บทความให้กำลังใจ (ต่อยอดด้วยมิติทางจิตใจ)

ในห้อง 'จักรวาลคู่ขนาน' ตั้งกระทู้โดย supatorn, 8 พฤษภาคม 2017.

  1. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    40,440
    กระทู้เรื่องเด่น:
    169
    ค่าพลัง:
    +33,013
    LPBua mind.jpg
    เพราะพอใจในสิ่งที่มีอยู่จึงไม่กระตือรือร้นและไม่ก้าวหน้า

    พระไพศาล วิสาโล
    ปุจฉา - กราบนมัสการ หนูเป็นพุทธศาสนิกชนผู้โง่เขลา ขอพระอาจารย์โปรดเมตตาชี้แนะในการแสวงหาความเข้าใจทางธรรมให้แก่หนูด้วยค่ะ คือ หนูเพิ่งได้อ่านที่อาจารย์ได้ชี้แนะเรื่องความสุขทางโลก และความสุขทางธรรม หนูขอเรียนถามว่า หนูเป็นคนหนึ่งที่ เชื่อว่าเป็นคนติดสุข พอเห็นว่าสภาพ/สถานภาพ ของตนเองดีกว่าอดีตแล้วก็พอใจ ทำให้ไม่ก้าวหน้า ติดกับความสุขที่ได้รับในปัจจุบัน ซึ่งดีเลิศหรือยัง ก็ไม่ใช่ แต่หนูมีความพอใจในสิ่งที่มี จนขาดความกระตือรือร้น

    หนูควรจะมีวิธีคิด หรือมุมมองเช่นไรคะ ที่จะทำให้ไม่ติดสุข ทั้งๆ ที่หนูรู้ว่ามันทำให้หนูไม่ก้าวหน้า แต่หนูก็คิดว่า เราเป็นคนที่พอใจแล้วในขณะนี้ที่เราเป็นอยู่ กราบขอบพระคุณค่ะท่าน ที่เมตตา

    วิสัชนา - ความพอใจสิ่งที่มี หรือ 'สันโดษ' นั้น ไม่ได้ทำให้งอมืองอเท้า หรือขาดความกระตือรือร้น ความพอใจสิ่งที่มีทำให้เรามีความสุขได้ง่าย ไม่ว่าได้เท่าไหร่ก็พึงพอใจ แต่ก็ยังมีความขยันหมั่นเพียร ทั้งนี้ไม่ใช่ทำเพื่อตัวเอง หรือเพื่อให้ตัวเองมีมากขึ้นเรื่อยๆ แต่ทำไปเพื่อให้งานนั้นดีขึ้นเรื่อยๆ หรือเพื่อประโยชน์ของส่วนรวม ส่วนผลตามมาที่จะเกิดแก่ตัวเองนั้นเป็นผลพลอยได้

    มีผู้คนเป็นอันมากที่ต้องการน้อย ทำงานนิดหน่อยก็ได้เงินตามที่ต้องการแล้ว แต่เขาก็ยังขยันทำงาน ทั้งนี้เพื่อเอาเงินที่ได้ไปทำสาธารณประโยชน์ หรือช่วยเหลือผู้ทุกข์ยาก อย่างไรก็ตามหากเข้าใจสันโดษไม่ถูกต้อง ก็จะกลายเป็นคนงอมืองอเท้าได้ ด้วยเหตุนี้เมื่อพระพุทธองค์สอนเรื่องสันโดษ จึงทรงแนะให้มีวิริยะหรือความเพียรคู่กันด้วย ซึ่งจะช่วยให้สันโดษได้อย่างถูกต้อง

    การที่คุณมีความพอใจในสถานภาพของตนเองนั้นดีแล้ว แต่ก็ควรมองต่อไปด้วยว่างานที่คุณทำอยู่นั้นมีอะไรที่ควรปรับปรุงหรือทำให้ดีขึ้นบ้าง มีงานใดบ้างในหน่วยงานของคุณที่ยังไม่ได้ทำหรือยังทำได้ไม่ดีพอ คุณก็เข้าไปช่วยทำงานส่วนนั้น ถ้าคุณมองแบบนี้จะพบว่า มีอะไรให้ทำอีกมากมาย
    :- https://visalo.org/article/KomChadLuek570605.html
     
  2. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    40,440
    กระทู้เรื่องเด่น:
    169
    ค่าพลัง:
    +33,013
    DisappointGainDhamma.jpg
    มีและเป็นอย่างไรถึงจะไม่ทุกข์

    พระไพศาล วิสาโล
    ชีวิตคนเราส่วนใหญ่หมุนเวียนไปตามความอยาก มีความอยากเป็นตัวผลักดันให้โลดแล่นไป ความอยากของคนเรานั้นจะว่าไปก็หนีไม่พ้นความอยากมี กับความอยากเป็น เช่น อยากมีเงินมีทอง อยากมีชื่อเสียงเกียรติยศ หรืออยากเป็นคนเด่นคนดัง เป็นนักกีฬา เป็นดารา แต่ไม่ว่าจะมีอะไรหรือเป็นอะไร ถ้าอยากมีอยากเป็นแล้วก็ทำให้ทุกข์ทั้งนั้น ไม่ใช่ทุกข์เพียงเพราะมีความอยากเท่านั้น แม้ได้มีได้เป็นสมอยากในที่สุดก็ทุกข์เช่นกัน

    ทันทีที่มีความอยากขึ้นมาใจก็เป็นทุกข์แล้ว เพราะว่ายังไม่ได้สมอยาก ระหว่างที่ดิ้นรนขวนขวายไปหาสิ่งนั้นมาก็ทุกข์อีก ต้องเจออุปสรรคมากมายกว่าจะฟันฝ่าจนได้มา ครั้นได้มาแล้วก็ทุกข์ในการที่ต้องรักษา ต้องดูแล กลัวคนจะมาแย่งเอาไป ครั้นสิ่งที่หามาได้เกิดเสื่อมไปหรือถูกคนแย่งชิงไป ก็ทุกข์อีก เห็นได้ว่าทุกขั้นตอนของความอยาก เริ่มจากการมีความอยาก ไปจนถึงการตอบสนองความอยาก และรักษาสิ่งที่ตนอยากเอาไว้ ล้วนเต็มไปด้วยความทุกข์ เราทุกข์เพราะกลัวความพลัดพรากสูญเสีย จึงต้องดิ้นรนเพื่อป้องกันการพลัดพรากสูญเสียเอาไว้ แต่บ่อยครั้งก็ไม่สามารถป้องกันไว้ได้ เพราะความพลัดพรากสูญเสียเป็นธรรมดาของชีวิต

    แต่ถึงแม้ความพลัดพรากสูญเสียยังไม่เกิด ทรัพย์สมบัติของเรายังคงอยู่ในสภาพเดิม เราก็หนีความทุกข์ไม่พ้น แต่คราวนี้ทุกข์เพราะอยากได้อันใหม่ที่ดีกว่า คนที่มีรถราคาแพงหลายล้านบาท ยากนักที่จะพอใจกับรถคันเดิม ส่วนใหญ่อยากได้รถคันใหม่ที่แพงหรือแรงกว่าเดิม อาหารอร่อยก็เช่นกัน แม้ว่าจะชอบแค่ไหน แต่เมื่อกินไปทุกวันๆ ๆ ก็เบื่อได้ ทั้งๆ ที่รสชาติก็เหมือนเดิม

    มีอะไรก็ตามถ้าเรามีไม่เป็นก็ทุกข์ได้ทั้งนั้น พระพุทธองค์เคยตรัสกับนางวิสาขาซึ่งเศร้าโศกเสียใจที่หลานสาวตาย พระพุทธเจ้าตรัสถามว่า ถ้าคนในกรุงสาวัตถีน่ารักเหมือนหลานของนาง นางจะรักเขาเหมือนหลานไหม นางวิสาขาตอบว่ารัก พระองค์จึงถามต่อว่าคนในกรุงสาวัตถีตายวันละกี่คน นางตอบว่ามากจนนับไม่ได้ พระองค์จึงถามว่า ถ้าเช่นนั้นนางไม่ต้องเศร้าโศกทั้งวันทั้งคืนดอกหรือ แล้วพระองค์ก็ตรัสว่า วิสาขาเอย ผู้ใดมีสิ่งที่รักร้อยสิ่ง ผู้นั้นก็ทุกข์ร้อย ผู้ใดมีสิ่งที่รักเก้าสิบ ผู้นั้นก็ทุกข์เก้าสิบ ผู้ใดมีสิ่งที่รักแปดสิบ ผู้นั้นก็ทุกข์แปดสิบ ผู้ใดมีสิ่งที่รักเพียงหนึ่ง ผู้นั้นก็ทุกข์หนึ่ง ผู้ใดไม่มีสิ่งที่รัก ผู้นั้นก็ไม่มีทุกข์ ไม่มีโศก ไม่มีความคับแค้นใจ

    การมีสิ่งที่น่าพึงพอใจคือสาเหตุแห่งทุกข์ เพราะเมื่อได้มาแล้วก็ต้องมีจากพราก เป็นธรรมดาของโลก ถ้าไปยึดในความมีหรือยึดติดถือมั่นในสิ่งที่มีแล้วก็เตรียมใจทุกข์ได้เลย มีอะไรก็ตาม ถ้าไม่อยากทุกข์ ก็อย่าไปยึดมั่นในสิ่งนั้น คือมีโดยใจไม่ได้เข้าไปยึดครอง พูดอีกอย่างหนึ่ง ให้เรามีเหมือนกับไม่มี

    ทีนี้เราลองหันมาดูความเป็นบ้าง ใคร ๆ ก็อยากเป็นคนเก่ง แต่พอรู้ว่ามีคนอื่นเก่งกว่า ก็ไม่สบายใจ เกิดความอิจฉาริษยา ถ้ามีใครมาวิจารณ์ว่าไม่เก่ง ก็โมโห หรือเล่นกีฬาแล้วแพ้ก็เป็นทุกข์ ทั้งๆ ที่การแพ้เป็นเรื่องธรรมดา แต่ทุกข์เพราะว่าฉันเป็นคนเก่ง คนเก่งต้องไม่แพ้ ในทำนองเดียวกันใครที่เป็นคนเด่นคนดัง แต่ถ้าไปไหนไม่มีคนทักหรือคนรู้จัก ก็เป็นทุกข์

    แม้แต่ความเป็นแม่เป็นพ่อ ทันทีมีความสำนึกขึ้นมาว่าฉันเป็นพ่อเป็นแม่ สิ่งที่เกิดขึ้นตามมาก็คืออยากจะให้ลูกเคารพเชื่อฟัง ไม่อยากให้โต้เถียงเรา นี่เป็นกิเลสอย่างหนึ่งที่ติดมากับความเป็นแม่หรือความเป็นพ่อ แต่พอลูกไม่เป็นอย่างที่เราคาดหวังก็เป็นทุกข์ เรียกว่าความเป็นแม่ความเป็นพ่อมันกัดเรา

    มีตัวอย่างแม่คนหนึ่งที่กลุ้มใจเรื่องลูก ลูกเอาแต่เล่นเกมออนไลน์ การบ้านไม่ทำ การเรียนไม่เอาใจใส่ ไม่สนใจอะไรทั้งสิ้น เรียกให้มากินข้าวก็ไม่กิน นอนก็ไม่เป็นเวล่ำเวลา พอแม่ว่ากล่าวมาก ๆ ลูกก็ไม่พอใจตามประสาวัยรุ่น จนถึงกับปั้นปึ่ง ไม่พูดกับแม่ แม่ก็น้อยอกน้อยใจว่าอุตส่าห์เลี้ยงลูกมาด้วยความรัก แต่ลูกมาทำกับแม่อย่างนี้ จึงยื่นคำขาดว่า ถ้าลูกไม่พูดด้วยแม่จะโดดตึก แล้วลูกก็ไม่พูดกับแม่จริงๆ แม่เสียใจมากจึงกระโดดตึกตายจริง ๆ อย่างนี้เรียกว่าถูกความเป็นแม่ทำร้ายเอา คือไปยึดถือกับความเป็นแม่มาก สำคัญว่าฉันเป็นแม่ ดังนั้นลูกต้องเชื่อฟังฉัน ต้องไม่เย็นชากับฉัน แต่เมื่อไม่ได้รับสิ่งนั้นจากลูก ก็น้อยเนื้อต่ำใจ หัวใจสลาย จนทำร้ายตัวเอง

    ไม่ว่าเป็นอะไรก็ตามย่อมทุกข์ได้ทั้งนั้น เพราะว่าเรามักจะเป็นกันไม่ถูก นั่นคือไปยึดความเป็นนั่นเป็นนี่เอาไว้ ทั้งๆ ที่มันเป็นแค่สมมุติ เด็กนักเรียนที่สอบได้ที่ ๑ จากโรงเรียนในชนบท อาจจะคิดว่าตัวเองเก่ง แต่ที่จริงมันเป็นแค่สมมุติที่หาความแน่นอนไม่ได้ เพราะพอไปเรียนในกรุงเทพ ฯ กลับสอบได้อันดับท้าย ๆ แต่ถ้าหากว่าเรารู้ทันว่าความเป็นคนเก่งนั้นเป็นเรื่องสมมุติ เราก็พร้อมที่จะปล่อยวางได้ และไม่ไปเป็นทุกข์กับมันยามมันเสื่อมสลายไป หรือในยามที่คนอื่นเขาไม่รับรู้สมมุติเหล่านั้น

    จะมีอะไรก็ต้องมีให้ถูก คือไม่ยึดมั่นถือมั่น พร้อมรับความเปลี่ยนแปลงและความพลัดพรากสูญเสีย จะเป็นอะไรก็เป็นให้ถูก คือรู้ว่าสิ่งที่เป็นนั้นเป็นแค่สมมุติ จะเป็นคนเก่ง คนดัง คนใหญ่คนโต เป็นอธิบดี ปลัดกระทรวง หรือผู้อำนวยการ ก็ล้วนเป็นสมมุติที่พร้อมจะแปรเปลี่ยนไป ไม่มีวันยั่งยืนได้ และถึงแม้จะยังไม่แปรเปลี่ยน แต่มันก็เจือไปด้วยทุกข์

    แต่ถ้าให้ดีที่สุดก็คือคือว่าไม่สำคัญมั่นหมายว่ามีหรือเป็นอะไรเลย เคยมีพราหมณ์ผู้หนึ่งเห็นพระพุทธองค์ว่ามีผิวพรรณวรรณะผ่องใส จึงถามพระองค์ว่า ท่านเป็นเทวดาหรือ พระพุทธองค์ทรงตอบปฏิเสธ พราหมณ์ถามต่อไปว่า ถ้าเช่นนั้นท่านคงเป็นคนธรรพ์ พระองค์ก็ปฏิเสธอีก พราหมณ์จึงพูดต่อว่า ท่านคงจะเป็นยักษ์แน่ พระองค์ก็ปฏิเสธ พราหมณ์จึงพูดว่า ท่านคงจะเป็นมนุษย์กระมัง พระพุทธองค์ทรงตอบว่าไม่ได้เป็น สุดท้ายพราหมณ์ก็เลยถามว่า ถ้าเช่นนั้นท่านเป็นอะไร พระองค์ทรงตอบว่า กิเลสที่เป็นเหตุให้ได้ชื่อว่าเป็นเทวดาก็ดี เป็นคนธรรพ์ก็ดี เป็นยักษ์ก็ดี เป็นมนุษย์ก็ดี เราได้ละหมดแล้ว สุดท้ายพระองค์ก็ตรัสกับพราหมณ์ว่า จงถือว่าเราเป็นพุทธะเถิด

    พระพุทธองค์ไม่ทรงถือว่าพระองค์เป็นอะไรเลย แต่หากจะเรียกขาน ก็ขอให้เรียกพระองค์ว่าพุทธะ ทั้งนี้เพราะพระองค์ตระหนักว่าการเป็นอะไรก็ตาม ล้วนเป็นเรื่องสมมติ ถ้าเข้าไปยึดมั่นสำคัญหมายก็ทำให้เป็นทุกข์ทั้งนั้น

    เพราะฉะนั้นจะมีหรือเป็นอะไรก็ตาม อย่าเผลอเข้าไปยึดมั่นสำคัญหมายว่านั่นเป็นตัวเราหรือของเราจริง ๆ มิฉะนั้นจะถูก “ตัวกู ของกู”กัดเอาจนหาความสุขไม่ได้
    :-
    https://visalo.org/article/bkkB000003.htm
     
  3. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    40,440
    กระทู้เรื่องเด่น:
    169
    ค่าพลัง:
    +33,013
    BabyBeer.jpg
    ทางออกอยู่ที่ทางเข้า

    ภาวัน
    เมื่อมีปัญหา ใคร ๆ ก็ย่อมแสวงหาทางออก แต่บ่อยครั้งเรามักได้ยินผู้คนบ่นว่า “ไม่มีทางออก ๆ” อันที่จริงทางออกนั้นมีเสมอ แต่ถ้าไม่เจอก็มักเป็นเพราะมองไม่ถี่ถ้วนหรือมองไม่รอบด้าน เพราะถ้าเพียงแต่เหลียวหลังไปดู ก็จะพบว่าทุกปัญหา โดยเฉพาะที่สร้างความทุกข์ใจ มีทางออกอย่างน้อยก็ทางหนึ่ง นั่นคือทางเข้า

    เข้าทางไหน เราก็สามารถออกทางนั้นได้ เป็นแต่ผู้คนจำนวนส่วนใหญ่มองไม่เห็น หรือถึงมองเห็นก็ไม่คิดว่านั่นจะเป็นทางออกได้

    คนที่เล่นการพนันจนหมดตัว แถมมีหนี้สินท่วมหัว จะบากหน้ายืมเงินใครก็ไม่ได้เพราะไม่มีคนเชื่อถือ ย่อมรู้สึกจนตรอก หมดทางออก หาไม่ก็เห็นว่าทางออกคือ ปล้น จี้ ขายยาบ้า เท่านั้น แต่ที่จริงทางออกที่ดีกว่านั้นมีอยู่นั่นคือเลิกเล่นการพนัน ใช่หรือไม่ว่าการพนันคือประตูพาสู่ความฉิบหายที่กำลังเกิดขึ้นกับเขา ถ้าอยากออกจากภาวะดังกล่าว ก็ต้องเริ่มต้นด้วยการก้าวขาออกจากประตูนั้น

    เมื่อพบว่ากิจการของตนกำลังตกต่ำย่ำแย่ นักธุรกิจหลายคนพยายามหาทุนมาค้ำจุนกิจการนั้น แต่ทุ่มเงินลงไปเท่าใด สถานการณ์ก็ไม่ดีขึ้น จึงขายสมบัติที่มีอยู่ด้วยความหวังว่าเงินที่ได้มาจะช่วยพยุงธุรกิจนั้นให้อยู่รอดได้ แต่ยิ่งทำปัญหาก็ยิ่งลุกลาม ฉุดเอาอะไรต่ออะไรลงเหวไปด้วย ถึงตรงนี้ก็รู้สึกมืดแปดด้าน ทางออกไม่หลงเหลือยกเว้นแต่การฆ่าตัวตาย แต่เขาลืมไปว่าในเมื่อเป็นทุกข์เพราะแบกกิจการนั้นเอาไว้ ทางออกก็คือปล่อยมันลงเสีย

    เข้าทางไหน ก็ออกทางนั้นได้ แต่หลายคนไม่ยอมออกตรงทางเข้า เพราะมองไม่เห็นว่ามันจะเป็นทางออกได้ อะไรบังตาเขาไว้ คำตอบคือความยึดติดถือมั่นในบางสิ่งบางอย่าง เช่น ยึดติดหวงแหนกิจการ ทนไม่ได้ที่จะเห็นมันพังไปต่อหน้าต่อตา จึงมีพฤติกรรมไม่ต่างจากคนที่กอดหีบสมบัติที่กำลังดำดิ่งลงสู่ก้นทะเลด้วยความหวังว่าจะกู้มันขึ้นมาได้ ผลก็คือไม่เพียงสูญเสียทรัพย์เท่านั้นแต่ยังสูญเสียสิ่งที่สำคัญกว่านั้นคือชีวิต

    เมื่อมองว่าอะไรเป็นปัญหา ความทุกข์ใจก็เกิดขึ้นทันที ทำไมจึงมองว่ามันเป็นปัญหา ก็เพราะมันกระทบกับสิ่งที่เรายึดติดถือมั่น ไม่ว่าสิ่งนั้นจะเป็น กำไร สุขภาพ ความรัก ครอบครัว ความสำเร็จ พูดอีกอย่างก็คือ ความทุกข์ใจเกิดขึ้นเพราะความยึดติดถือมั่น ยิ่งยึดมั่นก็ยิ่งเป็นทุกข์เมื่อมันไม่เป็นดั่งใจ ความยึดมั่นจึงเป็นเสมือนประตูสู่ความทุกข์ ถ้าไม่อยากทุกข์ต่อไป ก็เพียงแต่เดินออกทางประตูนั้น นั่นคือการปล่อยวาง

    ผู้คนมักคิดว่าทางออกอยู่ที่การสร้างทางเลือกใหม่ หรือทำนั่นทำนี่เพื่อมีทางไปต่อ จะได้ห่างไกลจากความทุกข์ แต่บางครั้งนั่นก็เป็นแต่เพียงการซื้อเวลาหรือสร้างความหวังลม ๆ แล้ง ๆ เท่านั้น ในเมื่อสาเหตุที่แท้จริงของความทุกข์อยู่ที่การแบกหินก้อนหนัก ไม่ว่าจะเติมแต่งหินให้สวยงามอย่างไร มันก็ยังหนักอึ้งอยู่นั่นเอง ทางเดียวที่จะหมดทุกข์หมดปัญหาก็คือการวางมันลงเสีย

    ความยึดมั่นเป็นต้นตอของความทุกข์ ขณะเดียวกันมันก็บังตาผู้คนจนมองไม่เห็นว่าทางออกนั้นอยู่ที่ทางเข้านั่นเอง ผลก็คือหลงวนอยู่ในปัญหาจนหมดสภาพไปในที่สุด
    :- https://visalo.org/article/Image255803.html


     
  4. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    40,440
    กระทู้เรื่องเด่น:
    169
    ค่าพลัง:
    +33,013
    HappyMiseryTruth.jpg
    ก้าวใหม่สู่ชีวิตใหม่

    พระไพศาล วิสาโล
    สุขหรือทุกข์ของคนเราขึ้นอยู่กับปัจจัยสองส่วน คือปัจจัยภายนอกและปัจจัยภายใน ในบรรรดาปัจจัยสองส่วนนี้ ปัจจัยภายในคือตัวเรามีความสำคัญที่สุด บางครั้งปัจจัยภายนอกไม่มีอะไรน่ากลัวหรืออันตรายเลย แต่เหตุใดเราถึงเป็นทุกข์ ละอองเกสรนั้นไม่มีพิษมีภัย แต่หลายคนกลับมีอาการแพ้อย่างแรง บางคนแพ้อาหารทะเล กินแล้วเป็นต้องเกิดผดผื่นคัน ละอองเกสรหรืออาหารทะเลนั้นไม่ได้เป็นปัญหามากเท่ากับปฏิกิริยาบ้าคลั่งจากบางส่วนในร่างกายของเรา

    คนเราล้มป่วยได้ไม่ได้เพราะเชื้อโรคอย่างเดียว แต่ยังเป็นเพราะภูมิคุ้มกันในร่างกายของเราอ่อนแอด้วย จึงปล่อยให้เชื้อโรคลุกลามและอาละวาดได้ ขณะที่บางคนมีเชื้ออย่างเดียวกันอยู่ในร่างกาย แต่ไม่เป็นอะไรเลย เนื่องจากภูมิคุ้มกันสามารถควบคุมมันไม่ให้ขยายตัวได้ คนที่ตายเพราะโรคซารส์หรือไข้หวัดนก ปอดของเขาถูกทำลายยับเยินไม่ใช่เพราะพิษจากเชื้อไวรัสที่แปลกปลอม แต่เกิดจากภูมิคุ้มกันในร่างกายของเขาเองที่เข้าไปทำลายเนื้อเยื่อ โดยปล่อยสารเคมีออกมาซึ่งทำให้ปอดอักเสบอย่างรุนแรง นอกจากเนื้อเยื่อที่ดีจะตายแล้ว หลอดเลือดในปอดยังรั่ว ทำให้เลือดและของเหลวท่วมปอด จนถึงแก่ความตายได้ พูดง่าย ๆ ก็คือภูมิคุ้มกันเหล่านี้ “โอเวอร์รีแอคท์” จนกลายเป็นอันตรายต่อร่างกายของตัวเอง

    ความทุกข์ทางใจก็เช่นเดียวกัน ปัจจัยภายนอกไม่สำคัญเท่ากับปัจจัยภายใน คือการวางจิตวางใจของเราเอง อยู่ในบ้านคนเดียว แม้ไม่มีใครมาก่อกวนรังควานเลย แต่ใจกลับผวาจนไม่เป็นอันทำอะไร เพราะปรุงแต่งไปต่าง ๆ นานา หาไม่ก็ฟุ้งซ่านกระสับกระส่ายเพราะคุมความคิดไม่อยู่ คนจำนวนไม่น้อยแม้จะอยู่ในบ้านที่เต็มไปด้วยพ่อแม่พี่น้อง เต็มไปด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกมากมาย แต่กลับเป็นทุกข์เพราะรู้สึกอ้างว้าง การสำรวจเมื่อเร็ว ๆ นี้พบว่า เยาวชนในกรุงเทพ ฯ ใช้เวลาอยู่กับโทรศัพท์มือถือวันละสามชั่วโมงโดยเฉลี่ย เหตุผลหลักคือ “เหงา”

    เวลาเป็นทุกข์เพราะถูกตำหนิ จนกินไม่ได้นอนไม่หลับ เรามักโทษคนที่พูดเช่นนั้นกับเรา แต่เราลืมนึกไปว่าลมปากของเขานั้นสลายไปกับอากาศธาตุนานแล้ว เหตุใดคำพูดของเขาจึงยังดังก้องอยู่ในหัวของเราครั้งแล้วครั้งเล่า แถมยังชัดเจนเหมือนกับเปิดเทปกรอกหูซ้ำแล้วซ้ำอีก ใครกันที่จดจำคำพูดของเขาจนประทับแน่นในใจ ซ้ำยังเอามาทวนย้ำซ้ำเติมตัวเองไม่หยุดหย่อน แม้เขาอาจพูดด้วยวาจาสุภาพ ด้วยความปรารถนาดี แต่เหตุใดมันจึงกลายเป็นเสมือนค้อนทุบใจเรา เป็นเพราะเขาหรือเรากันแน่

    ที่จริงไม่ใช่ใจเราดอกที่รู้สึกเหมือนถูกค้อนทุบเมื่อได้ฟังถ้อยคำดังกล่าว แต่เป็นกิเลสหรืออัตตาต่างหากที่เจ็บปวด ความหลงตัวพองตนว่า “กูแน่”กลับมีอาการฝ่อบุบบี้ไปทันทีเมื่อถูกคนตำหนิ วิจารณ์ หรือเพียงแต่ไม่ชื่นชมอย่างที่เราหวังเท่านั้น แต่เมื่อกิเลสหรืออัตตาเจ็บปวดทุรนทุราย ควรหรือที่เราจะไปเจ็บปวดกับมันด้วย หรือเหมาเอาความเจ็บปวดของมันมาเป็นของเราแทน ที่จริงควรยินดีด้วยซ้ำที่เห็นมันถูกทรมาน มันจะได้เลิกพองตนเสียที จะได้ไม่มีเรี่ยวแรงมาขี่คอข่มขู่เราอย่างที่แล้วมา บางคนฉลาดที่จะมองเห็นประโยชน์จากคำตำหนิ อย่างน้อยก็ทำให้เห็นจุดบกพร่องที่ควรแก้ไข ช่วยให้ผลงานออกมาดีขึ้น ด้วยเหตุนี้คุณเล็ก วิริยะพันธุ์ ผู้ก่อสร้างเมืองโบราณ จึงกล่าวว่า “วันไหนไม่ถูกตำหนิ วันนั้นเป็นอัปมงคล” คำตำหนิไม่อาจทำให้เราทุกข์ได้เลย กลับเป็นประโยชน์ด้วยซ้ำ หากเรารู้จักมอง

    เมื่อรู้ข่าวว่าเป็นโรคร้าย ทั้ง ๆ ที่ก้อนมะเร็งยังไม่ได้ก่อกวนร่างกายเลย เพราะยังเล็กกระจิริดอยู่ แต่หลายคนกลับทรุดลงทันที ไม่มีเรี่ยวแรง กินไม่ได้ นอนไม่หลับ เซื่องซึม ไร้ชีวิตชีวา อะไรทำให้เขาเป็นเช่นนั้น เป็นเพราะก้อนมะเร็งกระนั้นหรือ หรือว่าเป็นเพราะใจของเขาที่นึกไปถึงวันตายข้างหน้า ทั้ง ๆ ที่ยังอยู่อีกไกล
    มะเร็งทำอะไรจิตใจเราไม่ได้ หากใจเราไม่ทำร้ายตัวเอง มะเร็งทำร้ายได้ก็แต่ร่างกายของเราเท่านั้น แต่เมื่อวางใจไว้ถูก มะเร็งกลับมีประโยชน์ต่อชีวิต หลายคนพบธรรมะหรือจุดหมายของชีวิตหลังจากเป็นมะเร็ง มรณสติที่มะเร็งช่วยเตือนให้ระลึกถึงบ่อย ๆ ทำให้คนจำนวนไม่น้อยเห็นคุณค่าของชีวิตและใช้ทุกวินาทีที่เหลืออยู่อย่างมีคุณค่า แทนที่จะมัวเสพสุขหรือหาเงินอย่างเคย ผลก็คือคุณภาพชีวิตดีขึ้น มีความสุขสงบในจิตใจมากขึ้นอย่างไม่เคยประสบมาก่อน ด้วยเหตุนี้หลายคนจึงพูดว่า “โชคดีที่เป็นมะเร็ง” ขณะที่บางคนบอกว่า “โชคดีที่เป็นแค่มะเร็งสมอง” ด้วยเหตุผลที่ไม่ซับซ้อนแต่นึกไม่ถึง นั่นก็คือหากเธอเป็นมะเร็งปากมดลูกจะต้องเจ็บปวดทุกข์ทรมานกว่านี้มาก

    หลายคนประสบเหตุร้ายจนพิการ แต่เมื่อปรับตัวได้ คนพิการเหล่านี้กลับมีความสุขมากกว่าหลายคนที่มีอาการครบ ๓๒ บางคนสามารถสร้างสรรค์ผลงานชั้นเลิศทั้ง ๆ ที่ทุพพลภาพตั้งแต่คอลงมา แม้มือใช้การไม่ได้ แต่ก็ยังมีปากงับพู่กันวาดภาพแต่ละชิ้นราคานับแสน จนสามารถเลี้ยงพ่อแม่และน้อง ๆ ได้ทั้งบ้าน บางคนกลายเป็นอาจารย์กรรมฐาน หลังจากประจักษ์แจ้งในความจริงที่ว่า กายต่างหากที่พิการ แต่ใจไม่ได้พิการด้วย เมื่อใจลาออกจากความพิการ จิตก็สดใสแจ่มกระจ่าง

    ไม่ว่าปัจจัยภายนอกจะเป็นอย่างไร เงินฝืดเคือง สูญเสียทรัพย์สิน งานการไม่ก้าวหน้า ตำแหน่งติดตัน คนรักตีจาก เพื่อนพ้องพลัดพราก หรือแม้เคราะห์กรรมจะมากระทบกับร่างกาย จนสุขภาพเสื่อมทรุด ร่างกายไม่สมประกอบ ทั้งหมดนี้ก็ไม่ทำให้เราทุกข์ได้หากใจยังมีสติมั่นคง ไม่จมปลักอยู่กับอดีตที่หวานชื่น หรือหมกมุ่นกับอนาคตที่หม่นมอง อีกทั้งไม่เผลอใจไปยึดเอาความทุกข์ของกิเลสมาเป็นของใจ มีปัญญาที่รู้จักใช้ประโยชน์จากทุกสถานการณ์ และจากทุกอย่างที่ยังมีอยู่กับตัว ตระหนักว่าทุกอย่างที่เกิดกับเรานั้นดีเสมอ อย่างน้อย ๆ ก็ดีที่มันยังไม่เลวมากไปกว่านี้

    ปีใหม่นี้ใคร ๆ ก็ปรารถนาจะเห็นโชคลาภ ความสำเร็จ ชื่อเสียงเกียรติยศพร้อมพรั่งบริบูรณ์รออยู่เบื้องหน้า แต่จะดีกว่าหากมองเข้ามาที่ใจของเราด้วยความหวังว่าธรรมทั้งหลาย มี สติ ปัญญา สมาธิ เป็นต้นจักเจริญงอกงามเพื่อเป็นเครื่องคุ้มครองใจ โดยไม่หวั่นกลัวเคราะห์ภัยใด ๆ เพราะมั่นใจว่าธรรมเหล่านี้จะสามารถเปลี่ยนทุกข์ให้เป็นสุข เปลี่ยนเคราะห์ให้เป็นโชคได้ แต่หวังเท่านั้นย่อมไม่พอ ต้องลงมือบำรุงเลี้ยงธรรมดังกล่าวด้วย โดยควรถือเอาศักราชใหม่เป็นนิมิตหมายสำหรับการสร้างคุณภาพใหม่ให้แก่จิตใจเพื่อชีวิตใหม่ที่เปี่ยมสุข
    :-
    https://visalo.org/article/bkkB254912.htm
     
  5. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    40,440
    กระทู้เรื่องเด่น:
    169
    ค่าพลัง:
    +33,013
    chayasaropikkuBrain.jpg
    ชีวิตที่ขาดมะนาวไม่ได้

    By : รินใจ
    เช้าวันนี้ แทนที่อาจารย์จะเริ่มต้นด้วยการบรรยายวิชาปรัชญา กลับยกลังใบหนึ่งมาตั้งไว้บนโต๊ะหน้าชั้น แล้วหยิบขวดโหลใบใหญ่ที่ว่างเปล่าออกมา จากนั้นก็เอาลูกมะนาวมาใส่ทีละลูกจนเต็ม อาจารย์ถามว่าขวดโหลเต็มแล้วยัง นักศึกษาพยักหน้า

    แล้วอาจารย์ก็เอากรวดเทลงไปในขวดโหลพร้อมกับเขย่า จนกรวดเข้าไปอัดเต็มช่องว่างระหว่างลูกมะนาว อาจารย์ถามอีกว่าขวดโหลเต็มแล้วยัง นักศึกษาตอบว่าเต็มแล้ว


    ทีนี้อาจารย์ก็เททรายใส่ลงไปในขวดโหลจนเต็ม อาจารย์ถามเช่นเคยว่าขวดโหลเต็มแล้วใช่ไหม นักศึกษาตอบว่าใช่ แต่ในใจยังงงอยู่ว่าอาจารย์ต้องการบอกอะไร

    อาจารย์รู้ว่านักศึกษากำลังคิดอะไรอยู่ แต่แทนที่จะเฉลย กลับคว่ำขวดโหลลงในลัง จนทุกอย่างไหลออกมาหมด เมื่อขวดโหลว่างเปล่าแล้ว ทีนี้อาจารย์ก็เททรายใส่เข้าไปจนเต็มอีกครั้งหนึ่ง แล้วชูขวดขึ้นถามนักศึกษาว่า “มีใครบ้างที่สามารถใส่มะนาวหรือก้อนกรวดลงไปในขวดโหลใบนี้ได้บ้าง ?” นักศึกษาทุกคนล้วนส่ายหัว

    ทีนี้อาจารย์ก็เฉลยว่า “ขวดโหลใบนี้ก็เปรียบเสมือนชีวิตของเรา ลูกมะนาวหมายถึงสิ่งที่มีความสำคัญในชีวิต ได้แก่ ครอบครัว มิตรสหาย คุณงามความดี สุขภาพ ความสุขใจ รวมถึงสิ่งสูงสุดที่เรานับถือ คนเราแม้ว่าจะมีสิ่งอื่นมากมาย แต่ถ้าขาดสิ่งเหล่านี้ไปแล้ว ชีวิตก็ว่างเปล่า ไร้ความหมาย หาความสุขไม่ได้

    “ส่วนกรวดหมายถึงสิ่งสำคัญรองลงมา ที่ช่วยให้ดำรงชีวิตได้อย่างปกติสุข เช่น วิชาความรู้ อาชีพการงาน เงิน บ้าน รถยนต์ ส่วนทรายก็คือ ความสนุกสนาน เพลิดเพลิน รวมทั้งสิ่งละอันพันละน้อยในชีวิต ที่แม้จะเพิ่มสีสันให้กับชีวิต แต่ถึงขาดไปก็ไม่ทำให้ชีวิตเป็นทุกข์”

    อาจารย์อธิบายต่อ “ขวดโหลใบนี้จะจุลูกมะนาว ก้อนกรวด และทราย ได้ครบหมดก็ต่อเมื่อเราใส่ลูกมะนาวก่อน ตามด้วยก้อนกรวด และทรายเป็นอันดับสุดท้าย ฉันใดก็ฉันนั้น ชีวิตของเราจะครบถ้วนสมบูรณ์ก็ต่อเมื่อให้เวลากับสิ่งสำคัญก่อน เช่น มีเวลาให้กับครอบครัว ใส่ใจมิตรสหาย เอื้อเฟื้อผู้อื่น ดูแลรักษาสุขภาพทั้งกายและใจ รวมทั้งมีสิ่งดีงามเป็นที่ยึดเหนี่ยวของจิตใจ ลำดับต่อมาคือการให้เวลากับอาชีพการงาน ศึกษาหาความรู้ สะสมทรัพย์สมบัติ เวลาที่เหลือนอกนั้นก็เป็นเรื่องของการเที่ยวเตร่ หาความสนุกสนาน เช่น ดูหนัง ช็อปปิ้ง เป็นต้น”

    พูดจบอาจารย์ก็ถามนักศึกษาว่า “ แต่ถ้าเราให้เวลากับการเที่ยวเตร่สนุกสนานก่อน หรือเอาอาชีพการงานและการแสวงหาทรัพย์สมบัติขึ้นมาเป็นอันดับแรกของชีวิต อะไรจะเกิดขึ้นกับสิ่งสำคัญของชีวิต? ลูกมะนาวจะอยู่ที่ไหน ถ้าเราใส่ทรายหรือกรวดเข้าไปในขวดโหลก่อน ?”

    นิทานเรื่องนี้คงไม่มีประโยชน์หากเรามีเวลาอยู่ในโลกนี้อย่างไม่มีขีดจำกัด แต่ความจริงก็คือเราทุกคนมีเวลาและพลังงานอย่างจำกัด ดังนั้นการจัดลำดับความสำคัญของสิ่งต่าง ๆ ในชีวิตจึงเป็นเรื่องจำเป็น ปัญหาของผู้คนเวลานี้ก็คือไม่ค่อยได้คิดถึงเรื่องนี้เท่าไรนัก ยิ่งไปกว่านั้นก็คือ หลงเข้าใจไปว่าชีวิตนี้มีแต่ทรายและก้อนกรวดเท่านั้น ลืมไปว่ายังมีลูกมะนาวที่เราต้องใส่ใจด้วย

    หลายคนแม้จะรู้ว่าชีวิตนี้ขาดลูกมะนาวไม่ได้ แต่จนแล้วจนรอดก็ไม่มีเวลาที่จะหาลูกมะนาวมาบรรจุไว้ในชีวิต ทั้งนี้ก็เพราะคอยผัดผ่อนอยู่เรื่อย เรื่องเกี่ยวกับครอบครัว สุขภาพกาย สุขภาพใจ มักจะไม่ใช่เรื่องเร่งด่วน ในขณะที่อาชีพการงานนั้นมักจะมี “เส้นตาย” ที่ต้องเร่งทำให้เสร็จ ส่วนบ้านและรถยนต์ก็เต็มไปด้วยเรื่องจุกจิกที่ต้องรีบจัดการภายในเร็ววัน จริงอยู่การเที่ยวเตร่และช็อปปิ้งไม่ใช่เรื่องเร่งด่วน แต่ก็มีเสน่ห์ดึงดูดใจกว่าการออกกำลังกายหรือทำสมาธิ แถมถูกทำให้เป็นเรื่องที่ต้องเร่งตัดสินใจ (เพราะ “ลดกระหน่ำ”เพียงแค่อาทิตย์นี้เท่านั้น) ผลก็คือไม่มีเวลาเหลือสำหรับสิ่งที่สำคัญในชีวิต

    ไม่มีอะไรยากเท่ากับการจัดการตนเอง แต่ก็ไม่มีอะไรเหลือวิสัยหากมีความมุ่งมั่นและการวางแผนที่ดี เริ่มต้นด้วยการวางแผนชีวิตวันนี้ให้มีมะนาวด้วย ไม่ใช่มีแค่กรวดกับทรายเท่านั้น ถ้าจะให้ดีควรเอาตารางประจำวันออกมากาง แล้วใส่มะนาวไปก่อน จากนั้นจึงค่อยเติมกรวดและทรายลงไป เมื่อวางแผนประจำวันเสร็จแล้ว ก็วางแผนให้ครอบคลุมทั้งอาทิตย์ และตลอดเดือน โดยเฉพาะวันหยุดสุดสัปดาห์ ควรเติมมะนาวลงไปมาก ๆ

    ข้อสำคัญก็คืออย่ารอพรุ่งนี้ เดือนหน้า หรือปีหน้า เพราะถึงตอนนั้นอาจจะลืมหรือหมดโอกาสที่จะทำ ถ้าไม่เริ่มต้นเสียแต่วันนี้ พรุ่งนี้อาจสายไปแล้วก็ได้
    :-
    https://visalo.org/article/kidFamily254805.htm

     
  6. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    40,440
    กระทู้เรื่องเด่น:
    169
    ค่าพลัง:
    +33,013
    daisy-animated-gif-7.gif
    ขุมทรัพย์ในกองขยะ

    รินใจ
    ในหมู่ผู้นำวงการสาธารณสุขและงานอาสาสมัครของเมืองไทย น้อยคนที่จะไม่รู้จักมูลนิธิฉือจี้ ฉือจี้เป็นองค์กรการกุศลที่ใหญ่ที่สุดของไต้หวัน มีสมาชิกร่วม ๖ ล้านคน หรือเกือบ ๑ ใน ๔ ของประชากร และมีอาสาสมัครทั่วเกาะนับแสนคน โรงพยาบาลทั้ง ๕ แห่งของฉือจี้มีมาตรฐานสูงเป็นอันดับต้นของประเทศ ส่วนมหาวิทยาลัยและโรงเรียนตั้งแต่ประถมถึงมัธยม ตลอดจนวิทยาลัยอาชีวะ ก็ได้รับการชื่นชมว่าผสานความรู้กับคุณธรรมได้อย่างน่าทึ่ง นอกจากนั้นสถานีโทรทัศน์ของฉือจี้ยังได้รับการยกย่องจากชาวไต้หวันว่าเป็นสถานีที่มีอิทธิพลต่อชีวิตมากที่สุด

    ใครที่ไปเยี่ยมชมกิจการของมูลนิธิฉือจี้ อดแปลกใจไม่ได้ที่พบว่า เบื้องหลังของความสำเร็จอันน่าภาคภูมิใจดังกล่าว คือ “งานแยกขยะ” ทุกวันจะมีอาสาสมัครของฉือจี้กว่า ๕๐,๐๐๐ คนออกไปเก็บขยะตามบ้าน แล้วส่งเข้าโรงงานแยกขยะซึ่งมีอยู่ ๕,๐๐๐ จุดทั่วเกาะ “โรงงาน”เหล่านี้ใช้กำลังคนล้วน ๆ ในการฉีกกระดาษออกเป็นแผ่น ๆ ดึงพลาสติกออกจากสายไฟ แยกวัสดุนานาชนิดออกจากเครื่องยนต์ ฯลฯ ก่อนที่จะส่งเข้าโรงงานรีไซเคิล

    งานแยกขยะเหล่านี้ทำรายได้มหาศาล ปีละ ๔,๐๐๐ ล้านบาท สามารถอุดหนุนกิจการต่าง ๆ ของฉือจี้ได้อย่างเป็นล่ำเป็นสัน เฉพาะสถานีโทรทัศน์ “ต้าอ้าย” ซึ่งออกอากาศ ๒๔ ชั่วโมง งบประมาณ ๑ ใน ๔ มาจากการแยกขยะ

    แต่งานแยกขยะไม่ได้มีความสำคัญเพียงเท่านั้น สิ่งที่สำคัญกว่ารายได้ก็คือ “คน” ฉือจี้ได้อาศัยงานแยกขยะในการฝึกฝนพัฒนาจิตใจของอาสมัคร ให้เป็นคนอ่อนน้อมถ่อมตน ไม่รังเกียจการใช้แรงงาน และมีจิตสำนึกในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม หลายคนหันมาใช้ชีวิตเรียบง่ายมากขึ้น ไม่ใช้ทรัพยากรอย่างสิ้นเปลือง หรือทิ้งของแบบสุรุ่ยสุร่าย บุคคลเหล่านี้จำนวนไม่น้อยเป็นนักธุรกิจ ผู้จัดการ วิศวกร แพทย์ ครูบาอาจารย์ แต่ได้หล่อหลอมตนเองจากงานแยกขยะ จนกลายเป็นอาสาสมัครที่มีคุณภาพ คนเหล่านี้เป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนงานระดับประเทศของฉือจี้ จนขยายสู่สาขาต่าง ๆ กว่า ๓๐ ประเทศ และพร้อมช่วยสงเคราะห์ผู้ประสบภัยพิบัติทั่วโลก รวมทั้งผู้ประสบภัยสึนามิในไทย แผ่นดินไหวในตุรกี และเฮอริเคนในสหรัฐอเมริกา

    ขยะนั้นดูเหมือนต่ำต้อยด้อยค่า แต่ความจริงกลับมีคุณค่าอย่างที่เรานึกไม่ถึง มันไม่เพียงเป็นปัจจัยให้เกิดฐานอันมั่นคงเพื่อรองรับงานบริการที่ถือว่า “สูงส่ง” เช่น การแพทย์ และการศึกษา เท่านั้น แต่ยังช่วยยกระดับจิตสำนึกของผู้คนได้ด้วย คนกลุ่มหนึ่งที่ได้รับอานิสงส์อย่างมากจากงานแยกขยะ คือคนชรา ในโรงงานแยกขยะเหล่านี้อาสาสมัครที่เป็นกำลังหลักคือคนชราหรือผู้ที่เกษียณอายุแล้ว ในสังคมสมัยใหม่คนเหล่านี้มักถูกมองว่าเป็นคนที่ไร้คุณค่า หรือเป็นภาระของสังคม (ผิดกับสังคมชนบท คนแก่ยังมีบทบาทอยู่มาก อย่างน้อยก็ช่วยดูแลหลาน ๆได้) แต่คนชราที่มาเป็นอาสาสมัครแยกขยะ หลายคนพบว่าตนยังมีคุณค่าอยู่ มีบางคนถึงกับพูดว่า ตนคือ “ขยะคืนชีพ”

    การรีไซเคิลขยะ จึงมีความหมายมากกว่าการฟื้นคุณค่าของขยะ หากยังเป็นการฟื้นคุณค่าของคนที่เคยรู้สึกด้อยค่า ไม่มีขยะใดที่ไร้ค่าฉันใด ย่อมไม่มีคนใดที่ไร้ค่าฉันนั้น จะว่าไปแล้วการมองให้เห็นคุณค่าของทุกสิ่งหรือแง่ดีของทุกคนคือหลักการสำคัญของฉือจี้เลยทีเดียว ภิกษุณีเจิ้งเหยียนซึ่งเป็นผู้นำของฉือจี้ถึงกับเน้นย้ำว่า มนุษย์ทุกคนคือโพธิสัตว์ที่เปี่ยมด้วยมหากรุณา ความดีอันยิ่งใหญ่มีอยู่แล้วในจิตใจของทุกคน หน้าที่ของเราคือดึงเอาความดีงามนั้นออกมาใจของเรา รวมทั้งช่วยกันน้อมนำความดีงามออกมาจากจิตใจของผู้อื่นด้วย

    สมาชิกและอาสาสมัครของฉือจี้จะถูกฝึกให้มองส่วนดีของผู้อื่นเป็นหลัก และชื่นชมมากกว่าตำหนิ เพราะการชื่นชมนั้นจะช่วยบ่มเพาะความดีให้งอกงามขึ้นในใจของผู้อื่น รวมทั้งดึงเอาศักยภาพด้านบวกของเขาออกมา หากความดีงามเบ่งบานและศักยภาพด้านบวกถูกกระตุ้นอยู่เสมอก็จะมีพลังเหนือความชั่วและศักยภาพด้านลบได้ เราทุกคนล้วนมีธรรมชาติที่ใฝ่ดีกันทั้งนั้น แต่สาเหตุที่บางคนกลับทำชั่วหรือเกเรก็เพราะความดีในจิตใจนั้นไร้พลัง จึงถูกครอบงำด้วยความเห็นแก่ตัวหรือศักยภาพด้านลบ แต่เมื่อใดที่ศักยภาพด้านบวกมีพลังขึ้นมาจนเอาชนะความชั่วได้ การทำความดีก็ไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป

    ในโรงเรียนของฉือจี้มีนักเรียนคนหนึ่งซึ่งไม่เอาใจใส่ในการเรียนเลย มีกิจกรรมใด ๆ ในชั้นเรียนก็ไม่เคยให้ความร่วมมือ การบ้านก็ทำอย่างขอไปที ครูกระตุ้นเท่าไรก็ไม่ได้ผล มีคราวหนึ่งครูให้นักเรียนวาดภาพ นักเรียนคนนี้ก็ทำตัวเหมือนเดิม คือไม่สนใจ ครูพยายามกระตุ้น แต่นักเรียนก็นิ่งเฉย จนครูขอร้องว่าให้ลองวาดภาพอะไรก็ได้ แค่ตวัดพู่กันเป็นวงกลมก็ยังดี นักเรียนทนครูรบเร้าไม่ไหว จึงตวัดพู่กันเป็นวงกลม ครูเห็นก็ชมด้วยความตื่นเต้นว่า นักเรียนวาดได้ดีมาก และขอให้วาดอีก นักเรียนเกิดมีกำลังใจขึ้นมาจึงตวัดพู่กันอีกภาพหนึ่ง แล้วก็อีกภาพหนึ่ง ๆ ๆ ยิ่งทำก็ยิ่งดีขึ้นเรื่อย ๆ
     
  7. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    40,440
    กระทู้เรื่องเด่น:
    169
    ค่าพลัง:
    +33,013
    (ต่อ)
    นับแต่วันนั้นนักเรียนได้ฝึกตวัดพู่กันซ้ำแล้วซ้ำเล่า ภาพมีคุณภาพดีขึ้นมากจนได้รับการคัดเลือกให้ออกแสดงในงานนิทรรศการของโรงเรียน ในวันแสดงนิทรรศการ นักเรียนผู้นี้สังเกตเห็นเด็กคนหนึ่งยืนจ้องภาพวาดของตัว เจ้าของภาพจึงเดินไปคุยกับเด็กน้อย เด็กน้อยแสดงความชื่นชมภาพนั้น แต่ก็ออกตัวว่าตนเองคงไม่มีปัญญาวาดได้เช่นนั้น ผู้เป็นเจ้าของภาพได้ยินเช่นนั้นจึงให้กำลังใจเด็กน้อยว่า เธอทำได้แน่นอน เธอมีความสามารถอยู่แล้ว ขอให้มีความเพียรก็แล้วกัน

    เราทุกคนมีศักยภาพในการสร้างสรรค์สิ่งประเสริฐ แต่จะทำเช่นนั้นได้หรือไม่ อยู่ที่ว่า
    เราสามารถดึงศักยภาพดังกล่าวออกมาได้มากน้อยเพียงใด แต่สำหรับนักเรียนผู้นี้ อุปสรรคสำคัญอยู่ที่การไม่เห็นคุณค่าของตนเอง จนขาดความมั่นใจที่จะทำอะไร ได้แต่อยู่ไปวัน ๆ แต่คำชมของครูสามารถปลุกความมั่นใจของนักเรียนขึ้นมา และทำให้เขาเกิดพลังแห่งความเพียร จนสามารถพัฒนาศักยภาพให้เจริญงอกงาม กลายเป็นคนใหม่ที่สามารถช่วยให้คนอื่นเกิดพลังที่จะสร้างสรรค์สิ่งดีงามเช่นเดียวกับตน

    การชื่นชมผู้อื่นนั้นสามารถเสริมสร้างกำลังใจให้เขาทำความดีได้ แต่ทุกวันนี้คนส่วนใหญ่ถนัดตำหนิและเก่งในการวิพากษ์วิจารณ์มากกว่า หากมองหาข้อผิดพลาดของคนอื่นได้มากเท่าไร ก็จะรู้สึกภาคภูมิใจว่าตนเก่ง กลายเป็นการเสริมอัตตาของตนมากกว่าที่จะช่วยผู้อื่นให้ดีขึ้น หนักกว่านั้นก็คือตำหนิเพราะมุ่งหมายทำร้ายจิตใจของผู้อื่น แต่ในที่สุดผลร้ายนั้นก็จะย้อนกลับมาที่ตัวเอง คือกลายเป็นคนมองแต่ในแง่ลบ หนักเข้าก็มองตัวเองในแง่ลบด้วย เจออะไรก็ไม่เคยพอใจ เพราะเห็นข้อเสียตลอดเวลา ทั้ง ๆ ที่ข้อดีก็มีอยู่มากมาย แต่มองไม่เห็น เปรียบเสมือนคนที่เห็นแต่รอยด่างเล็ก ๆ ของผืนผ้า ทั้ง ๆ ที่ส่วนใหญ่นั้นขาวสะอาด

    ในทางตรงข้าม การมองเห็นแง่ดีของคนอื่นอยู่เสมอ ทำให้จิตใจฉับไวต่อด้านดีของสิ่งต่าง ๆ เจออุปสรรคหรือความยากลำบาก ก็เห็นข้อดีของมัน ไม่เอาแต่บ่น เมื่อเจ็บป่วยก็ไม่ตีโพยตีพาย เพราะเห็นประโยชน์ของมัน ในยามประสบกับสิ่งที่ไม่น่ายินดี ก็ไม่ทุกข์ เพราะใจยังมองเห็นสิ่งดี ๆ ที่มีอยู่ อาสาสมัครของฉือจี้คนหนึ่งถูกโกงเงินถึง ๖๐ ล้าน ทีแรกก็ทุกข์มาก แต่ไม่นานก็ปล่อยวางได้เพราะเขามาได้คิดว่า ยังมีข้าวสวยหอมกรุ่นกินทุกวัน ทุกคืนยังได้นอนบ้านที่อบอุ่น เขาจึงรู้สึกขอบคุณชีวิตที่มอบสิ่งดี ๆ ให้แก่เขา ความสูญเสียทำอะไรเขาไม่ได้ เพราะจิตใจของเขาฉลาดในการมองเห็นด้านดีของชีวิต ความฉลาดดังกล่าวเกิดขึ้นได้ก็เพราะถูกฝึกให้มองเห็นด้านดีของผู้คนอยู่เสมอ

    หากคุณเป็นคนชอบวิจารณ์ ก่อนที่จะตำหนิใคร ลองถามตัวเองดูว่า เขาทำอะไรได้ดีบ้าง ถ้าคุณมองไม่เห็นเลย นั่นอาจเป็นความบกพร่องของคุณมากกว่าที่จะเป็นความบกพร่องของเขา ในกรณีเช่นนี้คุณควรตั้งใจมองด้านบวกให้มากขึ้น การตั้งกติกาให้ตัวเองว่า ทุก๑ คำตำหนิต้องมาพร้อมกับ ๒ คำชม เป็นวิธีฝึกฝนตนเองให้ฉับไวในการมองเห็นข้อดีและรู้จักชื่นชมชีวิต

    ไม่มีขยะใดที่ไร้ประโยชน์ แม้แต่ปฏิกูลก็ยังเป็นปุ๋ยให้ต้นไม้ หากฉลาดในการเห็นด้านดีของทุกคนและทุกสิ่ง ในที่สุดคุณจะพบว่า สิ่งดี ๆ มีอยู่รอบตัว รวมทั้งความสุขก็มีอยู่กับคุณแล้ว แต่ที่ยังทุกข์อยู่ก็เพราะคุณมองไม่เห็นต่างหาก
    :-
    https://visalo.org/article/sarakadee255008.htm
     
  8. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    40,440
    กระทู้เรื่องเด่น:
    169
    ค่าพลัง:
    +33,013
    becarefullSti.jpg
    รู้ทันความคิด
    พระไพศาล วิสาโล
    อันตรายที่เกิดขึ้นกับมนุษย์ตั้งแต่ไหนแต่ไรมา มักจะมาจากสิ่งภายนอก เช่น จากศัตรู สัตว์ร้าย ภัยธรรมชาติ น้ำเชี่ยว เขาสูง เหวลึก รวมถึงพิษจากผลไม้หรืออาหาร มนุษย์เราอยู่รอดมาได้จนถึงทุกวันนี้ ผ่านมาหลายล้านปี สืบทอดเผ่าพันธุ์กันมา นับแสนนับล้านชั่วอายุคน เพราะเรารู้จักหลบหลีกอันตรายที่มาจากภายนอก ทั้งภัยจากสัตว์และธรรมชาติ สะสมจนกลายเป็นสัญชาตญาณของคนเรา ว่าจะอยู่รอดได้ก็ต้องหมั่นรู้เท่าทันอันตรายจากภายนอก

    แต่สมัยนี้วิถีชีวิตของคนเราไม่ได้มีอันตรายจากภายนอกมากเท่าแต่ก่อน ทุกข์ภัยที่เกิดขึ้นกับผู้คนส่วนใหญ่เป็นทุกข์ทางใจ ไม่ใช่ทุกข์ทางกาย อันตรายที่จะมาบีบคั้นร่างกายของเราให้เดือดร้อนทุกข์ทรมานนั้นน้อยลงไปทุกที สัตว์ร้ายก็ดี ภัยธรรมชาติก็ดี เดี๋ยวนี้มีน้อยมาก จะมีก็แต่ภัยจากเทคโนโลยี รถยนต์ อุปกรณ์ไฟฟ้า เครื่องยนต์ต่างๆ แต่ถึงอย่างไรก็นับว่าเรามีความปลอดภัยมากขึ้น เพราะสิ่งเหล่านั้นเราสามารถควบคุมจัดการได้มากกว่าสิงสาราสัตว์ที่เป็นอันตราย ความหิว ความเจ็บป่วยก็ลดน้อยลงมาก แม้จะไม่หมดไปก็ตาม

    ความทุกข์ที่เกิดขึ้นกับเราทุกวันนี้ถ้ามีร้อยส่วน ก็เป็นความทุกข์กายประมาณ ๓๐ ส่วน อีก ๗๐ ส่วนที่เหลือเป็นความทุกข์ใจ ความทุกข์เพราะพลัดพรากจากสิ่งที่รัก ประสบกับสิ่งที่ไม่รัก หรือปรารถนาสิ่งใดไม่ได้สิ่งนั้น เหล่านี้ล้วนแต่เป็นทำให้ทุกข์ใจ อยากเลื่อนขั้นเลื่อนตำแหน่งแต่ไม่ได้ อยากได้ของชิ้นนั้นชิ้นนี้แต่ไม่ได้ พลัดพรากจากของรัก เช่น เงินหาย ของเสีย แฟนทิ้ง ประสบกับสิ่งที่ไม่รัก อันนี้ไม่ต้องถึงขั้นมีคนมาทำร้าย แค่มีคนมาต่อว่าด่าทอ ติฉินนินทา ตัดพ้อต่อว่า ทำอะไรข้ามหน้าข้ามตา ไม่ให้ความเป็นธรรม พวกนี้ทำให้ทุกข์ใจทั้งนั้น ไม่ใช่ทุกข์กาย แต่แน่นอนถ้าวางใจไม่เป็น จัดการกับความทุกข์ใจไม่ได้ ก็ทำให้เกิดความทุกข์กายตามมา เช่น เจ็บป่วย ป่วยเพราะสร้อยหาย ป่วยเพราะถูกเพื่อนโกงเงิน

    ทุกข์ใจถ้าสะสมมากๆ ก็ทำร้ายเราได้ ทำให้กินไม่ได้นอนไม่หลับ หรืออาจถึงขั้นไม่อยากมีชีวิตอยู่เป็นผู้เป็นคนอีกต่อไป ความทุกข์ใจเกิดจากอะไร เกิดจากอารมณ์ที่สะสมหมักหมม เผาลน หรือบีบคั้นทิ่มแทงใจ อารมณ์เหล่านี้มาจากไหน มาจากความคิด มีความคาดหวังแล้วไม่ได้อย่างที่คาดหวังก็ทุกข์ ความคาดหวังเป็นความคิดอย่างหนึ่งที่เจือด้วยความอยาก เมื่อเรามีความคิดว่าสิ่งนี้ควรสิ่งนี้ไม่ควร แล้วไปเจอสิ่งที่ไม่ควรเข้าก็ทุกข์ใจขึ้นมา เช่น คิดว่าเราควรจะได้รับเงินเดือนมากกว่านี้ ที่ได้รับอยู่มันน้อยไป หรือเจอรถติดทั้งที่เป็นเช้าวันอาทิตย์ เราคิดว่ามันไม่ควรจะติดเลย พอคิดว่าไม่ควรเท่านั้นแหละใจก็ทุกข์เลย

    คนเราทุกข์เพราะความคิด ความคาดหวัง เรียกรวมๆ ว่าเป็นความปรุงแต่งทางใจ ทีแรกก็ปรุงแต่งทางความคิด จากนั้นก็ปรุงแต่งต่อเป็นอารมณ์ เมื่อประสบพบเจอเรื่องที่ไม่เป็นอย่างที่คิด ไม่เป็นไปอย่างที่คาด ก็เกิดความเสียใจ โกรธ น้อยเนื้อต่ำใจ เกิดความทุกข์ขึ้นมาทันที เป็นความทุกข์ใจที่สามารถทำให้กินไม่ได้นอนไม่หลับ ทั้งๆ ที่มีอาหารกินครบสามมื้อ มีบ้านที่อยู่สบาย แต่ไม่สามารถจะกินอิ่มนอนอุ่นได้ ไม่ใช่เพราะขาดแคลน ไม่ใช่เพราะหนาว แต่เพราะว่าทุกข์ที่ใจ ทุกข์เพราะการปรุงแต่งทางใจ

     
  9. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    40,440
    กระทู้เรื่องเด่น:
    169
    ค่าพลัง:
    +33,013
    (ต่อ)
    แต่ถ้าเรารู้ทันความคิดและอารมณ์ปรุงแต่ง มันก็จะไม่เป็นปัญหา ปัญหาคือเราไม่รู้ทัน เราปล่อยให้มันเล่นงานจิตใจ เพราะมัวแต่ไปรับรู้หรือจดจ่อสิ่งนอกตัว พอมีความทุกข์ใจก็ไปโทษสิ่งภายนอก โทษไฟสัญญาณจราจรว่าแดงนานเกินไป ทำไมไม่เขียวสักที โทษรถติดว่าทำให้เราทุกข์ใจ แต่ลองพิจารณาดูนะว่า ไม่ว่าไฟแดงจะนานสักแค่ไหน แต่หากเราไม่มีความคิดว่ามันควรจะเขียวได้แล้ว การติดไฟแดงก็ไม่ได้ทำให้เราทุกข์ใจ หรือถึงรถจะติดมาก แต่เราไม่รีบร้อน การถึงที่หมายช้าก็ไม่ทำให้เราทุกข์ใจ แต่คนเรามักมองไม่เห็นความคิดความอยาก ความคาดหวังที่เกิดขึ้นในใจ แต่กลับไปเพ่งโทษสิ่งภายนอก ที่เป็นเช่นนี้เพราะเรามัวแต่ส่งจิตออกนอก ไม่ได้กลับมาดูใจ รู้ทันความคิดอารมณ์ที่เกิดขึ้น

    การที่เราจะดูใจรู้ทันความคิดไม่ใช่เรื่องยาก ใจของเรามีสติที่จะทำหน้าที่นี้อยู่แล้วเหมือนตาใน แต่เรากลับให้ความสนใจกับสิ่งภายนอกมากกว่า อาจเป็นเพราะว่าเรามีอายตนะรับรู้สิ่งภายนอกถึง ๕ อย่าง มันเลยแส่ส่ายออกไปเพ่งสิ่งที่อยู่นอกตัว อันนั้นอาจจะจำเป็นสำหรับมนุษย์ที่ต้องต่อสู้กับภัยธรรมชาติ กับสัตว์ร้ายสมัยที่ยังอยู่ป่า แต่สมัยนี้เรามาอยู่เมือง ภัยจากสิ่งภายนอกน้อยลง ภัยจากภายในมีมากขึ้น แต่เรายังไม่ปรับเปลี่ยนวิธีการ ยังมัวเพ่งมองอันตรายจากภายนอก มองไม่เห็นอันตรายจากภายใน จากความคิดปรุงแต่ง

    เพียงแค่ความรู้สึกที่ว่า “ฉันเป็น nobody ฉันเป็นคนที่ไม่มีความหมาย” มันก็สามารถทำร้ายเราได้อย่างน่ากลัว คนจำนวนมากฆ่าตัวตายเพราะรู้สึกว่า “ฉันเป็นnobody ฉันไม่มีตัวตนในสายตาใคร” นี่เป็นความคิดทั้งนั้น แต่ความคิดแบบนี้สร้างความทุกข์ใจจนถึงขั้นฆ่าตัวตายได้ คนที่จะฆ่าตัวตายได้นั้นเป็นเพราะรู้สึกว่าตัวเองไม่มีค่า โดดเดี่ยว ไม่มีใครให้พึ่งพาอาศัย ไม่มีใครช่วยได้ หรือบางคนไม่ได้ฆ่าตัวเอง แต่กลับไปฆ่าคนอื่นโดยเฉพาะคนดัง เช่น มาร์ค แชปแมน ที่ยิงจอห์น เลนนอนจนตาย เขาให้สัมภาษณ์ว่า เขาฆ่าจอห์น เลนนอน เพราะต้องการเป็น “somebody” ที่เป็นเช่นนี้เพราะเขารู้สึกไม่มีค่าในสายตาใครเลย ทำอะไรก็ล้มเหลว ไม่ว่าเรื่องการเรียน การทำงาน หรือความรัก เขาพยายามทำหลายอย่างให้คนสนใจ แต่ก็ไม่มีใครสนใจ ก็เลยตัดสินใจฆ่าจอห์น เลนนอนเพื่อให้โลกสนใจเขา เพราะต้องการมีตัวตนในสายตาคนอื่น

    ความรู้สึกว่าตัวเองเป็น nobody เป็นเรื่องของความคิดล้วนๆ เลย ทำไมถึงเป็นปัญหาขนาดนี้ได้ เพราะไม่รู้จักตัวเอง ไม่รู้ใจตัวเอง แต่มันจะไม่เป็นปัญหารบกวนใจเลย ถ้าเราหันมาดูใจตัวเองอย่างสม่ำเสมอ
    :- https://visalo.org/article/komol5807.html

    EndLineMoving.gif

     
  10. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    40,440
    กระทู้เรื่องเด่น:
    169
    ค่าพลัง:
    +33,013
    close eyes an d ear  to behappy.jpg
    จิตแจ่มใสเมื่อไกลโทรศัพท์

    ภาวัน

    ในยุคที่ผู้คนสามารถเข้าถึงข้อมูลข่าวสารอย่างรวดเร็วและไม่มีขีดจำกัดนั้น โปรแกรมหนึ่งซึ่งกำลังได้รับความนิยมในหมู่คนทำงานระดับสูงก็คือ โปรแกรมชื่อ Freedom คุณสมบัติของโปรแกรมนี้ก็คือตัดการเชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ตนานถึง ๘ ชั่วโมง ทำให้ผู้ใช้ไม่ต้องรับข้อมูลข่าวสารใด ๆ จากคอมพิวเตอร์

    สาเหตุที่โปรแกรมนี้ได้รับความนิยมก็เพราะผู้คนจำนวนมากขึ้นรู้สึกว่าตนกำลังถูกข้อมูลท่วมทับและกระหน่ำอยู่ตลอดเวลาจนไม่เป็นอันทำงาน ทำให้คุณภาพของงานถดถอย รวมทั้งทำให้ชีวิตของตนแย่ลง การสำรวจของรอยเตอร์พบว่า ๒ใน ๓ ของผู้จัดการรู้สึกว่าภาวะข้อมูลท่วมท้นนั้นทำให้มีความพอใจในงานน้อยลงและบั่นทอนความสัมพันธ์ส่วนตัว ขณะที่ ๑ ใน ๓ คิดว่ามันได้ทำลายสุขภาพของเขา

    ภาวะข้อมูลท่วมท้นนั้นกำลังเป็นปัญหาใหญ่ของผู้คนในสังคมไฮเทค ตั้งแต่ตื่นเช้าจนเข้านอน ข้อมูลนานาชนิดหลั่งไหลสู่โสตประสาทไม่ได้หยุด ทั้งทางโทรทัศน์ วิทยุ ป้ายโฆษณา แต่นั่นก็คงไม่หนักเท่ากับข้อมูลทางคอมพิวเตอร์ โทรศัพท์มือถือ หรือแบล็คเบอรี่ ซึ่งคนส่วนใหญ่เปิดรับวันละหลายชั่วโมงหรือเปิดเครื่องทั้งวันทั้งคืน ยิ่งในเวลาทำงานด้วยแล้ว ข้อมูลเหล่านี้หลั่งไหลมาต่อเนื่องไม่หยุด มีการวิจัยพบว่าพนักงานออฟฟิซในสหรัฐอเมริกาและยุโรปสามารถทำงานต่อเนื่องได้เพียง ๓ นาทีเท่านั้นโดยไม่มีอะไรมาขัดจังหวะ สิ่งที่มาแทรกระหว่างทำงานนั้นส่วนใหญ่มิใช่อะไรอื่น หากได้แก่ โทรศัพท์ อีเมล์ และ sms ข้อมูลเหล่านี้แม้จะเกี่ยวกับเรื่องงานการ แต่ก็ส่งผลให้คนทำงานขาดสมาธิ ใจไม่จดจ่อกับงานที่กำลังทำ ผลก็คือ คุณภาพของงานลดลง ความคิดสร้างสรรค์ถดถอย

    หลายบริษัทหันมาให้ความสำคัญกับปัญหานี้มากขึ้น เมื่อ ๓-๔ ปีก่อน อินเทลได้ทดลองให้เช้าวันอังคารเป็นช่วง "สงบ"สำหรับวิศวกรและผู้จัดการ ๓๐๐ คน โดยตลอด ๔ ชั่วโมงดังกล่าวไม่อนุญาตให้พนักงานใช้โทรศัพท์หรือส่งอีเมล์ ทั้งนี้เพื่อให้มีสมาธิกับงาน สามารถคิดการงานต่าง ๆ ได้อย่างต่อเนื่อง ปรากฏว่าได้ผลดีจนมีการเสนอให้นำไปใช้กับพนักงานกลุ่มอื่น ๆ ด้วย

    ในระดับบุคคล หลายคนเลือกใช้วิธีปิดเครื่องโทรศัพท์มือถือ นิตยสารนิวสวีคเมื่อต้นปีนี้ขึ้นปกด้วยเรื่อง "๓๑ วิธีที่ช่วยให้ฉลาดขึ้นและคิดเร็วขึ้น" วิธีหนึ่งที่เสนอก็คือ "โยนสมาร์ทโฟนของคุณทิ้งเสีย" เพราะ "การเช็คอีเมล์อยู่เนือง ๆ นั้นบั่นทอนสมาธิและลดทอนผลิตภาพของคุณ" ควบคู่กับวิธีการดังกล่าวก็คือ การติดตั้งโปรแกรมFreedom ซึ่งช่วยให้จดจ่อกับงานที่อยู่ข้างหน้า

    ทุกวันนี้มีผู้คนเป็นอันมากโหยหาช่วงเวลาที่ปลอดข้อมูลข่าวสาร ปิโค อิเยอร์ นักเขียนชื่อดังของนิตยสารไทม์ พูดถึงเพื่อนนักหนังสีอพิมพ์สองคนที่ถือศีล "อินเตอร์เน็ตวิรัติ"ทุกอาทิตย์ โดยปิดเครื่องมือสื่อสารทุกอย่างตั้งแต่ค่ำวันศุกร์จนถึงเช้าวันจันทร์ เพื่อจะได้มีเวลาอยู่กับครอบครัวและตัวเองมากขึ้น ส่วนเพื่อนอีกหลายคนนิยมออกไปเดินเล่นไกล ๆ ในวันอาทิตย์เพื่อห่างไกลจากติดต่อสื่อสารทางโทรศัพท์ หรือไม่ก็ออกไปพักแรมในชนบท ที่ซึ่งไม่มีสัญญาณอินเทอร์เน็ต หลายคนพบว่า สมาธิและความจำดีขึ้น ความคิดแจ่มชัดและเฉียบคมกว่าเดิม

    ปัจจุบันถึงกับมีรีสอร์ตบางแห่งในอเมริกาที่ยกโทรทัศน์ออกไปจากห้อง แม้กระนั้นก็ยังมีคนจำนวนมากยอมจ่ายคืนละ ๒,๒๐๐ เหรียญเพื่อพักห้องดังกล่าว ไม่ต้องสงสัยเลยว่าในอนาคต สถานที่หรือบริการที่เปิดโอกาสให้ผู้คนได้อยู่เงียบ ๆ กับตัวเองหรือใกล้ชิดกับคนในครอบครัว จะได้รับความนิยมมากขึ้น

    เดี๋ยวนี้ใคร ๆ มักจะบ่นว่าชีวิตเร่งรีบมากขึ้น มีเวลาว่างน้อยลง และเครียดกว่าเดิม หลายคนโทษสภาพแวดล้อมในเมืองที่วุ่นวาย แต่ลืมมองไปว่า ตนเองก็มีส่วนไม่น้อยที่ทำให้วิถีชีวิตของตนอยู่ในภาวะดังกล่าวเวลาในแต่ละวันไม่เพียงหมดไปกับการทำมาหากินเท่านั้น แต่จำนวนไม่น้อยยังถูกใช้ไปกับการบริโภคสิ่งต่าง ๆ รวมทั้งข้อมูลข่าวสาร ถ้าเราเพียงแต่บริโภคให้น้อยลง จะพบว่าเรามีเวลาว่างมากขึ้น สุขภาพกายและสุขภาพจิตดีขึ้น ความเครียดน้อยลง

    ข้อมูลนั้นมีประโยชน์ตราบเท่าที่เราเป็นนายมัน สามารถควบคุมมันให้อยู่ในขอบเขตที่เหมาะสมได้ แต่หากมันกลายเป็นนายเราเมื่อใด ยอมให้มันแย่งชิงเวลาเราไปเท่าไรก็ได้ ชีวิตเราก็ย่ำแย่เมื่อนั้น
    :- https://visalo.org/article/Image255503.htm


     
  11. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    40,440
    กระทู้เรื่องเด่น:
    169
    ค่าพลัง:
    +33,013
    monkatriverside.jpg
    ความสงบพบได้ทุกหนแห่ง

    พระไพศาล วิสาโล
    ทางมหาวิทยาลัยเมื่อนิมนต์พระลามะจากธิเบตมาแล้ว แต่ไม่รู้ว่าจะต้อนรับให้ถูกแบบแผนได้อย่างไร เห็นว่านักศึกษาไทยคนนี้เป็นคนเอเชียด้วยกัน คงจะดูแลและอุปัฏฐากพระธิเบตได้ดี นักศึกษาก็ยินดีดูแลให้ ทั้ง ๆ ที่ตนเองเป็นคริสต์ ช่วงเวลาไม่กี่วันที่ได้ดูแลพระธิเบต นักศึกษามีความประทับใจท่านมาก ใครที่ได้อยู่ใกล้ชิดกับพระธิเบตก็จะรู้สึกประทับใจเช่นกัน เพราะส่วนใหญ่เป็นคนที่มีอารมณ์ขัน ผ่อนคลาย เป็นกันเอง และมีน้ำใจ

    นักศึกษาไทยดูแลพระธิเบตตลอด ๓-๔ วัน เมื่อถึงวันที่ท่านจะเดินทางกลับ นักศึกษาก็สอบถามเกี่ยวกับวัดของท่านที่อินเดีย และปรารภว่าเมื่อเรียนจบแล้วอยากไปอยู่กับท่านสักระยะหนึ่ง พระธิเบตถามวัตถุประสงค์ นักศึกษาตอบว่า อยากไปสัมผัสกับความสงบที่นั่น เพราะที่กรุงเทพ ฯ ไม่สงบเลย พระธิเบตตอบว่า ยินดีต้อนรับ แต่ขณะเดียวกันก็ติงว่า “ถ้าคุณไม่สามารถพบความสงบที่กรุงเทพฯ ได้ มาอยู่ที่วัดของอาตมาก็คงจะไม่พบเช่นกัน”

    คำพูดของพระธิเบตกระทบใจนักศึกษามาก ทำให้ครุ่นคิดถึงเรื่องนี้ สุดท้ายเมื่อเรียนจบ กลับมาเมืองไทย ก็ตัดสินใจไม่ไปวัดของพระธิเบตท่านนั้น แต่มาสอนหนังสือที่จุฬา ฯ แทน คงเป็นเพราะท่านได้คิดว่า แท้จริงแล้วความสงบนั้นไม่ได้ขึ้นอยู่กับสถานที่ อยู่กรุงเทพ ฯ ก็มีความสงบให้เราพบและสัมผัสได้ พูดอีกอย่างคือ ความสงบนั้นอยู่ที่ใจ ถ้าวางใจถูก ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนก็พบความสงบได้

    ความสงบคือความสุขที่ผู้คนส่วนใหญ่ไม่ค่อยรู้จัก แต่จิตใจส่วนลึกแสวงหา หรือถึงกับโหยหา แม้ความสงบจะมีเสน่ห์น้อยกว่าความสนุก ความตื่นเต้น ความเอร็ดอร่อย อย่างหลังนั้นเหมือนกับน้ำหวาน ซึ่งมีเสน่ห์กว่าน้ำจืดหรือน้ำฝน แต่ไม่มีใครที่กินน้ำหวานไปได้ทั้งวัน ใครที่กินน้ำหวานทั้งวัน ไม่ว่าจะเป็นน้ำอัดลมหรือน้ำผลไม้ก็แล้วแต่ ไม่นานก็จะเจ็บป่วย โรคภัยถามหา เช่น โรคเบาหวาน ฟันผุ แต่น้ำจืดหรือน้ำฝนนั้น แม้มีเสน่ห์น้อยกว่า แต่มันเป็นสิ่งที่ชีวิตต้องการจริง ๆ กินทั้งวันทั้งปีก็ไม่เป็นอันตราย ความสุขที่เกิดจากความสงบก็เหมือนกัน อาจจะไม่มีเสน่ห์หวือหวาดึงดูดใจ แต่เป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับชีวิตมาก

    หลายคนคิดว่าความสงบใจจะเกิดขึ้นได้ต้องอาศัยความสงบจากสิ่งแวดล้อม จึงเลือกที่จะมาอยู่วัด หรือพยายามแสวงหาสถานที่ที่สงบ เช่น พักแรมในป่า หรือไปรีสอร์ต อันที่จริงสิ่งแวดล้อมที่สงบสงัด เป็นสิ่งที่เราควรแสวงหา แม้แต่พระพุทธเจ้าก็ทรงสรรเสริญ ในโอวาทปาติโมกข์มีข้อความตอนหนึ่งที่ทรงแนะนำพระสาวกนั่นคือ "การนอน การนั่งในที่อันสงัด" อย่างไรก็ตามถ้าเราจะรอแต่สถานที่ที่สงบ สงัด ไร้เสียงรบกวน เพื่อให้ใจเราสงบตามไปด้วย เราอาจไม่พบความสงบใจเลยก็ได้ เพราะสถานที่สงบสงัดเดี๋ยวนี้หายากมาก และถึงแม้จะหาได้ ก็ใช่ว่าจะสงบไปตลอด สถานที่บางแห่งสงบสงัด ไม่มีเสียงรบกวน ไม่มีเสียงวิทยุ โทรทัศน์ แต่คนที่เราอยู่ด้วยอาจทำตัวไม่น่ารัก พูดไม่เพราะ ทำให้เราขุ่นเคืองหรือว้าวุ่นใจได้เสมอ

    จะหาสถานที่ที่เพียบพร้อมทั้งความสงัด และมีคนที่น่ารักเรียบร้อยถูกใจเรานั้นเป็นเรื่องยาก เพราะแม้แต่พ่อแม่ที่รักเรามาก หรือคู่ครองที่มีความรักให้เรามากมาย ก็ยังทำบางสิ่งที่ขัดอกขัดใจเรา หรือพูดจากระทบกระทั่งกัน ทำให้เราขุ่นมัว การอยู่ในที่ที่ไม่มีอะไรมากระทบกระทั่ง ไม่มีเสียงดัง ไม่มีคนพูดจาหรือมีพฤติกรรมขัดอกขัดใจเราเลยเป็นเรื่องยาก เราจึงไม่สามารถหวังความสงบจากสถานที่ได้ ไม่ว่าบ้าน สำนักงาน หรือแม้แต่วัด ถ้าต้องการความสงบก็ต้องพยายามหาที่ใจเรา

    มีผู้ชายคนหนึ่งไปปฏิบัติธรรม ทำสมาธิภาวนาที่พุทธสมาคมแห่งหนึ่ง ห้องประชุมติดแอร์เย็นสบาย ไม่มีเสียงรบกวน บางช่วงก็นั่งตามลมหาย บางช่วงก็เดินจงกรม รู้สึกสงบมาก ตกเย็นก็เลิกปฏิบัติ ได้เวลากลับบ้าน พอเดินมาถึงที่จอดรถ พบว่ารถของตนออกไม่ได้ เพราะมีรถอีกคันจอดซ้อนอยู่ ความโกรธพุ่งขึ้นมาทันที เขาถึงกับด่าเจ้าของรถคันนั้นอย่างรุนแรง
     
  12. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    40,440
    กระทู้เรื่องเด่น:
    169
    ค่าพลัง:
    +33,013
    (cont.)
    ชายผู้นี้เมื่อครู่จิตใจยังสงบอยู่เลย แต่พอเจอสิ่งกระทบใจ ไม่ถูกใจ ก็หัวเสียทันที นักปฏิบัติธรรมหลายคนเป็นเช่นนี้ นั่นเป็นเพราะเอาจิตใจไปผูกติดกับสิ่งภายนอก เช่น สถานที่ หรือสภาพแวดล้อมที่ราบรื่น พอเจอพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม หรือเจอสิ่งที่ไม่ถูกใจ ใจที่สงบก็กระเจิงทันที อันที่จริงถ้าหากเขามีสติ รู้ทันอารมณ์ของตนอย่างรวดเร็วฉับไว ความโกรธก็ไม่สามารถเล่นงานจิตใจจนถึงกับระเบิดออกมาอย่างนั้น สติไม่เพียงช่วยให้เห็นความโกรธที่กำลังพลุ่งพล่านในใจ หากมีสติที่ไว ก็จะรู้ทันตั้งแต่ตอนที่มีประกายความไม่พอใจเกิดขึ้น แค่รู้ทันเท่านั้นมันก็จะสงบลงไป ไม่ลุกลามกลายเป็นความโกรธจนห้ามใจไม่อยู่ ต้องพูดด่าออกไป

    สติเป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยให้ใจเราสงบได้ด้วยตัวของเราเอง โดยไม่ต้องพึ่งพาสิ่งแวดล้อม สติที่คนเรามีอยู่นั้นพอที่จะทำให้เราใช้ชีวิตได้ตามปกติ คนที่ไม่มีสติก็คือคนบ้าหรือคนที่สลบหลับใหล ใครที่มาทำวัตร สวดมนต์ ฟังธรรมบรรยาย อยู่ในความสงบได้ ก็แสดงว่ายังมีสติครองใจพอสมควร ไม่อย่างนั้นก็อาจจะเผลอพูดคุยกัน ที่จริงความอยากพูดคุยก็คงมี แต่เมื่อมีสติรู้ทัน ก็สามารถระงับยับยั้งปากไว้ได้ แต่ถ้ามีเสียงคนเดินกระแทกเท้า มีคนคุยกันอยู่ข้าง ๆ หรือว่ามีเสียงโทรศัพท์ดังขึ้นมา หลายคนก็จะไม่พอใจทันที ความไม่พอใจนั้นเกิดขึ้นได้ก็เพราะไม่มีสตินั่นเอง เช่น ใจเผลอไปจดจ่ออยู่กับเสียงเหล่านั้น พอมีความไม่พอใจเกิดขึ้นก็ยังไม่รู้ทัน จึงรู้สึกเป็นทุกข์ นึกด่าเขาในใจว่าไม่มีมารยาท

    เมื่อความไม่พอใจ หรือความโกรธเกิดขึ้น ใจก็ไม่สงบ แต่ถ้าเรามีสติมากกว่านี้ เราก็จะรู้ทันความไม่พอใจที่เกิดขึ้นอย่างทันท่วงที แล้วก็วางมันลงได้ แต่ที่เรายังโกรธนานเป็นวันเป็นคืน ก็เพราะว่าไม่รู้ตัว พอไม่รู้ตัวก็ไปยึดหรือแบกความโกรธเอาไว้ หรือไม่ก็ขุดคุ้ยพฤติกรรมต่าง ๆ ในอดีตของคนที่เราโกรธ ทำให้โกรธหนักขึ้น ยิ่งโกรธก็ยิ่งลืมตัว เอาแต่คิดซ้ำแล้วซ้ำเล่า เป็นการซ้ำเติมจิตใจตัวเองให้ทุกข์หนักขึ้น เหมือนกับการจุดไฟเผาใจตัวเอง หรือเอาของแหลมกรีดใจตัวเอง ก็ยิ่งเกิดความทุกข์ทรมาน

    เวลามีความโกรธเกิดขึ้น ถ้าเราไปกดข่มมันก็จะยิ่งดื้อ ยิ่งกดเท่าไร มันก็ยิ่งสะท้อนกลับมามากเท่านั้น ตามหลักวิทยาศาสตร์ที่ว่าแรงกดเท่ากับแรงสะท้อน หลักการนี้ไม่ได้ใช้กับสสารอย่างเดียวเท่านั้น แต่ยังใช้กับอารมณ์ได้ด้วย ยิ่งไปกดมัน มันก็ยิ่งสะท้อน ยิ่งกดข่ม ความโกรธก็ยิ่งโผล่มา

    เคยมีคนถามหลวงปู่ดูลย์ อตุโลว่า ทำอย่างไรถึงจะตัดความโกรธให้ขาด หลวงปู่ตอบว่า “ไม่มีใครตัดให้ขาดได้หรอก มีแต่รู้ทัน เมื่อรู้ทันมันก็ดับไปเอง” ความรู้ทันจะเกิดขึ้นได้ก็เพราะมีสติ การมีสติช่วยทำให้ใจสงบได้ ไม่ว่าจะมีอะไรมากระทบ หรือเจออะไรที่ชวนให้ไม่ถูกใจ ไม่พอใจก็ตาม ขอให้สังเกตว่า มันทำได้แค่ชวน แต่มันไม่สามารถบังคับเราได้ ถ้ามีสติ เราจะไม่เผลอรับคำชวนของมัน แต่ถ้าไม่มีสติ ก็จะไปรับคำชวนนั้น พอไปรับคำชวนก็จะเกิดความไม่พอใจ เกิดความโกรธ เกิดความทุกข์ใจขึ้นมาทันที

    เวลามีคนด่าว่าเรา คำด่าว่าของเขาเป็นแค่คำชวนให้เราไม่พอใจ เวลามีคนทำอะไรไม่ถูกใจ สิ่งที่เขาทำก็เป็นแค่การชวนให้เราโกรธ ถ้าเรารับคำชวน เราก็โกรธ แต่ถ้าเราไม่รับคำชวน ก็ไม่เกิดอะไรขึ้น

    ถ้าเราหมั่นดูใจของเรา มีสติ เราก็จะเห็นว่าที่จริงแล้วที่เราทุกข์ ที่เราโกรธ เป็นเพราะใจเราไปรับคำชวนของคนรอบตัว เพราะฉะนั้นจะโทษผู้อื่นฝ่ายเดียวไม่ได้ ต้องโทษตัวเองด้วยที่ไปรับคำชวนนั้น เขาไม่ได้บังคับให้เราโกรธ แต่เป็นเพราะเราไปรับคำชวน เราก็เลยโกรธ เป็นทุกข์ ร้อนรุ่มกลุ้มใจ แม้ว่าจะอยู่ในที่ที่สงบสงัดแต่ใจก็ยังไม่สงบ แต่ถ้าเรามีสติ เรารู้ทันอารมณ์ที่เกิดขึ้น แม้ว่าจะอยู่ในที่ที่วุ่นวาย อึกทึกคึกโครม ใจก็ยังสงบได้
    :- https://visalo.org/article/suksala28.html
     
  13. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    40,440
    กระทู้เรื่องเด่น:
    169
    ค่าพลัง:
    +33,013
    หลวงพ่อพุธ33.jpg
    ขจัดสารพิษในจิตใจ

    พระไพศาล วิสาโล
    เดี๋ยวนี้ผู้คนนิยมทำ “ดีท็อกซ์” กัน ดีท็อกซ์เป็นภาษาอังกฤษแปลว่า ขจัดสารพิษออกจากร่างกาย เช่น การสวนทวาร เดี๋ยวนี้คนนิยมมาก สวนทวารด้วยน้ำก็มี สวนด้วยกาแฟก็มี ไม่น่าเชื่อว่าจะแพร่หลายไปได้ คนที่มีการศึกษาใช้วิธีการนี้กันเยอะ บางคนเสียเงินเป็นหมื่นไปเข้าโปรแกรมดีท็อกซ์ มีการขจัดสารพิษวิธีหนึ่งที่เชื่อว่าได้ผลมาก ก็คือการอดอาหาร เหตุผลก็คือเมื่อร่างกายไม่มีอาหารเข้าไป ระบบย่อยอาหารก็ได้พักผ่อน เพราะไม่มีอะไรจะให้ย่อย ทีนี้ระบบย่อยอาหารก็จะเปลี่ยนหน้าที่ไปทำการขับสารพิษที่สะสมในร่างกายออกมา มันสลับกัน ถ้ารับอาหารเข้าไป มันจะทำหน้าที่ย่อย ย่อยแล้วก็ดูดเอาสารอาหารไปเลี้ยงร่างกาย แต่พอไม่มีอาหารเข้ามามันจะทำหน้าที่ตรงข้าม คือขับเอาสารพิษออกจากร่างกาย

    ใครที่ได้อดอาหารจะเห็นเลยว่าสารพิษมันออกมามากมาย บางทีออกมาทางลิ้น จนลิ้นเป็นฝ้า บางทีออกมาตามผิวหนัง จนส่งกลิ่นเหม็น หรือทำให้ผิวหนังเป็นปุ่มเหมือนกับเป็นสิว บางทีก็ออกมาทางอุจจาระปัสสาวะ คนที่อดอาหารล้างพิษจะเจอแบบนี้ การล้างพิษบางทีแค่ไม่ต้องกินอะไร ร่างกายก็จะทำงานของมันเอง

    ถามว่านอกจากสารพิษในร่างกายและในสิ่งแวดล้อมแล้ว ยังมีที่อื่นอีกไหม อาตมาว่ามีนะ นั่นก็คือสารพิษในจิตใจ สารพิษในจิตใจก็น่ากลัวเหมือนกัน สารพิษในร่างกายมากับอาหาร สารพิษในจิตใจก็มาจากอาหารเหมือนกัน คืออาหารใจ ซึ่งก็คือความคิดหรืออารมณ์นั่นแหละ อาหารที่เรากินถ้าย่อยไม่หมดจะกลายเป็นสารพิษ อันนี้เราคงรู้กันดี สารพิษเหล่านี้จะสะสมอยู่ตามอวัยวะต่างๆ เช่น ในลำไส้ใหญ่ หรือในตับ ส่วนความคิดหรืออารมณ์ก็เช่นกัน ถ้าเราเสพเข้าไปแล้วไม่รู้จักขจัดออกไป มันก็หมักหมมนะ กลายเป็นสารพิษในจิตใจของเรา

    ความโกรธ ความหงุดหงิด ความกังวล ถ้าเกิดขึ้นแล้วต่อมามันหายไป ใจกลับสงบ เจอแบบนี้อย่าเพิ่งคิดว่าจบแล้ว ส่วนใหญ่มันยังไม่จบหรอก อารมณ์เหล่านี้ทิ้งอนุสัยเอาไว้ อนุสัยเป็นเหมือนเศษหรือตะกอนอารมณ์ที่ตกค้าง โกรธก็ดี เกลียดก็ดี อิจฉาริษยาก็ดี โลภก็ดี พวกนี้มันทิ้งตะกอนอารมณ์เอาไว้ ถ้าสะสมมากๆ เราก็จะโกรธง่าย เกลียดง่าย อิจฉาง่าย โลภง่าย แต่ว่าปัญหาไม่ได้อยู่ที่อนุสัยหรือตะกอนอารมณ์ตะกอนกิเลสอย่างเดียว เพราะว่าอารมณ์ที่เราเสพหรือรับเข้ามา ส่วนใหญ่เราไม่ปล่อยให้จบแค่นั้น แต่ยังไปปรุงต่อเป็นเรื่องเป็นราวยืดยาว อันนี้แหละจะกลายเป็นสารพิษที่น่ากลัวมาก เหมือนกับเราไปเติมเชื้อเติมฟืนให้กองไฟ ไฟเลยไม่ยอมมอด กลับลามใหญ่เลย

    ถ้ามอดเป็นเศษถ่าน เราก็เรียกว่าอนุสัย มันพร้อมที่จะช่วยให้ไฟลุกขึ้นใหม่ ยิ่งมีมากก็ยิ่งลุกง่าย แต่ว่าถ้าไม่ปล่อยให้มันมอด กลับไปเติมฟืนเติมเชื้อเข้าไปอีก กองไฟก็จะใหญ่ขึ้นๆๆและร้อนขึ้นๆๆ เหมือนไฟป่าอยู่ห่าง ๑๐ เมตรก็ยังรู้สึกร้อน ใครที่มีไฟโทสะเผาใจ แม้ลูกหลานที่อยู่รอบตัว ก็ยังรู้สึกร้อนตามไปด้วย นับประสาอะไรกับเราซึ่งมีไฟโทสะเผาลุกอยู่ในใจจะไม่ร้อนยิ่งกว่า ร้อนจนอยู่ไม่สุข กินไม่ได้นอนไม่หลับ อาจทำให้ป่วยเป็นโรคความดัน โรคหัวใจ โรคประสาท หรืออาจอยากไปทำร้ายคนอื่น อันนี้แหละอาตมาเรียกว่าสารพิษในจิตใจซึ่งอันตรายมาก

    ถามว่าจะจัดการอย่างไร ประการแรกสุดก็คือเสพให้น้อยลง เหมือนกับการจัดการกับสารพิษในร่างกาย บางวันเราต้องงดบ้าง อาทิตย์หนึ่งงดสักหนึ่งวัน หรืองดเป็นบางมื้อ ปีหนึ่งอาจงดสัก ๗ วัน ขณะเดียวกันก็ต้องรู้จักเลือกกินอาหาร อาหารขยะควรงดหรือไม่ก็กินให้น้อยลง พูดง่ายๆ คือต้องรู้จักลดและละบ้าง สารพิษในจิตใจก็เหมือนกัน จัดการได้ด้วยการเสพอารมณ์ให้น้อยหรืองดเสียบ้าง หมายความว่าลดการออกไปเสพสิ่งเร้าจิตกระตุ้นใจให้น้อยลง ไม่ว่าแสง สี เสียง หรือสิ่งเสพ ก็ควรเพลาการบริโภคลงบ้าง ทุกวันนี้ผู้คนใช้เวลาไปกับการเสพสิ่งบริโภคทางตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจเยอะมาก อยู่ว่างๆ ก็ทนไม่ได้ ต้องออกไปเที่ยวห้างฯ ไปดูหนัง เปิดโทรทัศน์ทิ้งไว้ หรือไม่ก็ไปร่วมวงซุบซิบนินทากับเพื่อน วันๆ หนึ่งจึงเสพอารมณ์เยอะเหลือเกิน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นขยะ คือไม่มีประโยชน์

    นอกจากลดการออกไปเสพสิ่งเร้าแล้ว การออกไปรับรู้เรื่องราวที่รบกวนจิตใจ ที่กระตุ้นให้เกิดความกังวล โทสะ และโลภะ ก็ควรจะลดลง ควรใช้ตาดูหูฟังรับรู้สิ่งดี ๆ ที่ไม่กระตุ้นกิเลส พูดง่ายๆ คือรู้จักเลือกรับสิ่งที่ดี แต่ไม่ใช่ปิดหูปิดตานะ ปิดหูปิดตาไม่ใช่วิธีการที่ดี เราต้องรู้จักใช้ตาดูหูฟังในสิ่งที่ดี อะไรที่กระตุ้นโลภะ โทสะ โมหะ หรือสร้างสารพิษในจิตใจ เช่น ภาพยนตร์หรือละครน้ำเน่า สื่อลามก หรือรายการทางวิทยุโทรทัศน์ที่กระตุ้นความโกรธเกลียด เราควรลดหรือเลิกเสพ เหมือนกับที่เราสอนลูกว่าอย่าไปกินขนมขยะนะ เพราะมันมีสารพิษ หรือไม่ก็กินให้น้อย ไม่เช่นนั้นร่างกายจะเจ็บป่วย
     
  14. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    40,440
    กระทู้เรื่องเด่น:
    169
    ค่าพลัง:
    +33,013
    (ต่อ)
    บางช่วงบางขณะก็ควรจะงดเสพงดรับสิ่งเหล่านี้ไปเลย เช่น มาอยู่วัด หรือหลีกเร้นมาอยู่ป่า เพื่อให้ใจว่างเว้นจากการเสพรับอารมณ์ต่างๆ บ้าง ใจจะได้พักผ่อนเต็มที่ ก็เหมือนกับที่เราควรอดอาหารบ้างอย่างน้อยปีละครั้ง เพื่อให้กระเพาะอาหารได้พักบ้าง พอใจได้พักแล้ว การจัดการกับตะกอนอารมณ์หรือสารพิษในจิตใจก็ทำได้ง่ายขึ้น

    นอกจากการเลือกรับเลือกเสพ หรือการงดรับอารมณ์แล้ว เรายังควรเรียนรู้วิธีดึงจิตกู้ใจออกจากอารมณ์ด้วย นี่คือการขจัดสารพิษออกไปจากใจ ช่วงนี้แหละที่ต้องอาศัยสติ ต้องอาศัยปัญญาเข้ามาจัดการ หลบมาอยู่ที่วิเวกไม่พอ ต้องฝึกสติให้มาทำหน้าที่ขจัดสารพิษออกไปจากจิตใจของเรา นอกจากจะไม่รับเพิ่มแล้ว ยังต้องเอาขจัดสิ่งที่สะสมอยู่ในใจออกไปด้วย อันนี้เป็นหน้าที่ของสติและปัญญาโดยตรง สติช่วยให้เรารู้เท่าทันความคิดและอารมณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้น รู้แล้วก็ปล่อยวางได้ ไม่เก็บเอามาปรุงแต่งจนลุกลามใหญ่โต อารมณ์เหล่านี้หากสติเข้าไปรู้ทัน เมื่อมันหายไป มันจะไม่ทิ้งตะกอนหรืออนุสัยเอาไว้ ไม่เหมือนกับการห้ามความคิดหรือกดข่มอารมณ์ นอกจากมันจะไม่หายง่าย ๆ แล้ว มันยังทิ้งตะกอนอารมณ์ที่พร้อมจะปะทุขึ้นใหม่ได้ง่ายขึ้น

    ไม่ว่าสารพิษในสิ่งแวดล้อม สารพิษในร่างกาย สารพิษในจิตใจ ล้วนเป็นอันตรายทั้งนั้น เราจึงต้องรู้จักหาวิธีขจัดสารพิษออกไปจากสิ่งแวดล้อม ร่างกายและจิตใจให้ได้ สำหรับสารพิษอย่างหลัง จะขจัดได้ก็ต้องเริ่มจากการหมั่นมองตนอยู่เสมอ
    :- https://visalo.org/article/komol255111.htm
     
  15. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    40,440
    กระทู้เรื่องเด่น:
    169
    ค่าพลัง:
    +33,013
    DhammafromBuddha.jpg
    ถอยหลังจึงก้าวหน้าได้

    พระไพศาล วิสาโล
    ชีวิตคนเราเปรียบได้กับลูกธนูซึ่งจะพุ่งไปข้างหน้าได้ก็ต้องง้างมาข้างหลังก่อน ยิ่งง้างมาข้างหลังไกลเท่าไรมันก็จะพุ่งไปข้างหน้าได้ไกลมากเท่านั้น จะเปรียบกับต้นไม้ก็ได้ ต้นไม้จะสูงได้ก็ต้องอาศัยราก ต้นไม้ยิ่งสูงใหญ่เท่าไรก็ต้องยิ่งอาศัยรากที่หยั่งลึกลงไปในดินมากเท่านั้น ถ้าหากว่ารากไม่แข็งแรง หยั่งลงไปในดินไม่ลึก ก็สูงได้ไม่นาน ยิ่งสูงเท่าไรก็ยิ่งโค่นลงมาได้ง่ายเพราะว่าเจอแรงลม ต้นไม้หลายต้นที่ภูหลงซึ่งอาตมาอยู่ตอนนี้ไม่สามารถจะหยั่งรากลึกลงไปในดินได้ เพราะว่าข้างล่างเป็นหิน รากมันตื้น แต่ก็ยังพออยู่กันได้เพราะว่ามีต้นไม้หลาย ๆ ต้นขึ้นมาเป็นหมู่กัน แต่ถ้าเกิดว่าต้นไม้รอบ ๆ ถูกตัด ถูกโค่น มันก็จะอยู่โด่เด่ พอลมพายุพัดมามันก็โค่นทันทีเพราะว่ารากมันตื้น

    คนเราทุกคนย่อมปรารถนาความเจริญ ความก้าวหน้า อยากจะก้าวหน้าไปได้ไกล อยากจะมีหน้าที่การงานที่สูงขึ้น ก็คงเหมือนกับลูกธนูที่ต้องการจะพุ่งไปไกล ๆ ก็ต้องรู้จักง้างมาข้างหลัง ต้นไม้ที่อยากจะแทงยอดสูงก็ต้องหยั่งรากลงไปในดินให้ลึก เมล็ดพันธุ์หลายชนิดจะงอกรากออกมาก่อนแล้วถึงค่อยมีใบโผล่มา หรือไม่ก็แตกใบออกมาพร้อม ๆ กับหยั่งราก เราลองสังเกตถั่วงอก ไม่ใช่ว่ามันจะผลิใบออกมาแค่นั้น มันต้องแตกรากออกมาด้วย เพราะมันจะเติบโตได้ต้องมีรากที่แข็งแรง

    เหมือนกับตึกหรืออาคารซึ่งสร้างสูงกี่ชั้นก็แล้วแต่ ก็ต้องเริ่มต้นจากการสร้างฐานก่อน แล้วก็ตอกเสาเข็มให้ลึก ยิ่งสูงเสาเข็มก็ต้องยิ่งลึก ฐานต้องมั่นคง ถ้าฐานมั่นคงแล้วจะสร้างกี่ชั้นก็ได้ แต่ก็ต้องมีข้อจำกัดเหมือนกัน คือถ้าฐานเท่าเดิมแต่ว่าสร้างสูงขึ้น ต่อเติมไปเรื่อย ๆ บางทีก็พังได้ โค่นลงมาได้ อย่างเมื่อประมาณ ๒๐ ปีที่ผ่านมาเคยมีข่าวโรงแรมรอยัล พลาซ่า ที่โคราชพังลงมาเป็นข่าวใหญ่ ไม่ใช่แค่ทั่วประเทศ ทั่วโลกเลย เพราะว่ามีคนตายเยอะมาก กู้ศพออกมาลำบากมาก ต้องไปผ่าขากันข้างในซากตึกเลยทีเดียว ทุลักทุเลมาก อันนี้ก็เพราะว่าเจ้าของเขาต่อเติมอาคารให้สูงขึ้น ๆ แต่ว่าฐานรากเท่าเดิม ไม่ได้สมดุลกับตัวอาคารที่สูงขึ้น ก็เลยพังลงมา

    คนจำนวนไม่น้อยก็เป็นแบบนี้ คือพอมีชีวิตที่เจริญก้าวหน้ามากขึ้น มีทรัพย์สมบัติมากขึ้น มีฐานะการงานสูงขึ้น ๆ เรียกได้ว่าแบกรับภาระเยอะ มันไม่ใช่แค่สบายอย่างเดียว มันเป็นภาระด้วย ยศ ทรัพย์ อำนาจ ชื่อเสียง พวกนี้เป็นภาระทั้งนั้น ถ้าภาระมากขึ้น ๆ แต่ฐานใจไม่เข้มแข็งก็พังลงมาได้ง่าย บางคนก็เป็นโรคประสาท บางคนถึงกับเจ็บป่วย อาจจะป่วยทางกาย แต่ว่าเป็นเพราะใจแบกรับภาระต่าง ๆ ไม่ไหว เจอความผันผวนของโลกธรรมโดยเฉพาะขาลง เจอคำตำหนิ เจอคำนินทา เจอคนเลื่อยขาเก้าอี้ เจอคนต่อต้าน เลยเครียดมากถึงกับป่วย ที่ผิดหวังมากจนฆ่าตัวตายก็เยอะ คนที่มีหน้าที่การงานสูง ๆ มีเงินมาก ๆ แต่ว่าฆ่าตัวตายก็มาก ก็เพราะว่าเขาขาดฐานที่มั่นคง เพราะเขาคิดแต่จะพัฒนาชีวิตให้สูงขึ้นไป สูงขึ้นไป เหมือนกับการต่อเติมอาคารให้สูงขึ้นไปเรื่อย ๆ แต่ว่าลืมการเสริมฐานสร้างรากให้เข้มแข็งมั่นคงไปพร้อมกัน ฐานที่ว่านี้ก็คือฐานใจ

    ฐานใจนั้นสำคัญมาก พวกเราล้วนมีอนาคตและความเจริญก้าวหน้ารออยู่ บางคนก็มีแล้วแต่ว่าอาจจะละเลยเรื่องฐานใจ ฐานใจนั้นไม่มีใครมองเห็น ก็เหมือนกับรากที่อยู่ในดิน ไม่มีใครเห็น ใคร ๆ ก็เห็นแต่ลำต้นที่สูงชะลูด พูดแต่ว่าต้นไม้ต้นนี้สูงมาก แต่ไม่เคยมีใครบอกว่าต้นไม้ต้นนี้รากลึกเพราะมองไม่เห็น คนก็ไปเชิดชูต้นไม้ที่สูงใหญ่ แผ่กิ่งก้านได้เยอะ แต่ไม่ค่อยได้สังเกตว่าที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะมันมีรากที่แข็งแรงและรากที่หยั่งลึก
     
  16. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    40,440
    กระทู้เรื่องเด่น:
    169
    ค่าพลัง:
    +33,013
    (ต่อ)
    ฐานใจนั้นสำคัญมาก ความเจริญก้าวหน้าในชีวิตและความผาสุกทั้งปวงนั้นอยู่ที่ใจ ไม่ใช่อยู่ที่สิ่งภายนอก ไม่ใช่ทรัพย์สมบัติ ไม่ใช่ฐานะ ชื่อเสียง สถานภาพ หรือแม้กระทั่งหมู่มิตร บริษัท บริวาร ทั้งหมดนี้เป็นส่วนภายนอก คนที่มีสิ่งภายนอกเหล่านี้ครบถ้วนแต่ว่าเป็นทุกข์ มีมากมาย ต่อเมื่อกลับมาหาฐานใจ กลับมาเอาใจใส่ดูแลจิตใจของตน จึงจะพบกับความสุขที่แท้จริง

    ในสมัยพุทธกาลมีพระรูปหนึ่งนามว่าพระภัททิยะ พื้นเพเดิมเป็นกษัตริย์ เป็นพระญาติกับพระพุทธเจ้า พระภัททิยะเป็นพระราชาซึ่งมีบริษัท บริวาร มีอำนาจพอสมควร แต่มาบวชเพราะว่าเหตุการณ์พาไป ก็คือว่าเพื่อนสนิทคนหนึ่งชื่อว่าอนุรุทธกุมารซึ่งเป็นรัชทายาทของอีกเมืองหนึ่ง อยากบวช แต่พ่อแม่ไม่ยอม พอทนรบเร้าไม่ได้พ่อแม่ก็บอกว่าจะอนุญาตให้อนุรุทธกุมารบวชโดยมีเงื่อนไขว่าเพื่อนซึ่งก็คือพระภัททิยะบวชด้วย พระภัททิยะก็เลยจำใจเพราะว่าถูกอนุรุทธกุมารอ้อนวอนถึง ๗ วัน เมื่อบวชแล้วก็คงคิดว่าบวชชั่วคราว แต่ไป ๆ มา ๆ ก็บวชตลอดชีวิต แล้วก็ได้เป็นพระอรหันต์เช่นเดียวกับพระอนุรุทธะ

    พระภัททิยะบวชได้ไม่นานก็บรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์ วันหนึ่งท่านนั่งอยู่คนเดียว ก็รำพึงว่าสุขหนอ สุขหนอ พอดีมีพระเดินผ่านมาได้ยินเข้าก็คิดว่าพระภัททิยะอยากสึกเพราะรำพึงถึงแต่ราชสมบัติ จึงไปทูลพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าจึงเรียกพระภัททิยะมาถาม พระภัททิยะก็บอกว่าที่ตนรำพึงเช่นนั้นก็เพราะมีความสุขมากที่ได้ออกบวช ผิดกับตอนที่เป็นพระราชาแม้ว่าจะมีบริษัท บริวาร มีอำนาจมาก มีทรัพย์สินเงินทอง มีความสะดวกสบายมากมาย แต่ก็อยู่ด้วยความหวาดกลัว สะดุ้งกลัว เพราะว่าต้องคอยระวังว่าจะมีคนมาทำร้าย ต้องมีองครักษ์ติดตามอยู่ตลอดเวลา ที่จริงท่านคงมีทุกข์อย่างอื่นด้วย แต่ว่าพอมาบวชแล้ว ทั้ง ๆ ที่ต้องบิณฑบาต ฉันวันละมื้อ และอยู่โคนต้นไม้ แต่มีความสุขมากเพราะว่ากิเลสหมดไปแล้ว ไม่มีเครื่องเศร้าหมอง ไม่มีอะไรที่ต้องห่วงกังวล ไม่มีแม้กระทั่งความกลัวว่าจะมีใครมาทำร้าย อันนี้เป็นตัวอย่างของคนที่เมื่อกลับมาที่ใจของตัวเองแล้วจะพบว่าในใจของเรานี่แหละคือที่ตั้งแห่งความสุขอันประเสริฐ

    แต่ก่อนท่านคงคิดว่าความสุขจะได้มาจากสิ่งนอกตัว ไม่ได้รู้ว่าจริง ๆ แล้วในใจของตัวเราเป็นที่ตั้งของความสุข และเป็นรากฐานของการดำเนินชีวิตที่เจริญก้าวหน้าอย่างแท้จริง ใจของเรานั้นเต็มไปด้วยขุมทรัพย์ที่คนมักจะมองข้าม แต่ในเวลาเดียวกันถ้าหากว่าเรามองข้าม ใจที่สามารถให้ความสุขแก่เราได้ ก็อาจกลับกลายเป็นตัวการแห่งความทุกข์ อย่างที่พูดว่าคนเราทุกข์มากก็เพราะใจ เพราะว่าใจนั้นเปิดช่องให้ตัวร้ายเข้ามาขโมยความสุขไปจากเราและยัดเยียดความทุกข์มาให้

    พระพุทธเจ้าตรัสว่าศัตรูทำร้ายซึ่งกันและกันก็ไม่ก่อความวินาศหรือความฉิบหายได้เท่ากับจิตที่ตั้งไว้ผิดหรือจิตที่ฝึกไว้ผิด ศัตรูทำร้ายกันก็คงเอากันถึงตาย แต่ก็ไม่ก่อความพินาศ ฉิบหาย หรือร้ายแรงเท่ากับจิตที่ตั้งไว้ผิด แต่ถ้าจิตตั้งไว้ถูกก็ก่ออานิสงส์มาก พ่อแม่นั้นรักลูกมากก็จริงแต่ไม่ว่าจะทำสิ่งดี ๆให้แก่ลูกเพียงใดก็เทียบไม่ได้กับจิตที่วางไว้ถูก พ่อแม่นั้นย่อมอยากที่จะให้ลูกมีความสุข แต่ความสุขที่พ่อแม่ให้แก่ลูกหรือปรนเปรอให้กับลูกก็เทียบไม่ได้เลยกับความสุขที่เกิดจากจิตที่ตั้งไว้ถูก หรือจิตที่ฝึกไว้ถูก พวกเราก็ย่อมปรารถนาความสุขเช่นกัน แต่ถ้าไปรอหาความสุขจากข้างนอกก็จะไม่พบ หรือว่าไม่ถึงใจ จนกว่าเราจะพบความสุขที่กลางใจ จะพบได้ก็ต้องกลับมาใส่ใจ กลับมารู้จักจิตใจของเรา และเห็นคุณค่าของใจเรา สิ่งนี้เป็นขุมทรัพย์อันประเสริฐมากที่ผู้คนมองข้าม
    :- https://visalo.org/article/komol5602.htm
     
  17. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    40,440
    กระทู้เรื่องเด่น:
    169
    ค่าพลัง:
    +33,013
    Komol5701.jpg
    อย่าด่วนสรุป
    พระไพศาล วิสาโล
    มีพ่อคนหนึ่งมีความทุกข์มากที่ลูกชายไม่ดีเหมือนลูกคนอื่น แกทุกข์จนถึงขนาดซึมเศร้าไปเลย ต้องไปหาจิตแพทย์ ซึมเศร้าเพราะว่าลูกไม่ใช่คนสมบูรณ์ แกอยากได้ลูกที่สมบูรณ์ หมอก็แนะนำดี หมอบอกว่าลูกที่สมบูรณ์นั้นไม่มีหรอก เช่นเดียวกับพ่อที่สมบูรณ์ก็ไม่มี อย่างคุณก็ไม่ใช่พ่อที่สมบูรณ์ แต่คุณก็ดีพอที่จะเลี้ยงลูกได้ ลูกของคุณก็ไม่ใช่ลูกที่สมบูรณ์ แต่เขาก็ดีพอที่จะเป็นลูกของคุณได้ พอหมอพูดอย่างนี้ พ่อคนนี้ก็ได้คิดเลยว่าเออใช่นะ เป็นเพราะเราชอบเปรียบเทียบกับคนอื่นว่าลูกเขาดีกว่าลูกเรา เราจึงไม่พอใจลูก เพราะคิดว่าลูกไม่ใช่เด็กที่สมบูรณ์เหมือนคนอื่นเขา ที่จริงเขาลืมมองตัวเองว่าอยากจะได้ลูกที่สมบูรณ์ แต่ตัวเองเป็นพ่อที่สมบูรณ์หรือไม่ ซึ่งก็เป็นไปไม่ได้เพราะไม่มีใครที่สมบูรณ์พร้อม ถ้ามองแบบนี้ ความพอใจในสิ่งที่มี ยินดีในสิ่งที่ได้ ก็จะเกิดขึ้น

    พ่อแม่ไม่ควรเปรียบเทียบลูกของตนกับลูกของคนอื่น ในทำนองเดียวกันลูกก็ไม่ควรเปรียบเทียบพ่อแม่ของตัวเองกับพ่อแม่ของคนอื่น บางทีก็เปรียบเทียบตัวเองกับพี่น้อง ก็ทุกข์ขึ้นมาทันที ทุกข์เพราะอะไร ทุกข์เพราะคิดว่าพ่อแม่รักเราน้อยกว่าพี่น้อง คนที่เป็นลูกทุกข์เพราะเหตุนี้เยอะ พ่อแม่เป็นอย่างนั้นจริงหรือเปล่าก็ไม่รู้ แต่พอคิดเปรียบเทียบแบบนี้แล้วก็จะทุกข์ได้ง่ายมาก คนสวยแต่กลับทุกข์ เพราะเปรียบเทียบตัวเองกับดาราหรือนางแบบ ทั้ง ๆ ที่ตัวเองก็ไม่ได้ขี้ริ้วขี้เหร่ อย่างนี้ก็เรียกว่าทุกข์เพราะความคิด เพราะมองไม่เป็น

    ถ้าเราเปรียบเทียบกับคนอื่นให้น้อยลง พยายามอยู่กับปัจจุบันให้มากขึ้น เวลาใจเผลอคิดถึงเรื่องอดีต เรื่องอนาคต เกิดความเครียด หรือเกิดความกังวลขึ้นมา ก็รู้ทัน พาใจกลับมาอยู่กับปัจจุบันได้ ความทุกข์ก็จะไม่ครอบงำจิตใจได้ง่าย ๆ อยู่กับปัจจุบันก็คือ ใส่ใจกับสิ่งที่กำลังทำอยู่ขณะนี้ รู้ว่ากำลังทำอะไรอยู่ตอนนี้ เวลาฟังธรรมะ ใจก็อยู่กับการฟังธรรมะ หรือกำลังทำงานอยู่ ใจก็อยู่กับงาน แต่ถ้าใจนึกถึงงานอื่นที่คาอยู่ ก็จะเกิดความกังวลหนักอกหนักใจขึ้นมาทันที แต่ถ้ารู้ทัน สติก็จะพาใจกลับมาอยู่กับปัจจุบัน พอใจอยู่กับปัจจุบัน ความทุกข์ ความกังวล ความเครียดก็จะลดลงไปได้มาก

    พวกเราเป็นอย่างนี้หรือไม่ เวลาทำงานก็นึกถึงลูกที่บ้าน แต่เวลาอยู่กับลูกที่บ้านก็กลับนึกถึงงาน เวลานอนก็นึกถึงงานจนนอนไม่หลับ แต่เวลาทำงานกลับง่วงนอน ถ้าทำงานแต่ใจคิดถึงลูก เกิดอะไรขึ้น เกิดความกังวล ไม่มีสมาธิกับงาน ไม่อยากทำงาน กลายเป็นทุกข์กับงาน ครั้นเวลาอยู่กับลูก แทนที่จะมีความสุขกับลูก เปล่า กลับคิดถึงงาน ก็ทำให้กังวล หนักใจ บางทีระบายความเครียดใส่ลูกโดยไม่รู้ตัวก็มี ลูกพูดผิดหูนิดหน่อย ลูกไม่ฟังนิดหน่อย ก็ตวาดใส่ลูก ที่จริงไม่ได้โกรธลูกหรอก แต่ว่าเครียดเพราะนึกถึงงานที่ยังกองสุมอยู่

    มันจะง่ายขึ้นถ้าเราพาใจมาอยู่กับปัจจุบัน เวลาทำงานใจก็อยู่กับงาน อย่าเพิ่งนึกถึงลูก เพราะนึกไปก็ไม่มีประโยชน์ เราทำอะไรไม่ได้ มีแต่จะทำให้กังวลเปล่า ๆ พออยู่กับลูกใจก็อยู่กับลูกด้วย ไม่ใช่อยู่แต่ตัวเท่านั้น วางงานไว้ก่อน เวลานอนก็นอน ตื่นขึ้นมาจะได้มีเรี่ยวมีแรง มีกำลังวังชา มีความสดชื่น ทำงานได้โดยที่ไม่ต้องง่วงเหงาหาวนอน ชีวิตมันจะง่ายขึ้นและมีความโปร่งเบามากขึ้น เพียงแต่เราเอาใจอยู่กับปัจจุบัน ขณะเดียวกันก็รู้ทันความคิดที่ปรุงแต่งไปในทางลบด้วย เห็นอะไรอยู่ตรงหน้าก็อย่าเพิ่งด่วนสรุป ถึงแม้ว่าสิ่งที่เราเห็นจะชวนให้คิดคล้อยไปอย่างนั้นก็ตาม
     
  18. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    40,440
    กระทู้เรื่องเด่น:
    169
    ค่าพลัง:
    +33,013
    (ต่อ)
    หมอคนหนึ่งขยันทำงานมาก เขาเล่าว่ามีเด็กอายุประมาณ ๕-๖ ขวบป่วยหนัก พ่อจึงพามารักษาตัวที่โรงพยาบาล เขาก็เอาใจใส่ดูแลอย่างดี หมอบอกกับพ่อของเด็กว่าทุกเช้าเวลาหมอมาตรวจให้อยู่พบหมอด้วย จะได้ซักถามอาการของลูกจากพ่อได้ อีกทั้งจะได้แนะนำพ่อว่าควรดูแลลูกอย่างไร ผ่านไปหลายวันเช้าวันหนึ่งหมอมาตรวจเด็ก แต่ไม่เห็นพ่อเลยก็ไม่พอใจ วันรุ่งขึ้นก็เหมือนเดิม ไม่เห็นพ่อ หมอไม่พอใจมากที่พ่อไม่มีความรับผิดชอบ ทั้ง ๆ ที่ลูกป่วยหนัก ทำไมไม่อยู่ดูแลลูก ตอนเย็นหมอเจอพ่อของเด็ก จึงต่อว่าพ่อว่าทำไมคุณไม่มีความรับผิดชอบ ทำไมไม่อยู่ดูแลลูก หมออุตส่าห์ย้ำแล้วว่าเวลาหมอมาตรวจให้อยู่ด้วย พ่อก็ยกมือไหว้ขอโทษหมอ และบอกว่า “ข้าวที่ผมเอามาจากหมู่บ้านหมดแล้ว ผมไม่มีข้าวกิน ก็เลยต้องไปขอข้าวจากวัดที่อยู่ใกล้ ๆ โรงพยาบาล กว่าจะได้กินก็ต้องรอพระฉันเสร็จก่อน พอกินเสร็จก็ต้องล้างถ้วยล้างชามให้วัดด้วย ก็เลยมาไม่ทันหมอ”

    หมอได้ยินเช่นนั้นก็รู้สึกผิดขึ้นมาทันทีที่ไปว่าเขา ที่จริงเขาน่าสงสาร เพราะยากจน ไม่มีเงินแม้กระทั่งจะซื้อข้าวกิน สาเหตุที่หมอไปต่อว่าเขาเพราะด่วนสรุป ยังไม่ทันถามเขาก็ต่อว่าเขาไปแล้วว่าไม่มีความรับผิดชอบ ไม่เอาใจใส่ลูก หลายคนก็เป็นแบบนี้ใช่ไหม ต่อว่าเขาทั้ง ๆ ที่ยังไม่รู้ความจริง แต่ด่วนสรุปแล้วว่าเขาแย่อย่างนั้น แย่อย่างนี้ ถ้าเราลองคิดเผื่อสักหน่อยว่าเขาอาจจะมีเหตุผลบางอย่างที่ทำเช่นนั้น เราก็คงไม่ด่วนตำหนิใครไปก่อน

    ธรรมชาติของคนเรานั้นพอเห็นอะไรแล้วจะไม่เห็นแต่สิ่งที่อยู่ข้างหน้าอย่างเดียว แต่ยังคิดถึงเบื้องหลังด้วย หรือชอบคาดการณ์ไปล่วงหน้าด้วย มีคนหนึ่งเล่าว่าเขาอยู่บ้านจัดสรร ต่อมามีเพื่อนบ้านย้ายมาอยู่ติดกัน ผ่านมาได้แค่ ๒ วันก็ปรากฏว่าเกิดพายุพัดกระหน่ำ ทำให้ไฟดับทั้งหมู่บ้าน สักพักเพื่อนบ้านก็มากดกริ่งที่หน้าบ้าน ถามเขาว่ามีไฟฉายไหม ได้ยินเช่นนั้นเขาก็นึกในใจว่า คุณเพิ่งมาอยู่ได้ไม่กี่วันก็มารบกวนฉันแล้ว ทำไมไม่เตรียมไฟฉายติดบ้านเอาไว้บ้าง จึงตอบอย่างห้วน ๆ ว่า “ไม่มี” เพื่อนบ้านคนนั้นก็เลยหยิบไฟฉายจากกระเป๋ายื่นมาให้ แล้วพูดว่า “งั้นเอาอันนี้ไปใช้ก่อนดีไหมครับ เผื่อจะเป็นประโยชน์” เห็นเช่นนี้เขาก็รู้สึกผิดขึ้นมาทันที เพราะหลงตำหนิเพื่อนบ้าน แท้จริงแล้วเพื่อนบ้านคนนี้มีน้ำใจ ห่วงใยว่าเขาจะไม่มีไฟฉายใช้ จึงอุตส่าห์ฝ่าฝนเอาไฟฉายมาให้ใช้

    เดี๋ยวนี้คนในเมืองคิดแบบนี้กันมาก เวลาใครมาถามแบบนี้ก็คิดว่าเขาจะมาขอ แต่ที่จริงแล้วเขาอาจมีน้ำใจช่วยเหลือก็ได้ เพราะฉะนั้นอย่าด่วนสรุป และถึงแม้ว่าเราจะมีความคิดหรือสรุปล่วงหน้าแล้วก็ให้รู้จักทักท้วงความคิดเหล่านั้นบ้าง อย่าเชื่อความคิดของตัวเองไปเสียหมด ให้ตระหนักว่ามันเป็นแค่ความคิด ไม่ใช่ความจริง ความจริงอาจจะไม่เป็นอย่างที่เราคิดก็ได้ ถ้าเราเผื่อใจ หรือทักท้วงความคิดของตัวเองบ้าง ก็จะช่วยให้เราไม่เผลอทำอะไรผิดพลาด จนเกิดความเสียหายขึ้นมา นอกจากจะช่วยไม่ให้เราสร้างความทุกข์หรือความขัดแย้งให้กับคนอื่นแล้ว ก็ยังป้องกันไม่ให้เราเกิดความเดือดเนื้อร้อนใจในภายหลัง

    หลวงพ่อคำเขียนเล่าว่าเมื่อ ๓๐ กว่าปีก่อน ตอนนั้นท่านยังไม่ได้มาประจำที่สุคะโต ท่านเป็นเจ้าอาวาสที่วัดภูเขาทอง วันหนึ่งมีคนพาพระใหม่มาอยู่กับท่าน คนที่พามาบอกว่าพระรูปนี้เป็นน้องชายเขา ท่านก็แนะนำให้ปฏิบัติธรรม เดินจงกรม สร้างจังหวะ พระรูปนั้นทำได้แค่ ๒-๓ วันก็มาขอสึก บอกหลวงพ่อว่า “ผมไม่ได้มาบวชเพื่อเดินจงกรม แต่มาเพราะพี่ชายบังคับให้มา ผมบวชแล้ว ตอนนี้อยากสึก” หลวงพ่อไม่ยอมสึกให้ บอกว่าให้เดินจงกรมต่อ ผ่านไปได้แค่ ๒-๓ ชั่วโมง ก็มาหาหลวงพ่อใหม่ จะมาขอสึกอีก หลวงพ่อไม่ยอมและให้ปฏิบัติต่อ ผ่านไปพักใหญ่พระรูปนั้นก็มาอีก ยืนยันเหมือนเดิมว่าจะขอสึก คราวนี้หลวงพ่อจึงถามว่า “อะไรพาให้คุณมาหาผม” พระรูปนั้นตอบว่า “ความคิดครับ” หลวงพ่อจึงย้อนถามไปว่า “มันคิดแล้วต้องทำตามความคิดทุกอย่างหรือ ถ้าคุณทำตามความคิดทุกอย่าง ไม่แย่หรือ” แล้วท่านก็แนะนำให้พระรูปนั้นดูความคิดและคอยทักท้วงมันบ้าง พอได้ยินเช่นนั้นพระรูปนั้นก็เดินจากไปด้วยความไม่พอใจ

    วันรุ่งขึ้น พระรูปนั้นพอเห็นหลวงพ่อก็รีบเข้ามาหา แต่แทนที่จะมาขอสึกเหมือนเดิม กลับเข้ามากราบหลวงพ่อ อย่างนอบน้อม และบอกว่า ถ้าหลวงพ่อไม่ทัดทานเขาเมื่อวาน เขาต้องฆ่าคนแน่ เพราะตั้งใจว่าถ้าสึกแล้ว จะไปฆ่าคน ๒ คนให้หายแค้น เขาวางแผนเอาไว้แล้วว่าจะเอาปืนและรถจากไหน แต่เมื่อหลวงพ่อแนะให้เขาดูความคิด เขาก็เลยได้สติ และตัดสินใจไม่สึก ปรากฏว่าพระรูปนั้นบวชต่อนานถึง ๒๐ ปี

    นี่เป็นอุทธาหรณ์สอนใจว่าคนเราถ้าทำตามความคิดทุกอย่างแล้ว อาจจะลงเหวหรือไปอบายได้ เพราะความคิดนั้นที่ดีก็มี ที่ไม่ดีก็มี หากไม่รู้จักไตร่ตรองด้วยสติ ก็อาจถูกความคิดชั่วครอบงำ พาไปสู่หายนะได้ สิ่งที่หลวงพ่อคำเขียนพูดนั้นเป็นเรื่องสำคัญมาก “ถ้าคุณทำตามความคิดทุกอย่าง ไม่แย่หรือ” เมื่อมีความคิดขึ้นมาก็อย่าเพิ่งหลงเชื่อเสียทุกเรื่อง ให้ใคร่ครวญ ตรวจสอบ ทักท้วง หรือไม่ก็คิดเผื่อไปอีกทางหนึ่งบ้าง ขณะที่คิดไปในทางลบก็ลองคิดทางบวกเผื่อบ้าง เพราะความจริงอาจไม่เป็นอย่างที่เรานึก เช่น เวลามีเสียงเหมือนคนเดินรอบกุฏิก็อย่าเพิ่งปักใจเชื่อว่าเป็นเสียงคนเดิน อย่าเพิ่งสรุปว่าเป็นพวกมิจฉาชีพกำลังคิดร้ายกับเรา ให้ลองคิดเผื่อบ้างว่า อาจจะเป็นเสียงสัตว์ก็ได้ เวลาทักเพื่อนแล้วเขาไม่ตอบ ก็อย่าเพิ่งสรุปว่าเขาไม่ชอบเรา ลองคิดเผื่อว่าอาจมีเหตุบางอย่างที่ทำให้เขาไม่ได้ยินเรา หรือไม่เห็นเรา ให้คิดเผื่อไปอีกทางหนึ่งบ้างว่าเขาอาจจะมีเรื่องกังวลใจอยู่ ถ้าเราคิดแบบนี้ ความเข้าใจผิดก็จะลดน้อยลง และเราเองก็จะมีเรื่องทุกข์น้อยลงด้วย
    :- https://visalo.org/article/komol5701.htm
     
  19. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    40,440
    กระทู้เรื่องเด่น:
    169
    ค่าพลัง:
    +33,013
    6308.jpg
    จิตเป็นนาย กายเป็นบ่าว

    พนักงานบริษัทคนหนึ่งอายุประมาณ ๔๐ ปี เล่นเทนนิสทุกสัปดาห์ วันหนึ่งไปตรวจสุขภาพประจำปี หมอบอกว่าคุณเป็น “หัวใจรั่ว” เขาได้ยินก็ตกใจ เพราะในความเข้าใจของเขา หัวใจรั่วก็คือหัวใจเป็นรูและมีเลือดพุ่งออกมาเวลาหัวใจบีบตัว เขาไม่รู้ว่าที่จริงหมอตั้งใจจะบอกว่า ลิ้นหัวใจของเขารั่ว ซึ่งไม่ได้เลวร้ายถึงตาย เขายังสามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติ ออกกำลังกายก็ยังได้ แต่พอเขาเข้าใจว่าหัวใจตัวเองรั่วก็เลยกังวลและเครียดมาก กินไม่ได้นอนไม่หลับ ปรากฏว่าสองวันหลังจากนั้นเขาก็เข้าโรงพยาบาลเลย แล้วอาการก็แย่ลง จนต้องเข้าห้อง ICU และเสียชีวิตลงในเวลาต่อมา ที่จริงแล้วอาการของเขาไม่ได้หนักหนามาก แต่เนื่องจากใจมีความวิตกกังวลมาก ก็ทำให้ร่างกายทรุดหนักจนถึงตายได้


    ชาวบ้านคนหนึ่งเข้า ๆ ออก ๆ โรงพยาบาล โดยไม่รู้ว่าตัวเองเป็นอะไร แล้ววันหนึ่งหมอก็บอกว่า “ป้าเป็นมะเร็งตับนะ อยู่ได้ไม่เกิน ๓ เดือน” เธอตกใจมาก เครียด วิตกกังวลอย่างหนัก อยู่ได้แค่ ๑๒ วันก็ตาย คือตอนที่ไม่รู้ว่าเป็นอะไรก็ยังมีเรี่ยวแรง แต่พอรู้แล้วก็ทรุดเลยเพราะถูกความกลัว ความเครียด ความวิตกกังวลเล่นงานจิตใจ ก็เลยตายเร็ว ลำพังก้อนมะเร็งที่ตับนั้นมันไม่ได้ทำให้เธอตายเร็วขนาดนั้น แต่เป็นเพราะใจของเธอต่างหากที่ทำให้เธอตายเร็วขึ้น

    ตรงข้ามผู้หญิงคนหนึ่ง หมอบอกว่าเธอเป็นมะเร็งตับ อยู่ได้ไม่เกินหกเดือน แต่ปรากฏว่าเธออยู่ได้ถึงหกปี อันนี้เป็นเพราะใจ ถ้าใจไม่สู้ ใจกลัว ใจวิตกก็ตายเร็ว ด้วยเหตุนี้จึงพูดได้ว่า ใจเป็นนาย กายเป็นบ่าว ทุกข์กายนั้นไม่เท่าไหร่ แต่ทุกข์ใจน่ากลัวกว่า ทุกข์กายนั้นยังพอประคับประคองไปได้ แต่พอทุกข์ใจแล้วร่างกายมันทรุดไปเลย เพราะใจไม่ยอมรับความจริง ถ้ายอมรับความจริง อาการก็จะไม่ทรุดหนักขนาดนั้น แต่เป็นเพราะว่าใจปฏิเสธ ไม่ยอมรับ ทนไม่ได้ พยายามดิ้นรนผลักไส มีความรังเกียจ มีการต่อต้านอยู่ข้างใน ก็เลยทำให้เครียด แถมยังปรุงแต่งไปในทางร้ายอีก ของเดิมยังไม่เท่าไร แต่พอปรุงแต่งให้มันเลวร้ายขึ้น อาการก็เลยหนักกว่าเดิม อย่างเช่น พยาธิปากขอ ไม่ใช่โรคร้าย แต่พอปรุงแต่งว่าตัวเองเป็นมะเร็ง เป็นไตวาย แล้วหลงเชื่อความคิดปรุงแต่งนั้น มันก็ฉุดใจและกายให้ทรุดหนัก จนกระทั่งป่วยหนักหรือตายเร็วเข้า

    การที่เราหันมาให้ความสำคัญกับเรื่องใจนั้นจำเป็นมาก เพราะถึงแม้ว่าเราป่วย แต่ถ้าใจเราเป็นปกติได้ ก็จะป่วยแค่กาย แต่ใจไม่ป่วย สามารถที่จะอยู่ได้อย่างปกติสุข คนที่เป็นมะเร็งหลายคนอยู่ได้อย่างปกติสุข ทำงานทำการได้ เพราะว่าเขายอมรับความจริงและเรียนรู้ที่จะอยู่กับมะเร็ง บางคนติดเชื้อ HIV มา ๒๐ ปีแล้วก็ยังสามารถมีชีวิตได้เหมือนคนปกติเพราะใจ แต่บางคนติดเชื้อ HIV ได้แค่ ๓-๔ ปีก็ตายแล้ว นั่นเป็นเพราะใจเช่นกัน คุณภาพของใจนั้นสำคัญมาก ไม่ใช่แต่เฉพาะเวลาเจ็บป่วยซึ่งเป็นธรรมดาของชีวิต แต่รวมถึงมีเหตุเภทภัยอื่น ๆ เกิดขึ้น ทั้งที่เกี่ยวกับทรัพย์สมบัติก็ดี เกี่ยวกับงานการก็ดี เกี่ยวกับคนรักหรือความสัมพันธ์ก็ดี สิ่งที่คนมักจะมองข้ามก็คือใจที่วางไว้ไม่ถูกหรือยอมรับไม่ได้ คือตัวการที่ทำให้เราทุกข์อย่างแท้จริง

    ที่จริงแล้วเหตุเภทภัยที่เกิดขึ้นกับร่างกาย ทรัพย์สมบัติ คนรัก ไม่ได้ทำให้เราทุกข์มากเท่ากับใจที่วางไว้ผิด หากวางใจถูกแม้เจอเหตุร้าย ก็ยังมีความสุขได้ เด็กผู้หญิงอายุ ๑๔ ปีเป็นมะเร็งสมอง วันหนึ่งมีอาสาสมัครไปเยี่ยม เธอแปลกใจมากว่าเด็กคนนี้เป็นมะเร็งสมอง ผมร่วงทั้งหัว แต่ทำไมถึงหน้าตายิ้มแย้มแจ่มใส คุยไปคุยมาเด็กคนนั้นบอกว่า “หนูโชคดีที่ไม่ได้เป็นมะเร็งมดลูก มีญาติคนหนึ่งเป็นมะเร็งมดลูก เขาปวดมากเลย” แล้วเธอก็บอกต่อว่า “หนูโชคดีที่เป็นแค่มะเร็งสมอง” กรณีนี้ตรงข้ามกับบางคนที่สุขภาพดี แต่แค่มีสิว ผิวแห้ง ผมแตกปลาย หน้าไม่เต่งตึงเท่านั้นก็จะเป็นจะตายให้ได้

    คนหนึ่งเป็นมะเร็งแต่ใจยอมรับได้ แล้วมองโลกในแง่บวก อีกคนหนึ่งสุขภาพปกติ แต่ว่ารูปร่างหน้าตาไม่เป็นดั่งใจกลับทุกข์ระทม จะเป็นจะตายให้ได้ ที่ฆ่าตัวตายก็มี มีบางคนเป็นสิว รู้สึกอับอายมาก ไปที่ไหนก็กลัวเพื่อนล้อ พอเจอเพื่อนล้อก็ไปจริงจังกับคำพูดของเขา กลุ้มใจ น้อยเนื้อต่ำใจมากถึงกับฆ่าตัวตาย

    เห็นได้ว่าใจเป็นนายจริง ๆ สุขหรือทุกข์ของคนเรานั้นขึ้นอยู่กับใจ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่ามีอะไรเกิดขึ้นกับเรา แม้ว่ามีโรคร้ายเกิดขึ้น ถ้าใจเป็นปกติหรือรู้จักวางใจให้ถูก ก็มีความสุขได้ แต่ถ้าวางใจผิด ยึดติด ถือมั่น หรือปรุงแต่งไปในทางลบ แถมเชื่อหรือยึดติดในสิ่งที่ปรุงแต่ง ก็ทำให้กินไม่ได้นอนไม่หลับ อาจจะถึงตายได้ ตายเพราะตรอมตรมหรือเพราะมีความกังวลมาก

    คนเราเวลาไปทำบุญก็มักจะขอให้ไม่มีเหตุเภทภัยกับเรา แต่เราลืมมองไปว่าแม้จะไม่มีเหตุเภทภัย แต่ว่าถ้าเราวางใจไม่ถูกก็มีความทุกข์ได้ อย่าว่าแต่มีเหตุเภทภัยเลย แม้เจอโชคลาภแต่ถ้าวางใจไม่ถูกก็กลับเป็นทุกข์ มีชาวบ้านคนหนึ่งแทงหวยสามตัว แทงไป ๑๕ บาท ปรากฏว่าแทงถูก ได้เงินมา ๖๐๐ บาท แกดีใจจนยิ้มแก้มปริ แต่พอรู้ว่าเพื่อนอีกคนหนึ่งแทงตัวเดียวกัน แต่แทงมากกว่า ได้เงินมา ๒,๐๐๐ บาท ที่ยิ้มอยู่ก็หุบเลย กลายเป็นเสียใจขึ้นมาเลย ทุกข์ขึ้นมาทันทีทั้ง ๆ ที่ได้โชคได้ลาภแท้ ๆ

    แต่กรณีนี้ก็ยังไม่หนักเท่ากับอีกรายหนึ่ง มีเพื่อนเล่าให้ฟังว่าไปเจอคุณป้าคนหนึ่งซึ่งเป็นนักเล่นหุ้นเหมือนกัน แกเล่าว่าเมื่อ ๒-๓ วันก่อน แกขายหุ้นไปได้กำไร ๑๐ ล้านบาท ผู้ชายคนนี้ก็เลยบอกคุณป้าว่าขอแสดงความยินดีด้วยครับคุณป้า แต่คุณป้าตอบกลับมาว่า “ยินดีอะไรกันล่ะ ถ้าฉันขายหุ้นวันนี้ฉันก็ได้กำไรแล้ว ๒๐ ล้าน” คุณป้าไม่มีความสุข ไม่รู้สึกยินดีทั้ง ๆ ที่ได้กำไร ๑๐ ล้าน ซึ่งยิ่งกว่าถูกลอตเตอรี่รางวัลที่ ๑ เสียอีก เรื่องไม่ได้จบแค่นั้น วันรุ่งขึ้นคุณป้าไม่ได้มาที่ตลาดหุ้นเหมือนเคย ผู้ชายคนนี้จึงไปถามเจ้าหน้าที่ฝ่ายการตลาดว่า คุณป้าหายไปไหน ก็ได้คำตอบว่าเข้าโรงพยาบาลไปแล้ว ที่เข้าโรงพยาบาลก็เพราะเครียดที่ได้กำไรแค่ ๑๐ ล้าน

    คนเรามักคิดว่าขอให้ฉันมีโชคมีลาภ อย่าให้มีเหตุเภทภัย แต่มันก็ไม่ได้เป็นหลักประกันว่าถึงแม้จะไม่มีเหตุเภทภัยหรือถึงแม้จะได้โชคได้ลาภก็ใช่ว่าเราจะมีความสุขเสมอไป มันอยู่ที่ใจ ถ้าเราวางใจไว้ไม่ถูกก็เป็นทุกข์ได้ ที่จริงจะดีกว่าหากขอให้ตัวเองมีปัญญา มีสติ พร้อมยอมรับทุกอย่างที่เกิดขึ้นด้วยจิตใจแช่มชื่นเบิกบาน เพราะถ้าหากมีสติ มีปัญญา ฉลาดทำใจ ไม่ว่าเจออะไร ก็ไม่ทุกข์
     
  20. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    40,440
    กระทู้เรื่องเด่น:
    169
    ค่าพลัง:
    +33,013
    (ต่อ)
    มีหนุ่มคนหนึ่งเป็นคนมีน้ำใจดี ชอบช่วยเหลือหมู่บ้านในชนบท บางทีก็พาคนอื่นไปทำความดีด้วย มีอยู่ครั้งหนึ่งเขาพานักศึกษาไปช่วยเหลือโรงเรียนยากจนในจังหวัดแม่ฮ่องสอน เสร็จแล้วก็เดินทางต่อไปยังแม่สอด จังหวัดตาก ระหว่างที่ลงจากเขา เราคงทราบดีว่าแม่ฮ่องสอนมีโค้งนับพันโค้ง รถเกิดอุบัติเหตุลื่นไถลลงมาจากไหล่เขา โชคดีที่เหวไม่ได้ลึกมาก ประมาณ ๑๐-๒๐ เมตร ตอนที่รถเสียหลักเขาภาวนาว่าขออย่าให้นักศึกษาคนไหนมีอันเป็นไป ปรากฏว่าทุกคนปลอดภัย ยกเว้นตัวเขาเอง เขาเป็นอัมพาตตั้งแต่เอวลงมา ระหว่างที่พักฟื้นที่โรงพยาบาล หลายคนที่มาเยี่ยมพูดเหมือนตัดพ้อว่า ทำความดีขนาดนี้ ทำไมถึงต้องมาเจอเหตุร้าย พูดคล้ายๆ กับว่าทำดีไม่ได้ดี แต่ว่าหนุ่มคนนี้ป็นคนฉลาดในการมองโลกและชีวิต เขาพูดปลอบใจและเตือนสติเพื่อนว่า “ก็เพราะทำความดีน่ะสิ ถึงรอดมาได้ขนาดนี้” คือรอดมาได้ครึ่งตัว ถ้าไม่ทำความดีก็อาจจะตายไปแล้วก็ได้ จะเห็นได้ว่าถึงแม้เจอเหตุเภทภัย แต่ถ้าวางใจไว้ถูก เช่นในกรณีนี้ ได้แก่การมองในแง่บวก ใจก็จะไม่ทุกข์ เพราะฉะนั้นถ้าหากเรารู้จักมองแบบนี้บ้างก็จะทำให้สามารถรับมือกับเหตุเภทภัยต่าง ๆ ได้

    การมองในแง่บวกหมายถึงการมองที่ไม่ได้เห็นแต่สิ่งที่เลวร้าย แต่ยังเห็นสิ่งที่ดี ๆ ที่เกิดขึ้นกับเราด้วย เวลาเราเจ็บป่วย เช่น ปวดท้องหรือปวดหัว ถ้ามองในแง่บวกก็คือว่าเรายังมีร่างกายส่วนอื่นที่ยังทำงานได้ดี ถ้าเรามัวจดจ่ออยู่กับสิ่งที่ไม่ดี เรียกว่าเป็นการมองในแง่ลบ การมองในแง่บวกก็คือมองเห็นสิ่งดี ๆ หรือรู้จักชื่นชมสิ่งดี ๆ ที่มีอยู่ มีผู้หญิงคนหนึ่งชื่อกนกวรรณ ศิลป์สุข เป็นโรคธาลัสซีเมียตั้งแต่เกิด โรคนี้คนไทยเป็นกันมาก เป็นโรคเลือดติดต่อทางกรรมพันธุ์ หมอบอกว่าอยู่ได้ไม่เกิน ๒๐ ปี แต่เธอก็อยู่มาได้ ๓๐ ปีแล้ว เธอมีร่างกายแคระแกรน กระดูกเปราะ ขาและแขนหักเป็นประจำ แต่เป็นคนที่มีความสุขมาก มีคนถามว่าทำไมเธอถึงมีความสุขทั้ง ๆ ที่จะตายเมื่อไรก็ไม่รู้ ร่างกายก็ไม่ค่อยดี ต้องรับเลือดเป็นประจำทุกสัปดาห์ เธอตอบว่า “เลือดเราอาจจะจาง จะแย่หน่อย แต่เราก็ยังมีตาเอาไว้มองสิ่งที่สวย ๆ มีจมูกไว้ดมกลิ่นหอม ๆ มีปากไว้กินอาหารอร่อย ๆ แล้วก็มีร่างกายที่ยังพอทำอะไรได้อีกหลายอย่าง แค่นี้ก็เพียงพอแล้วที่เราจะมีความสุข” เธอยังพูดต่อว่า “โลกมีเอาไว้อยู่ ไม่ได้มีเอาไว้แบก”

    บางคนเป็นโรคธาลัสซีเมียก็เอาแต่บ่นว่าทำไมถึงต้องเป็นฉัน ทำไมถึงต้องเป็นฉัน ใจจดจ่ออยู่กับโรคหรือกับเลือดที่ไม่ดี แต่ลืมมองไปว่าสิ่งดี ๆ ในตัวเองก็ยังมีอยู่เยอะ ตาก็ยังมองเห็น ขาก็ยังเดินไปไหนมาไหนได้ มือก็ยังทำงานทำการได้ สามารถเก็บเกี่ยวความสุขที่มีอยู่รอบตัวได้ มองอย่างนี้เป็นการมองในแง่บวก คือมองเห็นสิ่งดี ๆ ท่ามกลางสิ่งที่ไม่ดี

    มองในแง่บวกอีกอย่างก็คือมองว่าในสิ่งที่แย่ ๆ นั้นก็มีประโยชน์หรือข้อดีอยู่ และก็ดีที่มันไม่แย่ไปกว่านี้ บางคนบอกว่าโชคดีที่เป็นมะเร็งเพราะทำให้ได้หันมาหาธรรมะ ถ้าไม่เป็นมะเร็งก็คงไม่สนใจธรรมะ หรือบางคนขอบคุณที่ธุรกิจล้มละลายเมื่อปี ๒๕๔๐ เพราะการล้มละลายทำให้เขาเข้าหาธรรมะ เพื่อดับร้อน ดับความทุกข์ ก่อนหน้านี้ไม่เคยสนใจธรรมะมาก่อนเลย แต่พอธุรกิจล้มละลาย เป็นหนี้ล้นพ้นตัว กลุ้มใจมากก็เลยมาวัด บางคนไม่ได้มาเอง มีคนชวนมา เพราะว่าทุกข์มาก พอมาวัด ได้ปฏิบัติธรรม จึงรู้จักปล่อย รู้จักวาง ทำใจได้ ก็เลยหันมาสนใจธรรมะและพบความสุขที่แท้จริง จึงต้องขอบคุณที่ธุรกิจล้มละลาย อย่างนี้เรียกว่าในสิ่งที่แย่ก็มีประโยชน์หรือข้อดีอยู่ไม่น้อย นี่เป็นการมองในแง่บวกอีกแบบหนึ่ง ถ้าเรามองแบบนี้ให้เป็นมันจะช่วยได้มาก มันไม่ใช่การหลอกตัวเอง แต่เป็นการมองเห็นความจริงอีกมุมหนึ่งที่ผู้คนมักจะไม่ค่อยมอง เพราะว่าเห็นแต่เรื่องลบ มองแต่เรื่องร้าย
    :- https://visalo.org/article/PosttoDay25551021.htm
     

แชร์หน้านี้

Loading...