ร่วมทำบุญบูชา มงคลยอดชีวิตลิขิตขัดเกลาวาสนามหาโพธิ์เจดีย์ขังมารหลิงหลง(พุทธศาสตรา) พ่ออาจารย์พล

ในห้อง 'พระเครื่อง วัตถุมงคล' ตั้งกระทู้โดย คุรุปาละ, 12 ตุลาคม 2014.

  1. คุรุปาละ

    คุรุปาละ เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    16 กรกฎาคม 2012
    โพสต์:
    7,160
    ค่าพลัง:
    +21,959
    อรุณสวัสดิ์ครับ

    เมื่อวานก็มีคนถามเข้ามาว่า เวลาที่ทำอะไรจวนตัวแต่ไม่เสร็จจะแก้ไขได้อย่างไร เราก็งงๆเลยคุยต่อกับเขายาวๆเลยว่าที่จวนตัวมันหมายความว่ายังไง เขาบอกว่าก็แบบมีจุดประสงค์อยู่อย่างหนึ่งสมมติว่าต้องใช้เวลาปีหนึ่งแบบนี้ แต่พอพ้นปีไปแล้วสิ่งที่ทำอยู่ก็ยังไม่เป็นผลสำเร็จไม่เจริญงอกงามแบบที่ควรจะเป็น ที่สำคัญเหนือสิ่งอื่นใดเลยก็คือเวลามันหมดแล้วมันทำต่อไม่ได้ต้องเริ่มทำสิ่งใหม่ แต่จะทิ้งของเก่าไปก็น่าเสียดายถ้าจะฝืนมันก็ไม่คุ้มทุน คุยไปคุยมาก็เลยรู้ว่าจุดประสงค์ใหญ่ของพี่เค้าเวลาทำงานคือเวลาไม่เพียงพอที่จะทำให้โครงการออกมาดีได้ ก็เลยไปไม่ถึงฝัน

    พอมาลองมองดูหลายๆคนก็น่าจะเคยเป็นหรือแม้แต่ผมบางทีก็เป็นคล้ายๆกับว่าตอนทำอะไรสุดๆแล้ว แบบเราพยายามดีที่สุดแล้ว ใส่ใจที่สุดแล้ว คอยฟูมฟักเพื่อให้มันกับเราโตขึ้นและเป็นความสำเร็จของเราแต่เรากลับทำไม่สำเร็จและต้องทิ้งมันไปดื้อๆ

    เรื่องแบบนี้สำหรับบางคนก็เจอในระดับปัญหาเล็กๆ แต่สำหรับพี่ที่ถามมาเขาเจอในระดับปัญหาที่ใหญ่มาก แน่นอนว่ายิ่งระดับของปัญหาใหญ่เท่าไหร่ ความเสียหายก็ยิ่งร้ายแรงมากเท่านั้น

    ก็ได้คุยแนะนำกับพี่เค้าไปพอสมควร เอาง่ายๆก็วนมาเรื่องสติ,ฆราวาสธรรม,อิทธิบาทสี่,สังคหวัตถุสี่..ก็พอจะพูดแนะนำได้คร่าวๆไม่ได้ลงลึกอะไรในหลักธรรมมากมายเพราะบางอย่างมันต้องลองทำลองปรับใช้กันเองแต่ละคน ทีนี้เค้าก็ฝากการบ้านเรามาว่าพอมีเครื่องมงคลแก้ไขเรื่องแบบนี้มั๊ย เราก็มานั่งคิดๆไล่ย้อนดูทีละอย่างก็รู้สึกว่ามันยังไม่ตรงจุดแบบร้อยเปอร์เซ็นต์กับปัญหาเค้า

    ทีนี้พอได้ลองสอบถามพ่ออาจารย์ท่านดู ท่านก็อุปมาแสดงให้เห็นลักษณะต่างแบบขยายความซึ่งเป็นวิชาที่ครูบาอาจารย์รุ่นก่อนเค้าใช้กัน แต่จะใช้อย่างไร ใช้กับปัญหาในระดับง่ายๆไปจนถึงยากที่สุดจริงๆนั้นมันยากแค่ไหนอย่างไร อันนี้เดี๋ยวยกมาพูดคุยกันอีกที

    296fdde1cd55120c40233d6fb1e12327-d25vj52.jpg
     
  2. คุรุปาละ

    คุรุปาละ เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    16 กรกฎาคม 2012
    โพสต์:
    7,160
    ค่าพลัง:
    +21,959
    แจ้งการส่ง EMS

    พี่ณธพรหม ED 8362 8778 9 TH

    พี่ฐิตกาญจน์ ED 8362 8779 2 TH
     
  3. คุรุปาละ

    คุรุปาละ เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    16 กรกฎาคม 2012
    โพสต์:
    7,160
    ค่าพลัง:
    +21,959
    วันนี้รอบบ่ายจะลงเครื่องมงคลชนิดหนึ่ง ซึ่งพ่ออาจารย์ท่านเน้นย้ำไว้หนักหนาว่าของสิ่งนี้
    " สำหรับคนผลัดวันประกันพรุ่ง ไม่เห็นความสำคัญของกาลเวลา ห้ามใช้ "
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 11 กรกฎาคม 2019
  4. คุรุปาละ

    คุรุปาละ เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    16 กรกฎาคม 2012
    โพสต์:
    7,160
    ค่าพลัง:
    +21,959
    ทีแรกว่าจะลงเรื่องเครื่องมงคลสำคัญให้วันนี้ แต่พ่ออาจารย์ท่านแจ้งว่าขอให้เลื่อนไปวันนึง เพราะท่านอยากทำให้ดีที่สุดนั่นคือท่านนำของสิ่งนี้ไปชุบแช่ในน้ำว่านพญาไก่แดงเสกให้อีกคำรบหนึ่ง เพื่อเป็นอิทธิคุณแฝดให้สุดๆไปเลยจริงๆ ก็เลยจะยึดตามเจตนาของท่านเปลี่ยนเป็นลงให้จองกันพรุ่งนี้เช้า ใจจริงอยากจะบอกว่าวิชานี้ของเดิมก็สุดๆไม่รู้จะบรรยายยังไงอยู่แล้ว จะดีอย่างไรติดตามกันเอง
     
  5. คุรุปาละ

    คุรุปาละ เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    16 กรกฎาคม 2012
    โพสต์:
    7,160
    ค่าพลัง:
    +21,959
    ร่วมทำบุญบูชา ตะกรุดตายแล้วฟื้นกลายกลับหนักเบาทุกข์,โทษ,โทสา(องค์ธรรรมผ่อนผันชะตากรรม)

    " สำหรับคนผลัดวันประกันพรุ่ง ไม่เห็นความสำคัญของกาลเวลา ห้ามใช้ "

    พ่ออาจารย์ท่านว่าตั้งแต่สมัยอดีตกาลนั้น จะสังเกตุได้ว่าเวลาครูบาอาจารย์ท่านทำกิจใดอยู่ หากยังไม่แล้วเสร็จ ไม่สำเร็จ ท่านก็มักจะผ่อนผันเวลาออกไปก่อน การผ่อนปรนในที่นี้ก็เพื่อให้กิจที่เรากระทำอยู่นั้นสำเร็จเสร็จสิ้นสมดั่งความตั้งใจของเราว่าเราจะทำอะไร ตั้งใจไว้แค่ไหนและเดี๋ยวนี้ทำไปได้เท่าไหร่ พอทำไม่เสร็จบางท่านก็มีอันให้เลิกทำเสียแล้ว ที่จะหนักหน่อยก็คือถึงที่ตายสิ้นอายุขัยไม่มีโอกาสแล้ว ไม่มีโอกาสจะคิด จะสร้าง จะทำต่อแล้ว นี่เรียกว่าถึงที่ตายไปแล้วยังจะทำอะไรได้ แต่เราจะสังเกตุได้ว่าแม้จะถึงที่ตายแต่ครูบาอาจารย์บางรูปบางองค์ก็ยังสามารถผ่อนผันชะตากรรมได้หลายสิบปีเพื่อจะดำรงค์สังขารทำกิจที่ปรารถนาให้สำเร็จ

    พูดกันง่ายๆ เข้าใจกันง่ายๆเลย เหมือนเราเป็นหนี้ใครแล้วเค้าตามมาทวงเราก็ขอเค้าผลัดออกไปก่อน การผลัดเวลานี้ไม่ใช่เพื่อให้เรามีชีวิตไร้สาระไปวันๆหากแต่ผลัดไปเพื่อจุดประสงค์ เพื่อเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่ซึ่งเราและเขาก็จะได้สร้างบารมีร่วมกัน พ่ออาจารย์ท่านว่าวิชาองค์ธรรมผ่อนผันชะตากรรมนั้นเป็นวิชาที่มีแรงครูสูงมากหากได้ใช้แล้วแม้คนถึงที่ตายก็ยังไม่ตายหากยังไม่สำเร็จกิจที่ทำค้างไว้ก็จะยื้ออยู่ได้พอสมควรแก่เวลาท่านว่าเขาให้คุณมหาศาลถึงระดับนั้น แต่หากนำมาอาราธนาไว้ไม่ไปพูดเรื่องถึงที่ตายกันวันนี้ อานุภาพแห่งคุณวิชาก็จะช่วยผ่อนผันชะตากรรมของเราในวันนี้ เรียกว่าใช้วันนี้ก็ผ่อนลงวันนี้ใช้วันไหนก็เห็นชัดวันนั้น

    ### ตายแล้วฟื้นคืนกลับ
    คำนี้ท่านอุปมาเอาไว้เพราะชีวิตที่ตายไปแล้วมันทำอะไรต่อไม่ได้ วิชานี้แต่โบราณจึงเป็นยอดปรารถนาที่จะสงเคราะห์คนในเรื่องชะตากรรมโดยเฉพาะ ใครที่เคราะห์กรรมยังน้อยหรือได้อาราธนาก็จะสามารถผ่อนหนักให้เป็นเบาได้ในกรณีร้ายแรงทั้งปวง แม้ถึงที่ตายไม่ว่าจะเป็นตายก่อนถึงอายุขัยหรือเพราะทำกิจทางโลกและสิ่งที่ปรารถนาไว้ไม่แล้วเสร็จก็ยังสามารถผลัดชะตากรรมได้ ท่านว่าวิชานี้ถ้าเอากันจริงๆแล้ว ใครได้ใช้ก็เหมือนคนที่ตายไปแล้วพลังชีวิตฟื้นคืนกลับมาได้นั่นแหละ ไม่ใช่ว่าใช้ไปจะต้องตายจริงๆก่อนนะ เสด็จพระใหญ่ท่านไม่ได้ให้เราทำเพื่อจะให้ใครตายแล้วตายอีก แต่ท่านอุปมาไว้เหมือนชีวิตที่ตายลงไปแล้ว หมดเวลาแล้ว ไม่เหลืออะไรแล้วแม้แต่ความหวังสุดท้าย ชีวิตแบบนั้นก็ยังจะผ่อนปรนให้ฟื้นคืนกลับสู่ความเจริญงอกงามได้ ท่านว่าปกติจะมีแต่พระอริยเจ้าที่ท่านจะผัดผ่อนพญายมเพื่ออยู่ต่อกี่ปีๆก็ว่ากันไปจะได้สร้างศาสนสถานหรือทำอะไรที่ค้างคาให้สำเร็จ แต่วิชานี้หากนำมาลงทำตะกรุดให้คนทั่วไปใช้ ท่านว่าขอเพียงมีใจยึดมั่นถือมั่นกับตะกรุดกับวิชาจริงๆเพียงเท่านั้น ก็จะสามารถผ่อนผันผ่อนปรนคลื่นลมในชีวิตทั้งหลายได้ ไม่ต้องรอให้พญายมมาเชิญเราไปชมนรกสวรรค์ หากแต่จะผ่อนผันบุพกรรมที่รุนแรงกระทั่งผ่อนแรงอาฆาตจากเจ้ากรรมนายเวรทั้งหลาย ให้เบาลงๆ ..เบาลงไปเรื่อยๆ ค่อยๆผ่อนไม่ให้มันตึงไม่ให้มันขาด เป็นดั่งเช่นว่านี้ก็คือการผ่อนปรนดุจมีชีวิตใหม่อีกครั้ง

    วิชานี้พ่ออาจารย์ท่านว่าแม้ในที่จวนตัวและคับขันที่สุดหากกำลังใจเรายึดมั่นเพียงพอก็ยังจะยืดเวลาตายได้ ท่านว่ายังไม่ตายก็จะไม่รู้กันหรอกแต่คนที่ใกล้จะตายก็จะอยู่ต่อได้ตามสัญญาที่ให้กับพญายมไว้ ว่าอยู่เพื่อทำอะไร จะอยู่นานเท่าไหร่เช่นนี้ แต่ในกรณีคนที่ยังมีลมหายใจกันอยู่กลับมีชีวิตพังทลายเหมือนคนตายไปแล้ว กิจที่ทำ งานที่สร้างก็ยังไม่เห็นความสำเร็จเพราะมรสุมชีวิตสารพัดจะพร้อมปะทะเข้ามาขวางเอาไว้ตลอด ด้วยบุพกรรมและแรงอาฆาตจากเจ้ากรรมนายเวรหรือแม้กระทั่งเป็นบททดสอบของท่านผู้ยิ่งใหญ่ทั้งหลาย ใครที่เจอชีวิตหนักๆแบบนี้วิชานี้เขาจะผ่อนปรนให้ เพราะเขาลดหย่อนเปลี่ยนจากหนักให้กลายเป็นเบา คู่กรณีของเราเขาก็ยอมลงให้กับเราไม่บึ้งตึงเช่นเดิม เหมือนผ่อนอารมณ์ ผ่อนความแรงในมรสุมชีวิต ทำให้ชีวิตเราอุปสรรคทุเลาเบาบาง สุดท้ายชีวิตก็จะเปลี่ยนไปหรือแปรกลับไป ไอ้สิ่งที่บีบๆเราอยู่มันก็จะคลี่ออกขยายออก ใครที่ชีวิตรู้สึกเหมือนหายใจไปได้ไม่ตลอดรอดฟั่งแบบนี้ก็จะหายใจได้คล่องคอกันมากขึ้น ท่านว่ามันผ่อนลงหมดเลยนะแม้แต่ตัวความทุกข์ก็ติดหางเลขไปด้วย ใครที่ทุกข์ที่ต้องทนกับทุกข์นี่ผ่อนลงทั้งหมด แม้โรคที่แสดงอาการอยู่ก็บรรเทาลงค่อยๆจืดจางลงไป คุณวิชาจะขยายกำลังและแผ่สิ่งที่บีบคั้นเราอยู่แผ่มันออกไปทำให้ชีวิตเรากระจ่างและสว่างขึ้นโดยลำดับ

    วิชานี้เขาอาศัยหลักย้อนคืนการเปลี่ยนแปลง พ่ออาจารย์ท่านว่าทุกข์,โทษ,โทสานั้น มารเหล่านี้เค้าใช้กฏวัฏจักรสนองผู้กระทำ เช่นนั้นการเปลี่ยนแปลงจึงเป็นสิ่งที่ซ้อนทับกาลเวลาขยายผลต่อมาถึงกรรมและชะตาชีวิตคน กาลทั้งสามคืออดีต,ปัจจุบัน,อนาคตได้ชื่อว่าเป็นกาลเวลา เป็นสิ่งที่ไม่เคยปราณีผู้ใดต่อให้มีเงินจะไปร้องขอร้องซื้อก้ทำไม่ได้ ในบางคนแม้ชีวิตล้มเหลวซ้ำซากกาลเวลาก็ยังพัดผ่านเขาไปกลายเป็นฝุ่นละอองไม่เป็นที่จดจำกันได้ในประวัติศาสตร์ ท่านว่าชีวิตคนก็มีเท่านี้ ความยาวนานที่มีที่เป็นที่ยังหายใจกันอยู่หากไม่รีบทำในสิ่งที่จะเป็นบารมีส่งเสริมตนเองได้ในอนาคตก็เกิดมาเสียเวลาไปเปล่าๆ พ่ออาจารย์ท่านจึงปรารถนาขอให้เสด็จพระใหญ่ท่านช่วยให้คนที่รู้ค่าเห็นค่าของชีวิตและกาลเวลาหากแต่ไม่มีวาสนาและไม่มีโอกาสที่จะทำ ให้เค้าได้ผ่อนผันความรุนแรงทั้งหลาย ท่านว่าชีวิตคนนั้นก็เป็นดั่งล้อเกวียนที่มีแต่จะหมุนไปข้างหน้ายิ่งหมุนเท่าไหร่ก็ยิ่งเก่าลงเท่านั้นมีแต่ความทรุดโทรมน่าสมเพชไม่ได้มีความยิ่งใหญ่หรือน่ายินดีอันใดอย่างที่ใครพยายามจะแสดงออกเลยหากหมุนไปเพื่อลดเวลาลงไปวันๆไม่ได้สร้างประโยชน์ให้กับใคร เหมือนกับลูกวัวอันเขาเลี้ยงไว้รอเวลาเจริญเติบโตเดินเข้าสู่หลักประหารเช่นนั้น เพราะคนทั้งหลายเสียเวลาไปโดยไม่รู้ตัว ไม่ได้ใส่ใจกับเรื่องของกาลเวลากันเลย ทั้งยังไม่สนใจด้วยว่ากาลเวลานั้นมีผลโดยตรงกับชีวิตเราอย่างไร

    ท่านว่าคนที่ปล่อยเราก็ต้องปล่อยเขาไปคิดเสียว่าไม่มีวาสนาร่วมกันจะไปรั้งเขาไว้ก็ไม่ได้ แต่คนที่สนใจหรือเอาวิชานี้ไปใช้ท่านย้ำว่ามีกิจใดอยู่ก็รีบทำกันให้เสร็จจะได้ขวนขวายสร้างบารมีให้เต็มที่ ที่เสด็จพระใหญ่ท่านให้โอกาสนั้นท่านก็ให้เฉพาะคน เฉพาะผู้ที่มีวาสนา เพื่อที่จะได้ไม่ใช้กาลเวลาให้หมดไปชาติหนึ่งกับสิ่งที่ไม่ใช่สาระและแก่นแท้ของชีวิตและสัจธรรม ท่านว่าบางคนตายไปกับสิ่งไร้สาระ มีโอกาสได้เกิดมาก็นำสิ่งมีค่าไปกับตัวเองไม่ได้ เพราะชีวิตจมอยู่กับสิ่งไร้สาระไม่เหลือเวลามาพิจารณาทาน,ศีล,สมาธิที่จะทำให้ตัวเองเกิดปัญญา ไม่ได้แสวงหาแก่นหรือสาระและสั่งสมบารมีใดๆเลยทำให้มรรคผลนิพพานนั้นยิ่งไกลออกไปมากขึ้นทุกที เช่นนั้นพ่ออาจารย์ท่านจึงย้ำว่าตะกรุดวิชานี้เสด็จพระใหญ่ท่านให้ทำ ให้ลงจารเพื่อจะผ่อนผันพระกาลที่ทับถมชะตากรรมเราอยู่ ท่านต้องพิจารณาทุกข์,โทษ,โทสาของมนุษย์ลงจารทับถมไล่เรียงเคราะห์กรรมทั้งวัน,เดือน,ปี ต้องผ่อนผันพระเคราะห์ซ้อนไปเป็นค่ายกลถึงสามชั้น ลงปฏิเสธเคราะห์วัน,เคราะห์เดือน,เคราะห์ปี ตั้งยามเกิดของวิญญาณมนุษย์ ผูกหัวใจท่านว่าปฏิเสธเคราะห์ทั้งหมดไม่ว่าวันขึ้นหรือว่าวันแรมทับถมธาตุวิญญาณด้วยพุทธะเป็นที่สุด พ่ออาจารย์ท่านว่าองค์ปฐมท่านให้ทำแบบวิชาโบราณเป็นงานที่หินมากเพราะเป็นวิชาของท่านแม้เราเป็นแค่คนทำเพื่อรอท่านเสกยังรู้เลยว่างานหินจริงๆ

    ด้วยกาลเวลาที่เคลื่อนผ่านไปนั้นส่งผลโดยตรงกับชีวิตคน เพราะเขาพรากวัยอันสดใสไปจากเรา พรากความแข็งแรงไปจากเรา พรากโอกาสที่ดีทุกสิ่งไปจากเรา นำโรคมาให้เรา นำความชรามาให้เรา นำความตายมาให้เรา จะเห็นได้ว่ากาลเวลานั้นพรากทุกสิ่งจากเราไปทั้งหมดทำให้กำลังและชีวิตเราเสื่อมถอยลง เช่นนั้นถ้าใครไม่รู้ค่าของกาลเวลาก็เป็นชีวิตที่ไม่มีค่าพอที่จะเสงเคราะห์ด้วยตะกรุดนี้ พ่ออาจารย์ท่านว่าของบางอย่างมันต้องระลึกรู้ได้จากจิตสำนึกตัวเอง รู้ว่านี่คือของที่เรารอคอย ของที่เราตามหา ของที่ใช่ที่เหมาะสมกับตัวเรา นั่นจึงจะเป็นสิ่งคู่บารมีสำหรับเราอย่างแท้จริง ท่านว่าวิชานี้ทำยากลงจากก็ยาก ยิ่งผงที่อุดยิ่งทำยากกว่าตะกรุดเข้าไปไม่รู้เท่าไหร่ หากแต่ครูต้น ครูธรรมท่านไม่ให้บอกไม่ให้พูดจำกัดความอะไรเลย ท่านให้พูดได้เท่านี้เพราะกรรมของสัตว์นั้นเราจะไปขวางเอาไว้ก็ไม่ใช่ที่ หากเขาไม่รู้ไม่มีจิตสัมผัสไม่ได้ขวนขวายด้วยตัวเองแล้วนั่นก็แปลว่ายังไม่หมดวาระของเขา

    วิชานี้ท่านว่าให้ติดตัวเอาไว้นอกจากจะช่วยไม่ให้ชีวิตต้องตกระกำลำบากแล้ว ยังจะปิดประตูคำว่าตายโหงได้อย่างเด็ดขาด ทั้งจะไม่ตายไกลบ้าน ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนก็ต้องกลับมาตายที่บ้านอยู่กับญาติและคนที่รัก จะแคล้วคลาดจากเรื่องที่ทำให้เราเจ็บตัวและเจ็บใจในประการต่างๆ ทั้งยังมีผลไปถึงการแคล้วคลาดจากคุณไสยลมเพลมพัดด้วย พ่ออาจารย์ท่านว่าเมื่อปิดเคราะห์ทั้งแปรผันกับกาลเวลาไปทั้งหมดแล้ว ต่อให้ผีให้มารที่ไหนก็ทำอะไรเราไม่ได้เพราะตะกรุดนี้นอกจากจะปิดกั้นแล้วยังเปิดเอาคุณพระเข้าตัวด้วยอีกด้านหนึ่ง แม้มีคนมาฆาตมาตรร้ายหมายทำลายเราทุกอย่างก็จะสะท้อนผลของมันกับไปทั้งสิ้น ดีมาก็ดีกลับ ร้ายมาก็ร้ายกลับ เพราะเคราะห์กรรมไม่ได้กระทำแก่เราแล้วทุกอย่างจึงย้อนกลับไปที่ตัวเค้าเอง

    ตะกรุดสำคัญดอกนี้พ่ออาจารย์ท่านว่าหากจะปิดกรรมไว้เฉยๆนั้นก็เกรงว่าจะยังไม่พอกับวิกฤติทางสังคมในปัจจุบัน ท่านจึงเอาตะกรุดมาแช่น้ำว่านพญาไก่แดงเอาคุณว่านเข้าช่วยอีกทอดหนึ่ง ท่านว่าขอแค่เอาไปแล้วขยันทำมาหากินก็พออะไรๆมันก็จะดีขึ้น เพราะพญาไก่แดงนั้นในสมัยพระกัสสปะสัมพุทธเจ้า เขาได้เก็บเอาฟางข้าวมาทำที่ประทับให้กับพระศาสดาทั้งยังคอยู่เฝ้าระวังสัตว์ทั้งหลายไม่ให้รบกวนการทำสมาธิจนพระองค์สำเร็จพระโพธิญาณ ด้วยพระรัศมีที่แผ่ออกมานั้นได้ทำให้พญาไก่แดงกลายเป็นโพธิสัตว์ในกาลต่อมาเมื่อสิ้นอายุขัยพระเถระเจ้าผู้อรหันต์ทั้งหลายก็ได้ช่วยกันปลงสังขารให้ ผงอัฐิธาตุของพญาไก่แดงจึงเกิดเป็นต้นว่านที่เรียกว่าว่านพญาไก่แดงขึ้นมา พ่ออาจารย์ท่านว่าว่านนี้ถ้าคนทำเป็นจริงๆสามารถเชิญญาณพญาไก่แดงมาได้ เขาจะช่วยเหลือปกป้องเราจนกว่าเราจะพบความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่เป็นที่สุดเหมือนตอนที่เขาอารักขาสมเด็จพระพุทธกัสสปะ นอกจากนี้เขายังดีทางเมตตามหานิยมและมหาเสน่ห์เป็นที่สุด พ่ออาจารย์ท่านว่าเรื่องมหานิยมนี้ให้ถือเป็นกฤติยาคมแฝด แต่ประโยชน์ใหญ่ที่ท่านนำมาแช่ว่านพญาไก่แดง ก็เพื่อจะให้ตะกรุดนั้นมีคุณพญาไก่แดงคอยหนุนนำผู้อาราธนาไปถึงฝั่งถึงความสำเร็จ หากจะปิดเคราะห์แต่ไม่ชักพาต้องอาศัยแรงพยายามขวนขวายของตัวเองอย่างเดียวนั้น บางคนเค้าวาสนาไม่พอจริงๆต่อให้ช่วยอย่างไรก็ยังไปไม่ถึง ท่านจึงต้องลงแช่ว่านและเสกสำทับขอบารมีโพธิสัตว์พญาไก่แดงให้อีกวาระหนึ่ง

    คาถาบูชา
    (พ่ออาจารย์ท่านว่าจบหัวออกนามครูต้น องค์ธรรม องค์ปฐมและโพธิสัตว์พญาไก่แดงเป็นที่สุดแล้วใช้ได้เลย ตะกรุดนี้จะแรงเท่ากับใจของเรา ยิ่งใจเรายึดมั่นในคุณวิชามากเท่าไหร่ก็ยิ่งจะแรงจะเห็นผลมากขึ้นเท่านั้น)

    *** ตะกรุดนี้พ่ออาจารย์ท่านว่าเป็นของมีเจ้าของทุกดอก แม้ได้บูชาไปแล้วหากสิ้นร่างสลายสังขารไป คุณของตะกรุดและวิชาที่เรายึดมั่นมาทั้งชีวิตก็ยังจะตามติดเราไปตลอดตราบจนเข้าพระนิพพานนั้นทีเดียว รายการนี้รับจองเฉพาะทาง PM เท่านั้น ผู้บูชาให้แจ้งชื่อนามสกุลวันเดือนปีเกิดเอาไว้ด้วย พ่ออาจารย์ท่านจะได้ทำการประสิทธิให้ในลำดับต่อไป รายได้ร่วมสมทบทุนการศึกษาเด็กพิการและขาดโอกาสในชนบทสืบต่อไป

    ร่วมทำบุญบูชา ตะกรุดตายแล้วฟื้นกลายกลับหนักเบาทุกข์,โทษ,โทสา(องค์ธรรรมผ่อนผันชะตากรรม) บูชา 4,000 บาท

    66690694-489556798458319-7586242520661622784-n.jpg
    67217003-401796147095886-5170626005697560576-n.jpg
    66481014-371784453363969-7418359365821792256-n.jpg
     
  6. คุรุปาละ

    คุรุปาละ เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    16 กรกฎาคม 2012
    โพสต์:
    7,160
    ค่าพลัง:
    +21,959
    แจ้งการส่ง ems

    พี่ศิระ ED 8362 7733 6 TH
     
  7. คุรุปาละ

    คุรุปาละ เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    16 กรกฎาคม 2012
    โพสต์:
    7,160
    ค่าพลัง:
    +21,959
    อรุณสวัสดิ์ครับ

    วันนี้เดี๋ยวมาติดตามพูดคุยกันนะ อันนี้เรื่องพระป้ายมีคนมาเล่าให้ฟังก็ก๊อปมาให้อ่านกัน

    หลังจากได้บูชาพระแม่ธรณี (ดวงประทีปพระพุทธา) ผมได้ขอกำลังเป็นมหาพละพลังของแผ่นดินจากพระแม่ธรณีตลอดห้าวันที่นำเหรียญมาหนุนใต้หมอนนอน ปรากฏนิมิตฝัน บ่งบอกการเชื่อมถึงกัน เชื่อมถึงการสร้างบุญบารมีเพิ่ม น่าเป็นเรื่องราวตั้งแต่หลายร้อยปีมาแล้ว ท่าน(ในฝันชัดเจนมาก) (ได้มาขอบุญบารมีผ่านองค์พระแม่ธรณี) ดังนั้น พระป้ายองค์นี้ดีมากๆครับ สำหรับผมได้นำพาไปสู่การสร้างบุญกุศลมหาบารมีสืบต่อไป
     
  8. คุรุปาละ

    คุรุปาละ เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    16 กรกฎาคม 2012
    โพสต์:
    7,160
    ค่าพลัง:
    +21,959
    แจ้งการส่ง EMS

    พี่ชัยวัฒน์ ED 8362 7817 2 TH
     
  9. คุรุปาละ

    คุรุปาละ เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    16 กรกฎาคม 2012
    โพสต์:
    7,160
    ค่าพลัง:
    +21,959
    มีสอบถามเรื่องเหล็กไหลกันเข้ามา เดี๋ยวจะยกมาพูดคุยกันวันพรุ่งนี้นะครับ
     
  10. คุรุปาละ

    คุรุปาละ เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    16 กรกฎาคม 2012
    โพสต์:
    7,160
    ค่าพลัง:
    +21,959
    อรุณสวัสดิ์ครับ

    หากกล่าวถึงเรื่องเหล็กไหล แน่นอนว่าหลายๆคนคงคุ้นหูหรือบางคนอาจจะรู้จักกันดีอยู่แล้ว ซึ่งแน่นอนว่าเหล็กไหลนั้นมีทั้งของแท้และของทำเทียมที่ตั้งใจจะอุปโลกขึ้นมา เราจะกล่าวกันเฉพาะของเเท้ซึ่งแน่นอนว่าเขามีฤทธิ์มีคุณวิเศษในตัวเองอย่างถึงที่สุด เรียกว่าแม้ไม่ต้องเสกก็เป็นกายสิทธิ์มีดีในตัวหากแต่ถ้าได้เสกก็ยิ่งแล้วใหญ่ แต่การเสกเหล็กไหลนั้นจริงๆแล้วต่างจากการเสกพระ วันนี้ก็เลยจะยกเรื่องเหล็กไหลแบบปลุกเสกมาพูดคุยกัน ติดตามกันดีๆนะครับ
     
  11. คุรุปาละ

    คุรุปาละ เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    16 กรกฎาคม 2012
    โพสต์:
    7,160
    ค่าพลัง:
    +21,959
    เหล็กไหลนั้นของแท้ๆแม้ไม่เสกก็ยังเป็นของดี แต่หากเสกจนรู้นามองค์เทพที่รักษาจะยิ่งดีและง่ายต่อการใช้งานขึ้นไปอีก ตั้งแต่เกริ่นไว้ช่วงเช้าก็มีคนไลน์มาสอบถามพูดคุยกันเยอะมาก ก็กะว่าเดี๋ยวจะยกมาพูดคุยทีเดียวเลยในกระทู้นะครับ
     
  12. คุรุปาละ

    คุรุปาละ เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    16 กรกฎาคม 2012
    โพสต์:
    7,160
    ค่าพลัง:
    +21,959
    เหล็กไหล

    เหล็กไหล เชื่อกันว่าเป็นธาตุศักดิ์สิทธิ์ชนิดหนึ่งตามความเชื่อในฝั่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งในประเทศมาเลเซียมีชื่อเรียกว่า บีอซีรีเละ มีอยู่ด้วยกันหลายชนิด โดยชนิดที่เป็นทีความนิยมหามาสะสมกันอย่างแพร่หลายมากที่สุดจะฝังตัวอยู่ในถ้ำ มีสีดำคล้ายนิล สามารถลนไฟให้ยืดออกได้ มีความเชื่อเพิ่มเติมกันอีกว่า การจะนำเอาเหล็กไหลไปใช้นั้นจะต้องใช้น้ำผึ้งชโลมก้อนเหล็กไหล จากนั้นใช้ไฟลนเพื่อให้เหล็กไหลยืดตัวออกมากินน้ำผึงพร้อมกับเล่นไฟไปด้วย ลนไฟเหล็กไฟลเอาไว้จนกระทั่งมีขนาดบางเท่าเส้นด้ายถึงจะตัดให้ขาดออกจากกันได้

    การเดินทางไปนำตัดเหล็กไหลออกมานั้น ว่าก็ว่าคนธรรมดาไม่สามารถทำได้ เนื่องจากมีเทพเจ้า เจ้าป่าเจ้าเขา พญานาค หรือยักษ์คอยปกปักรักษาอยู่ และพร้อมจะเข้าทำร้านผู้ที่เข้าไปเอาได้ทุกเมื่อ หากคนผู้นั้นไม่ใช่คนดี มีบุญ หรือมีวิชาอาคมที่แกร่งกล้ามากพอ อีกทั้ง ตัวเหล็กไหลก็มีฤทธิ์ขัดขืนคนที่จะเข้าไปตัดได้ด้วย จากเรื่องเล่าที่ว่า เคยมีคนเดินทางเข้าไปตัดเหล็กไหลโดยเอามือไปสัมผัสกับเหล็กไหลโดยตรง จากนั้นเกิดอาการคล้ายกับถูกฟ้าผ่า หรือถูกไฟฟ้าแรงสูงดูดเข้า เป็นเรื่องที่ใครก็ยังไม่สามารถหาคำตอบได้ว่าจริง หรือเท็จอย่างไร

    อานุภาพของเหล็กไหล
    ใครต่อใครต่างก็บอกว่าอานุภาพมีความศักดิ์สิทธิ์มาก ส่วนใหญ่มักจะฝังเอาไว้ตามตัวผู้ที่ครอบครอง ไม่มีอะไรสามารถทำร้ายบุคคลนั้นได้ ไม่ว่าจะเป็นมีด ปืน ระเบิด หรือแม้กระทั่งดินปืนทุกชนิดก็ไม่สามารถจถดติดได้ในบริเวณที่มีเหล็กไหลอยู่ อีกทั้งตามความเชื่อโบราณยังได้กล่าวอีกว่า เหล็กไหล สามารถแบ่งออกได้เป็นสามระดับ ดังนี้
    • ระดับแรก เหล็กไหล มีลักษณะแวววาว ส่วนที่ถูกไฟลนสามารถยืดได้ นับว่าเป็นส่วนที่มีอิทธิฤทธิ์มากที่สุด อาทิ เหล็กไหลปีกแมลงทับหรือเหล็กไหลโกฐปี เหล็กไหลเงินยวงหรือเหล็กไหลชีปะขาว เหล็กไหลเพชรดำ เหล็กไหลท้องปลาไหล
    • ระดับสอง รังเหล็กไหล มีลักษณะแวววาวรองจากตัวเหล็กไหล ไม่สามารถลนไฟให้ยืดออกได้ เป็นส่วนที่ห่อหุ่มตัวเหล็กไหลเอาไว้ เป็นฐานรองเหล็กไหลที่แข็งและแน่นคอยยึดติดกับผนังถ้ำ อาทิ โคตรเหล็กไหล แร่เกาะล้าน แร่เม็ดมะขาม เหล็กไหลทรหด
    • ระดับสาม ขี้เหล็กไหล มีลักษณะคล้ายกับน้ำตาเทียน มีสีดำด้าน แข็ง แต่สามารถทุบให้แตกได้ง่าย เกิดจากการที่เหล็กไหลเคลื่อนผ่านทางนั้นแล้วเกิดเป็นขี้เหล็กไหล ไม่มีฤทธิ์ใดๆ
    ในทางวิทยาศาสตร์อาจกล่าวได้ว่า เหล็กไหล คือ โลหะ หรือวัสดุอื่นใดที่มีจุดหลอมเหลวต่ำ เกิดขึ้นตามธรรมชาติ เช่น อุกกาบาตจากนอกโลก ซิลิเกตจากใต้โลก และวัตถุที่มนุษย์สามารถสังเคราะห์ขึ้นได้ เช่น ปรอท แกลเลียม โดยสามารถหลอมเหลวได้ในอุณหภูมิห้อง หรืออาจะเป็นโลหะผสมอื่นๆ สีสันของเหล็กไหลมีลักษณะเป็นสีรุ้งเมื่อตกกระทบกับแสงแดด หรือแสงไฟ เกิดจากการแทรกสอดในฟิล์มบาง (Thin-Film Interference) ที่เป็นการแทรกสอดของแสงที่สะท้อนออกมาจากเนื้อวัตถุ

    พิธีการตัดเหล็กไหล
    เป็นพิธีกรรมที่สืบทอดกันมาตั้งแต่โบราณกาล ซึ่งอุปกรณ์ที่ใช้จะมีความแตกต่างกันไปตามบุรพาจารย์ผู้มีวิชาความรู้เป็นผู้กำหนดเฉพาะส่วนสำคัญในการตัดเหล็กไหล ผู้ที่สามารถทำพิธีตัดเหล็กไหลได้จะต้องเป็นผู้ที่มีคุณธรรม ประพฤติตนดี ผฏิบัติรักษาศีลได้อย่างมั่นคง ไม่มีจิตใจที่ละโมบ ต้องมีการขออนุญาตจากเทพผู้ดูแลรักษาเสียก่อน เมื่อได้รับอนุญาตแล้วจึงค่อยทำพิธีตัดเอา มิฉะนั้นหากเราฝ่าฝืนด้วยกำลังหมายแย่งชิงเอาโดยพละการ มีความถือดีในพระเวทย์ ก็อาจทำให้มีเพทภัยถึงแก่ชีวิต หรือเกิดความขัดแย้งในหมู่คณะถึงขั้นที่ว่าวิบัติได้ด้วยฤทธิ์ของเทพผู้รักษาเหล็กไหลนั่นเอง

    การบูชาเหล็กไหลด้วยคาถาอาคม
    การบูชาเหล็กไหลโดยตามความเชื่อแล้วก็จะมีการบูชาด้วยการใช้คาถาอาคม ซึ่งเหล็กไหลจะมีความศักดิ์สิทธิ์ มีอิทธิฤทธิ์ปาฏิหารย์ได้ก็ต่อเมื่อผู้ที่บูชามีความเชื่อ มีความเคารพศรัทธาต่อพลังธาตุกายสิทธิ์ และต่อครูบาอาจารย์ที่ได้ทำการถ่ายทอดพระคาถาอาคมนั้นๆ นับได้ว่าใครที่ได้ครอบครองเหล็กไหลถือเป็นความโชคดี เหนือสิ่งอื่นใด ความสำเร็จในชีวิตจะเกิดขึ้นได้ เราต้องเป็นผู้สร้างเอง สิ่งศักดิ์สิทธิ์ไม่สามารถสร้างให้ได้ แต่จะเป็นเครื่องช่วยนำทางให้พบแต่ความโชคดี แคล้วคลาด ปลอดภัย สิ่งที่สำคัญเราพึงระลึกอยู่เสมอว่า คนทุกคนล้วนแต่อยู่ภายใต้กฎแห่งกรรม มีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์ มีกรรมเป็นที่ตั้ง ขอให้เราจงยอมรับกรรมนั้นๆ ไม่ว่าจะเป็นกรรมดี หรือไม่ดีก็ตาม ให้มีสติอยู่เสมอจะได้ไม่เสียสมดุลของชีวิต

    การบูชาธรรมธาตุเหล็กไหล ( ตั้ง นะโม 3 จบ )
    “ พุทโธเมนาโถ ธัมโมเมนาโถ สังโฆเมนาโถ สะกะพะจะ บูชา จะ มหาบูชาท่านผู้ดูแลรักษา ธาตุอันศักดิ์สิทธิ์ อันทรงฤทธิ์อานุภาพนี้ อิสะวาสุ อิติปิโส ภะคะวา เหล็กไหลเจริญมา เจริญยิ่ง เจริญดีสิ่งดี ๆ ทั้งหลาย หลั่งไหลเข้ามาสู่แก่ตัวข้าพเจ้า ชื่อ ......... นามสกุล .........สัมมะ สัมมา สัมมา สัมมะ นะมะอะอุ นะมะพะทะ นะโมพุทธายะ
    ตอนกล่าวคาถา “ นะ มะ อะ อุ ” กำหนดจิตรับพลังเหล็กไหลเข้าไปที่ นะ (หน้าผาก) , มะ (หน้าอก) , อะ (แผ่นหลัง) และ อุ (หน้าท้อง ที่จุดสะดือ)


    296fdde1cd55120c40233d6fb1e12327-d25vj52.jpg
     
  13. คุรุปาละ

    คุรุปาละ เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    16 กรกฎาคม 2012
    โพสต์:
    7,160
    ค่าพลัง:
    +21,959
    แจ้งการส่ง EMS

    พี่กีรติศักดิ์ ED 8362 9128 4 TH

    พี่พรเทพ ED 8362 9129 8 TH
     
  14. คุรุปาละ

    คุรุปาละ เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    16 กรกฎาคม 2012
    โพสต์:
    7,160
    ค่าพลัง:
    +21,959
    ใครที่ชอบเหล็กไหลขั้นสูงที่ระบุนามองค์เทพ อันสถิตย์เฉพาะองค์เหล็กแต่ละองค์เพื่อจะได้บูชากันให้ได้เกิดผลสูงสุด เดี๋ยวพรุ่งนี้ติดตามกันดีๆ รายการนี้แค่องค์เหล็กก็คุ้มแล้ว
     
  15. คุรุปาละ

    คุรุปาละ เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    16 กรกฎาคม 2012
    โพสต์:
    7,160
    ค่าพลัง:
    +21,959
    ร่วมทำบุญบูชา พระสูญทุกข์สามก้าวเหยียบสวรรค์พยุงโผนโจนข้ามวัฏสงสาร (ฝังองค์เหล็กอิศโรภาส)

    พระพิมพ์นี้พ่ออาจารย์ท่านมักเรียกติดปากว่า พระก้าวหน้าหรือพระก้าวไกล และมักจะบอกคนใกล้ชิดถึงความสำคัญของพระพิมพ์ว่า...."สามก้าวเปลี่ยนชีวิต"

    เมื่อใดที่มนุษย์หยุดการพัฒนาทั้งทางด้านสติปัญญา,ความคิดและศีลธรรมก็ย่อมเป็นเหตุให้พระสัทธรรมค่อยๆเลือนหายไปจากโลก พ่ออาจารย์ท่านว่าเสด็จพระใหญ่(องค์ปฐม)ท่านเมตตาตรงนี้ ท่านว่าฉันจะช่วยเองนะ เช่นนั้นจึงเป็นบ่อเกิดของพระพิมพ์สำคัญที่พ่ออาจารย์ท่านจะเรียกว่าพระก้าวไกล..หรือสามก้าวเปลี่ยนชีวิตที่จะใช้สูญทุกข์ภัยให้คนมีโอกาสได้กลับตัวตั้งมั่นอยู่ในคุณพระรัตนตรัยและข้อธรรมทั้งหลาย สำหรับพิมพ์พระนั้นเสด็จพระใหญ่ท่านว่าจะสร้างอย่างไรให้ไปเรียนเอากับขรัวโตท่าน พ่ออาจารย์ท่านก็ต้องขอเมตตาครูสมเด็จจริงๆเพราะท่านว่าพระพิมพ์แบบนี้มีอาถรรพ์ มีพุทธอภินิหาริย์มากไม่ใช่จะทำได้ง่ายๆ โดยครูสมเด็จท่านได้บอกพุทธลักษณะพระพิมพ์ให้พ่ออาจารย์ท่านไปแกะบล๊อกแม่พิมพ์มา เป็นลักษณะพระที่จะใช้เพื่อหวังพุทธคุณอย่างอุกฤษฎ์สืบต่อไปเท่านั้น

    ที่มาแห่งพระพิมพ์นั้นพ่ออาจารย์ท่านเรียกว่าสามก้าวย่างเหยียบสวรรค์ดุจดั่งท่านได้อุปมาว่าแม้คนเราต่อให้เป็นเจ้าเป็นกษัตริย์พยายามกระทำทุกสิ่งสิ้นเปลืองไปอย่างมากเพื่อให้ได้ขึ้นสวรรค์ทั้งเป็นนั้นก็ยังทำไม่ได้เรียกว่าแม้ลงทุนทั้งชีวิตก็ยังไม่เกิดผลอะไร แต่ในขณะเดียวกันสมเด็จพระบรมศาสดานั้นท่านย่างพระบาทเพียงสามก้าวก็ขึ้นไปถึงสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ได้ ดั่งที่พ่อาอจารย์ท่านเล่าเอาไว้ว่า... " ในปางนั้น องค์สมเด็จพระบรมศาสดาทรงมีดำริถึงพระพุทธเจ้าทั้งหลายในกาลก่อนๆที่ผ่านมา เมื่อกระทำยมกปาฏิหาริย์เสร็จแล้วในพุทธประเพณีที่มีมานั้นพระพุทธเจ้าทั้งหลายท่านได้เสด็จไปจำพรรษาอยู่แห่งใดหลังกระทำปาฎิหาริย์ ด้วยพระอตีตังสญาณทำให้ทรงทราบเหตุการณ์ในอดีตได้ทันทีว่าหลังจากเสร็จยมกปาฏิหาริย์แล้วพระพุทธเจ้าทั้งหลายย่อมเสด็จไปจำพรรษาบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์เพื่อหวังประโยชน์เทศนาโปรดพุทธมารดาและเหล่าเทพพรหมทั้งหลาย พอทรงระลึกอดีตกาลที่เป็นพุทธประเพณีนั้นได้ก็ทรงเสด็จลุกจากรัตนบัลลังค์อันตั้งอยู่เหนือยอดคันธพฤกษา แล้วสมเด็จพระโพธิญาณบรมศาสดาก็ได้ย่างก้าวพระบาทดำเนินออกไป ในขณะนั้นเองมหาคิรีทั้งสามอันเป็นหลักจักรวาลก็ได้โน้มยอดทอดตัวลงโดยฉับพลันรับพระบาทของพระตถาคตเจ้า ได้แก่จอมเขายุคนธร,จอมเขาอิสินธร และจอมเขาพระสุเมรุ ทั้งสามต่างน้อมยอดรองรับฝ่าละอองธุลีพระบาทสมเด็จพระบรมศาสดาจารย์เจ้าเป็นที่น่าอัศจรรย์และกล่าวขวัญในปาฏิหาริย์ " พ่ออาจารย์ท่านว่าทั้งมนุษย์และเทพพรหมล้วนเห็นกันหมด แม้เทพพรหมยังตกตะลึงเพราะการทำปาฏิหาริย์เช่นนี้ของพระพุทธองค์นั้นเกินไปกว่าที่เทวานุภาพใดๆจะทำได้ สมเด็จพระบรมศาสดานั้นท่านเสด็จพระดำเนิน คือย่างพระบาทไปสามก้าวท่านก็ก้าวล่วงเข้าสู่แดนดาวดึงส์สวรรค์อันสถิตอยู่เหนือยอดเขาพระสุเมรุนั้น เรียกได้ว่าย่างพระบาทสามก้าวเท่านั้นจากโลกมนุษย์ก็ถึงดาวดึงส์สวรรค์ ด้วยจอมเขาทั้งสามที่โน้มยอดมารองรับพระบาทแต่ละลูกนั้นก็พ้นโลกไปแล้ว พ่ออาจารย์ว่าท่านเหยียบก้าวแรกที่จอมเขายุคนธรนี่ก็เท่ากับว่าขึ้นมาถึงขอบเขาพระสุเมรุอันเป็นที่สถิตของพระอาทิตย์และพระจันทร์แล้ว พอก้าวที่สองลงที่อิสินธรก็เข้าเขตเทวดาแล้ว พ่อก้าวที่สามเท่านั้นท่านก็ก้าวข้ามสัตตบริภัณรวมไปถึงมหาสีทันดรและมหาทวีปทั้งสี่ล่วงขึ้นยอดพระสุเมรุเสด็จบนไพชยนต์ปราสาทเข้าประทับในบัณฑุกัมพลศิลาอาสน์ใต้ต้นปาริชาติอันเป็นธงชัยแดนดาวดึงส์ทันที

    เช่นนั้นพระพิมพ์สำคัญนี้ท่านจึงเรียกว่าสามก้าวเหยียบสวรรค์หรือพระก้าวไกลที่หวังพุทธคุณให้ผู้อาราธนาใช้ได้ก้าวออกไปสั้นๆแต่ไปถึงจุดหมายได้ไว ได้ไกลกว่าคนที่ต้องใช้แรงใช้ความพยายามทั้งชีวิต พ่ออาจารย์ท่านว่าพระพิมพ์นี้มีอาถรรพ์มากที่สุด ครูสมเด็จท่านย้ำมาเองเลยว่าเมื่อแกะแม่พิมพ์ต้องทำในลักษณะย่างก้าวพระบาท ให้พระเหยียบลงบนยอดเขาทั้งสามลูกอันเปรียบได้กับเส้นชัยของชีวิตเป็นจุดหมายปลายทางของใครหลายๆคนที่ยังไม่หวังพระนิพพานในชาตินี้ ที่ต้องก้าวขึ้นไปให้ถึง ก้าวไปให้ถึงทิพย์สมบัติแลสวรรค์สมบัติทั้งปวง พระพิมพ์นี้จะเป็นดั่งแสงสว่างเปิดทางนำชัยชนะ นำความสำเร็จ นำความสุข นำความเจริญมาให้ จะได้พบกับแสงสว่างในกิจที่ทำที่ดำรงค์อยู่ ทั้งการทำมาหากิน ราชการ การค้า...ทุกกิจอาชีพ ต้องสำเร็จ ต้องสมหวัง ต้องมีชัยชนะทุกคราวไป คิดทำสิ่งใดก็ออกผลงอกงาม การทำมาหากินได้โชคลาภเงินทอง มีความสุข ชีวิตมีทางออกตลอดเวลา

    เมื่อความทุกข์สิ้นสูญเวลาใด เวลานั้นย่อมได้ชื่อว่าชีวิตประสบชัยชนะอย่างยิ่ง พระพิมพ์นี้เมื่อทำเสร็จแล้วองค์ปฐมท่านจึงเรียกว่าพระสูญทุกข์ ด้วยพุทธานุภาพนั้นจะได้ช่วยพยุงชีวิตที่ยังคลอนแคลนเอาแน่เอานอนไม่ได้ให้มั่นคงต่อไปในพระศาสนา ให้ชีวิตที่แรงครูท่านช่วยพยุงเอาไว้ไม่ไหลไม่ตกหายไปก่อนจะถึงฟากฝั่ง ทั้งยังขับให้โผนโจนทะยานก้าวหน้าในทุกๆด้านอย่างรวดเร็ว พ่ออาจารย์ท่านว่าอาถรรพ์ของพระพิมพ์นี้ก็คือความก้าวหน้าที่ไม่ใช่ค่อยๆก้าวด้วยกำลังด้วยความพยายามทั้งชีวิต ถ้าจะต้องก้าวหน้าแบบเต่าคลานเช่นนั้นท่านว่าอย่าเอาไปใช้เลย พระพิมพ์นี้ท่านทำไว้เพื่อคนที่หวังจะก้าวหน้าในทุกกิจที่ได้กระทำอยู่ จะต้องก้าวไปประหนึ่งว่าแรงครูท่านพยุงให้เราโผนโจนทะยานขึ้นสู่ความสำเร็จ เพื่อชัยชนะ เพื่อเป็นที่หนึ่งได้อย่างฉับพลัน พ่ออาจารย์ท่านอุปมาไว้ว่า "คนเดินไปกับคนเหาะไปใครจะถึงก่อนกันก็ให้ไตร่ตรองเอาเอง " นอกจากนั้นยังจะผ่อนแรงผ่อนกำลังให้เราไปถึงโดยง่ายดั่งเมื่อครั้งพระศาสดาจารย์ท่านกระทำปาฏิหาริย์ให้ยอดเขาทั้งสามอันเป็นที่ตั้งแห่งแดนสวรรค์โน้มยอดมารองรับฝ่าพระบาท ดุจว่าจะโน้มเอาเส้นชัยของชีวิตเขามาหาเรา เอาความสำเร็จมาประเคนให้เรา ซึ่งตัวเรานั้นต้องลำบากเพียงย่างเท้าก้าวออกไปรับแค่นั้น พ่ออาจารย์ท่านว่านี่เป็นอาถรรพ์ที่องค์ปฐมกับครูสมเด็จท่านย้ำและกำชับไว้หลายหน ว่าพระพิมพ์สำคัญนี้จะเป็นดั่งไพ่ตายที่นำเราให้ข้ามพ้นอุปสรรค ท่านว่าถ้ามั่นในพุทธคุณหมั่นสร้างบารมีไปพร้อมๆกับอาราธนาองค์พระนี่ย่อมก้าวข้ามได้หมดทั้งสิ้นในโลกนีั ไม่ว่าจะมีปัญหาในกิจจานุกิจใด ไม่ว่าอุปสรรคนั้นจะยิ่งใหญ่ปานมหานทีสีทันดรที่เต็มไปด้วยอันตรายนานัปการก็ย่อมข้ามได้ทั้งสิ้น แม้จะข้ามพ้นวัฎสงสาร ข้ามไปหาพระนิพพานนั้นก็ยังทำได้หากบารมีเราถึงพร้อม เพราะเช่นนั้นจึงต้องรีบสร้างบารมีกันเอาไว้เพื่อองค์พระท่านจะได้แผ่พุทธานุภาพให้แสงสว่างชี้ทิศ นำทาง นำชัยชนะ นำความสำเร็จ นำเธอก้าวพ้นปัจจัยอันฉุดรั้ง เหนี่ยวกาย พันธนาการรึงรัดจิตวิญญาณทั้งหลายให้พ้นออกไป

    ท่านได้รวบรวมผงวิเศษเริ่มแต่ผงยันต์ยันต์ดวงประสูติ ดวงตรัสรู้,ผงยันต์ไจยะเบงชรพิศดาร,ผงยันต์ไจยะเบงชรตัวย่อ,ผงยันต์ฟ้าฟีก,ผงยันต์ดวงเศรษฐี,ผงพระโพธิสัตว์เป็นพ่อค้า,ผงเศรษฐีนายสำเภา,ผงดวงวิชาโคตรเศรษฐี,ผงเศรษฐีบารมีพระเจ้าสิบชาติ,ผงก้าวหน้า,ผงวิชาสูตรมหาเศรษฐีพุทธกาลทั้งเก้า,ผงยันต์จักรพรรดิ์,ผงยันต์ครูสิทธิลาภ,ผงยันต์หยุดทุกข์,ผงดับภัย,ผงพระเจ้าข้ามโลก,ผงพระเจ้าโปรดโลก,ผงพระเจ้าโปรดสัตว์,ผงพระเจ้าเปลื้องทุกข์,ผงพระเจ้ายกสัตว์ข้ามสงสาร,ผงยันต์ดวงตำรับเสด็จพระใหญ่ทั้งร้อยแปดดวง...นำมาผสมเข้ากับผงพุทธคุณทั้งห้า,ผงเกสรมงคลทั้งเก้า,ผงพระศรีมหาโพธิ์ชี้ทิศตะวันออก,ผงดอกรักซ้อน,ผงเสน่ห์จันทร์มหาโพธิ์,เสน่ห์จันทร์ขาว,เสน่ห์จันทร์แดง,เสน่ห์จันทร์เขียว,เสน่ห์จันทร์หอม,ผงเสน่ห์จันทร์ทอง,ผงหิ่งหายผี,ผงไม้กาหลงรากรักซ้อน,ผงไม้กาหลงรากมะยม,ไม้ยอตายพราย,ผงยาสัก,ผงครูสมเด็จ,ผงหลวงพ่อแก้ววัดเครือวัลย์,ผงรังต่อหัวเสือ,ผงรังแตน,ผงรังผึ้งขวางตะวัน,ผงไม้คูณตายพราย,ผงพรายตานี,ผงพรายตะเคียน,ผงกาฝากรัก,ผงกาฝากมะยม,ผงกาฝากขนุน,ดินเจ็ดนครเก้าบุรี,ดินขุยปู,ดินจอมปลวก,ข้าวก้นบาตรหินพระฤาษี,ชานหมากหินพระฤๅษี,เพชรหน้าทั่ง...สมเด็จองค์ปฐมท่านให้ผสมผงและกดพิมพ์องค์พระในฤกษ์ฤกษ์สี่ขุมคลังซึ่งทุกสี่ปีจะมีเพียงหนึ่งครั้ง จะได้เปิดขุมคลังทั้งสี่ส่งผลให้ผู้ครอบครองประสบความสำเร็จทางโชคลาภการเงินร่ำรวยเพราะขุมทรัพย์ที่ถูกปิดไว้จะถูกเปิดออกชีวิตจะอุดมไปด้วยโภคทรัพย์นานาประการมีความสุขดียิ่งขึ้นมากกว่าแต่ก่อน ### พ่ออาจารย์ท่านว่าเป็นเคล็ดขององค์ปฐมท่านดุจว่าขุมทรัพย์ทั้งสี่ทวีปเปิดรอเราอยู่แล้วอาศัยพระก้าวไกลนี้นำพาชีวิตเราย่างก้าวออกไปเพียงก้าวสั้นๆก็จะชนเข้ากับขุมทรัพย์และความสำเร็จประดามี

    องค์เหล็กไหลยอดฟ้าอิศโรภาส
    เมื่อกล่าวถึงเหล็กไหลนั้นย่อมจะต้องมุ่งเป้าไปที่ธาตุกายสิทธิ์ของพระเป็นเจ้า ด้วยเป็นของศักดิ์สิทธิ์ซึ่งคนธรรมดาไม่สามารถหาพบหรือนำมาไว้ในครอบครองได้เนื่องจากมีพรหม,เทพเจ้า,เจ้าป่า,เจ้าเขา,พญานาคหรือยักษ์คอยปกปักรักษาอยู่ และพร้อมจะเข้าทำร้ายผู้ที่เข้าไปรุกรานเพื่อหวังครอบครองธาตุกายสิทธิ์ด้วยกิเลสตัณหาอยู่ทุกเมื่อ หากคนผู้นั้นไม่ใช่คนดี มีบุญหรือมีวิชาอาคมที่แกร่งกล้ามากพอย่อมไม่สามารถเอาเหล็กไหลได้ อีกทั้งตัวเหล็กไหลก็มีฤทธิ์ขัดขืนคนที่จะเข้าไปตัดได้ด้วย ดั่งที่รู้กันว่าเคยมีคนเดินทางเข้าไปตัดเหล็กไหลโดยเอามือไปสัมผัสกับเหล็กไหลโดยตรงจากนั้นเกิดอาการคล้ายกับถูกฟ้าผ่าหรือถูกไฟฟ้าแรงสูงดูดเข้าหากเขาไม่ยินยอมและเราไปฝ่าฝืนด้วยกำลังหมายแย่งชิงเอาโดยพละการ มีความถือดีในพระเวทย์ก็อาจทำให้มีเพทภัยถึงแก่ชีวิตหรือเกิดความขัดแย้งในหมู่คณะถึงขั้นที่ว่าวิบัติได้ด้วยฤทธิ์ของเทพผู้รักษาเหล็กไหลนั่นเอง แต่คุณของเหล็กไหลนั้นก็ได้ชื่อว่ามีอิทธิฤทธฺ์สูงยิ่งนักผู้ที่ครอบครององค์เหล็กไว้ย่อมไม่มีอะไรที่จะสามารถทำร้ายบุคคลนั้นได้ นับได้ว่าใครที่ได้ครอบครองเหล็กไหลก็ถือเป็นความโชคดี เหนือสิ่งอื่นใดความสำเร็จในชีวิตก็จะพลันเกิดขึ้นโดยเทวานุภาพขององค์เหล็กไหลนั้นหนุนนำไปให้พบแต่ความเจริญงอกงาม พ่ออาจารย์ท่านว่าเขาจะช่วยนำทางชีวิตให้พบแต่ความโชคดี ทั้งยังแคล้วคลาดปลอดภัยจากอันตรายทั้งปวง
    องค์เหล็กไหลนั้นมีอานุภาพสูงแม้ไม่ได้รับการปลุกเสกใดๆก็มีความเป็นกายสิทธิ์คือสำเร็จในตัวและมีฤทธิ์ในตัว พ่ออาจารย์ท่านว่าหากได้บารมีองค์มหาเทพ(ครูพระสยม)มาชุบธาตุเสริมกำลังลงไปอีก องค์เหล็กนั้นย่อมมีฤทธิ์อย่างอุกฤษฎ์เป็นที่สุดสมกับนามธาตุกายสิทธิ์แห่งพระเป็นเจ้าอย่างแท้จริง เช่นนั้นองค์เหล็กไหลชุดนี้พ่ออาจารย์ท่านจึงได้ขอเมตตาครูพระสยมท่านทำให้เพื่อให้มีฤทธานุภาพอย่างถึงที่สุด
    กอปรกับองค์เหล็กนั้นมีสัณฐานดุจดั่งศิวลึงค์อันเนื่องมาจากพ่ออาจารย์ท่านตั้งใจจะขอบารมีครูบาอาจารย์ให้ปรากฏรูปออกมาโปรดเหล่าศิษย์ที่ยังเวียนว่ายเสวยทุกขเวทนาทั้งหลาย ด้วยศิวลึงค์นั้นเป็นสัญลักษณ์แห่งพระผู้สร้างหรือการให้กำเนิดมีอานุภาพถึงขนาดว่าสามารถกระทำสิ่งสมมติให้เป็นความจริงขึ้นมาได้ ด้วยเชื่อถือกันว่าครูพระสยมนั้นคือเทพเจ้าแห่งการสร้างสรรค์และให้กำเนิดชีวิต ทั้งศิวลึงค์ยังเป็นตัวแทนครูพระสยม มีอานุภาพดลบันดาลปาฏิหาริย์และอำนวยพรแก่ผู้ครอบครองได้ แม้ผู้ใดได้อาราธนาองค์ศิวลึงค์นั้นย่อมพิทักษ์รักษาชีวิตมิให้ต้องอันตรายทั้งปวง ทั้งยังเป็นเครื่องหมายแห่งอำนาจแลความสำเร็จซึ่งเป็นดั่งเกียรติยศสามารถนำพาความเจริญมาสู่ตัวเองตลอดจนครอบครัวและบริวารนับพันนับหมื่นได้อย่างน่าอัศจรรย์ ผู้ที่อาราธนาองค์ศิวลึงค์นั้นจะมีอำนาจมากเป็นที่เกรงขามแก่ชนทั่วไป แม้กระทำการแข่งขันหรือกระทำการค้าทำกิจใดๆที่มีคู่แข่งเราก็จะมีอำนาจอยู่เหนือผู้อื่นเสมอ เรียกว่าทำอะไรก็ได้กำไรมหาศาล นอกจากนั้นยังอาราธนาขอต่ออายุคนที่ใกล้สิ้นใจให้พอมีสติเอ่ยวาจาสั่งเสียได้ อาราธนารักษาโรคหรือความเจ็บไข้ที่มองไม่เห็นไม่รู้สาเหตุให้บรรเทาสูญหายได้ ทั้งป้องกันภูติผีปีศาจและไสยศาสตร์ทุกชนิดไม่ว่าจะสูงหรือต่ำ สามารถบันดาลให้พ้นจากความยากจน เมื่อสิ้นธาตุดับขันธ์ไปย่อมได้อยู่ในคณะของครูพระสยมไม่ตกลงสู่อบายภูมิ
    เมื่อองค์เหล็กไหลเกิดขึ้นในรูปศิวลึงค์นั้นพ่ออาจารย์ท่านว่าเช่นนี้ย่อมเป็นกฤติยาคมแฝด เป็นไปโดยความประสงคร์และแรงครูอย่างแท้จริง ด้วยครูท่านตั้งใจจะประทานรูปศิวลึงค์นี้ให้แก่ผู้ที่มีวาสนาผูกพันธ์กันมาได้รับไปสักการะบูชาแทนตัวพระองค์ เป็นสัญลักษณ์แทนมหาเทพแทนตัวมหาเทวะทั้งหลาย เป็นสิ่งที่จะนำมาซึ่งความสุขและความสำเร็จอย่างงดงาม พ่ออาจารย์ท่านว่าถ้าใครมีตาในแจ่มใสให้ลองดูกันได้เลย องค์ศิวลึงค์เห็นเล็กๆอยู่เพียงนี้ท่านมีดวงตามหาศาลถึงหนึ่งพันดวงปรากฏโดยรอบ เป็นดวงตาของครูพระสยมที่จะสอดส่องการมองเห็นออกไปในทุกทิศทาง เป็นดวงตาที่เกิดจากน้ำพระทัยและกำลังวิญญาณของพระองค์ท่านที่ได้มาสถิตย์เพื่อคุ้มครองและอำนวยพรให้กับผู้ที่ได้สักการะ ผู้ใดมีไว้บูชาย่อมถือว่าเป็นวาสนาและบุญลาภของบุคคลนั้น พ่ออาจารย์ท่านว่าศิวลึงค์นี้มีสร้างขึ้นด้วยสิ่งของหลายชนิด แต่หากเป็นศิวลึงค์ธรรมชาติจะมีฤทธิ์มากเป็นที่สุด ยิ่งเป็นศิวลึงค์ที่เกิดจากธาตุกายสิทธิ์ด้วยแล้ว ท่านว่าย่อมมีพลังเหนือธรรมชาติ ใครจะได้ใครจะพบก็ให้เป็นเรื่องของวาสนาแล้วกัน

    *** เมื่อเหล็กไหลปรากฏรูปในสัญลักษณ์องค์ศิวลึงค์ เช่นนั้นผู้บูชาก็ให้ออกนาม ศิวะๆๆเรื่อยไป เพียงระลึกถึงครูพระสยมท่านก็ใช้ได้เป็นที่สุดเพราะท่านกลั่นธาตุปรากฏรูปออกมาเพื่อพวกเราแล้ว เราก็รู้ชื่อรู้นามองค์มหาเทพที่พิทักษ์รักษาองค์เหล็กแล้ว เพียงเราออกนามท่านขอแค่เอาไปขอเรื่องที่ดีเป็นมงคลอะไรๆที่เหลือมันก็ดีทั้งสิ้น

    นอกจากเหล็กไหลแล้ว องค์พระยังฝัง"ตะกรุดต่อวาสนา"ซึ่งเสด็จพระใหญ่ท่านให้สงวนวิธีสร้างเอาไว้ทุกอย่าง พ่ออาจารย์ท่านว่าแค่พระยันต์ด้านในก็ไม่มีภาษาใดๆที่มนุษย์ยุคไหนจะเข้าใจได้แล้วเพราะเป็นอักขระวิธีปฐมภูมิแรกเริ่มสังสารวัฎ แม้มีตะกรุดอยู่ที่ใดหรือกับบุคคลใดย่อมเจริญด้วยความรุ่งโรจน์ไม่หม่นหมองสืบไป ไม่รู้จักคำว่าตกต่ำอับจน แม้จะมีอุปสรรคหรือผู้คิดร้ายเบียดเบียนก็สามารถเอาชนะผ่านไปได้อย่างง่ายดาย เหมือนคนที่ไร้สิ้นซึ่งวาสนาแล้วก็ได้ต่อวาสนาออกไปให้ชนะ ให้สำเร็จ ให้เป็นคนเต็มคน..เหนือคน เจริญเติบโตงอกงาม

    พระนี้ท่านกำชับให้เอาไว้เร่งเอา..เอาความสำเร็จ เอาชัยชนะ เอาทุกอย่างที่อยากเอา ให้ก้าวไปถึงความดีงามความสำเร็จโดยผ่อนแรงเราให้น้อยที่สุด ให้มีชีวิตใหม่ที่ดีกว่าเดิมด้วยพุทธานุภาพ ทั้งดับล้างความชั่วแลอวิชชาให้หมดไป เปิดเส้นทางของตัวเองให้เราสร้างสรรค์ชีวิตเราได้ด้วยตนเอง สร้างสิ่งที่เป็นประโยชน์เป็นมงคลแก่ชีวิตตนเองออกมาเรื่อยๆ ด้วยพระพุทธานุภาพนั้นจะได้รักษาให้ปราศจากเภทภัยใดๆมารบกวนกล้ำกราย เพราะเช่นนั้นจงทำชีวิตให้ดี เดินอยู่ในทางสว่างอย่าได้กลัวสิ่งใดๆเลย คนที่รอคอยโอกาส คอยจังหวะ หรือรอให้ชีวิตเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วท่านว่าก็สมควรแก่เวลาแล้ว ฉากและนาฎลีลาที่ชีวิตเราจะดำเนินและเกิดขึ้นมาใหม่นั้นย่อมอยู่ในจุดที่สูงขึ้นเรื่อยไปไม่ต่ำลงอีก

    พ่ออาจารย์ท่านว่ากฤติยาคมแฝดอย่างแท้จริงขององค์พระรุ่นนี้คือท่านตั้งใจจะรวมกำลังขององค์พระศาสดาและมหาเทพเข้าด้วยกันเพื่อประโยชน์ในการเกื้อกูลชีวิตผู้อาราธนาโดยตรง ให้ถือเป็นที่สุดแห่งธาตุ,แห่งธรรม..แห่งกำลังอย่างแท้จริง ท่านว่าเรื่องที่ดีงามก็ให้พระสนอง แม้เรื่องทางโลกที่พระไม่ยุ่งก็ให้องค์มหาเทพท่านสนอง ให้สองกำลังคอยหมุนเวียนเกื้อกูลซึ่งกันและกันคอยช่วยเหลือตัวเราอยู่เช่นนี้ เพื่อให้เราก้าวไปได้ไกลขึ้น ก้าวไปได้ไวขึ้น มีชีวิตที่สมบูรณ์ก่อนจะถึงกาลถึงเวลา ทั้งได้ใช้ชีวิตนั้นให้คุ้มกับที่เกิดมา

    คาถาบูชา
    สัมปะติจฉามิ (คาถาเร่งลาภให้ได้เร็วขึ้น ท่านให้ท่องแค่นี้ ท่านว่าทุกสิ่งที่จะได้แก่ชีวิตเราล้วนเป็นลาภทั้งสิ้นอยากได้อะไรก็นึกเอา เร่งเอา ให้หมั่นท่องแล้วจะได้เอาลาภผลต่างๆทั้งหลายเร็วทันใจ)

    *** พระสูญทุกข์พ่ออาจารย์ท่านสร้างไว้ทั้งหมดหกองค์ รวมกับท่านได้เลี่ยมใส่อาราธนาเองด้วยจึงมีให้บูชาทั้งหมดห้าองค์เท่านั้น รับจองเฉพาะทาง PM ผู้บูชานั้นให้แจ้งชื่อนามสกุลตลอดจนสิ่งที่ติดขัดไว้ด้วย ท่านจะบอกกล่าวองค์เหล็กไหลให้สงเคราะห์เป็นกรณีพิเศษ รายได้ร่วมสมทบทุนสร้างวิหารทานสืบต่อไป

    ร่วมทำบุญบูชา พระสูญทุกข์สามก้าวเหยียบสวรรค์พยุงโผนโจนข้ามวัฏสงสาร (ฝังองค์เหล็กอิศโรภาส) บูชา 4,000 บาท

    66838578-2575986182462442-2720293364569210880-n.jpg 66577176-2499079203649373-3119959965750525952-n.jpg
    64885994-359202688098883-1379958552524750848-n.jpg
     
  16. คุรุปาละ

    คุรุปาละ เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    16 กรกฎาคม 2012
    โพสต์:
    7,160
    ค่าพลัง:
    +21,959
    พระรุ่นนี้ผมจองไว้องค์นึงเหมือนกัน เพราะไม่บ่อยหรือแทบจะไม่มีเลยที่พ่ออาจารย์ท่านจะเอาองค์เหล็กออกมาให้ใครบูชาง่ายๆ ท่านว่าของเหล่านี้เป็นของที่มีบุญสัมพันธ์ มีวาสนากับคนบางคนโดยเฉพาะ หากไม่ใช่เจ้าของก็ดลใจให้พลาดไปเอง
     
  17. คุรุปาละ

    คุรุปาละ เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    16 กรกฎาคม 2012
    โพสต์:
    7,160
    ค่าพลัง:
    +21,959
    วันนี้กินเจทำบุญทั้งวันเดี๋ยวจะมาทยอยตอบ PM ให้นะครับ
     
  18. คุรุปาละ

    คุรุปาละ เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    16 กรกฎาคม 2012
    โพสต์:
    7,160
    ค่าพลัง:
    +21,959
    อรุณสวัสดิ์ครับ

    เมื่อวานก็มีมาเล่าว่าได้ออกต่างจังหวักและแคล้วคลาดอุบัติเหตุมาอย่างน่าใจหายเพราะพึ่งบารมีเครื่องมงคลตอนนึกอะไรไม่ออกแล้วจริงๆ ช่วงนี้ใครจะขับรถจะไปไหนก็ระวังตัวกันนะครับ ค่อยๆขับอย่าทำความเร็วสูงมาก คุณพระคุณสิ่งศักดิ์สิทธิ์นั้นถ้าไม่ต้องพึ่งก็จะดีที่สุด ที่พูดเช่นนี้เเพราะอยากให้พึ่งสติของตัวเองค่อยๆไปขับกันแบบระมัดระวังเรื่องหวาดเสียวและเหตุการณ์สูญเสียจะได้ไม่เกิดขึ้น
     
  19. คุรุปาละ

    คุรุปาละ เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    16 กรกฎาคม 2012
    โพสต์:
    7,160
    ค่าพลัง:
    +21,959
    ที่แจ้งโอนไว้พรุ่งนี้ส่งให้นะครับ
     
  20. คุรุปาละ

    คุรุปาละ เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    16 กรกฎาคม 2012
    โพสต์:
    7,160
    ค่าพลัง:
    +21,959
    สร้างพลังใจยามท้อแท้

    คนเราทุกวันนี้มีปัญหามากมายรุมเร้าชีวิต ไม่ว่าจะเรื่องงาน ครอบครัว หรือสภาพสังคม บางปัญหาทำให้เราทุกข์ใจ กลุ้มใจ เครียด วิตกกังวล บางปัญหาทำให้ท้อแท้ เศร้า เสียใจ หดหู่ สิ้นหวัง หมดหวัง อยากทำร้ายตัวเอง หรืออยากฆ่าตัวตาย ยิ่งมาโดนภาวะวิกฤตเศรษฐกิจซ้ำเข้าไปอีก ตกงาน รายได้ลดลง รายจ่ายเพิ่มขึ้น สินค้าของกินของใช้แพงขึ้น หนี้สินผ่อนไม่ได้ จะถูกยึดหรือถูกยึดไปแล้ว ฯลฯ อย่างนี้มันก็ต้องท้อกันบ้างล่ะ..ไม่ใช่เทวดานี่ครับ

    บทพิสูจน์ความท้อ

    ที่น่าแปลกก็คือ บางคนท้อแล้วไม่ไม่รู้สึกตัวว่ากำลังท้อแท้อยู่หรือเปล่า รู้แต่ว่ามันหงุดหงิดไม่มีความสุข ถ้าคุณพ่อคุณแม่ทั้งหลายกำลังข้องใจตัวเองอยู่ ลองดูครับว่าเรามีอาการต่อไปนี้บ้างหรือเปล่า

    ....อยู่ไม่เป็นสุข รู้สึกไม่สบายใจ ขี้หงุดหงิด

    ....ชอบตำหนิลงโทษตัวเอง

    ....เวลาดูตลกคาเฟ่เคยขำกลิ้ง ตอนนี้ชักตลกไม่ออก

    ....ชอบตำหนิลงโทษตัวเอง

    ....รู้สึกอันตัวเรานี้ช่างไร้ค่า ไร้ความหมาย

    ....กินไม่ได้ นอนไม่หลับหรือไม่อีกทีก็กินแหลก หลับอุตุทั้งวัน

    ....ไม่มีสมาธิ อ่านหนังสือแค่หน้าเดียวก็ทำไม่ด้าย

    ....กะอีแค่จะไปซื้อทิชชูม้วนเดียว ตัดสินใจไม่ได้ คิดแล้วคิดอีก คิดเป็นวัน

    ....ไม่มีเรี่ยวมีแรง แค่ลุกไปแปรงฟันก็หมดพลังแล้ว

    ....ไม่กินข้าว ไม่อาบน้ำ น้ำหนักลด

    ....คิดอยากฆ่าตัวตาย (ไอ๊หยา!)

    ถ้าลองกากบาทดูแล้ว ได้แค่ 3 คะแนนก็พอไปไหว แต่ถ้าเกินห้าขึ้นไป และส่งผลถึงกับทำให้เราใช้ชีวิตส่วนตัว กิจวัตรประจำวันขาดตกบกพร่อง มานั่งลงตรงนี้ จับเข่าคุยกันหน่อย เราต้องช่วยกันแล้วล่ะว่าจะฝ่าความท้อไปได้อย่างไร

    ตัวเองสำคัญที่สุด

    สาเหตุของอาการท้อแท้นั้นจะมาจากสาเหตุภายในและภายนอก ซึ่งบางสาเหตุเราก็แก้ได้ บางสาเหตุก็แก้ไม่ได้ เพราะต้องขึ้นอยู่กับบุคลลหรือสถานการ์อื่นๆ ด้วย แต่เหตุที่เราแก้ได้แน่ๆ ได้แก่ สิ่งที่ต้องการการลงมือแก้ปัญหาด้วยตัวเราเอง และอาจต้องการการแก้ปัญหาด้วยวิธีใหม่ การปรับเปลี่ยนความคาดหวัง หรือนิสัยตัวเราเอง การสร้างพลังใจด้วยตัวของเราเอง การทำกิจกรรมต่างๆ เพื่อดึงตัวเองออกจากบรรยากาศแห่งความท้อแท้ เป็นต้น

    เราจะต้องรู้ว่าในที่สุดแล้ว เราคือเจ้าของปัญหา เราจะต้องลุกขึ้นยืนบนขาของเราเอง คนอื่นอาจจะช่วยประคองหรือช่วยชี้ทางได้ แต่เราต้องเดินเอง เพราะหากเราไม่รู้ว่าเราต้องยืนบนขาตัวเอง ก้าวท้าวออกด้วยตัวเอง เราจะไม่ลุก ไม่สร้างพลังเสียที นั่นแหละครับ แม้จะมีเชือกห้อยลงมาให้เราในหุบเหวแห่งความท้อแท้ เราก็จะไม่ไปจับเชือกและปีนขึ้นไป ยังคงนอนจมอยู่กับอารมณ์เศร้าที่ก้นเหวนั่นเอง

    สู่ยอดเขาแห่งความเข้มแข็งด้วยตัวเอง

    * มองอุปสรรคขวากหนามต่างๆ เป็นเครื่องมือในการพัฒนาตัวเราตลอดเวลา รู้สึกเป็นธรรมดาที่เจออุปสรรค รู้สึกสนุกที่เจอเหตุการณ์ยากในชีวิต เพราะทำให้เราแข็งแกร่งขึ้นทุกที เรียนรู้ให้ฉลาดขึ้นทุกๆ ครั้ง บางครั้งเราอาจล้มบ้าง แต่ไม่อาจทำให้เราหยุดลงได้ เพราะเรายังมีเป้าหมายใหญ่คือ การขึ้นไปสู่จุดที่เรารู้สึกว่าเราได้ชัยชนะ นั่นคือชนะความอ่อนแอในตัวเรา เป็นชัยชนะที่เราภาคภูมิใจได้อย่างเต็มเปี่ยม

    * ไม่เปรียบเทียบกับคนอื่น เพราะจะทำให้ท้อแท้ได้ง่ายๆ เมื่อพบว่าตัวเราไม่ดีเท่าเขา แต่หากมองการชนะตัวเราเองเป็นความสำเร็จ นั่นแหละคือความสำเร็จที่แท้จริง

    * ไม่มองคนอื่นเป็นศัตรู เพราะเราจะเสียเวลามาคอยต่อกรกับคนที่คิดว่าเป็นศัตรูโดยไม่จำเป็น ในที่สุดก็บาดเจ็บทั้งคู่ ไปไม่ถึงจุดหมายทั้งสองฝ่าย เราควรจะแก้ปัญหาอย่างเหมาะสม พยายามหลีกเลี่ยงดีกว่าการไปต่อสู้ให้เจ็บเนื้อเจ็บตัวและเสียเวลา

    * จะต้องเกิดกำลังใจ พลังใจ ความสุข ความอิ่มใจ ความพอใจในทุกก้าวย่างที่เดินไป เพราะหากไปรอกำลังใจเกิดขึ้นเมื่อเราถึงจุดหมายแล้วเท่านั้น เราจะรู้สึกว่าไกลเหลือเกิน จะท้อแท้ขึ้นมาอีกได้

    * ต้องตระหนักว่า ความสำเร็จไม่ได้อยู่ที่ก้าวสุดท้ายที่ขึ้นถึงยอดเขา เพราะก้าวสุดท้ายจะเกิดขึ้นไม่ได้ ถ้าไม่มีก้าวแรกๆ และความคล่องแคล่ว ว่องไว ความแข็งแกร่งของก้าวหลังๆ ก็มาจากประสบการณ์ความล้มเหลว และการต่อสู้ของก้าวแรกๆ การหกล้มก็ทำให้เรียนรู้ว่าจะลุกอย่างไร เพื่อไม่ให้ล้มอีก หากได้สร้างพลังใจสะสมได้ในทุกๆ ก้าวเราย่อมจะพ้นจากหุบเหวแห่งความท้อแท้แน่นอน

    สร้างพลังใจยามท้อแท้

    * พยายามมองให้เห็นภาพที่ตัวเองลุกขึ้นมาอย่างเข้มแข็ง

    * ทำร่างกายให้แข็งแรง กระฉับกระเฉง เพราะยามท้อแท้เรามักจะหมดแรง ทำอะไรช้าไปหมด ยิ่งช้าก็ยิ่งไม่อยากทำ บางครั้งการหลอกตัวเองเป็นกระฉับกระเฉง ช่วยทำให้จิตใจสดชื่นขึ้นได้ รวมถึงการออกกำลังกาย การทำกายบริหาร ยืดเส้นยืดสายกล้ามเนื้อที่เครียด หรือการบีบนวดตนเอง (ไม่ใช่ไปบริการหมอนวดนะครับ เพราะเสียเงินทองแล้วจะเครียดกันใหญ่)

    * พยายามมองสิ่งต่างๆ ให้เห็นทั้งแง่ลบและบวก เพราะหากเห็นแต่แง่ลบของคนอื่นจะทำให้รู้สึกหงุดหงิด เห็นแง่ลบของตนเองจะทำให้รู้สึกท้อแท้ จึงควรมองแต่แง่บวก แม้ผู้อื่นและตัวเราเองจะมีสิ่งบกพร่อง แต่ก็มีสิ่งดีๆ อยู่ ไม่น้อยเช่นกัน

    * มีอารมณ์ขัน โดยคิดอะไรในแง่ตลกเสียบ้าง

    * พยายามฝึกปัญญาของเราให้มาก เรียนรู้สิ่งต่างๆ ให้มากขึ้นเรื่อยๆ อย่าหยุดเรียนรู้ อย่าคิดว่าตนเองเก่งแล้ว ถูกทุกอย่าง เพราะถ้าคิดเช่นนั้นเราจะหยุดพัฒนาตนเอง มองทุกอย่างให้เห็นความเป็นจริง มองให้เห็นเหตุปัจจัย เงื่อนไขของเรื่องราวทุกอย่าง เมื่อเราเข้าใจก็จะแก้ไขได้ถูกต้อง

    อยากจะฝากส่งท้ายไว้ว่า เราจะมองเห็นแสงสว่างได้นั้นต้องออกแรงยกเปลือกตาของเราเองนะครับ
     

แชร์หน้านี้

Loading...