เมื่อสึกแล้วนำบาตรกลับบ้านได้หรือเปล่าคะ

ในห้อง 'พุทธศาสนา และ ธรรมะ' ตั้งกระทู้โดย Yimsun, 17 กรกฎาคม 2015.

  1. Yimsun

    Yimsun สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    17 กรกฎาคม 2015
    โพสต์:
    5
    ค่าพลัง:
    +5
    เพื่อนของดิฉันใกล้จะสึกแล้ว และท่านอยากนำบาตรกลับบ้านมาใส่พระ ใส่น้ำมนต์มาตั้งไว้ที่ห้องพระที่บ้าน มีข้อห้ามข้อถืออย่างไรหรือเปล่าคะ
    ป.ล. บาตรนี้เป็นของใหม่ ท่านซื้อมาตอนที่จะบวชค่ะ
     
  2. Armarmy

    Armarmy เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กุมภาพันธ์ 2009
    โพสต์:
    494
    ค่าพลัง:
    +1,659
    ไม่ควรครับ เป็นของสงฆ์ อัฐบริขารทุกอย่าง ถวายไว้ที่วัดไปเลยครับ จะได้ทำบุญไปด้วยในตัว เผื่อพระบวชใหม่ไม่มีท่านจะได้ใช้

    ทรัพย์ใดๆ ที่เกิดขึ้นระหว่างความเป็นพระ หรือระหว่างบวช ถือเป็นของสงฆ์ครับ ไม่ควรถือกลับมา

    แม้ว่าบาตรท่านจะหามาเองก็ตาม แต่ก็ถือว่าเป็นสมบัติของสงฆ์ไปแล้ว

    ถ้าต้องการบาตรมาใส่ก็ไปหาซื้อเอาใหม่เถิดครับ จะได้ไม่ต้องกังวลเรื่องหนี้สงฆ์ต่อไปในภายหน้า

    คัดลอกเขามาอีกที ลองอ่านดูนะครับ




    การชำระหนี้สงฆ์


    ผู้ถาม : ทำกรรมอะไรถึงลง อเวจี คะ.?

    หลวงพ่อ : อเวจีนี่ทำกรรมหนักมากมันจึงจะลง ก็มีอนันตริยกรรม อาจิณกรรม ขโมยของสงฆ์ ของสงฆ์ นี่แตะนิดเดียว ลงอเวจีเลยนะ แม้แต่เศษเล็ก ๆ

    (เรื่อง อนันตริยกรรม เช่น ฆ่าพ่อแม่ ฆ่าพระอรหันต์ ยุให้สงฆ์แตกกัน เป็นต้น พระยายมมาบอกหลวงพ่อว่า "ทุกคนอย่าได้ทำเด็ดขาด ท่านช่วยไม่ได้เลย" ส่วน อาจิณกรรม เช่น แม่ครัวทุบหัวปลา แกงเป็นประจำ เป็นต้น สำหรับ ขโมยของสงฆ์ หลวงพ่อได้ยกตัวอย่างให้ฟังดังนี้)

    หลวงพ่อ : มีญาติพระเจ้าพิมพิสาร เป็นทายกในตอนต้นก็ดี ซื่อตรงต่อการบุญการกุศล แต่มาตอนกลาง ๆ มือถึงท้ายมือไม่ค่อยดี เริ่มหยิบแล้วทีแรกก็เป็น ทายก ต่อมาก็เลยเป็น ทายัก ของอะไรดี ๆ ก็ยังเอาไปเสียบ้าง เอาไว้ให้ลูกให้เมียเอาไว้เป็นประโยชน์ส่วนตนเสียบ้าง ของที่เขาจะถวายสงฆ์ เขาตั้งใจจะทำอาหารถวายสงฆ์ เนื้อ ดี ๆ ก็ยักเอาไว้บ้าง แกงดี ๆ ก็ยักเอาไว้บ้าง

    บางทีไม่ยกของสด ไอ้ของที่สำเร็จรุปที่เขาไม่ทันจะถวายพระ ก็ยักเอาไว้เสียบ้าง ญาติของพระเจ้าพิมพิสารเป็นทายักแบบนี้ ตายแล้วลงนรกสิ้นระยะเวลา ๑ กัป พ้นจากนั้นแล้ว ก็มาตก ยมโลกียนรก คือ ผ่านนรกบริวาร ๔ ขุม แล้วก็มาตกยมโลกีนรกตามลำดับมาเป็น เปรต ๑๑ จำพวก สุดท้ายก็เป็น เปรตพวกที่ ๑๒ สมัยพระพุทธเจ้าของเรานี้

    จำไว้ด้วยนะ ของสมบัตินิดหนึ่งน่ะ แม้จะเป็นก้อนดินก้อนหนึ่ง กระเบื้องหัก ๆ ก้อนหนึ่งก็ตาม ถ้าเราถือเอาเข้าบ้านด้วย อาการของขโมย เสร็จ..สะเด็ดไม่เหลือ ลูกหมากรากไม้ที่มีอยู่ในวัด เราจะไปขอเด็กขอพระไม่มีประโยชน์ ของสงฆ์สงฆ์ต้องประชุมกัน เมื่อประชุมกันแล้วตกลงกันว่ายังไง ต้องปฏิบัติตามนั้น ขายหรือให้ใครต้องปฏิบัติตามนั้นนะ

    แม้แต่ "ดอกไม้บูชาพระ" ก็เหมือนกัน ถ้าท่านผู้ปลูกยังมีชีวิตขอเฉพาะท่านได้ ถ้าท่านผู้ปลูกตายไปแล้วหรือสึกไปแล้ว อันนี้เป็นของสงฆ์ ต้องเป็นเรื่องของสงฆ์วินิจฉัย ไม่ใช่พระองค์ใดองค์หนึ่งเป็นผู้ให้ หรือไปขอเก็บเด็กวัดอันนี้ไม่ถูกต้อง ลงอเวจี

    และอีกเรื่องหนึ่ง กากะเปรต สมัยที่เกิดเป็น "กา" แย่งข้าวในขันที่เขานำไปจะถวายพระ ข้าวสุกนั้นเขานำไปยังไม่ถึงพระ ยังไม่ใช่ของสงฆ์ จะถือว่าเป็นของชาวบ้านก็ไม่ได้ เพราะเขาตั้งใจถวายสงฆ์แล้วกรรมเล็กน้อยเพียงเท่านี้ ตายไปแล้วไปลง อเวจี แล้วแถมมาเกิดเป็น เปรต

    ผู้ถาม : หลวงพ่อครับ คนที่กินข้าวที่พระอนุญาติแล้ว ทำไมถึงตกนรก และพระที่ให้ก็ต้องตกนรกด้วยครับ....?

    หลวงพ่อ : ถ้าอาหารที่พระให้ต้องเป็นของญาติโยมที่ถวายเฉพาะองค์นั้น ไม่มีโทษแน่ แต่ที่เป็นอย่างนี้ต้องเป็นอาหารที่เขาถวายเป็นส่วนกลาง คือเป็นของสงฆ์ ของสงฆ์นั้นพระองค์ใดองค์หนึ่งไม่มีสิทธิ์ให้ นอกจากสงฆ์จะประชุมตกลงให้พระองค์นั้นเป็นผู้จ่ายแทนสงฆ์

    ตัวอย่างของสงฆ์เช่น อาหารวันพระ ที่มีข้าวใส่บาตรเหลือมากๆ แล้วทายกใส่ถ้วยเอาไปกินบ้าน โดยที่คณะสงฆ์ไม่มีส่วนรู้เห็น อย่างนี้ แม้แต่เจ้าอาวาสเองยังไม่มีสิทธิ์ให้ตามลำพัง บางทีกินอาหารที่พระฉันเหลือ ถ้าพระอนุญาติแล้วไม่มีโทษ (สำหรับโยมที่ไปในงาน ทางวัดเขาตั้งใจเลี้ยงก็ไม่เป็นไร)

    แต่บางท่านก็หยิบของที่พระฉันแล้วเอามาเฉยๆ บางท่านก็ขอเอาดื้อๆ ให้หรือไม่ให้ก็ตาม ออกปากขอแล้วยกไปเลย พระยังไม่ทันอนุญาติ ท่านทายกประเภทนี้ ท่านช่วยยกคนที่กินกับท่านลงอเวจีแบบสะดวก เมื่อจะขอต้องดูว่าอาหารมากไหม ถ้ามากจนเหลือเฟือ ก็ขอให้พระท่านให้ตามความพอใจของท่าน เพราะท่านอาจมีกังวลนำอาหารไปให้ใครก็ได้ ที่ท่านมีภาระต้องเลี้ยง ถ้าถือเอาตามความพอใจก็ต้องถือว่าแย่งอาหารจากพระมีโทษ 100 เปอร์เซ็นต์

    และอาหารถวายพระพุทธรูป ก็เหมือนกัน อาหารประเภทนี้ดูเหมือนจะเป็นเหยื่อล่อให้ทายกลงอเวจีสะดวกสบายมาก อาหารที่เขานำมาวัด เขาตั้งใจถวายพระสงฆ์ การนำไปถวายพระพุทธรูปนั้นเป็นความดี เพราะเป็นพุทธานุสสติด้วย เป็นพุทธบูชาด้วย แต่อาหารประเภทนี้ไม่จำเป็นต้องใช้มาก เพราะพระพุทธรูปไม่ได้ฉัน ท่านจะฉันหรือไม่ฉันก็ตาม อาตมาคิดว่าทายกทายิกาไม่มีสิทธิ์จะกิน หลายวัดหรือส่วนใหญ่ ทายกมักจะเอาอาหารดีๆ และมากๆ ไปทุ่มเทถวายพระพุทธรูป

    เมื่อพระฉันเสร็จแล้ว ต่างก็ยกเอามากิน ตอนนี้ไม่ถูกด้วยประการทั้งปวง ต้องเอาไว้ถวายพระตอนเพลจึงจะถูก ทายกทายิกาจะกินได้เฉพาะอาหารที่เหลือเป็นแดนจากพระฉันเท่านั้น ไม่มีสิทธิ์สถาปนาตนเองเป็น ลูกศิษย์พระพุทธรูป แต่ประการใด

    รวมความว่า ของที่ถือว่าเป็นของสงฆ์นั้น คือของในวัดทุกประการที่เขาถวายเป็นของสงฆ์แล้ว แม้แต่ดอกไม้ ผลไม้ในวัดเศษไม้ที่คิดว่าทำอะไรไม่ได้แล้ว เอามาทำฟืนบ้าง ทำอย่างอื่นเล็กๆ น้อยๆ บ้าง จงอย่าคิดว่าไม่มีบาป แม้แต่เศษกระเบื้องที่ทิ้งแล้ว ก็เป็นของสงฆ์ มีผลเสมอกัน

    เว้นไว้แต่ดอกไม้ผลไม้ที่พระหรือท่านผู้ใดปลูกในวัด ถ้าท่านเจ้าของยังอยู่ในเขตวัดนั้นและท่านอนุญาติ อย่างนี้เอามาได้ไม่บาป ด้วยท่านเจ้าของมีสิทธิ์สมบูรณ์ให้ได้ รับมาได้ไม่มีโทษ ถ้าท่านผู้ปลูกออกไปจากวัดนั้นหรือตายไปแล้ว ของนั้นเป็นของสงฆ์โดยตรง ไปเอามามีโทษตามกำลังบาป ขโมยของสงฆ์

    และอีกประการ หนึ่ง วัดร้างที่ไม่มีพระอยู่ แต่มีสภาพเป็นวัด กับที่ของสงฆ์ที่เป็นไร่นาไปแล้ว ไม่มีสภาพเป็นวัด ถ้าเราไปนำมานิดเดียวแม้แต่หญ้าต้นเดียว เขาถือว่า เป็นหนี้สงฆ์ อันนี้อันตรายมาก สมัยหลวงพ่อปาน ท่านก็แนะนำให้คน ชำระหนี้สงฆ์ บาทสองบาทสลึงสองสลึง บางคนไม่มีเงืนเอามาทำงานแทน ทำอะไรก็ได้ไม่บังคับ คือ ดายหญ้าก็ตามไม่เอาค่าแรง

    ผู้ถาม : หลวงพ่อครับ พระเครื่อง ที่เขาไปขโมยมาแล้วเราเอามาห้อยคอ อย่างนี้จะบาปไหมครับ..?

    หลวงพ่อ : เดี๋ยวก่อน..พูดเรื่อง พระเครื่อง ก่อนพระที่คุณห้อยน่ะ ไม่มีเครื่องหรอก.. พระเครื่องต้องอย่างฉันนี่เดินได้ วิ่งได้ ใช่ไหม...อย่างนั้นเขาไม่เรียก "พระเครื่อง" เขาเรียก "พระห้อย" เขาขโมยมาจากใครล่ะ..?

    ผู้ถาม : ก็ไม่ทราบแน่ครับ อาจจะขโมยเจาะกรุมาก็ได้ครับ

    หลวงพ่อ : เสร็จ..ไอ้นี่พังแน่..!

    ผู้ถาม : อย่างนี้จะบาปไหมครับ......?

    หลวงพ่อ : รับของโจรมันก็บาปซิ

    ผู้ถาม : แต่ถ้าเราไม่ทราบนี่คงไม่เป็นไรนะครับ

    หลวงพ่อ : เราไม่ทราบก็บาป เราทราบก็บาป ไอ้บาปนี้เขาแปลว่า "ชั่ว" คนไปขโมยมาจากกรุ กรุมันเป็นของสงฆ์ ลักษณะของอาการมันเป็นของชั่ว ถ้าเราเอาของชั่วมาอยู่กับเราก็ชั่วด้วย อย่างใน "มงคลสูตร" ข้อหนึ่ง ท่านบอกว่า "อะเสวะนา จะ พาลานัง" อย่าคบคนพาล ถึงแม้นตัวราจะไม่พาล ถ้าเราเดินกับคนพาลเขาก็คิดว่าพาลไปด้วย" และท่านก็มีข้อเปรียบเทียบ ท่านบอกว่า

    "ใบตองนี่ ไอ้ความเน่าของเนื้อสัตว์มันจะไม่ซึมลง แต่ว่าถ้าเราเอาใบตองห่อของเน่า แล้วเอา ของเน่าทิ้งไปแต่กลิ่นเน่าเหม็น มันยังติดใบตองอยู่" "ทีนี้การรับของโจร ถึงแม้ว่าเราจะไม่รู้ ก็ต้องถือว่าเราร่วมมือด้วยโดยไม่เจตนา ก็ต้องเอาเหมือนกัน"

    ผู้ถาม : ของหนูก็มีพระที่ขโมยมาเหมือนกันค่ะ เป็นพระบูชาแต่ว่าอยากเอาไว้ที่บ้านเอาไว้บูชา ถ้าเราชำระหนี้สงฆ์จะได้ไหมคะ..?

    หลวงพ่อ : ทีนี้วิธี "ชำระหนี้สงฆ์" เขาให้มีค่าเสมอของเดิมนะ เสมอของเดิมหมายความว่า ไม่ใช่พระรุ่น แบบนี้ เหมือนกับอย่างเขาเล่นกันนะ เขาไม่ใช้นะ ไปดุว่าที่ร้านเจ๊กหน้าตักขนาดนี้เขาขายเท่าไร แล้วเอาเงินไป ชำระหนี้สงฆ์ตามราคานั้น ถ้ามากกว่านั้นไม่เป็นไรนะ เท่านั้นก็ใช้ได้ เอาไปวัดใดวัดหนึ่งขอชำระหนี้สงฆ์ ขอมอบเงินจำนวนนี้และขอเอาพระไปบูชา ก็เท่านี้แหละ

    เป็นอันว่าไม่มีอะไรผิด (ใครก็ตามได้รู้อย่างนี้ก็ใจเสียแล้ว เวลาไปเอามาไม่รู้เท่าไหร่ ด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ แต่ก็มีคนหัวดี กล้าถามหลวงพ่อว่า ถ้าจะชำระหนี้สงฆ์ทั้งหมด ตั้งแต่ที่เคยทำมาตั้งแต่ต้นจนปัจจุบันนี้ จะทำอย่างไร เราจึงได้รู้เรื่องการสร้าง "พระชำระหนี้สงฆ์" ขึ้นมา)

     
  3. Yimsun

    Yimsun สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    17 กรกฎาคม 2015
    โพสต์:
    5
    ค่าพลัง:
    +5
    ขอบคุณสำหรับข้อมูลมากๆ เลยค่ะ
     
  4. Yimsun

    Yimsun สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    17 กรกฎาคม 2015
    โพสต์:
    5
    ค่าพลัง:
    +5
    ขออนุญาตถามต่อนะคะ (ท่านฝากถามมา) จีวร อาสนะ เครื่องกรวดน้ำ ยารักษาโรคที่ได้รับถวายมายังไม่ได้ใช้ ถ้าพระท่านมีเจตนาว่าจะนำสิ่งของเหล่านี้กลับบ้านเพื่อนำไปถวายพระสงฆ์ตามวัดที่ขาดแคลนภายหลังที่ท่านสึก เป็นสิ่งที่สมควรหรือไม่คะ
     
  5. Armarmy

    Armarmy เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กุมภาพันธ์ 2009
    โพสต์:
    494
    ค่าพลัง:
    +1,659
    ก็เอาเป็นว่า เขาถวายท่านเป็นการส่วนตัวหรือเปล่า? ถ้าส่วนตัวท่านจะมีสิทธิ์กินใช้ได้ จัดการได้ที่ไม่ขัดกับพระวินัย ตราบใดที่ท่านยังบวชอยู่

    "หากท่านสึกไปแล้วทรัพย์เหล่านั้นจะตกเป็นของสงฆ์ทั้งหมด"

    ไปหยิบถือว่าเป็นของที่เขาถวายตัวมาในขณะบวชโดยไม่ได้รับอนุญาตจากสงฆ์ มีโทษขโมยของสงฆ์ครับ ระวังตรงจุดนี้ให้ดีนะครับ

    เอาอย่างนี้ซีครับ ถ้าจะทำแบบนั้น พวกโยมก็นิมนต์ไปวัดที่จะทำแล้วก็ไปถวายพระวัดนั้นๆ ไว้ แต่ก็ดูวินัยให้ดีก่อนทำนะครับ

    และ ทรัพย์นั้นต้องเป็นของที่โยมถวายเฉพาะตัวนะครับ ถ้าจะมีมากกว่านั้นที่เป็นของสงฆ์ ก็ต้องได้รับอนุญาตจากสงฆ์

    ให้เป็นตัวแทนนะครับ ไม่อย่างนั้นเอาเรื่องแน่ อย่าประมาทกับกรรมของสงฆ์ครับ นิดเดียวเอาเรื่องทันที

    จะทำอะไร ก็ก่อนสึกครับ พอสึกแล้ว ฐานะเปลี่ยนเป็นฆารวาสแล้ว ไม่มีสิทธิ์แตะของสงฆ์ง่ายๆ แล้วครับ ขอให้ระวังครับ
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 18 กรกฎาคม 2015
  6. Yimsun

    Yimsun สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    17 กรกฎาคม 2015
    โพสต์:
    5
    ค่าพลัง:
    +5
    ของที่ได้รับการถวายมา คือ พระท่านได้รับจากกิจนิมนต์อย่างงานบวช งานทำบุญเปิดอาคารใหม่น่ะค่ะ ถ้าตามที่คุณแนะนำมาพระควรจะจัดการสิ่งเหล่านี้ให้เสร็จก่อนที่ท่านจะสึก ถ้าจะสละสิ่งใด หรือนำสิ่งใดไปทำบุญก็ควรจะทำทุกอย่างให้เสร็จก่อนสึก จะสละก่อนแล้วค่อยไปทำบุญเองหลังสึก อย่างนั้นไม่ควรกระทำ เราเข้าใจถูกทั้งหมดหรือไม่คะ รบกวนช่วยย้ำให้อีกทีค่ะ ดิฉันจะได้นำความไปบอกได้อย่างถูกต้องค่ะ
     
  7. Armarmy

    Armarmy เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กุมภาพันธ์ 2009
    โพสต์:
    494
    ค่าพลัง:
    +1,659

    คุณเข้าใจถูกแล้วครับ

    ว่าให้เรียบร้อยเสียก่อนสึก ส่วนใดเป็นทรัพย์ที่โยมเขาถวายมาส่วนตัวเอง

    ก็จัดการได้ตามวินัย พระต้องรู้วินัยอยู่แล้วครับว่าขอบเขตการใช้แค่ไหน

    เป็นการกันตัวเองจากกรรมละเมิดของสงฆ์ครับ

    แยกคนละฐานะครับ "สึกแล้วก็เป็นฆารวาส บวชอยู่ก็เป็นพระ"

    จะรอสึกก่อนค่อยนำของที่ได้รับมาตอนเป็นพระไปทำบุญนั่น จะกลายเป็นขโมยของสงฆ์ไปเสีย

    ทำเอาตอนยังบวชนี่แหล่ะครับให้จบ จัดการให้จบถ้าต้องการจะนำสิ่งของที่ได้มาไปถวายไว้วัดใดวัดหนึ่งก็เอาเสียตอนบวชอยู่ครับ

    หากสึกแล้วฐานะเปลี่ยนแล้วครับ จะทำอะไรก็ดูวินัยไว้ครับ
     
  8. Yimsun

    Yimsun สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    17 กรกฎาคม 2015
    โพสต์:
    5
    ค่าพลัง:
    +5
    ขอบคุณมากๆ เลยนะคะ
     

แชร์หน้านี้

Loading...