เรียนเชิญ ผู้ปฏิบัติสติปัฏฐานสี่ตามแนววิชชาธรรมกาย

ในห้อง 'อภิญญา - สมาธิ' ตั้งกระทู้โดย NAMOBUDDHAYA, 21 สิงหาคม 2014.

สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้
  1. NAMOBUDDHAYA

    NAMOBUDDHAYA ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    19,145
    กระทู้เรื่องเด่น:
    438
    ค่าพลัง:
    +63,593
    #เรื่องบุญบารมี

    ขอกล่าวสักนิดว่า ‪
    ‎เราจะพูดว่าใครมีบารมีมากกว่าใครก็พูดยาก‬ เพราะอะไร?
    .. เพราะผู้ที่อธิษฐานเป็นปกติสาวก บำเพ็ญบารมีเต็มเร็วกว่าผู้ที่อธิษฐานบารมีสูงกว่านั้น เช่น ผู้บำเพ็ญบารมีในระดับอสีติมหาสาวก หรือพุทธอุปัฏฐาก พุทธบิดา พุทธมารดา หรือขึ้นไปถึงพระปัจเจกพุทธเจ้า พระสัพพัญญูพุทธเจ้า
    แม้พระสัพพัญญูพุทธเจ้า ก็ยังมีการบำเพ็ญบารมีที่ต่างกัน
    เช่นพระปัญญาธิกพุทธเจ้า ก็ ๔ อสงไขยแสนกัปป์
    ดั่งเช่นพระพุทธเจ้าของเราองค์ปัจจุบัน ๘ อสงไขยแสนกัปป์
    ๑๖ อสงไขยแสนกัปป์ อย่างเช่น พระศรีอริยเมตไตรย์ ก็มีการบำเพ็ญบารมีไม่เหมือนกัน ไม่เท่ากัน
    อย่างนี้ระยะเวลาของการบำเพ็ญบารมี แตกต่างกันมากอีกด้วย
    เมื่อเป็นเช่นนั้น บางท่านในอดีตชาติ เคยอธิษฐานบารมีมามาก
    บำเพ็ญบารมียังไม่เต็ม ก็ยังไม่เห็น เห็นช้ากว่าคนที่อธิษฐานบารมีมาน้อย หรือปานกลาง ซึ่งเต็มเร็วก็เห็นเร็ว อันนี้อันหนึ่ง แต่เห็นแล้วก็ได้บรรลุมรรผลเป็นพระอริยบุคคลหรือไม่ ขึ้นอยู่ที่ธาตุธรรมแก่กล้าพอแล้วหรือยัง
    อันนี้พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า เหมือนปลูกข้าว เมื่อเราทำดีที่สุดแล้ว ข้าวจะงอกงามขึ้นมาและจะออกรวงเอง จะบังคับให้ข้าวออกรวงในวันนี้ พรุ่งนี้ไม่ได้ ถึงเวลาก็จะออกรวงเอง
    ...........................
    พระเทพญาณมงคล
    หลวงตาเสริมชัย ชยมงฺคโล
    ปฐมเจ้าอาวาสวัดหลวงพ่อสดธรรมกายาราม
    3PRFIApQItUwne1pKVozOw4nX9e1F3lgw3GVM_Eo2w7Q&_nc_ohc=Newhp5t9k0kAX-mSQ5Z&_nc_ht=scontent.fcnx3-1.jpg
     
  2. NAMOBUDDHAYA

    NAMOBUDDHAYA ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    19,145
    กระทู้เรื่องเด่น:
    438
    ค่าพลัง:
    +63,593
     
  3. NAMOBUDDHAYA

    NAMOBUDDHAYA ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    19,145
    กระทู้เรื่องเด่น:
    438
    ค่าพลัง:
    +63,593
     
  4. NAMOBUDDHAYA

    NAMOBUDDHAYA ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    19,145
    กระทู้เรื่องเด่น:
    438
    ค่าพลัง:
    +63,593
    69440266_1644943022309658_2251422127146139648_n-552x360-jpg.jpg

    ประสบการณ์วิชชาธรรมกาย. โดย นุชจรีย์ สุนทรวรรณ


    ผู้เขียนเป็นรองผู้อำนวยการโรงเรียนโพธิสารพิทยากร เขตตลิ่งชันกรุงเทพฯ เคยเป็นอาจารย์สอนวิชาภาษาไทยมาก่อน ต่อมาได้ผันตัวเองเป็นผู้บริหารโรงเรียน ได้มีโอกาสมาวัดปากน้ำ รู้จักหลวงพ่อวัดปากน้ำพระมงคลเทพมุนี(สด จนฺทสโร) เพราะมีเหตุการณ์สำคัญเกิดขึ้นในชีวิตเป็นเหตุการณ์ที่พลิกผันชีวิตเมื่อปีพ.ศ. 2526 ได้ลาไปศึกษาระดับปริญญาโทที่มหาวิทยาลัยศรีนครินทราวิโรฒ ประสานมิตรรุ่นนั้นมีกันเพียง 12 คน เป็นช่วงเวลาเดียวกับการพบคลื่นชีวิตช่วงปี 2526 พี่ชายคนหนึ่งที่ผู้เขียนรักมากเกิดป่วยหนักถึงขั้นสูญเสียการควบคุมสติอย่างรุนแรงพยายามทำลายชีวิตตนเอง โดยกระโดดตึกโรงพยาบาลหลายหน จำพ่อแม่พี่น้องไม่ได้ ขับถ่ายไม่รู้ตัว ช่วยตัวเองไม่ได้ แพทย์หาสาเหตุไม่พบ ทำให้ผู้เขียนทุกข์ใจอย่างยิ่งการเรียนก็หนักหนาสาหัส ต้องอ่านหนังสือมาก ต้องมีการแสดงความคิดเห็นและสัมมนากันตลอดเวลา แต่ผู้เขียนเรียนไม่รู้เรื่องเลย นั่งซึมน้ำตาใหลห่วงกังวลน่ะสงสารพี่ชาย แต่ยังโชคดีมีบุญพบเพื่อนรุ่นพี่ที่เรียนด้วยกันซึ่งผู้เขียนปลื้ม ในความดีความเก่งนับถือเหมือนพี่สาวที่สำคัญพี่เป็นกัลยาณมิตรของผู้เขียนพวกเราเรียกว่า”พี่แป๋ว” ทุกท่านที่มาทำบุญที่วัดปากน้ำจะรู้จักพี่สาวคนนี้ดี ชื่อพลตรีหญิงทัศนศรี ไตรยคุณคุณ ขณะนั้นเป็นพันตรีหญิงมีความเมตตาเอื้ออาทรมาก มาพูดคุยไต่ถามสาเหตุแห่งความสุขเศร้าปลอบโยนแล้วแนะนำให้ไปวัดปากน้ำไปขอบารมีหลวงพ่อสดวัดปากน้ำ ขอบารมีคุณน้าตรีทา เนียมขำเรียกท่านตามพี่แป๋ว ซึ่งเป็นอาจารย์สอนสมถวิปัสสนากรรมฐาน ถึงซึ่งวิชชาธรรมกายระดับสูงให้ช่วยบรรเทาปัญหาชีวิตของพี่ชาย พาไปกราบหลวงพ่อบนหอสังเวชนียมงคลเทพนิรมิต พาไปพบคุณน้าตรีธา เนียมขำ ท่านแนะนำให้ไปกราบหลวงพ่อสดไปขอบารมีให้หลวงพ่อช่วยให้ยึดมั่นใน หลวงพ่อให้รักษาศีลและหมั่นนั่งสมาธิเอาบุญทั้งหมดให้พี่ชายเพราะเขาไม่รู้เรื่องทำด้วยตัวเองไม่ได้ คุณน้าตรีธาก็จะช่วยแก้โรคให้พี่ชายด้วย ถ้ามีเวลาว่างก็ให้มันไปนั่งสมาธิบนหอขาว สถานที่นี้เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์หลวงพ่อบอกว่าเป็นศูนย์จักรพรรดิ
    แรกแรกผู้เขียนไม่แน่ใจตัวเองว่าจะทำได้หรือไม่ เพราะมีความเชื่อว่าการนั่งสมาธิปฏิบัติธรรมเป็นเรื่องของพระภิกษุเท่านั้นแต่ด้วย มีความศรัทธาในตัวพี่แป๋วเป็นทุนเดิมและเห็นความรักความปรารถนาดีจึงลองไปนั่งสมาธิที่วัดปากน้ำและส่งรูปพี่ชายที่ป่วยบอกวันเดือนปีเวลาเกิด ฝากพี่แป๋วขอให้คุณน้าตรีธาให้ช่วยอัดบุญแก้โรคภัยไข้เจ็บให้พี่ชายทั้งทั้งที่ไม่รู้ว่าจะได้ผลอย่างไร ยังไม่มีความมั่นใจ
    ช่วงนี้เองเป็นโอกาสที่ทำให้ผู้เขียนเข้าใกล้ธรรมะ ฟังเทศน์ฟังธรรมมากขึ้นได้รู้ได้ฟังได้พิจารณาคำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าและหลวงพ่อวัดปากน้ำมากขึ้นได้เพิ่มสติปัญญาทีละน้อยทีละน้อยแต่ทำเป็นประจำนั่งสมาธิเสร็จไม่ได้ขออะไรให้ตัวเองตั้งความปรารถนาส่งบุญให้พี่ชายปลอดภัยหายป่วยเท่านั้น
    ผู้เขียนนั่งสมาธิครั้งแรกเมื่อปีพ.ศ. 2526 บนหอขาววัดปากน้ำฟังเสียงหลวงพ่อสด จากเทปทำตามที่ท่านสอนทุกขั้นตอนได้ง่ายดายเห็นดวงแก้วตั้งแต่วันแรกเลยไม่รู้สึกแปลกอะไร ยังไม่รู้ว่าเป็นนิมิตหรือเป็นของจริง เข้าใจว่าทุกคนก็เห็นดวงแก้วใส เหมือนที่ผู้เขียนเห็น สว่างใสขึ้นทุกวันทุกวัน นึกเมื่อไรเห็นเมื่อนั้น เห็นตลอดเวลาพึ่งมารู้ภายหลังจากที่เล่าให้พี่แป๋วฟังว่าไม่ได้เห็นกันทุกคน ผู้เขียนเอาจิตกำหนดรู้เห็นภายในได้ง่าย เร็ว ไม่ได้เอาใจส่งออกภายนอกเลย เหมือนถูกควบคุมด้วยกลไกอะไรซักอย่าง สบายสบาย สงบ นิ่ง เย็น หยุดเข้าสู่กลางของกลาง ณ ศูนย์กลางกาย ไม่เหมือนถูกบีบบังคับใดๆ ใจแตะเบาเบาพอดีพอดีไม่หนักไม่เบาเกินไป ภาวะเช่นนี้ผู้เขียนมาสังเเกตอาการได้ในภายหลัง แต่ขณะนั่งสมาธิลงตัวโดยอัตโนมัติ
    ปีพ.ศ. 2530 ผู้เขียนมีศรัทธาอย่างแรงกล้าในการนั่งสมาธิอย่างต่อเนื่องเป็นประจำทุกวัน ไปโรงเรียนตั้งแต่หกโมงเช้า ถึงแล้วเนื่องด้วยมีอาชีพครูก็ดี ทำให้มีโอกาสพาเด็กเด็กมานั่งสมาธิในห้องพระที่โรงเรียน มีเด็กหลายคนมานั่ง บางคนเห็นเพื่อนมา ก็ตามตามกันมา มีเด็กที่นับถือศาสนาอิสลามก็มานั่งด้วย เป็นผู้นำองค์การและกิจกรรมทางศาสนาเสมอมาพานักเรียนเข้าค่ายธรรมะเป็นประจำ
    ผู้เขียนนั่งสมาธิติดต่อกันตั้งแต่ปีพ.ศ. 2526 ถึง 2530 เห็นดวงแก้วทุกครั้งหารู้ไม่ว่าคนอื่นไม่ได้เห็นกันทุกคน ช่วงนั้นรักษาอุโบสถศีลเป็นปกติ ศรัทธาแรงขึ้นเพราะเห็นผลเกิดแก่พี่ชายหายป่วยอย่างอัศจรรย์ซึ่งป่วยเป็นปีถ้าใครพบเห็นตัวอาจคิดว่าเป็นผี ผอม หน้าตาไม่ใช่มนุษย์เลย เหลือแต่หนัหุ้มกระดูก แต่ด้วยบารมี”ธรรมกาย”ทำให้หายสนิท ขับรถได้ส่งผลให้คนในครอบครัวของผู้เขียนศรัทธา ผู้เขียนพาคุณพ่อพี่ชายพี่สาว มาฝึกสมาธิที่หอขาววัดปากน้ำ ผู้เขียนลืมเล่าไปว่าตอนที่พี่ชายเริ่มป่วยอาการทรุดหนักความหวังไม่มี ผู้เขียนจึงได้อธิฐานจิตกราบขอบารมี จากหลวงพ่อสดที่หอประดิษฐานสรีระของหลวงพ่อว่าขอให้พี่ชายหายป่วย ได้ฝึกสมาธิก่อนแล้วจะเอาไปตายก็ไม่ว่าเพราะพี่ชายมีลูกเล็กสามคนและชีวิตของพี่มีอาชีพเป็นทหารไม่ค่อยได้ลิ้มรสพระธรรม ดื่มเหล้าสูบบุหรี่ ผู้เขียนกราบขอพรไว้ต่อมาก็ประสบผลตามทีอธิษฐาน พี่ชายพื้นอย่างอัศจรรย์ยิ่ง จนคุณหมอที่โรงพยาบาลพระมงกุฏออกปากกับคุณแม่ว่า คุณป้าครับ ในพันคนรอดสักหนึ่งคนก็ยากครับ
    พ่อแม่พี่ๆของผู้เขียนได้พบเห็นผลแห่งการฝึกสมาธิและบารมีของหลวงพ่อสด ทำให้พี่ชายรอดชีวิตและได้บรรพชาอุปสมบทถึงสามเดือนจุดนี้ทำให้ครอบครัวเกิดศรัทธายิ่งขึ้น
    ต้นเดือนมิถุนายน 2530 ผู้เขียนรู้สึกอยากไปปฏิบัติธรรมปลีกวิเวกรักษาศีลแปดนั่งสมาธิช่วงวันเกิด 13 มิถุนายน อยากปลีกวิเวก อยู่ที่สงบตามป่าเขาหรือธรรมชาติ ทางบ้านเป็นห่วง แต่ไม่กล้าทัดทานเพราะเกรงจะบาป ผู้เขียนฟังวิทยุว่ามีวัดหลวงพ่อสดธรรมกายยารามที่จังหวัดราชบุรี ผู้เขียนจึงชวนหลานสาวเดินทางไปรักษาศีลแปดปฏิบัติธรรมที่วัดหลวงพ่อสดธรรมกายยารา 3 วัน ศุกร์-เสาร์-อาทิตย์ 12 – 15 มิถุนายน 2530 ได้ฝึกสมาธิ เช้า กลางวัน เย็น ค่ำ เกิดความมหัศจรรย์ จากเดิมเคยเห็นดวงแก้วใสที่ศูนย์กลางกายเป็นปกติ ก็เห็นซ้อนกันหลายดวงนับไม่ถ้วน ขยายใหญใสสว่างมาก ในดวงแก้วมีกายของตนเองซ้อนอยู่ ขยายใหญ่ ในกายมีดวงซ้อน สลับกันไปมา ใสสะอาด กลางดวงใสกับกลางของกลางกายเป็นจุดเดียวกัน เร็วมากถ้าจะพูดถึงดวงและกายก็ยังพูดไม่ทันเลยเพราะความเร็วสูงมาก
    ต่อมาได้เห็นกายหลายกายซ้อนดวง ดวงแก้วซ้อนดวงกาย กลางกายมีดวงขยายใหญ่ใสใส ต่อมาเห็นองค์พระเข้าใจว่าเป็นประธานนั่งขัดสมาธิธิ ผู้เขียนเห็นในศูนย์กลางกายซ้อนจากดวงแก้วใส เห็นมาถึงประมาณเอวของพระพุทธรูปหยุดแค่นั้น ไม่ตื่นเต้นตกใจเลย ไม่ดีใจ จิตนิ่งเฉยเฉยเป็นอัตโนมัติ เหมือนถูกดูแลในสัดส่วนความพอดี เห็นองค์พระครึ่งองค์ ก็หยุดแค่นั้น จึงระลึกถึงหลวงพ่อ ในจิตมีคำถาม ว่า”ลูกเป็นอะไร”ทันทีนั้น ผู้เขียนได้ยินเสียงเกิดมาจากฐานที่7 ศูนย์กลางกาย จำได้ว่าเป็นเสียงหลวงพ่อสด แต่ข้อความนี้ไม่เคยได้ยินมาก่อนข้อความนั้นเป็นเสียงว่า”อย่าดีใจเดี๋ยวจิตจะแลบ”
    ผู้เขียนสัมผัสชัดเจนมากๆจิตไม่ดีใจ ไม่ตื่นเต้น แต่สงบเย็นโดยอัตโนมัติ ทันใดจิตเห็นภาพพระพุทธรูปจากสะดือเลื่อนขึ้นไปถึงพระศียรเห็นทั้งองค์ กลางกายองค์พระ กับกลางกายเนื้อและศูนย์กลางดวงธรรมเป็นศูนย์เดียวกัน ที่แปลกผู้เขียนเห็นองค์พระหันหน้าไปทิศทางเดียวกับกายเรา เห็นด้วยทัด้านหน้า หลัง ซ้าย ขวา ส่วนบน ส่วนล่างขององค์พระเลย พอออกจากท่านั่สมาธิ พระที่สอนนำท่านก็พูดท่ามกลางความสงบ ซึ่งคนอื่นๆต่างก็ได้ยินชัดว่า “เห็นแล้วใช่ไหม”แปลกว่าพระท่านทราบได้อย่างไร จึงถามท่านว่าตัวผู้เขียนเป็นอะไร ท่านตอบว่า”คุณโยมได้ธรรมกายแล้ว”ผู้เขียนงงๆไม่ดีใจใดๆเป็นเวลาเดียวกับผู้ปฏิบัติธรรมทั้งหนุ่มสาวผู้เฒ่าที่ศาลาปฏิบัติธรรมต่างเข้ามารุมล้อมอนุโมทนา ผู้เขียนงงคิดว่า ถูกสะกดจิตถูกหลอกหรือเปล่าแต่ก็พิจารณาประมวลได้ว่า ได้ยินเสียงหลวงพ่อสดจากศูนย์กลางกายของตนเองถ้อยชัดคำและภาพองค์พระใสยังคงอยู่เสมอมา แต่ก็อดไปถามพระ คุณน้าตรีธาและแม่ชีไม่ได้ ผู้เขียนได้ไปถามพระ แม่ชี ผู้ได้ธรรมกายเพื่อยืนยันความรู้ความเห็นท่านก็ยืนยันคำตอบตรงกัน
    ความแปลกอีกประการในวันที่ผู้เขียนเห็นองค์ธรรมกายและเข้า 18 กายได้เร็วมากตอนนั้นไม่รู้จักว่า 18 กายคืออะไรยังจำได้ว่าวันนั้นที่เห็นธรรมกายเป็นวันเสาร์ที่ 13 มิถุนายน 2530 เวลา 06.15 น เป็นวันคล้ายวันเกิดของผู้เขียนพอดีตรงทั้งทางจันทรคติและสุริยคติ และเวลาตกฝากด้วย และเป็นเวลาที่ฝนตกมาเป็นครั้งแรกของฤดูฝนที่จังหวัดราชบุรี พระที่นั่นบอกว่าให้ไปต่อวิชชาที่วัดปากน้ำ ท่านต่อให้ไม่ได้แล้ว วันสุดท้ายจะกลับบ้านก็เห็นองค์พระแก้วใสขยายใหญ่มากๆ สุดตา ได้มาเล่าทั้งหมดให้คุณพ่อคุณแม่และพี่พี่ฟัง ทุกคนต่างปลื้มปิติน้ำตาไหล ตอนแรกก็กลัวว่าเค้าจะไม่เชื่อและกลัวว่าจะผิดบาปที่นำเรื่องที่รู้ได้เฉพาะตนมาเล่า เป็นการอวดอุตริหรือเปล่า พระท่านก็แนะนำว่าให้อธิฐานจิตก่อนเล่า ขณะที่เล่าเรื่องเป็นเวลาราวสองทุ่มทุกคนต่างได้ยินเสียงดังเหมือนระเบิดลงบ้าน สะเทือนไหวแรงทั้งบ้านสักพักก็หยุดไม่มีอะไรตกแตก เสียหายเลย พีๆจึงบอกผู้เขียนว่าให้รีบอุทิศบุญกุศลให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ของบ้าน ซึ่งผู้เขียนเองก่อนไปรักษศีลสามวันได้บอกกล่าวกับพระพุทธรูปประจำบ้านและเทพเทวาว่าจะไปรักษาศีลแปดปฏิบัติธรรม แล้วจะนำบุญมาฝากท่านทั้งหลาย แล้วก็ลืมคำพูดไปพอได้ยินเสียงดังสนั่นหวั่นไหวเหมือนมาเตือน จึงทราบว่าสิ่งศักดิ์สิทธิ์มาขอรับส่วนบุญครั้งนี้
    หลังจากนั้นพี่แป๋วได้ไปเรียนให้คุณน้าตรีธาเนียมขำ ทราบเผอิญเป็นช่วงเวลาที่ท่านไม่ค่อยว่างจึงแนะนำให้ไปต่อวิชชาธรรมกาย กับแม่ชีรัมภา โพธิ์คำฉาย ท่านได้เมตตา ต่อวิชชาธรรมกายให้จนหมดต่อจากนี้ก็เป็นเรื่องที่ผู้เขียนจะต้องปฏิบัติเองทำเองรักษาไว้เองให้เจริญและละเอียดใสเสมอ
    ได้พบสิ่งมหัศจรรย์แปลกแปลกเกิดขึ้นมากมายไม่เคยรู้มาก่อน มีอยู่คืนหนึ่งขณะนั่งสมาธิรู้ตัวทุกอย่าง ขอไปดูสวรรค์นรกก็ได้โดยตรึกระลึกถึงบารมีหลวงพ่อสด เห็นชัดเจนมาก มีสติรู้ตัวตลอดเวลา ไม่หลับไม่ฝัน
    สิ่งแปลกแปลกหลากหลายเกิดขึ้น มากผู้เขียนได้บันทึกสิ่งที่ได้พบเห็นไว้อย่างละเอียดในช่วงแรกๆ พบเห็นมากจนกลายเป็นเรื่องปกติ งานราชการก็มีมากจนต้องหยุดบันทึก
    สิ่งที่ได้เขียนให้ผู้อ่านได้ทราบนี้เป็นไปตามคำขอของ พลตรีหญิงทัศนศรี ไตรยคุณ ใจจริงแล้วไม่ค่อยอยากเขียนเกรงคนไม่เข้าใจ แต่คิดว่าโอ้อวด แต่พี่แป๋วบอกว่า เขียนเถอะ เป็นธรรมทานถวายเป็นพุทธงูชาธรรมบูชา และบูชาพระคุณของหลวงพ่อวัดปากน้ำ
    อาจารตรีธาและลูกศิษย์ของหลวงพ่อทุกคนมีความยินดีและอนุโมทนากับผู้ที่ได้วิชชาธรรมกายทุกคน เป็นการยืนยันว่าวิชชาธรรมกายที่หลวงพ่อได้พากเพียรพยายามปฏิบัติมา และนำมาสั่งสอนให้ผู้อื่นได้รู้เห็นเป็นความจริง ใครที่ตั้งใจยึดถือปฏิบัติจริงจัง ได้เห็นผลจริงทุกราย ไม่ใช่เรื่องของการเพ้อฝันหรืออยากดังใดใดทั้งสิ้น

    จากหนังสือที่ระลึกกฐินพระราชทาน วัดปากน้ำ ปี 2554


    --------------------------------
    http://dhammakaya.tv/ประสบการณ์วิชชาธรรมกาย/
     
  5. NAMOBUDDHAYA

    NAMOBUDDHAYA ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    19,145
    กระทู้เรื่องเด่น:
    438
    ค่าพลัง:
    +63,593
     
  6. NAMOBUDDHAYA

    NAMOBUDDHAYA ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    19,145
    กระทู้เรื่องเด่น:
    438
    ค่าพลัง:
    +63,593
    JWl2FK5PriFEGFUmTqbJ1SanQUlsC3zELgDozhP1_BmX&_nc_ohc=Vh4E7MLa6UcAX8ATm3r&_nc_ht=scontent.fcnx3-1.jpg
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  7. NAMOBUDDHAYA

    NAMOBUDDHAYA ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    19,145
    กระทู้เรื่องเด่น:
    438
    ค่าพลัง:
    +63,593
    ส่วนในกายานุปัสสนานี้ ภิกษุผู้บรรลุจตุตถฌานแล้วอย่างนั้น มีความประสงค์ที่จะเจริญกรรมฐาน ด้วยอำนาจการกำหนดและการเปลี่ยนแปลง แล้วบรรลุความหมดจด กระทำฌานนั้นนั่นแล ให้ถึงความชำนิชำนาญ (วสี) ด้วยอาการ ๕ อย่าง กล่าวคือ อาวัชชนะ การรำพึง สมาปัชชนะ การเข้า อธิฏฐานะ การตั้งใจ วุฏฐานะ การออก และ ปัจจเวกขณะ การพิจารณา แล้ว กำหนด รูปและอรูปว่า รูป มีอรูปเป็นหัวหน้า หรืออรูป มีรูปเป็นหัวหน้าแล้ว เริ่มตั้งวิปัสสนา.

    ถามว่า เริ่มตั้งวิปัสสนาอย่างไร ?
    แก้ว่า จริงอยู่ พระโยคีนั้น ครั้นออกจากฌานแล้วกำหนดองค์ฌาน ย่อมเห็นหทัยวัตถุ ซึ่งเป็นที่อาศัยแห่งองค์ฌานเหล่านั้น ย่อมเห็นภูตรูป ซึ่งเป็นที่อาศัยแห่งหทัยวัตถุนั้น และย่อมเห็นกรัชกายแม้ทั้งสิ้น ซึ่งเป็นที่อาศัยแห่งภูตรูปเหล่านั้น. ในลำดับแห่งการเห็นนั้น เธอย่อมกำหนดรูปและอรูปว่า องค์ฌานจัดเป็นอรูป, (หทัย) วัตถุเป็นต้นจัดเป็นรูป.

    อีกอย่างหนึ่ง เธอนั้นครั้นออกจากสมาบัติแล้ว กำหนดภูตรูปทั้ง ๔ ด้วยอำนาจปฐวีธาตุเป็นต้น ในบรรดาส่วนทั้งหลายมีผมเป็นอาทิ และรูปซึ่งอาศัยภูตรูปนั้น ย่อมเห็นวิญญาณ พร้อมทั้งสัมปยุตธรรมซึ่งมีรูปตามที่ตนกำหนดแล้วเป็นอารมณ์ หรือมีรูปวัตถุและทวารตามที่ตนกำหนดแล้วเป็นอารมณ์. ลำดับนั้น เธอย่อมกำหนดว่า ภูตรูปเป็นต้น จัดเป็นรูป, วิญญาณที่มีสัมปยุตธรรม จัดเป็นอรูป.

    อีกอย่างหนึ่ง เธอครั้นออกจากสมาบัติแล้ว ย่อมเห็นว่า กรัชกายและจิตเป็นที่เกิดขึ้นแห่งลมอัสสาสะและปัสสาสะ. เหมือนอย่างว่า เมื่อสูบของช่างทองยังสูบอยู่ ลมย่อมสัญจรไปมา เพราะอาศัยการสูบ และความพยายามอันเกิดจากการสูบนั้นของบุรุษ ฉันใด, ลมหายใจเข้าและหายใจออก ย่อมเข้าออก เพราะอาศัยกายและจิตฉันนั้นเหมือนกันแล. ลำดับนั้น เธอกำหนดลมหายใจเข้าหายใจออกและกายว่า เป็นรูป, กำหนดจิตนั้นและธรรมที่สัมปยุตด้วยจิตว่า เป็นอรูป.

    ครั้น เธอกำหนดนามรูปด้วยอาการอย่างนั้นแล้ว ย่อมแสวงหาปัจจัยแห่งนามรูปนั้น. และเธอเมื่อแสวงหาอยู่ ก็ได้เห็นปัจจัยมีอวิชชาและตัณหาเป็นต้นนั้นแล้ว ย่อมข้ามความสงสัยปรารภความเป็นไปแห่งนามรูปในกาลทั้ง ๓ เสียได้.

    เธอนั้น ข้ามความสงสัยได้แล้ว ยกไตรลักษณ์ขึ้นด้วยอำนาจพิจารณากลาป ละวิปัสสนูปกิเลส ๑๐ อย่าง มีโอภาสเป็นต้น ซึ่งเกิดขึ้นแล้วในส่วนเบื้องต้น ด้วยอุทยัพพยานุปัสสนา (การพิจารณาเห็นความเกิดและความดับ) กำหนดปฏิปทาญาณที่พ้นจากอุปกิเลสว่า เป็นมรรค ละความเกิดเสีย ถึงภังคานุปัสสนา (การพิจารณาเห็นความดับ) เบื่อหน่ายคลายกำหนัดพ้นไปในสรรพสังขาร ซึ่งปรากฏโดยความเป็นของน่ากลัว ด้วยพิจารณาเห็นความดับติดต่อกันไป ได้บรรลุอริยมรรคทั้ง ๔ ตามลำดับ แล้วตั้งอยู่ในพระอรหัตผล ถึงที่สุดแห่งปัจจเวกขณญาณ ๑๙ อย่าง เป็นอัครทักขิไณยแห่งโลก พร้อมทั้ง
    เทวดา. ก็การเจริญอานาปานัสสติสมาธิ ของภิกษุผู้ประกอบในอานาปานกรรมฐานนั้น ตั้งต้นแต่การนับ จนถึงมรรคผลเป็นที่สุด จบบริบูรณ์เพียงเท่านี้แล.
    ................
    สมันตปาสาทิกา มหาวิภังคอรรถกถา
    วิ.มหา.อ. (ไทย) ๒/๓๗๐-๓๗๑ มหามกุฏ ฯ

    mp7wkas-_vzngqbosw6u3lqfto7_ahph5x2q-_nc_ohc-q_pol7fbxcsax-gzwb3-_nc_ht-scontent-fcnx3-1-jpg-jpg.jpg
     
  8. NAMOBUDDHAYA

    NAMOBUDDHAYA ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    19,145
    กระทู้เรื่องเด่น:
    438
    ค่าพลัง:
    +63,593
     
  9. NAMOBUDDHAYA

    NAMOBUDDHAYA ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    19,145
    กระทู้เรื่องเด่น:
    438
    ค่าพลัง:
    +63,593
     
  10. NAMOBUDDHAYA

    NAMOBUDDHAYA ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    19,145
    กระทู้เรื่องเด่น:
    438
    ค่าพลัง:
    +63,593
     
  11. NAMOBUDDHAYA

    NAMOBUDDHAYA ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    19,145
    กระทู้เรื่องเด่น:
    438
    ค่าพลัง:
    +63,593
     
  12. NAMOBUDDHAYA

    NAMOBUDDHAYA ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    19,145
    กระทู้เรื่องเด่น:
    438
    ค่าพลัง:
    +63,593
    เรื่อง "โรคจิต กับกรรมฐาน เชิงประสบการณ์"

    ในสมัยที่เป็นพระอาจารย์เสริมชัย ชยมงฺคโล
    บรรยาย ณ อาคารธรรมสถาน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อวันที่ ๙ กรกฎาคม ๒๕๓๑

    โดย พระเทพญาณมงคล
    เจ้าอาวาสวัดหลวงพ่อสดธรรมกายาราม
    อ.ดำเนินสะดวก จ.ราชบุรี
    เจ้าอาวาสวัดหลวงพ่อสดธรรมกายาราม
    อ.ดำเนินสะดวก จ.ราชบุรี

    ***คัดลอกมาบางส่วน

    ขอกราบนมัสการพระคุณเจ้าทุกท่าน ขอเจริญพรท่านผู้ฟังทุกท่าน อาตมภาพได้รับอาราธนาจากท่านศาสตราจารย์ ดร.ระวี ภาวิไล ซึ่งรู้จักกันทั่วไป ให้มาบรรยายในหัวข้อเรื่องที่ว่า "โรคจิต กับกรรมฐานในเชิงประสบการณ์" ซึ่งในเรื่องที่อาตมาจะได้กล่าวถึงนี้ ก็จะวางแนวในการบรรยายเป็นหัวข้อย่อ ๆ ดังต่อไปนี้ โดยจะสรุปผลไว้ก่อนเลยในเบื้องต้น เพื่อจะได้กล่าวถึงประสบการณ์ในรายละเอียดจนกว่าจะหมดเวลา และถ้ามีเวลาพอ อาจเปิดโอกาสให้ท่านที่สนใจ ซักถามเท่าที่อาตมาภาพจะตอบให้ได้

    กล่าวโดยสรุปในเรื่องของโรคจิต กับกรรมฐาน
    ประการแรก การฝึกปฏิบัติพระกัมมัฎฐานที่ถูกต้องตามพระสัทธรรมของพระพุทธเจ้า ซึ่งหมายเอา ถูกต้องทั้งในหลักการที่ภาษาพระเรียกว่า หลักปริยัติ และตามวิธีการปฏิบัติ ให้ได้ผลดี มีแต่ให้ผลเป็นความเจริญรุ่งเรือง และสันติสุข คือความสงบใจ แก่ผู้ปฏบัติแต่ฝ่ายเดียว ไม่ให้มีโทษแต่ประการใดเลย และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ยังมีลักษณะที่เป็นธรรมโอสถ รักษาแก้ไข ส่งเสริมจิตใจของผู้อบรม และปฏิบัติธรรมนั้น ให้มีสุขภาพจิตดียิ่ง ๆ ขึ้นไปอีกด้วย ไม่มีว่าจะให้โทษ ให้ทุกข์ หรือเป็นเหตุให้เกิดโรคจิตแม้แต่น้อย นี่กล่าวโดยว่าธรรมปฏิบัติที่ถูกต้องตามหลักวิชชา และถูกต้องตามกระบวนการ หรือวิธีการปฏิบัติ ตามขั้นตอนที่จะให้ผลดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนที่เป็นสมถะ และวิปัสสนากัมมัฏฐาน ซึ่งอาตมาจะได้กล่าวต่อไป

    ประการที่สอง จากประสบการณ์ที่ผ่านมาได้พบเห็นผู้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับโรคจิตแทบทั้งสิ้น เป็นบุคคลที่มีปัญหาชีวิตอยู่แล้ว และก็แก้ไม่ตกด้วยตนเอง หรือมีเชื้อของโรคจิต มีจิตใจอันฟุ้งซ่านระงับไม่ได้ ด้วยไม่ทราบวิธีการอันถูกต้องอยู่แล้ว แล้วก็ร่อนเร่ไปหาบุคคล หรือสำนักทั้งใน และนอกพระพุทธศาสนาให้ช่วยแก้ปัญหาให้ ซึ่งก็ได้ผ่านมาตามสำนักปฏิบัติพระกัมมัฏฐานต่าง ๆ นี่ประเภทหนึ่ง อีกประเภทหนึ่ง เป็นผู้ปฏิบัติธรรมจากความรู้ ความเข้าใจ ที่ศึกษาเอาเอง เพราะสติปัญญาของคน ไม่เท่ากัน จับประเด็นของธรรมะได้ ไม่ถูกต้อง ตรงจุด ตรงประเด็น ได้เท่าเที่ยมกัน ก็ทำให้ผู้ที่ยังมีความเข้าใจในธรรมปฏิบัติไม่แจ่มแจ้งตามควร ทดลองฝึกปฏิบัติเองโดยไม่มีครูผู้ทรงคุณวุฒิคอยแนะนำ จึงปฏิบัติเปะปะ หลงทางไป แล้วก็เป็นโรคจิต ตั้งแต่อ่อน ๆ ไปจนถึงเป็นมากเอง และบางรายที่เห็นท่าจะไม่ดี ก็ได้มาสู่สำนักปฏิบัติพระกัมมัฏฐานให้แก้ไขให้ อย่างนี้ก็เห็นมีมาก และก็มีอยู่บ้าง ที่ผู้มีปัญาหาได้รับคำแนะนำจากครูบาอาจารย์ที่ขาดตกบกพร่อง หรือผิดเพี้ยนไป จากธรรมปฏิบัติที่ถูกต้อง

    คำว่า "ถูกต้อง" นี่ยากที่ใครจะเป็นผู้ตัดสิน เพราะแต่ละคนที่เป็นผู้ให้คำแนะนำก็ดี หรือผู้วิพากษ์วิจารณ์ทั้งหลายก็ดี ส่วนมากแล้วก็ยังเป็น #เสขบุคคลคือ บุคคลที่ยังต้องศึกษาอยู่ แถมมีอยู่ไม่น้อยเลย ที่เป็น #ปุถุชนผู้ที่ยังหนาด้วยกิเลส และยังไม่มีประสบการณ์ในการปฏิบัติใน ศีล สมาธิ ปัญญา ดีพอ เพียงแต่อ่านทำความเข้าใจเอาเอง จากตำรับตำรา แล้วคาดคะเนไปตามความรู้ ความเข้าใจของตน ในธรรมปฏิบัติ ที่มีความละเอียดลึกซึ้ง ทั้ง ๆ ที่ตนเองก็ยังไม่รู้จริง แล้วก็ยังไม่เคยปฏิบัติให้เข้าถึงได้ อีกด้วย ย่อมเป็นอันตรายแก่ทั้งตัวผู้วิพากษ์วิจารณ์ หรือให้ข้อชี้แนะนั้นเองด้วย และแก่ทั้งผู้รับฟังคำวิจารณ์ หรือคำชี้แนะเช่นนั้นด้วย นี่ก็เป็นเหตุเป็นปัจจัยที่สำคัญยิ่ง ที่ชักนำให้ผู้ที่จะไปศึกษาปฏิบัติธรรมเกิดความลังเลสงสัย แล้วก็คว้าอะไรไป ตามที่ตนชอบ หรือไม่ก็ปฏิบัติผิดทางไปได้ และก็การปฏิบัติผิดทางจากการที่มีผู้ไม่รู้จริง แล้ววิพากษ์วิจารณ์ หรือชี้แนะที่ผิด ๆ เช่นนี้แหละ #ที่มีส่วนเป็นเชื้อของความฟุ้งซ่าน และสติไม่ดี เมื่อประกอบด้วยอำนาจวิบากกรรมเดิมที่เคยมีอยู่แล้ว ก็ยิ่งจะช่วยให้อาการของโรคจิตนั้นกำเริบ เป็นรุนแรงขึ้นได้ จนไม่อาจแก้ไขปัญหาของตนเองได้ ข้อนี้ก็เห็นมีอยู่ เพราะฉะนั้น บางคราวที่เราได้ยินข่าวที่ออกมาคลุม ๆ ไม่แจ้งชัด ถ้าจะว่าโดยหลักวิชาการ สถิติและวิจัยแล้ว เห็นว่าผิดหลักการ การออกข่าวคลุม ๆ มาในเชิงว่า กัมมัฏฐาน หรือสำนักกัมมัฏฐานที่เกิดมีมากขึ้น เป็นเหตุเป็นปัจจัยให้บุคคลในยุคปัจจุบันเป็นโรคจิตมากขึ้น แม้ข้อมูลเช่นนี้ ก็ยังเป็นข้อมูลที่ยังความเข้าใจผิด คลาดเคลื่อนให้เกิดแก่หมู่ชนที่ไม่รู้แจ้ง ที่ยังไม่ซาบซึ่งในวิธีปฏิบัติ ทั้งในหลักวิชา และในผลของการปฏิบัติดีพอ ให้หลงเข้าใจผิดไปตามนั้นได้ ทั้ง ๆ ที่ เหตุปัจจัยของผู้ที่เป็นโรคจิตนั้น มีมากมายหลายประเด็น
     
  13. NAMOBUDDHAYA

    NAMOBUDDHAYA ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    19,145
    กระทู้เรื่องเด่น:
    438
    ค่าพลัง:
    +63,593
     
  14. NAMOBUDDHAYA

    NAMOBUDDHAYA ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    19,145
    กระทู้เรื่องเด่น:
    438
    ค่าพลัง:
    +63,593
    ประพฤติธรรมให้สมควรแก่ธรรม


    เมื่อเห็นด้วยตาธรรมกายว่ากายมนุษย์ กายมนุษย์ละเอียดเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา แล้วก็อะไรเล่าเป็นแก่นสาร ถ้าเห็นว่าอ้ายเกิดนี่มันตัวทุกข์แท้ๆ เป็นทุกข์ทีเดียว อ้ายเกิดนี่มันตัวทุกข์แท้ๆ ไม่เพลินเสีย อ้ายเรื่องเกิดเป็นทุกข์ทีเดียว อ้ายเกิดไม่ใช่ลำพังเกิด เหตุให้เกิดมีอยู่คือ กามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา เป็นเหตุให้เกิด เมื่อไปเห็นเหตุที่เกิดแล้ว มันเกิดขึ้นแล้วก็ต้องมีดับ ที่ว่าเกิดไม่มีดับเลยน่ะเป็นอันไม่มี



    ภิกษุสามเณรเมื่อบวชเข้ามาในพระธรรมวินัยของพระศาสดาแล้ว ควรประพฤติธรรมให้สมควรแก่ธรรม เรียกว่า ธมฺมานุธมฺมปฏิปนฺโน แปลว่าประพฤติธรรมให้สมควรแก่ธรรม เมื่อประพฤติสมควรแล้วต้องประพฤติขยับให้ยิ่งขึ้นไป อย่าให้หันหลังกลับ ได้ชื่อว่า สามีจิปฏิปนฺโน ประพฤติดียิ่งขึ้นไป ไม่ถอยหลังกลังกลับ อย่าให้เคลื่อนจากธรรมตามธรรมไว้เสมอ นี่เรียกว่า อนุธมฺมจารี ประพฤติตามธรรม ภิกษุสามเณรเช่นนั้นได้ชื่อว่า สักการะ ได้ชื่อว่าเคารพ ได้ชื่อว่านับถือ ได้ชื่อว่าบูชาตถาคต ซึ่งเราผู้ตถาคต ปรมาย ปฏิปตฺติปูชาย ด้วยปฏิบัติบูชาเป็นอย่างยิ่ง เมื่อประพฤติตามให้สมควรเป็นเช่นนี้แล้วตั้งใจให้แน่วแน่



    ประพฤติธรรมสมควรแก่ธรรมนั้นเป็นไฉน ?

    ภิกษุสามเณร สามเณรรักษาศีล 10 ไป ตั้งอยู่ในร่องของศีล 10 อย่าให้เคลื่อนร่องของศีล 10 ไป ให้อยู่ในรอยของศีล10 ให้อยู่ในเนื้อหนังของศีล 10 ให้บริสุทธิ์สะอาดตามปกติตามความเป็นจริงของศีล 10 ส่วนภิกษุล่ะ ต้องประพฤติอยู่ในศีลเหมือนกัน ในศีลที่มีตนมีอยู่เป็นจำนวนเท่าไร ให้อยู่ในกรอบของศีล ไม่พ้นศีลไป ให้อยู่ในรอยของศีล ให้อยู่ในร่องของศีล ไม่พ้นร่องรอยของศีลไป ประพฤติปฏิบัติดังนี้ ได้ชื่อว่าถูกต้องร่องรอยทางของศีล ตรงกับบาลียืนยันว่า สพฺพาปาปสฺส อกรณํ ไม่ทำชั่วด้วยกาย วาจา ใจ เป็นอัพโพหาริกอยู่ด้วย

    ให้ถูกต้องร่องรอยของสมาธิอีกต่อไป สมาธิเป็นตัวทำใจให้สงบ สละเสียจากอารมณ์ ไม่ให้เกี่ยวด้วยอารมณ์ ไม่ให้ติดด้วยอารมณ์ ปล่อยอารมณ์เหล่านั้นเสีย จนกระทั่งใจหยุดเป็นเอกัคคตาเรียก ว่า จิตฺตสฺเสกคฺคตํ ถึงซึ่งความเป็นเอกัคคตาจิต เมื่อบริสุทธิ์ดังนี้แล้ว ก็อุตส่าห์พยายาม ให้ถูกร่องรอยของธรรมขึ้นไปอีก ไปอีกให้สูงยิ่งขึ้นไปกว่านั้น จนกระทั่งเกิด ปฐมฌาน ใจสงัดจากกาม จากอกุศลทั้งหลายแล้ว เป็นไปกับด้วย วิตก วิจาร ปีติ สุข เอกัคคตา ขึ้นสู่ปฐมฌาน เป็นดวงใสวัดผ่าเส้นศูนย์กลาง 2 วา กลมเป็นวงเวียน หนาคืบหนึ่ง ใสเป็นกระจกคันฉ่องส่องเงาหน้า แน่นอยู่กับฌาน ใจติดอยู่กับสิ่งนั้น แล้วก็ทำเป็นลำดับขึ้นไป เมื่อพบฌานดวงแรกเรียกว่า ปฐมฌาน ดังนี้แล้ว ให้เข้าถึง ทุติยฌาน ตติตยฌาน จตุตถฌาน ต่อไป อุตส่าห์ประพฤติไปดังนี้ เมื่อบรรลุฌานได้ขนาดนี้แล้วเป็นสมาธิขั้นสูง ศีล สมาธิ นี้เป็นตัวสำคัญอยู่

    ไม่ใช่พอแต่เท่านั้น ต้องใช้ปัญญาเข้าพินิจพิจารณา เมื่อเข้าถึงฌานแล้ว ก็พินิจพิจารณากายมนุษย์นี้แหละ กายมนุษย์ในภพทั้ง 3 กามภพ รูปภพ อรูปภพ พิจารณากายมนุษย์ทั้ง 8 กาย กายมนุษย์ กายมนุษย์ละเอียด กายทิพย์ กายทิพย์ละเอียด กายรูปพรหม กายรูปพรหมละเอียด กายอรูปพรหม กายอรูปพรหมละเอียด พิจารณาทั้ง 4 ฐาน นี้เป็นเป็นหลักของมรรคผล หลักของมรรคผล พิจารณาทั้ง 4 ฐานนี้ แต่ว่าขึ้นสู่ปฐมฌานแล้ว พิจารณาหลักสูงอย่างนี้ละก็เต็มเหยียดเชียว ชักจะไม่ไหว ขยับสมาธิให้สูงขึ้นไปกว่านี้ ให้สูงเป็นชั้นๆ ไป คือ ศีล สมาธิ ปัญญา ปัญญาน่ะจะต้องรู้จักความจริงของเบญจขันธ์ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ เห็นเป็นไม่เที่ยง เป็นทุกข์ ไม่ใช่ตัว อย่างนี้ เรียกว่า ปัญญา

    เมื่อเราเข้าถึงร่องรอยของธรรมเช่นนั้นละก็ ตั้งอยู่ในธรรมให้มั่นคง รักษาธรรมให้มั่นคง ดำรงอยู่ในดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐานเทียว ยังเข้าถึงดวงศีล ดวงสมาธิ ดวงปัญญา ดวงวิมุตติ ดวงวิมุตติญาณทัสสนะทีเดียว แล้วจะเข้าถึง กายมนุษย์ละเอียด

    • เมื่อเข้าถึงกายมนุษย์ละเอียดแล้ว เข้าถึงดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน ดวงศีล สมาธิ ปัญญา วิมุตติ วิมุตติญาณทัสสนะ ในกายมนุษย์ละเอียด จะเข้าถึง กายทิพย์
    • เมื่อเข้าถึงกายทิพย์แล้วเข้าถึงดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน ดวงศีล ดวงสมาธิ ดวงปัญญา ดวงวิมุตติ ดวงวิมุตติญาณทัสสนะ ในกายทิพย์อีกจะเข้าถึง กายทิพย์ละเอียด
    • เข้าถึงกายทิพย์ละเอียดแล้ว เข้าถึงดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน ดวงศีล ดวงสมาธิ ดวงปัญญา ดวงวิมุตติ ดวงวิมุตติญาณทัสสนะ จะเข้าถึงกายรูปพรหม
    • เมื่อเข้าถึงกายรูปพรหมแล้วก็แล้ว เข้าถึงดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน ดวงศีล ดวงสมาธิ ดวงปัญญา ดวงวิมุตติ ดวงวิมุตติญาณทัสสนะในกายรูปพรหมแล้ว จะเข้าถึงกายรูปพรหมละเอียด
    • เข้าถึงดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน ดวงศีล ดวงสมาธิ ดวงปัญญา ดวงวิมุตติ ดวงวิมุตติญาณทัสสนะในกายรูปพรหมละเอียดแล้ว จะเข้าถึงกายอรูปพรหม
    • เมื่อเข้าถึงดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน ดวงศีล ดวงสมาธิ ดวงปัญญา ดวงวิมุตติ ดวงวิมุตติญาณทัสสนะในกายอรูปพรหม จะเข้าถึงกายอรูปพรหมละเอียด
    • เข้าถึงดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน ดวงศีล ดวงสมาธิ ดวงปัญญา ดวงวิมุตติ ดวงวิมุตติญาณทัสสนะในกายอรูปพรหมละเอียดแล้ว จะเข้าถึงกายธรรม
    • เมื่อเข้าถึงกายธรรมแล้ว ตาธรรมกายก็เห็น กายมนุษย์ กายมนุษย์ละเอียด กายทิพย์ กายทิพย์ละเอียด กายรูปพรหม กายรูปพรหมละเอียด กายอรูปพรหม กายอรูปพรหมละเอียด ทั้ง 8 กายนี้ ทั้งเห็นทั้งรู้ เห็นด้วยตาธรรมกาย รู้ด้วยญาณของธรรมกาย ญาณมีแค่นี้


    • แต่กายมนุษย์ ไม่มีญาณ มีแต่ดวงวิญญาณ
    • กายรูปพรหม กายรูปพรหมละเอียด ไม่มีญาณ มีแต่ดวงวิญญาณ
    • ในกายอรูปพรหม กายอรูปพรหมละเอียด ก็ไม่มีญาณ มีแต่ดวงวิญญาณทั้งนั้น
    • พอเข้าถึงกายธรรม กายธรรมละเอียด ก็มีญาณ
    ที่เรียกว่า "ญาณ" ก็แปลว่ารู้ "ดวงวิญญาณ" ก็แปลว่ารู้ ต่างกันโดยประการไฉน ?

    ธรรมที่เรียกว่า ดวงวิญญาณนั่นแหละ เล็กเท่าดวงตาดำข้างใน ใสเกินใส อยู่ในกลางดวงจิต บริสุทธิ์สนิทอยู่กลางดวงจิตนั้น

    ดวงจิตอยู่ที่ไหน หทยคูหาสยจิตฺตํ จิตมีถ้ำคือเนื้อหัวใจเป็นที่อยู่ อยู่ในเบาะน้ำเลี้ยงหัวใจ ดวงจิตอยู่ที่นั่น ดวงจิตอยู่ที่ไหน ดวงวิญญาณอยู่ที่นั่น

    ในกลางดวงจิตนั้น รู้อะไรก็รู้ตลอด

    • ตามากระทบรูปก็รู้ ดวงวิญญาณมันรู้
    • หูกระทบเสียง ดวงวิญญาณมันรู้
    • กลิ่นกระทบจมูก ดวงวิญญาณมันรู้
    • รสกระทบลิ้น ดวงวิญญาณมันรู้
    • กายกระทบสัมผัส ดวงวิญญาณมันรู้
    • ใจกระทบอารมณ์ ดวงวิญญาณมันรู้
    นั่นรู้อย่างหน้าที่ของดวงของดวงวิญญาณ รู้เพราะมีอายตนะ รู้ตามอายตนะ เหนืออายตนะไปนั่นรู้ไม่ได้ คนตาบอดรู้จักที่ปัสสาวะ ที่อุจจาระ ที่นอนที่กินของมันละก็ ไม่ต้องไปจูงมันดอก มันคลำของมันไปได้ อย่างคนตาบอดนั่นแหละฉันใด ความรู้ของดวงวิญญาณก็รู้อย่างคนตาบอดนั้น ตาเขาทำให้แล้ว หู เขาทำให้แล้ว จมูก ลิ้น กาย ใจ เขาทำให้แล้ว ดวงวิญญาณก็ตรวจอายตนะทั้ง 6 นี้เท่านั้น ไม่มีหู ตา อะไรก็ไม่รู้ อ้ายผิดถูกมันก็ไม่รู้ อ้ายดวงวิญญาณเหมือนกัน มันเปื่อยของมันไปอย่างนั้นแหละ รู้ผิดเป็นถูก รู้ถูกเป็นผิดของมันไปตามเรื่อง ดวงวิญญาณเป็นอย่างนั้น ไม่ใช่รู้ด้วยปัญญา

    รู้ด้วยปัญญา รู้จริงรู้ชัด แต่รู้ด้วยญาณละก็อีกเรื่องหนึ่ง รู้ด้วยญาณนั้นน่ะรู้ด้วยธรรมกาย ญาณของธรรมกายเป็นอย่างไร โอ ผิดกันกับดวงวิญญาณ

    ใจของธรรมกายเป็นอย่างไร ใจของธรรมกายมีอย่างเดียวกัน เห็น จำ คิด รู้ 4 อย่าง เป็นใจ มีเห็น มีจำ มีคิด มีรู้ รู้นั้นก็ตรงกับดวงวิญญาณ อ้ายคิดนั้นก็ตรงกับดวงจิต อ้ายจำนั้นก็ตรงกับดวงใจ อ้ายเห็นนั้นก็ตรงกับดวงกาย เห็น จำ คิด รู้ หยุดเป็นจุดเดียวกันก็มีความรู้ นี้มันผิดกันตรงไหน มันเห็นเหมือนกัน จำเหมือนกัน คิดเหมือนกัน รู้เหมือนกัน ผิดกันตรงนี้

    พอถึงธรรมกายแล้ว ดวงเห็นขยายส่วนออกไป หน้าตักธรรมกายโตเท่าไหน ดวงเห็นขยายออกไปวัดผ่าเส้นศูนย์กลางเท่านั้น กลมรอบตัว เมื่อดวงเห็นแผ่ออกไปเท่าใดแล้ว ดวงจำ ดวงคิด ดวงรู้ ก็แผ่ออกไปเท่ากัน ดวงใจออกไปเท่าใด ดวงคิดก็แผ่ออกไปเท่ากัน ดวงคิดแผ่ออกไปเท่าใด ดวงรู้ที่เรียกว่าดวงวิญญาณ ตรงกับ ดวงวิญญาณของมนุษย์ ก็แผ่ออกไปเท่ากัน เท่าหน้าตักธรรมกาย กลมรอบตัว 4 ชั้นซ้อนกันอยู่ ชั้นนอกคือดวงเห็น ชั้นในเข้าไปคือดวงจำ ชั้นในเข้าไปคือดวงคิด ชั้นในเข้าไปคือดวงรู้ รู้นั้นต้องรู้ตรงนั้นแหละ เมื่อขยายส่วนเท่านั้นละก็ เขาเรียกว่า ญาณ ถ้ายังไม่ขยายส่วนละก็ เขาเรียกว่า ดวงวิญญาณ ถ้าขยายส่วนออกไปรูปนั้นละก็เรียกว่า ญาณ ตั้งแต่มีธรรมกายก็มีญาณทีเดียว นี่ญาณกับดวงวิญญาณผิดกันดังนี้ ไม่ใช่อย่างเดียวกัน ไม่ใช่อันเดียวกัน คนละอันทีเดียว



    รู้อย่างเดียว รู้ด้วยวิญญาณกับรู้ด้วยญาณนั้นต่างกันอย่างไร ?

    ต่างกันไกล รู้ด้วยดวงวิญญาณ รู้เป็นนิจจัง สุขัง อัตตา

    รู้ด้วยญาณนั่นรู้เป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา รู้ว่ามนุษย์มีขันธ์ 5 รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ

    • กายมนุษย์ละเอียด ก็มีขันธ์ 5 รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ
    • กายทิพย์ ก็มีขันธ์ 5 รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ
    • กายทิพย์ละเอียด ก็มีขันธ์ 5 รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ
    • กายรูปพรหม ก็มีขันธ์ 5 รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ
    • กายรูปพรหมละเอียด ก็มีขันธ์ 5 รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ
    • กายอรูปพรหมละเอียด ก็มีขันธ์ 5 รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ


    ที่รู้ด้วยญาณนั้นน่ะรู้ได้อย่างไร ?

    รู้ด้วยญาณ รู้ว่ากายมนุษย์ทั้งหยาบทั้งละเอียดเป็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา

    เป็นอนิจจังเป็นไฉน ? ไม่คงทนอยู่ที่เปลี่ยนแปรผันไป

    เป็นทุกข์นั้นเป็นไฉน ถึงซึ่งความลำบาก ไม่สบาย เบญจขันธ์ทั้ง 5 มีอยู่ตราบใด ไม่มีความสบาย มีเย็น มีร้อนเป็นต้น เดือดร้อนอยู่เสมอ ด้วยความเบียดเบียน 6 อย่างนี้ เย็น ร้อน หิว กระหาย ปวดอุจจาระ ปัสสาวะ ไม่มีสุข เบียดเบียนอยู่เสมอ รู้ว่าเบญจขันธ์ทั้ง 5 เป็นทุกข์ เราจะบังคับได้ไหมล่ะ ให้เป็นสุข ไม่ให้เป็นทุกข์ บังคับไม่ได้ ไม่อยู่ในบังคับบัญชาของใคร ที่ไม่อยู่ในบังคับบัญชาของใครนั้นเรียกว่า ไม่ใช่ตัว เรียกว่าอนัตตา เป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตาอยู่เช่นนี้ รู้ด้วยญาณ เห็นด้วยตาธรรมกาย

    เมื่อเห็นด้วยตาธรรมกายว่ากายมนุษย์ กายมนุษย์ละเอียดเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา แล้วก็อะไรเล่าเป็นแก่นสาร ถ้าเห็นว่าอ้ายเกิดนี่มันตัวทุกข์แท้ๆ เป็นทุกข์ทีเดียว อ้ายเกิดนี่มันตัวทุกข์แท้ๆ ไม่เพลินเสีย อ้ายเรื่องเกิดเป็นทุกข์ทีเดียว อ้ายเกิดไม่ใช่ลำพังเกิด เหตุให้เกิดมีอยู่คือ กามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา เป็นเหตุให้เกิด เมื่อไปเห็นเหตุที่เกิดแล้ว มันเกิดขึ้นแล้วก็ต้องมีดับ ที่ว่าเกิดไม่มีดับเลยน่ะเป็นอันไม่มี มีดับ ดับเป็นนิโรธ จะเข้าถึงซึ่งความดับไม่มี นี่เห็นด้วยตาธรรมกาย รู้ชัดด้วยญาณของธรรมกาย ถ้าว่าถูกส่วนเข้าถึงขนาดเช่นนี้ละก็ ธรรมกายโคตรภูจะกลับเป็นโสดา

    เมื่อตาธรรมกายพระโสดา ญาณธรรมกายของพระโสดาเห็นทุกข์ เหตุเกิดทุกข์ ความดับทุกข์ ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์ เห็นไม่เที่ยงเป็นทุกข์ในกายทิพย์ เห็นทุกข์ เห็นเหตุเกิดทุกข์ เห็นความดับทุกข์ เห็นข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์ในกายทิพย์ละเอียดเข้าแล้ว ถึงขนาดเข้า จะกลับจากพระโสดาเป็นพระสกทาคา

    ตาธรรมกายพระสกทาคา ทั้งหยาบทั้งละเอียดรู้ นัยน์ตาธรรมกายพระสกทาคา เห็นทุกข์ เ หตุเกิดทุกข์ ความดับทุกข์ ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์ในกายรูปพรหม รูปพรหมละเอียด ตามความเป็นจริงถูกลักษณะเข้า กลับเป็นพระอนาคา

    เมื่อตาของพระอนาคา ญาณของพระอนาคาเห็นรู้ ทุกข์สัจ สมุทัยสัจ นิโรธสัจ มัคคสัจ ในกายอรูปพรหม อรูปพรหมละเอียดหนักเข้า เห็นตามความจริงเข้าถูกหลักถูกส่วนเข้าจริงๆ ถึงขนาด ก็จะกลับจากพระอนาคาทั้งหยาบทั้งละเอียด เป็นพระอรหัต

    เมื่อถึงพระอรหัตละเอียดแล้ว สีติภูโต เป็นผู้เย็นแล้ว มีอาสวะสิ้นแล้ว กิจที่จะต้องทำไม่ต้องทำแล้ว กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มีอีก

    * พระเดชพระคุณ พระภาวนาโกศลเถร (สด จนฺทสโร) ให้โอวาทภิกษุสามเณรในพระอุโบสถ หลังจากทำวัตรแล้ว เมื่อวันที่ 18 ตุลาคม 2498
     
  15. NAMOBUDDHAYA

    NAMOBUDDHAYA ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    19,145
    กระทู้เรื่องเด่น:
    438
    ค่าพลัง:
    +63,593
     
  16. NAMOBUDDHAYA

    NAMOBUDDHAYA ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    19,145
    กระทู้เรื่องเด่น:
    438
    ค่าพลัง:
    +63,593
    •ธาตุธรรมส่วนหยาบนี้ เป็นแต่เพียงหุ่น
    ให้ฝ่ายบุญ หรือฝ่ายบาป หรือฝ่ายกลางๆ
    เชิดไปวันหนึ่งๆเท่านั้นเอง•

    8~7/11
    สิ่งที่จะมากระทบธาตุละเอียด ก็มีทั้งฝ่ายพระหรือบุญกุศล ฝ่ายมารหรือบาปอกุศล และทั้งฝ่ายกลางๆ

    มากระทบแล้ว ไม่กระทบเปล่าๆ แถมยังกระจายไปยังธาตุธรรมส่วนกลาง คือ เห็น จำ คิด รู้ และส่วนหยาบคือ กาย ดวงใจ จิต และวิญญาณอีกด้วย

    อุปมาดั่งสีย้อมผ้า ที่ เอิบ อาบ ซึม ซาบ ปน เป็น สวม ซ้อน ร้อยไส้ ในเนื้อผ้าที่ถูกย้อม

    หรือเสมือนหนึ่ง กองทัพที่เข้ายึดพื้นที่ได้ แล้วก็กระจายกำลังกันออกปกครอง แผ่ลูกเต็มบ้านหลานเต็มเมือง ฉะนั้น

    ที่นี้ จึงมีปัญหาว่า ธาตุธรรมส่วนละเอียดนี้ ถูกปกครองโดยฝ่ายใด ฝ่ายนั้น ก็จะให้ผลดลจิตดลใจ และกาย วาจา ให้เป็นไปตามอำนาจของตน

    นี่แปลว่า ธาตุธรรมส่วนหยาบนี้ เป็นแต่เพียงหุ่นให้ฝ่ายบุญ หรือฝ่ายบาป หรือฝ่ายกลางๆ เชิดไปวันหนึ่งๆเท่านั้นเอง

    เฉพาะฝ่ายบุญกุศล หรือฝ่ายพระ กล่าวโดยลำดับชั้น ได้แก่ การบริจาคทาน การสมาทานศีล และการเจริญภาวนา , ศีล สมาธิ ปัญญา, อธิศีล อธิจิต อธิปัญญา, ปฐมมรรค มรรคจิต มรรคปัญญา, โคตรภู พระโสดา พระสกิทาคามี พระอนาคามี และพระอรหัต ถึงตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า

    ส่วนฝ่ายบาปอกุศล หรือฝ่ายมาร นั้นหมายถึงฝ่ายที่ขัดขวางหรือกีดกั้นบุญกุศล 5เหล่า ได้แก่

    กิเลสมาร ทั้งสามตระกูล คือ โลภะ โทสะ และโมหะ

    ขันธมาร ได้แก่ โรคภัยไข้เจ็บทั้งหลาย

    มัจจุมาร คือ ความตาย

    อภิสังขารมาร คือ ผลบุญและบาปที่ปรุงแต่งสัตว์ให้ดี-เลว ประณีตกว่ากัน

    และเทพบุตรมาร เป็นต้น.

    ที่มา: หนังสือ พุทธภาวนาวิชชาธรรมกาย
    กรกฎาคม 2525

    " คำว่า ธรรมกาย ก็ดี ว่าพรหมกาย ก็ดี
    ว่า ธรรมภูต ก็ดี ว่าพรหมภูต ก็ดี
    เป็นชื่อของ ตถาคต "
     
  17. NAMOBUDDHAYA

    NAMOBUDDHAYA ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    19,145
    กระทู้เรื่องเด่น:
    438
    ค่าพลัง:
    +63,593
    ?temp_hash=339938aa1d7a3aa37daebe71b1f3a768.jpg

    ?temp_hash=339938aa1d7a3aa37daebe71b1f3a768.jpg
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  18. NAMOBUDDHAYA

    NAMOBUDDHAYA ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    19,145
    กระทู้เรื่องเด่น:
    438
    ค่าพลัง:
    +63,593
    กสิณอีกกองหนึ่ง ซึ่งจะมีปรากฎอยู่ในพระไตรปิฎก แต่ไม่มีปรากฎในวิสุทธิมรรค
    กล่าวคือ ในวิสุทธิมรรค นำอาโลกกสิณมาแทนที่วิญญาณกสิณ ซึ่งอาโลกกสิณไม่มีปรากฎในพระไตรปิฎก มีแต่การเจริญอาโลกสัญญา


    อาจเพราะว่าวิญญาณเป็นกสิณที่ทำได้ยาก คือการเพ่งธาตุรู้ เป็นอารมณ์ ซึ่งเอื้อต่อญาณทัสสนะได้อย่างดีวิเศษ

    วิธีเจริญวิญญาณกสิณ

    ตามแนววิชชาธรรมกาย ถือเป็นหลักปฏิบัติธรรมดาอยู่แล้ว กล่าวคือวิธีการเข้าฌานตามแนววิชชาธรรมกาย ก็คือการเจริญวิญญาณกสิณ


    ข้อที่ว่านั้นเป็นเช่นนี้... กล่าวคือวิญญาณกสิณท่านให้เพ่งธาตุรู้เป็นอารมณ์ ในวิชชาธรรมกายก็ให้ญาณธรรมกายเพ่งดวงธรรม ซึ่งดวงธรรมนั้นก็คือมนายตนะ ประกอบด้วยเห็น(รับ) จำ คิด รู้ หรือจะกล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ ในดวงนั้นมีศูนย์ซ้าย ขวา หน้า หลัง เป็นธาตุ ๔ ตรงศูนย์กลางนั้นเป็นอากาศธาตุ และกลางของศูนย์กลางนั้นเป็นวิญญาณธาตุ ก็ตรงด้วยส่วนนี้ที่วิชชาธรรมกาย เน้นให้เข้ากลางของกลางถูกตัววิญญาณธาตุ ละเอียดๆเข้าไปทุกที นี้คือการเจริญ วิญญาณกสิณ ไปในตัวพร้อมเสร็จ

    เหตุใดจึงเลื่อนไปเพ่งดวงธรรมกายทิพย์ พรหม อรูปพรหม ตามลำดับองค์ฌานที่ละเอียดยิ่งขึ้นเรื่อยๆ ?
    ก็เพราะว่ากายยิ่งละเอียด ตัวรู้ก็ยิ่งละเอียด (แต่เป็นคนละอย่างกับอรูปฌาน เนื่องจากมีขอบเขตจำกัด) จึงได้องค์ฌานละเอียดๆไปตามลำดับ ถือได้ว่าวิชชาธรรมกายเดินสมาบัติด้วยวิญญาณกสิณเป็นบาทเลยทีเดียว จึงเอื้อต่อการเข้าอรูปฌาน เจริญสมาบัติ ๘ (เพราะวิญญาณกสิณ เป็นกรรมฐานที่ละเอียดที่สุดในกสิณทั้งหมด มีอารมณ์ที่ละเอียดที่สุด และน้อมสู่อารมณ์ที่ละเอียดยิ่งขึ้นได้ไวที่สุด)


    นี้แหละ คือคุณอีกข้อหนึ่งของวิชชาธรรมกาย ซึ่งหาได้ยาก ในปัจจุบัน... เพราะแทบไม่มีวิธีให้ฝึกกันแล้ว เพราะตัวรู้นั้นกำหนดยากและจะเพ่งไม่ได้ถ้ากำหนดรู้อย่างเดียว ต้อง"ทั้งรู้ทั้งเห็น" ไม่ใช่นึกเอา คิดเอา
     
สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้

แชร์หน้านี้

Loading...