จุดด้อยของพระบูชานาคปรกแก้วและปางที่มีหลายถอด หน้า 16

ในห้อง 'พระพุทธรูป - วิหารทาน - สิ่งก่อสร้าง' ตั้งกระทู้โดย glassbuddha2009, 15 ธันวาคม 2018.

  1. glassbuddha2009

    glassbuddha2009 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    18 พฤศจิกายน 2008
    โพสต์:
    25,914
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1
    ค่าพลัง:
    +53,185
    ผมมาทบทวนไปทบทวนมา พบว่า ในโรงงานแก้วที่สร้างพระแก้วมาทั้งหมด มีมากมายนับชื่อไม่ถ้วนโรงงานนั้น มีพระแก้วที่บางโรงงานแก้วที่มีฝีมือจริงๆได้สร้างไว้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เป็นการสร้างหลังปี พ.ศ. 2540 เป็นส่วนมาก ทำไมเป็นเช่นนั้น ทำไมต้องหลังปี พ.ศ. 2540 ทั้งนี้เนื่องจากหลังปี 40 มีการล้มเลิกกิจการบริษัทเคมีภัณฑ์ที่เขาขายเคมีมาผสมในทรายเพื่อมาหลอมเป็นน้ำแก้ว เนื่องจากต้มยำกุ้งทำให้เกิดการล้มละลายกันมาก เมื่อบริษัทล้ม แต่สินค้าคือเคมีนั้น มีการนำออกขายในราคาถูกมากๆ คือขายทิ้งก่อนการล้มบนฟูก หรือล้มจริงก็ตาม ทำให้นักหลอมแก้วได้ใช้เคมีราคาถูกมาทำการทดลองกันมากมาย ทั้งๆที่ในอดีตนั้นก็ทดลอง แต่ราคาแพงย่อมทดลองไม่ได้ดี แต่เมื่อเคมีราคาถูกลงมากมายก่ายกอง ทำให้การทดลองเป็นไปได้ดี และทดลองซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนได้ผลทำให้น้ำแก้วในเบ้าหลอมในเตาหลอมแก้วมีคุณภาพดีขึ้นกว่าสมัยอดีตก่อนปี 40 นั่นเอง แต่อย่างที่ว่า นักหลอมแก้วส่วนมากก็เป็นมือปืนรับจ้าง กล่าวคือเป็นลูกจ้าง ต่อมาเมื่อมีการย้ายงาน ก็ทำให้วิชาที่ทดลองได้ดี ได้น้ำแก้วคุณภาพดีขึ้น ก็ได้ย้ายหรือเพิ่มไปให้อีกโรงงานแก้วหนึ่ง เป็นอย่างนี้เรื่อยๆ คือเพิ่มโรงงานแก้วที่สามารถหลอมแก้วได้ดีมากยิ่งขึ้น ได้คุณภาพน้ำแก้วค่อนข้างตรงมาตราฐานยิ่งขึ้นเรื่อยๆจากเหตุการณ์ต้มยำกุ้งนั่นเอง

    ดังนั้น พระแก้วที่สร้างในไทยหลังปี พ.ศ. 2540 จึงมักจะได้น้ำแก้วที่มีคุณภาพดีกว่าที่สร้างก่อนหน้านั้น ยิ่งเป็นปีที่ผ่านปี 40 ไปมากหน่อย เช่นหลังปี พ.ศ. 2542 - 43 เป็นต้นมา ยิ่งมีโอกาสได้พบน้ำแก้วที่มีคุณภาพที่ดี มีค่าอัลฟ่าต่ำกว่า 100 เป็นส่วนมาก

    คำว่าแก้วโซดาไลม์ซิลิก้าค่าอัลฟ่าต่ำกว่า 100 หมายความว่าอะไร ? ก่อนปี พ.ศ. 2540 แก้วของไทยส่วนหนึ่ง ( ผมไม่ระบุนะครับว่าเป็นส่วนมากหรือส่วนน้อย ต้องพูดเลี่ยงๆไม่ให้เกิดปัญหาตามมาได้ ) แก้วที่ไทยหลอมได้ส่วนหนึ่งมักเป็นแก้วโซดาไลม์ซิลิก้าที่มีค่าอัลฟ่าสูงกว่า 100 กล่าวคือค่าอัลฟ่าสูง เมื่อแก้วกระทบอุณหภูมิที่สูงขึ้น จะมีการยืดขยายตัวที่สูงขึ้นหรือมากขึ้น ขนาดของแก้วก็จะมีการยืดตัว ( มองไม่เห็นด้วยตาเปล่านะครับ การยืดตัวของเนื้อแก้วนี่ มองไม่ได้ด้วยตา แต่ต้องวัดกันด้วยเครื่องมือ ) เมื่อมีการขยายตัวก็อาจเป็นเหตุให้ยิ่งง่ายต่อการร้าวใน ไม่ว่าจะเป็นร้าวจุด ร้าวเส้นสั้นๆ หรือร้าวเส้นยาวปาน หรืออาจถึงร้าวเส้นวิ่ง หรือร้าวแล้ววิ่งขาดออกจากกันไปเลย

    ดังนั้น หลังปี 40 ที่โรงงานแก้วได้รับอานิสงส์จากการที่ได้เคมีถูกมาใช้งาน มาทดลองจนได้น้ำแก้วโซดาไลม์ซิลิก้าค่าอัลฟ่าต่ำกว่า 100 การขยายตัวของเนื้อแก้วต่ำมาก ปัญหาการแตกร้าว ร้าวจุด ร้าวเส้น ปริ หรืออื่นๆ ย่อมน้อยลงตามค่าอัลฟ่าไปด้วย
     
  2. glassbuddha2009

    glassbuddha2009 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    18 พฤศจิกายน 2008
    โพสต์:
    25,914
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1
    ค่าพลัง:
    +53,185
    เพราะเหตุนี้ คือเนื้อแก้วมีการขยายตัวหรือไวต่ออุณหภูมินั่นเอง ( ในเนื้อแก้วที่มีค่าอัลฟ่าสูง ส่วนมากคือแก้วที่หลอมก่อนปี 40 ) ยิ่งบวกกับการอบลดอุณหภูมิที่ไม่เพียงพอ อาจเป็นเพราะยังมีความรู้ไม่เพียงพอ หรืออะไรก็ตาม ที่ทำให้การอบลดอุณหภูมิหลังการสร้างพระแก้วนั้น อบได้ไม่ถึงไฟ หรือถ้าจะพูดให้ถูกคือ การอบแล้วยังหลงเหลือความเครียดที่แก้วยังคลายออกได้ไม่หมด จุดที่เป็นจุดอมความเครียดนั้น ภาษาฝรั่งเขาเรียกว่า Stress เมื่อ Stress มีอยู่ในเนื้อแก้ว ความเครียดนี้จะทำหน้าที่ของมันคือการเบ่งขยายในเชิงรุนแรงเฉพาะจุด คือไม่ใช่ขยายแบบค่าอัลฟ่าที่มักจะขยายพร้อมๆกันทั้งองค์พระ แต่ความเครียดจะขยายเฉพาะจุดที่เป็นเนื้อ Stress เมื่อใดก็ตามที่ความเครียดได้โอกาส เขาเบ่งขยายเฉพาะพื้นที่ Stress ของเขา แต่เนื้อที่ของเนื้อแก้วทั้งองค์กลับขยายไม่ไปในทิศทางเดียวกัน คือไม่ได้ขยายพร้อมกันและเท่าเทียมกัน ก็จะเกิดการร้าว การแตก การบิ่น การกระเทาะ หรือร้าวจุดใน ร้าวเส้นในปานกลาง หรือร้าวผิว หรือร้าวขาด หรือเกิดเส้น อันเป็นเหตุและเป็นผลทางวิทยาศาสตร์นั่นเอง

    ดังนั้น พระแก้วจากโรงงานหลอมแก้วในยุคก่อนปี 40 ใด ที่สร้างด้วยน้ำแก้วค่าอัลฟ่าสูง และบวกกับอบลดอุณภูมิได้ไม่ดีพอ ก็มีโอกาสแตกร้าวในที่สุดครับ ( ไม่ระบุว่าโรงงานแก้วส่วนมากหรือส่วนน้อยนะครับ เดี๋ยวจะเกิดปัญหา )
     
  3. glassbuddha2009

    glassbuddha2009 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    18 พฤศจิกายน 2008
    โพสต์:
    25,914
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1
    ค่าพลัง:
    +53,185
    หลังปี พ.ศ. 2540 มีหลายโรงงานที่เริ่มหลอมน้ำแก้วได้คุณภาพดีขึ้น และได้รับความรู้วิชาแก้วมากยิ่งขึ้น ได้มีการสืบค้นข้อมูลได้ง่ายขึ้น ทำให้รู้ว่า ชิ้นงานแก้วทุกชนิดที่สร้างเสร็จใหม่ๆนั้น ต้องอบลดอุณหภูมิให้ถูกต้องอย่างไร หลายๆโรงงานแก้วจึงค่อยๆขยับชั่วโมงการอบให้ถูกต้องตรงยิ่งขึ้น ทำให้พระแก้วที่สร้างยุคหลังๆนั้น ค่อนข้างจะถูกต้องตามหลักวิทยาศาสตร์มากยิ่งขึ้นนั่นเอง

    โรงงานที่ผมขอพูดถึงโรงงานหนึ่ง คือโรงงานแก้วเจษฏาซึ่งต้องถือว่า เขามีความสามารถมานานแล้ว ยิ่งหลังปี 40 นั้น คุณภาพน้ำแก้วของเขาดีขึ้นตามลำดับ จนกระทั่งคุณภาพดีอยู่ตัวในปีต่อๆมา การอบลดอุณหภูมิก็อยู่ในเกณฑ์ดีมาก เพราะเจ้าของเป็นนักวิชาการเสียเอง ดังนั้น พระแก้วที่โรงงานเจษฏาสร้างหลังปี 40 เป็นต้นมา ย่อมน่าเชื่อถือได้ว่า มีคุณภาพดี เพราะค่าอัลฟ่าของแก้วต่ำกว่าร้อย สีของแก้วก็ดีถึงขั้นเทพแล้ว

    ดังนั้น ท่านที่มีความรู้ทางด้านสืบเสาะหา ก็ลองสืบเสาะหาว่า พระแก้วรุ่นไหนที่สร้างโดยโรงงานแก้วเจษฏาหลังปี 40 เมื่อหาบูชาได้มาแล้ว ก็ย่อมสบายใจว่า พระแก้วนั้นจะไม่แตกร้าวบิ่นกระเทาะในภายหลังครับ แก้วที่ดีมีอายุการเก็บได้นานนับพันนับหมื่นปี ไม่ต้องห่วงครับ
     
  4. glassbuddha2009

    glassbuddha2009 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    18 พฤศจิกายน 2008
    โพสต์:
    25,914
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1
    ค่าพลัง:
    +53,185
    เช้าวันนี้ผมลองเสริทหาคำว่า พระแก้ว... ไปพบเฟสบุ๊คหนึ่ง หรือเวปหนึ่ง เขาเล่าเป็นตุเป็นตะในทำนองว่า ลาลีคฝรั่งเศสมีการพัฒนาการสร้างพระแก้วจากหน้าตัก 3 นิ้วในปี ค.ศ. ไหนจำไม่ได้แล้ว น่าจะเป็น 1973 แล้วใหญ่ขึ้นเรื่อยๆจนกระทั่งสร้างได้ใหญ่สุดหน้าตัก 8 นิ้ว ( อันนี้เขาไม่ได้ลงคือปีที่สร้างสำเร็จ ความจริงคือสร้างสำเร็จปี ค.ศ. 2008 ) ขายตอนแรกราคาขายถึงหลายล้านบาท ต่อมามีประเทศอื่นหรือโรงงานแก้วอื่นๆสร้างได้อีกรวม 6 รายที่สร้างแบบเนื้อแก้วคริสตัลตันๆ คือโลกนี้มีคนสร้างพระแก้วคริสตัลตันๆหน้าตักใหญ่เกิน 8 นิ้วเพียง 6 ราย อะไรทำนองนั้น ซึ่งนั่นก็ไม่ใช่ความจริง

    ต่อมาเขาเขียนว่า มีคนไทยคนหนึ่งไม่ได้ระบุชื่อและนามสกุลผม บอกว่า ผมเป็นคนไทยคนแรกที่สร้างพระแก้วคริสตัลตันๆหน้าตัก 9 นิ้วได้สำเร็จ และได้เชิญกินเนสบุ๊คเวิร์ลเรคคอร์ดมาเมืองไทยเพื่อจดบันทึกเป็นสักขีพยาน ( ผมบอกชื่อนามสกุลผมไว้ที่นี้เลยครับ ไม่ต้องปิดบัง ผมชื่อนายสมบูรณ์ ติยะวงศ์สกุล เป็นคนไทยคนแรกที่สร้างพระแก้วหน้าตัก 9 นิ้วสำเร็จด้วยเทคนิควิธีการสร้างหลายเทคนิควิธี ทั้งเป่าด้วยปอด ทั้งกดปั๊ม และเทคนิคขี้ผึ้งหาย Lost Wax Glass คือเทคนิคนี้ไม่ต้องอาศัยเตาหลอมเหมือนโรงงานแก้วขนาดเล็ก เป็นแค่เพียงมีเตาอบ มีเครื่องมือนิดหน่อย ไปเช่าสตูดิโอแก้วก็ทำได้หากเขาให้เช่า สร้างสำเร็จเป็นคนแรกร่วมกับลูกน้องช่างแก้วชาวพม่าคนหนึ่งซึ่งเขาเคยทำงานโรงงานแก้วหลายแห่งรวมเวลากว่า 30 ปีในไทย ) [ คำว่าโรงงานแก้วขนาดเล็กนั้น ขั้นต่ำเริ่มที่หลอมแก้ววันละ 2.5 ตันนะครับ ] ผมขอประกาศความจริงไว้ที่นี้เลยว่า ผมไม่เคยเชิญกินเนสบุ๊คหรืออื่นใดมาจดบันทึกสถิติโลก ไม่เคยจดลิขสิทธิใดๆ มีแต่ประกาศบอกวิธีการสร้างทุกเทคนิควิธี เพื่อให้คนไทยมาร่วมกัน หรือมาสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ สร้างพระพุทธรูปแก้ว ไม่ว่าจะเป็นขนาดไหน ให้มีพระลักษณะที่ดี มีเนื้อแก้วที่ดี และทุกอย่างต้องดี โดยบอกต้นทุนแท้จริงไว้ทั้งหมด ไม่เคยปิดบัง

    ที่สำคัญผมไม่เคยเชิญกินเนสบุ๊คมาจดเลย การพูดว่าผมเคยเชิญกินเนสบุ๊คมา หรือกินเนสบุ๊คมาเองก็ตาม ไม่ได้เป็นความจริงครับ
     
  5. glassbuddha2009

    glassbuddha2009 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    18 พฤศจิกายน 2008
    โพสต์:
    25,914
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1
    ค่าพลัง:
    +53,185
    ลาลีคฝรั่งเศสตั้งราคาขายพระแก้วรุ่น Lalique Grand Buddah หน้าตัก 8 นิ้วเศษอยู่ที่องค์ละประมาณ 13,900 เหรียญสหรัฐอเมริกา หรือประมาณ 400,000.- บาท ( สี่แสนบาท + - ค่าเงินแปรผันตามอัตราแลกเปลี่ยนระหว่างประเทศ ) ลาลีคตั้งราคานี้ในสีเหลืองอำพันฝ้า ส่วนสีขาวฝ้า คือแก้วใสแล้วกัดกรดกัดแก้วจนเป็นสีฝ้าขาวนั้น ถ้าผมจำไม่ผิดจะตั้งไว้ที่ 12,900.- เหรียญอเมริกา ก็ใกล้เคียงกัน

    ราคาของลาลีคตั้งไว้ตั้งแต่วันแรกถึงปัจจุบัน ไม่เคยเปลี่ยนแปลงเลย ไม่เคยไปขายใครหลายล้านบาทต่อองค์ หากมีการขายสูงหรือต่ำกว่านี้ นั่นอาจเพราะผู้ที่ซื้อไปแล้วนำไปขายต่อด้วยวิธีต่างๆหรือไม่ ? แต่อย่างไรก็คงยังไม่ขึ้นเร็วขนาดนั้นครับ และถ้าลดก็ไม่ได้ลดลงเร็ว
    1194900-tall-buddha-sculpture1.jpg
    พระแก้วลาลีคองค์ใหญ่หน้าตัก 8 นิ้วเรียกว่า Lalique Grand Buddha มี 2 สีคือขาวฝ้า และเหลืองอำพันฝ้า น้ำหนักขณะนี้ถือว่าหนักที่สุดของโลก น้ำหนัก 10 kg สร้างด้วยเทคนิควิธีกดปั๊มไม่ใช้เดือยคือตันๆ ( Pressed Glass )

    พระแก้วลาลีคองค์กลางหน้าตัก 4 นิ้วมีขนาดเล็กกว่าองค์ใหญ่หลายเท่านัก น้ำหนัก 1.9 kg เรียกว่า Lalique Buddha มี 3 สี คือขาวฝ้า เหลืองอำพันฝ้าตามรูป และสีใหม่เป็นสีพิเศษ ( ผมยังไม่ทราบว่าควรเรียกสีอะไร ) และมีดารานักร้องชาวฮ่องกงครอบครัวหนึ่ง นำพระแก้วรุ่นนี้หน้าตัก 4 นิ้วมาเพ้นส์เส้นลายทอง เป็นจีวรทรงจีนในส่วนที่เป็นจีวรพระ สวยงามมากจำนวน 388 องค์ จึงมีทั้งหมด 4 เวอร์ชั่น สร้างด้วยเทคนิควิธีเดียวกับด้านบน ราคาประมาณ 4 หมื่นบาทไทย + - และเป็นรุ่นที่สามารถเห็นรายละเอียดได้เช่นเดียวกันกับรุ่นใหญ่หน้าตัก 8 นิ้ว ( เคยมีคนไทยในวงการต้องการสร้างพระแก้วไทยให้เล็กลงมากๆ แต่ต้องการเก็บรายละเอียดให้ชัดเจน ผมบอกไว้ที่นี้เลยว่า ยากเกินไปครับ แค่ 4 นิ้วแต่เก็บรายละเอียดได้ขนาดนี้ถือว่า อันดับหนึ่งของโลกแล้วครับ )
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 12 มกราคม 2019
  6. glassbuddha2009

    glassbuddha2009 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    18 พฤศจิกายน 2008
    โพสต์:
    25,914
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1
    ค่าพลัง:
    +53,185
    องค์นี้คือ Lalique Buddha หน้าตัก 4 นิ้ว สีใหม่ ซึ่งผมยังเรียกไม่ถูกว่าสีอะไร ท่านใดทราบช่วยหน่อยนะครับ
    000000000011118.jpg
     
  7. glassbuddha2009

    glassbuddha2009 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    18 พฤศจิกายน 2008
    โพสต์:
    25,914
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1
    ค่าพลัง:
    +53,185
    art-b-2.jpg art-buddha.jpg
    ครอบครัวศิลปินดารานักร้องชาวฮ่องกงพ่อแม่ลูกชายครอบครัวนี้ มีความคิดสร้างสรรค์ยิ่ง ได้เพ้นส์ลายเส้นทองเป็นรูปจีวรไว้บนองค์พระแก้วจำนวน 388 องค์ ปัจจุบันน่าจะหาไม่ได้แล้ว และราคาคงไม่ใช่สี่หมื่นบาทแน่นอน เพราะเฉพาะค่าเพ้นส์ก็คงพอสมควร ยิ่งสร้างทั้งโลกมีเพียง 388 องค์ ในอนาคตน่าจะมีแนวโน้มว่าสูงขึ้นไปอย่างมาก

    แต่อย่างใดก็ดี ผมมีความคิดว่า หากเราซื้อพระแก้วหน้าตัก 4 นิ้วองค์ละ 4 หมื่นบาทไทย แล้วนำมาเพ้นส์ลายทอง โดยเลือกใช้ทองคำน้ำ คือตอนเพ้นส์เป็นน้ำทองคำ เมื่อเพ้นส์แห้งแล้วจะกลายเป็นสิ่งที่ติดแน่นกับเนื้อแก้วได้นาน อย่างนี้ก็เป็นอีกความคิดหนึ่งนะครับ

     
  8. glassbuddha2009

    glassbuddha2009 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    18 พฤศจิกายน 2008
    โพสต์:
    25,914
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1
    ค่าพลัง:
    +53,185
    The Art of Knowing – Lalique x Art Buddha
    Posted on December 22, 2013

    WORLDWIDE FIRST LAUNCH IN HONG KONG
    art-buddha.jpg
    “ART BUDDHA”

    WORLD LIMITED FOR ONLY 388 PCS

    “Art Buddha” is the very first collaboration project that the French brand LALIQUE worked with
    Chinese artist. Painted by the famous Hong Kong singing master George Lam, the maze artwork is
    depicted and engraved onto the Cassock of crystal Buddha, then applying the “hand-painted gold
    colour” to depict each line of the maze manually. Carrying the meaning of sense by infinite lights,
    this Buddha statue, inspired by the famous Great Buddha at Kôtoku-in, Kamakura, demonstrates a combination of Eastern and Western artistic beauty. With the incomparable craftsmanship of
    LALIQUE and its artistic vision, the compassion and peaceful demeanor of Buddha is accurately
    projected through the very fine details portrayed in the body of Buddha, the face contour, clothing
    well as the elegant lotus throne.

    The production of crystal Buddha involves complicated procedures including “Hot Glass
    Workshop” and “Cold Glass Workshop”. For Hot Glass Workshop, you will need seven technicians
    familiar with “pressé” (pressed crystal) technology work simultaneously together and continuously
    add in molten crystal during the process. After adding and collection procedures, the product will
    be put into the oven for up to 96 hours of re- heating and prepare for the final stage.

    The Cold Glass Workshop is completed by a team of some of the best craftsmen in France. The
    Amitabul is touched up and re-sculpted for more than four hours. The final stages involve cutting,
    smoothing and removing the extra residue from the Hot Glass procedures. The piece is then placed
    in a bath for polishing. After being washed in a light bath, the surface is prepped for LALIQUE
    frosting. Master workers will re-polish the piece to ensure that each piece is iridescent. Each detail
    from the finishing product reflects the hard work during each stage of the production process.

    The “Art Buddha” Crystal Buddha statue limits the production of 388 statues worldwide in which
    one of them will be in the collection of LALIQUE Museum. Each “Art Buddha” crystal Buddha
    statue will come with a certificate autographed by Mr. Silvio Denz, President and CEO of LALIQUE
    and George Lam. There will also be several paintings copies from George Lam as souvenirs and his
    autograph engraved at the bottom of the Buddha making it exceptionally valuable, precious and
    collectible.

    Size: H180mm x W110mm Weight: 1.9kg
    Retail Price: HK$19,800

    อ้างอิงที่มาของข่าว
    https://icactv.wordpress.com/2013/12/22/the-art-of-knowing-lalique-x-art-buddha/
     
  9. glassbuddha2009

    glassbuddha2009 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    18 พฤศจิกายน 2008
    โพสต์:
    25,914
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1
    ค่าพลัง:
    +53,185
    วงการคนรักชิ้นงานแก้วหรือรวมพระแก้วได้ผ่านพ้นยุคมืดของโลกมาแล้วโดยที่แทบทุกคนไม่รู้ตัวเลย มีกี่คนที่รู้และนำข่าวดีๆอย่างนี้มาบอกกับคนไทย

    ตั้งแต่อดีตกาลนานมากแล้วของประเทศไทยที่ผ่านมา โรงงานแก้วของไทยต้องหลอมแก้วเอง ต้องหาสูตรหลอมแก้วเอง ไม่มีใครมาบอกว่า ของใครหลอมได้ดี หรือหลอมแล้วมีผลอย่างไร มีแต่ผลงานที่ฟ้องตัวมันเอง เช่น ถ้วยแก้วกาแฟ พอใส่น้ำร้อนชงกาแฟ หรือร้านกอปี๊ ร้านกาแฟนั่นเอง พอเทน้ำร้อนลงถ้วย ยังไม่ทันยกดื่มแก้วก็แตกเสียแล้ว
     
  10. glassbuddha2009

    glassbuddha2009 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    18 พฤศจิกายน 2008
    โพสต์:
    25,914
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1
    ค่าพลัง:
    +53,185
    พระแก้วมรกตก็ตาม พระแก้ว 25 พุทธศตวรรษก็ตามที่ไทยหรือนอกสร้าง ตั้งแต่ก่อนปี พ.ศ. 2500 เราก็ไม่รู้มาตราฐานของแต่ละโรงงานของแต่ละประเทศ มีแต่ผลงานคือองค์พระแก้วมรกตก็ตาม พระแก้ว 25 พุทธศตวรรษก็ตาม แม่นางกวัก แม่โพสพหรืออื่นๆ เป็นผลงานที่โชว์ตัวเองว่า รุ่นไหนมีแตกร้าวเองภายหลัง รุ่นไหนมีปริ หรือมีจุดในเนื้อแก้วที่เกิดขึ้นภายหลัง นั่นละครับ คือผลงานที่เขาบอกว่า น้ำแก้วใคร โรงงานใดดี และยังต้องรวมกับอีกปัจจัยหนึ่งคือการอบลดอุณหภูมิว่า ทำได้ถูกต้องไหมด้วย

    ผมเคยเห็นพระแก้วที่สร้างจากนอก ไม่ว่าจะเป็นอิตาลี ญี่ปุ่น อินเดีย รวมทั้งไทย มีการแตกร้าวเอง บิ่น กระเทาะ ผิวหลุด แล้วมีคนนำไปวางใต้ต้นโพธิ์ต้นไทรจนเป็นภาพชินตา จนบางองค์ไปถูกรากต้นไม้รวมเป็นต้นไม้ไปก็มี

    แต่จากการศึกษาจะไม่พบปัญหานี้เลย หากเราสามารถใช้น้ำแก้วที่ได้มาตราฐาน และการอบลดอุณหภูมิที่มาตราฐาน องค์พระแก้วจะอยู่ได้นับพันนับหมื่นปีโดยไม่มีการแตกร้าวบิ่นกระเทาะเองเลย
     
  11. glassbuddha2009

    glassbuddha2009 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    18 พฤศจิกายน 2008
    โพสต์:
    25,914
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1
    ค่าพลัง:
    +53,185
    โลกได้ผ่านพ้นยุคต้องหลอมแก้วเองแล้ว ไชโย ! ! !
     
  12. glassbuddha2009

    glassbuddha2009 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    18 พฤศจิกายน 2008
    โพสต์:
    25,914
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1
    ค่าพลัง:
    +53,185
    ท่านไม่ต้องมีโรงงานหลอมแก้วเองแล้ว ไม่ต้องปลอมตัวไปเป็นคนงานในโรงงานแก้วเพื่อสืบหาสูตรหลอมแก้ว

    ปัจจุบันโลกมีบริษัทผู้ผลิตก้อนแก้วเพื่อการหลอมต่อหลายราย ทั้งในอเมริกา ยุโรป เอเซีย รวมทั้งจีนไต้หวันและจีนแผ่นดินใหญ่ ซึ่งถ้าพูดถึงก้อนแก้วเพื่อการหลอมต่อจากจีนแผ่นดินใหญ่ เขาผลิตก้อนแก้วเพื่อการหลอมต่อหลายชนิด แต่ผมระบุขอให้ใช้ชนิดก้อนแก้วเพื่อการหลอมต่อที่เป็นแก้วคริสตัล 24% PbO - 3X% PbO ซึ่งราคาขายปลีกถูกมาก กิโลกรัมละ 5 หยวน ( ประมาณ 25.- บาท ถ้ายิ่งซื้อมากยิ่งถูกลงไปอีกมาก ) และคุณภาพพอใช้ได้ มีฟองเล็กๆทะลุผิว แต่ถ้าพูดถึงต้นทุนพระแก้วมรกตก็ตาม พระแก้วอื่นใดก็ตาม ขนาดหน้าตัก 5 นิ้ว ต้นทุนองค์ละ 317.- บาท ท่านว่าน่าสนใจไหม ?

    แต่ว่า ผมขอรอดูคุณภาพที่จีนกำลังจะพัฒนาต่อไป ให้ไม่มีฟองเลย ต่อไปอีกระยะหนึ่งก่อนนะครับ
    002a.jpg
    ภาพนี้คือพระหลวงปู่ทิม วัดละหารไร่ที่ลูกน้องช่างแก้วชาวพม่าผมได้มีโอกาสใช้ก้อนแก้วเพื่อการหลอมต่อจากจีน โดยได้ก้อนแก้วเกรดแก้วคริสตัล 30% PbO หลอม น้ำหนัก 1 กิโลกรัม/องค์ ต้นทุนรวมทุกอย่างแล้ว 317.- บาท เพราะในเตาอบครั้งนั้นมีหลายองค์หรือหลายชิ้นหลายขนาด จึงเฉลี่ยต้นทุนกันไป ค่าไฟเฉลี่ยได้ แต่ค่าแม่พิมพ์ปูนปลาสเตอร์ทนร้อนนั้น องค์ใครองค์เขา แต่ปูนจีนก็ราคาถูกกิโลกรัมละ 3.- บาท
     
  13. glassbuddha2009

    glassbuddha2009 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    18 พฤศจิกายน 2008
    โพสต์:
    25,914
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1
    ค่าพลัง:
    +53,185
    008.jpg รอยฟองอากาศทะลุผิว เป็นรอยฟองที่กำลังลอยขึ้นเนื่องจากแม่พิมพ์ต้อง up side down ซึ่งก็อาจแปลว่า ฟองอากาศกำลังจะทะลุออกนอกผิวไปแล้ว แต่ช่างดันลดอุณหภูมิลงก่อน จึงทำให้ฟองอากาศติดคา ค้างเป็นรอยอยู่อย่างนี้หรือไม่ ?

    ภาพนี้คือฟองอากาศติดค้างอยู่ใต้คางของหลวงปู่ ตอนหล่อต้องนำแม่พิมพ์มาคว่ำ เอ้ย หงาย หงายเอาหัวลง แล้วยกเอาฐานชี้ฟ้า ภาษาช่างเราเรียกการทำอย่างนี้ว่า Up side down
     
  14. glassbuddha2009

    glassbuddha2009 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    18 พฤศจิกายน 2008
    โพสต์:
    25,914
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1
    ค่าพลัง:
    +53,185
    1525778313016.jpg
    ก้อนแก้วเพื่อการหลอมต่อจากจีนที่เป็นเนื้อแก้วคริสตัล 30% PbO ในครั้งนั้นเป็นแผ่นทรงกลมแบน ในครั้งนั้นเนื่องจากมีเจ้าของโครงการต้องการหลอมพระแก้วยืนสูง 60 cm. 2 องค์ การเฉลี่ยราคาทุนจะไปตกอยู่ที่องค์ที่มีขนาดใหญ่มากกว่าองค์ที่มีขนาดเล็ก การสร้างหลวงปู่ทิมครั้งนั้น 10 องค์ พระยืนองค์ใหญ่สุด 2 องค์ ถึงแม้ว่าองค์ใหญ่สุดทั้ง 2 องค์จะหล่อไม่สำเร็จอันเนื่องมาจากเหตุใดเหตุหนึ่งทางเทคนิค ( ซึ่งผมความจริงไม่อยากปกปิด แต่พูดไม่ได้ เพราะเหตุบางประการ ขออภัยจริงๆพูดไม่ได้ครับ ) [ แต่ผมก็ยังยกย่องลูกน้องช่างแก้วชาวพม่าของผมคนนี้อยู่นะครับว่า เขามีประสบการณ์กว่า 30 ปี ] ถึงแม้องค์ใหญ่ทั้ง 2 จะไม่สำเร็จก็ตาม ต้นทุนก็ยังคงไปเฉลี่ยอยู่ที่องค์ใหญ่ ความเสี่ยงย่อมมี
     
  15. glassbuddha2009

    glassbuddha2009 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    18 พฤศจิกายน 2008
    โพสต์:
    25,914
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1
    ค่าพลัง:
    +53,185
  16. glassbuddha2009

    glassbuddha2009 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    18 พฤศจิกายน 2008
    โพสต์:
    25,914
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1
    ค่าพลัง:
    +53,185
    001.jpg
    ผมถ่ายภาพหลายๆมุมไว้ให้ท่านพิจารณาครับ นี่คือคุณภาพก้อนแก้วเพื่อการหลอมต่อจากจีนในชนิดแก้วคริสตัลเกรด 30% PbO

    ผมนำมาแจกในเวปพลังจิต แต่ผมบอกความจริง คือมีรูทะลุผิว ปรากฏว่าไม่มีใครยอมรับแจกเลยสักคน ผมจึงแจกให้คนอื่นๆไปหมดทุกองค์เลย
     
  17. glassbuddha2009

    glassbuddha2009 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    18 พฤศจิกายน 2008
    โพสต์:
    25,914
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1
    ค่าพลัง:
    +53,185
    023.jpg
    ด้านหลังขององค์หลวงปู่ไม่มีรูฟองอากาศทะลุ ไปมีที่ใต้คางและส่วนที่เป็นส่วนที่เมื่อนำแม่พิมพ์ up side down แล้ว ส่วนนั้นมักอยู่ด้านบน ผมขอเปรียบเทียบเหมือนตอนหุงข้าว ฟองที่ลอยอยู่ปากหม้อข้าว มักจะลอยจากด้านล่างขึ้นด้านบน ในวิชาการหลอมหรือหล่อก้อนแก้วเพื่อการหลอมต่อก็เช่นกัน ฟองก็จะลอยจากด้านล่างขึ้นบน แต่จะช้ากว่าการหุงข้าวมากมายนัก ( อันนี้ต้องเป็นนักหลอมแก้วในเบ้าหลอมจะรู้ดี ) ถ้าเราไปลดอุณหภูมิตรงนาทีนั้นหรือชั่วโมงนั้น อะไรจะเกิดขึ้น ขอให้พิจารณาครับ ผมบอกใบ้แค่นี้ก่อน
     
  18. glassbuddha2009

    glassbuddha2009 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    18 พฤศจิกายน 2008
    โพสต์:
    25,914
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1
    ค่าพลัง:
    +53,185
    หากไม่ต้องการรอคุณภาพก้อนแก้วเพื่อการหลอมต่อจากจีนแผ่นดินใหญ่ ก็ยังมีก้อนแก้วเพื่อการหลอมต่อจากประเทศอื่นๆอีกมากมายก่ายกอง ที่มีทั้งสีใส สีๆทุกๆสี จาง เข้มปานกลาง เข้ม เข้มมาก หรือสีเรืองแสงในที่มืด หรือแม้แต่สีหยก สีหินอ่อนก็มีทุกสีให้เลือกใช้

    ทั้งค่ายอเมริกา ทั้งยุโรป และเอเซีย โลกเปลี่ยนไปแล้ว อยู่บ้านก็หล่อพระแก้วเองได้ มีแค่เตาอบเล็กๆ จะหล่อทีละองค์ก็ได้ แต่อาจต้องมีเครื่องมือเพิ่มเติมเล็กน้อย
     
  19. glassbuddha2009

    glassbuddha2009 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    18 พฤศจิกายน 2008
    โพสต์:
    25,914
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1
    ค่าพลัง:
    +53,185
    ถ้าต้องการความแน่นอนสูงมากๆ ก็ขอแนะนำก้อนแก้วเพื่อการหลอมต่อของ Gaffer Color Glass มีทุกสี ทุกชนิดแก้ว จะเอาแบบมีตะกั่วเป็นแก้วคริสตัล หรือเป็นแก้วคริสตัลไม่มีตะกั่ว ก็เลือกเอา หรือจะเอาแค่แก้วธรรมดามีหมด ยกเว้นสีหยก สีหินอ่อนเขาจะไม่มี แต่ที่โดดเด่นคือแก้วเรืองแสงในที่มืด
     
  20. glassbuddha2009

    glassbuddha2009 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    18 พฤศจิกายน 2008
    โพสต์:
    25,914
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1
    ค่าพลัง:
    +53,185
    18b33c395cbf4df84d7a99f89843b8d9.jpg
    แก้วเรืองแสงในที่มืด ผมไม่ทราบว่าชิ้นงานแก้วชิ้นนี้หลอมโดยแก้วของก๊าฟเว่อร์หรือไม่ ? แต่ไม่เป็นไร สีแก้วเรืองแสงนั้น คล้ายๆกันครับ เป็นแก้วยูเรเนี่ยมกล๊าส บางแห่งเรียกวาสลีนกล๊าส แต่บางแห่งก็อาจเรียกไปตามที่ตนอยากเรียก ก็ไม่เป็นไร เป็นยูเรเนี่ยมที่ไม่ใช่ตัวที่มาทำระเบิดครับ อย่างไรก็ดี หากมีท่านผู้รู้จะช่วยแนะนำ ผมก็ขอขอบพระคุณล่วงหน้ามา ณ ที่นี้ด้วยเลยครับ
     

แชร์หน้านี้

Loading...