัวขนหัวลุกนั้น พอมาถึงหน้าซุ้มประตูแสงนั้นก็หายเข้าไปในองค์พระธาตุพนมโดยที่ไม่ได้ตาฝาดไปเอง

    ต่อมาอีกสองวันคือวันขึ้น 7 ค่ำ เดือนเดียวกันท่านพ่อพระธรรมราชานุวัตรได้ให้สามเณรทรัพย์ นั่งทางในตรวจดูเหตุการณ์ว่าแสงประหลาด 7 สี เท่าลำต้นตาล ที่นายไก้ฮวดเห็นหายเข้ามาในวัดนี้มีความจริงเท็จแค่ไหน

    สามเณรทรัพย์เข้าฌานสมาธิอยู่ครู่หนึ่งก็เข้าไปพบพญานาคราชทั้ง 7 เรียงกันเป็นแถวอยู่บริเวณลานพระธาตุพนม ลำตัวโตใหญ่เท่าลำต้นตาล มีหงอนแดงน่าสะพรึงกลัวสยองพองหัวเหลือที่จะกล่าว สามเณรทรัพย์ยืนงงงันอยู่ด้วยความประหลาดใจ พลันประเดี๋ยวเดียวพญานาคราชทั้ง 7 ได้กลับกลายเป็นมาณพ 7 ตน ทรงเครื่องขาวเรียงกันเป็นแถวอยู่ที่เดิมจะว่าก้มก็ไม่ใช่ จะว่ายืนก็ไม่ใช่ อากัปกิริยาอยู่ระหว่างยืนกับก้ม สามเณรทรัพย์สนเท่ห์ใจงงจนพูดอะไรไม่ออก ทันใดมาณพผู้เป็นหัวหน้าได้เอ่ยถามว่า

    “พ่อเณร มีธุระอะไร อย่ากลัว จงบอกมา”
    สามเณรงงอยู่ มิได้ตอบว่ากระไร ตั้งใจจะกลับกุฏิ พญานาคผู้เป็นหัวหน้าได้พูดขึ้นว่า
    “พ่อเณรจะกลับแล้วหรือ...ขอไปด้วย จะไปสนทนากับท่านเจ้าคุณ”
    พอขาดคำก็เข้าทรงร่างสามเณรทรัพย์ทันทีด้วยจิตอำนาจที่เหนือกว่าสามเณรทรัพย์พลันหมดความรู้สึกวูบไปทันที สักครู่ก็หันมายกมือไหว้ท่านพ่อพระธรรมราชานุวัตร พร้อมกับพูดว่า
    “สวัสดีท่านเจ้าคุณ หม่อมฉันมาสองคืนแล้วมิรู้หรือ...”
    ท่านพ่อฯ รู้สึกแปลกใจและสงสัยจึงถามว่า
    “ท่านเป็นใคร...มาจากไหน”
    เสียงประทับทรงตอบว่า
    “พวกหม่อมฉันเป็นพญานาคราชทั้ง 7 มาจากสระอโนดาต ในเทือกเขาหิมาลัย มีนามตามลำดับเป็นมงคลตามอริยทรัพย์อันประเสริฐ คือ
    1.พญาสัทโธนาคราชเจ้า เป็นประธาน
    2.พญาศีลวุฒินาโค
    3.พญาหิริวุฒินาโค
    4.พญาโอตตัปปะวุฒินาโค
    5.พญาพาหุสัจจะวุฒินาโค
    6.พญาจาคะวุฒินาโค
    7.พญาปัญญาเตชะวุฒินาโค
    หม่อมฉันทั้ง 7 ได้รับบัญชาจากพระอินทราธิราชเจ้าให้มารักษาพระอุรังคธาตุ พวกเทพยดาที่รักษาองค์พระธาตุพนมอยู่ก่อน นิสัยไม่ดีอาศัยกินสินบนและเครื่องเซ่นไหว้ของชาวบ้าน พวกหม่อมฉันไม่ต้องการพวกอามิสสินจ้างรางวัลของเซ่นไหว้ใดๆ ทั้งนั้น ขอแต่น้ำบูชาถ้วยเดียวก็พอใจแล้ว จะอยู่รักษาองค์พระธาตุไปจนกว่าจะหมดสิ้นศาสนาพระสมณโคดม”

    ท่านพ่อได้ซักถามเรื่องราวต่างๆ อีกหลายประการ แต่ยังไม่ปลงใจเชื่อแต่อย่างใด ต่อมาพญานาคก็เข้าประทับทรงสามเณรทรัพย์อีกเรื่อยๆ เป็นต้นว่าแสดงธรรมสั่งสอน เมื่อทางวัดมีเรื่องเดือดร้อนก็บอกได้ล่วงหน้าอย่างแม่นยำและแนะแนวทางแก้ไข ท่านพ่อเริ่มเอาใจใส่อยากจะพิสูจน์ให้เห็นแจ้งจึงได้ให้พระวิปัสสนาธุระในวัดนั่งทางในตรวจสอบด้วย “ตาญาณ” ในขณะที่พญานาคเข้าประทับทรงสามเณรทรัพย์

    ครั้นแล้วก็ได้พบมาณพรูปงามแต่งองค์ทรงเครื่องคล้ายเจ้าฟ้ามหากษัตริย์จำนวน 7 องค์ ปรากฏร่างทิพย์มีรัศมีกายสีสันสวยงามต่างๆ กัน เช่น สีน้ำเงิน สีเขียวนิล สีเขียวอ่อน สีเหลือง สีชมพู สีแสด และสีขาว องค์ที่กำลังเข้าประทับทรงสามเณรทรัพย์เป็นสง่าหาได้แทรกซ้อนอยู่ในร่างคนทรงแต่อย่างใดไม่

    พระวิปัสสนาผู้มีตาญาณหรือทิพย์จักษุ รู้สึกประหลาดใจได้ไต่ถามทักทายทางในโดยไม่ผ่านทางร่างทรงของสามเณรว่า
    “ท่านทั้ง 7 องค์ เป็นใคร มาจากไหน มีนามว่าอะไร”
    ร่างที่มีกายสีน้ำเงินตอบอย่างไพเราะเปี่ยมเมตตาว่า
    “หม่อมฉันมีนามว่า พญาสัทโธนาคราชเจ้า เป็นหัวหน้าหรือประธานหมู่คณะ องค์ถัดไปที่มีสีเขียวนิล คือ พญาศีลวุฒินาโค องค์สีเขียวอ่อนคือพญาหิริวุฒินาโค องค์สีเหลืองคือพญาโอตตัปปะวุฒินาโค องค์สีชมพูคือพญาพาหุสัจจะวุฒินาโค องค์สีแสดคือพญาจาคะวุฒินาโค องค์สีขาวคือพญาปัญญาเตชะวุฒินาโค”

    “มาจากสระอโนดาตในเทือกเขาหิมาลัย พระอินทราธิราชเจ้าบนสวรรค์ทรงมีบัญชาให้มาเฝ้ารักษาองค์พระธาตุพนมด้วยว่าเทพยดาที่รักษาอยู่ก่อนนิสัยไม่ดี อาศัยแต่อามิสของชาวบ้าน เครื่องเซ่นสรวงหมูเห็ดเป็ดไก่เหล้ายาปลาปิ้ง เป็นที่อับอายขายหน้าแก่คนต่างศาสนาทำให้พระพุทธศาสนาเศร้าหมอง หม่อมฉันจึงได้ขับไล่พวกเทพยดาชั่วช้าเหล่านั้นให้หนีไป แล้วเข้ารักษาองค์พระธาตุพนม”

    พระวิปัสสนาธุระผู้มีทิพยจักษุพอใจในคำตอบมากจึงออกจากฌานสมาธิ แล้วคลานเข้ามากระซิบที่หูท่านพ่อแล้วบอกว่าลองสอบถามสามเณรดังๆ เพื่อให้ได้ยินกันทั่วๆ ในหมู่ผู้เข้าสังเกตการณ์ในวันนั้นจำนวนมากว่า “ท่านเป็นใคร มาจากไหน มีนามว่าอะไร”

    ปรากฏว่าสามเณรทรัพย์ที่ถูกประทับทรงตอบได้ถูกต้องตรงกันกับที่พระวิปัสสนาจารย์ได้ไต่ถามทางตาในหรือทิพย์จักษุทุกประการ เป็นที่น่าพอใจของท่านพ่อมาก และเริ่มมีความจะเชื่อมาบ้างแล้ว จึงได้สอบถามต่อไปอีกว่า
    “พระองค์เป็นพญานาคราชเจ้ามาปรากฏในที่นี้เหตุไฉนจึงแปลงร่างเป็นเทพบุตรมา จะให้เชื่อได้อย่างไรว่าเป็นพญานาคราชจริง”
    ร่างสามเณรที่ประทับทรงหัวเราะน้อยๆ ก่อนตอบอย่างไพเราะว่า
    “ที่ไม่ปรากฏว่าร่างกายเป็นพญานาคมาก็เปรียบเสมือนคนเราได้เห็นผ้าขาดย่อมจะไม่สวยงามตา อันว่าสภาพร่างกายของพญานาคนั้นย่อมจะเป็นที่น่าสะพรึงกลัวไม่งามตาสำหรับมนุษย์มิใช่หรือท่านเจ้าคุณ”

    ท่านพ่อพอใจในคำตอบอันคมคายนี้ และโต้ถามต่อไปว่า
    “พระองค์มาเฝ้ารักษาองค์พระธาตุพนมนี้เฝ้าอย่างไร”
    พญานาคราชตอบว่า
    “หม่อมฉันพญาสัทโธนาคราชเจ้า รักษาองค์พระธาตุด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือ พญาศีลวุฒินาโคและพญาหิริวุฒินาโค รักษาด้านทิศตะวันออกเฉียงใต้ พญาโอตตัปปะวุฒินาโคและพญาพาหุสัจจะวุฒินาโครักษาด้านทิศตะวันตกเฉียงใต้ พญาจาคะวุฒินาโคและพญาปัญญาเตชะวุฒินาโครักษาด้านทิศตะวันตกเฉียงเหนือ”

    “พระองค์ทรงกินอยู่หลับนอนอย่างไร”
    ท่านพ่อถามต่ออีก
    “พวกหม่อมฉันมีทิพยวิมานอยู่ใต้องค์พระธาตุนี้เองจะเรียกว่าใต้บาดาลก็ได้เป็นทิพยวิมานที่สวยงามมาก มีสระน้ำ มีสวนดอกไม้ มีภูเขาเงิน ภูเขาทอง ว่างๆ นิมนต์ท่านเจ้าคุณลงไปชมดูก็ได้ ผู้ฝึกทางสมถวิปัสสนาได้สมาธิแก่กล้าดับพละได้แม้เพียงห้านาทีก็สามารถจะเห็นพวกหม่อมฉันได้ทางฌาน ท่านเจ้าคุณก็ดับพละได้มิใช่หรือ”
    ร่างสามเณรตอบ
    “พระองค์จะให้หม่อมฉันเข้าใจว่าที่พระธาตุพนมนี้เป็นสวรรค์ชั้นฟ้าชั้นจาตุมหาราชิกากระนั้นหรือ”

     
  6. ทิพย์มาลา

    ทิพย์มาลา เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    7 สิงหาคม 2012
    โพสต์:
    179
    ค่าพลัง:
    +764
    “ถูกต้องแล้ว เมื่อสร้างองค์พระธาตุพนมเสร็จพญานาคทั้งห้านครผู้สร้างได้กลับบ้านกลับเมืองและพระมหากัสสปะเถระพร้อมด้วยพระอรหันต์ทั้งห้าร้อยองค์ ได้เสด็จกลับชมพูทวีปด้วย อธิษฐานจิตวิญญาณแล้วอรหันต์ทั้งห้าร้อยองค์พระอินทราธิราชเจ้าได้ทรงแต่งตั้งให้เทวดามีชื่อเป็นหัวหน้าพากันอยู่ปกปักรักษาองค์พระธาตุพนมพร้อมบริวารจำนวนสี่พันหกพระองค์และมเหศักดิ์ หลักเมืองอีกสามพระองค์ เมื่อที่ไหนมีเทพยดามาสิงสถิตอยู่ ที่นั้นจะต้องมีสวรรค์วิมานสำหรับให้เทพยดาอยู่เป็นธรรมดา เมื่อพวกหม่อมฉันมาถึงที่นี่เพื่อรับหน้าที่แทน ได้ขับเทพยดาเหล่านี้ให้หนีไปหมดแล้ว สภาวะทิพย์หรือปราสารทวิมานสวรรค์ชั้นฟ้าของพวกเทพยดาก็สลายไปโดยอัตโนมัติ คือ สภาวะทิพย์ของเทพยดาทั้งหลายนี้ย่อมเกิดขึ้นด้วยบุพฤทธิ์ ไม่ใช่มีขึ้นอยู่ก่อนแล้ว อย่างพวกหม่อมฉันนี้ พอมาถึงที่นี่สภาวะทิพย์ด้วยบุพฤทธิ์ก็เนรมิตทิพย์วิมานใต้บาดาลอยู่ใต้องค์พระธาตุพนมให้เลยทีเดียว”

    พญาสัทโธนาคราชเจ้าทรงให้อรรถาธิบายผ่านร่างทรง ท่านพ่อพอใจมาก ได้ซักถามต่ออีกว่า
    “พระองค์เป็นพญานาคราชเจ้าอยู่ในบาดาลหรือใต้ดินนี้หายใจได้อย่างไร”
    “ทารกในครรภ์มารดาหายใจได้ ตัวด้วงในไม้หายใจได้ ไส้เดือนในดินหายใจได้อย่างไร หม่อมฉันก็หายใจได้อย่างนั้นดุจเดียวกัน”
    ร่างทรงตอบท่านพ่อถามต่อไปอีกว่า

    “สามเณรทรัพย์ผู้นี้มีศีลบริสุทธิ์ มีฌานสมาธิแก่กล้า ขณะเข้าฌานตรวจสอบในวันแรก ได้พบพระองค์ที่ลานพระธาตุนั้น เหตุไฉนพระองค์ถึงเข้าประทับทรงสามเณรผู้กำลังอยู่ในองค์ฌานได้หม่อมฉันสงสัย”

    “ผู้มีฌานแก่กล้า มีศีลบริสุทธิ์อย่างสามเณรน้อยรูปนี้วิญญาณผีปีศาจเข้าสิงเข้าทรงไม่ได้หรอก แต่สำหรับวิญญาณชั้นสูงคือเทพพรหมแล้วล่ะก็ สามารถจะเข้าประทับทรงได้ด้วยเหตุผล 2 ประการ คือ หนึ่งเข้าเพราะมีกรรมเก่าพัวพันกันมาก่อนในอดีตชาติ สองเข้าเพื่อเจตนาจะมาสร้างกุศลผลบุญ ทำความดีไว้ในโลกมนุษย์ หม่อมฉันเข้าประทับทรงสามเณรน้อยได้ด้วยเหตุผลประการหลัง คือ ต้องการติดต่อกับท่านเจ้าคุณเพื่อแจ้งความประสงค์ให้ทราบว่าพวกหม่อมฉันทั้งเจ็ดนี้นอกจากจะมีหน้าที่รักษาองค์พระธาตุพนมแล้ว ยังมีจิตเมตตาใคร่ที่จะช่วยบำบัดทุกข์ทั้งกายและทางใจให้กับมนุษย์ทุกเพศทุกวัยไม่เลือกศาสนา”

    “พระองค์จะให้หม่อมฉันช่วยอะไรบ้าง” ท่านพ่อถาม
    “ท่านเจ้าคุณจะต้องเป็นองค์ประธานในการประทับทรงทุกครั้งไป ผู้ที่จะเป็นร่างทรง คือ สามเณรหรือแม่ชีผู้มีศีลบริสุทธิ์เท่านั้น ฆราวาสไม่เอา ประชาชนที่จะมาให้บำบัดทุกข์ทั้งกายและใจนี้ ต้องทำบัญชีรายชื่อไว้เป็นหลักฐานเหมือนทะเบียนประวัติคนไข้ตามโรงพยาบาล แล้วจากนั้นจึงนำคนมีทุกข์ที่ได้จดชื่อเสียงเรียงนามแล้วมาให้หม่อมฉันตรวจสอบดูว่าเขาเจ็บไข้ได้ป่วยเพราะอะไรกันแน่ ถ้าเป็นโรคภัยไข้เจ็บทางกายก็จะได้สั่งยาให้กิน เช่น ยาไทย ยาจีน ยาฝรั่ง หรือสมุนไพรที่มีอยู่ตามเรือกสวนไร่นา แต่ถ้าเป็นประเภทโรคจิตฟั่นเฟือน มึนซึมกระทือ เป็นบ้าใบ้เสียจริตมีนงงหลงใหล หวาดกลัวร้องไห้ หัวเราะ ใจคอหงุดหงิด จิตไม่เที่ยง ฝันร้ายนอนสะดุ้งผวาคิดมาก ปวดหัวมัวตานานๆ ต้องคุณผี คุณคนทำ เป็นโรคลมต่างๆไข้หนาวๆ ร้อนๆ เจ็บท้อง เจ็บหน้าอก ง่อยเปลี้ยเสียขา ตามืดบอด ปวดหลัง ปวดเอว สัตว์มีพิษกัด อะไรเหล่านี้ ก็จะต้องรักษากันด้วยน้ำมนต์ศักดิ์สิทธิ์และจิตอำนาจเทวฤทธิ์”
    พญานาคราชกล่าว

    “สาธุ...เป็นพระมหากรุณาของพระองค์ยิ่งล้นพ้นที่ทรงมีจิตคิดเมตตาต่อมนุษย์ผู้มีทุกข์ทั้งหลายในโลกนี้ หม่อมฉันพร้อมแล้วที่จะปฏิบัติตามพระประสงค์ทุกอย่าง”
    ท่านพ่อกล่าวด้วยบังเกิดความเชื่อมั่นแน่แล้วว่าวิญญาณที่ประทับทรงสามเณรทรัพย์นี้คือพญานาคราชเจ้าผู้มีอิทธิฤทธิ์บารมีในทางสัมมาปฏิบัติเป็นเทพเจ้าผู้ศักดิ์สิทธิ์รับบัญชาการจากพระอินทราธิราช
    “พระองค์ต้องการจะให้มีเครื่องเซ่นบวงสรวงบูชาอะไรบ้างหรือเปล่า”

    “เครื่องเซ่นสรวงบูชาไม่เอา ขายหน้าชาวต่างชาติต่างศาสนา ทำให้พระพุทธศาสนาเศร้าหมอง หม่อมฉันขอน้ำเปล่าสักถ้วยหนึ่งก็พอแล้วด้วยว่าน้ำนี้เป็นสัญลักษณ์ภาวะของพวกนาคราช คือ ต้องอาศัยน้ำเป็นสื่อปัจจัยถ้าใครผู้ใดมีจิตรำลึกถึงต้องการจะติดต่อด้วยกับหม่อมฉันก็ขอให้ตั้งถ้วยน้ำขึ้น และลอยดอกมะลิหอม จุดธูป 7 ดอก กล่าวอัญเชิญก็จะสามารถส่งกระแสจิตติดต่อกันได้ทันที”
    พญาสัทโธนาคราชกล่าว

    นี่เป็นต้นเหตุความเป็นมาเริ่มเดิมทีจะจัดให้มีการประทับทรงพญานาคราชทั้ง 7 องค์ ขึ้นที่วัดพระธาตุพนมตั้งแต่ปี พ.ศ.2500 เป็นต้นมา ท่านพ่อพระธรรมราชานุวัตร ได้กล่าวอยู่เสมอว่า พระมหาเจดีย์พระธาตุพนมอันศักดิ์สิทธิ์เก่าแก่อายุกว่า 2,500 ปี องค์นี้เป็นที่รวมจิตใจของชาวภาคอีสานและพี่น้องฝั่งลาวทั้งประเทศ เวลามีงานเทศกาลประจำปีจะมีพุทธศาสนิกชนทั้งสองฟากฝั่งแม่น้ำโขงมานมัสการเป็นแสนๆ มีจำนวนไม่น้อยที่มาขอน้ำมนต์ศักดิ์สิทธิ์ของพญานาคราชทั้ง 7 ไปกินไปทารักษาโรคภัยไข้เจ็บจนหายเป็นปกติดีจนเป็นที่เลื่อมใสศรัทธาในเรื่องความศักดิ์สิทธิ์ เรื่องความมหัศจรรย์บ้างก็มาขอหยูกยา บ้างก็มาขออาบน้ำมนต์ บ้างก็มาขอพระเครื่องชุดบูชาที่พญาสัตตนาคาทั้ง 7 ปลุกเสก

    เรื่องความศักดิ์สิทธิ์ของน้ำมนต์พระธาตุนี้ แรกๆ ท่านพ่อก็ไม่เชื่อเสียทีเดียวนัก อีกไม่กี่วันต่อมา ท่านพ่อถูกนิมนต์ไปงานทำบุญที่บ้านดอนเขียวอยู่ฝั่งประเทศลาว ตรงข้ามกับบ้านธาตุน้อยศรีบุญเรือง อำเภอธาตุพนม โดยนั่งเรือข้ามน้ำโขงไป พอเสร็จงานญาติโยมก็นิมนต์ขึ้นเรือมาส่งที่ฝั่งไทยซึ่งเมื่อก่อนการข้ามไปมาระหว่างลาวและไทยไม่เคร่งครัดเช่นทุกวันนี้

    ตอนนั่งเรือกลับฝั่งไทย ท่านพ่อสั่งให้เรือแวะพักที่ดอนกลางน้ำชื่อ “ดอนปลาแดก” เพื่อดูต้นไม้ใบหญ้าที่ดอนปลาแดกนั้น บังเอิญช่วงที่นั่งพักอยู่นั้นมีตัวแมลงอะไรก็ไม่รู้มันต่อยเข้าที่ท่อนแขนของท่านพ่อจนรู้สึกเจ็บปวดขึ้นมาทันทีท่านพาทุกคนลงเรือและพากลับฝั่งไทย เมื่อถึงวัดพระธาตุพนม ลูกศิษย์ก็หายาหม่องและยาอื่นมาใส่แต่ก็ไม่หาย จนกลางคืนเข้าจำวัดตกดึกท่านปวดมากขึ้นนอนต่อไปไม่ได้ท่านจึงนึกถึงพญานาคขึ้นได้ จึงให้ปลุกสามเณรทรัพย์มานั่งแล้วเชิญพญานาคราชเจ้าเข้าประทับทรงพอประทับทรงพญานาคก็ต่อว่าทันทีว่า

    “ท่านเจ้าคุณไม่เชื่อหม่อมฉัน มีของดีอยู่กับตัวแล้วไม่ใช้”
    ท่านพ่อจึงถามว่า
    “มหาบพิตรของดีอะไร”
    ท่านพ่อจึงนึกขึ้นได้ จึงให้สามเณรไปเอาน้ำมนต์พระธาตุมาทาที่บริเวณตรงที่กำลังปวดอยู่ ปรากฏว่าอาการปวดค่อยๆ ทุเลาลงจนหายไปในที่สุดและจำวัดได้ตลอดคืนตั้งแต่วันนั้นมาท่านพ่อจึงเชื่อเรื่องน้ำมนต์พระธาตุว่า
    “ศักดิ์สิทธิ์” จริง

    การรักษาคนป่วยด้วยเทวฤทธิ์ของพญานาคราชเจ้า

    นอกจากการเสกน้ำมนต์รักษาคนไข้แล้ว พญานาคราชเจ้าที่มาประทับทรงสามเณรยังรักษาคนที่ป่วยเป็นนิ่วให้ด้วยโดยการใช้พลังเทวะอำนาจสูบนิ่วออกมาให้เห็นกับตา คนไข้นับพันรายหายจากการทรมานด้วยโรคนิ่วด้วยวิธีนี้
    วิธีการรักษาก็คือ ขั้นแรก จะทำพิธีอัญเชิญพญานาคราชทั้ง 7 มาชุมนุมเสียก่อน ต่อจากนั้น สามเณรก็เข้าสมาธิติดต่อเข้าเฝ้าพญานาคราชทั้ง 7 ตอนนี้เองพญานาคราชองค์ใดองค์หนึ่งจะเข้าประทับทรงสามเณรท่านพ่อซึ่งเป็นประธานในการประทับทรงนี้ จะให้คนผู้เป็นนิ่วเข้ามานั่งหน้าแท่นพุทธบูชาห่างจากสามรเณรประมาณ 1 วา โดยมีพระผู้เชี่ยวชาญวิปัสสนาธุระอีกรูปหนึ่งนั่งอยู่ห่างๆ หลับตาทำสมาธิคอยตรวจสอบเหตุการณ์ เมื่อพญานาคเข้าทรงสามเณรแล้ว พญานาคจะบอกให้คนไข้ที่เป็นนิ่วนั่งตามสบาย เพื่อให้ท่านตรวจหาก้อนนิ่วในท้องและโรคภัยอื่นๆ ที่อาจมีแอบแฝงอยู่ใช้เวลาตรวจประมาณ 1 นาที ก็สามารถบอกได้ว่าในท้องมีนิ่วกี่ก้อน จากนั้นให้คนไข้อ้าปากขึ้น สักครู่เดียวพญานาคราชก็ดูดเอานิ่วในท้องออกมาแล้วพ่นออกจากปาก (ปากของสามเณรโดยก้อนนิ่วนี้จะเข้าปากสามเณรที่ถูกประทับทรงก่อนแล้วจึงพ่นออกมาอีกที)

    ผู้เชี่ยวชาญวิปัสสนาหลับตาทำสมาธิจิตคอยตรวจสอบเหตุการณ์อยู่ตลอดเวลาบอกว่า
    “ขณะที่คนไข้เป็นนิ่วอ้าปากอยู่นั้น มองเห็นกายทิพย์ของมนุษย์ร่างหนึ่งมีขนาดใหญ่เท่านิ้วก้อยมีรัศมีสุกปลั่งเหมือนประกายดาวบนฟ้าพุ่งออกจากร่างสามเณร เคลื่อนไหวเข้าไปในปากคนไข้ แล้วก็กลับออกมาเข้าร่างสามเณรอย่างเดิม จากนั้นก็เห็นสามเณรพ่นก้อนนิ่วออกจากปาก”

    ต่อมาพญานาคราชเจ้าได้เข้าประทับทรงทำการรักษาโรคให้ชาวบ้านอย่างพิสดารมหัศจรรย์นั่นคือ รักษาโรคมะเร็งของเม็ดเลือดขาวหรือลูคีเมียด้วยการสูบเลือดให้ออกจากร่างคนไข้ พ่นออกมาทางร่างประทับทรงลงกระโถนและเติมเลือดบริสุทธิ์ให้ด้วยสภาวะทิพย์ปรากฏว่ารักษาคนไข้ที่เป็นโรคมะเร็งของเม็ดเลือดขาวด้วยวิธีนี้ หายเป็นปกติมีอายุยืนยาวต่อไปหลายรายเป็นที่เลื่องลือ

    พญานาคราชเจ้าที่เข้าทรงสามเณรเพื่อรักษาโรคนั้น นอกจากรักษาโดยการสูบนิ่วออกจากคนไข้แล้วยังสามารถรักษาคนที่ถูกผีกระทำ คนมีวิชาอาคมกระทำอีกด้วย เช่น สูบตะปู ขนาด 3 นิ้ว 3 ดอก ออกจากคนไข้รายหนึ่ง อีกรายหนึ่งได้สูบเอากระดูกผียาวประมาณคืบศอก บางรายก็สูบเอาผมผีตายท้องกลมบ้าง ก้อนกรวดบ้าง ด้ายมัดตราสังข์ คางคกตายซาก เศษกระดูกของมีคม และอะไรต่อมิอะไรหลายอย่าง ซึ่งสิ่งของเหล่านี้ ท่านพ่อได้เก็บไว้ให้คนที่รักษาได้ดูเป็นบางส่วน ที่เก็บไว้ไม่ได้ก็มีมาก เช่น เนื้อควายสดๆ เปลวหมูดิบๆ หนังควาย คุณไสยสดๆ ประเภทนี้เมื่อสูบออกจากท้องจะมีขนาดเท่าหัวแม่มือเท่านั้น แต่สักประเดี๋ยวก็เกิดกระดุกกระดิกได้คล้ายสิ่งมีชีวิตและขยายโตขึ้นๆ เอาไปชั่งดูปรากฏว่าหนักถึง 3-4 กิโลกรัมก็มี ต้องให้ศิษย์วัดเอาไปฝังในป่าช้า

    ท่านพ่อบอกพวกคุณไสยนี้เป็นวิชาลึกลับร้ายกาจของพวกเขมรและอิสลาม พญานาคราชเจ้าท่านบอกว่าตรวจเห็นได้ง่ายกว่าอย่างอื่นเพราะเป็นวัตถุที่มีอยู่ในโลก แต่ถ้าพวกวิญญาณผีร้ายประเภทต่างๆ เข้าสิงในร่างแล้วจะมองเห็นเป็นจุดดำๆ หลบซ่อนอยู่ในร่างกายคนไข้ที่โน้นที่นี่ ต้องสั่งสำทับให้ปรากฏร่างมันถึงจะแสดงตนเป็นรูปร่างให้เห็น พญานาคจะสั่งให้มันออกจากร่างคนไข้ ผีบางตัวก็ยอมแต่โดยดีด้วยความกลัว แต่ผีบางตัวดุร้ายมีฤทธิ์ไม่ยอมออกง่ายๆ ผีประเภทนี้ พญานาคราชเจ้าท่านเพียงแต่คอยยืนกำกับสั่งการให้ร่างทรงปราบเองโดยบอกคาถาปราบให้บ้าง ซึ่งคนไข้เหล่านี้เมื่อวิญญาณผีร้ายออกจากร่างไปก็จะหายเป็นปกติ

    การรักษาคนไข้ของพญานาคราชเจ้าด้วยการเข้าประทับทรง ส่วนมากหายขาดจากโรคภัยได้อย่างอัศจรรย์ แต่มีหลายรายเหมือนกันที่ไม่รอดเพราะถึงคราวจะต้องตายเป็นไปตามวิบากกรรมของตน รายไหนจะไม่รอดพญานาคราชจะตรัสผ่านร่างประทับทรงว่า คนไข้รายนี้อาการหนักนะท่านเจ้าคุณ เมื่อท่านบอกอย่างนี้ก็แปลว่าแย่ ไม่มีทางรักษาได้นอกจากจะผ่อนหนักให้เป็นเบา เช่น ถึงกำหนดคงจะตายภายใน 3 วัน หรือ 7 วัน แต่พ่อแม่หรือลูกหลานยังมาไม่ถึง อยากจะเห็นหน้า อยากจะสั่งเสียอะไรเหล่านี้พญานาคราชเจ้าก็พอจะช่วยต่ออายุให้ได้บ้างตามสมควรแก่กรณี

    หลังจากมีเหตุการณ์ที่พญานาคราชเจ้าทั้ง 7 มาพิทักษ์รักษาองค์พระธาตุพนมแล้ว ท่านพ่อได้สร้างกุฏิที่ระลึกขึ้น ด้านทิศใต้ต้นศรีมหาโพธิ์ชื่อ “กุฏิศรีสัตตนาคา” และที่ใช้รักษาโรคต่างๆ ด้วยเทวฤทธิ์ของพญานาคราชเจ้าก็สร้างกุฏิขึ้นหลังหนึ่งให้ชื่อว่า “กุฏิโรคาพินาศ” ต่อมาในปี 2528 พระโสภณเจติยาภิบาล (สม สุมโน) ได้ขออนุญาตท่านพ่อบูรณะและจัดเป็นพิพิธภัณฑ์ของวัด คือ “ศูนย์ศิลปวัฒนธรรมรัตนโมลีศรีโคตบูร” วัดพระธาตุพนมวรมหาวิหารในปัจจุบัน

    เรื่องพญานาคราชเจ้าที่มาปรากฏที่องค์พระธาตุพนมวันขึ้น 5 ค่ำ เดือน 11 คราวครั้งนั้น จากการแสดงอิทธิปาฏิหาริย์ต่างๆ ขององค์สัตตนาคาทั้ง 7 พระองค์ ไม่ว่าจะเป็นการเสกน้ำมนต์พระธาตุพนม ใช้รักษาโรค แนะนำท่านพ่อให้สร้างพระผงพระธาตุพนมไว้สักการบูชา และใช้ทำน้ำมนต์ยามอยู่ห่างไกลและรักษาโรคด้วยวิธีการต่างๆ ปรากฏว่ามีผู้เลื่อมใสศรัทธาได้ถวายตัวเป็นโอรส-ธิดาของเสด็จพ่อพญาสัตตนาคาทั้ง 7 เป็นจำนวนมาก ในจำนวนนี้เป็นข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ก็มี เช่น นายสิงห์ กลางวิสัย อดีตอธิบดีกรมการค้าภายใน เป็นต้น

    การรักษาโรคด้วยการเป่าน้ำมนต์ และเสด็จประทับทรงสามเณรนี้เริ่มเห็นผลศักดิ์สิทธิ์ตั้งแต่เดือน 4 ปี 2501 เป็นต้นมา ปี พ.ศ.2508 เป็นปีที่มีผู้ศรัทธาเลื่อมใสหลั่งไหลมาให้ทำการรักษาด้วยการสูบนิ่วและเรียกของออกจากคนถูกคุณไสย กระดูกไก่ ตะปูฝาโลง หว้านตะกรุด และการถ่ายเลือดเริ่มแต่เดือนสิงหาคม เป็นต้นมา ช่วงเวลาประมาณ 3 เดือนกว่าๆ มีคนมารักษาหายอย่างน่าอัศจรรย์ ประมาณ 2,810 ราย ต่อมาท่านพ่อสั่งปิด 15 วัน คนป่วยทางไกลจึงเงียบหายไป เหลือเพียงคนอยู่ใกล้ที่มารักษาตามปกติ

    (บทความรวบรวมเรียบเรียงโดย พระครูโกศลพนมกิจ (ทรงพล) วัดพระธาตุพนมวรมหาวิหาร อำเภอธาตุพนม จังหวัดนครพนม)
     
  7. ทิพย์มาลา

    ทิพย์มาลา เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    7 สิงหาคม 2012
    โพสต์:
    179
    ค่าพลัง:
    +764
    ใช่หรือเปล่านะ แต่ไม่คิดลบหลู่

    [ame=http://www.youtube.com/watch?v=Ei6rem-i1-Q]พญานาคทั้งเจ็ดโผล่กลางลำน้ำโขง - YouTube[/ame]


    ว่าไปก็เคยเห็นเหมือนกันแต่เห็นในความฝันหลายครั้ง เห็นองค์สีเขียว สีทอง สีรุ้ง สีขาว ฟังทั่วๆ ไป เขาว่าลำตัวประมาณเท่าต้นตาลแต่ที่เห็นในฝันใหญ่กว่าสักสิบเท่าแต่ละองค์มีประกายวับๆแวมๆ เข้าใจว่าเป็นพญานาคชั้นสูงในโลกทิพย์ ที่ได้เห็นเนื่องจากอธิษฐานขอเห็นก่อนนอนสวยงามมากแต่ก็น่ากลัวมาก ที่กลัวคือกลัวความใหญ่โตขององค์ท่านนี่แหละ
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 9 เมษายน 2014
  8. ทิพย์มาลา

    ทิพย์มาลา เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    7 สิงหาคม 2012
    โพสต์:
    179
    ค่าพลัง:
    +764
    ภูริฑัตชาดก

    พระราชาพระองค์หนึ่ง พระนามว่า "พรหมทัต" ครอง ราชสมบัติอยู่ที่เมืองพาราณสี พระโอรสทรงดำรง ตำแหน่งอุปราช อยู่ต่อมาพระราชาทรงระแวงว่า พระโอรสจะคิดขบถ แย่งราชสมบัติ จึงมีโองการให้ พระโอรสออกไปอยู่ให้ไกลเสียจากเมือง จนกว่าพระราชา จะสิ้นพระชนม์จึงให้กลับมารับราชสมบัติ พระโอรสก็ปฏิบัติ ตามบัญชา เสด็จไปบวชอยู่ที่บริเวณแม่น้ำชื่อว่า "ยุมนา"

    มีนางนาคตนหนึ่งสามีตาย ต้องอยู่แต่เพียงลำพัง เกิดความ ว้าเหว่จนไม่อาจทนอยู่ในนาคพิภพได้ จึงขึ้น มาจากน้ำ ท่องเที่ยวไปตามริมฝั่งมาจนถึงศาลาที่พักของพระราชบุตร นางนาคประสงค์จะลองใจดูว่า นักบวชผู้พำนักอยู่ในศาลานี้ จะเป็นผู้ที่บวชด้วยใจเลื่อมใสอย่างแท้จริงหรือไม่ จึงจัดประดับ ประดาที่นอนในศาลานั้นด้วยดอกไม้หอม และของทิพย์จาก เมืองนาค

    ครั้นพระราชบุตรกลับมา เห็นที่นอนจัดงดงาม น่าสบายก็ยินดีประทับนอนด้วยความสุขสบายตลอดคืน รุ่งเช้าก็ออกจากศาลาไป นางนาคก็แอบดู พบว่าที่นอน มีรอยคนนอน จึงรู้ว่านักบวชผู้นี้มิได้บวชด้วยความศรัธรา เต็มเปี่ยม ยังคงยินดีในของสวยงาม ตามวิสัยคนมีกิเลส จึงจัดเตรียมที่นอนไว้ดังเดิมอีก ในวันที่สาม พระราชบุตรมีความสงสัยว่า ใครเป็นผู้จัด ที่นอนอันสวยงามไว้ จึงไม่เสด็จออกไปป่า แต่แอบดูอยู่บริเวณ ศาลานั่นเอง เมื่อนางนาคเข้ามาตกแต่งที่นอน พระราชบุตร จึงไต่ถามนางว่า นางเป็นใครมาจากไหน นางนาคตอบว่า นางเป็นนาคชื่อมาณวิกา นางว้าเหว่าที่สามีตาย จึงออกมา ท่องเที่ยวไป พระราชบุตรมีความยินดีจึงบอกแก่นางว่า หากนางพึงพอใจจะอยู่ที่นี่ พระราชบุตรก็จะอยู่ด้วยกับนาง นางนาคมาณวิกาก็ยินดี ทั้งสองจึงอยู่ด้วยกันฉันสามีภรรยา

    จนนางนาคประสูติโอรสองค์หนึ่ง ชื่อว่า "สาครพรหมทัต" ต่อมาก็ประสูติพระธิดาชื่อว่า "สมุทรชา" ครั้นเมื่อพระเจ้าพรหมทัตสวรรคต บรรดาเสนาอำมาตย์ ทั้งหลายไม่มีผู้ใดทราบว่าพระราชบุตรประทับ อยู่ ณ ที่ใด บังเอิญพรานป่าผู้หนึ่งเข้ามาแจ้งข่าวว่า ตนได้เคยเที่ยวไปแถบ แม่น้ำยมุนา และได้พบพระราชบุตรประทับอยู่บริเวณนั้นอำมาตย์ จึงได้จัดกระบวนไปเชิญเสด็จพระราชบุตรกลับมาครองเมือง

    พระราชบุตรทรงถามนางนาคมาณวิกาว่า จะไปอยู่ เมืองพาราณสีด้วยกันหรือไม่ นางนาคทูลว่า "วิสัยนาค นั้นโกรธง่ายและมีฤทธิ์ร้าย หากหม่อมฉันเข้าไปอยู่ในวัง แล้วมีผู้ใดทำให้โกรธ เพียงหม่อมฉัน ถลึงตามอง ผู้นั้นก็จะ มอดไหม้ไป พระองค์พาโอรสธิดากลับไปเถิด ส่วนหม่อมฉัน ขอทูลลากลับไปอยู่เมืองนาค ตามเดิม"

    พระราชบุตรจึงพา โอรสธิดากลับไปพาราณสีอภิเษกเป็นพระราชา อยู่มาวันหนึ่ง ขณะที่โอรสธิดาเล่นน้ำอยู่ในสระ เกิดตกใจกลัวเต่าตัวหนึ่ง พระบิดาจึงให้คนจับเต่านั้นไป ทิ้งที่วังน้ำวนในแม่น้ำยมุนา เต่าจมลงไปถึงเมืองนาค เมื่อถูกพวกนาคจับไว้เต่าก็ออกอุบาย บอกแก่ นาคว่า "เราเป็นทูตของพระราชาพาราณสี พระองค์ให้เรามาเฝ้าท้าวธตรฐ พระราชทานพระธิดาให้เป็นพระชายา ของท้าวธตรฐ เมืองพาราณสีกับนาคพิภพจะได้เป็นไมตรีกัน"

    ท้าวธตรฐทรงทราบก็ยินดี สั่งให้นาค 4 ตนเป็นทูตนำบรรณาการไปถวายพระราชาพาราณสีและขอรับตัวพระธิดามาเมืองนาค พระราชาทรงแปลกพระทัย จึงตรัสกับ นาคว่า "มนุษย์กับนาคนั้นต่างเผ่าพันธุ์กันจะแต่งงานกัน นั้นย่อมเป็นไปไม่ได้"

    เหล่านาคได้ฟังดังนั้น จึงกลับไปกราบทูลท้าวธตรฐว่า พระราชาพาราณสีทรงดูหมิ่นว่านาคเป็นเผ่าพันธุ์งู ไม่คู่ควรกับพระธิดา ท้าวธตรฐทรงพิโรธ ตรัสสั่งให้ฝูงนาค ขึ้นไปเมืองมนุษย์ ไปเที่ยวแผ่พังพานแสดง อิทธิฤทธิ์อำนาจ ตามที่ต่างๆ แต่มิให้ทำอันตรายชาวเมือง ชาวเมืองพากันเกรงกลัวนาคจนไม่เป็นอันทำมาหากิน

    ในที่สุดพระราชาก็จำพระทัยส่งนางสมุทรชาให้ไปเป็นชายาท้าวธตรฐ นางสมุทรชาไปอยู่เมืองนาคโดยไม่รู้ว่าเป็นเมืองนาค เพราะท้าวธตรฐให้เหล่า บริวารแปลงกายเป็นมนุษย์ทั้งหมด นางอยู่นาคพิภพด้วยความสุขสบาย จนมีโอรส 4 องค์ ชื่อว่า สุทัศนะ ทัตตะ สุโภคะ และ อริฏฐะ อยู่มาวันหนึ่ง อริฏฐะได้ฟังนาคเพื่อนเล่นบอกว่า พระมารดาของตนไม่ใช่นาค จึงทดลองดูโดยเนรมิตกายกลับเป็นงู ขณะที่กำลังกินนมแม่อยู่ นางสมุทรชาเห็นลูก กลายเป็นงูก็ตกพระทัยปัดอริฏฐะตกจากตัก เล็บของนางไปข่วนเอานัยน์ตาอริฏฐะบอดไปข้างหนึ่ง ตั้งแต่นั้นมานางจึงรู้ว่าได้ลงมาอยู่เมืองนาค

    ครั้นเมื่อพระโอรสทั้ง 4 เติบโตขึ้น ท้าวธตรฐก็ทรงแบ่งสมบัติ ให้ครอบครองคนละเขต ทัตตะผู้เป็นโอรส องค์ที่สองนั้น มาเฝ้าพระบิามารดาอยู่เป็นประจำ ทัตตะเป็นผู้มีปัญญา เฉลียวฉลาดได้ช่วยพระบิดาแก้ไข ปัญหาต่างๆอยู่เป็นนิตย์ แม้ปัญหาที่เกิดขึ้นกับเทวดา ทัตตะก็แก้ไขได้จึงได้รับการยกย่อง สรรเสริญว่า เป็นผู้ปรีชาสามารถ ได้รับขนานนามว่า ภูริทัตต์ คือ ทัตตะผู้เรืองปัญญา

    ภูริทัตต์ได้เคยไปเห็นเทวโลก ว่าเป็นที่น่ารื่นรมย์จึงตั้งใจว่า จะรักษาอุโบสถศีลเพื่อจะได้ไปเกิดใน เทวโลก จึงทูล ขออนุญาตพระบิดา ก็ได้รับอนุญาต แต่ท้าวธตรฐสั่งว่า มิให้ออกไปรักษาอุโบสถนอกเขตเมืองนาค เพราะอาจ เป็นอันตราย ครั้นเมื่อรักษาศีลอยู่ในเมืองนาค ภูริทัตต์ รำคาญว่าพวกฝูงนาคบริวาร ได้ห้อมล้อม ปรนนิบัติเฉพาะในตอนเช้าเท่านั้น ตั้งแต่นั้นมา ภูริทัตต์ก็ขึ้นไปรักษาอุโบสถศีลอยู่ที่จอมปลวก ใกล้ต้นไทรริมแม่น้ำยมุนา ภูริทัตต์ตั้งจิต อธิษฐานว่า แม้ผู้ใดจะต้องการหนัง เอ็น กระดูก เลือดเนื้อของตน ก็จะยอมบริจาคให้ ขอเพียงให้ได้ รักษาศีลให้บริสุทธิ์

    ครั้งนั้นมีนายพรานชื่อ เนสาท ออกเที่ยวล่าสัตว์ เผอิญได้ พบภูริทัตต์เข้า สอบถามรู้ว่าเป็นโอรสของราชาแห่งนาค ภูริทัตต์เห็นว่าเนสาทเป็นพรานมีใจบาปหยาบช้า อาจเป็น อันตรายแก่ตน จึงบอกแก่ พรานเนสาทว่า "เราจะพาท่าน กับลูกชาย ไปอยู่เมืองนาคของเรา ท่านทั้งสองจะมีความสุข สบายในเมือง นาคนั้น"

    พรานเนสาทลงไปอยู่เมืองนาค ได้ไม่นาน เกิดคิดถึงเมืองมนุษย์จึงปรารภกับภูริทัตต์ว่า "ข้าพเจ้าอยากจะกลับไปเยี่ยมญาติพี่น้อง แล้วจะออกบวช รักษาศีลอย่างท่านบ้าง" ภูริทัตต์รู้ด้วยปัญญาว่าพรานจะเป็นอันตรายแก่ตน แต่ก็ไม่ทราบจะทำอย่างไรดี จึงต้องพาพรานกลับไป เมืองมนุษย์

    พรานพ่อลูกก็ออกล่าสัตว์ต่อไปตามเดิม มีพญาครุฑตนหนึ่งอาศัยอยู่บนต้นงิ้ว ทางมหาสมุทรด้านใต้ วันหนึ่งขณะออกไปจับนาคมากิน นาคเอาหางพันกิ่งไทรที่อยู่ท้ายศาลาพระฤาษี จนต้นไทรถอนรากติดมาด้วย ครั้นครุฑ ฉีกท้องนาคกินมันเหลว แล้วทิ้งร่างนาคลงไป จึงเห็นว่า มีต้นไทรติดมาด้วย ครุฑรู้สึกว่าได้ทำผิด คือถอนเอา ต้นไทรที่พระฤาษี เคยอาศัยร่มเงา จึงแปลงกายเป็นหนุ่ม น้อยไปถามพระฤาษีว่า เมื่อต้นไทรถูกถอนเช่นนี้ กรรมจะตก อยู่กับใคร พระฤาษีตอบว่า "ทั้งครุฑและนาคต่างก็ไม่มี เจตนาจะถอนต้นไทรนั้น กรรมจึงไม่มีแก่ผู้ใดทั้งสิ้น"

    ครุฑดีใจจึงบอกกับพระฤาษีว่าตนคือครุฑ เมื่อพระฤาษี ช่วยแก้ปัญหาให้ตนสบายใจขึ้นก็จะสอนมนต์ชื่ออาลัมพายน์ อันเป็นมนต์สำหรับครุฑใช้จับนาค ให้แก่พระฤาษี อยู่มาวันหนึ่ง มีพราหมณ์ซึ่งเป็นหนี้ชาวเมืองมากมาย จนคิด ฆ่าตัวตาย จึงเข้าไปในป่า เผอิญได้พบพระฤาษี จึงเปลี่ยนใจ อยู่ปรนนิบัติพระฤาษีจนพระฤาษีพอใจ สอนมนต์อาลัมพายน์ ให้แก่พราหมณ์นั้น พราหมณ์เห็นทางจะเลี้ยงตนได้ จึงลา พระฤาษีไป เดินสาธยายมนต์ไปด้วย นาคที่ขึ้นมาเล่นน้ำ ได้ยินมนต์ก็ตกใจ นึกว่าครุฑมา ก็พากันหนีลงน้ำไปหมด ลืมดวงแก้วสารพักนึกเอาไว้บนฝั่ง พราหมณ์หยิบ ดวงแก้วนั้นไป ฝ่ายพรานเนสาทก็เที่ยวล่าสัตว์อยู่ เห็นพราหมณ์เดินถือ ดวงแก้วมา จำได้ว่าเหมือนดวงแก้วที่ภูริทัตต์ เคยให้ดู จึงออกปากขอ และบอกแก่พราหมณ์ว่า หากพราหมณ์ ต้องการอะไรก็จะหามาแลกเปลี่ยน พราหมณ์บอกว่าต้องการ รู้ที่อยู่ของนาค เพราะตนมีมนต์จับนาค พรานเนสาทจึงพา ไปบริเวณที่รู้ว่า ภูริทัตต์เคยรักษาศีลอยู่ เพราะความโลภ อยากได้ดวงแก้ว

    โสมทัตผู้เป็นลูกชาย เกิดความละอายใจที่บิดาไม่ซื่อสัตย์ คิดทำร้ายมิตร คือภูริทัตต์ จึงหลบหนีไป ระหว่างทาง เมื่อไปถึงที่ภูริทัตต์รักษาศีลอยู่ ภูริทัตต์ลืมตาขึ้นดูก็รู้ว่า พราหมณ์คิดทำร้ายตน แต่หากจะตอบโต้ ถ้าพราหมณ์เป็น อันตรายไป ศีลของตนก็จะขาด ภูริทัตต์ปรารถนาจะรักษาศีล ให้บริสุทธิ์จึงหลับตาเสีย ขดกายแน่นิ่งไม่เคลื่อนไหว พราหมณ์ก็ร่ายมนต์อาลัมพายน์ เข้าไปจับภูริทัตต์ไว้กด ศีรษะอ้า ปากออก เขย่าให้สำรอกอาหารออกมา และทำร้าย จนภูริทัตต์เจ็บปวดแทบสิ้นชีวิต แต่ก็มิได้โต้ตอบ

    พราหมณ์จับ ภูริทัตต์ใส่ย่ามตาข่าย แล้วนำไปออกแสดงให้ประชาชนดูเพื่อหาเงิน พราหมณ์บังคับให้ภูริทัตต์แสดงฤทธิ์ต่างๆ ให้เนรมิตตัวให้ใหญ่บ้าง เล็กบ้าง ให้ขด ให้คลาย แผ่พังพาน ให้ทำสีกายเป็น สีต่างๆ พ่นไฟ พ่นควัน พ่นน้ำ ภูริทัตต์ก็ยอมทุกอย่าง ชาวบ้าน ที่มาดูเวทนาสงสาร จึงให้ ข้าวของเงินทอง พราหมณ์ก็ยิ่งโลภ พาภูริทัตต์ไปเที่ยวแสดง จนมาถึงเมืองพาราณสี จึงกราบทูล พระราชาว่าจะให้นาคแสดงฤทธิ์ถวายให้ทอดพระเนตร

    ขณะนั้นสมุทรชา ผิดสังเกตที่ภูริทัตต์หายไป ไม่มาเฝ้า จึงถามหา ในที่สุดก็ทราบว่า ภูริทัตต์หายไป พี่น้องของภูริทัตต์ จึงทูลว่าจะออกติดตาม สุทัศนะจะไปโลกมนุษย์ สุโภคะไป ป่าหิมพานต์ อริฏฐะไป เทวโลกส่วนนางอัจจิมุข ผู้เป็นน้องสาว ต่างแม่ของภูริทัตต์ขอตามไปกับสุทัศนะพี่ชายใหญ่ด้วย

    เมื่อติดตามมาถึงเมืองพาราณสี สุทัศนะก็ได้ข่าวว่ามีนาค ถูกจับมาแสดงให้คนดู จึงตามไปจนถึงบริเวณที่แสดง ภูริทัตต์เห็นพี่ชาย จึงเลื้อยเข้าไปหาซบหัวร้องไห้อยู่ที่เท้าของสุทัศนะแล้วจึงเลื้อยกลับไปเข้าที่ขังของตนตามเดิม พราหมณ์จึงบอกกับสุทัศนะว่า "ท่านไม่ต้องกลัว ถึงนาคจะกัดท่านไม่ช้าก็จะหาย" สุทัศนะตอบว่า "เราไม่กลัวดอก นาคนี้ไม่มีพิษ ถึงกัดก็ไม่มีอันตราย"

    พราหมณ์หาว่าสุทัศนะ ดูหมิ่นว่าตน เอานาคไม่มีพิษมาแสดง จึงเกิดการโต้เถียงกันขึ้น สุทัศนะจึงท้าว่า "เขียดตัวน้อยของเรานั้นยังมีพิษมากกว่า นาคของท่านเสียอีก จะเอามาลองฤทธิ์กันดูก็ได้" พราหมณ์ กล่าวว่าหากจะให้สู้กัน ก็ต้องมีเดิมพันจึงจะสมควร สุทัศนะจึง ทูลขอพระราชาพาราณสีให้เป็นผู้ประกันให้ตน โดยกล่าวว่า พระราชาจะได้ทอด พระเนตรการต่อสู้ระหว่างนาคกับเขียด เป็นการตอบแทน พระราชาก็ทรงยอมตกลงประกันให้แก่สุทัศนะ

    สุทัศนะเรียก นางอัจจิมุข ออกมาจากมวยผมให้คายพิษ ลงบนฝ่ามือ 3 หยด แล้วทูลว่า "พิษของเขียดน้อยนี้แรงนัก เพราะนางเป็นธิดาท้าวธตรฐ ราชาแห่งนาค หากพิษนี้หยดลง บนพื้นดิน พืชพันธุ์ไม้จะตายหมด หากโยนขึ้นไปในอากาศ ฝนจะไม่ตกไป 7 ปี ถ้าหยดลงในน้ำสัตว์น้ำจะตายหมด"

    พระราชาไม่ทราบจะทำอย่างไรดี สุทัศนะจึงทูลขอให้ ขุดบ่อ 3 บ่อบ่อแรกใส่ยาพิษ บ่อที่สองใส่โคมัย บ่อที่สามใส่ยาทิพย์ แล้วจึงหยดพิษลงในบ่อแรก ก็เกิดควันลุกจนเป็นเปลวไฟ ลามไปติดบ่อที่สองและสาม จนกระทั่งยาทิพย์ไหม้หมด ไฟจึงดับ พราหมณ์ตัวร้าย ซึ่งยืนอยู่ข้างบ่อ ถูกไอพิษจนผิวหนังลอก กลายเป็นขี้เรื้อน ด่างไปทั้งตัว จึงร้องขึ้นว่า "ข้าพเจ้ากลัวแล้ว ข้าพเจ้าจะ ปล่อยนาคนั้นให้เป็นอิสระ"

    ภูริทัตต์ได้ยินดังนั้น ก็เลื้อยออกมาจากที่ขัง เนรมิตกาย เป็นมนุษย์ พระราชาจึงตรัสถามความเป็นมา ภูริทัตต์จึงตอบว่า "ข้าพเจ้าและพี่น้องเป็นโอรสธิดาของท้าวธตรฐราชาแห่งนาคกับนางสมุทรชา ข้าพเจ้ายอมถูกจับมา ยอมให้พราหมณ์ทำร้ายจน บอบช้ำ เพราะปรารถนาจะรักษาศีล บัดนี้ข้าพเจ้าเป็น อิสระแล้ว จึงขอลากลับไปเมืองนาคตามเดิม" พระราชาทรงดีพระทัยเพราะทราบว่าภูริทัตต์เป็นโอรสของ นางสมุทรชา น้องสาวของพระองค์ที่บิดายกให้แก่ราชานาคไป จึงเล่าให้ภูริทัตต์และพี่น้องทราบว่า เมื่อนางสมุทรชาไปสู่ เมืองนาคแล้ว พระบิดาก็เสียพระทัย จึงสละราชสมบัติ ออกบวช พระองค์จึงได้ครองเมืองพาราณสีต่อมา

    พระราชาประสงค์จะให้ นางสมุทรชาและบรรดาโอรสได้ไป เฝ้าพระบิดา จะได้ทรงดีพระทัย สุทัศนะทูลพระราชาว่า "ข้าพเจ้าจะ กลับไปทูลให้พระมารดาทราบ ขอให้พระองค์ ไปรออยู่ที่อาศรมของพระอัยกาเถิด ข้าพเจ้าจะพา พระมารดาและพี่น้องตามไปภายหลัง"

    ทางฝ่ายพรานเนสาท ผู้ทำร้ายภูริทัตต์เพราะหวังดวงแก้ว สารพัดนึก เมื่อตอนที่พราหมณ์โยนดวงแก้วให้ นั้น รับไม่ทัน ดวงแก้วจึงตกลงบนพื้นและแทรกธรณีกลับไปสู่เมืองนาค พรานเนสาทจึงสูญเสียดวงแก้ว สูญเสียลูกชาย และเสียไมตรี กับภูริทัตต์ เที่ยวซัดเซพเนจรไป ครั้นได้ข่าวว่าพราหมณ์ผู้จับ นาคกลายเป็น โรคเรื้อนเพราะพิษนาค ก็ตกใจกลัว ปราถนา จะล้างบาป จึงไปยังริมน้ำยมุนา ประกาศว่า "ข้าพเจ้าได้ ทำร้ายมิตร คือ ภูริทัตต์ ข้าพเจ้าปราถนาจะล้างบาป"

    พรานกล่าวประกาศอยู่ หลายครั้ง เผอิญขณะนั้น สุโภคะกำลังเที่ยวตามหาภูริทัตต์อยู่ ได้ยินเข้าจึงโกรธแค้น เอาหางพันขาพราน ลากลงน้ำให้จมแล้ว ลากขึ้นมาบนดินไม่ให้ถึงตาย ทำอยู่เช่นนั้นหลายครั้งพราน จึงร้องถามว่า "นี่ตัวอะไรกัน ทำไมมาทำร้าย เราอยู่เช่นนี้ ทรมานเราเล่นทำไม" สุโภคะตอบว่าตนเป็นลูกราชานาค พรานจึงรู้ว่าเป็นน้องภูริทัตต์ ก็อ้อนวอนขอให้ปล่อยและกล่าว แก่สุโภคะว่า "ท่านรู้หรือไม่ เราเป็นพราหมณ์ ท่านไม่ควร ฆ่าพราหมณ์ เพราะพราหมณ์เป็นผู้บูชาไฟ เป็นผู้ทรงเวทย์ และเลี้ยงชีพด้วยการขอ ท่านไม่ควรทำร้ายเรา"

    สุโภคะไม่ทราบจะตัดสินใจอย่างไร จึงพาพรานเนสาทลงไป เมืองนาค คิดจะไปขอถามความเห็นจากพี่น้อง เมื่อไปถึงประตู เมืองนาค ก็พบอริฏฐะนั่งรออยู่ อริฏฐะนั้นเป็นผู้เลื่อมใสพราหมณ์ ครั้นรู้ว่าพี่ชายจับพราหมณ์มา จึงกล่าวสรรเสริญคุณของพราหมณ์ สรรเสริญความยิ่งใหญ่แห่งพรหมณ์ และกล่าวว่า

    พราหมณ์เป็นบุคคล ที่ไม่สมควรจะถูกฆ่า ไม่ว่าด้วยเหตุผลใดๆ การฆ่าพราหมณ์ซึ่ง เป็นผู้บูชาไฟนั้นจะทำ ให้เกิดความเสียหายใหญ่หลวง สุโภคะกำลังลังเลใจ ไม่ทราบจะทำอย่างไร พอดีภูริทัตต์กลับมาถึง ได้ยินคำของอริฏฐะจึงคิดว่า อริฏฐะ นั้นเป็นผู้เลื่อมใสพราหมณ์ และการบูชายัญของพราหมณ์ จำเป็นที่จะต้องกล่าววาจาหักล้าง มิให้ผู้ใด คล้อยตามในทางที่ผิด

    ภูริทัตต์จึงกล่าวชี้แจงแสดง ความเป็นจริง และในที่สุดได้กล่าวว่า "การบูชาไฟนั้น หาได้เป็น การบูชาสูงสุดไม่ หากเป็นเช่นนั้น คนเผาถ่าน คนเผาศพ ก็สมควรจะได้รับยกย่องว่าเป็นผู้บูชา ไฟยิ่งกว่าพราหมณ์ หากการบูชาไฟเป็นสูงสุด การเผาบ้านเมืองก็คงได้บุญสูงสุด แต่หาเป็นเช่นนั้นไม่ หากการบูชายัญจะเป็นบุญสูงสุดจริง พราหมณ์ก็น่าจะเผาตนเองถวายเป็นเครื่องบูชา แต่พราหมณ์กลับ บูชาด้วยชีวิตของผู้อื่น เหตุใดจึงไม่เผาตนเองเล่า"

    อริฏฐะกล่าวว่า พรหมเป็นผู้ทรงคุณยิ่งใหญ่ เป็นผู้สร้างโลก ภูริทัตต์ตอบว่า "หากพรหมสร้างโลกจริง ไฉนจึงสร้างให้โลก มีความทุกข์ ทำไมไม่สร้างให้โลกมีแต่ความสุข ทำไมพรหม ไม่สร้างให้ทุกคนมีความ เท่าเทียมกัน เหตุใดจึงแบ่งคนเป็น ชั้นวรรณะ คนที่อยู่ในวรรณะต่ำ เช่น ศูทร จะไม่มีโอกาสมี ความสุข เท่าเทียมผู้อื่นได้เลย พราหมณ์ต่างหากที่พยายาม ยกย่องวรรณะของตนขึ้นสูง และเหยียดหยามผู้อื่นให้ต่ำกว่า โดยอ้างว่าพราหมณ์เป็นผู้รับใช้พรหม เช่นนี้จะถือว่าพราหมณ์ ทรงคุณยิ่งใหญ่ได้อย่างไร"

    ภูริทัตต์กล่าววาจาหักล้างอริฏฐะด้วยความเป็นจริง ซิ่งอริฏฐะ ไม่อาจโต้เถียงได้ ในที่สุดภูริทัตต์จึงสั่งให้ นำพรานเนสาทไปเสีย จากเมืองนาค แต่ไม่ให้ทำอันตรายอย่างใด จากนั้นภูริทัตต์ก็พา พี่น้องและนางสมุทรชาผู้เป็นมารดา กลับไปเมืองมนุษย์ เพื่อไป เฝ้าพระบิดา พระเชษฐาของนางที่รอคอยอยู่แล้ว เมื่อญาติพี่น้องทั้งหลายพากันแยกย้ายกลับบ้านเมือง ภูริทัตต์ขออยู่ที่ศาลากับพระอัยกา บำเพ็ญเพียร รักษาอุโบสถศีล ด้วยความสงบ ดังที่ได้เคยตั้งปณิธานไว้ว่า "ข้าพเจ้าจะมั่นคงในการ รักษาศีลให้บริสุทธิ์ จะไม่ให้ศีลต้องมัวหมอง ไม่ว่าจะต้องเผชิญความ ทุกข์ยากอย่างไร ข้าพเจ้าจะอดทน อดกลั้น ตั้งมั่นอยู่ ในศีลตลอดไป"

     
  9. ทิพย์มาลา

    ทิพย์มาลา เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    7 สิงหาคม 2012
    โพสต์:
    179
    ค่าพลัง:
    +764
    หลวงปู่ดี ฉันโน วัดภูเขาแก้ว ตกใจเมื่อเห็นพญานาค

    เมื่อคราวที่หลวงปู่ดีพาสามเณรพันเดินธุดงค์ข้ามโขงไปแผ่นดินลาว แขวงคำเกิดคำม่วน ช่วงนั้นเป็นฤดูแล้ง พอได้ไปถึงบ้านดงแดงอยู่ในย่านภูหินปูน จึงให้พ่อเฒ่าผาดีพรานใหญ่ในหมู่บ้านพาไปส่งที่ภูเขาหินปูน เมื่อไปถึงแล้วก็ให้พ่อเฒ่าผาดีเดินกลับบ้าน หลวงปู่ดีได้เลือกเอาใต้ต้นไทรใหญ่สาขาร่มครึ้มเป็นที่ปักกลดให้สามเณรปักกลดอยู่ใกล้ๆ เพราะสามเณรเป็นคนขี้กลัว

    พอใกล้ค่ำวันนั้นได้เห็นโยมผู้หญิงชาวบ้านวัยสาวนางหนึ่งแต่งตัวสวยงามสะอาดสะอ้าน ในมือถือขันดอกไม้เดินเข้ามากราบ 3 ครั้ง เอ่ยขึ้นว่า
    “ขอนิมนต์ท่านอาจารย์ขึ้นไปปักกลดอยู่บนก้อนหินใหญ่ทางทิศตะวันตกนั้นเถิดเพื่อความปลอดภัย เพราะที่นี่เป็นทางเดินของเสือใหญ่ตัวหนึ่งชื่อบักตุ๊ชุ มืดแล้วมันจะทำร้ายเอา ข้าน้อยห้ามมันบ่ฟัง”

    หลวงปู่ดีรับขันดอกไม้บูชาพลางพิจารณาดูหญิงสาวชาวบ้านป่านางนี้ว่าเห็นจะไม่ใช่คนธรรมดา เพราะนิ้วมือและนิ้วเท้ายาวเท่ากันหมดทั้งห้านิ้ว ผิวเนื้อขาวผ่องเนียนผุดผาดผิดมนุษย์ธรรมดา คงจะเป็นนางไม้รุกขเทวดาหรือไม่ก็เป็นชาวบังบดลับแล จึงถามว่า
    “บ้านโยมอยู่ไหน”
    หญิงสาวตอบว่า
    “บ้านข้าน้อยอยู่แถบภูเขานี้เอง พรุ่งนี้ข้าน้อยขอเชิญไปรับอาหารบิณฑบาตแถบริมภูเขาด้านใต้ด้วย”
    กล่าวแล้วก็ลากลับไป หลวงปู่ดีมองตามไปไม่ไกลหญิงสาวนางนั้นก็ได้หายวับไปกับตา

    เช้าวันรุ่งขึ้นหลวงปู่ดีได้พาสามเณรออกเดินบิณฑบาตไปตามเชิงเขาท่านบอกสามเณรว่า
    “ถ้าเห็นหลวงปู่เปิดฝาบาตรให้เณรเปิดฝาบาตรของตนด้วยทุกครั้ง”
    สามเณรเล่าว่าการบิณฑบาตตามไหล่เขาครั้งนั้นคล้ายกับทำเล่น เดินไปเปิดฝาบาตรบ้างปิดฝาบาตรบ้างไม่เห็นมีใครมาใส่บาตรเลย แต่เมื่อกลับถึงที่พักใต้ต้นไทรเปิดฝาบาตรดูปรากฏว่ามีข้าวนึ่งสีขาวสะอาดเหมือนปุยฝ้ายมีกลิ่นหอมชวนน้ำลายไหลน่าฉันยิ่งนัก แล้วยังมีงาถั่วผสมน้ำผึ้งปั้นเป็นก้อนๆ เป็นของหวาน หลวงปู่ดีบอกว่า

    “วันนี้เราฉันข้าวทิพย์ของชาวเมืองบังบดลับแลนะ วันหลังหลวงปู่จะพาไปบิณฑบาตบ้านคน”

    หลวงปู่ดีและสามเณรบำเพ็ญความเพียรเจริญภาวนาอยู่ที่นั่นมีปัญหาหนักใจมากเรื่องเดียวคือน้ำดื่มหายาก ต้องเสาะหาเอาตามหลุมหินที่มีใบไม้หล่นทับจนเกิดสีขุ่นแดงต้องกรองเอามาใส่กาน้ำต้มให้สุกเสียก่อนเพราะมีเชื้อไข้ป่ามาลาเรียและเชื้อไข้อีกหลายโรค ถ้าฉันน้ำดิบๆ ไม่ต้มจะอาพาธได้ เช่น ไข้ป่า ไข้ตัวบวม ไข้เหน็บชา ตาเหลือง ไข้ปอด ตับอักเสบ เป็นต้น เป็นโรคที่ทำให้พระป่าพระธุดงค์อายุสั้นมรณภาพกันไปแล้วจำนวนมากทุกยุคทุกสมัยสืบเรื่อยมาจากเหตุเพราะฉันน้ำในป่าโดยไม่ได้ต้ม

    คืนนั้นขึ้น 8 ค่ำ เดือน 4 ฤดูแล้งหน้าร้อน แต่พอมืดค่ำลงอากาศกลับเย็นจัด หลวงปู่ดีนั่งสมาธิภาวนาได้เกิดนิมิตเห็นงูใหญ่มีหงอนมาบอกว่า

    “เราเป็นพญานาครักษาพระศาสนา ที่นี่แห้งแล้งกันดารน้ำ เราจะสงเคราะห์ท่านอาจารย์ พรุ่งนี้เช้าให้พาญาติโยมชาวบ้านป่าไปขุดบ่อน้ำทางทิศตะวันตกของที่พักท่าน เมื่อเดินไปเห็นเราอยู่ตรงไหนให้ขุดลงไปตรงนั้นจะเจอน้ำ ท่านอาจารย์ต้องตั้งสติกำหนดรู้ให้ดีๆ เมื่อเห็นเราแล้วอย่าตกใจกลัว”

    เช้าวันรุ่งขึ้นไปบิณฑบาตในหมู่บ้าน กลับมาฉันอาหารแล้วหลวงปู่ดีอยากจะพิสูจน์นิมิตในสมาธิ จึงเดินไปทางตะวันตกสำรวจหาแหล่งน้ำตามที่พญานาคบอกในสมาธิ ขณะที่เดินข้ามก้อนหินใหญ่น้อยระเกะระกะไปนั้น ได้มองเห็นงูใหญ่ตัวเท่าต้นตาลนอนขดตัวเป็นชั้นๆ บนหัวมีหงอนแดงใหญ่ เกล็ดเลื่อมแดงสลับเขียวบอกให้รู้ทันทีว่าเป็นพญานาคแน่ๆ หลวงปู่ดีเกิดความตกใจกลัวไม่สามารถระงับสติไว้ได้ รีบวิ่งหนีกระโดดข้ามร่องหินแตกกว้าง 2 เมตรเศษๆ ลึกประมาณ 4 เมตรไปโดยไม่รู้สึกตัว

    แต่พอตั้งสติได้จึงหันไปดูพญานาคตัวใหญ่มหึมานั้นมันยังอยู่ที่เดิมไม่ได้ไล่ตามมา เพียงแต่มองดูท่านเฉยๆ ท่านจึงกำหนดสังเกตจุดที่พญานาคขดตัวอยู่นั้น หมายตาเอาไว้ให้แม่นยำเพื่อจะขุดบ่อน้ำตามนิมิตในสมาธิที่พญานาคได้บอกไว้ เมื่อจำได้แม่นยำดีแล้วพญานาคก็ค่อยๆ จางหายไปเหลืออยู่แต่ความว่างเปล่ามหัศจรรย์ยิ่งนัก ท่านจึงลงจากก้อนหินเดินไปดูตรงจุดที่พญานาคหายไปได้เอาไม้ขีดดินที่ตรงนั้นไว้กันลืม และเอาก้อนหินมาตั้งไว้เป็นเส้าเป็นเครื่องหมายแล้วจึงกลับที่พัก

    ครั้นพอสายหน่อยพวกญาติโยมชาวบ้านป่ามาทำไร่อยู่แถบเชิงเขาเอาหมากพลูมาถวาย 5-6 คน หลวงปู่ดีจึงบอกให้เอาจอบเสียมมาขุดบ่อน้ำที่หลังหินดานเอาไว้อาบกินในหน้าร้อนและเอาไว้เลี้ยงวัวควายด้วย แต่พวกชาวบ้านไม่เชื่อ เพราะบริเวณนั้นกันดารน้ำมาตั้งแต่สมัยพระเจ้าเหาแล้ว ชาวบ้านเคยขุดหาแหล่งน้ำทุกปีไม่เคยเจอเลย หลวงปู่ดีอยากพิสูจน์ให้ได้จึงขอร้องให้ญาติโยมเหล่านั้นลองขุดดูตรงจุดที่ท่านได้ทำเครื่องหมายเอาไว้ ชาวบ้านได้ทำตามอย่างเสียไม่ได้ เมื่อขุดลงไปได้เพียง 1 เมตรเศษๆ ก็เห็นรูปร่างเป็นบ่อหินกว้างประมาณ 2 ศอก มีรูน้ำไหลออกมาจากยอดเขา 2 รู ไม่ถึง 30 นาที น้ำก็ไหลเต็มบ่อใสแจ๋วเหมือนน้ำฝน มีรสจืดสนิท ชาวบ้านตื่นตะลึงสุดขีดเห็นเป็นเรื่องปาฏิหาริย์ พากันกระโดดโลดเต้นโห่ร้องด้วยความยินดีปรีดาวิ่งไปบอกญาติพี่น้องให้รู้ ชาวบ้านพากันแตกตื่นแห่กันมาดูบ่อน้ำนี้ต่างก็อาบกินเป็นที่สุขสำราญ จุดธูปเทียนเอาดอกไม้มาบูชาถือเป็นบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ แล้วพร้อมใจกันตั้งชื่อให้ว่า “น้ำส่างญาคูดี” แปลเป็นไทยว่า “น้ำบ่อพระครูดี” ซึ่งบ่อน้ำนี้ยังมีสืบมาจนถึงทุกวันนี้

    หลวงปู่ดี ฉันโน มักจะเล่าเรื่องบ่อน้ำแห่งนี้ให้ญาติโยมชาวบ้านฟังเสมอในวันธรรมสวนะท่านบอกว่า
    “พญานาคมีจริง มีหูทิพย์ ตาทิพย์ เป็นเทวดาองค์หนึ่งทำหน้าที่ปกป้องรักษาพระศาสนา ท่านได้เห็นมากับตา ไม่กล้ามุสาโกหกใคร ขอยืนยันว่าพญานาคมีจริง”
     
  10. ดูงาน

    ดูงาน เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    8 กุมภาพันธ์ 2010
    โพสต์:
    569
    ค่าพลัง:
    +2,671
    สมัยตอนบวช มีงูจะว่าเล็กก็ไม่เล็ก ใหญ่ก็ไม่ใหญ่ ยาวประมาณ60เชนต์ บนาดเท่าด้ามพร้า

    มาวนเวียนอยู่แถวทางจงกรม อยู่บน แคร่บ้าง บนขื่อหลังคาทางจงกรมบ้าง บนทางจงกรมบ้าง

    สีดำสนิด อยู่๒ถึง๓วัน

    เราก็กลัวกลางคืนจะเหยีบบเอาเลยอธิฐานบอกเขาให้ ออกไปจากตรงทางจงกรมซะหรือให้หลบออกไป วันต่อมา ก็หายไปเลย และปรากฎ เป็น อย่างอื่นบนทางจงกรมแทน แปลกดี

    ปีที่บวชหลวงปู่ บอกว่า แปลก มีงูเยอะมาก และก็มีคนทรง พยานาค มารักษาศีลอยู่ในวัด

    ตอนเย็น ก็จะทำพานบายศรี รูปพยานาค มาตั้งอยู่ หน้าพระประธาน และก็มาเฉพาะปีนั้น

    ท่านว่าจะเกี่ยวกับพนานาคมั๊ย ส่วนตัวยังไม่พบ แบบตรงๆ แต่ก็จะพบประมาณนี้ ไม่รู้ใช่หรือเปล่า
    หรือว่าคิดไปเองก็ไม่รู้ พยาค มีจริง?
     
  11. ทิพย์มาลา

    ทิพย์มาลา เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    7 สิงหาคม 2012
    โพสต์:
    179
    ค่าพลัง:
    +764
    มีเรื่องเล่าเกี่ยวกับพญานาคแปลงกายเป็นงูเหลือมมาฟังธรรม วันขึ้น 8 ค่ำ เป็นวันพระ ขณะนั้นเป็นเวลา 5 โมงเย็นใกล้ค่ำมีงูเหลือมใหญ่ตัวหนึ่งเลื้อยขึ้นไปบนศาลาวัดในหมู่บ้านดอนปู่ตา เข้าไปนอนขดอยู่ใต้ธรรมาสน์ที่หลวงปู่ดี ฉันโน ท่านนั่งเทศน์อยู่ จนรุ่งแจ้งชาวบ้านได้นำเอาข้าวปลาอาหารมาทำบุญ หลวงปู่ดีได้นำญาติโยมชาวบ้านทั้งหลายอุทิศส่วนกุศลกรวดน้ำให้แก่พญานาคและภูติผีเทวดาทั้งหลาย งูเหลือมนอนนขดนิ่งสงบรับฟัง ครั้นหลวงปู่ดีให้พรจบงูเหลือมตัวนั้นก็ค่อยๆ เลื้อยออกจากใต้ธรรมาสน์ลงจากศาลาไป หลวงปู่ท่านพูดว่าพญานาคราชท่านแปลงกายเป็นงูเหลือมมาฟังธรรม

    ที่วัดป่าหนองแสงวนาราม ก็มีปรากฏการณ์คล้ายกันนี้ ขณะที่พระอาจารย์บุญเพ็งพาพระสงฆ์ในวัดและญาติโยมสวดมนต์ทำวัตรค่ำ ได้มีงูเขียวตัวหนึ่งเลื้อยมาจากไหนไม่รู้ เลื้อยรอบพระพุทธรูป 3 รอบ แล้วเลื้อยขึ้นเสาไปตามขื่อ ห้อยหัวลงมาอยู่เหนือเศียรพระพุทธรูปเหมือนจะทำเป็นนาคปรก เมื่อสวดมนต์ทำวัตรเย็นเสร็จแล้วงูเขียวตัวนั้นก็เลื้อยลงมาทางเดิม เลื้อยเวียนพระพุทธรูป 3 รอบ แล้วเลื้อยออกไปทางสระน้ำ ทั้งพระทั้งโยมพากันตามไปดู มันหายไปทางลำห้วยที่เป็นน้ำซับมีน้ำไหลเจิ่งนองอยู่ชั่วนาตาปี

    พระอาจารย์บุญเพ็งบอกว่างูเขียวตัวนี้คือพญานาคแปลงร่างมาเป็นงูธรรมดาไม่ให้คนตื่นตกใจ ถ้าเป็นพญานาคตัวใหญ่มีหงอนแดงตาแดงมาจริงๆ ย่อมจะทำให้คนตกใจกลัวกันมาก บางคนอาจช็อกตายได้ พญานาคสามารถจะเนรมิตร่างได้ต่างๆ แต่ส่วนมากจะชอบแปลงร่างเป็นงูชนิดต่างๆ และเป็นกระรอกเผือก

    ไม่แน่นะคะสิ่งที่คุณดูงานเห็นนั้นอาจจะเป็นพญานาคแปลงร่างมาก็ได้เพื่อมาอนุโมทนาบุญด้วย เราเองก็ไม่ถึงขนาดที่จะรู้เห็นแจ้งชัดได้เพียงแต่สันนิษฐานว่าอาจเป็นไปได้ หากเห็นเป็นพญานาคมาแสดงตนที่แท้จริงก็ไม่แน่ว่าคนธรรมดาอย่างเราจะคุมสติได้หรือเปล่า แม้แต่พระอาจาย์ดี ฉันโน เมื่อคราวออกธุดงค์ ท่านได้เห็นพญานาคมาแสดงตนที่แท้ หลวงปู่ท่านยังคุมสติไม่ได้ถึงกับวิ่งหนีเลยทีเดียว
     
  12. ทิพย์มาลา

    ทิพย์มาลา เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    7 สิงหาคม 2012
    โพสต์:
    179
    ค่าพลัง:
    +764
    หลวงปู่ขาว พุทธรักขิตโต วัดป่าคูณคำวิปัสสนา กับพญานาค

    “พญานาค” นั้นเป็นเทวดาจำพวกหนึ่ง สมัยพระพุทธเจ้าก็มีเรื่องเกี่ยวกับพญานาคกล่าวไว้และพระอริยะสาวกรุ่นหลังจากสมัยพุทธกาลจนถึงปัจจุบันประสบพบเห็นเล่าขานไว้อย่างไม่รู้จบ ภพภูมินี้ดูจะน่าพิศวงและน่าสนใจอีกแง่หนึ่ง พวกนี้มีฤทธิ์มาก วิสัยของพญานาคนั้นมีความเคารพผู้ทรงศีล ผู้ทรงคุณธรรม ยิ่งพระผู้ทรงภูมิธรรมชั้นสูงแล้วพวกพญานาคยิ่งให้ความสนใจใคร่พบเพื่อทัศนาเป็นกรณีพิเศษอย่างยิ่ง บางครั้งก็อุปัฏฐากดูแลรักษาด้วยความบูชาอันเป็นวิสัยของผู้ที่รู้ว่าบุคคลใดควรบูชา บุคคลใดเป็นสัตบุรุษแท้เป็นนักปราชญ์ผู้มีบุญบารมี

    การเปลี่ยนร่างของพญานาคนั้นทำได้ทุกอย่าสารพัด รูปร่างที่แท้จริงจะคล้ายรูปปั้นพญานาคที่ช่างปั้นทำไว้ในวิหาร ในโบสถ์ มีหงอน และลำตัวเหมือนงูมีเกล็ด พญานาคนั้นบางส่วนก็มีประเภทมิจฉาทิฏฐิ เหมือนคนที่มีทั้งดีและชั่วปะปนกันไป พญานาคนั้นปรารถนาจะดูแลรักษาพระพุทธศาสนา เป็นพุทธสาวกซึ่งอยู่อีกภพหนึ่ง ดังนั้นสถานที่ต่างๆ เช่น เจดีย์ที่มีพระบรมสารีริกธาตุ รอยพระบาท ของพระพุทธเจ้าทั้งบนพื้นดินและในน้ำ พระพุทธรูป สถานที่สำคัญต่างๆ อันเกี่ยวกับพระพุทธศาสนาจะมีพญานาคอุปัฏฐากคู่กันเสมอ หากแต่เป็นภพภูมิละเอียด พระที่ท่านมีภูมิจิตสูงมีญาณจะรับรู้จะเห็นเป็นประจำเสมอ เขาจะเคารพรักบูชาพระระดับนี้มาก

    สมัยท่านหลวงปู่มั่น ภูริฑัตโต มาพักอาศัยอยู่ในวัดป่าหนองผือ ซึ่งอยู่ตรงกันข้ามกับวัดของหลวงปู่ขาวในปัจจุบัน ทุกวันพระชาวบ้านหนองผือจะพบรอยใหญ่ๆ แหวกต้นข้าวทุ่งนาขึ้นมาจากบริเวณหนองน้ำมุ่งขึ้นสู่บริเวณกุฏิของหลวงปู่มั่นเสมอจนชาวบ้านหนองผือทนสงสัยไม่ไหว จึงได้เข้าไปกราบเรียนถามท่านหลวงปู่มั่น ซึ่งท่านก็ได้บอกด้วยอาการเคร่งขรึมว่า “พญานาคเขาขึ้นมาฟังธรรมกับเฮา” ซึ่งท่านหลวงปู่มั่นเองท่านก็ไม่ได้ปฏิเสธเกี่ยวกับเรื่องนี้

    สมัยหลวงปู่ขาวท่านมาเริ่มสร้างวัดใหม่ๆ นั้น ท่านเล่าว่า มีอยู่คืนหนึ่งท่านฝันว่ามีพญานาคตนหนึ่งเลื้อยขึ้นมาจากหนองน้ำที่อยู่หลังวัดแล้วเปลี่ยนร่างเป็นบุรุษรูปงามเดินเข้ามากราบท่านแล้วพูดว่า
    “เห็นหลวงปู่แล้วชอบ อยากมากราบมารักษาและอยากจะมาขอเป็นเพื่อนกับหลวงปู่ด้วย”
    หลวงปู่ว่า “พญานาคกับคนจะเป็นเพื่อนกันได้อย่างไร”
    พญานาคบอกว่า “เป็นได้ท่าน เพราะต่างคนต่างก็มีจิตใจเหมือนกัน”
    ถึงตอนนี้ท่านต้องยอมจำนนต่อเหตุผลของเขา
    พญานาคได้พูดต่อว่า “ปกติประเพณีอีสานนั้นเวลาจะเป็นเพื่อนกันจะต้องมีฝ้ายผูกแขนอันเป็นการผูกมิตรแสดงถึงความรักความเคารพต่อกัน จึงอยากจะขออนุญาตท่านนำฝ้ายเส้นนี้ผูกแขนท่าน หวังว่าท่านคงจะไม่ว่าอะไร”
    หลวงปู่ท่านก็ทำเป็นเฉยไม่พูดอะไร พร้อมทั้งยื่นมือออกไปให้เขาผูก ผูกแขนเสร็จเขาก็บอกว่า เขาอาศัยอยู่ในหนองน้ำหลังวัดแห่งนี้มานานแล้ว เมืองของเขาอยู่ในบริเวณใต้แม่น้ำโขง หลังจากนั้นเขาก็ได้สนทนาธรรมกับหลวงปู่ด้วยจนเวลานานพอสมควรจึงได้ขอลาท่านกลับ
    พอตื่นตอนเช้าท่านว่าเหมือนฝัน แต่ที่ข้อมือของท่านกลับมีฝ้ายสีขาวผูกอยู่จริงๆ

    หลวงพ่อเล่าว่าส่วนตัวของท่านนั้นเคยถูกนิมนต์จากพวกพญานาคให้ลงไปที่เมืองบาดาลของเขาถึงสองครั้ง ซึ่งการไปในแต่ละครั้งจะมีพญานาคเป็นผู้พานำไป บ้านเมืองของเขานั้นจะแตกต่างจากเมืองของเรามาก เมืองของเขานั้นสวยงามกว่าอย่างไม่มีอะไรจะเทียบได้ เมืองของเขานั้นจะอยู่บริเวณใต้แม่น้ำโขงตั้งแต่อดีตกาลนานมาแล้ว ยอดหอปราสาทของเจ้าเมืองจะอยู่ห่างจากเจดีย์แห่งหนึ่งซึ่งเจดีย์แห่งนี้อยู่ติดกับฝั่งแม่น้ำโขง ถ้าวัดระยะห่างจากเจดีย์ลงไปความห่างจะประมาณเจ็ดชั่วใบลานต่อกันเท่านั้นก็ถึงยอดปราสาท

    ท้องฟ้าของเมืองเขานั้นจะไม่เหมือนเมืองของเรา ของเราท้องฟ้าจะเป็นอากาศ มีเมฆ มีดาว มีดวงอาทิตย์ แต่ท้องฟ้าของเขาจะเป็นน้ำที่ใสสะอาดและจะมีแสงสว่างตลอดเวลา ไม่มีกลางคืน ไม่มีความมืด ปราสาทบ้านเรือนของเขาจะเป็นแก้ว เป็นเงิน เป็นทอง ดูสวยสดงดงามน่าอัศจรรย์มากแม้แต่ต้นไม้ก็ยังเป็นเงินเป็นทอง ท่านว่าสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นจากบุญฤทธิ์โดยฤทธิ์ของเขาอันเป็นของทิพย์ประจำภพภูมิของพวกเขา

    ปกตินั้นพวกพญานาคเมื่อตอนอยู่ในเมืองของเขา เขาจะดูเหมือนเป็นคนเป็นมนุษย์ทั่วไปปกติธรรมดาไม่มีอะไรผิดสังเกต แต่เขาจะศรัทธาถือศีล เจริญภาวนา เป็นนิสัย และพวกนาคที่หลวงปู่พบถือสัจจะความซื่อสัตย์มาก ท่านว่าเมืองของเขาจะมีประตูเมืองทางเข้ามีทหารเฝ้า นอกเหนือจากนั้นยังมีทางเข้าอีกหลายทาง เขาพาท่านเข้าทางประตูใหญ่หน้าประตูจะมีสะพานทำด้วยหิน พญานาคพูดว่า นาคทุกตัวเมื่อผ่านสะพานหินนี้ขึ้นสู่ข้างบนน้ำร่างจะกลายเป็นพญานาคทันที เมื่อถึงเวลากลับมาถึงบริเวณสะพานหินนี้แล้วจากพญานาคจะเปลี่ยนเป็นคนทันทีเข้าสู่เมืองของเขา

    เขายังบอกอีกว่า เมืองนาคนั้นจะร้อนกว่าเมืองมนุษย์และยังมีอะไรที่ไม่เหมือนอีกมาก สำหรับมนุษย์นั้นยากที่จะอาศัยอยู่ได้ นาคที่นำท่านไปจึงให้หลวงปู่อมวัตถุสิ่งหนึ่งก้อนเล็กๆ ก้อนหนึ่ง เขาบอกท่านว่าของสิ่งนี้จะช่วยให้หลวงปู่เข้าเมืองของเขาได้เป็นปกติ บริเวณเมืองของเขานั้นสวยงามมากไม่มีเมืองไหนในโลกมนุษย์จะเหมือนได้

    โดยปกตินั้นพญานาคมักจะชอบนิมนต์พระอริยเจ้าองค์สำคัญๆ ในพระพุทธศาสนาลงมาเทศนาธรรมโปรดพวกเขาเป็นประจำและพวกเขาจะรู้ว่าในปัจจุบันนี้มีจำนวนทั้งหมดกี่องค์ และแต่ละองค์ขณะนี้ท่านพำนักอยู่ ณ ที่แห่งใด และรู้ว่าองค์ไหนท่านมีคุณธรรมสูงบารมีมากน้อยแค่ไหน พระอริยเจ้าองค์สำคัญๆ ต่างๆ จะเคยลงมาเมืองเขาทั้งนั้น โดยเฉพาะวันศีลวันพระ

    หลวงปู่ท่านว่าในปัจจุบันนี้บริเวณหนองน้ำหลังวัด ได้มีพญานาคมาอยู่อาศัยทั้งหมดสามตน ตามที่พวกเขาได้บอกนั้นเขามีชื่อว่า ขุนหมื่น ปลัดสีพัน และขุนแสน ทั้งสามเป็นบริวารของเจ้าเมืองซึ่งเมืองของเขาอยู่บริเวณใต้แม่น้ำโขงดังกล่าว และเจ้าเมืองของเขาเคารพนับถือและศรัทธาในตัวของหลวงปู่มาก

    ในสมัยประมาณ พ.ศ.2534 ช่วงนั้นหลวงปู่กำลังเริ่มสร้างวัด วันหนึ่งได้มีพญานาคขึ้นมากราบท่านและได้บอกว่า “ท่านเจ้าเมืองให้มาบอกกับท่านว่า ท่านต้องการเสาหลักเมืองประจำเมืองส่วนปลายของเมืองเขาที่ได้หักลงหรือไม่ ซึ่งท่านได้บอกไปว่า ถ้าหากมีศรัทธาที่จะให้ท่านก็จะขอรับไว้ ดีเหมือนกันท่านจะได้ใช้ทำเป็นเสาหลักเมืองประจำวัดของท่าน เพราะวัดของท่านก็ยังไม่มีเสาหลักเมืองหลักวัดเลย”

    เมื่อตกลงเป็นที่เรียบร้อยแล้วเขาจึงได้นัดวันเวลาที่จะนำเอาขึ้นมามอบให้ โดยตกลงที่จะนำขึ้นมาให้แต่เวลานั้นจะต้องเป็นเวลาตอนเช้ามืดก่อนสว่างห้ามเกินเวลาดังกล่าวนี้โดยเด็ดขาด จนเมื่อถึงวันเวลาดังกล่าวแล้วท่านจึงได้พาลูกศิษย์ของท่านจำนวนหนึ่งไปเตรียมรอรับในบริเวณที่ได้ตกลงกันไว้ พร้อมทั้งเครื่องบูชาที่ได้จัดเตรียมไว้พร้อมแล้ว เมื่อได้เวลาแล้วท่านได้ยืนรออยู่บริเวณท่าน้ำซึ่งมีสะพานขนาดเล็กอยู่สะพานหนึ่ง ไม่นานท่านก็ได้ชี้บอกจุดให้ลูกศิษย์ของท่านลงไปในน้ำเพื่อให้นำเอาเสาหลักเมืองขึ้นมา

    ขณะนั้นน้ำในบริเวณนั้นลึกประมาณบั้นเอวแต่ขี้โคลนที่อยู่ใต้น้ำลึกมาก ลูกศิษย์ของท่านจึงก้มตัวลงไปใช้มือควานหาเสาหลักเมืองควานไปควานมาจึงพบสิ่งๆ หนึ่งเป็นก้อนแข็งๆ คล้ายๆ หินยาวประมาณ 80 เซนติเมตร ใหญ่ขนาดหนึ่งคนอุ้ม แต่แปลกตรงที่แม้จะมีขนาดใหญ่แต่ไม่ปรากฏว่าจะจมลงไปในเนื้อของโคลนเลย เป็นเพียงแต่ลอยอยู่เหนือโคลน ข้างล่างสามารถเอามือลอดผ่านได้อย่างสบาย ลูกศิษย์ของหลวงปู่จึงได้ช่วยกันยกนำขึ้นมาแล้วนำกลับไปยังวัดและได้ล้างทำความสะอาดเสร็จแล้วลูกศิษย์ของหลวงปู่จึงลองยกขึ้นอีกแต่กลับปรากฏว่าไม่สามารถยกขึ้นได้อีกเหมือนเดิมเป็นที่อัศจรรย์อย่างยิ่ง ซึ่งในปัจจุบันนี้หลวงปู่ท่านได้เก็บไว้ภายในมณฑปเพื่อไว้ให้คนรุ่นหลังได้ศึกษาต่อไปในวันข้างหน้า

    สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่รู้ไว้เพื่อรอการพิสูจน์ต่อไป สำหรับเรื่องพญานาคนั้นหลวงปู่ว่าเมืองที่อยู่ใต้แม่น้ำโขงนั้นเป็นเพียงเมืองย่อยเมืองหนึ่งเท่านั้น ส่วนเมืองใหญ่ของเขานั้นจะอยู่บริเวณใต้ประเทศประเทศหนึ่งท่านว่าพญานาคนั้นหากคิดจะทำลายโลกมนุษย์แล้วทำได้ชั่วข้ามคืนเท่านั้น บันดาลให้น้ำท่วมโลก แผ่นดินไหว ไม่เกินวิสัยอันเป็นความพิเศษของภพภูมิเขา สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่เหนือการพิสูจน์ของมนุษย์ทั่วไป หลวงปู่ท่านว่าแล้วแต่ใครจะเชื่อหรือไม่เชื่อแล้วแต่เหตุผลการพิจารณาของคนๆ นั้น แต่สำหรับท่านนั้นยอมรับว่า “มีจริง”

    โดย พระมหาปุญโญ (โพธิ์)
     
  13. ทิพย์มาลา

    ทิพย์มาลา เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    7 สิงหาคม 2012
    โพสต์:
    179
    ค่าพลัง:
    +764
    หลวงปู่มั่นกับพญานาคมากทิฐิ

    [​IMG]

    สมัยหนึ่งพระอาจารย์มั่นไปพักบำเพ็ญเพียรอยู่ในถ้ำเชียงดาว ถ้ำนี้อยู่สูงขึ้นไป นักท่องเที่ยวทั้งหลายและชาวบ้านไม่เคยขึ้นไปเพราะทำเลมิดชิดซ่อนเร้นลับตาคน จะมีก็เฉพาะพรานป่าบางคนเคยขึ้นไปพบถ้ำนี้โดยบังเอิญแต่ก็ต้องรีบเผ่นหนีลงมา เพราะมีบางสิ่งบางอย่างที่เป็นอันตรายอย่างลึกลับอยู่ในถ้ำนั้นแต่ก็ไม่ได้บอกว่าเป็นอะไร

    ขณะที่พระอาจารย์มั่นบำเพ็ญภาวนาอยู่ในถ้ำลึกลับนี้ ท่านสามารถกำหนดรู้ได้ด้วยฌานสมาบัติว่ามีพญานาคาตัวหนึ่งอาศัยอยู่ในถ้ำ เป็นพญานาคตระกูลอันดับ 6 ที่พญาครุฑไม่สามารถจับเอาไปกินได้ เพราะเป็นนาคที่ถือกำเนิดอยู่ในภูเขา พญานาคทั้งหลายย่อมมีชาติตระกูลต่างกัน

    ในพระบาลีคัมภีร์พุทธศาสนาได้กล่าวถึงพวก “นาค” ที่พวกพญาครุฑไม่สามารถจับเอาไปกินได้ มีอยู่ 7 จำพวก คือ

    1. นาคที่มีกำเนิดประณีตกว่าครุฑ
    2. กัมพลัสตระนาคราช
    3. ธตรฐนาคราช (พญานาคภูริทัตโพธิสัตว์ถือกำเนิดในตระกูลนี้ พญานาคภูริทัตเป็นโอรสของพญานาคธตรฐกับนางสมุทชาซึ่งเป็นมนุษย์)
    4. นาคที่อยู่ในสีทันดรมหาสมุทรทั้งเจ็ด (7 คาบสมุทร)
    5. นาคที่อยู่ในแผ่นดิน
    6. นาคอยู่ในภูเขาเถื่อนถ้ำ
    7. นาคอยู่ในวิมาน (คงหมายถึงพวกพญานาคในลัทธิพราหมณ์ฮินดู เช่น พญาอนันตนาคราชที่พระอิศวรสร้างขึ้นจากสายสังวาล ถือเป็นพญานาคเทวดาอยู่สวรรค์วิมาน และท้าววิรูปักษ์ พญานาคราชที่เป็นโลกบาลหรือจอมทัพของสวรรค์ รักษาเทวโลกและโลกมนุษย์อยู่ทางทิศตะวันตก นาคพวกนี้มีจำนวนนับล้านๆ เป็นเทวดาแท้อยู่บนสวรรค์ชั้นจาตุมหาราชิกา ปกครองพญานาคทุกตระกูลในโลก)

    พระอาจารย์มั่นเล่าว่า พญานาคที่อยู่ในถ้ำนี้เป็นพวกกึ่งเทวดาและกึ่งสัตว์เดรัจฉานมีร่างกายเป็นทิพย์ จะมีฤทธิ์มาก มีสภาวทิพยวิมานรองรับซ้อนอยู่ในถ้ำ (มิติซ้อนมิติเหมือนแดนลับแล) มองด้วยตาเปล่าไม่เห็นต้องดูด้วย “ตาใน” ถึงจะเห็นได้ พญานาคตัวนี้คอยจ้องจับผิดท่านอยู่ตลอดเวลาเพราะไม่พอใจที่พระอาจารย์มั่นมาอยู่ในถ้ำรุกล้ำสถานที่นิวาสสถานของตน พญานาคคอยนึกตำหนิพระอาจารย์มั่นอยู่เสมอว่า สมณะอะไรเดินจงกรมในถ้ำสะดุดโน่นสะดุดนี่เกิดเสียงดังน่ารำคาญ ช่างไม่เกรงอกเกรงใจกันบ้างเลย บางครั้งก็นึกตำหนิว่าสมณะอะไรนอนกรนเสียงดังไม่สำรวมเอาเสียเลย และยังตำหนิติเตียนอีกหลายอย่าง

    พระอาจารย์มั่นเห็นว่าพญานาคตนนี้มีนิสัยอันธพาล ไม่เคารพเลื่อมใสบรรพชิตในพระพุทธศาสนา เป็นพวกมิจฉาทิฐิ มีความคิดผิดหลงผิดเป็นฝ่ายมารบาปหนา จำเป็นที่ท่านจะต้องช่วยโปรดให้พ้นจากทางไปนรกด้วยเมตตาธรรมเรียกว่าโปรดสัตว์ พระอาจารย์มั่นจึงเข้าฌานกำหนดแสงสว่างหรืออาโลกกสิณ เป็นเอกัคตารมณ์โอภาส แสงสว่างนั้นคืออะไร

    ในพระคัมภีร์วิสุทธิมรรคมหาฎีกาได้กล่าวไว้ว่า การเห็นแสงสว่างหรือโอภาสของผู้ทำสมาธิวิปัสสนานั้น เหมือนกับเห็นด้วยจินตนาการคือมโนวิญญาณ เป็นการเห็นเหมือนบุคคลผู้มีทิพยจักษุญาณนั่นเอง แสงสว่างหรือโอภาสนี้เกิดได้จากหลายสาเหตุ เช่น เกิดจากการทำสมาธิในหลักของสมถกรรมฐานล้วนๆ เกิดจากการทำวิปัสสนาล้วนๆ แบบปัญญาวิมุตติ ผู้ทำสมถกรรมฐานล้วนๆ เป็นต้นว่า ใช้พุทธานุสสติระลึกถึงพระพุทธเจ้าเป็นองค์ภาวนา หรือผู้ทำวิปัสสนาล้วนๆ ที่ยังไม่สามารถกำหนดรู้ความเกิดและความดับของรูปนามได้ ย่อมเห็นแสงสว่างหรือโอภาสได้ด้วยอำนาจสมาธิล้วนๆ โอภาสหรือแสงสว่างจะเกิดขึ้นกับผู้เจริญวิปัสสนาในญาณที่ 4 คือ “อุทะยัพพยะญาณ” แต่สำหรับผู้มีวาสนาบารมีมากนั้น โอภาสหรือแสงสว่างจะเกิดขึ้นตั้งแต่ญาณที่ 1 คือ “นาม รูปปริจ เฉทญาณ”

    โอภาสหรือแสงสว่างจะเกิดขึ้นกับผู้เจริญสมถกรรมฐาน (สมถกรรมฐานมี 40 กอง) เมื่อจิตเข้าถึง “อุปจารสมาธิ” หรือ อุปจารฌาน แสงสว่างนี้จะแรงกล้าขึ้นเป็นลำดับจนถึงสมาธิขั้น “อัปปนาสมาธิ” หรือ อัปปนาฌาน แสงสว่างในสมาธิจิตนี้แต่ละบุคคลจะเห็นมากและเห็นน้อยไม่เหมือนกัน เมื่อสมาธิแก่กล้ามากขึ้นๆ จะเห็นรูปนิมิตต่างๆ บางคนเห็นแสงสว่างไปทั่วห้อง สามารถเห็นทุกสิ่งทุกอย่างได้ชัดเจนแม้กระทั่งมดเล็กๆ ที่อยู่ใต้เสื่อหรือพรมปูนั่งอยู่ บางคนจะเป็นแสงสว่างหรือโอภาสนั้นแผ่รัศมีกว้างออกไปจนถึงบ้านญาติพี่น้องมิตรสหายที่อยู่ไกลๆ เห็นญาติพี่น้องมิตรสหายว่ากำลังทำอะไรอยู่ และแสงสว่างนั้นยังแผ่รัศมีกว้างออกไปทั้งโลกสามารถเห็นสัตว์น้ำในแม่น้ำ ลำคลอง หนอง บึง และในมหาสมุทรได้หมดสิ้น บางคนเห็นไปถึงสวรรค์ทุกชั้นฟ้าจนถึงพรหมโลก อันนี้ขึ้นอยู่กับวาสนาบารมีที่เคยสร้างสมมามากมายในอดีตชาติปางก่อนหลายๆ ชาติ

    พระอาจารย์มั่นเข้าฌานกำหนดแสงสว่างให้แผ่รัศมีกว้างออกไปจนถึงสถานที่อาศัยของพญานาคอันธพาลในถ้ำแล้วทักทายขึ้นว่า ท่านพญานาคไม่ควรมีจิตขึ้งเคียดขุ่นเคืองใจในตัวเราผู้เป็นนักบวชในพระพุทธศาสนาเลย เรามาอาศัยอยู่ในถ้ำนี้เพียงชั่วคราวเท่านั้นเพื่อปฏิบัติธรรมขูดเกลากิเลสตัณหา ราคะ โทสะ โมหะ ออกจากจิตใจให้หมดสิ้น เป็นการกระทำความดีในครรลองศีลธรรมขั้นมหากุศล ที่นักปราชญ์และเทวดาทั้งหลายทุกภพภูมิล้วนยกย่องสรรเสริญว่า การปฏิบัติวิปัสสนาของเราเป็นสิ่งประเสริฐการที่ท่านพญานาคมีอกุศลจิตคิดว่าร้ายตำหนิติเตียนเราอยู่ทุกวันคืนเช่นนี้นับว่าท่านพญานาคได้สร้างบาปกรรมให้ตัวเองเป็นอย่างยิ่ง เมื่อสิ้นอายุขัยไปแล้วจะต้องไปเสวยกรรมหนักในภพอันต่ำทราม ท่านไม่เกรงกลัวบ้างหรือ

    พญานาคอันธพาลตกใจที่พระอาจารย์มั่นมีกระแสญาณสามารถล่วงรู้ความรู้สึกนึกคิดของตนได้ก็มีความละอายแก่ใจและยอมรับผิด พระอาจารย์มั่นจึงได้แสดงธรรมเทศนาให้ฟังเป็นอเนกประการ พญานาคได้สดับแล้วก็สารภาพว่าตนเองยังมีกิเลสหนาสันดานหยาบอยู่มาก แม้จะรู้ว่าธรรมะเป็นของประเสริฐแต่ก็ยังมีความรู้สึกพาลเกเรมีโทสะโมหะอยู่มาก รังเกียจพระสงฆ์องค์เจ้าอย่างไม่มีเหตุผล ไม่รู้จะเป็นด้วยเวรกรรมอะไรชีวิตถึงได้อาภัพเช่นนี้ พระอาจารย์มั่นได้ฟังแล้วก็สงสาร ก็ได้สั่งสอนให้พญานาคผู้มีสันดานพาลหมั่นทำแต่ความดีงาม อย่าได้ไปเบียดเบียนข่มเหงผู้อื่น จงแผ่เมตตานึกสงสารสัตว์ทั้งหลายให้มากๆ พยายามรักษาศีลอุโบสถในวันธรรมสวนะ สภาวะจิตก็จะเจริญงอกงามขึ้นเอง เมื่อสิ้นอายุขัยก็จะได้ไปเกิดในภพภูมิชั้นสูง พญานาคก็รับจะพยายามปฏิบัติตาม

    พระอาจารย์มั่นเล่าว่า ท่านปฏิบัติธรรมอยู่ที่ถ้ำแห่งนี้ไม่นานก็ลาพญานาคไปอยู่ที่อื่น เพราะนิสัยใจคอของพญานาคยังเป็นมิจฉาทิฐิแก้ไขยาก มีความใฝ่ต่ำรังเกียจสมณชีพราหมณ์ผู้มีศีลธรรมสูง นับว่าเป็นบาปกรรมหรือวิบากของสัตว์โดยแท้แก้ไม่ได้

    จากนิตยสารโลกทิพย์
    ภาพประกอบจากเน็ต
     
  14. ทิพย์มาลา

    ทิพย์มาลา เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    7 สิงหาคม 2012
    โพสต์:
    179
    ค่าพลัง:
    +764
    รูปถ่ายพญานาคปรากฏในภาพถ่าย

    สำหรับเรื่องราวอันแสนจะธรรมดา แต่ไม่ธรรมดาแห่งวิถีจิตของคุณแม่จันทา ฤกษ์ยาม หญิงชาวบ้านธรรมดาผู้ไม่รู้หนังสือ อ่านไม่ออก เขียนไม่ได้ กลับมีความสามารถรู้เห็นในสิ่งเร้นลับได้อย่างน่าอัศจรรย์ หากนำเสนอเรื่องราวการหยั่งทราบทางจิตของคุณแม่จันทา นำเสนอสู่ผู้คนที่ไม่เชื่อในเรื่องราวอันอัศจรรย์ต่างๆ ก็จะคิดว่า เรื่องราวเหล่านั้นเหลวไหล งมงาย

    ครั้งหนึ่ง คุณแม่ทา ได้นำพาคณะญาติโยมไปทำบุญที่แถวอำเภอบึงโขงหลง จ.หนองคาย ในเขตอำเภอจะมีแม่น้ำสายหนึ่งที่แยกมาจากแม่น้ำโขงเป็นอีกแม่น้ำสายหนึ่งที่มารวมกันเป็นแอ่งน้ำขนาดใหญ่มีชื่อว่าเม่น้ำบึงโขงหลง ขณะที่แม่ทาได้ทอดสายตาไปยังบริเวณสายแม่น้ำบึงโขงหลงอยู่นั่นเอง กระแสจิตของท่านก็ได้พบว่าได้มีกลุ่มของสัตว์ชนิดหนึ่งกำลังพากันแหวกว่ายเล่นน้ำอยู่ในบึง มีจำนวนมากหลายสิบตัว ผู้คนที่ร่วมคณะเดินทางด้วยกัน ก็ได้สังเกตเห็นว่าบริเวณผิวน้ำตรงหน้านั้นมีความกระเพื่อมขึ้นลงอย่างแรง

    สิ่งที่คุณแม่จันทารู้เห็นในครั้งนี้กลับไม่สามารถบอกใครได้ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นมิใช่ปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ แต่เป็นสิงที่ทำให้น้ำกระเพื่อมนั้น เป็นการขยับเคลื่อนตัวที่เรียกว่า “พญานาค” มีจำนวนหลายสิบตัวที่พากันมาเล่นน้ำบึงโขงหลง แม่ทาเพียงแต่บอกลูกศิษย์ใกล้ชิดเพียงไม่กี่คนให้ทราบว่ามีพญานาคขึ้นมาเล่นน้ำ คณะศิษย์จึงได้ขอร้องผู้ร่วมคณะที่ได้นำกล้องถ่ายรูปไปด้วย ให้ถ่ายรูปบริเวณผิวน้ำที่กระเพื่อมเก็บภาพไว้ด้วย แต่ปรากฏว่าเจ้าของกล้องไม่ยอมถ่ายภาพให้

    จนเวลาผ่านไปเหล่าพญานาคที่เห็นทางจิตก็ค่อยๆ เลือนหายไปในสายน้ำทีละตัวสองตัว แม่ทาก็ย้ำบอกให้คณะศิษย์ผู้ร่วมเดินทางรีบถ่ายรูปบริเวณผิวน้ำไว้ เจ้าของกล้องถ่ายรูปก็แย้งทำนองถ่ายไปทำไมมีแต่น้ำเท่านั้น...และหนึ่งในคณะศิษย์ที่ติดตามแม่ทามาโดยตลอดเข้าใจและรู้ว่าสิ่งที่แม่ทาบอกนั้นต้องมีความหมายแน่นอน จึงได้ขอร้องเจ้าของกล้องให้ถ่ายรูปบริเวณแม่น้ำบึงโขงหลง ตรงบริเวณที่น้ำกระเพื่อม ด้วยความถูกขอร้องหนักๆ เข้า จึงทำให้เจ้าของกล้องถ่ายรูปได้กดชัตเตอร์กล้องไปบริเวณจุดที่น้ำกระเพื่อม..

    หลังจากนั้นเจ้าของกล้องจึงได้นำฟิล์มไปล้าง อัด ขยาย ภาพ และได้นำภาพที่ถ่ายไว้นั้นมาให้แม่ทาและคณะศิษย์ได้ชม เมื่อทุกๆ คนได้ประจักษ์ในภาพถ่ายก็ได้ทราบความหมายถึงเหตุผลที่แม่ทา แจ้งวัตถุประสงค์ให้ถ่ายภาพบริเวณแม่น้ำบึงโขงหลงจุดที่น้ำกระเพื่อมมากๆ ไว้ เมื่อปรากฏว่ามีรูปพญานาคหนึ่งตัว ปรากฏอยู่กลางลำน้ำบึงโขงหลง เห็นรูปร่างพญานาคโดยเด่นชัดมากอย่างน่าอัศจรรย์ แก่ผู้พบเห็นภายถ่ายใบนี้ รูปพญานาคที่ปรากฏเด่นชัดในภาพถ่ายมีลักษณะรูปร่างสีเขียว ประกายแวววาว รูปร่างคล้ายรูปปั้นพญานาคที่ปั้นไว้ตามราวบันได โบสถ์ ในวัด แต่รูปร่างพญานาคที่ปรากฏบนผิวน้ำ ในรูปถ่ายนั้นมีความละเอียดนุ่มนวลยิ่งกว่า...

    สิ่งเหล่านี้ผู้ใดจะเชื่อหรือไม่ก็ตาม ในญาณจิตทิพย์ของแม่ทาก็ได้รับการพิสูจน์ยืนยันการรู้เห็นจริงตามพุทธดำรัสของพระพุทธเจ้า ทรงยืนยันแห่งภพ ภูมิ ต่างๆ มีจริง แม้ผู้ใดจะมองว่าเป็นสิ่งเหลวไหล เปรียบเหมือนผู้คนในยุคก่อนไม่เชื่อว่าจะมียานพาหนะ เหาะนำพาผู้คนไปยังสถานที่ต่างๆ ได้ แต่สิ่งเหล่านี้ต่างได้รับการพิสูจน์ จากผู้คน คนแล้ว คนเล่า ที่ยืนยันแห่งมิติภพภูมิลึกลับว่ามีอยู่จริง...

    จาก เรื่องราวเกี่ยวกับคุณแม่จันทา ฤกษ์ยาม พลอยพญานาค...ดูดทรัพย์



    [​IMG]

    ภาพสแกนจากหนังสือค่ะ ที่บอกว่าตรงจุดน้ำกระเพื่อม คุณแม่จันทาบอกลูกศิษย์ให้ถ่ายรูปไว้
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 22 เมษายน 2014
  15. ทิพย์มาลา

    ทิพย์มาลา เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    7 สิงหาคม 2012
    โพสต์:
    179
    ค่าพลัง:
    +764
    [​IMG]

    คุณแม่จันทา ฤกษ์ยาม
     
  16. อนาคินร์

    อนาคินร์ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    6 ตุลาคม 2013
    โพสต์:
    271
    ค่าพลัง:
    +1,437
    เมื่อเช้าตื่นมาดูละครพื้นบ้านจักรๆวงศ์ๆ ช่อง7สี เปิดมาเจอตอนที่เล่านาคราชน้อมถวายดวงไฟเพื่อเป้นพุทธบูชา ธรรมบูชา สังฆบูชา ในวันเพ็ญขึ้น15ค่ำเดือนสิบเอ็ดพอดี..เห้นแล้วชวนให้รู้สึกตื้อๆในหัวใจพิกล..ประมาณว่ามันแน่นอกต้องยกออก หากปล่อยเอาไว้นานไปก้ยิ่งกะฉอกกกก..*-* ปลื้มใจจิงๆที่ได้เห้นภาพแบบนี้..
     
  17. ทิพย์มาลา

    ทิพย์มาลา เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    7 สิงหาคม 2012
    โพสต์:
    179
    ค่าพลัง:
    +764
    ขอขอบคุณค่ะคุณอนาคินร์
    เห็นชื่อแล้วนึกถึงพญานาคเลยค่ะ (f)
     
  18. ทิพย์มาลา

    ทิพย์มาลา เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    7 สิงหาคม 2012
    โพสต์:
    179
    ค่าพลัง:
    +764
    วัดธาตุพนมทำพิธีศักดิ์สิทธิ์สัตนาคารำลึก บูชาพญานาค ฮือฮาพบพญานาคโผล่กลางน้ำโขง

    [​IMG]
     
  19. ทิพย์มาลา

    ทิพย์มาลา เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    7 สิงหาคม 2012
    โพสต์:
    179
    ค่าพลัง:
    +764
    พญานาคจำแลงในศรัทธาหลวงปู่ชอบ ฐานสโม

    หลวงปู่ชอบท่านเป็นศิษย์ของหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต เป็นศิษย์อาวุโสรุ่นเดียวกันกับหลวงปู่หลุย ถ้ำผาบิ้ง หลวงปู่ชามา หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี หลวงปู่ฝั้น อาจาโร เป็นต้น

    ในหนังสือประวัติของหลวงปู่ชอบนั้น หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี ได้เขียนคำนำไว้ตอนหนึ่งมีใจความว่า
    “พระอาจารย์ชอบ ฐานสโม มีอะไรๆ พิเศษในตัวท่าน เป็นที่รู้กันอยู่ในหมู่พวก ท่านมักรู้ว่าใครคิดอะไร เมื่อท่านทักเข้าผู้นั้นก็อายท่าน พระเณรที่ชอบคิดนึกอะไรๆ พิเรนหรือวิตถารพอเห็นพระอาจารย์ชอบก็กลัวไม่กล้าสู้หน้า กลัวท่านจะทักเอาว่ากำลังคิดอะไร”

    “และอีกเรื่องหนึ่งนั้น พระอาจารย์ชอบมีปุพวาสนาบารมีทางติดต่อกับผีสางเทวดา แม้แต่พระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต ผู้เป็นพระอาจารย์ใหญ่ในบางครั้งเมื่อมีเรื่องสำคัญต้องติดต่อกับเทพเจ้าชั้นสูง ก็ยังต้องบอกพระอาจารย์ชอบให้ช่วยติดต่อให้ อันนี้เป็นวาสนาบารมีแต่ปางก่อนที่สร้างสมมาไม่เหมือนกัน แต่ละบุคคลย่อมจะมีความเก่งไปคนละอย่าง”

    กล่าวกันว่าหลวงปู่ชอบท่านระลึกชาติได้หลายชาติ บางชาติเป็นมนุษย์ บางชาติเป็นสัตว์ ชาติสุดท้ายเป็นเก้งถูกพรานยิงตายใกล้บ้านโคกมน อำเภอวังสะพุง จังหวัดเลย ดังนั้นในชาตินี้ท่านจึงไปสร้างกุฏิครอบจอมปลวกตรงที่อีเก้งตาย

    ครั้งหนึ่ง สมัยหลวงปู่ชอบบำเพ็ญเพียรอยู่วัดป่าแห่งหนึ่ง ท่านพบว่าในตอนเช้าๆ จะมีชายหนุ่มผู้หนึ่งมาถวายจังหันเสมอ เขาจะกลับไปพร้อมญาติโยมชาวบ้าน แต่แปลกตรงที่เวลามาถวายเขาจะแยกนั่งคนเดียวอยู่ห่างๆ จากชาวบ้าน หลวงปู่ชอบรู้สึกสงสัยจึงได้แอบถามชาวบ้านดูว่าชายหนุ่มผู้นั้นเป็นลูกเต้าเหล่าใคร ชาวบ้านตอบว่าไม่ใช่คนในหมู่บ้านตำบลนั้น ไม่รู้เหมือนกันว่าเป็นใคร


    [​IMG]

    อยู่ต่อมาวันหนึ่งชายหนุ่มคนนั้นก็มาถวายจังหันอีกและแยกนั่งห่างๆ จากญาติโยมชาวบ้าน เมื่อพระเณรฉันข้าวเสร็จแล้วชาวบ้านก็กราบลาทยอยกันกลับบ้าน ชายหนุ่มผู้นั้นก็กลับ หลวงปู่ชอบจึงแอบสะกดรอยตามไปห่างๆ ก็ต้องพบกับความประหลาดใจ เพราะชายหนุ่มผู้นั้นได้เดินลงไปในสระน้ำเก่าแก่ในบริเวณวัดป่านั้นเอง เมื่อลงไปจนจมน้ำมิดหายไปแล้วท่านก็เฝ้าดูอยู่นานก็ไม่เห็นโผล่ขึ้นมาจึงกลับกุฏิ

    เช้าวันรุ่งขึ้นชายหนุ่มผู้นั้นมาถวายจังหันอีก เมื่อถึงตอนกราบลากลับหลวงปู่ชอบได้เรียกไว้ถามไถ่เอาความว่าเขาเป็นลูกเต้าเหล่าใคร บ้านอยู่ไหน เมื่อวานนี้ลงไปในสระน้ำแล้วไม่โผล่ขึ้นมาเลยเป็นผีหรือเป็นคน
    ชายหนุ่มลึกลับผู้นั้นได้สารภาพว่าไม่ใช่มนุษย์ เขาเป็นโอปปาติกะพญานาคอยู่ในสระน้ำแห่งนั้น มีความเคารพนับถือในศีลาจารวัตรของพระป่าที่เคร่งครัดในพระธรรมวินัย จึงได้แปลงกายเป็นมนุษย์มาตักบาตรทุกเช้า

    หลวงปู่ชอบพอใจในศรัทธาของพญานาคมาก ได้โมทนาสาธุให้ศีลให้พรขอให้พญานาคเจริญรุ่งเรืองในพระศาสนา เกิดชาติหน้าขอให้ได้เป็นมนุษย์ ได้บรรพชาอุปสมบทบำเพ็ญเพียรบรรลุมรรคผลนิพพาน พญานาคพอใจมากได้กราบลาไป ตั้งแต่วันนั้นไม่ได้มาอีกเลย คงเกรงชาวบ้านจะรู้ความลับของตนแล้วมารบกวนในภายหลังก็เป็นได้

    หลวงปู่ชอบ ฐานสโม มีประสบการณ์ได้เกี่ยวข้องกับพญานาคหลายครั้ง สมัยเมื่อศิษยานุศิษย์นิมนต์ท่านไปโปรดญาติโยมที่สหรัฐอเมริกาและแคนาดา ตอนที่ญาติโยมพาท่านไปชมน้ำตกไนแองการ่า นั้นท่านเล่าว่าพญานาคในน้ำตกแห่งนั้นได้แปลงกายเป็นมนุษย์ขึ้นมานมัสการท่าน

    อีกครั้งหนึ่ง หลวงปู่ชอบเดินธุดงค์อยู่แถวแม่น้ำเหียง จังหวัดเลย แม่น้ำนี้ไหลออกทางแม่น้ำโขง ท่านอยากจะข้ามแม่น้ำโขงไปธุดงค์ทางฝั่งประเทศลาวแต่ไม่มีเรือนั่งข้ามไป ดังนั้นเมื่อกางกลดพักแรมที่ริมฝั่งแม่น้ำเหียงในคืนนั้น ขณะนั่งเจริญภาวนาก็เกิดนิมิตภาพชายหนุ่มคนหนึ่งเข้ามานั่งกราบสามครั้งแล้วพูดว่า

    “ได้ทราบว่าพระคุณเจ้าจะข้ามไปแสวงวิเวกทางฝั่งลาว พวกข้าพเจ้ารู้สึกปีติยินดีเป็นอย่างยิ่ง อยากจะขอนิมนต์พระคุณเจ้าข้ามไปฝั่งโน้นโปรดสัตว์ผู้ยากให้พ้นจากความหลงโมหะอวิชชา”
    ในสมาธินั้น หลวงปู่ชอบได้รับนิมนต์ด้วยอาการสงบหรือดุษณี คือยิ้มรับโดยไม่พูดอะไรอันเป็นอากัปกิริยาสำรวมตนของพระสงฆ์ เรียกว่ามี “สมณสารูป”

    ครั้นรุ่งเช้า หลวงปู่ชอบไปบิณฑบาตในหมู่บ้านและกลับมาฉันข้าวแล้ว ท่านก็เก็บกลดเครื่องบริขารธุดงค์ออกเดินทางเลียบมาตามริมฝั่งแม่น้ำเหียงใกล้ๆ กับแม่น้ำโขง มองออกไปในลำน้ำเหียงมีแต่ความว่างเปล่าเงียบสงบ สายลมพัดพลิ้ววู่หวิวดูวังเวงไม่เห็นวี่แววสิ่งมีชีวิตใดๆ เลย

    แต่แล้วในพริบตานั้น จู่ๆ ก็เห็นเรือน้อยลำหนึ่งพุ่งออกจากฝั่งตรงข้ามตรงมา คนเรือพายวาดหัวเรือตัดกระแสน้ำเหียงเข้ามาหาอย่างจงใจ เมื่อพายเข้ามาถึงตลิ่งแล้วคนพายได้ร้องขึ้นว่า
    “นิมนต์ลงเรือเถิดพระคุณเจ้า” หลวงปู่ชอบได้ถามว่า
    “จะไปทางไหนกันเล่าโยม” ชายคนนั้นตอบว่า
    “ข้าน้อยจะไปฝั่งลาว ยินดีรับหลวงพ่อไปฝั่งโน้น”

    หลวงปู่ชอบจึงลงเรือน้อยลำนั้น คนเรือมีใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใสให้ความเคารพนอบน้อมอย่างน่าสังเกต เขาวาดหัวเรือออกจากตลิ่งอย่างคล่องแคล่วชำนาญ พาเรือตัดออกกลางลำน้ำเหียงเข้าสู่ลำน้ำโขงอันกว้างใหญ่มุ่งหน้าเข้าสู่ฝั่งประเทศลาว

    เมื่อเรือเข้าถึงหาดทรายฝั่งลาวแล้ว หลวงปู่ชอบก็ประคองถุงบาตรและกลดลงจากเรือ พอเหยียบหาดทรายได้ถนัดยืนมั่นคงดีแล้วก็หันกลับมาจะขอบใจให้พรเจ้าของเรือ แต่ก็ต้องประหลาดใจ เรือน้อยลำนั้นหายไปเสียแล้ว ท่านมองไปทั่วลำน้ำโขงมีแต่ความเวิ้งว้างสงบเงียบ กระแสลมพัดพลิ้วเป็นระยะทำให้รู้สึกวังเวงใจ แต่ในทันใดนั้นก็ได้เห็นจระเข้ตัวหนึ่งลอยฟ่องขึ้นเหนือผิวน้ำโขง หันหัวอันใหญ่โตของมันมามองหลวงปู่ชอบนัยน์ตาแป๋ว ท่านจึงกำหนดจิตเป็นสมาธิส่งกระแสพลังจิตไปยังจระเข้ลึกลับตัวนั้นเป็นเชิงทักทายถามไถ่ พลันก็รู้ว่าจระเข้ยักษ์ใหญ่นั้นเป็นพญานาคแปลงร่างเป็นจระเข้ และเป็นผู้แปลงร่างเป็นเรือ เป็นคนพายเรือพาท่านข้ามน้ำมาส่งที่ฝั่งลาวนั่นเอง ท่านเดินไปบนหาดทรายกว้างที่ทอดตัวเข้าหาดลิ้วสูง พอเดินไกลมาพอสมควรแล้วจึงได้หันไปมองอีกก็ยังเห็นจระเข้ใหญ่ตัวนั้นลอยฟ่องเหมือนท่อนซุงมองท่านอยู่อย่างอาลัยอาวรณ์ ท่านจึงกำหนดจิตแผ่เมตตาอุทิศกุศลให้แล้วพูดออกมาว่า


    [​IMG]

    “เอาล่ะ เราขอบใจที่ช่วยเป็นภาระให้เราข้ามมายังฝั่งนี้ได้เรียบร้อย เราจะเดินทางต่อไป ท่านอย่าเป็นห่วงเลย”
    เมื่อหลวงปู่ชอบกล่าวจบ จระเข้ยักษ์ลึกลับตัวนั้นก็แสดงอาการชูหัวขึ้นสูงสามครั้ง แสดงความคารวะ แล้วหมุนตัวจมวูบหายไปในลำน้ำโขงเป็นที่น่าพิศวงยิ่งนัก
    หลวงปู่ชอบ ฐานสโม กล่าวให้ศิษย์ทั้งหลายฟังเป็นทำนองสรุปอย่างกว้างๆ ว่าการเห็นพญานาคนั้นแต่ละบุคคลจะเห็นไม่เหมือนกันเสมอไป บางคนเห็นด้วยสายตาปกติธรรมดาของคนเรา แต่บางคนเห็นพญานาคแต่ในนิมิตสมาธิขณะนั่งเจริญภาวนาเท่านั้น ไม่เคยเห็นด้วยตาเปล่า อันนี้ขึ้นอยู่กับบุพวาสนาบารมีที่สร้างมาต่างกัน หลวงปู่ชอบพูดว่า

    “เราเคยเห็นพญานาคเหมือนรูปเขียนที่ผนังโบสถ์นั่นแหละ พญานาคมี 3 หงอน บ้างมี 4 หงอนบ้าง มี 7 หงอนบ้าง พญานาคมาด้วยกันทั้งตัวผู้ตัวเมียก็เคยเห็น มีหงอนสีแดง มีแผงคอเหมือนม้า ลำตัวใหญ่ยาวเกล็ดสีดำเป็นมันเลื่อม บางครั้งพญานาคก็มาแบบมนุษย์ ทรงเครื่องแบบกษัตริย์สง่างามมาก มีข้าราชบริพารแห่แหนมาเหมือนขบวนพระราชา เราพบมาหลายแบบ พญานาคจำแลงกายเป็นงูตัวเล็กๆ ก็มี แปลงกายเป็นตาผ้าขาวก็มี เป็นผู้หญิงก็มี เป็นชาวบ้านธรรมดาก็มี แปลงร่างเป็นเสือก็มี และมีอีกหลายอย่าง”

    ข้อมูลจาก “พญานาคมีจริง” โดย นรเศรษฐ์
     
  20. ทิพย์มาลา

    ทิพย์มาลา เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    7 สิงหาคม 2012
    โพสต์:
    179
    ค่าพลัง:
    +764
    หลวงปู่ชอบ เล่าเรื่อง "ยุทธนาคา" (สงครามพญานาค)

    สงครามพญานาค โดยหลวงปู่ชอบ ฐานสโม วัดป่าโคกมน บ.โคกมน ต.ผาน้อย อ.วังสะพุง จ.เลย

    มีเรื่องพญานาคเ รื่องหนึ่งที่พระคุณเจ้าหลวงปู่ชอบ ฐานสโม เล่าให้ฟัง เป็นเรื่องพญานาคที่แปลกกว่าทุก เรื่อง ส่วนมากถ้าเป็นเรื่องเกี่ยวกับพญานาคหลวงปู่ท่านจะบอกพญานาคที่นั่นที่นี่มาขอฟังธรรมกับองค์ท่าน
    พญานาคจำแลงร่าง เป็นมนุษย์มาใส่บาตรให้กับองค์ท่านหรือพญานาคอันธพาลมาแสดงเดชฤทธิ์กับองค์ท่านเป็นต้น

    แต่เรื่องพญานาคที่หลวงปู่เล่าให้ฟังตอนนี้เป็นเรื่องของพญานาคทำสงครามนาคายุทธกัน ซึ่งเป็นเรื่องพญานาคที่ประหลาดกว่าทุกเรื่องที่หลวงปู่ชอบท่าน เล่าให้ฟัง..ท่านบอกเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อปี 2508 ซึ่งเป็นปีแรกที่องค์ท่านหลวงปู่ชอบมาสร้างวัดป่าม่วงไข่ บ้านม่วงไข่ ตำบลสานตม อำเภอภูเรือ จังหวัดเลย

    ท่านว่าสมัยสร้างวัดป่าม่วงไข่ใหม่ๆ นั้น พระเณรเวลาสรงน้ำตักน้ำจะต้องพากันเดินลงเขาทางด้านหลังศาลาหลังเก่าของวัดป่วงไข่ ทางลงไปจะลึกลาดชันเวลาขึ้นลงแต่ละครั้งพระเณรต้องอาศัยเกาะกิ่งไผ่ลงไปถ้าเผอเรอเมื่อไหร่เป็นได้กลิ้งกะโค่โร่ลงไปข้างล่างทันที..องค์ท่านหลวงปู่ชอบเห็นถึงความลำบากของลูกศิษย์ เวลาลงไปตักน้ำท่านจึงบอกพ่อเชียงหมุนให้มาตัดต้นไผ่เพื่อทำทางลงไปสรงน้ำให้กับพระเณร

    ราวสองทุ่มคืนเดียวกันขณะหลวงปู่ชอบท่านกำลังจะไหว้พระสวดมนต์อยู่ที่กุฏิท่านได้ยินเสียงคนพูดคุยกันผ่านกุฏิของท่านไปทางด้านหน้าวัด องค์ท่านคิดในใจว่าค่ำมืดป่านนี้แล้วยังจะมีโยมมาวัดอยู่อีกหรือ เสียงพูดกันก็ดังคึกคะนองแบบคนหนุ่ม ท่านจึงกำหนดดูถึงที่มาของต้นเสียง ท่านเห็นชายหนุ่มอายุราวยี่สิบต้นๆ หกคนเดินคุยกันไปทางหน้าวัดป่าม่วงไข่ ชายหกคนนี้คุยกันว่าจะไปเที่ยวเล่นจีบสาวนาคีที่เมืองเชียงคาน องค์ท่านจึงรู้ว่าชายหนุ่มกลุ่มนี้เป็นลูกหลานของพญานาคภูผาหมานจำแลงร่างขึ้นมาเที่ยวเล่นจีบสาวนาคีแม่น้ำโขง

    ...หลังจากนาคาหนุ่มกลุ่มนี้ไปแล้วองค์ท่านก็นั่งไหว้พระสวดมนต์อยู่ที่กุฏิ ขณะที่หลวงปู่ชอบท่านกำลังสวดมนต์บทเมตตายังกิญจิฯอยู่นั้น ท่านได้ยินเสียงคนไล่ตีกันดังลั่นมาจากทางหน้าวัดท่านจึงหยุดสวดมนต์กำหนดดูเหตุการณ์ ท่านเห็นชายหนุ่มกลุ่มใหญ่ไล่ตีชายหนุ่มหกคนที่ท่านเห็นเมื่อตอนหัวค่ำ ชายหนุ่มทั้งหกวิ่งผ่านกุฏิท่านไปแล้วกระโดดลงเขาหายเข้าไปในบ่อน้ำซับหลังศาลา เก่าของวัดป่าม่วงไข่

    ฝ่ายชายหนุ่มกลุ่มใหญ่ที่ไล่ตีกันมาพอเห็นองค์ท่านหลวงปู่ชอบพวกเขาจึงพากันหยุดไล่ร้องบอกกันว่า พระๆ ทุกอย่างที่พญานาคแสดงออกในขณะนั้นท่านบอกเหมือนกันกับมนุษย์เราทุกอย่างเลย..องค์ท่านถามพญานาคหนุ่มกลุ่มนี้ว่าเพราะอะไรถึงต้องได้ไล่ทำร้ายกันเข้ามาในวัดซึ่งเป็นเขตธรณีอภัยทาน

    พญานาคหนุ่มผู้เป็นหัวหน้าบอกองค์ท่านว่าพวกพญานาคกลุ่มที่นี่ไปเที่ยวเล่นที่บ้านเมืองของพวกต นแล้วมีเรื่องผิดใจกันจึงต้องไล่ทำร้ายกันมาถึงที่นี่ ข้าพเจ้าไม่รู้มาว่าสถานที่แห่งนี้เป็นวัดวาพระศาสนา แต่ไหนแต่ไรพวกข้าพเจ้าไปมาหาสู่กันก็ไม่เห็นว่าที่นี่เป็นวัดวาศาสนามาก่อนเลย ..องค์ท่านจึงบอกพญานาคหนุ่มกลุ่มนี้ให้กลับไปบ้านเมืองของตนเองเสียอย่ามาเบียดเบียนกันที่ในวัดวาศาสนาเลย พวกพญานาคหนุ่มกลุ่มนี้จึงพากันลาองค์ท่านกลับไปยังบ้านเมืองของตน

    ท่านว่าเวลาที่พญานาคหนุ่มกลุ่มนี้ลาจากไปพวกเขาพากันจมหายลงไปในธรณีทันทีเหมือนกับว่าดินผาหน้าภูที่นี่ไม่ได้เป็นอุปสรรคในการไปการมาของพวกเขาเลย....ผู้บันทึกกับหมู่เพื่อนที่นั่งฟังองค์ท่านหลวงปู่ ชอบเล่าพากันแปลกประหลาดใจว่าทำไมพญานาคซึ่งเป็นเทพเทวดาประเภทหนึ่งจึงมีประพฤติบางอย่างที่ คล้ายกันกับมนุษย์เรา...หลวงปู่ชอบท่านว่าพญานาคถึงจะเป็นภูมิเทพเทวดาเขาก็มาจากมนุษย์เรา มีกิเลสรักโลภโกรธหลงเหมือนกันกับมนุษย์เรา ถ้าไม่พอใจกันขึ้นมาก็โกรธาเกรี้ยวกราดทำร้ายกันเหมือนกับมนุษย์เรา ต่างแต่พวกพญานาคเทพเทวดาเขาจะไม่ทำร้ายกันถึงขั้นหมายเอาชีวิตเหมือนกับมนุษย์เรา

    พวกพญานาคเทพเทวดาเขาจะสู้กันพอรู้ฤทธิ์แล้วก็เลิกรากันไป...การให้อภัยกันของภพภูมิเทพเทวดาเขาจะให้อภัยกันง่ายกว่ามนุษย์เราเพราะพวกเขามีเทวะธรรมหิริโอตัปปะความละอายแก่ใจความเกรงกลัวต่อบาปกรรมของเทพเทวดาเขาจะมีมากกว่ามนุษย์...ถ้าจิตใจไม่มีเทวะธรรมสองอย่างนี้เป็นเครื่องถือครองแล้ว บุคคลนั้นจะเกิด เป็นเทพเทวดาไม่ได้เลยถึงแม้เกิดเป็นมนุษย์ ก็จะได้เกิดเป็นมนุษย์ผู้ที่มีความบกพร่องในสติปัญญาและร่างกาย...องค์ท่านเล่าให้ ฟังต่อว่า หลังจากพญานาคหนุ่มกลุ่มนี้จากไปไม่นานท่านได้ยิน เสียงดังโหวกเหวกอึงคะนึงไปทั่วบริเวณวัดป่าม่วงไข่ ท่านเห็นพญานาคพากันจัดเตรียมทัพมีช้างม้าไพร่พลถืออาวุธครบมือ เหมือนกับทหารศึกในสมัยโบราณ ท่านว่าทุกอย่างเหมือนกับคนเราเวลาเตรียมทัพออกศึกไม่มีผิดเพี้ยนกันเลย...องค์ท่านถามพญานาคผู้เป็นแม่ทัพนายกองว่าจะพากันไปออกศึกออกเสือที่ไหนถึงได้แต่งทัพใหญ่โตมโหฬารถึงปานนี้ แม่ทัพใหญ่พญานาคบอกองค์ท่านว่าพวกข้าพเจ้าจะไปรบกับพวกพญานาคแม่น้ำโขงพญานาคพวกนี้มาหยามหมิ่นรังแกลูกหลานของพวกข้าพเจ้า...องค์ท่านบอกอย่าไปเบียดเบียนกันเลยมันจะเป็นบาปเวรต่อกันแต่พญานาคใหญ่ผู ้เป็นแม่ทัพนายกองไม่ฟังคำที่องค์ท่านทัดทานเขายืนกรานที่จะออกรบตามมานะศักดิ์ศรีที่เขาถือเมื่อพญานาคผู้เป็นใหญ่ไม่เอาคำ องค์ท่านจึงบอกเขาว่า ถ้าจะไปรบกันแล้วอาตมาขอให้โยมทำทางลงไปสรงน้ำให้พระเณรได้ไหมจะเป็นการถวายความสะดวกให้กับพระเณรผู้ที่ท่านพักอาศัยอยู่ในอาวาสนี้ อาตมาอยากให้ท่านแสดงฤทธิ์ไว้เป็นหลักฐานให้พระเณรผู้ไม่รู้ได้ เห็นว่าที่นี่มีพญานาคอาศัยอยู่...พอองค์ท่านบอกพญานาคใหญ่ผู้เป็นหัวหน้าให้เขาทำทางลงไปตักน้ำให้พระเณรองค์ท่านว่าพญานาคเจ้าจอมทัพดันภูเขาทีเดียวดินที่อยู่บนภูเขาไหลลงไปเป็นร่องทันทีต้นไม้ต้นไผ่พัง ทลายลงไปกองอยู่ใต้ภูเขายิ่งกว่าใช้รถเกรดรถไถดันลงไป หลวงปู่ท่านว่าพวกพญานาคนี้มีฤทธิ์แรงมากเกินประมาณได้ การกระทำด้วยฤทธิ์เดชของเขาจึงง่ายดายไม่ต่างอะไรกับคนเราพลิกฝ่ามือ…

    เมื่อพญานาคใหญ่ภูผาหมานพังภูเขาทำทางลงไปตักน้ำให้พระเณรแล้วเขาก็ลาท่านไปรบก ับ " อิสโรนาคราช " ราชันย์นาคาแม่น้ำโขงเมืองเชียงคานที่มีวิมานเมืองบาดาลอยู่ห่างจากปาก "แม่น้ำเลย"ไหลลงตกแม่น้ำโขงที่ "บ้านคกมาด" สี่ร้อยเมตร...องค์ท่านหลวงปู่ชอบดูเหตุการณ์พญานาคทำนาคายุทธกันจนถึงตีสองทุกอย่างจึงยุติศึกท่านเห็นไพร่พลทหารพญานาคภูผาหมานแตกทัพหนีเข้ามาทางวัดป่าม่วงไข่อย่างอลหม่าน พอมาถึงบ่อน้ำซับหลังศาลาวัดป่าม่วงไข่ทหารพญานาคพากันหายลงไปในบ่อน้ำซับแห่งนี้ทันทีพวกทหารพญานาคอีกฝ่ายหนึ่งก็ไล่ตามกันมา ผู้ที่เป็นหัวหน้าแม่ทัพใหญ่ "อิสโรนาคราช" เห็นหลวงปู่ชอบอยู่ที่นี่เขาจึง บอกไพร่พลให้หยุดทัพ..องค์ท่านถาม "อิสโรนาคราช" เพราะเหตุอะไรพวกท่านถึงต้องมารบทัพจับศึกกัน อิสโรนาคราชพญานาคแม่น้ำโขงเมืองเชียงคานบอกท่านว่า พวกลูกหลานพญานาคเมืองนี้ไปมีเหตุวิวาทกับลูกหลานของพวกข้าพเจ้าเจ้าเมืองพญานาคที่นี่ไม่พอใจจึงยกทัพไปท้ารบปร ะลองฤทธิ์
    กับพวกข้าพเจ้าถึงบ้าน เมือง...หลวงปู่ชอบท่านถามพญานาคอิสโรว่า พญานาคเขามีการรบทัพจับศึกเหมือนกันกับมนุษย์หรือ อิสโรนาคราชตอบท่านว่าพญานาคก็เหมือนกันกับมนุษย์เมื่อมีเรื่องราวเจรจาความกันไม่ได้ก็ต้องใช้กำลังต่อสู้กันเพื่อให้รู้แพ้ชนะแต่ไม่ถึงขั้นทำลายล้างกันเหมือนกับพวกมนุษย์ พวกข้าพเจ้าจะต่อสู้กันพอรู้แพ้ ชนะเท่านั้นจะไม่ทำอะไรเกินเลยให้กันมากไปกว่านี้...องค์ท่านบอกเมื่อรู้แพ้รู้ชนะกันแล้วก็ไม่ต้องมาต่อสู้อะไรกันอีก พวกท่านเป็นเทวะฤทธิ์มีเดชมากการต่อสู้ของพวกท่านจะทำให้มนุษย์และสัตว์ที่อาศัยอยู่ที่นี่จะได้รับอันตรายเดือดร้อนจากการสู้รบของพวกท่านได ้ อาตมาขอให้ท่านทั้งสองจงเว้นปล่อยวางในเรื่องนี้เสีย

    อิสโรนาคราชพญานาคแม่น้ำโขงอ่อนยอมในคำขอขององค ์ท่านหลวงปู่ชอบ จึงถอนทัพลาองค์ท่านกลับไปยังบ้านเมืองของเขา...รุ่งเช้าก่อนที่องค์ท่านหลวงปู่ชอบจะออกไปบิณฑบาตที่บ้านม่วงไข่ท่านเดินไปดูทาง พญานาคดันภูเขาเมื่อคืนที่ผ่านมา ท่านเห็นทางที่พญานาคดันเขาพังดินลงไปเป็นทางกว้างประมาณหนึ่งวาต้นไม้ต้นไผ่ตามสายทางพังระนาวกราวรูดไม่ต่างอะไรกับเอารถไถวิ่งดันลงไป เมื่อสำรวจตรวจดูสถานที่โดยทั่ว แล้วองค์ท่านจึงเดินมาศาลาเพื่อพาพระเณรออกไปบิณฑบาตที่บ้านม่วงไข่…

    (บันทึกต่อท้าย) ผู้บันทึกเรียนถามหลวงปู่คำผอง กุสลธโรเจ้าอาวาสสำนักสงฆ์ผาแด่น ตำบลสันป่ายาง อำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ ที่ท่านอยู่ปฏิบัติกับองค์ท่านหลวงปู่ชอบที่บ้านม่วงไข่ในตอนนั้น...หลวงปู่คำผองบอกว่าหลวงปู่ชอบบอกท่านคำผอง ต่อไปนี้พวกท่านลงไปตักน้ำสบายขึ้นกว่าเก่าแล้ว พญานาคทำทางให้พวกท่านแล้วเมื่อคืนพวกพญานาคที่นี่ไปออกสงครามกับพวกพญานาคแม่น้ำโขงเชียงคานหลวงปู่ชอบท่านบอกผมกับทิดม่อยบ้านวังม่วงไปดูทางที่พญานาคพังดินลงจากภูเขาพวกผมได้อาศัยทางพญานาคนี่แหละลงไปตักน้ำพระเณรอยู่นั่นลงไปตักน้ำสบายขึ้นเพราะทางสงครามพญานาคเรื่องแบบนี้ตาบอดอย่างพวกเรามองไม่เห็นเหมือนท่านหลวงปู่ชอบ หลวงปู่ชอบจิตท่านเป็นทิพย์พิสุทธิ์จึงมองเห็นทั้งหมดทุกเรื่องหลวงปู่ท่านให้พญานาคทำทางเพราะท่านอยากให้พระเณรได้เห็นเป็นหลักฐานของเรื่องนี้ถ้าไม่เช่นนั้นพวกเราก็จะไม่รู้ที่มาของเรื่องนี้เลย...

    หลวงปู่คำผองท่านเล่าต่อถึงเรื่องที่ท่านไปอยู่ปฏิบัติกับครูบาอาจารย์แต่ละองค ์ท่านบอกครูบาอาจารย์แต่ละองค์ก็มีบารมีภายนอกภายในแตกต่างกันแต่กับหลวงปู่ชอบ ท่านบอกบารมีภายในเรื่องลึกลับที่เกี่ยวกับเทพเทวดาพญา นาคและฤทธิ์อภิญญาหลวงปู่ชอบท่านจะเด่นมากในเรื่องแบบนี้...หลวงปู่คำผองท่านถามว่า พวกท่านอยู่กับหลวงปู่ชอบเคยเห็นหลวงปู่ท่านแสดงอะไรให้ดูไหมผู้บันทึกกราบเรียนท่านว่าเห็นหลายครั้งขอรับ เอาแค่เรื่องหลวงปู่ชอบท่านแยกรูปร่างเป็นหลายคนหรือล่องหนหายตัวไปต่อหน้าต่อตาลูกศิษย์ที่นั่ง เฝ้านี่ก็สุดแสนเกินจะบรรยายแล้ว...

    ยกตัวอย่างเล่าให้หลวงปู่คำผองท่านฟังว่า มีครั้งหนึ่งหลวงพ่อสีทนสีลธโน วัดถ้ำผาปู่ ท่านนั่งรถตู้โยมสุพรรณมากราบหลวงปู่ที่วัดป่าโคกมน หลวงพ่อสีทนท่านเข้ามาที่ห้องหลวงปู่ชอบถามผมว่าหลวงปู่ท่านอยู่ไหมผมชี้มือบอกหลวงพ่อสีทนว่าหลวงปู่ท่านอยู่ที่นี่ แต่หลวงพ่อสีทนท่านมองไม่เห็นหลวงปู่ชอบเลยหลวงพ่อสีทนท่านก้มลงกราบที่นอนของหลวงปู่ชอบ พอเงยหน้าขึ้นท่านมองเห็นหลวงปู่ชอบ ท่านพูดกับหลวงปู่ชอบว่าพ่อแม่ครูบาอาจารย์ก็ช่างหยอกลูกศิษย์เน๊าะ หลวงปู่ท่านก็ยิ้มให้หลวงพ่อสีทน...หลวงปู่คำผองท่านฟังแล้วก็หัวเราะท่านบอกนี่แหละปาฏิหาริย์ธรรมในพระศาสนา ถ้าปฏิบัติถึงแล้วทุกอย่างเราก็ จะรู้แจ้งแก่ใจของตนเอง เราก็เพลินใจไปกับธรรมของท่าน

    ที่ "กุฏิรุ่งธรรม" ต้นมะไฟวัดป่าโคกมน

    7 กุมภาพันธ์ 2535

    บันทึกโดย. .ครูบากล้วยพระวีระศักดิ์ ธีรภัทโท..ตอน ยุทธนาคา (สงครามพญานาค)


    [​IMG]
     

แชร์หน้านี้

Loading...