เรียนเชิญ ผู้ปฏิบัติสติปัฏฐานสี่ตามแนววิชชาธรรมกาย

ในห้อง 'อภิญญา - สมาธิ' ตั้งกระทู้โดย พุทโธอวโลกิเตศวร, 21 สิงหาคม 2014.

สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้
  1. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร เป็นที่รู้จักกันดี ทีมงาน ทีม ธรรมทาน ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    14,267
    กระทู้เรื่องเด่น:
    220
    ค่าพลัง:
    +56,483
    •อุปกิเลสเหล่านี้ เป็นเหตุ เป็นปัจจัย
    ให้แสงสว่างและการเห็นรูปนั้น หายไป •



    การเจริญภาวนาธรรมนั้น มีเงื่อนไขหลายอย่าง ที่ผู้ปฏิบัติพึงจะต้องทราบ และคอยสอดส่องพิจารณา ให้การปฏิบัติเป็นไปโดยถูกถ้วนสมบูรณ์และตรงประเด็น

    พร้อมด้วยพิจารณาในเหตุและสังเกตในผลของการปฎิบัติว่า ให้ผลในทางที่เป็นคุณหรือเป็นโทษด้วย

    พระพุทธองค์เคยทรงมีพระดำรัส กับเหล่าพระภิกษุเกี่ยวกับอุปกิเลสของสมาธิ ปรากฏอยู่ในอุปกิเลสสูตร ในสุญญตวัคค์ อุปริปัณณาสก์ มัชฌิมนิกาย หน้า 302 ข้อ 452 มีใจความว่า

    สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเสด็จประทับอยู่ที่ป่าชื่อว่า ปาจีนวังสะทายวัน แขวงเมืองโกสัมพี

    ณ ที่นั้นภิกษุสามรูป คือ พระอนุรุทธะ พระภัททิยะ และพระกิมพิละ ได้ทูลพระองค์ว่า

    "ข้าพระองค์ทั้งสาม พยายามกำหนดเห็นแสงสว่าง แล้วเห็นรูปทั้งหลาย แต่แสงสว่างและรูปนั้น เห็นอยู่ไม่นาน ก็หายไป ข้าพระองค์ทั้งสามไม่ทราบว่า เป็นเพราะเหตุไร "

    พระพุทธเจ้าจึงได้ตรัสกับภิกษุเหล่านั้นว่า

    "อนุรุทธะทั้งหลาย (พระพุทธองค์ได้ตรัสแก่พระภิกษุทั้งสามองค์ แต่ได้ทรงเรียกอนุรุทธะเป็นองค์แรก ในบาลีจึงใช้"อนุรุทธา")

    แม้เราเอง ครั้งก่อนแต่ตรัสรู้ ยังไม่ได้ตรัสรู้ ยังเป็นโพธิสัตว์อยู่ กำหนดเห็นแสงสว่างได้ และเห็นรูปทั้งหลาย แต่ไม่นานเท่าไร แสงสว่างและการเห็นรูปนั้น ก็หายไป เราเกิดความสงสัยว่า อะไรหนอเป็นเหตุ เป็นปัจจัย ให้แสงสว่างและการเห็นรูปนั้น หายไป

    เราก็คิดได้ว่า อุปกิเลสเหล่านี้เป็นเหตุ เป็นปัจจัย ให้แสงสว่างและการเห็นรูปนั้น หายไป

    อุปกิเลสเหล่านี้คือ

    1. วิจิกิจฉา ความลังเลหรือความสงสัย

    2. อมนสิการ ความไม่ใส่ใจไว้ให้ดี

    3. ถีนมิทธะ ความท้อและความเคลิบเคลิ้มง่วงนอน

    4. ฉัมภิตัตตะ ความสะดุ้งหวาดกลัว

    5. อุพพิละ ความตื่นเต้นด้วยความยินดี

    6. ทุฏฐุลละ ความไม่สงบกาย

    7. อัจจารัทธวิริยะ ความเพียรจัดเกินไป

    8. อติลีนวิริยะ ความเพียรหย่อนเกินไป

    9. อภิชัปปา ความอยากที่จะเห็นนิมิตจนเกินไป

    10. นานัตตสัญญา ความฟุ้งซ่าน นึกไปในสิ่งต่างๆ หรือเรื่องราวต่างๆ ที่เคยผ่านมา หรือเคยจดจำไว้ มาผุดขึ้นในขณะทำสมาธิ

    11. รูปานัง อตินิชฌายิตัตตะ ความเพ่งต่อรูปหรือนิมิตจนเกินไป

    อนุรุทธะทั้งหลาย เมื่ออุปกิเลสเหล่านี้ แม้อย่างใดอย่างหนึ่ง เกิดขึ้นแก่เราแล้ว สมาธิของเราก็เคลื่อนไป เพราะอุปกิเลสเหล่านี้เป็นต้นเหตุ

    เมื่อสมาธิเคลื่อนแล้ว แสงสว่างและการเห็นรูป ก็หายไป

    ฉะนั้น เราพยายามสอดส่องดูว่า วิธีใดจะทำให้อุปกิเลสเหล่านี้ เกิดขึ้นไม่ได้ เราก็ทำใจไว้โดยวิธีนั้น

    อนุรุทธะทั้งหลาย เรารู้ชัดว่า วิจิกิจฉาเป็นต้นเหล่านี้ เป็นอุปกิเลสของจิต จึงได้ละเสีย"

    นอกจากนี้ พระพุทธองค์ยังได้ตรัสกับพระภิกษุเหล่านั้นอีกด้วยว่า

    "อนุรุทธะทั้งหลาย เราคิดได้ว่า ขณะใด สมาธิของเราน้อย ขณะนั้น จักษุก็มีน้อย ด้วยจักษุอันน้อยนั้น เราจึงเห็นแสงสว่างน้อย เห็นรูปก็น้อย

    ขณะใด สมาธิของเรามาก ขณะนั้น จักษุก็มีมาก ด้วยจักษุอันมากนั้น เราจึงเห็นแสงสว่างมาก เห็นรูปก็มาก เป็นดังนี้ ตลอดทั้งคืนบ้าง ตลอดวันบ้าง ตลอดทั้งคืนและทั้งวันบ้าง"

    ที่มา: หนังสือ พุทธภาวนาวิชชาธรรมกาย
    กรกฎาคม 2525

    ?temp_hash=69c9765adf8a0084ff39f7cd42801e98.jpg
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  2. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร เป็นที่รู้จักกันดี ทีมงาน ทีม ธรรมทาน ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    14,267
    กระทู้เรื่องเด่น:
    220
    ค่าพลัง:
    +56,483
    สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เมื่อครั้งยังเป็นพระโพธิสัตว์อยู่ ได้เพียรเจริญภาวนาธรรมในลักษณะ"อาโลกกสิณ" คือการกำหนดแสงสว่างและรูปมาก่อน

    พระพุทธดำรัสเกี่ยวกับอุปกิเลสของสมาธิ ที่พระพุทธองค์ได้ตรัสแก่พระภิกษุ เพื่อช่วยในการเจริญภาวนาธรรมได้ผลดี ดังปรากฏอยู่ใน"อุปกิเลสสูตร" ในสุญญตวัคค์ อุปริปัณณาสก์ มัชฌิมนิกาย หน้า 302 ข้อ 452 มีใจความว่า....

    สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเสด็จประทับอยู่ที่ป่าชื่อว่า"ปราจีนวังสทายวัน" แขวงเมืองโกสัมพี ณ ที่นั้น ภิกษุ 3 รูป คือ พระอนุรุทธะ พระภัททิยะ และพระกิมพิละ ได้ทูลพระพุทธองค์ว่า...

    "ข้าพระองค์ทั้งสาม พยายามกำหนดเห็นแสงสว่าง แล้วเห็นรูปทั้งหลาย แต่แสงสว่างและรูปนั้นเห็นอยู่ไม่นานก็หายไป ข้าพระองค์ทั้งสามไม่ทราบว่าเป็นเพราะเหตุใร"

    พระพุทธเจ้า จึงได้ตรัสกับภิกษุเหล่านั้นว่า...

    อนุรุทธะทั้งหลาย (พระพุทธองค์ได้ตรัสแก่พระภิกษุทั้งสามองค์ แต่ได้ทรงเรียก"อนุรุทธะ"เป็นองค์แรก ในบาลีจึงใช้"อนุรุทธา") แม้เราเองครั้งก่อนแต่ตรัสรู้ ยังไม่ได้ตรัสรู้ ยังเป็นโพธิสัตว์อยู่ กำหนดเห็นแสงสว่างได้ และเห็นรูปทั้งหลาย แต่ไม่นานเท่าไร แสงสว่างและการเห็นรูปนั้นก็หายไป เราเกิดความสงสัยว่าอะไรหนอเป็นเหตุ เป็นปัจจัย ให้แสงสว่างและการเห็นรูปนั้นหายไป เราก็คิดได้ว่า อุปกิเลสเหล่านี้เป็นเหตุ เป็นปัจจัย ให้แสงสว่างและการเห็นรูปนั้นหายไป อุปกิเลสเหล่านี้คือ...

    1. #วิจิกิจฉา ความลังเลหรือความสงสัย

    2. #อมนสิการ ความไม่ใส่ใจไว้ให้ดี

    3. #ถีนมิทธะ ความท้อและความเคลือบเคลิ้มง่วงนอน

    4. #ฉัมภิตัตตะ ความสะดุ้งหวาดกลัว

    5. #อุพพิละ ความตื่นเต้นด้วยความยินดี

    6. #ทุฏฐุลละ ความไม่สงบกาย

    7. #อัจจารัทธวิริยะ ความเพียรจัดเกินไป

    8. #อติลีนวิริยะ ความเพียรหย่อนเกินไป

    9. #อภิชัปปา ความอยากที่จะเห็นนิมิตจนเกินไป

    10. #นานัตตะสัญญา ความฟุ้งซ่าน นึกไปในสิ่งต่างๆ หรือเรื่องราวต่างๆที่เคยผ่านมา หรือเคยจดจำไว้ มาผุดขึ้นในขณะทำสมาธิ

    11. #รูปานัง_อตินิชฌายิตัตตะ ความเพ่งต่อรูปหรือนิมิตจนเกินไป

    อนุรุทธะทั้งหลาย เมื่ออุปกิเลสเหล่านี้แม้อย่างใดอย่างหนึ่งเกิดขึ้นแก่เราแล้ว สมาธิของเราก็เคลื่อนไป เพราะอุปกิเลสเหล่านี้เป็นต้นเหตุ เมื่อสมาธิเคลื่อนแล้ว แสงสว่างและการเห็นรูปก็หายไป ฉะนั้นเราพยายามสอดส่องดูว่า วิธีใดจะทำให้อุปกิเลสเหล่านี้เกิดขึ้นไม่ได้ เราก็ทำใจไว้โดยวิธีนั้น

    อนุรุทธะทั้งหลาย เรารู้ชัดว่า วิจิกิจฉา เป็นต้น เหล่านี้เป็นอุปกิเลสของจิต จึงได้ละเสีย

    นอกจากนี้ พระพุทธองค์ยังได้ตรัสกับพระภิกษุเหล่านั้นอีกด้วยว่า...

    อนุรุทธะทั้งหลาย เราคิดได้ว่า ขณะใดสมาธิของเราน้อย ขณะนั้นจักษุก็มีน้อย ด้วยจักษุอันน้อยนั้น เราจึงเห็นแสงสว่างน้อย เห็นรูปก็น้อย ขณะใดสมาธิของเรามาก ขณะนั้นจักษุก็มีมาก ด้วยจักษุอันมากนั้น เราจึงเห็นแสงสว่างมาก เห็นรูปก็มาก เป็นดังนี้ตลอดทั้งคืนบ้าง ตลอดวันบ้าง ตลอดทั้งคืนและทั้งวันบ้าง

    ยังมีปรากฏในพระสูตรที่ 11 ในอังคุตตรนิกาย อัฏฐกนิบาต หน้า 311 ข้อ 161 อีกด้วยว่า ในสมัยที่พระผู้มีพระภาค ได้เสด็จประทับอยู่ที่ตำบล"คยาสีสะ" ใกล้แม่น้ำ"คยา" ณ ที่นั้น พระผู้มีพระภาคได้ตรัสเล่าเรื่องที่พระองค์ได้ทรงรู้เรื่องเทวดาด้วยการเห็นแสงสว่างภายใน ในสมัยที่พระองค์ยังมิได้ตรัสรู้ และยังเป็นพระโพธิสัตว์อยู่ ให้พระภิกษุทั้งหลายฟังว่า...

    ภิกษุทั้งหลาย ความคิดได้เกิดขึ้นแก่เราว่า ถ้าเราจะพึงกำหนดเห็นแสงสว่างด้วย เห็นรูปทั้งหลายด้วย ได้เจรจาไต่ถามกับเทวดาเหล่านั้นด้วย และรู้ด้วยว่าเทวดาเหล่านี้มาจากเทพนิกายนั้นๆ... จุติจากที่นี้แล้ว ไปอุบัติในที่นั้นด้วยวิบากของกรรมนั้นๆ... รู้ว่าเทวดาเหล่านี้มีอาหารอย่างนี้ เสวยทุกข์และสุขอย่างนี้... รู้ว่าเทวดาเหล่านี้มีอายุยืนเท่านี้ ดำรงอยู่นานเท่านี้... รู้ว่าเราเคยอยู่ร่วมกับเทวดาเหล่านี้หรือไม่ ดังนี้แล้ว ข้อนั้นจักเป็นญาณทัศนะที่บริสุทธิ์ยิ่งขึ้นของเรา (ฉะนั้น) สมัยต่อมา เราเป็นผู้ไม่ประมาท มีความเพียร ส่งจิตไปอยู่ก็รู้ได้ตลอดถึงเรื่องราวเหล่านี้

    ภิกษุทั้งหลาย ตราบใดที่ญาณทัศนะอันรอบรู้ในเรื่องเทวดา ซึ่งมีปริวัฏแปดอย่างนี้ของเรายังไม่บริสุทธิ์ดีแล้ว ตราบนั้น เราก็ไม่ยืนยันตนว่าเป็นผู้ตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณในโลกนี้ ในเทวโลก ในมารโลก และพรหมโลก ในหมู่สมณพราหมณ์ เทวดาและมนุษย์

    และญาณทัศนะได้เกิดขึ้นแก่เราด้วยว่า ความหลุดพ้นแห่งจิตของเราไม่กำเริบ ชาตินี้เป็นชาติสุดท้าย ต่อไปนี้ภพใหม่เป็นไม่มีอีก

    กล่าวโดยสรุป

    พระพุทธองค์ได้ทรงปรารภถึงความไม่ประมาท และมีความเพียรเจริญภาวนาธรรมโดยการกำหนดทั้งแสงสว่างและรูป ในลักษณะอาโลกกสิณ เพื่อให้เกิดญาณทัศนะ และสามารถรู้เห็นเรื่องราวของเทวดามาตั้งแต่ที่พระองค์ยังมิได้ตรัสรู้ ยังเป็นพระโพธิสัตว์อยู่ และได้ทรงทราบถึงอุปกิเลสของสมาธิ พระพุทธองค์จึงได้ตรัสตอบแก่พระอนุรุทธะ พระภัททิยะ และพระกิมพิละ ที่ได้ทูลถามพระพุทธองค์ ในขณะที่ได้เสด็จประทับอยู่ ณ เมืองโกสัมพี ดังกล่าว...

    _____________
    เทศนาธรรมจาก

    พระเทพญาณมงคล
    หลวงตาเสริมชัย ชยมงฺคโล
    วัดหลวงพ่อสดธรรมกายาราม
    อ.ดำเนินสะดวก
    จ.ราชบุรี
    _____________
    ที่มา
    บางตอนจากหนังสือ
    "ธรรมสู่สันติ เล่ม 1"
    _____________
    เพจอมตวัชรวจีหลวงป๋า
    ขอบพระคุณภาพประกอบธรรมะ.
     
  3. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร เป็นที่รู้จักกันดี ทีมงาน ทีม ธรรมทาน ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    14,267
    กระทู้เรื่องเด่น:
    220
    ค่าพลัง:
    +56,483
    โครงการอบรมพระกัมมัฏฐาน รุ่นที่ ๗๕
    ประจำเดือน พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๖๑
    (รุ่นกลางปี)
    ๑ - ๑๕ พฤษภาคม สำหรับโยม

    ๑๙ - ๓ มิถุนายน สำหรับพระวิปัสสนาจารย์


    ขออาราธนาพระภิกษุ-สามเณร และขอเชิญอุบาสก อุบาสิกา ผู้สนใจศึกษาสัมมาปฏิบัติ ทุกท่าน สมัครเข้ารับการอบรมพระกัมมัฏฐานตามแนวสติปัฏฐาน ๔ ถึงธรรมกาย ซึ่งพระเดชพระคุณ หลวงพ่อวัดปากน้ำ พระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร) ได้ปฏิบัติและสั่งสอนถ่ายทอดไว้

    วัตถุประสงค์ของการอบรม ๓ ประการ คือ
    ๑. เพื่อสร้างพระในใจตนเองและผู้อื่น เพื่อความร่มเย็นเป็นสุขของสาธุชนให้กว้างขวางออกไป
    ๒. เพื่อสร้างพระวิปัสสนาจารย์หรือวิทยากรให้เป็นผู้ทรงคุณวุฒิ และให้งดงามพร้อมด้วยศีลาจารวัตร เป็นแบบอย่างที่ดีแก่ผู้อื่น เป็นที่พึ่งทางใจแก่สาธุชนได้อย่างแท้จริง ได้ช่วยกันสืบบวรพระพุทธศาสนาให้ยืนยาวยิ่งๆ ขึ้นไป
    ๓. เพื่อรักษาและสืบต่อธรรมปฏิบัติตามแนววิชชาธรรมกายของพระพุทธเจ้า ให้ถูกต้องสมบูรณ์ ตามที่พระเดชพระคุณ หลวงพ่อวัดปากน้ำ พระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร) ได้สั่งสอนและถ่ายทอดเอาไว้

    กฏระเบียบง่ายๆสำหรับผู้ที่จะมาขออยู่ร่วมโครงการอบรมกัมมัฏฐานเป็นครั้งแรก!!!!!
    ๑.เตรียมชุดขาวและของใช้ส่วนตัว(ส่วนเครื่องนอนอุปกรณ์ต่างๆมาเบิกที่วัดได้)
    ๒.ภายในวันที่ ๑-๑๔ พ.ค.ท่านสามารถมา/กลับได้ทุกวันตามแต่สะดวก (แต่ถ้าให้ดีควรอยู่ติดต่อกัน ๓ วันขึ้นไป)
    ๓.ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆ(สำหรับการลงทะเบียนรับสมัคร)

    ติดต่อสอบถามเพื่อขอเข้าร่วมอบรมได้ที่
    ประชาสัมพันธ์วัดหลวงพ่อสดธรรมกายาราม อ.ดำเนินสะดวก จ.ราชบุรี ๗๐๑๓๐
    โทร.๐๙๐-๕๙๕๕๑๖๒,๐๙๐-๕๙๕๕๑๖๔




    31056871_843709642496876_5324388252960948224_n.jpg
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 5 พฤษภาคม 2018
  4. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร เป็นที่รู้จักกันดี ทีมงาน ทีม ธรรมทาน ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    14,267
    กระทู้เรื่องเด่น:
    220
    ค่าพลัง:
    +56,483
     
  5. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร เป็นที่รู้จักกันดี ทีมงาน ทีม ธรรมทาน ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    14,267
    กระทู้เรื่องเด่น:
    220
    ค่าพลัง:
    +56,483
    พระปฐมสมโพธิ เป็นหนังสือที่แต่งไว้สำหรับเทศนา ต้นฉบับดั้งเดิมไม่ทราบว่าพิมพ์ขึ้นตั้งแต่ พ.ศ.อะไร แต่ที่กรมหมื่นวชิรญาณวโรรส ได้พบและใช้เป็นแบบเรียนสมัยรัชกาลที่ ๕ คือ ฉบับปีพุทธศักราช ๒๔๑๙ และอีกฉบับหนึ่งปี ๒๔๔๕ ห่างกันถึง ๒๖ ปี สมเด็จพระสังฆราช (ปุสฺสเทว)
    (ดูประวัติได้ในภาคผนวกหน้า ผ๒๙๒) ได้นำมาเรียบเรียงทำเป็นหนังสือชื่อ พระปฐมสมโพธิ
    ในที่นี้จะกล่าวถึงหลักฐานที่พบคือในการพิมพ์ครั้งที่ ๒ ฉบับดั้งเดิมโดยในหนังสือพระปฐมสมโพธิ
    ได้จัดแบ่งไว้เป็น ๒ ตอน ตอนที่ ๑ พิมพ์ปีพระพุทธศักราช ๒๔๖๕ มีกล่าวถึงการอุปบัติขึ้นของรูปกายและการอุปบัติขึ้นของธรรมกาย ๓ แห่ง ดังนี้

    ๑.ในคำปรารภ : ชาติกถากัณฑ์ที่ ๑ หน้า ๖ ความว่า

    ....สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้น แม้ปรินิพพานนานกำหนดศาสนายุกาลถึงเท่านี้แล้ว ยังเหลืออยู่ส่วนรูปกาย ด้วยสักว่าพระสารี-ริกธาตุยังดำรงอยู่ ส่วนธรรมกายด้วยพระหฤทัยอันอนุเคราะห์สัตว์ ซึ่งเป็นประชุมชนเกิดในกาลภายหลัง และยังทรงอยู่ด้วยพระคุณทั้งหลาย ที่เป็นอนัญญสาธารณ
    ไม่ทั่วไปแก่ผู้อื่น...

    ๒.ในคำปรารภ : ชาติกถากัณฑ์ที่ ๑ หน้า ๑๔ ความว่า

    ...เอวํ อติทุลฺลภปาตุภาโว แม้องค์พระตถาคตอังคีรสสักยมุนี-โคตมสัมมาสัมพุทธเจ้านี้ ซึ่งมีความปรากฏในโลก อันสัตว์ได้ด้วยยากดังนี้ พระองค์ได้อุปบัติบังเกิดขึ้นแล้วในโลก ด้วยรูปกายอุปบัติและธรรมกาย อุปบัติทั้งสองประการ พร้อมด้วยอัจฉริยอัพภูตธรรม ตามธรรมดานิยมโดยพุทธธรรมดาฯ ความบังเกิดขึ้นด้วยรูปกายนั้นจัดเป็นสอง คือ โอกกันติสมัยลงสู่พระครรภ์ แลนิกขมนสมัยประสูติจากพระครรภ์ฯ ส่วนความบังเกิดด้วยธรรมกายนั้น คือตรัสรู้พระอนุตตรสัมมาสัมโพธิ-ญาณฯ...

    ๓.ในตอนตรัสรู้ อภิสัมโพธิกถา กัณฑ์ที่ ๒ หน้า ๘๑-๘๓ ความว่า" .. ครั้งนั้นหมื่นโลกธาตุนี้
    ก็หวั่นไหวสะเทือนสะท้านทั้งแสงสว่างยิ่งไม่มีประมาณ ก็ได้ปรากฏเกิดมีในโลก ล่วงเทวานุภาพของเทพยดาทั้งหลาย ก็แลอัศจรรย์ทั้งหลายซึ่งสำเร็จโดยธรรมดานิยมเห็นปานใด ได้ปรากฏเกิดมีแล้วในโลก เมื่อครั้งพระองค์ประสูติเปนกาลเกิดด้วยรูปกายอันบริบูรณ์นั้นฉันใด แม้ถึงเมื่ออภิสัมโพธิสมัย ตรัสรู้พระอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ เปนการเกิดด้วยธรรมกาย นั้นเล่า สรรพอัศจรรย์ทั้งปวง เห็นปานนั้น
    ก็ได้ปรากฏเกิดมีแล้วฉันนั้นฯ เพราะว่า ความที่มาปรากฏเปนชัดขึ้นก่อนในชาติความเกิดที่เปนโลกุตตร แลความที่โลกุตตรธรรมซึ่งไม่เปนไปสิ้นกาลนานแล้ว แลมาปรากฏเปนชัดขึ้นก่อนในมนุษย์โลกนี้
    เปนชาติความเกิดด้วยธรรมกายแห่งสมเด็จพระผู้ทรงพระภาคเจ้านั้น เปนมหัศจรรย์ลบล้นล่วงคุณพิเศษอื่นทั้งปวง เกิดมีขึ้นในโลกแล้ว ด้วยประการฉนี้ ฯ

    เอตฺตาวตา มุนินฺทสฺส ปวตฺติทีปนา กถา
    รูปกายุปฺปตฺติธมฺม- กายุปตฺติวสา อยํ
    สทฺธาปสาทุปฺปาทาย สํเขปา ปริกิตฺติตา
     
  6. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร เป็นที่รู้จักกันดี ทีมงาน ทีม ธรรมทาน ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    14,267
    กระทู้เรื่องเด่น:
    220
    ค่าพลัง:
    +56,483
    พระปฐมสมโพธิกถา ฉบับพระนิพนธ์ของสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระปรมานุชิตชิโนรส (พระราชโอรสในรัชกาลที่ ๑) ซึ่งได้ทรงรจนาถวายฉลองพระราชศรัทธา พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ตามที่ได้ทรงอาราธนา เมื่อพุทธศักราช ๒๓๘๗ สมเด็จพระมหาสมณเจ้าพระองค์นั้น
    ทรงเป็นรัตนกวีศรีประเทศได้ทรงนิพนธ์เรื่องต่างๆ ไว้เป็นอันมาก ซึ่งล้วนแต่เป็นอมตะทั้งนั้น พระนิพนธ์ปฐมสมโพธิกถา ก็เป็นอมตะเช่นเดียวกัน

    พระปฐมสมโพธิกถานี้ เป็นสมบัติอันล้นค่าของวงการพระ-พุทธศาสนาในประเทศไทย และของชนชาติไทย สมบูรณ์ด้วยสมบัติแห่งวรรณคดี จะพิจารณาในด้านการนิพนธ์ จะศึกษาในทางภาษา จะหาความรู้ในทางพระ-ประวัติของพระพุทธเจ้า จะพิเคราะห์ในทางกวีโวหาร โดยเฉพาะเทศนาโวหาร ก็มีอยู่ทุกประการ ทั้งมีโอชารสแห่งพากย์นิพนธ์ ครบทุกรสตามแบบแห่ง อลังการศาสตร์ มิได้บกพร่องเลย กล่าวได้ว่า เป็นอนรรฆมณีดวงหนึ่ง ในวรรณคดีของชาติไทย

    จัดพิมพ์ครั้งที่ ๑ ฉบับภาษาไทย จำนวน ๑๐,๐๐๐ ฉบับ พ.ศ. ๒๕๐๕ โดยคณะผู้จัดทำได้พยายามสอบทานชำระกับต้นฉบับภาษาบาลี ซึ่งก็เข้าใจว่าเป็นพระนิพนธ์ของสมเด็จพระมหาสมณเจ้าพระองค์นั้น จะทรงเป็นภาษาบาลีก่อนแล้วจึงทรงแปล หรือจะทรงแปลก่อนแล้วจึงทรงกลับเป็นบาลี ก็สุดแต่จะพิจารณา ได้ความเป็นพิเศษออกไปเป็นบางแห่ง ซึ่งก็ได้ทำเชิงอรรถไว้ตามที่นั้นๆ การสอบทานชำระ
    ในครั้งนี้ทางองค์การศึกษาได้มอบหน้าที่ให้ พระมหานิยม ฐานิสฺสโร ป.๙ วัดราชบูรณะ พระมหาวีระ ภทฺทจารี ป.๙ วัดราชนัดดาราม พระมหาธัญนพ โชติปาโล ป.๙ วัดภาวนาภิรตาราม และนาวาอากาศเอกแย้ม ประพัฒน์ทอง ป.๙ อนุศาสนาจารย์กองทัพอากาศ เป็นผู้ดำเนินการมาโดยตลอด ปัจจุบันพระปฐมสมโพธิกถา ฉบับนี้ใช้เป็นแบบเรียนในหลักสูตรนักธรรมและธรรมศึกษาชั้นเอก

    หน้า ๕๔๖ มีปรากฏคำว่า ธรรมกาย เป็นหลักฐาน จำนวน ๑ แห่งใน ตอนหนึ่งชื่อว่า มารพันธปริ-วรรต ปริจเฉจที่ ๒๘ ใจความสำคัญคือ เมื่อพุทธ- ศักราช ๒๑๘ มีพระมหาเถระองค์หนึ่งชื่อพระอุปคุตต์ ได้ทรงทรมานพระยาวัสวดีมารจนสิ้นพยศกลับมาเป็นสัมมาทิฏฐิ มีความเลื่อมใสในพระรัตนตรัย และออกวาจาปรารถนา พุทธภูมิ หลังจากนั้น พระอุปคุตต์มหาเถระประสงค์จะได้เห็นพระรูปกายของพระสัมมา-สัมพุทธเจ้า จึงขอร้องให้พระยาวัสวดีมารซึ่งเคยได้เห็นมาก่อน เนรมิตพระรูปกายแห่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พร้อมด้วยพระอัครสาวกให้ดู ซึ่งใจความตอนนี้ ความว่า...

    ...เมื่อพระพุทธองค์ได้ทรงบรรลุพระอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ และประกาศพระพุทธศาสนา จนกระทั่งเสด็จดับขันธ์ปรินิพพาน ด้วยอนุปาทิเสสนิพพานธาตุไปแล้ว ก็มีพระมหาเถระองค์หนึ่ง
    ชื่อพระอุป-คุตต์มหาเถระได้มีโอกาสทรมานพระยามารจนสิ้นพยศ กลับมาเป็น สัมมาทิฏฐิ และมีความเลื่อมใสในพระรัตนตรัย จึงเปล่งวาจาปรารถนา พุทธภูมิตามที่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้ทรงพยากรณ์ไว้ พระ- อุปคุตต์มหาเถระนั้น มิได้เคยเห็นพระวรกายเนื้อของพระพุทธองค์มาก่อน และประสงค์จะได้เห็น จึงขอร้องให้พระยามาร ซึ่งได้เคยเห็นสมเด็จ-พระสัมมาสัมพุทธเจ้ามาก่อน
    ให้เนรมิตพระวรกายเนื้อแห่งสมเด็จพระ-สัมมาสัมพุทธเจ้าพร้อมด้วย พระอัครสาวกให้ดู มีความว่า

    ...อนึ่งท่าน (พญามาร) จงได้อนุเคราะห์แก่อาตมา (พระอุปคุตต์) ด้วยสมเด็จพระศาสดาบังเกิดในโลก เสด็จเข้าสู่ปรินิพพานเสียแล้วเราได้เห็นแต่พระธรรมกาย (หมายถึงพระธรรมกายของพระอุปคุตต์มหาเถระ ซึ่งได้เข้าไปเห็นพระธรรมกายของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าในพระนิพพาน) บ่มิได้เห็นซึ่งพระสรีรกาย ท่านจงสงเคราะห์ นฤมิตพระรูปกายแห่งพระ-ศาสดาจารย์ พร้อมด้วยอาการทั้งปวง สำแดงแก่เราให้เห็นประจักษ์กับทั้งพระอัครสาวกทั้งคู่ให้ปรากฏ ด้วยฤทธิ์แห่งท่าน กาลบัดนี้...

    (ดูฉบับสมบูรณ์ที่ภาคผนวก หน้า ผ๑๑๘-ผ๑๑๙)

    เป็นที่น่าสังเกตว่า พระปฐมสมโพธิกถา ฉบับนี้ รจนาขึ้นตั้งแต่ปี ๒๓๘๗ แต่ปัจจุบันไม่เป็นที่นิยมนักของผู้ที่ศึกษาธรรมศึกษาและนัก-ธรรมทั้งๆ ที่รจนามาก่อนปฐมสมโพธิของสมเด็จพระสังฆราช (ปุสฺสเทว) และสมเด็จพระมหาสมณเจ้ากรมพระยาวชิรญาณวโรรส
     
  7. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร เป็นที่รู้จักกันดี ทีมงาน ทีม ธรรมทาน ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    14,267
    กระทู้เรื่องเด่น:
    220
    ค่าพลัง:
    +56,483
    “อมตะวาทะ”
    หลวงพ่อวัดปากน้ำ
    ------------------------------
    ปิยวาจา
    เราต้องอาศัยวาจาที่ไพเราะเสนาะโสต เมื่อกล่าววาจาอันใดออกไปแล้ว เป็นที่ดึงดูดใจ เหนี่ยวรั้งใจ เป็นที่สมัครสมานในกันและกัน ไม่เป็นที่กระทบกระเทือนในกันและกัน ต้องใช้วาจาอย่างนั้น เป็นคนชั้นสูง เป็นคนชั้นผู้ใหญ่ เป็นคนชั้นพวกมาก ไม่ใช่พวกน้อย

    ถ้ามีวาจาเช่นนั้นเรียกว่าเป็นคนสุภาพ เป็นคนมีมารยาท เป็นคนที่มีถ้อยคำวาจาเป็นหลักเป็นประธาน วาจาไพเราะอ่อนหวาน ไม่กระทบกระเทือนผู้หนึ่งผู้ใด กล่าวออกไปแล้ว ไม่กระเทือนตัวเองด้วย ไม่กระเทือนบุคคลอื่นด้วย ไม่กระเทือนทั้งตนและบุคคลอื่นด้วย

    กล่าววาจาใดออกไป แล้ววาจานั้นไพเราะเสนาะโสตดึงดูด อยากจะฟังแล้วอยากจะฟังอีกอยู่ร่ำไป ดังนี้เรียกว่า ปิยวาจา วาจาไพเราะ วาจาอย่างนี้แหละเป็นของสำคัญนักในหมู่มนุษย์ จำเป็นจะต้องใช้
    ...
    จาก พระธรรมเทศนา กัณฑ์ที่ ๕
    เรื่อง สังคหวัตถุ
    ๒๐ กันยายน ๒๔๙๖
     
  8. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร เป็นที่รู้จักกันดี ทีมงาน ทีม ธรรมทาน ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    14,267
    กระทู้เรื่องเด่น:
    220
    ค่าพลัง:
    +56,483
    ศูนย์กลางกายนี้ อยู่ในแนวเดียวกันกับ
    อายตนภพสาม อายตนนิพพาน
    และอายตนโลกันต์ จึงนับเป็นศูนย์ที่สำคัญที่สุด •


    การเจริญสมาธินั้น มีหลายวิธีด้วยกัน และการเจริญภาวนาตามแนววิชชาธรรมกายนั้น ประกอบด้วยปัจจัยหลายอย่าง ที่นำไปสู่สัมมาสมาธิดังกล่าว

    กล่าวแต่เพียงย่อๆในเบื้องต้น คือ การให้กำหนดบริกรรมภาวนาว่า "สัมมาอะระหังๆๆ" นั้น หมายถึง พระพุทธคุณของพระพุทธเจ้า ผู้ไกลจากข้าศึก คือ กิเลส และผู้ตรัสรู้แล้วเองโดยชอบ ผู้หักกำแห่งสังสารจักรได้ ผู้ไม่ปกปิดการกระทำบาป จึงนับเป็นพุทธานุสติ

    และที่ให้กำหนดบริกรรมนิมิตเป็นเครื่องหมายดวงกลมใส อันเป็นกรรมวิธีเดียวกันกับอาโลกกสิณหรือการเพ่งแสงสว่าง เพื่อผูกใจให้อยู่ในอารมณ์เดียวได้ง่าย กับทั้งให้มีสติ ตั้งใจไว้ ณ ศูนย์กลางกาย ซึ่งเป็นต้นทางลมหายใจเข้าออก อันนับเป็นอานาปานสติ อีกโสดหนึ่งด้วย จึงเหมาะกับผู้ปฏิบัติทุกจริตอัธยาศัย

    เมื่อใจสามารถหยุดในหยุดเป็นอารมณ์เดียว ตั้งมั่นเป็นสมาธิดี และเข้าถึงธรรมกายแล้ว ก็จะสามารถเจริญฌานทั้งสีได้โดยสะดวก

    นอกจากนี้ การเจริญภาวนาธรรมตามแนวนี้ ยังมีผลให้เกิดอภิญญาและวิชชา ซึ่งเป็นอุปกรณ์ที่สำคัญในการดับอวิชชา อันเป็นมูลรากฝ่ายเกิด ก่อให้เกิดปัญญารู้แจ้ง ในสภาวธรรมตามความเป็นจริง จากการที่ได้ทั้งรู้และทั้งเห็น

    อนึ่ง การรวมใจให้หยุดในหยุด ณ ศูนย์กลางกายนั้น นับว่าเป็นผลดีอย่างมาก เพราะเป็นจุดแห่ง"ดุลย" ทั้งทางกายภาพและจิตใจ

    กล่าวคือ ในทางกายภาพ ศูนย์กลางของสรรพวัตถุทั้งหลาย ย่อมอยู่ในแนวเดียวกันกับแรงดึงดูดของโลก ที่เรียกว่า Center of Gravity

    ส่วนทางด้านจิตใจนั้น สำหรับผู้ที่เจริญภาวนาธรรมจนถึงธรรมกายแล้ว ก็จะสามารถทราบได้ด้วยตนเองว่า ศูนย์กลางกายนั่นเองคือ ที่ตั้งถาวรของใจ เวลาจะเกิด จะดับ จะหลับ จะตื่นนั้น ดวงธรรมจะลอยมาสู่ศูนย์กลางนี้ก่อนอื่นทีเดียว

    และศูนย์กลางกายนี้ อยู่ในแนวเดียวกันกับ อายตนภพสาม อายตนนิพพาน และอายตนโลกันต์ จึงนับเป็นศูนย์ที่สำคัญที่สุด มีพลังและอำนาจมากที่สุด ช่วยให้รู้เห็นได้แม่นยำและกว้างขวางไม่มีประมาณ ซึ่งผู้ปฏิบัติจะได้ทราบด้วยตนเอง หากฝึกอย่างสม่ำเสมอ

    นี่คือ เคล็ดลับในการเจริญภาวนาธรรมอย่างสัมฤทธิ์ผล

    สมาธิมีคุณค่าอย่างสูงทั้งทางโลกและทางธรรมดังกล่าวนี้ พระพุทธองค์จึงได้ทรงประทานพระพุทโธวาทไว้ว่า

    สมาธึ ภิกฺขเว ภาเวถ สมาหิโต ยถาภูตํ ปชานาติ

    แปลเป็นใจความว่า ภิกษุทั้งหลาย ท่านทั้งหลายจงยังสมาธิให้เกิด ชนผู้มีจิตเป็นสมาธิแล้ว ย่อมรู้ตามจริง

    ด้วยเหตุนี้ จึงกล่าวไว้ว่า การเจริญภาวนาตามแนววิชชาธรรมกาย ช่วยให้ผู้ปฏิบัติสามารถประกอบกิจการได้ผลดีทั้งในทางโลกและทางธรรม และวิธีปฏิบัติก็ไม่ยากเกินกำลังความสามารถสติปัญญาของบุคคลโดยทั่วไป ขอแต่ให้ดำเนินให้ถูกวิธี มีอิทธิบาท คือ ฉันทะ วิริยะ จิตตะ และวิมังสา ก็จะได้รับผลโดยทั่วกันมากน้อยตามระดับคุณธรรมที่ปฏิบัติได้ ผู้ที่ปฏิบัติได้แม้เพียงเศษของธรรมกาย ก็จะยังรู้สึกว่า ได้รับผลทั้งทางโลกและทางธรรมคุ้มค่า ขอแต่ให้ตั้งใจจริงก็แล้วกัน

    มีข้อคิดอยู่ว่า "ของจริงย่อมอยู่กับจริงเสมอ" เพราะฉะนั้น ขอท่านทั้งหลาย อย่าได้ลังเลสงสัยเลย.

    ที่มา: หนังสือ พุทธภาวนาวิชชาธรรมกาย
    กรกฎาคม 2525


    ?temp_hash=cc7371a4368d36fb3411eb269d17e267.jpg


    ******************************************************************************
    วัตถุประสงค์ ของการตรวจจักรวาล ภพสาม( กามภพ รูปภพ อรุปภพ) และโลกันต์



    ก็เพื่อให้รู้เห็นธรรมชาติที่เป็นไปในภพ 3 และโลกันต์ ว่า เป็นสภาพที่ประกอบด้วยปัจจัยปรุงแต่ง (สังขาร/สังขตธรรม) อย่างไร ได้แก่ปรุงแต่งด้วยบุญ (ปุญญาภิสังขาร) ปรุงแต่งด้วยบาป (อปุญญาภิสังขาร) และปรุงแต่งด้วยฌานสมาบัติที่ไม่หวั่นไหว (อเนญชาภิสังขาร)


    และเพื่อให้เห็นแจ้งรู้แจ้ง ในสามัญญลักษณะคือสภาวะที่เป็นเองเสมอกันหมดของสังขารธรรมทั้งหลายทั้งปวงว่า เป็นอนิจฺจํ ทุกฺขํ อนตฺตา อย่างไร


    ให้เห็นสัจจธรรม คือ ทุกขสัจ และ สมุทัยสัจ ตามที่เป็นจริง และพัฒนาขึ้นเป็นความเห็นแจ้งรู้แจ้งในอีก 2 สัจจธรรมที่เหลือ คือ นิโรธสัจ และ มรรคสัจ


    อันเป็นการเจริญปัญญาจากการที่ได้ทั้งเห็นและทั้งรู้สภาวธรรมและสัจจธรรม ตามที่เป็นจริงอย่างแจ่มแจ้ง เป็นหนทางให้ได้บรรลุมรรคผลนิพพานตามรอยบาทพระพุทธองค์



    -----------------------------------------



    สำหรับผู้ที่ถึงธรรมกายแล้ว ก็ให้พิสดารกาย เจริญฌานสมาบัติพร้อมกันหมดทุกกายสุดกายหยาบกายละเอียด โดยอนุโลมปฏิโลมหลายๆ เที่ยว ให้ใสละเอียดหมดทุกกาย

    หากประสงค์จะตรวจดูความเป็นไปในภพ 3 ก็ให้น้อมเอาภพ 3 เข้ามาเป็นกสิณ คือมาไว้ ณ ศูนย์กลางกาย แล้วใช้ตาคือญาณพระธรรมกายตรวจดูความเป็นไปในแต่ละภพ เริ่มตั้งแต่ อรูปภพ 4 ชั้น รูปภพ 9 ชั้น (16 ภูมิจิต) ตลอดไปจนถึงกามภพ ทั้งสวรรค์ 16 ชั้น และ นรก 8 ขุมใหญ่ ซึ่งอยู่ใต้เขาพระสุเมรุลงไป ให้รู้เห็นความเป็นไปโดยตลอด หากประสงค์จะทราบบุพพกรรมคือกรรมเก่าที่กระทำไว้ในภพก่อนอย่างไร จึงได้มาเสวยผลบุญหรือผลบาปอยู่ในขณะนี้ ก็ไต่ถามดูได้
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

    แก้ไขครั้งล่าสุด: 10 พฤษภาคม 2018
  9. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร เป็นที่รู้จักกันดี ทีมงาน ทีม ธรรมทาน ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    14,267
    กระทู้เรื่องเด่น:
    220
    ค่าพลัง:
    +56,483
    เวรย่อมระงับด้วยการไม่จองเวร


    เจริญพรญาติโยมสาธุชนผู้ฟังทุกท่าน

    วันนี้อาตมภาพก็จะได้กล่าวถึงเรื่อง “เวรย่อมระงับด้วยการไม่จองเวร”

    ก่อนอื่นอาตมาใคร่จะขอเล่าเรื่อง “ความเกิดขึ้นของนางกาลียักษิณี” ซึ่งเกิดขึ้นในสมัยที่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าโคดมของเรานี้ยังมีพระชนมชีพอยู่ เพื่อให้เห็น ตัวอย่างโทษของการก่อเวรและการผูกใจเจ็บแล้วจองเวรซึ่งกันและกันว่า มีโทษแก่ทั้งผู้ก่อเวร และทั้งผู้ผูกใจเจ็บแค้นแล้วจองเวรซึ่งกันและกันอย่างไร และสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงสอนให้ระงับเวรโดยวิธีการอย่างไร พอเป็นเครื่องประดับสติปัญญาสาธุชนผู้ฟัง แล้วจะได้นำไปใช้ในการดำเนินชีวิตประจำวัน ด้วยความสำรวมระวังความประพฤติปฏิบัติทางไตรทวาร คือทางกาย ทางวาจา และเจตนาความคิดอ่านทางใจ มิให้เป็นการก่อเวร และหากเคยมีเวรต่อกันกับใครผู้ใด ก็ให้เวรนั้นสงบระงับลงได้ ก็จะดำเนินชีวิตอยู่ร่วมกันในสังคมอย่างสงบสุข เพราะว่า ผู้คนและสัตว์โลกอื่นทั้งหลายที่อยู่ร่วมกันในสังคมทุกวันนี้ มักประพฤติปฏิบัติต่อกันในลักษณะเป็นการก่อเวรและก็ผูกใจเจ็บแค้นแล้วก็จองเวรซึ่งกันและกัน เป็นเหตุให้อยู่ร่วมกันอย่างโกลาหล ไม่สงบ และเป็นเหตุให้ถึงซึ่งความทุกข์เดือดร้อน ไม่มีที่สิ้นสุด และดูเหมือนจะยิ่งเพิ่มทับทวีหนักยิ่งขึ้น เพราะความที่ต่างคนต่างขาดสติสัมปชัญญะ และขาดปัญญาอันเห็นชอบ ด้วยอำนาจของกิเลส อวิชชา ตัณหา อุปาทาน เป็นเหตุให้ปุถุชนหลงคิดผิด เห็นผิด จึงประพฤติปฏิบัติต่อกันอย่างผิดๆ จึงมีการกระทบกระทั่ง เบียดเบียน เกียรติยศ ชื่อเสียง ทรัพย์สิน และแม้ชีวิตเลือดเนื้อของซึ่งกันและกัน เป็นการก่อเวร และจองเวรซึ่งกันและกัน ให้ได้รับความทุกข์เดือดร้อนต่อๆไปไม่มีที่สิ้นสุดดังที่เราเคยได้ยินได้ฟังข่าวทางสื่อมวลชนอยู่บ่อยๆ ในทุกวันนี้

    เรื่อง “ความเกิดขึ้นของนางกาลียักษิณี” นี้ มีปรากฏในพระธัมมปทัฏฐกถา (ภาค 1) ฉบับแปลเป็นภาษาไทย พิมพ์ครั้งที่ 14/2531 โดยมหามกุฎราชวิทยาลัย หน้า 64-71 มีความย่อว่า

    ในสมัยที่พระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า ประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน ได้ทรงปรารภเรื่องหญิงหมันคนหนึ่ง และได้ตรัสพระธรรมเทศนาว่า

    น หิ เวเรน เวรานิ สมฺมนฺตีธ กุทาจนํ
    อเวเรน จ สมฺมนฺติ เอส ธมฺโม สนนฺตโน
    “ในกาลไหนๆ เวรทั้งหลายในโลกนี้ ย่อมไม่ระงับด้วยเวรเลย ก็แต่ย่อมระงับได้ด้วยความไม่มีเวร ธรรมข้อนี้เป็นของเก่า”
    เรื่องนี้มีอยู่ว่าบุตรชายกุฎุมพีคือผู้มั่งมีคนหนึ่งเมื่อบิดาตายและได้ทิ้งบ้านช่อง เรือกสวนไร่นาไว้ให้มาก ก็ได้อยู่ช่วยกิจการงานต่างๆ และปฏิบัติมารดาอยู่ด้วยดี ต่อมามารดาคิดจะหาภรรยาให้เพื่อช่วยกันทำกิจการงาน และให้มีครอบครัวเป็นหลักเป็นฐานเสียที ลูกชายจึงเลือกบุตรสาวของตระกูลที่ตนชอบใจให้แม่ไปสู่ขอ และแต่งงานให้ แต่ภรรยานั้นเป็นหญิงหมัน เป็นประเพณีของชาวอินเดียว่า หากครอบครัวใดไม่มีบุตรชายสืบสกุลแล้ว ก็ถือว่าเป็นเรื่องเสียหาย มารดาจึงเซ้าซี้บุตรชายว่าจะหาภรรยาให้ใหม่อีก บุตรชายก็ไม่อยากได้ภรรยาใหม่นัก และก็เผอิญว่าภรรยาเดิมนั้นได้ยินสองแม่ลูกปรึกษากันในเรื่องนี้ ก็คิดว่า สักวันหนึ่ง สามีของตนคงจะทนมารดาเซ้าซี้ไม่ไหว ก็จะยอมให้มารดาจัดหาภรรยามาให้ใหม่อีกจนได้ และถ้าเป็นเช่นนั้น ต่อไปในกาลข้างหน้า ตนเองก็จะต้องลำบาก เพราะถ้าเขาได้ลูกชายไว้สืบสกุลแล้ว ทรัพย์สมบัติทั้งหมดก็ย่อมจะตกเป็นของภรรยาใหม่กับบุตรแน่นอน และตนเองก็จะกลายเป็นเพียงคนใช้เขาเท่านั้น ภรรยาเดิมจึงรับอาสาหาหญิงสาวมาให้สามีเอง เพื่อตนจะได้ตีสนิทชิดเชื้อกับภรรยาใหม่ของสามี ให้เธอตายใจได้ แล้วจะได้หาวิธีมิให้เธอมีบุตรได้ต่อไป ครั้นทุกฝ่ายยินยอมพร้อมใจ ภรรยาเดิมผู้พกความริษยาไว้ภายในใจ ก็หาหญิงสาวที่คุ้นเคยและไว้วางใจกันมาให้เป็นภรรยาใหม่ของสามีได้สำเร็จ

    ครั้นภรรยาใหม่ตั้งครรภ์ ภรรยาเก่านั้นก็ดูแลปรนนิบัติวัตรถากภรรยาใหม่ ให้ทุกคนตายใจ แล้วก็แอบใส่ยาทำแท้งให้ภรรยาใหม่กิน และปรากฏว่า ภรรยาใหม่แท้งลูกถึง 2 ครั้ง จนภรรยาใหม่ชักสงสัยและระแวง ครั้นถึงคราวที่ภรรยาใหม่ตั้งครรภ์อีก เธอจึงปกปิดข่าวมิให้ภรรยาเก่ารู้ว่าเธอตั้งครรภ์แล้ว จนกระทั่งครรภ์แก่ ภรรยาเก่าจึงรู้ และหาอุบายใส่ยาให้แท้งอีก เป็นครั้งที่ 3 เนื่องด้วยเด็กในครรภ์นั้นโตขึ้นแล้ว เมื่อจะแท้งก็กลับนอนขวางทวาร ทำให้ภรรยาใหม่คลอดไม่ได้และต้องได้รับความทุกข์ทรมานอย่างแสนสาหัส จนเจียนจะตาย

    และเพิ่งรู้แน่แก่ใจว่านี้เป็นเพราะภรรยาเก่า หาอุบายประกอบยาแท้งให้เธอกินอีก จึงผูกใจเจ็บแค้น และคิดปรารถนาว่า

    “เราจะต้องตาย ณ บัดนี้แล้ว ขอให้เราได้เกิดเป็นนางยักษิณี จะได้กินลูกมันคืน”

    ดังนี้แล้ว เธอก็ขาดใจตาย และก็ได้ไปเกิดเป็นนางแมวอยู่ในเรือนของสามีนั้นเอง ฝ่ายสามีเมื่อจับความผิดของภรรยาเดิมได้ ก็โกรธจัด จึงได้ทุบตีภรรยาเดิมด้วยทั้งตีศอกขยอกเข่า จนเธอบอบช้ำและตายลง แล้วไปเกิดเป็นนางแม่ไก่อยู่ในเรือนเดียวกันนั้นเองอีก นี้เป็นด้วยอำนาจของเวรกรรมที่ผูกพันกันมา

    ครั้นแม่ไก่ตกไข่ นางแมวก็มากินไข่ของแม่ไก่นั้น ถึง 3 ครั้ง แม่ไก่จึงคิดว่า

    “นางแมวมันกินไข่เรา 3 ครั้งแล้ว ทีนี้มันกำลังจะกินตัวเราอีก ถ้าเราตายไปและเกิดใหม่ ก็ขอให้เราได้กินทั้งตัวมันและลูกของมันด้วยเถิด” ดังนี้แล้ว

    เมื่อแม่ไก่ได้ตายลง ก็ได้ไปเกิดเป็นแม่เสือเหลือง ส่วนนางแมว เมื่อตายลง ก็ได้ไปเกิดเป็นนางเนื้อ เวลาที่แม่เนื้อนั้นคลอดลูก นางเสือก็กินเสียถึง 3 ครั้ง แม่เนื้อจึงคิดว่า

    “แม่เสือเหลืองนี้ มันกินลูกเราถึง 3 ครั้งแล้ว ทีนี้มันกำลังจะกินตัวเราอีกด้วยถ้าเราตายไปและเกิดใหม่ก็ขอให้ได้กินมันทั้งแม่และทั้งลูกของมันด้วยเถิด” ดังนี้แล้ว

    แม่เนื้อ ซึ่งในอดีตชาติเคยเป็นภรรยาใหม่ของบุตรกุฎุมพีนั้น ได้ตายลงและก็ได้ไปเกิดเป็นนางยักษิณี ชื่อ“กาลี” ส่วนแม่เสือเหลืองซึ่งในอดีตชาติเคยเป็นภรรยาเดิมของบุตรกุฎุมพีนั้น เมื่อตายลงก็ได้ไปเกิดเป็นหญิงสาวมีตระกูลๆ หนึ่ง ในเมืองสาวัตถี ซึ่งต่อไปนี้จะเรียกว่า “นางกุลธิดา”

    นางกุลธิดานั้นเมื่อเจริญวัยขึ้นจึงได้แต่งงานและได้ไปอยู่กับสามีที่ใกล้ประตูเมืองสาวัตถีนั้นเอง ครั้นเธอตั้งครรภ์และคลอดบุตรแล้ว นางกาลียักษิณีก็จำแลงกายเป็นเพื่อนรักของนางกุลธิดา เข้าไปถึงเด็กและทำเป็นดูแลเด็กทารก พอคนเผลอก็จับทารกกินเสีย เป็นเช่นนี้ถึง 3 ครั้ง จนนางกุลธิดารู้ความจริงและคอยระวังตัว ครั้นนางกุลธิดามีครรภ์หนที่ 3 และครรภ์แก่แล้ว ก็รีบชวนสามีหนี ไปสู่เรือนตระกูลของตน เพื่อจะคลอดบุตรคนที่ 3 เมื่อเธอคลอดแล้ว ครั้นถึงเวลาจะตั้งชื่อบุตร ก็ชวนสามีพากันกลับไปสู่ตระกูลของสามี โดยไปทางลัดที่จะผ่านไปทางพระวิหารเชตวันที่ประทับสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าและพระสงฆ์สาวก

    ในช่วงระยะเวลานั้นนางยักษิณีเพิ่งพ้นจากเวรส่งน้ำเพื่อท้าวเวสสุวรรณจอมเทพประจำทิศอุดร คือทิศเหนือ เสร็จแล้วก็ได้จำแลงกายเป็นมนุษย์ผู้สหายนางกุลธิดา แล้วรีบไปที่บ้านนางกุลธิดาเพื่อจะหาโอกาสเข้าใกล้และจับเด็กทารกกินอีก ครั้นทราบข่าวว่านางกุลธิดาพาเด็กทารกหนีกลับไปบ้านสามีแล้ว ก็รีบติดตามไปทันที ฝ่ายนางกุลธิดากับสามีนั้น ผลัดกันอุ้มลูกคนหนึ่ง อีกคนหนึ่งลงอาบน้ำในสระโบกขรณี ข้างพระวิหารเชตวัน ขณะที่นางกุลธิดากำลังยืนให้บุตรกินนม ส่วนสามีกำลังลงอาบน้ำอยู่นั้น ก็พลันเห็นนางยักษิณีจำแลง กำลังแล่นมาแต่ไกล ก็จำได้ จึงร้องบอกสามี แล้วตนเองก็รีบอุ้มลูกวิ่งไปสู่พระวิหารเชตวันด้วยความกลัว

    ขณะนั้นเป็นเวลาที่พระบรมศาสดากำลังทรงแสดงพระธรรมเทศนาอยู่ในท่ามกลางบริษัท นางกุลธิดานั้นรีบนำบุตรน้อยไปวางไว้แทบพระบาทพระพุทธองค์ แล้วระล่ำระลักกราบทูลว่า

    “บุตรคนนี้ ข้าพระองค์ได้ถวายแก่พระองค์แล้ว ขอพระองค์ประทานชีวิตแก่บุตรข้าพระองค์ด้วยเถิด”

    ส่วนนางยักษิณีก็วิ่งแล่นตามไปถึงประตูทางเข้าพระวิหารเชตวัน แต่สุมนเทพผู้สิงอยู่ที่ซุ้มประตูไม่ยอมให้นางยักษิณีเข้าไป สมเด็จพระบรมศาสดาจึงตรัสเรียกพระอานนทเถระ ให้ไปเรียกนางกาลียักษิณีเข้าไปเฝ้า ฝ่ายนางกุลธิดานั้นบังเกิดความกลัวนางยักษิณี จึงกราบทูลว่า

    “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ นางยักษิณีนี้มา”

    พระบรมศาสดาจึงตรัสว่า “ให้นางยักษิณีเข้ามาเถอะ เจ้าอย่าได้ร้องไปเลย” แล้วตรัสกับนางกาลียักษิณีว่า

    “เหตุไร เจ้าจึงทำอย่างนี้ ก็ถ้าพวกเจ้าไม่ได้มาสู่เฉพาะหน้าพระพุทธ-เจ้า ผู้เช่นเราแล้ว เวรของพวกเจ้าจักได้เป็นกรรมตั้งอยู่ชั่วกัปชั่วกัลป์ เหมือนเวรของงูเห่ากับพังพอน ของหมีกับไม้สะคร้อ และเหมือนเวรของกากับนกเค้า เหตุไฉน พวกเจ้าจึงทำเวรและเวรตอบแก่กันและกันล่ะ เพราะเวรย่อมระงับได้ด้วยความไม่มีเวร หาระงับได้ด้วยเวรไม่”

    ดังนี้แล้ว จึงได้ตรัสพระคาถานี้ว่า

    “ในกาลไหนๆ เวรทั้งหลายในโลกนี้ ย่อมไม่ระงับด้วยเวรเลย
    ก็แต่ย่อมระงับได้ด้วยความไม่มีเวร ธรรมข้อนี้ เป็นของเก่า”

    นางยักษิณีนั้นได้ส่งใจไปตามกระแสพระธรรม ครั้นเมื่อพระพุทธองค์ได้ทรงแสดงพระธรรมเทศนานี้จบลง นางยักษิณีนั้นก็ได้บรรลุมรรคผล เป็นพระโสดาบันบุคคล

    เรื่องทั้งหมดนี้ ได้แสดงสัจจธรรมที่น่าสนใจและพึงทราบหลายประการ คือ

    1. การเวียนว่ายตายเกิดด้วยอำนาจของกรรม และกิเลส อวิชชา ตัณหา อุปาทาน นั้นมี แน่นอน
    2. โทษของการก่อเวรและจองเวรซึ่งกันและกัน นั้นมีมาก
    3. วิธีระงับเวร ด้วยความไม่มีเวร ตามพระธรรมนี้ ตามรอยบาทพระพุทธองค์ แต่โบราณกาล
    4. เรื่องอมนุษย์เช่น ยักษ์หรืออสูร มีจริง
    แต่ ณ ที่นี้จะขออธิบายขยายความ เรื่องโทษของการก่อเวร และการจองเวรซึ่งกันและกัน และวิธีระงับเวรด้วยความไม่มีเวร เพื่อให้พอเหมาะกับเวลาก่อน

    กล่าวถึงโทษของการก่อเวรและการจองเวรซึ่งกันและกันนั้นมีตัวอย่างให้เห็นได้มากมาย จากพฤติกรรมของผู้คนทั้งในอดีตและปัจจุบัน ดังเช่นที่เราได้ยินได้ฟังข่าวทางสื่อมวลชน มาเป็นระยะๆ ตัวอย่างเช่น

    บุคคลผู้มีปกติชอบกระทำหรือใช้กิริยา วาจา ก้าวร้าวผู้อื่น ให้เสียหายหรือเจ็บช้ำน้ำใจ ก็มักจะถูกผู้ที่ได้รับการล่วงเกินนั้นผูกใจเจ็บ แล้วก็กระทำหรือแสดงกิริยา วาจา ที่ก้าวร้าวตอบคืน และ/หรือยังถูกผู้อื่นกระทำหรือแสดงกิริยา วาจา ก้าวร้าวตน เช่นนั้นอีกบ้าง ก็เมื่อตนเองนั้น ไม่ระงับเวรนั้น กลับผูกใจเจ็บและโต้ตอบคืนหนักยิ่งขึ้นไปกว่าเพื่อให้สาแก่ใจ ฝ่ายตรงกันข้ามที่ไม่ระงับยับยั้งชั่งใจ ก็กลับจะโต้ตอบกลับหนักยิ่งขึ้นไปอีก เมื่อต่างฝ่ายต่างเจ็บแค้นซึ่งกันและกันหนักยิ่งขึ้น ก็จะถึงได้ลงไม้ลงมือ หรือถึงใช้อาวุธประหัตถ์ประหารกัน หรือใช้อำนาจอิทธิพลทั้งมืดและทั้งสว่าง ทำลายล้างผลาญกัน ด้วยประการต่างๆ จนหาความสงบสุขไม่ได้ ด้วยกันทุกฝ่าย และต่างฝ่ายต่างได้รับความทุกข์เดือดร้อนกันไปทั่ว เหมือนสาดน้ำใส่กันย่อมเปียกปอนไปด้วยกัน เหมือนพุ่งอาวุธหรือสาดน้ำกรดใส่กัน ก็ย่อมจะบาดเจ็บล้มตายไปด้วยกันทั้งคู่ และแถมยังจะมีลูกหลงไปโดนคนอื่น หรือดึงผู้อื่นให้เข้าไปพัวพันด้วยเวรภัยเช่นนั้นอีกด้วย

    เพราะฉะนั้นผู้หวังความสันติสุขความปราศจากเวรภัยก็จงอย่าถือคติอธรรมที่ว่า “ความแค้นต้องชำระ” เหมือนหนังจีนที่อาตมาก็เคยได้ดูเมื่อสมัยยังเป็นคฤหัสถ์มาแล้ว ส่วนคติที่ว่า “บุญคุณต้องทดแทน” นั้น เป็นคติของฝ่ายคุณธรรม แต่คติที่ว่า “ความแค้นต้องชำระ” นั้น เป็นคติข้างฝ่ายอธรรม ที่มีแต่จะนำโทษและความทุกข์เดือดร้อนมาให้ เหมือนหนังจีนนั้นแหละ

    นี่ว่าแต่เฉพาะที่เห็นๆ กันอยู่ในภพชาติในปัจจุบันนี้ การก่อเวรและการจองเวรซึ่งกันและกัน ก็ทำให้เดือดร้อนกันหนักอยู่แล้ว แทบจะไม่ต้องกล่าวถึงเวรกรรมที่ให้ผลในภพชาติต่อๆ ไป ซึ่งเป็นเรื่องที่ปุถุชนยังมองไม่เห็น ส่วนพระอริยเจ้าหรือผู้ทรงคุณธรรมสูง ที่ได้ศึกษาและปฏิบัติธรรมจนมีประสบการณ์ดีแล้วพอสมควร จึงย่อมเห็นผลของการก่อเวรและการจองเวรซึ่งกันและกัน เป็นโทษ และความทุกข์เดือดร้อนต่อๆ ไปนับภพนับชาติไม่ถ้วน ท่านจึงเลิกละการก่อเวร และ/หรือหากเคยมีเวรต่อกันเพราะความประมาท ท่านก็จะกระทำให้เวรนั้นสงบระงับลงด้วยความไม่จองเวร เพราะท่านเห็นสัจจธรรมว่า

    เวรนั้น ย่อมไม่ระงับด้วยการจองเวรต่อกัน แต่ย่อมระงับได้ด้วยการไม่จองเวร

    เปรียบดังว่า พื้นที่เปรอะเปื้อนด้วยของไม่สะอาด ด้วยสิ่งสกปรก เน่าเหม็น เช่น เต็มไปด้วยน้ำลาย เสมหะ และอุจจาระ ปัสสาวะ เป็นต้น ย่อมไม่อาจจะชำระล้างให้สะอาด ให้หมดกลิ่นเหม็นได้ ด้วยน้ำที่ไม่สะอาด ด้วยสิ่งสกปรกเช่นนั้น ฉันใด เวรย่อมไม่อาจให้สงบระงับได้ด้วยการจองเวร หรือทำเวรโต้ตอบกัน ฉันนั้น

    ส่วน พื้นที่ๆ เปรอะเปื้อนด้วยของไม่สะอาด ด้วยสิ่งสกปรก อันมีน้ำลาย เสมหะเป็นต้น ย่อมทำให้สะอาดได้ ด้วยการชำระล้างด้วยน้ำที่สะอาด ฉันใด เวรย่อมสงบระงับ คือ ไม่มีได้ด้วยความไม่มีเวร คือไม่จองเวรต่อกัน กล่าวคือ ด้วยน้ำใจที่เข้มแข็งด้วยขันติ และเปี่ยมด้วยเมตตาธรรม ด้วยความกระทำไว้ในใจ และด้วยการพิจารณาเห็นโทษของเวรภัย และเห็นคุณของความไม่มีเวรภัยต่อกัน

    อนึ่ง พึงเห็นตามพระพุทธดำรัสที่ตรัสสอนพระติสสเถระ ผู้เป็นต้นเรื่องอีกเรื่องหนึ่ง กับพระภิกษุทั้งหลาย มีปรากฏในพระธัมมปทัฏฐกถานี้ ฉบับแปลเป็นภาษาไทย หน้า 53-63 อีกว่า

    “อกฺโกจฺฉิ มํ อวธิ มํ อชินิ มํ อหาสิ เม
    เย จ ตํ อุปนยฺหนฺติ เวรํ เตสํ น สมฺมติ
    "ก็ชนเหล่าใดเข้าไปผูกความโกรธนั้นไว้ว่า ‘ผู้โน้นได้ด่าเรา ผู้โน้นได้ทุบตีเรา ผู้โน้นได้ชนะเรา ผู้โน้นได้ลักของเราแล้ว’ เวรของชนเหล่านั้น ย่อมไม่สงบระงับได้"
    “อกฺโกจฺฉิ มํ อวธิ มํ อชินิ มํ อหาสิ เม
    เย จ ตํ นูปนยฺหนฺติ เวรํ เตสูปสมฺมติ
    “ส่วนชนเหล่าใดไม่เข้าไปผูกความโกรธนั้นไว้ว่า ‘ผู้โน้นได้ด่า(หรือปรามาส)เรา ผู้โน้นได้ทุบตีเรา ผู้โน้นได้ชนะเรา ผู้โน้นได้ลัก (หรือฉ้อโกงเอา) สิ่งของๆ เราแล้ว’ เวรของชนเหล่านั้นย่อมระงับได้”
    วิธีไม่เข้าไปผูกความโกรธหรือผูกใจเจ็บแค้นก็คือ พยายามอย่าระลึกถึงอย่าไปครุ่นคิดถึง เรื่องเก่าที่จะทำให้เราผูกใจเจ็บ และ/หรือ โดยวิธีคิดว่า “เรื่องที่แล้วไปแล้วก็ให้แล้วไป เราขออโหสิกรรมให้ ไม่ขอถือเป็นเวรเป็นภัยต่อกันอีก” หรืออาจรำลึกถึงกรรมเก่าว่า เราก็เคยหรืออาจเคยได้ทำเวรกรรมแก่เขามาก่อน ต่อแต่นี้ไปขออย่าได้มีเวรภัยต่อกันอีกเลย และจงตั้งใจแผ่เมตตา กรุณาพรหมวิหารแก่ผู้ก่อกรรมทำเข็ญแก่เราว่า “แม้ท่านได้เคยทำเวรกับเรา ก็ขอท่านจงอย่าได้ประสบความทุกข์กายทุกข์ใจ อย่างที่เราเคยได้รับเลย ขอท่านจงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้มีเวรมีภัยต่อกันและกันเลย” เมื่อกระทำได้อย่างนี้บ่อยๆ เข้า จิตใจที่เคยครุ่นคิดถึงกรรมเก่าที่เขาได้เคยก่อกรรมทำเข็ญแก่เราก็จะค่อยๆ คลายลง และจะไม่คิดโต้ตอบใดๆ ให้เป็นการผูกเวรต่อกันต่อๆ ไปอีก เวรก็จะถึงความสงบระงับ คือ ไม่มีเวรต่อกันได้ ด้วยประการฉะนี้

    แม้จะรู้สึกทำได้ยากในระยะต้นๆ แต่เมื่อหมั่นทำใจ คือ พยายามไม่ระลึกถึง หรือหากปรากฏขึ้นในใจอีก ก็หมั่นพิจารณาอย่างนี้ แผ่เมตตาและกรุณาพรหมวิหารอย่างนี้บ่อยๆ ก็จะค่อยๆ สามารถละวางความคิดโกรธพยาบาทได้ และจะค่อยๆ ทำใจให้ดีขึ้นได้เป็นลำดับเอง

    ในชีวิตของอาตมาก็ได้เคยผ่านเหตุการณ์และได้เคยผ่านขั้นตอนการทำใจอย่างนี้มาก่อน หลายครั้งเหมือนกัน เมื่อทำใจได้เพียงใด ก็จะรู้สึกสันติ คือ สงบ และเป็นสุขดีเพียงนั้น เมื่อทำใจไม่ได้ก็เป็นทุกข์เดือดร้อนใจไปตามส่วน ชีวิตของคนเรานั้น แม้จะเจริญด้วยลาภ ยศ สักการะ สรรเสริญ และความสุข ด้วยทรัพย์และยศฐาบรรดาศักดิ์ เพียงไร ถ้าขาดสันติคือความสงบเสียแล้ว ก็หาใช่จะถึงความสุขอย่างถาวรแท้จริงได้ไม่ ผู้ใดก็ตาม ไม่ว่าจะยากดีมีจน ถ้าว่ามีความสันติคือความสงบดีแล้ว ย่อมถึงความสุขอย่างถาวรแท้จริงได้

    ผู้ที่ทำใจได้อย่างนั้น คือผู้ละความครุ่นคิดผูกโกรธหรือผูกใจเจ็บได้ ด้วยขันติและเมตตาพรมหวิหาร เป็นต้น ย่อมมีใจสงบระงับด้วยดีจากเวรทั้งหลายได้ ผู้เช่นนั้นแหละ คือผู้มีใจเป็นพระ หรือ คือผู้มีพระในใจตน ถ้าเป็นชายเขาก็เรียกว่า “พ่อพระ” ถ้าเป็นหญิงเขาก็เรียกว่า “แม่พระ” ซึ่งในครั้งต่อไปอาตมภาพจะได้กล่าวถึงการ “สร้างพระในใจตน” อันจะเป็นประโยชน์สุขด้วยความสงบอย่างถาวรแก่ตนสืบไป

    ก่อนจบรายการนี้ อาตมภาพใคร่จะขอกล่าวถึงการเวียนว่ายตายเกิด ด้วยอำนาจของกรรมและกิเลส อวิชชา ตัณหา อุปาทาน ว่ามีแน่นอน ตามหลักปฏิจจสมุปบาทธรรม คือ สภาพของธรรมชาติที่อาศัยเหตุปัจจัยเกิดขึ้น ที่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ทรงเห็นแจ้งทรงรู้แจ้ง คือ ตรัสรู้แล้วเองโดยชอบว่า ความทุกข์เกิดขึ้นเพราะอาศัยเหตุปัจจัย เหตุในเหตุปัจจัยต่อเนื่องกันมาจากต้นๆ เหตุ ได้แก่ อวิชชา คือ ความมืดไม่รู้อดีต ไม่รู้อนาคต ไม่รู้สภาพของธรรมชาติที่อาศัยเหตุปัจจัยต่อเนื่องกันมาให้เกิดทุกข์ และความไม่รู้สัจจะทั้ง 4 เป็นเหตุเป็นปัจจัยให้เกิดกิเลส ตัณหา อุปาทาน และภพ ชาติ ชรา มรณะ ทุกข์ เป็นต้น

    กล่าวโดยย่อ สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสรู้ คือ ได้ทรงเห็นแจ้ง ทรงรู้แจ้ง อย่างถูกต้องตามธรรมชาติที่เป็นจริงแล้วว่า เพราะสัตว์โลกทั้งหลายผู้ถูกอวิชชา คือ ความมืดครอบคลุมจิตใจอยู่ จึงเกิดกิเลส ตัณหา อุปาทาน ดลจิตดลใจให้ประพฤติปฏิบัติที่เป็นบาปอกุศล ไปตามอำนาจของมัน ที่เรียกว่ากรรมชั่ว อันเป็นเหตุปัจจัยให้เกิดใหม่ คือ ตายแล้วก็เกิดใหม่ๆ ต่อๆ ไป ด้วยอำนาจของอวิชชา กิเลส ตัณหา อุปาทาน และกรรม เวียนว่ายตายเกิดไปสู่ภพน้อย ภพใหญ่ทั้งหลาย ที่เป็นสุคติภพ คือ ภพภูมิที่ดีบ้าง ทุคติภพ คือ ภพภูมิที่ไม่ดีบ้าง ตามประเภทของกรรม ต่อๆ ไป อย่างนี้ไม่มีที่สิ้นสุด

    กรณีที่สัตว์โลกได้กระทำกรรมดี แต่ยังไม่ถึงขั้นให้ได้บรรลุมรรคผลนิพพาน ที่สิ้นสุดแห่งทุกข์ทั้งปวง เพราะยังมีอวิชชา กิเลส ตัณหา อุปาทาน อยู่ในจิตสันดาน เป็นเหตุเป็นปัจจัยให้เกิดภพชาติอีกแล้ว เมื่อตายแล้ว ก็ยังต้องเกิดใหม่ไปสู่สุคติภพ คือ ภพภูมิที่ดีบ้าง ครั้นหมดบุญจากกรรมดีที่เคยได้ทำไว้ ก็กลับต้องรับผลจากกรรมชั่วที่ได้ทำไว้อีกต่อๆ ไป จนกว่าจะสิ้นอวิชชา คือ ความมืดอันเป็นเหตุปัจจัยให้เกิดกิเลส ตัณหา อุปาทาน อย่างสิ้นเชิงแล้ว กล่าวคือ จนกว่าจะบรรลุมรรคผล นิพพาน เป็นพระอรหันตขีณาสพ จึงจะสิ้นภพสิ้นชาติแล้ว จึงไม่ต้องเวียนว่ายตายเกิดอีกต่อไป

    ส่วนสัตว์โลกเช่นบุคคลใด กระทำกรรมชั่วด้วยอำนาจของอวิชชา กิเลส ตัณหา อุปาทานมาก เมื่อตายลงจึงต้องเกิดใหม่ ด้วยอำนาจของกรรมชั่วหรือบาปอกุศล อันมีอวิชชา กิเลส ตัณหา อุปาทาน เป็นเหตุนำเหตุหนุนให้ไปเกิดในทุคติภพ ได้แก่ ภพภูมิของเปรต อสุรกาย สัตว์นรก หรือสัตว์เดรัจฉาน ตามประเภทของกรรมชั่วที่ให้ผลเป็นชนกกรรมนำไปเกิดในภพภูมิต่างๆ นั้น อย่างที่ไม่มีใครช่วยใครได้ และก็ไม่มีอำนาจเบื้องบนใดๆ ที่จะช่วยใครได้จริงเลยอีกด้วย แต่ที่ชนบางหมู่บางเหล่าหลงเชื่อกันว่า จะมีอำนาจเบื้องบนช่วยให้ไปสู่สวรรค์ได้นั้น ก็เพราะเขาเหล่านั้นไม่รู้จักหลักปฏิจจสมุปบาทธรรม อันเป็นสมุทัยสัจ คือ ความจริงอย่างประเสริฐ ในเรื่องเหตุแห่งทุกข์ นั้นแหละ เขาถึงได้หลงเชื่อต่อๆ กันมา ว่าจะมีอำนาจเบื้องบนช่วยเขาได้ โดยที่เขาต่างก็เป็นผู้มืดด้วยอวิชชา คือ ยังไม่เคยเห็นอดีตว่าตนเองเป็นใครมาจากไหน และก็ไม่รู้อนาคตอย่างแท้จริงว่า ตายแล้วจะเป็นอย่างไรต่อไป และไม่รู้ความจริงอย่างประเสริฐในเรื่องเหตุปัจจัยแห่งการเวียนว่ายตายเกิดอันเป็นทุกข์ ว่ามีอย่างไร นั่นเอง

    เรื่องความเกิดขึ้นของนางกาลียักษิณี ก็เพราะอวิชชา กิเลส ตัณหา อุปาทาน และกรรมชั่วหรือบาปอกุศลนั้นเอง ที่เป็นเหตุเป็นปัจจัยให้ทั้งภรรยาเดิมและภรรยาใหม่ของบุตรกุฎุมพี ต้องเวียนว่ายตายเกิดไปสู่ทุคติภพ อันมีภพของสัตว์ดิรัจฉาน และอสุรกาย เป็นนางยักษิณี เป็นต้น ดังที่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้ปรารภถึงแล้วนั้น

    สัจจธรรมนี้เป็นธรรมขั้นสูงซึ่งจะรู้เห็นได้ก็แต่โดยทางการศึกษาปฏิบัติพระสัทธรรม ของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเท่านั้น คือ โดยทางศีลสิกขา ให้ถึง อธิศีลสิกขา คือการศึกษาอบรมด้วยศีลอันยิ่ง จิตตสิกขา ให้ถึง อธิจิตตสิกขา คือการศึกษาอบรมจิตอันยิ่ง ถึงขั้นฌานจิต ให้บริสุทธิ์ผ่องใสจากกิเลสนิวรณ์เครื่องกั้นปัญญา และ ปัญญาสิกขา ให้ถึง อธิปัญญาสิกขา คือ ปัญญาอันยิ่ง กล่าวคือ ให้สามารถเห็นแจ้ง รู้แจ้ง สภาวะของธรรมชาติและสัจจธรรมตามที่เป็นจริง ก็จะสามารถเห็นและรู้เรื่องการเวียนว่ายตายเกิดเช่นนี้ได้ชัดเจน แจ่มแจ้ง ตามระดับภูมิธรรมที่ปฏิบัติได้เอง จะได้ไม่หลงมัวเมาในชีวิตด้วยอำนาจของกิเลสให้เกิดทุกข์ และไม่ต้องหลงเชื่อผู้ไม่รู้สัจจธรรมที่เขาโฆษณา แนะนำสั่งสอนผิดๆ ให้พากันหลงตามผิดๆ นำตนไปสู่ทุคติภูมิได้อีกต่อไป

    อาตมภาพจึงขอเชิญสาธุชนทั่วไป ไปฝึกปฏิบัติธรรมเพื่อ “สร้างพระในใจตน” ให้สามารถรู้แจ้งเห็นแจ้งสภาวะธรรมชาติ และสัจจธรรมตามที่เป็นจริง นำชีวิตตนไปสู่ทางเจริญและสันติสุขได้ ณ วัดหลวงพ่อสดธรรมกายาราม อ.ดำเนินสะดวก จ.ราชบุรี ทุกวัน หลังทำวัตร เช้า-เย็น และ ทุกวันอาทิตย์ เริ่มเวลา 09.30 น.

    ขอความสุขสวัสดี จงมีแด่ท่านผู้ฟังทุกท่าน เจริญพร.

    พระภาวนาวิสุทธิคุณ (เสริมชัย ชยมงฺคโล) ป.ธ.6 เจ้าอาวาสวัดหลวงพ่อสดธรรมกายาราม อ.ดำเนินสะดวก จ.ราชบุรี
    ออกอากาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย วันที่ 19 กรกฎาคม 2541
     
  10. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร เป็นที่รู้จักกันดี ทีมงาน ทีม ธรรมทาน ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    14,267
    กระทู้เรื่องเด่น:
    220
    ค่าพลัง:
    +56,483
    เมื่อฝึกสมาธิ ถึงจุดที่รู้สึกเบาสบาย จะเกิดความรู้สึกว่าหายใจไม่ออก
    ในขณะนั่งสมาธิ เมื่อจิตเข้าถึงจุดที่ทำให้ตัวเรารู้สึกเบาสบาย จะเกิดความรู้สึกว่าหายใจไม่ออก รู้สึกว่าลมหายใจเบามาก ไม่ทราบว่า ปฏิบัติถูกวิธีหรือไม่ ? และมีวิธีแก้ไขอย่างไร ?

    ตอบ:

    ขณะที่จิตกำลังจะสงบได้ที่นั้น ลมหายใจจะค่อยๆ ละเอียด ค่อยๆ แผ่วไป จนเหมือนกับว่าไม่ได้หายใจ แต่ความจริงยังมี "ปราณ" คือลมละเอียดหล่อเลี้ยงอยู่ภายในร่างกายอยู่เป็นอย่างดี (อย่างโยคี ฤๅษี ที่อินเดีย เข้าฌานสมาธิ โดยไม่หายใจเลย บางคนก็เอาศีรษะฝังอยู่ในดิน ก็อยู่ได้หลายๆ ชั่วโมง ไม่ตาย ก็ด้วยเหตุผลเดียวกัน)

    เมื่อถึงจุดนี้ บางท่านก็ "ถอนจิตออก" มาจากศูนย์กลางกาย มาเกาะที่ร่างกายภายนอก แล้วรู้สึกเหมือนกับว่าตัวเองไม่ได้หายใจ จึงถอนจากสมาธิเพราะกลัวตายก็มี พยายามหายใจให้แรงขึ้น ทำให้จิตเคลื่อนจากสมาธิก็มี

    เพราะฉะนั้น ในเบื้องต้นโยมปฏิบัติมาถูกทางแล้ว จิตเริ่มสงบแล้ว แต่พยายามให้ใจหยุดนิ่งที่จุดเล็กใสกลางดวงใสที่ศูนย์กลางกายตลอด และปล่อยวางสิ่งต่างๆ รวมทั้งสังขารร่างกาย (ที่ยึดกันว่าเป็น) ของเราเสียทั้งหมด เพราะสิ่งเหล่านี้เป็นของหยาบ การจะเข้าถึงธรรมชาติละเอียดภายในนั้น ต้องละวางของหยาบภายนอกได้ (อย่างน้อยที่สุดก็คือในขณะที่นั่งสมาธิอยู่นั้น)

    ดังเช่น เมื่อเห็นดวงใสแจ่มปรากฏขึ้นแล้ว ใจก็หยุดนิ่งที่ศูนย์กลางดวงนั้น ไม่ช้าศูนย์กลางดวงนั้นจะขยายออก ดวงใหม่ต่อๆ ไปจะปรากฏขึ้นอีก

    แล้วจะเห็นกายมนุษย์ละเอียดปรากฏขึ้นมา ก็ต้องปล่อยวางหรือ "ละ" ความรู้สึกอันเนื่องด้วยกายมนุษย์หยาบ สวมความรู้สึกเข้าไปเป็นกายมนุษย์ละเอียดที่เห็นนั้น (เรียกว่า ดับหยาบไปหาละเอียด) ใจหยุดนิ่งศูนย์กลางกายนั้น จะเห็นดวงในดวงผุดขึ้นมา

    แล้วจะเห็นกายละเอียดๆ กว่าเดิม ปรากฏขึ้นมาอีก เราก็ดับหยาบไปหาละเอียดต่อไปอีก จนถึงธรรมกาย
     
  11. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร เป็นที่รู้จักกันดี ทีมงาน ทีม ธรรมทาน ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    14,267
    กระทู้เรื่องเด่น:
    220
    ค่าพลัง:
    +56,483
    นั่งสมาธินานๆ จะหมดลมหายใจไปเฉยๆ จริงหรือไม่ ?
    เคยได้ยินเขาพูดว่า นั่งสมาธินานๆ จะหมดลมหายใจไปเฉยๆ จะจริงหรือเปล่า ?

    ตอบ:

    ไม่จริงนะ แต่ว่ามีอาการเหมือนไม่ได้หายใจ เพราะนี้เป็นธรรมชาติ ใจยิ่งหยุดนิ่งเข้าไปแล้ว กายสังขารระงับ คือองค์บริกรรมภาวนาสัมมาอรหังๆๆ จะค่อยๆ เลือนไปๆ นิ่งๆ จนไม่สนใจ มันค่อยหายไป นี้กายสังขารระงับ ก็คือลมหายใจละเอียดๆ เข้าไปๆ สั้นเข้าๆ ละเอียดๆ แล้วหยุดนิ่ง ใจหยุดนี้ไม่ใช่ไม่หายใจเลยนะ มีอ่อนๆ แต่ละเอียด ลมละเอียดนั้นเขาเรียกว่า “ปราณ” ปราณนั่นแหละธาตุลม ที่เขาทำหน้าที่ปรนเปรออยู่ในร่างกาย เพราะฉะนั้นไม่ต้องกลัวว่าจะตาย ไม่ต้องกลัวนะ เด็กทารกอยู่ในท้องหายใจหรือเปล่า ? หายใจไหม ? ไม่ได้หายใจหรอก เด็กทารกในครรภ์ไม่ตาย คนดำน้ำหายใจหรือเปล่า ? โดยทั่วไปคนดำน้ำก็ไม่ได้หายใจ กลั้นใจไว้นานๆ ไม่ได้หายใจไม่ตาย คนอยู่ฌานสมาบัติลึกๆ ใจยิ่งละเอียด “ปราณ” คือ ธาตุลมที่ทำหน้าที่ปรนเปรออยู่ในร่างกาย ให้อยู่ในสภาวะพอเหมาะนี้สบายไปเลยนะ เพราะฉะนั้นอาการที่ใจจะเป็นสมาธิ คือ

    1. กายสังขารระงับ คือ ลมหายใจจะสั้นเข้าๆ แล้วละเอียด เหมือนกับไม่ได้หายใจ แต่ที่แท้มีลมหายใจอยู่ และปราณก็ทำหน้าที่อยู่แล้ว
    2. วจีสังขารระงับ คือ องค์บริกรรมภาวนาสัมมาอรหังๆๆ หรือพุทโธก็ได้นะ จะค่อยเลือนหายไป ในขณะที่ใจสงบระงับนั้น
    3. มโนสังขารระงับ คือ ใจค่อยๆ หยุดนิ่ง เป็นธรรมดาแต่ไม่ตาย ไม่ต้องกลัว ไม่ตายหรอก สัมมาสมาธิน่ะ สติสัมปชัญญะต้องอยู่ตลอด ไม่ใช่สมาธิตัวแข็งทื่อ ไม่รู้เรื่องอะไร สมาธิอย่างตัวแข็งทื่อนั้นไม่เอานะ ไม่ใช่สัมมาสมาธิ
     
  12. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร เป็นที่รู้จักกันดี ทีมงาน ทีม ธรรมทาน ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    14,267
    กระทู้เรื่องเด่น:
    220
    ค่าพลัง:
    +56,483
    ?temp_hash=da52618a28f46ec44cbbb65c85fc5313.jpg

    ข้อความบางส่วนจากการตอบปัญหาธรรมเรื่อง
    "ครูอาจารย์ห้ามศิษย์ของตนมิให้อ่านหนังสือของสำนักอื่น มีผลดีผลเสียอย่างไร"

    โดย พระเทพญาณมงคล
    เจ้าอาวาสวัดหลวงพ่อสดธรรมกายาราม
    อ.ดำเนินสะดวก จ.ราชบุรี

    ติดตามอ่านได้ตามลิ้งก์
    http://www.dhammakaya.org/ตอบปัญหาธรรม/ครูอาจารย์ห้ามศิษย์ของตนมิให้อ่านหนังสือของสำนักอื่น-มีผลดีผลเสียอย่างไร

    ********************************************************************



     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  13. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร เป็นที่รู้จักกันดี ทีมงาน ทีม ธรรมทาน ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    14,267
    กระทู้เรื่องเด่น:
    220
    ค่าพลัง:
    +56,483
    กรณียเมตตสูตร


    lphor_tesna_vn.jpg


    25 พฤษภาคม 2497

    นโม ตสฺส ภควโต อรหโต สมฺมาสมฺพุทฺธสฺส. (3 หน)



    กรณียมตฺถกุสเลน ยนฺตํ สนฺตํ ปทํ อภิสเมจฺจ
    สกฺโก อุชู จ สุหุชู จ สุวโจ จสฺส มุทุ อนติมานี
    สนฺตุสฺสโก จ สุภโร จ อปฺปกิจฺโจ จ สลฺลหุกวุตฺติ
    สนฺตินฺทฺริโย จ นิปโก จ อปฺปคพฺโภ กุเลสุ อนนุคิทฺโธ
    น จ ขุทฺทํ สมาจเร กิญฺจิ เยน วิญฺญู ปเร อุปวเทยฺยุ ํ
    สุขิโน วา เขมิโน โหนฺตุ สพฺเพ สตฺตา ภวนฺตุ สุขิตตฺตาติ.


    หญิงก็ดี ชายก็ดี ภิกษุสามเณรก็เหมือนกัน มีอย่างไรก็ใช้อย่างนั้น เลี้ยงง่ายไม่เดือดร้อนต่อผู้เลี้ยง เมื่อเขาเลี้ยงอย่างไรละก้อ บริโภคอย่างนั้น ถ้าจืดนักสิ่งใดมันมีเค็มก็ผสมกันเข้า ไม่ต้องยุ่ง เรียกโน่นเรียกนี่ต่อไป สิ่งใดมันเค็มมากก็ไปหาสิ่งที่จืดๆ มาผสมเข้า มันก็กลายเป็นของพอดี ไปเอง นี่เลี้ยงตัวอย่างนี้ เมื่อเขาเลี้ยงอย่างไรก็ไม่ให้ผู้เลี้ยงเดือดร้อน ให้ผู้เลี้ยงดีอกดีใจ ให้ ผู้เลี้ยงยินดีชื่นอกชื่นใจ เรียกว่าภิกษุสามเณรเป็นผู้เลี้ยงง่าย



    ณ บัดนี้ อาตมภาพจักได้แสดงกรณียเมตตสูตร พระสูตรนี้สมเด็จพระผู้มีพระภาค ทรงแสดงในเรื่องจิตแผ่เมตตาไปในสัตว์ เรียกว่า “สูตรประกอบด้วยเมตตา” การประกอบ ด้วยเมตตา สมเด็จพระบรมศาสดาทรงรับสั่งให้สัตว์ในโลก บริษัททั้ง 4 ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา ให้ประพฤติตัวของตัวเองให้บริสุทธิ์ ให้ถือเอาตำรับตำราพระอริยบุคคล พระอริยบุคคลประพฤติดีได้อย่างไร สูงได้อย่างไร ต่ำได้อย่างไร ท่านผู้เป็นปุถุชนพึงถือเอา เป็นเนติแบบแผนได้ ประพฤติอย่างพระอริยบุคคลชนิดนั้นแหละ ทั้งกาย ทั้งวาจา ทั้งใจ ไม่ให้ขาดตกบกพร่องนั่นแหละ ได้ชื่อว่าประกอบด้วยเมตตาอยู่แล้วอยู่ในตัว ต้องประพฤติ ตัวให้เป็นตัวอย่างที่ดีของประชุมชนในยุคนี้ และต่อไปในภาคหน้า ได้ชื่อว่าเป็นตำราอยู่แล้ว หากว่าเป็นชายประพฤติอย่างนี้ก็เป็นตำราของผู้ชาย เป็นหญิงก็ได้ชื่อว่าเป็นตำราของผู้หญิง เป็นภิกษุแก่ ปานกลาง อ่อน ได้ชื่อว่าเป็นตำราของภิกษุ เป็นสามเณรก็ได้ชื่อว่าเป็นตำรับ ตำราของสามเณร จะชี้แจงแสดงตามวาระพระบาลีใน “กรณียเมตตสูตร” ในวันนี้

    เริ่มต้นว่า กรณียมตฺถกุสเลน ยนฺตํ สนฺตํ ปทํ อภิสเมจฺจ แปลบาลีในกรณียเมตตสูตรว่า ยนฺตํ กิจฺจํ อันว่ากิจอันใด อริเยน อันพระอริยเจ้า อภิสเมจฺจ บรรลุแล้ว ปทํ ซึ่งบท สนฺตํ อันระงับแล้ว กตํ กระทำแล้ว ตํ กิจฺจํ กิจอันนั้น กุลปุตฺเตน อันกุลบุตร กรณียมตฺถกุสเลน ผู้ฉลาดในประโยชน์พึงกระทำ ดังนี้ แปลเนื้อความตามวาระพระบาลี คลี่ความเป็นสยามภาษาว่ากิจอันใดอันพระอริยบุคคลผู้บรรลุบทอันระงับกระทำแล้ว กิจอันนั้นกุลบุตรผู้ฉลาด ในประโยชน์ ควรกระทำ หรือพึงกระทำ กิจนั้นเป็นไฉน สกฺโก จ เป็นผู้อาจหาญด้วย นี่เป็น กิจอันหนึ่ง อุชู จ เป็นผู้ซื่อด้วย สุหุชู จ เป็นผู้ตรงด้วย สุวโจ เป็นผู้ว่าง่ายสอนง่าย มุทุ เป็นผู้อ่อนละไม อนติมานี ไม่มีอติมานะ สนฺตุสฺสโก เป็นผู้สันโดษ สุภโร เป็นผู้เลี้ยงง่าย อปฺปกิจฺโจ จ มีธุระน้อย ธุระไม่มาก สลฺลหุกวุตฺติ เป็นผู้ประพฤติเบากายเบาใจ สนฺตินฺทฺริโย จ เป็นผู้ประพฤติสงบแล้ว นิปฺปโก เป็นผู้มีปัญญา อปฺปคพฺโภ เป็นผู้ไม่คะนอง กุเลสุ อนนุคิทฺโธ เป็นผู้ไม่พัวพันในสกุลทั้งหลาย น จ ขุทฺทํ สมาจเร กิญฺจิ เยน วิญฺญู ปเร อุปวเทยฺยุํ วิญญูชนทั้งหลายพึงติเตียนบุคคลอื่นได้ด้วยกรรมอันใด เราไม่กระทำกรรมอันนั้น เลย วิญญูชนทั้งหลายพึงติเตียนบุคคลอื่นได้ด้วยกรรมอันใด เราไม่ประพฤติกรรมอันนั้นเลย พึงแผ่ไมตรีจิตไปในหมู่สัตว์นั้นว่าขอสัตว์ทั้งปวงจงเป็นผู้มีความสุข จงเป็นผู้มีความเกษม จงเป็น ผู้มีตนถึงซึ่งความสุขเถิด นี่เป็นเนื้อความของพระบาลี คลี่ความเป็นสยามภาษาได้ความเท่านี้

    ต่อแต่นี้จะอรรถาธิบายขยายความในกรณียเมตตสูตรนี้ต่อไป ที่เราได้เคยฟังพระ ท่านสวดมนต์หลายครั้งหลายคราแล้ว สวดอยู่เสมอในกรณียเมตตสูตรนี้ พึงฟังความให้เข้าใจ เป็นธรรมอันละเอียดสุขุมลุ่มลึก เป็นธรรมของพระอริยเจ้า ถ้าบุคคลผู้ใดประพฤติตามแนว นี้เข้า บุคคลผู้นั้นถึงเป็นปุถุชนก็ได้ชื่อว่าปุถุชนสาวกของพระศาสดา สาวกของพระศาสดา มี 2 จำพวก อริยสาวกเป็นพระโสดาแล้ว ปุถุชนสาวกเริ่มจะเป็นโสดาต่อไป ยังไม่เป็น โสดา เริ่มจะเป็นพระโสดาต่อไป นี้ได้ชื่อว่าเป็นปุถุชนสาวกของพระพุทธเจ้า ที่เป็นโสดาแล้ว สกทาคา อนาคา อรหัต จัดได้ชื่อว่าเป็นอริยสาวกทั้งนั้น ลดส่วนกว่านั้นลงมา ที่มีธรรมกาย เป็นโคตรภู หรือไม่มีธรรมกาย แต่บริสุทธิ์กาย วาจา ใจ ทันพระอริยบุคคลเหล่านั้น นี้ ได้ชื่อว่าเป็นปุถุชนสาวก เหตุนี้ในกรณียเมตตสูตรนี้ มีเนื้อความอันสุขุมลุ่มลึก จงตั้งใจ สดับตรับฟังให้เข้าเนื้อเข้าใจ

    ในเบื้องต้น แปลมคธภาษาว่า กิจนั้นใดอันพระอริยบุคคลผู้บรรลุบทอันสงบ กระทำ แล้ว อตฺถกุสเลน กิจนั้นอันบุคคลผู้ฉลาดในประโยชน์ กรณียํ พึงกระทำ นี่เข้าใจยากจริง ไม่ใช่เป็นของง่าย แปลอีกทีหนึ่งว่า กิจนั้นใดอันพระอริยบุคคล ผู้บรรลุบทอันสงบ กระทำ แล้ว กิจนั้นอันบุคคลผู้ฉลาดในประโยชน์ควรกระทำ

    ผู้ฉลาดในประโยชน์นั่นเป็นเช่นไร สกฺโก เป็นผู้อาจหาญ อาจหาญทุกประการใน ธรรมวินัยของพระศาสดา ไม่ขาดตกบกพร่อง อาจหาญในทางบริสุทธิ์กาย อาจหาญในทาง บริสุทธิ์วาจา อาจหาญในทางบริสุทธิ์ใจ ไม่มีขาดตกบกพร่องใดๆ ทำสิ่งใดด้วยกาย ต้องเอา ปัญญาเข้าสอดส่องมองเสียก่อนแล้วจึงทำ เห็นว่าไม่มีทุกข์ ไม่เดือดร้อนตน ไม่เดือดร้อน บุคคลผู้อื่น จึงทำ ถ้าเห็นว่าเดือดร้อนตน เดือดร้อนผู้อื่น ไม่ทำ อาจหาญอย่างนี้ อาจหาญ ในการดีอย่างนี้ ที่จะกล่าววาจาอันใดออกไป อาจหาญอีกเหมือนกัน เอาปัญญาเข้าสอดส่อง ดูเสียก่อน ถ้าเดือดร้อนเราก็ไม่กล่าว เดือดร้อนเขาก็ไม่กล่าว เดือดร้อนทั้งเราทั้งเขาก็ไม่ กล่าว ถ้าไม่เดือดร้อนเราจึงกล่าว ถ้าไม่เดือดร้อนเขาจึงกล่าว ถ้าไม่เดือดร้อนทั้งเราทั้งเขา จึงกล่าว นี้ก็อาจหาญในวาจา อาจหาญในทางใจ ใจจะคิดสิ่งหนึ่งสิ่งใด เดือดร้อนเราก็ไม่คิด เดือดร้อนเขาก็ไม่คิด เดือดร้อนทั้งเราทั้งเขาก็ไม่คิด ถ้าไม่เดือดร้อน เราจึงคิด ถ้าไม่ เดือดร้อนเขา จึงคิด ถ้าไม่เดือดร้อนทั้งเราทั้งเขา จึงคิด นี้อาจหาญอย่างนี้ นี่ “สกฺโก” เป็นผู้ อาจหาญ ไม่ใช่อาจหาญเรื่องอื่น ไม่ใช่อาจหาญเรื่องเหลวไหล โจรปล้น ประเทศต่อประเทศ ปะทะกัน หรือมหาโจรปล้นกัน ไม่ใช่ เป็นอาจหาญของคนพาล อาจหาญของบัณฑิตเป็น อย่างนี้ เป็นผู้อาจหาญในความดี ไม่มีความชั่วเข้าเจือปนระคนทีเดียว อาจหาญไปในส่วนดี ฝ่ายเดียว นี่ “สกฺโก” ข้อที่หนึ่ง

    อุชู จ เป็นผู้ซื่อ ลักษณะซื่อของคนน่ะซื่ออย่างไร ซื่อกาย ซื่อวาจา ซื่อใจ ซื่อทั้ง ข้างนอกข้างใน ตรงกันหมดไม่ลักลั่นกัน ซื่อจริงๆ ไม่มีคด ไม่มีเคี้ยว ไม่มีรุ้งแวงแต่อย่างหนึ่ง อย่างใด ซื่อทั้งข้างนอกข้างใน ตรงกันหมดไม่ลักลั่นกัน ไม่เถียงกัน อย่างนี้เรียกว่า “ซื่อ” อุชู แปลว่าเป็นผู้ซื่อ

    สุหุชู เป็นผู้ตรงดี ซื่อแล้วก็ตรงดี ในข้อหลังว่า ตรงดี คนที่ตรงดีน่ะเป็นอย่างไร ลักษณะตรงดีของพระอริยเจ้า ไม่มีรุ้งแวง ตรงดิ่งทีเดียว ท่านวางหลักไว้ในสังฆคุณนั่น อุชู น่ะเป็นผู้ซื่อ สุหุชู เป็นผู้ตรง อุชุปฏิปนฺโน เป็นผู้ปฏิบัติตรง นั่นแน่ะแนวนั้น เดินแนวนั้น ทั้งกาย ทั้งวาจา เดินแนวนั้น เป็นผู้ปฏิบัติตรง ตรงอย่างไร ซื่ออย่างไร ซื่อไม่มีคดเคี้ยว ถูกต้องร่องรอยทางมรรคผลทีเดียว ซื่อต่อคำของพระบรมศาสดา ไม่คดต่อธรรมของ พระบรมศาสดา นี่เป็นผู้ซื่อ ตรงตามทางมรรคผล ไม่หลีกเลี่ยงต่อทางมรรคผล ทางมรรคผล เป็นไปอย่างไร เดินทางมรรคผลให้เป็นไปอย่างนั้น ไม่คลาดเคลื่อนจากทางมรรคผล ไม่สาละวน ในกิจอื่น ตั้งใจแช่มชื่น ประคับประคองใจของตนอยู่เสมอ ให้ตรงทางมรรคผลอยู่ร่ำไปดังนี้ เป็นผู้ตรงดี อย่างนี้ว่าตรงดีทีเดียว นี่เป็นข้อที่ 3 ตรงดี

    สุวโจ ว่าง่ายสอนง่าย ว่าง่ายสอนง่ายเหมือนเด็กที่ดี หรือเหมือนคนที่เฉลียวฉลาดดี เป็นคนที่หัวอ่อน ว่าง่ายสอนง่ายอย่างไร ไม่ดื้อต่อทางมรรคผล ไม่ดื้อต่อธรรมของ พระบรมศาสดา ตรงร่องรอยธรรมของพระบรมศาสดา ถ้าให้ปฏิบัติธรรม เป็นถูกต้อง ร่องรอยละ ถ้าผิดธรรมเป็นไม่ยอมกันละ เด็ดขาด ถ้าว่าถูกธรรมละ ไม่ว่าข้อไหนเงื่อนไหน เล็กน้อยไม่เข้าใจ จะเป็นผลน้อยผลใหญ่ไม่เข้าใจ ว่าง่ายสอนง่ายนัก ถูกธรรมตรงธรรม เข้าแล้วละก็ ถ้าว่าผิดธรรมละก้อ ไม่ไปเด็ดขาดทีเดียว นี่พระศาสดาทรงรับสั่งว่า สุวโจ เป็นผู้ว่าง่ายสอนง่ายอยู่ในลักษณะ อยู่ในธรรมในพระวินัย เรื่องว่าง่ายสอนง่ายน่ะ หายากนัก ไม่ใช่เป็นของหาง่าย คนดี คนเป็นนักปราชญ์ คนเป็นบัณฑิต ภิกษุก็ดี สามเณรก็ดี อุบาสกก็ดี อุบาสิกาก็ดี ว่าง่ายสอนง่าย อยู่กับใครเบาใจ ไม่หนักใจ อยู่กับพ่อแม่ก็ไม่หนักใจ สบายอก สบายใจ เย็นอกเย็นใจ คนว่าง่ายสอนง่าย ภิกษุสามเณรอยู่กับครูบาอาจารย์ก็เย็นอกเย็นใจ สบายอกสบายใจ ว่าง่ายสอนง่าย ถ้าว่าภิกษุสามเณรว่ายากสอนยากละ เอาละ เดือดร้อน ละ ลูกหญิงลูกชายก็เหมือนกัน ว่ายากสอนยากละ พ่อแม่เดือดร้อนละ ถ้าว่าลูกหญิงว่าง่าย สอนง่าย อยู่ในโอวาทของพ่อแม่ทุกสิ่งทุกประการ ไม่คัดค้านแต่อย่างหนึ่งอย่างใด นี่เรียกว่า สุวโจ ว่าง่ายสอนง่าย พระศาสดาสรรเสริญนัก นี่เป็นกิ่งหนึ่งของทางพุทธศาสนา ว่าง่ายสอน ง่าย เป็นคนทำธรรมวินัยให้เจริญ เป็นคนเจริญในธรรมวินัยของพระบรมศาสดา สุวโจ ว่า ง่ายสอนง่าย

    มุทุ เป็นผู้อ่อนละมุนละไม ไม่ใช่อ่อนโยเย อ่อนโยเยไปเสียก็ใช้ไม่ได้ อ่อนละมุน ละไม อ่อนใช้ได้ดีตามความปรารถนาของผู้ฝึกหัด จะดัดแปลงแก้ไขอย่างหนึ่งอย่างใดก็อ่อน ละมุนละไมทุกสิ่งทุกประการ เหมือนอย่างคนแก่ หุงข้าวอ่อนละมุนละไมละก้อ คนแก่ยิ้ม เชียว ถ้าหุงข้าวแข็งกระด้างละ คนแก่หน้าเบ้เชียว ไม่สบายใจ ครูดใจสดุดใจนัก ถ้าว่าละมุน ละไมละก้อ คนแก่ชอบใจ นี้อาการที่อ่อนละมุนละไม เป็นภิกษุหรือสามเณร อยู่กับครูบา อาจารย์ ครูบาอาจารย์ก็เย็นอกเย็นใจ เหมือนคนแก่ได้พบข้าวอ่อนละมุนละไมเข้า ใจเย็น ใจสบาย แม้ลูกหญิงลูกชายจะอยู่กับมารดาบิดา ถ้าอ่อนละมุนละไม มารดาเย็นอกเย็นใจ ไม่ เดือดร้อนด้วยประการต่างๆ นานา นี้ มุทุ เป็นผู้อ่อนละมุนละไม

    อนติมานี เป็นข้อที่ 6 อนติมานี ไม่มีอติมานะ เย่อหยิ่งจองหองไม่มี ไม่มีเย่อหยิ่ง จองหองจริงๆ ทีเดียว ลูกหญิงลูกชายบางคนเย่อหยิ่งจองหองต่อพ่อแม่ กระทบกระทั่งเข้า เล็กน้อยละก้อ ใช้จมูกฟิด หมิ่นพ่อแม่เสียแล้ว เอาแล้ว นี่ร้ายกาจถึงขนาดนี้ นี่มันหยิ่งจองหอง อย่างนี้ ภิกษุสามเณรก็ดุจเดียวกัน ถ้าว่ากระทบกระทั่งเข้าเล็กๆ น้อยๆ ละก้อ เอาละไปละ สึกขาลาเพศไปเสียบ้าง ไปเสียที่ไหนๆ บ้าง นี่เอาเข้าแล้ว ถูกเข้าเล็กๆ น้อยๆ ละก้อ หัวดื้อ กระด้าง ครูบาอาจารย์เกลียดนัก พ่อแม่ก็เกลียดนัก ถ้าเป็นผู้ที่ไม่หยิ่งจองหอง เมื่อไม่หยิ่ง จองหองอย่างนี้แล้ว เป็นที่สบายใจ อยู่กับพ่อแม่เป็นที่สบายใจ ครูบาอาจารย์ ภิกษุ สามเณร อุบาสก อุบาสิกา ในพระพุทธศาสนา เป็นผู้ไม่หยิ่งจองหองแล้วเป็นที่สบายใจ พระพุทธศาสนา ชอบใจนัก ชอบอาจหาญ ชอบตักเตือน ไม่มีอติมานะ ถ้ามีอติมานะเย่อหยิ่งจองหอง เป็น เช่นนั้นละก้อ เป็นที่ไม่สบายใจ นี่เป็นคนฝ่ายเลว ฝ่ายดีก็ไม่หยิ่งจองหองเท่านั้น ไม่มีอติมานะ ทีเดียว

    สนฺตุสฺสโก เป็นผู้สันโดษ สันโดษน่ะยินดีปัจจัยตามมีตามได้ เหมือนเป็นภิกษุสามเณร เช่นนี้ ยินดีปัจจัยตามมีตามได้ ได้อย่างไรก็ยินดีอย่างนั้น มีอย่างไรก็ยินดีอย่างนี้ ไม่ก้าวก่าย เกะกะ ไม่ทำบุคคลผู้เลี้ยงให้เดือดร้อน มีนี่จะเรียกอันโน้นต่อไป อย่างชนิดนี้ไม่สันโดษยินดี ตามมีตามได้ จึงเรียกว่าเป็นผู้สันโดษ นี่เป็นข้อที่ 7 เป็นผู้สันโดษ ยินดีปัจจัยตามมีตามได้

    สุภโร เป็นผู้เลี้ยงง่าย เลี้ยงง่ายอย่างไร เหมือนอย่างกับม้าเลี้ยงง่าย หรือช้างที่เลี้ยงง่าย เขาเทียบด้วยม้าอาชาไนย เจ้าของจะให้หญ้าสด ก็เคี้ยวหญ้าสด กินตามหน้าที่ เจ้าของจะ ให้หญ้าแห้งก็เคี้ยวกินตามหน้าที่ กินจริงๆ กินจนอิ่ม ให้รำก็กินรำ ให้ข้าวสุกก็กินข้าวสุก ให้ข้าวตากก็กินข้าวตาก กินตามหน้าที่ จะให้ของชนิดไหนที่กินได้ก็กินทั้งนั้น กินโดยเคารพ กินไม่สุรุ่ยสุร่าย กินไม่กระสับกระส่าย กินด้วยตั้งอกตั้งใจ นี่ผู้เลี้ยงง่ายเป็นอย่างนี้ หญิงก็ดี ชายก็ดี ภิกษุสามเณรก็เหมือนกัน มีอย่างไรก็ใช้อย่างนั้น เลี้ยงง่ายไม่เดือดร้อนต่อผู้เลี้ยง เมื่อเขาเลี้ยงอย่างไรละก้อ บริโภคอย่างนั้น ถ้าจืดนักสิ่งใดมันมีเค็มก็ผสมกันเข้า ไม่ต้องยุ่ง เรียกโน่นเรียกนี่ต่อไป สิ่งใดมันเค็มมากก็ไปหาสิ่งที่จืดๆ มาผสมเข้า มันก็กลายเป็นของพอดี ไปเอง นี่เลี้ยงตัวอย่างนี้ เมื่อเขาเลี้ยงอย่างไรก็ไม่ให้ผู้เลี้ยงเดือดร้อน ให้ผู้เลี้ยงดีอกดีใจ ให้ ผู้เลี้ยงยินดีชื่นอกชื่นใจ เรียกว่าภิกษุสามเณรเป็นผู้เลี้ยงง่าย เป็นที่เบาใจกับครูบาอาจารย์ ลูกหญิงลูกชายเป็นผู้เลี้ยงง่าย เบาอกเบาใจกับพ่อแม่ แม้ภิกษุสามเณรอุบาสกอุบาสิกา พุทธศาสนิกชนเป็นผู้เลี้ยงง่าย เป็นที่เบาใจในทางพุทธศาสนา เพราะพระอริยบุคคลทั้งหลาย เป็นผู้เลี้ยงง่ายทั้งนั้น ไม่มีเป็นผู้เลี้ยงยากเลย เราเป็นปุถุชนประพฤติตัวให้เลี้ยงง่ายเช่นนั้น จะเป็นอายุพระศาสนา นี่เป็นข้อที่ 8 สุภโร เป็นผู้เลี้ยงง่าย

    อปฺปกิจฺโจ จ เป็นผู้มีธุระน้อย ไม่มีกิจธุระมาก พวกมีธุรกิจมากน่ะ เบื่อ อุปัชฌาย์ อาจารย์ที่ภิกษุสามเณรมีธุระมากน่ะ เบื่อ พ่อแม่ปกครองลูกหญิงลูกชายมีกิจธุระมากน่ะ เบื่อกิจธุระไม่มีจบละ เดี๋ยวกิจธุระนั้น เดี๋ยวกิจธุระนี้ เรื่อยๆ ไป นี่มีกิจธุระมากอย่างนี้ ไม่เป็น ที่พอใจในทางพุทธศาสนา ทางพระพุทธศาสนาให้มีกิจธุระน้อย ถ้ากิจธุระในธรรมวินัยละก้อ เป็นมือขวา มีมาก มีมากอยู่ทีเดียว ถ้าว่านอกจากธรรมวินัยของพระศาสดาไปแล้ว มีบ้าง เล็กน้อยเท่านั้น พอดูไป ไม่หากิจให้ยุ่งแก่อัตภาพร่างกายนัก พวกหากิจให้ยุ่งแก่อัตภาพ ร่างกายเรียกว่ามีกิจมาก ไม่เจริญในธรรมวินัยของพระศาสดา มีกิจธุระน้อย นี่เป็นข้อที่ 9 อปฺปกิจฺโจ จ เป็นผู้มีธุระน้อย

    สลฺลหุกวตฺติ ประพฤติเบากายเบาใจ ประพฤติเบากาย กายก็เบา ประพฤติเบาใจ ใจก็เบา ไม่มีบริขารมาก มีแต่พอสมควร วาจาไม่มีกังวลมาก มีแต่พอสมควร เบากายเบาใจทุกสิ่ง ไม่มี ติดข้ออันหนึ่งอันใด คล่องแคล่วกายใจ คล่องแคล่วไม่ห่วงมีใยอะไร ปลอดโปร่ง ไม่มีกังวล ห่วงใยทีเดียว นี่เป็นผู้เบากายเบาใจอย่างชนิดนี้ นี่เป็นที่ปรารถนาในพระพุทธศาสนานี้นัก นี่เป็นข้อที่ 10 สลฺลหุกวุตฺติ เป็นผู้ประพฤติเบากายเบาใจ

    สนฺตินฺทฺริโย เป็นผู้มีอินทรีย์สงบแล้ว สงบทุกอย่าง จักขุนทรีย์ ตาก็สงบ หูก็สงบ จมูกก็สงบ ลิ้นก็สงบ กายก็สงบ ใจก็สงบ สงบทุกอย่าง สงบได้แล้ว สนฺตินฺทฺริโย แปลว่า มี อินทรีย์สงบแล้ว เป็นผู้สงบกาย สงบวาจา สงบใจ นี่แหละเป็นที่ปรารถนาในพุทธศาสนา ภิกษุ สามเณร อุบาสก อุบาสิกา ประพฤติสงบกาย สงบวาจา สงบใจได้ นั่นแหละเป็นความ เจริญของพระพุทธศาสนา ถ้าสงบไม่ได้ ยังลอกแลกอยู่ ยังเป็นที่ไว้วางใจในพระพุทธศาสนา ไม่ได้ ผู้เทศน์นี่เองบอกพระอุปัชฌาย์ให้ตั้งเจ้าคณะหมวดองค์หนึ่ง ว่าควรจะได้เป็น อุปัชฌาย์แล้ว ท่านอาจารย์องค์นั้น ท่านอุปัชฌาย์ท่านตอบผู้เทศน์นี่แหละ ตายังไวเช่นนั้น คุณจะตั้งมันอย่างไร ตั้งมันก็ทำลายเสียเช่นนั้น ท่านบอกว่าตาไว อ้ายตาไว มันก็ชอบกลอยู่ เหมือนกัน และอยู่มาหน่อยหนึ่งเจ้าคณะหมวดองค์นั้นก็สึกไปเสียเลยจริงๆ อ้อ! จริงเหมือน คำของอุปัชฌาย์ท่าน นั่นแน่ะไม่สงบ สงบตานะ สงบหู สงบจมูก สงบลิ้น สงบกาย สงบใจ เป็นภิกษุจริงๆ เป็นสามเณรจริงๆ เป็นอุบาสกจริงๆ เป็นอุบาสิกาจริงๆ ไม่ลอกแลก ถ้า ลอกแลกเช่นนั้นละก้อ หาเรื่องละ ถ้าหาเรื่องเช่นนั้นละก้อ ไม่งอกงามในธรรมวินัยของ พระศาสดา ต้องประพฤติสงบกาย สงบวาจา สงบใจ จริงๆ ลงไป สงบตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ลงไป อินทรีย์สงบเสียได้แล้ว นี่เป็นที่ปรารถนาในพุทธศาสนาเป็นภิกษุสามเณรก็จะงอกงาม ในธรรมวินัยของพระศาสดา เป็นอุบาสกอุบาสิกาก็จะงอกงามในธรรมวินัยของพระศาสดา เพราะสงบอินทรีย์เสียได้แล้ว นี่ข้อที่ 11 สินฺตินฺทฺริโย เป็นผู้มีอินทรีย์สงบแล้ว

    ข้อที่ 12 นิปฺปโก เป็นผู้มีปัญญา ลักษณะมีปัญญาในธรรมวินัยของพระศาสดาน่ะ เป็นประโยชน์นัก ว่าลักษณะท่านวางตำราไว้เช่นนี้ เป็นผู้มีปัญญาแล้วทำความเจริญเท่าไร ก็ได้ ทำความเจริญอย่างไร ประพฤติตัวเสียให้เรียบร้อย เป็นไปตามตำรับตำราที่ได้กล่าวมา ดังนี้ เราชวนผู้ประพฤติเรียบร้อยเหมือนตัวนั่นแหละ ให้ได้สักคน หนึ่งเดือนให้ได้สักคน ก็เอา 2 เดือนได้สัก 2 คน 3 เดือนได้สัก 3 คน 4 เดือนได้สัก 4 คน พอครบ 12 เดือนก็ได้ 12 คน นั่นมีพวก 12 คนแล้วนะ เอาอีกปีหนึ่ง ปีที่ 2 อีก 12 ก็ 24 แล้วนะ เอาอีกปีนะ 12 คน นี่ 36 แล้วนะ 4 ปีเท่านั้น 48 มีพวกสงบดีได้ 48 ทีนี้หลายๆ ปีเข้าเป็นอย่างไร ก็สงบอย่างนั้น ถ้าผู้มีปัญญาชวนอย่างนั้น ผู้มีปัญญา แก้ไขเอาหมู่พวกได้เช่นนั้น ถ้าหากว่าเป็นภิกษุก็ได้เป็นคณาจารย์องค์หนึ่ง ถ้าเป็นสามเณร ก็ได้เป็นคณาจารย์องค์หนึ่ง ถ้าเป็นอุบาสกก็ได้เป็นหัวหน้าคนหนึ่ง เป็นอุบาสิกาก็ได้เป็น หัวหน้าอุบาสิกาคนหนึ่ง นี่คนมีปัญญาสำคัญนัก พุทธศาสนาประสงค์คนมีปัญญาอย่างนี้ คนมีปัญญาไม่กระทบกระเทือนบุคคลผู้ใด อยู่ในสถานที่ใด ไม่กระทบกระเทือนผู้ใด ทำแต่ ประโยชน์ให้เขาเท่านั้น บำบัดโทษประกอบประโยชน์ให้เขาเท่านั้น นี่คนมีปัญญานะ สำคัญนัก แต่ว่าปัญญาตื้นหรือปัญญาลึกเท่านั้น นี้แง่สำคัญ เข้ามาบวชในพระพุทธศาสนา ของพระศาสดา เป็นภิกษุก็ดี อุบาสกอุบาสิกาก็ดี เมื่อเป็นภิกษุสามเณรต้องเป็นภิกษุ สามเณรจริงๆ คนมีปัญญาเป็นอุบาสกอุบาสิกาจริงๆ เป็นอุบาสกต้องหาเพื่อนอุบาสกมา เป็นอุบาสิกาก็ต้องหาเพื่อนอุบาสิกามา เป็นภิกษุก็หาเพื่อนภิกษุมา เป็นสามเณรก็หาเพื่อน สามเณรมา นี่คนมีปัญญา พระบรมศาสดาทรงรับสั่งธรรมิกอุบาสกว่าเป็นคนมีปัญญา ธรรมิก อุบาสกมีอุบาสก 500 เป็นหมู่พวก พระองค์รับสั่งว่า ปณฺฑิตปุริโส กับธรรมิกอุบาสก แปลเป็นภาษาไทยว่า ท่านผู้ดำเนินด้วยคติของปัญญาเกษมอย่างนี้ นี่ทว่ามีปัญญาอย่างนี้ ก็จะเอาตัวรอดได้ ไม่ต้องมีเงินมีทองดอก เงินทองน่ะเขาแสวงหากันมา แสวงหาในดินก็มี ไปพลิกแผ่นดินไถไร่ไถนาทำสวนเข้า ก็เขาหาเงินหาทองในแผ่นดิน เขาหาเงินหาทองบน ต้นไม้ก็มี บนต้นไม้ก็ไปทำน้ำตาลเข้าไป เอาลูกไม้มาขาย เอาดอกไม้มาขาย นี่เขาหาเงิน บนต้นไม้ เขาหาเงินในทะเลก็มี เขาหาแปลกๆ กัน วิธีหาเงินหาทองต่างๆ แต่ว่าเงินทองน่ะ อยู่ที่ไหน ที่แน่แท้ลงไปทีเดียวน่ะ พวกหาเงินหาทองเหล่านี้ บางคนก็ถูกเหมาะดี บางคน ไม่ถูก แท้ที่จริงเงินทองน่ะอยู่ที่คนนะ เงินทองอยู่ที่คนนะ พระเจ้าแผ่นดินท่านปกครองหมด ประเทศท่านเรียกเอาเงินที่คนไปใช้ ใช้ไม่หวาดไม่ไหว ท่านเป็นผู้ปกครองประเทศ ท่าน เรียกเงินใช้ไม่หวาดไม่ไหว นั่นคนมีปัญญา คนมีปัญญาอยู่ที่นั่น พุทธศาสนาเห็นลึกซึ้ง พระพุทธเจ้าท่านเห็นว่าศาสนาของท่านจะอยู่ได้ด้วยข้าวปากหม้อ นั่นแหละอยู่ได้แท้ๆ ทีเดียว ศาสนาท่านตั้งไว้ที่นั่นเอง เอาไว้ที่ข้าวปากหม้อ นั่นแหละอยู่ได้ ท่านก็แก้ไขทีเดียว ท่านบิณฑบาตเช้า เอาข้าวปากหม้อ เอาก่อนด้วยหนา ไปแต่เช้าทีเดียว พอตักข้าวปาก หม้อ เอาก่อนทีเดียว เอาเสียทัพพี ทัพพีๆๆ พอฉันแล้วก็กลับ ฉันเสีย ทำกิจพุทธศาสนา จริงๆ แต่ว่าฉันข้าวปากหม้อเรื่อยไป มีอย่างนี้ พุทธศาสนาอยู่ได้อย่างนี้ นี่คนมีปัญญา ลึกซึ้ง ถ้าหากว่าเราจะทำเอง ตั้งแบบตำรับตำราของเราเอง ท้องของตัวไปฝากคนอื่นเหมือน พุทธศาสนาเช่นนี้ เราทำไม่ได้ หลักฐานเราไม่พอ ทำไม่ได้เป็นแน่ ถ้าว่าพระพุทธเจ้าทำได้ วางตำราไว้ได้ เมื่อท่านวางตำราไว้เช่นนี้แล้วให้ถือเป็นตำราทีเดียว เมื่อคนมีปัญญาวาง ตำราไว้อย่างนี้ เรารักษาทีเดียว เข้ารักษาความบริสุทธิ์กาย บริสุทธิ์วาจา บริสุทธิ์ใจ ให้ตาม แนวพระพุทธเจ้าพระอรหันต์ทีเดียว แล้วก็เดินตามแนวพระพุทธเจ้าพระอรหันต์ หาพวกเข้า มากๆ เมื่อได้พวกมากขึ้นเท่าไร ก็พวกมากเขาดูแลกันเอง เขาอุปการะกันเอง ไม่เดือดร้อน ดอก ฉลาดอย่างนี้ละก็ เป็นภิกษุได้ตลอดชาติ เป็นสามเณรได้ตลอดชาติ เป็นอุบาสก อุบาสิกาได้ตลอดชาติ ไม่เดือดร้อนอันใด นี่ นิปฺปโก เป็นผู้มีปัญญา ปัญญาสำคัญนัก

    อปฺปคพฺโภ ไม่คะนอง ไม่คะนองน่ะเป็นอย่างไร ลักษณะคะนองเป็นอย่างไร ลักษณะ คะนองน่ะ ไม่ว่ามือ ไม่ว่าตา หู ไม่ว่าทั้งนั้น สอดไป สอดตาไป สอดหูไป สอดจมูกไป สอดลิ้นไป สอดกายไป สอดใจไป คอยรับสัมผัสอยู่เสมอไป อย่างนี้ก็เป็นคะนองส่วนหนึ่ง ในอายตนะ อปฺปคพฺโก ไม่คะนองน่ะ ตามปกติกายจะเดินก็เดินตามปกติ ไม่ลอกแลก ไม่ เหลวไหล ไม่หลุกหลิก วาจาจะพูดก็พูดปกติ ไม่ลอกแลก ไม่เหลวไหล ไม่หลุกหลิก พูด โดยตรงโดยซื่อ ใจจะคิดสิ่งหนึ่งสิ่งใดก็ไม่โลดโผนเกินไป สิ่งที่ควรเป็นธรรมเป็นวินัยก็คิดไป สิ่งไม่ใช่ธรรมไม่ใช่วินัยก็ไม่คิด อปฺปคพฺโภ ผู้ไม่คะนอง กายก็ไม่คะนอง วาจาก็ไม่คะนอง คะนองกายก็กระดิกนิ้วกระดิกมือตามหน้าที่ นั่งอยู่ก็ไม่ปกติ กระดิกนิ้วกระดิกมือ หยิบโน่น หยิบนี่ไป อย่างชนิดนั้นเขาเรียกว่าคะนองกาย คะนองวาจา วาจาก็ร้องเพลง ร้องกานท์ไป เอาเรื่องเหลวๆ ไหลๆ มาพูดไป เอาเรื่องโน่นเรื่องนี่มาพูดไป อย่างนี้พวก คะนองวาจา คะนองกาย คะนองวาจา นี่เรียก ปคพฺโภ คพฺโภ ผู้คะนอง อปฺปคพฺโภ แปลว่า ผู้ไม่คะนอง ไม่คะนองทีเดียว กาย วาจา สงบเรียบร้อยทีเดียว ไม่คะนองกาย ไม่คะนองวาจา

    กุเลสุ อนนุคิทฺโธ ไม่พัวพันในสกุลทั้งหลาย เป็นข้อที่ 14 ตระกูลใดตระกูลหนึ่ง ไม่พัวพัน ไม่แตะต้อง พวกพัวพันในสกุลน่ะจะต้องเกิดทะเลาะวิวาทบาดหมางกัน ภิกษุ สามเณรพัวพันในสกุลจะต้องเกิดทะเลาะวิวาทบาดหมางกัน อุบาสกอุบาสิกาพัวพันในสกุล จะต้องทะเลาะวิวาทบาดหมางกัน แถกกันด้วยตา ว่ากันด้วยปากต่างๆ อิจฉาริษยากัน ต่างๆ เพราะพัวพันในสกุล ในสกุลอุปัฏฐาก ผู้บำรุงตน ผู้พอกเลี้ยงตน ผู้ให้ความสุขแก่ตน ถ้าว่าพัวพันในสกุลแล้วโทษร้ายนัก

    มีภิกษุครั้งพุทธกาลรูปหนึ่งบวชมา 12 ปีแล้ว ไปในบ้านช่างแก้วมา 12 ปีเหมือน กัน ตั้งแต่บวชมาอยู่ในบ้านช่างแก้ว ถึงเวลาเขาก็ไปพอกเลี้ยงในบ้าน ถวายอาหาร บิณฑบาต อิ่มแล้วก็ไปทำอะไรไปเถอะ ถึงเวลาแล้วไปฉันที่บ้านเขา วันหนึ่งพ่อค้าเขาเอา แก้วดวงหนึ่งมีค่ามาก เอามาจ้างช่างแก้วให้เจียระไน ช่างแก้วก็รับเขาด้วยมือที่กำลังหั่นเนื้อ มือเปื้อนเลือด พอรับแก้วไว้ เลือดก็ไปติดดวงแก้วนั่นที่รับไว้นั้น เจ้านกกระเรียนที่เลี้ยงไว้ ตัวหนึ่งเห็นก้อนแก้วอยู่บนเขียงหั่นเนื้อเชือดเนื้อ เข้าใจว่าเป็นก้อนเนื้อชิ้นเนื้อ นกกระเรียน คว้าปุบเข้าท้องไปแล้ว พระเถระกำลังฉันจังหันอยู่นั่น ท่านก็เห็นเหมือนกันว่าก้อนแก้วนั่น นกกระเรียนเอาเข้าท้องไปเสียแล้ว ช่างแก้วมาถึง โอ! พระคุณเจ้า แก้วผมวางไว้บนเขียงนี่ หายไปไหนล่ะนี่ พระเถระท่านก็นิ่งเสีย ถามท่านหนักเข้าหนักเข้า ท่านก็นิ่งอยู่ร่ำไป ท่านกลัว นายช่างแก้วจะไปฆ่านกกระเรียนเข้า ท่านจะเป็นบาปด้วย ท่านก็นิ่งเสีย ไม่มีใครละ พระผู้ เป็นเจ้า ก้อนแก้วของกระผมวางไว้ที่นี่มีค่ามาก ตัวและครอบครัวของกระผมก็ไม่พอค่าแก้วนี่ ที่จะใช้เขา พระคุณเจ้าเห็นอย่างไรบ้างจงกรุณากระผมเถิด อย่าให้กระผมเป็นข้าเขาเลย ว่ากัน หนักเข้าหนักเข้าท่านก็นิ่งเสีย นิ่งหนักเข้าหนักเข้า ไม่มีใครละ พระผู้เป็นเจ้านี่แหละเอาไป เอาแล้วเอาเชือกมารัดหัวเข้าแล้ว ขันหัวพระเถระเข้าแล้ว ขันเสียตึงเชียว ขันหัวแล้วเอาไม้ ตีกบาลด้วย ตีเสียจนกระทั่งเลือดไหลออกทางตา นกกระเรียนเห็นเลือดเข้า มันก็จะมากิน อ้ายเลือดนั่น ตีพระเถระเสียป่นปี้แต่ว่ายังไม่ตายเท่านั้นแหละ พออ้ายนกกระเรียนเข้ามา แกกำลังบ้าระห่ำของแก กำลังจะตีพระเถระนั่น แกก็เอาเท้าตะหวัดนกกระเรียนเข้าให้ที่ คอพับทีเดียว นกกระเรียนลงไปดิ้นผับๆๆ พระเถระก็ถามพ่อช่างแก้ว ว่านกกระเรียนนั่น ตายแล้วหรือยัง ตายไม่ตายก็พระผู้เป็นเจ้าอย่าพูดไปเลย พระผู้เป็นเจ้าไม่ให้แก้วแก่กระผม ก็ต้องตายเหมือนนกกระเรียนนั่นแหละ ไม่ต้องสงสัยละ เอาซี พอเห็นนกกระเรียนตายสนิทดี ท่านก็บอกว่าเบาๆ เชือกเถอะ ผ่อนเชือกเถอะจะบอกให้ อ้ายบุรุษก็ไม่เบา หนักขึ้นทุกที เหมือนกัน นกกระเรียนนั่นตายแน่ เห็นว่าตายแน่ พอแน่แล้วก็บอกว่า นั่นแน่พ่อคุณ ก้อนแก้วอยู่ในท้องนกกระเรียนนั่นแน่ อ้ายช่างแก้วก็ไปจับนกกระเรียนที่ตายแล้วนั่นเชือด เอาก้อนแก้วออกมา โด่อยู่ในท้องนกกระเรียนนั่น โอย! ทีนี้ลงกราบพระผู้เป็นเจ้าทีเดียว กระผมได้พลาดพลั้งไปแล้ว ขอพระคุณเจ้าจงงดโทษให้กระผมเถอะ พระเถระจึงว่า ฉันไม่ เอาโทษเอากรรมอะไรหรอก ไม่มีโทษกับฉันหรอก แต่ว่าปรโลกเขาจะไม่ยอมละกระมัง ฉัน ไม่รู้จะว่ากระไรเขานี่ ก็เธอทำของเธอเองนี่ เอากันละทีนี้ อ้อนวอนพระเถระให้งดโทษให้ตน ที่ตนได้กระทำไปแล้ว นี้พัวพันในสกุล ตั้งแต่นั้นต่อไปพระเถระปฏิญาณในใจแล้ว ตั้งแต่นี้ ต่อไปมีชีวิตเป็นอยู่ จะไม่เกี่ยวข้องกับสกุลใด จะแสวงหาอาหารบิณฑบาตเลี้ยงชีพจนตลอดชีวิต ตั้งใจสนิททีเดียว เท่านั้นพระคุณเจ้าไม่เข้าติดสกุลใดเลย เข็ด นี่ก็พัวพันในสกุลเป็นโทษ อย่างนี้ ภิกษุในครั้งพุทธกาลน่ะสึกไปมากมายเพราะพัวพันในสกุล ในครั้งนี้ก็สึกมากมาย เหมือนกัน พัวพันในสกุล นี่ต้องคอยระแวดระวัง ภิกษุสามเณรพัวพันในสกุลเป็นข้อสำคัญนัก

    14 ข้อธรรมเหล่านี้สำหรับพระอริยบุคคล ท่านประพฤติมาเป็นตำรับตำราที่แสดง มาแล้วในกรณียเมตตสูตร แก้ด้วยเมตตานี้ เมื่อประพฤติดีทั้ง 14 ข้อนี่แล้ว ไม่มีช่องเสีย ความประพฤติไม่มีผิดธรรมผิดวินัยเลย ถ้าประพฤติได้อย่างนี้ได้ชื่อว่าตัวเองแหละ เมตตา อยู่ในตัวเอง ไปอยู่ในสถานที่ใดๆ ก็ตัวเองแหละ เมตตาอยู่ในตัวเอง ได้ชื่อว่าทำความดีให้ แก่ตน และความดีที่ตนทำแล้วนั้นไปเป็นตัวอย่างของบุคคลอื่นต่อไป เป็นตำรับตำราของ บุคคลอื่นต่อไปด้วยประการดังนี้ ใน 14 ข้อนี้ อริยะนักปราชญ์ติเตียนบุคคลอื่นได้ด้วยประการ ใด ได้ด้วยกรรมอันใด ไม่ควรประพฤติกรรมอันนั้นจนตลอดชีวิต ควรตั้งจิตแผ่ไมตรีจิตไปว่า “ขอสัตว์ทั้งหลายทั้งสิ้นจงเป็นผู้มีสุข จงเป็นผู้เกษมสำราญ จงเป็นผู้มีตนถึงซึ่งความสุขเถิด” ให้ตั้งใจลงไปว่า แผ่ไมตรีจิตลงไปว่า สัตว์ทั้งหลายทั้งสิ้น หรือสัตว์ทั้งหลายหมดทั้งสิ้น จงเป็น ผู้มีสุข จงเป็นผู้มีความเกษมสำราญ จงเป็นผู้มีตนถึงซึ่งความสุขเถิด เมื่อประพฤติดีเช่นนี้ แล้วให้ตั้งใจอย่างนี้ ให้ผู้อื่นประพฤติดีได้เหมือนอย่างกับตัวบ้าง ให้ตั้งใจอย่างนี้ นี่แหละเป็น เมตตานิสังสกถา

    ที่ชี้แจงแสดงมาแล้วนี้ ยังหาจบกรณียเมตตสูตรไม่ ใน 3 ส่วนเพียงส่วนเดียวเท่านั้น และจะแสดงเป็นลำดับต่อไป ที่ได้ชี้แจงแสดงมานี้ตามวาระพระบาลีคลี่ความเป็นสยามภาษา ตามมตยาธิบาย พอสมควรแก่เวลา เอเตน สจฺจวชฺเชน ด้วยอำนาจความสัตย์ที่ได้อ้าง ธรรมปฏิบัติ ตั้งแต่ต้นจนอวสานนี้ สทา โสตฺถี ภวนฺตุ เต ขอความสุขสวัสดีจงบังเกิดมีแด่ ท่านทั้งหลาย บรรดามาสโมสรในสถานที่นี้ทุกถ้วนหน้า อาตมภาพชี้แจงแสดงมาพอสมควร แก่เวลา สมมติว่ายุติธรรมีกถาโดยอรรถนิยมความเพียงเท่านี้ เอวํ ก็มีด้วยประการฉะนี้.
     
  14. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร เป็นที่รู้จักกันดี ทีมงาน ทีม ธรรมทาน ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    14,267
    กระทู้เรื่องเด่น:
    220
    ค่าพลัง:
    +56,483
    กรณียเมตตสูตร (ต่อ)


    lphor_tesna_vn.jpg


    1 มิถุนายน 2497

    นโม ตสฺส ภควโต อรหโต สมฺมาสมฺพุทฺธสฺส. (3 หน)



    เย เกจิ ปาณภูตตฺถิ ตสา วา ถาวรา วา อนวเสสา
    ทีฆา วา เย มหนฺตา วา มชฺฌิมา รสฺสกา อณุกถูลา
    ทิฎฺฐา วา เย จ อทิฎฺฐา เย จ ทูเร วสนฺติ อวิทูเร
    ภูตา วา สมฺภเวสี วา สพฺเพ สตฺตา ภวนฺตุ สุขิตตฺตา
    น ปโร ปรํ นิกุพฺเพถ นาติมญฺเญถ กตฺถจิ นํ กิญฺจิ
    พฺยาโรสนา ปฏีฆสญฺญา นาญฺญมญฺญสฺส ทุกฺขมิจฺเฉยฺย
    มาตา ยถา นิยํ ปุตฺตํ อายุสา เอกปุตฺตมนุรกฺเข
    เอวมฺปิ สพฺพภูเตสุ มานสมฺภาวเย อปริมาณํ
    เมตฺตญฺจ สพฺพโลกสฺมึ มานสมฺภาวเย อปริมาณํ
    อุทฺธํ อโธ จ ติริยญฺจ อสมฺพาธํ อเวรํ อสปตฺตํ
    ติฏฺฐญฺจรํ นิสินฺโน วา สยาโน วา ยาว ตสฺส วิคตมิทฺโธ
    เอตํ สตึ อธิฏฺเฐยฺย พฺรหฺมเมตํ วิหารํ อิธมาหุ
    ทิฏฺฐิญฺจ อนุปคมฺม สีลวา ทสฺสเนน สมฺปนฺโน
    กาเมสุ วิเนยฺย เคธํ น หิ ชาตุ คพฺภเสยฺยํ ปุนเรตีติ.
    ณ บัดนี้ อาตมภาพจักได้แสดงกรณียเมตตสูตร ซึ่งยังค้างอยู่ในสัปดาห์ที่ล่วงไปแล้ว นั้น กรณียเมตตสูตรนั้นที่แสดงไปแล้วเพียงแต่ส่วนเบื้องต้น ยังขาดส่วนที่ 2 อยู่ วันนี้จะ แสดงในส่วนเบื้องปลายในกรณียเมตตสูตร ตามวาระพระบาลี เพื่อปฏิการสนองประคอง ศรัทธา ประดับสติปัญญา คุณสมบัติของท่านผู้พุทธบริษัททั้งคฤหัสถ์บรรพชิต บรรดามา สโมสรในสถานที่นี้ทุกถ้วนหน้า

    เริ่มต้นตามวาระพระบาลีว่า เย เกจิ ปาณภูตตฺถิ ตสา วา ถาวรา วา อนวเสสา สัตว์มี ชีวิตทั้งหลายเหล่าใดเหล่าหนึ่งมีอยู่ ยังสะดุ้งอยู่หรือว่ามั่นคงแล้วทั้งสิ้นไม่เหลือเลย ทีฆา วา เย มหนฺตา วา เหล่าใดตัวยาว เหล่าใดตัวใหญ่ เหล่าใดเป็นปานกลาง เหล่าใดตัวสั้น เหล่าใด ผอม เหล่าใดพี เหล่าใดที่เราเห็นแล้วก็ดี หรือว่ายังไม่เห็นก็ดี เหล่าใดอยู่ในที่ไกลก็ดี อยู่ใน ที่ไม่ไกลก็ดี เกิดแล้วหรือว่ายังจะพึงเกิดต่อไป หรือว่ากำลังเกิดอยู่ ขอสัตว์ทั้งปวงเหล่านั้น จงเป็นผู้มีตนอยู่เป็นสุขเถิด น ปโร ปรํ นิกุพฺเพถ สัตว์อื่นอย่าข่มเหงสัตว์อื่นเลย นาติมญฺเญถ กตฺถจิ นํ กิญฺจิ ไม่ควรดูถูกอะไรๆ เขา ในที่ใดๆ เลย ไม่พึงปรารถนาทุกข์แก่กันและกัน เพราะความนิโรธโกรธเคือง เพราะความคุมแค้นอาฆาตพยาบาท มารดาผู้ถนอมบุตรคนเดียว ผู้เกิดแล้วในตนไว้ด้วยอุบายฉันใด เอวมฺปิ สพฺพภูเตสุ มานสมฺภาวเย อปริมาณํ ควรพึงเจริญ เมตตาที่มีในใจไม่มีประมาณในสัตว์ทั้งหลาย แม้ฉันนั้น เมตฺตญฺจ สพฺพโลกสฺมึ มานสมฺภาวเย อปริมาณํ บุคคลเจริญเมตตาที่มีในใจไม่มีประมาณในเบื้องบน หรือในเบื้องต่ำ หรือในเบื้อง ขวาง อสมฺพาธํ อเวรํ อสปตฺตํ เป็นธรรมอันไม่คับแคบ ไม่มีเวร ไม่มีศัตรู ติฏฺฐญฺจรํ นิสินฺโน วา สยาโน วา ยาว ตสฺส วิคตมิทฺโธ ผู้มีเมตตายืนอยู่ก็ดี เดินไปก็ดี นั่งแล้วก็ดี นอนแล้วก็ดี เป็นผู้ปราศจากความง่วงนอนเพียงใด เอตํ สตึ อธิฏฺเฐยฺย ผู้มีเมตตาพึงตั้งสติไว้เพียงนั้น เพราะสติที่ไม่ง่วงนอนนั่นมันแจ่มใสดี พึงตั้งสติอันนั้นไว้ พึงรักษาสติอันนั้นไว้ไม่ให้คลาด เคลื่อน ผู้สงบระงับ ผู้ถึงพร้อมด้วยทัศนะ คือ พระโสดาปัตติมรรค กาเมสุ วิเนยฺย เคธํ พึงนำความหมกมุ่นในกามทั้งหลายออก เป็นผู้ไม่ถึงในความนอนภพต่อไปอีกโดยแท้ทีเดียว นี้เนื้อความของพระบาลีคลี่ความเป็นสยามภาษาได้ความเท่านี้

    ต่อแต่นี้จะอรรถาธิบายในกรณียเมตตสูตรเป็นลำดับลงไปว่า ในเบื้องต้นที่แสดงมาแล้ว ในสัปดาห์ก่อนโน้น การเจริญเมตตาว่า ขอสัตว์ทั้งหลายทั้งปวงจงเป็นผู้มีใจตั้งอยู่เป็นสุขเถิดนี้ ให้ตั้งใจลงไปว่า สัตว์มีชีวิตทั้งหลายเหล่าใดเหล่าหนึ่งที่มีอยู่ ยังสะดุ้งอยู่ ยังมีตัณหาเครื่อง สะดุ้ง หรือว่ามั่นคงแล้ว นี่ไม่สะดุ้ง หรือเรียกว่าไม่มีตัณหา อนวเสสา ทั้งสิ้นไม่เหลือเลย ทั้งหมด สัตว์มีเท่าไรทั้งหมดปรากฎไม่เหลือเลย ให้วางใจตั้งใจลงไปดังนั้น สัตว์เหล่าใดมี ตัวยาว ยาวเท่าไรก็ช่าง อย่างพญานาคที่ตัวยาวๆ หรืองูตัวยาวๆ ชนิดใดก็ช่าง ที่มีตัวยาวๆ ทีฆา วา เย มหนฺตา หรือเหล่าใดมีตัวใหญ่ ใหญ่เท่าไรก็ช่าง จนกระทั่งสุดใหญ่ มชฺฌิมา วา หรือว่าปานกลาง มีตัวปานกลาง รสฺสกา หรือมีตัวสั้น อณุกถูลา หรือว่ามีร่างผอมหรือพี ผอมและอ้วนมีมากน้อยเท่าไร ให้ตั้งใจรู้สึกในใจดังนี้ ทิฏฺฐา วา เย จ อทิฏฺฐา ที่เราเห็นอยู่ แล้ว หรือมิได้เห็นก็ดี ให้ตั้งใจดังนี้ เย จ ทูเร วสนฺติ อวิทูเร เหล่าใดอยู่ในที่ไกล หรือว่า อยู่ในที่ไม่ไกล ไกลจนกระทั่งเราไม่เห็น หรือว่าไม่ไกล อ้ายไม่ไกลอยู่ที่ใกล้ หรือว่าเกิดแล้ว ก็ดี หรือว่ากำลังจะเกิดก็ดี ขอสัตว์ทั้งปวงเหล่านั้นจงเป็นผู้มีตนอยู่เป็นสุขเถิด ให้ตั้งใจอย่างนี้ เป็นเมตตาในธรรมวินัยของพระบรมศาสดา ขอสัตว์ทั้งปวงเหล่านั้นจงเป็นผู้มีตนอยู่เป็นสุข เถิด ให้ตั้งใจอยู่อย่างนี้ ที่เราเป็นภิกษุสามเณร อุบาสกอุบาสิกา ให้ตั้งใจเมตตาในสัตว์เหล่านี้ ดังนี้

    เมื่อตั้งใจอย่างนี้แล้ว อีกท่อนหนึ่ง น ปโร ปรํ นิกุพฺเพถ สัตว์อื่นอย่าข่มเหงสัตว์อื่น เลย นาติมญฺเญถ กตฺถจิ นํ กิญฺจิ อย่าดูหมิ่นอะไรๆ เขา ในที่ใดๆ เลย การดูหมิ่นเขาน่ะ มันมีอยู่ทุกคน ภิกษุก็ดูหมิ่นภิกษุ สามเณรก็ดูหมิ่นสามเณร ภิกษุดูหมิ่นสามเณร สามเณร ดูหมิ่นภิกษุ ดูหมิ่นกัน ดูหมิ่นกันต้องเกิดเรื่อง ไม่ได้รับความสุข หรืออุบาสกอุบาสิกาก็ ดูหมิ่นกัน อุบาสกก็ดูหมิ่นอุบาสก ในอุบาสกซึ่งกันและกันเอง หรืออุบาสิกาดูหมิ่นอุบาสิกา ในอุบาสิกาซึ่งกันและกันเอง หรืออุบาสกดูหมิ่นอุบาสิกา หรืออุบาสิกาดูหมิ่นอุบาสก หรือ ชนชาวบ้านดูหมิ่นชาววัด หรือชาววัดดูหมิ่นชาวบ้าน การดูหมิ่นกันอย่างนี้แหละปราศจาก เมตตาในกันและกัน ให้กลับใจเสียใหม่ ภิกษุก็ไม่ดูหมิ่นภิกษุ ในชั้นสูง ชั้นกลาง ชั้นต่ำ สามเณรก็ไม่ดูหมิ่นสามเณร ในชั้นสูง ชั้นกลาง ชั้นต่ำ หรือภิกษุไม่ดูหมิ่นสามเณร สามเณร ไม่ดูหมิ่นภิกษุ หรือคนมั่งมีดูหมิ่นคนจน หรือคนจนดูถูกคนมี หรือคนชั้นสูงดูถูกคนชั้นต่ำ คนชั้นต่ำดูถูกกันเอง บางทีดูหมิ่นเขาไม่รู้ตัวว่าดูหมิ่นเขา ดูหมิ่นเป็นอย่างไร คำ “ดูหมิ่น” น่ะ เขาเล็กกว่าสู้ไม่ได้ พูดเอาตามชอบใจ ว่าเอาตามชอบใจ ไม่ไพเราะ พูดอย่างกักขฬะๆ หยาบ ช้ากล้าแข็ง บ้างด่าว่าเขาต่างๆ ชอบอกชอบใจ เหล่านี้เรียกว่าดูหมิ่นเขาอยู่แล้ว ถึงเขาจนก็ ดูหมิ่น พูดไม่เคารพคารวะในกันและกัน พูดใช้เสียงกระด้างไม่น่าฟังถ้อยคำเหล่านั้น ตวาด ขู่ด้วยประการต่างๆ เหล่านี้ดูหมิ่นเขา อ้ายลักษณะดูหมิ่นเป็นข้อสำคัญนัก เขาจึงได้ยืนยัน ไว้ว่า เรือนยอดที่จะทำลายลงด้วยไฟไหม้น่ะเพราะไหม้แต่เรือนย่อยขึ้นไป กระต๊อบกระท่อม ที่ปลูกอยู่ข้างๆ เรือนยอดนั่นแหละ ไหม้เรือนเล็กๆ ขึ้นก่อน แล้วก็ไปไหม้เรือนยอดนั่นฉันใด ก็ดี แง่นี้แหละความร้อนเกิดจากชั้นน้อยขึ้นมาไหม้เรือนยอดได้ เจ้าครองประเทศ หรือ ผู้ครองประเทศจะได้รับความอับปาง เกิดปฏิวัติขึ้นก็เพราะผู้ใหญ่ดูหมิ่นผู้น้อย หรือไม่ฉะนั้น ผู้น้อยเมื่อถูกดูหมิ่นดูถูกด้วยประการใดประการหนึ่ง ก็จำเอาไว้ได้ สมัครพรรคพวกมากขึ้นก็ ลงโทษผู้ใหญ่เหมือนในคอมมิวนิสต์ บัดนี้ที่จะเกิดลุกลามกันใหญ่โตเช่นนี้ เพราะผู้คนชั้นสูง ดูหมิ่นผู้คนชั้นต่ำ คนมั่งมีดูถูกคนจน เมื่อเป็นเช่นนี้เกิดเข้าปล้นกัน เกิดเป็นคอมมิวนิสต์ขึ้น นี่เพราะเหตุพูดจาไม่เพราะ ดูถูกดูหมิ่นกัน จึงได้เกิดรบราฆ่าฟันกันเช่นนี้ ถ้าแม้ไม่ดูถูก ดูหมิ่นซึ่งกันและกันแล้ว ไหนเลยจะเกิดรบราฆ่าฟันกันเช่นนี้เหตุนี้ ถ้าภิกษุสามเณร อุบาสก อุบาสิกา รู้จักเช่นนี้แล้ว ให้เลิกดูหมิ่นกันเสีย ไม่ดูหมิ่นใครๆ ละ เลิกดูหมิ่นเสีย ตั้งอยู่ใน เมตตา เมื่อเจอผู้ใหญ่ก็ตั้งอยู่ในเมตตารักใคร่ปรารถนาจะให้เป็นสุข เมื่อเจอผู้ปานกลางก็ ตั้งอยู่ในเมตตารักใคร่ปรารถนาจะให้เป็นสุข เมื่อเจอผู้ต่ำก็ตั้งอยู่ในเมตตารักใคร่ปรารถนา จะให้เป็นสุข เมื่อตั้งอยู่เช่นนี้ ตามบาลีว่า น ปโร ปรํ นิกุพฺเพถ แปลว่าผู้อื่นไม่พึงดูหมิ่น ผู้อื่น นาติมญฺเญถ กตฺถจิ นํ กิญฺจิ นี้เรียกว่า ไม่พึงดูหมิ่นอะไรๆ เขาในที่ไรๆ

    มารดาผู้ถนอมกล่อมเกลี้ยงแต่บุตรที่เกิดในตนผู้เดียว ยอมพร่าชีวิตของตนได้ด้วย ความรักลูกแม้ฉันใด บุคคลผู้ประกอบเมตตา บุคคลผู้ตั้งอยู่ในเมตตา บุคคลผู้เจริญเมตตา พึงตั้งจิตดวงนั้นไว้ จิตดวงของมารดาที่พร่าชีวิตแทนบุตรของตนได้น่ะ บุคคลผู้ประกอบด้วย เมตตาพึงตั้งจิตดวงนั้นไว้ นักปราชญ์ทั้งหลายกล่าวว่า กิริยาของจิตเช่นนั้นแหละชื่อว่าเป็น พรหมวิหารในพุทธศาสนาทีเดียว ตรงนี้ต้องจำ มารดาผู้ถนอมบุตรของตนผู้เกิดในตนผู้เดียว ด้วยยอมพร่าชีวิตของตนได้ ผู้ประกอบด้วยจิตเมตตาพึงรักษาจิตดวงนั้นไว้ บัณฑิตทั้งหลาย กล่าวว่า กิริยาของจิตเช่นนั้นแหละเป็นพรหมวิหารในพุทธศาสนานี้ จิตดวงนั้นให้รักษาไว้ รักษาอย่างไร จิตที่รักรูป เสียง อิ่มเอิบซาบซึ้งในใจนั่นแหละ อย่าใช้จำเพาะลูกของตัว เมื่อใช้ในลูกของตัว จิตสงบดีแล้ว ใช้จิตที่ซาบซ่านอย่างชนิดนั้นให้ทั่วไปแก่คนอื่นไม่จำเพาะ ลูก ให้ทั่วไปแก่คนอื่น เหมือนอยู่ในวัดนี้ถ้าจะแผ่เมตตาก็เหมือนกันหมด เห็นหญิงก็ดี ชายก็ดี ภิกษุ สามเณร เอาใจของตัว จิตของตัวที่เอิบอาบซึมซาบในลูกที่เกิดในอกของตน นั่นแหละ จำได้รสชาติใจนั้นแน่ เอาใจดวงนั้นแหละ เอาไปรักใคร่เข้าในบุคคลอื่นทุกคน เหมือนกับลูกของตน ให้มีรสมีชาติอย่างนั้น ถ้ามีรสมีชาติอย่างนั้นละก้อ เมตตาพรหมวิหาร ของตนเป็นแล้ว เมื่อเมตตาพรหมวิหารเป็นขึ้นเช่นนี้แล้ว อัศจรรย์นัก ไม่ใช่พอดีพอร้าย ให้ใช้อย่างนี้ ใช้จิตของตนให้เอิบอาบ ถ้าว่าทำจิตไม่เป็นก็แผ่ได้ยาก ไม่ใช่แผ่ได้ง่าย แต่ลูก ของตนแผ่ได้ ลูกออกใหม่ๆ น่ะ เอิบอาบ ซึมซาบ รักใคร่ ถนอมกล่อมเกลี้ยง บุตรของตน กระฉับกระเฉงแน่นแฟ้นเพียงใด ให้เอาจิตดวงนั้นแหละมาใช้ เรียกว่าเมตตาพรหมวิหาร เอาไปใช้ในคนอื่นเข้า เห็นคนอื่นเข้าก็รักใคร่อย่างนั้นแหละ เมตตารักใคร่อย่างนั้นแหละ เมตตารักใคร่อย่างบุตรน่ะ เมตตารักใคร่อย่างไร มีอะไรให้หมด ถ้าว่ามีนมก็รับให้นมทีเดียว มีของอะไรให้หมดทุกสิ่งทุกอย่าง รักใคร่จริงๆ อย่างนั้น เอิบอาบซึมซาบรสชาติสำคัญ ทีเดียว ลูกอ่อนน่ะ อ้ายจิตดวงนั้นสำคัญทีเดียว จำไว้ ตั้งจิตดวงนั้นแหละไว้ พรหมวิหาร แต่ว่าให้ทั่วไปแก่สัตว์โลกโอกอ่าว อ่าววัฏฏสงสาร ไม่ว่าสัตว์ชนิดใดๆ 4 เท้า 2 เท้า เท้า เหี้ยน เท้ามาก ไม่เข้าใจ จะเป็นสัตว์ตัวใหญ่ หรือสัตว์ตัวยาว หรือสัตว์ตัวปานกลาง หรือ สัตว์ตัวสั้น หรือพี หรือผอม หรืออ้วน ชนิดอะไรก็ช่าง ผอมหรืออ้วนก็ช่าง ที่เห็นแล้ว หรือยังไม่ได้เห็นก็ช่าง อยู่ใกล้หรืออยู่ไกลก็ช่าง ตั้งจิตให้มั่นหมายในสัตว์อย่างนั้น ตั้งจิตลงไป เช่นนั้น อ้ายนี่ให้จำไว้ เมตตาพรหมวิหารให้รักษาเอาไว้ นี่พวกทำจิตให้เป็นน่ะทำได้อย่างนี้ ให้จำแม่ลูกอ่อนรักลูกไว้ ถ้าไม่เป็นแม่ลูกอ่อน ไม่รู้รสชาติของจิตนี้ ไม่รู้จักรสชาติของจิต ดวงนี้ ถ้าเป็นแม่ลูกอ่อนจึงจะรู้จักรสชาติของจิตดวงนี้ ถ้าเป็นพ่อลูกอ่อนก็รู้จักรสชาติของ จิตดวงนี้ ถ้าไม่เป็นพ่อลูกอ่อนไม่รู้จักรสชาติของจิตดวงนี้ จิตดวงนี้เป็นจิตดวงสำคัญ เมื่อ รู้จักใช้แล้วละก็ ใช้จำเพาะลูกของตนก็ไม่ได้ผล จิตมีฤทธิ์นัก ถ้ารู้จักใช้ถูกส่วนแล้วละก็ มีฤทธิ์มีเดชมากมายนักนะ จะมีคนรักใคร่มากมาย นับประมาณไม่ได้ ถ้าใช้ถูกส่วน ถ้าว่าผู้ ทำจิตเป็น ทำใจหยุดนิ่งได้ก็แก้ไขใจของตัวได้ ไปแค่ไหนก็แก้ไขแค่นั้น แก้ให้รักใคร่สัตว์โลก เหมือนอย่างกับแม่ลูกอ่อนที่รักลูกที่เกิดใหม่ๆ โคก็รักลูกที่เกิดใหม่นะ สัตว์เดรัจฉานลูกที่ เกิดใหม่ๆ น่ะ ใครเข้าไปขวิดทีเดียว ไก่ป่าก็ดี เปรียวนัก กลัวมนุษย์นัก แต่พอลูกอ่อนออก มาละก้อ ออกจากไข่ใหม่ๆ พาลูกเดินต๊อกแต๊กละก้อ เอาละใครเข้าไปละก้อ ปราดตีใส่ทีเดียว ไก่เถื่อนนะ ไก่ป่านะ กลัวมนุษย์นัก แต่ว่ามนุษย์เข้าใกล้ตีทีเดียว ร้องทีเดียว แผ่ปีกทีเดียว เพราะรักลูก ออกห่างจากลูกไม่ได้ จิตดวงนั้นสัตว์เดรัจฉานก็ยังใช้ในลูก สัตว์ 4 เท้า 2 เท้า เท้าเหี้ยน ใช้ในลูกเหมือนกันหมดว่า แม่ลูกอ่อนใช้ในลูกละก้อ ให้จำจิตดวงนั้นไว้นั่นแหละ ทำให้เป็นขึ้นเถอะ จิตดวงนั้นน่ะให้เป็นแก่มนุษย์ทั่วไปละก้อ บุคคลนั้นแหละจะทำอะไรละก้อ ในมนุษย์โลกสำเร็จหมด สำเร็จหมดทีเดียว จะสร้างประเทศก็สำเร็จหมด สร้างวัดสร้างวา เป็นสำเร็จหมด ใช้อย่างนั้นแหละ คนต้องมาช่วยทำให้สำเร็จทุกประการ เหมือนอย่างกับแม่ ลูกอ่อน รักลูกเอิบอาบดึงดูดกระฉับกระเฉงแน่นแฟ้นในลูก ลูกจะแอะก็ไม่ได้ละ แม่ต้อง ควักละ นั่นแหละฉันใด ลูกนั่นก็ทำใจหยุดดี มั่นคงดี แม่มีความกระสันแน่นแฟ้นในลูกยิ่ง นักหนา จิตดวงนั้นแหละผู้เจริญเมตตาให้รักษาไว้ อย่าให้คลาดเคลื่อน ถ้ารักษาไม่ได้แล้ว ขอสะกิดใจว่านั่นแหละพรหมวิหารในพระพุทธศาสนา จะทำอะไรในพระพุทธศาสนาสำเร็จ ทุกสิ่งทุกประการ นี่ให้รู้จักหลักฐานพุทธศาสนาแน่นอนอย่างนี้

    เมื่อรู้จักเช่นนี้แน่นอนแล้ว เข้าใจแล้ว ท่านจึงได้ยืนยันว่า เมตฺตญฺจ สพฺพโลกสฺมึ มานสมฺภาวเย อปริมาณํ บุคคลผู้เจริญเมตตาที่มีในใจไม่มีประมาณไปในโลกทั้งหมด เจริญอย่างนี้แหละ อุทฺธํ ในเบื้องบนก็ตลอดขึ้นไปจะมีสัตว์เท่าไรในอากาศ อโธ จ ในเบื้อง ต่ำ ในแผ่นดินมีมากน้อยเท่าไร ทั่วไปหมดแบบเดียวกัน สัตว์ในแผ่นดิน ติริยญฺจ ในเบื้อง ขวางตลอดไปหมด พ้นจากเบื้องบน เบื้องต่ำ เบื้องขวาง ตลอดหมด ให้แผ่ไปอย่างนี้ทั่วไป อสมฺพาธํ เป็นธรรมไม่คับแคบ อเวรํ ไม่มีเวร หาเวรมิได้ ไม่มีเวรมีภัย ไปข้างไหนก็สบาย ไม่ต้องมีศัสตราอาวุธ ไม่มีเวรไม่มีภัยกับใคร อสปตฺตํ ไม่มีศัตรู ไปไหนไม่มีศัตรู ไม่มีใคร ทำร้ายเพราะเมตตาพรหมวิหารเป็นเสียแล้ว เพราะมีแต่เขารักใคร่เท่านั้น ติฏฺฐญฺจรํ เมื่อ เจริญเมตตาถึงขนาดนั้นแล้ว ยืนอยู่ก็ดี เดินอยู่ก็ดี เดินไปก็ดี นิสินฺโน วา นั่งแล้วก็ดี สยาโน วา นอนอยู่ก็ดี เป็นผู้ปราศจากความง่วงนอนทีเดียว เป็นผู้ปราศจากความง่วงนอน ไม่มีง่วงเหงาหาวนอนเพียงใด พึงตั้งสตินั้นไว้เพียงนั้น ผู้ประกอบด้วยเมตตามีในใจไม่มี ประมาณเช่นนี้ ย่อมเป็นผู้มีตนเป็นสุขโดยส่วนเดียว ไม่มีทุกข์

    เหตุนั้นผู้ที่ประกอบด้วยเมตตาเห็นสภาวะปานฉะนี้ ย่อมประกอบด้วยทัศนะความ เห็น คือ เข้าถึงซึ่งความเป็นพระโสดาปัตติมรรคทีเดียว เมื่อเข้าถึงซึ่งความเป็นพระโสดาปัตติมรรคเช่นนี้ กาเมสุ วิเนยฺย เคธํ เคธํ แปลว่าตัวกิเลส ควรนำความหมกมุ่นในกาม ทั้งหลายไปเสีย อย่าไปเกี่ยวข้องด้วยกามนัก มันทำให้พรหมวิหารเสีย ถ้าไม่เกี่ยวข้องด้วย กามแล้วพรหมวิหารไม่เสีย ถ้าเกี่ยวข้องด้วยกามเสียแล้วเสียพรหมวิหาร มีความปรารถนา ในกามเสียแล้วไม่เป็นพรหมวิหาร “พรมวิหาร” ไม่ปรารถนาในกาม ปรารถนาเหมือนอย่าง กับมารดารักลูก ลูกอ่อนใหม่ๆ ดังนั้น มารดารักลูกออกใหม่ๆ ด้วยด้วยเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา มารดาบิดารักลูกออกใหม่ๆ มีเมตตารักใคร่จะให้เป็นสุข ไม่ต้องการอะไรเลย ในลูก กรุณาอยากจะช่วยลูกให้พ้นทุกข์ มุทิตาเมื่อลูกเดินได้นั่งได้คลานได้ ไปในทิศานุทิศได้ เลี้ยงตัวได้ก็ยินดีด้วย โมทนาด้วย หรือถึงความวิบัติพลัดพราก ที่เหลือวิสัยที่จะช่วยได้ก็อยู่ใน อุเบกขา อย่างนั้นมารดาที่รักลูกน่ะ รักใคร่ลูกน่ะ ถนอมกล่อมเกลี้ยงเลี้ยงลูกน่ะ ไม่ประกอบ ด้วยกาม ประกอบด้วยพรหมวิหารแท้ๆ ถึงได้กล่าวว่ามารดาบิดาเป็นพรหมของบุตร

    พระพุทธเจ้าก็เป็นพรหมของบุตร เป็นพุทธเจ้าด้วย เป็นพรหมด้วย

    มารดาบิดาเป็นบุรพาจารย์ของบุตร เพราะสอนบุตรและธิดามาก่อนใคร มารดาบิดา เป็นพระอรหันต์ของบุตร บุตรจะเพาะเลี้ยงมารดาบิดาด้วยประการใดก็ได้ชื่อว่าเลี้ยงพระอรหันต์ แท้ๆ เหตุนี้แล เมตตาพรหมวิหารนี้ ท่านทั้งหลายผู้เป็นเมธี พึงมนสิการกำหนดไว้ในใจของ ตนทุกถ้วนหน้า ถ้าผู้ใดประพฤติปฏิบัติได้ในเมตตาพรหมวิหารดังกล่าวแล้วนี้ ไม่เข้าถึงซึ่ง ความนอนในครรภ์อีก ย่อมไม่เข้าถึงซึ่งความนอนในครรภ์อีกโดยแท้ทีเดียว แตกกายทำลาย ขันธ์แล้ว ถ้าเป็นพระโสดาบันไม่เข้าถึงซึ่งความนอนในครรภ์อีก ก็ชาติเดียวเท่านั้นได้ไปเป็น พระสกทาคา อนาคา อรหันต์ทีเดียว เรียกว่า “เอกพีชี” ชาติเดียว ตายทีเดียว ไม่กลับมา นอนในครรภ์ ในกามภพอีกต่อไป ไม่กลับมานอนในครรภ์กามภพอีกต่อไป อันนี้ก็ได้ชื่อว่า เพราะอานิสงส์เมตตาส่งให้ ถ้าว่าผู้ใดทำใจได้เช่นนี้ ผู้นั้นได้ชื่อว่าเป็นที่ไหว้ที่บูชาของ มหาชนคนทั้งหลาย เรื่องนี้ปรากฏอยู่ครั้งในตอนไม่สู้ช้านัก เขาเล่าลือในเชียงใหม่ พระศรีวิชัย ประกอบเมตตาพรหมวิหารเป็นอย่างนี้แหละ แกจะทำอะไรเป็นสำเร็จหมดทุกประการ ผู้มี ปรีชาญาณเช่นนั้น มนสิการกำหนดไว้ในใจของตนทุกถ้วนหน้า วัดปากน้ำถ้าจะพลิกวิชานี้ ก็จะใช้จิตอย่างชนิดนี้ก็ไม่สู้ยาก มีจำนวนรู้ในทางธรรมปฏิบัติ ใช้จิตเป็น 150 กว่าคนแล้ว ในพวกเหล่านี้พอทำเข้าก็เป็นทุกคน ไม่สู้ยากนัก ถ้าว่าทำจิตยังไม่เป็นแล้วก็ทำยากอยู่ ใน เมตตาพรหมวิหารนี้ไม่ใช่เป็นของทำง่าย พุทธศาสนาต้องประสงค์อย่างนี้นะ ถ้าเราเป็นผู้มี ปัญญา ฉลาดมาพบพุทธศาสนาเป็นหลักของวิชาเช่นนี้แล้ว จับเอาหลักเสียให้ได้ ได้สักอย่างใด อย่างหนึ่งก็ใช้ได้ ได้ธรรมกายก็ใช้ได้ ได้ธรรมกายแล้วจะให้อัศจรรย์อย่างไรก็เมตตาพรหมวิหารตั้งเข้าไปซิ จะเป็นอัศจรรย์นัก ตั้งเมตตาพรหมวิหารดังกล่าวแล้วทุกประการ นั่นแหละ จะเลิศประเสริฐเป็นมหัศจรรย์นัก แต่ว่าพึงรู้พรหมวิหารนี้จะทำสักเท่าหนึ่งเท่าใด แค่ที่สุดก็เป็น พระโสดาบันเท่านั้น จะเกินพระโสดาบันไปไม่ได้ ท่านวางหลักไว้เท่านั้น ถ้าจะทำไปทางอื่น สูงขึ้นไปกว่านี้ ก็ยังเป็นสกทาคา อนาคา อรหันต์ ขึ้นไปได้สูงกว่านี้ จะมัวเพลินอยู่ไม่ได้ พระพุทธศาสนาท่านอุปมาเหมือนต้นไม้ใหญ่สมบูรณ์ด้วยใบแก่ อ่อน ดอก ผล ที่นก ประชุมชนต้องการได้ทั้งนั้น ถ้าว่าคนไม่มีปัญญาเข้ามาในพระธรรมวินัยของพระศาสดา ก็มัว รับประทานดอกไม้บ้างอ่อนแก่ตามประสงค์ของตัว รับประทานผลไม้บ้าง อ่อนแก่ตามประสงค์ ของตัว นี่คนมีปัญญาน้อยกว่าคนไม่มีปัญญา ถ้าคนมีปัญญาแล้วก้อ อ้อ! เป็นตามธรรมดา พระพุทธศาสนาสมบูรณ์บริบูรณ์ด้วยลาภสักการะต่างๆ เต็มอยู่ในพุทธศาสนานี้ ใครมาอยู่ใน พระพุทธศาสนานี้ไม่ต้องทำนา ทำเรือก ทำสวน ค้าขายแต่อย่างหนึ่งอย่างใด ในพุทธศาสนา มีบริบูรณ์ด้วยข้าวปลาธัญญาหารทั้งนั้น ไม่ขาดตกบกพร่องอย่างใด ถ้ามัวเพลินแต่กินแต่นอน เสียเช่นนี้มรรคผลก็ไม่ได้ เสียเวลาไป นี่ทำให้มีให้เป็นธรรมกายขึ้นนั่นน่ะเป็นแก่นเป็นสาระ ของต้นไม้นั้น ในพุทธศาสนาเรียกว่าเป็นแก่นแน่นหนาทีเดียว ได้ชื่อว่ายึดไว้ได้ซึ่งแก่นสาร ของตนทีเดียว อาทยิ สารเมว อตฺตโน ยึดไว้ได้ซึ่งแก่นสารของตนทีเดียว ได้ธรรมกายเสีย ได้ธรรมกายแล้วทำธรรมกายนั่นให้เป็นพระโสดาปัตติมรรค-โสดาปัตติผล, สกทาคามิมรรค-สกทาคามิผล, อนาคามิมรรค-อนาคามิผล, อรหัตตมรรค-อรหัตตผล เป็นลำดับขึ้นไปอย่างนี้ พบแก่นสารในธรรมวินัยของพระศาสดาแท้ๆ

    เหตุนี้แลได้ชี้แจงแสดงมาในท้ายของกรณียเมตตสูตรนี้ ตามวาระพระบาลีคลี่ความ เป็นสยามภาษา ตามมตยาธิบายพอสมควรแก่เวลา เอเตน สจฺจวชฺเชนด้วยอำนาจความสัตย์ ที่ได้อ้างธรรมปฏิบัติ ตั้งแต่ต้นจนอวสานนี้ สทา โสตฺถี ภวนฺตุ เต ขอความสุขสวัสดีจงบังเกิด มีแด่ท่านทั้งหลาย บรรดามาสโมสรในสถานที่นี้ทุกถ้วนหน้า อาตมภาพชี้แจงแสดงมา พอสมควรแก่เวลา สมมติว่ายุติธรรมีกถาโดยอรรถนิยามความเพียงเท่านี้ เอวํ ก็มีด้วยประการ ฉะนี้.
     
  15. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร เป็นที่รู้จักกันดี ทีมงาน ทีม ธรรมทาน ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    14,267
    กระทู้เรื่องเด่น:
    220
    ค่าพลัง:
    +56,483
    - ธรรมกายของจริงในพระพุทธศาสนา เป็นอย่างไร หลายท่านสงสัยมานาน บางท่านถึงกับตั้งข้อรังเกียจกับคำว่าธรรมกาย แต่จะด้วยเหตุผลใดๆก็ตามให้ท่านทราบว่า พระพุทธองค์ตรัสด้วยพระองค์เองว่า"เราตถาคตคือธรรมกาย" ฉะนั้น คำว่าธรรมกายจึงหมายถึง ธรรมเป็นที่รวมคุณธรรมของพระอริยสงฆ์พระอริยเจ้า ให้ทราบไว้ดังนี้.

    วัดหลวงพ่อสดธรรมกายาราม เป็นแห่งหนึ่งในสายธรรมปฏิบัติหลวงพ่อวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ พระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร) ท่านได้ศึกษาและปฏิบัติตามแนวสติปัฏฐาน 4 ถึงธรรมกาย ถึงพระนิพพานของพระพุทธเจ้า แล้วก็แนะนำสั่งสอนศิษยานุศิษย์สืบต่อมา ก็ได้ผลดีเป็นอย่างมาก แล้วก็ธรรมปฏิบัตินี้ก็ได้รับความนิยมจากสาธุชนพุทธบริษัทอย่างกว้างขวาง ไปถึงทั้งภายในและภายนอกประเทศ

    ที่นี้ เมื่อถามถึงคำว่าธรรมกายคืออะไร ต้องกล่าวสรุปโดยรวมก่อนว่า ธรรมกายนี้หมายถึง ธรรมเป็นที่รวมคุณธรรมของพระอริยสงฆ์พระอริยเจ้าตั้งแต่โคตรภูบุคคลขึ้นไป จะเข้าถึงรู้เห็นและเป็นได้ ด้วยการศึกษาสัมมาปฏิบัติ ตามพระพุทธดำรัสที่ตรัสไว้ในมหาสติปัฏฐานสูตร ที่เรามักจะกล่าวกันว่าปฏิบัติธรรม คือสมถวิปัสสนาตามแนวสติปัฏฐาน 4 ซึ่งมีปรากฏเป็นพระพุทธดำรัสตรัสไว้ในมหาสติปัฏฐานสูตร นี่ต้องเข้าใจอย่างนั้นนะ

    ที่นี้ ความหมายโดยย่อเมื่อกี้นี้ที่กล่าวว่า ธรรมกายนั้นเป็นธรรมที่รวมคุณธรรมของพระอริยสงฆ์พระอริยเจ้า บุคคลจะเข้าถึงรู้เห็นและเป็นธรรมกายได้ ก็ด้วยการศึกษาสัมมาปฏิบัติ ตามแนวสติปัฏฐาน 4 ที่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงแสดงไว้ในมหาสติปัฏฐานสูตรนั้นนั่นแหละ และทรงแสดงวัตถุประสงค์ไว้ด้วย สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงวัตถุประสงค์ในการเจริญสติปัฏฐาน 4 อันนี้ก็ต้องเข้าใจไว้ด้วยนะ

    อันนี้ ปรากฏตามมหาสติปัฏฐานสูตรว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ทางนี้เป็นที่ไปอันเอก คือเป็นทางที่ไปของบุคคลคนเดียว แล้วก็เป็นที่ไปในที่แห่งเดียว เป็นทางเดียว พูดอย่างง่ายๆ ทางเดียว แต่ว่าทางเดียวนั่นมีอย่างไร ท่านต้องเข้าใจด้วยนะ

    โดยมีจุดประสงค์สำคัญเพื่อความหมดจดวิเศษของสัตว์ทั้งหลาย นี่ข้อหนึ่ง หมดจดก็คือความบริสุทธิ์ บริสุทธิ์กาย วาจา ใจ ความประพฤติปฏิบัติทางกาย ทางวาจา และทางใจคือเจตนาความคิดอ่านบริสุทธิ์จากกิเลสเครื่องเศร้าหมองทั้งปวง โดยเฉพาะอย่างยิ่งกิเลส 3 กองใหญ่ คือ โลภะ ราคะ ถ้ายิ่งแก่กล้าเท่าไหร่ ก็จะเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้ผู้ปฏิบัติด้วยเจตนาความคิดอ่านที่สัมปยุตหรือเป็นไปด้วยกิเลส ที่แรงเพียงไรก็ได้รับผลเป็นโทษเป็นความทุกข์เดือดร้อนไปมากเท่านั้น อีกกองหนึ่งก็คือโทสะ โกรธ พยาบาท อาฆาต จองเวร แล้วก็อีกกองหนึ่งก็คือโมหะ หลงไม่รู้บาปบุญคุณโทษตามที่เป็นจริง นี่แหละ การปฏิบัติธรรมตามแนวสติปัฏฐาน 4 นั้น ข้อที่ 1 เพื่อความหมดจดวิเศษของสัตว์ทั้งหลาย คือความบริสุทธิ์กาย วาจาและใจ

    2. เพื่อความก้าวล่วงความโศกเศร้ารำพัน ความโศกเศร้ารำพันมีมูลเหตุมาจากอะไร เมื่อเราปฏิบัติสติปัฏฐาน 4 แล้ว ก็จะเจริญเกิดปัญญาเห็นแจ้งในสภาวะธรรมและอริยสัจธรรมตามที่เป็นจริง สามารถที่จะกำจัดเหตุในเหตุไปถึงต้นๆเหตุให้เกิดความเศร้าโศกหรือร่ำรำพัน

    เพราะข้อที่ 3 เพื่ออัสดงดับไปแห่งทุกข์และโทมนัส แน่นอนแหละ เพราะมันเกิดความทุกข์ นั่นแหละ มันถึงจะเกิดความโทมนัส คือเศร้าโศกเสียใจ เป็นทุกข์ใจ และก็เพื่อบรรลุธรรมที่ควรบรรลุ คืออริยมรรค ที่จะนำไปสู่อริยผล ให้ถึงความพ้นทุกข์อย่างถาวรได้

    และ เพื่อกระทำนิพพานให้แจ้ง คือ เพื่อเข้าถึงรู้เห็นพระนิพพาน นี่เบื้องต้นว่ารู้-เห็นก่อน แล้วยังมีเป็นพระนิพพานธาตุ เมื่อบรรลุคุณธรรมสูงสุดเป็นพระอรหันต์บุคคลนั้น ได้ชื่อว่าบรรลุสอุปาทิเสสนิพพานธาตุ คือ บรรลุพระนิพพานธาตุในขณะที่ยังครองเบญจขันธ์อยู่ บรรลุคุณธรรมนี้ อย่าลืมนะกล่าวมาแล้ว 3-4 ข้อนั่น ก็คือ ความบริสุทธิ์กาย วาจาและใจนั่น เป็นอันว่าปรากฏมีแล้วแน่นอนโดยเด็ดขาดจากกิเลสเหตุแห่งทุกข์ แล้วก็เข้าถึงรู้เห็นและเป็นพระนิพพานธาตุ

    ที่นี้ เมื่อท่านทำความเข้าใจตรงพระนิพพานธาตุนี้โดยทางปฏิบัติแล้ว พระนิพพานธาตุชื่อว่าเป็นธาตุ โดยความหมายว่าเป็นธรรมที่ทรงสภาวะพระนิพพานนั่นไว้ พระนิพพานธาตุไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่บุคคล ไม่ใช่เบญจขันธ์ ไม่มีในภพสาม พระนิพพานธาตุนั้นแหละ ถ้าจะกล่าวไปก็คือ ธรรมกายที่บรรลุอรหัตผลแล้ว ประเดี๋ยวคอยดูว่าจุดนี้ไปร่วมกันอย่างไร เข้าถึงรู้เห็นและเป็นโดยทางปฏิบัติ ปฏิบัติตามหลักการศึกษาสัมมาปฏิบัติทำนิพพานให้แจ้ง ซึ่งสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงแสดงไว้ เพราะฉะนั้น ตรงนี้เมื่อเอ่ยไปถึงคำว่าพระนิพพานธาตุสำหรับพระอรหันต์ผู้บริสุทธิ์ผ่องแผ้วจากกิเลสทั้งปวงโดยเด็ดขาด แล้วทรงเข้าถึงและดำรงอยู่ในความเป็นพระนิพพานธาตุนั้น เพราะพระนิพพานธาตุนั้นเป็นอสังขตธาตุ อสังขตธรรม ที่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสว่า...

    "น อุปฺปาโท ปญฺญายติ"
    ไม่ปรากฏความเกิดใหม่

    "น วโย ปญฺญายติ"
    ไม่ปรากฏความเสื่อมสลาย

    "น ฐิตสฺส อญฺญถตฺตํ ปญฺญายติ"
    เมื่อตั้งอยู่ไม่ปรากฏความแปรปรวน

    นี่..เข้าใจไว้ เพราะฉะนั้นเมื่อพระโยคาวจรผู้บำเพ็ญเพียร หรือโยมก็แล้วแต่ บําเพ็ญเพียรแล้วบรรลุคุณธรรมเป็นพระอรหันต์บุคคล นั้น บรรลุนิโรธธาตุ โดยความหมายเดียว ซึ่งเป็นอย่างเดียวกันกับคำว่าพระนิพพานธาตุ ที่มีอรรถาธิบายว่า ที่ชื่อว่าเป็นธาตุ พระนิพพานธาตุได้ชื่อว่าเป็นธาตุ โดยความหมายว่ามิใช่สัตว์ มิใช่ชีวะ แต่เป็นธรรมที่ทรงคุณธรรมของพระนิพพานนั่นไว้ เพราะฉะนั้นท่านต้องเข้าใจว่า พระนิพพานธาตุนี้มิใช่เบญจขันธ์ มิใช่เบญจขันธ์

    เพราะเบญจขันธ์นี่เป็นธรรมชาติที่ประกอบด้วยปัจจัยปรุงแต่ง ต้องเปลี่ยนแปลงไปตามเหตุปัจจัย จึงเป็นสภาพไม่เที่ยง และเป็นทุกข์ เพราะทนอยู่นานตลอดไปไม่ได้ และลงท้ายแตกสลายหมดสภาพเดิมของมันไป ไม่มีแก่นสารสาระในความเป็นของเที่ยง ในความเป็นสุขที่ถาวร และในความเป็นตัวตนของใครแต่ผู้ใดทั้งสิ้น ธรรมชาตินี้ท่านเรียกว่าสังขตธาตุ สังขตธรรม คือธาตุธรรมที่ประกอบด้วยปัจจัยปรุงแต่ง จึงปรากฏสังขตลักษณะตามพระพุทธดำรัสตรัสว่า...

    "อุปฺปาโท ปญฺญายติ"
    ปรากฏความเกิดใหม่

    "วโย ปญฺญายติ"
    ปรากฏความเสื่อมสลาย

    "ฐิตสฺส อญฺญถตฺตํ ปญฺญายติ"
    เมื่อตั้งอยู่ปรากฏความแปรปรวน

    ซึ่งตรงกันข้ามกับอสังขตธาตุ อสังขตธรรม

    อสังขตธาตุ อสังขตธรรม นี่เป็นธาตุธรรมที่บริสุทธิ์ไม่ประกอบด้วยปัจจัยปรุงแต่ง ที่พระภิกษุหรือบุคคลผู้เจริญภาวนาสมถวิปัสสนากัมมัฏฐานตามแนวสติปัฏฐาน 4 นี่แหละ เมื่อเจริญแล้วสามารถจะเข้าถึงรู้เห็นและเป็น ธรรมธาตุนี้ ณ ภายใน เป็นคุณธรรม ณ ภายใน แล้วก็ตามวัตถุประสงค์นี่แหละ ที่ท่านว่าเพื่อบรรลุธรรมที่ควรบรรลุ ที่ควรรู้ และธรรมที่ถูกต้อง ก็คืออริยมรรค เข้าถึงมรรคผลและพระนิพพาน ที่สิ้นสุดแห่งทุกข์และเป็นบรมสุขอย่างถาวร เข้าถึงรู้เห็นและเป็นพระนิพพานธาตุนั้นนั่นแหละ พระอรหันต์ท่านจึงชื่อว่าบรรลุสอุปาทิเสสนิพพานธาตุ

    ทีนี้..ฟังให้ดีว่า ที่ชื่อว่าพระนิพพานธาตุ ที่ชื่อว่าเป็นธาตุเพราะเป็นธรรมที่มิใช่ชีวะ มิใช่สัตว์ แต่เป็นธรรมที่ทรงสภาวะหรือคุณธรรมของพระนิพพานนั่นไว้

    พระนิพพานนั้น สภาวะของท่านหรือคุณธรรม คุณลักษณะของท่าน คือ...

    1. เที่ยง
    2. เป็นสุข
    3. มีประโยชน์สูงสุดยิ่ง
    ตรงกันข้ามกับคำว่าอนัตตา ตรงกันข้ามกับอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา อันนี้ของวิสังขารคือพระนิพพาน

    และถ้ากล่าวลึกลงไป พระนิพพานธาตุ คือ คุณธรรมที่ปรากฏขึ้น ณ ภายใน ของพระอริยสงฆ์พระอริยเจ้าตั้งแต่โคตรภูบุคคลขึ้นไป จนถึงพระอรหัต พระอรหันต์ จนถึงคุณธรรมของพระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า แล้วแต่ใครบำเพ็ญบุญบารมีมากี่มากน้อย จะเป็นพระอรหันต์บุคคลแบบปกติสาวก หรือที่จะมีคุณวิเศษเช่น อสีติมหาสาวก พุทธอุปัฏฐาก พุทธบิดา พุทธมารดา เป็นต้น ก็อธิษฐานบำเพ็ญบารมี ก็บรรลุคุณธรรมในระดับนั้นๆ เป็นพระอรหันต์ในลำดับนั้นๆ ไปถึงพระปัจเจกพุทธเจ้า ไปถึงสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า นี่ บำเพ็ญบารมีแตกต่างกันที่ก่อนที่จะเจริญคุณธรรมเพื่อความเข้าถึงรู้เห็นและเป็นพระนิพพานธาตุ หรืออีกนัยหนึ่งเรียกนิโรธธาตุก็เรียก มีอยู่ในคัมภีร์ทั้งหมดนะ ถ้าขืนเอามาอ่านก็จะเสียเวลามาก แต่ให้เข้าใจย่อๆว่า พระนิพพานธาตุอย่างเดียวกันกับคำว่านิโรธธาตุ โดยความหมายนิโรธสัจจะ ซึ่งโดยความหมายเดียวคือนิโรธธาตุ

    นิโรธธาตุนี้เป็นอสังขตธรรม อสังขตธรรมที่มีอสังขตลักษณะดังที่กล่าวแล้วว่า เมื่อตั้งอยู่ไม่ปรากฏความแปรปรวน นี่ญาติโยมผู้ฟัง ฟังให้ดี หมายความว่าเมื่อบรรลุแล้วดำรงอยู่ ดำรงอยู่ แล้วก็"น ฐิตสฺส อญฺญถตฺตํ ปญฺญายติ" เมื่อตั้งอยู่ไม่ปรากฏความแปรปรวน คือเมื่อบรรลุ ใช่ไหม ตั้งแต่บรรลุไปก็ตั้งอยู่ละ เป็นคุณธรรมอยู่ ณ ภายในไม่ใช่เบญจขันธ์ นี่แหละที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า พระองค์ทรงเป็นธรรมกาย หรือชื่อว่าธรรมกาย ไม่ใช่เบญจขันธ์ เบญจขันธ์พระองค์ทรงพ้นไปแล้ว ถอนออกหมดแล้ว ไม่มีรากไม่มียอดแล้ว คือแปลว่าเมื่อตายก็ตายไปแต่เบญจขันธ์ แต่พระนิพพานธาตุนั้นไม่ได้ตายนะ

    ถาม :: เป็นอมตธรรม ???

    ตอบ :: ถูกต้อง แล้วเป็นอมตธรรมน่ะอยู่ที่ไหน ต้องมีที่อยู่ของเขาสิ

    พระพุทธเจ้าตรัสนี่ 1f4a1.png

    "อตฺถิ ภิกฺขเว ตทายตนํ"
    ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
    อายตนะ (คือพระนิพพาน) นั้นมีอยู่

    เพราะฉะนั้นคำว่าพระนิพพาน กล่าวสั้นๆความหมาย หมายทั้งสภาวะของพระนิพพาน มีดีอย่างไรๆๆแสดงไว้ในปฏิสัมภิทามรรค 40 ข้อ ตรงกันข้ามกับลักษณะของสังขาร ซึ่งถ้ากล่าวโดยย่อเป็นสภาพไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา แล้วก็เป็นมตธรรม คือเป็นธรรมที่เกิดมาแล้วเสื่อมสลาย ตาย ดังนี้เป็นต้น แต่พระนิพพานธาตุนี่ไม่ตาย ก็เพราะว่าเมื่อตั้งอยู่ไม่ปรากฏความแปรปรวน จึง"น วโย ปญฺญายติ" ก็ไม่ปรากฏความเสื่อมสลาย ใช่ไหม แล้วก็"น อุปฺปาโท ปญฺญายติ" จึงไม่มีการเกิดใหม่

    ถาม :: บรรลุพระนิพพานไม่เรียกว่าการเกิด ?

    ตอบ :: ไม่ใช่การเกิด อันนั้นเป็นความบรรลุ บรรลุ แต่การเกิดหมายความว่าเคลื่อนจากภพหนึ่งไปอีกภพหนึ่ง โดยมีเหตุปัจจัย บุญหรือบาปนำให้ไปเกิด พูดอย่างง่ายๆ เหตุปัจจัยนี่ข้อแรกหละ บุญหรือบาปเหตุปัจจัยปรุงแต่งให้ไปเกิดที่ไหน ก็พูดเท่านี้ไว้ก่อน

    แต่ถ้าบรรลุพระนิพพานธาตุที่บริสุทธิ์เต็มที่ของพระอรหันต์ ก็คือธรรมกายนี่แหละ ที่บรรลุคุณธรรมคือพระนิพพานธาตุนั่นเอง

    ถาม :: ธรรมกายนี่ก็คือพระนิพพานธาตุของพระอริยเจ้า ??

    ตอบ :: ถูกต้อง แต่..ฟังให้ดีนะ ธรรมกายมันมีอ่อนมีแก่ ถ้ายังสัมปยุตด้วยกิเลส-ตัณหา-ราคะอยู่ เพราะ เหมือนมะขามดีกว่า ดูมะขามนะ โยมดูมะขามนะ มะขามเนี่ยไอ้ลูกมันอ่อนๆ มันยังไม่แก่จัด ไปจนถึงก่อนมันจะแก่จัด ให้สังเกตดู เปลือกกับเนื้อมันติดกันแทบว่าเป็นเนื้อเดียวกัน หมายถึงว่า กิเลส-ตัณหา-อุปทานนี่ติดแน่นอยู่ในนั้นเลย ในเนื้อมะขามเลย ใช่ไหม ที่นี้เปลือกเนี่ยมันก็ติดกับเนื้อกับเม็ดเลย ทีนี้ เมื่อมันแก่จัดเนี่ย แก่จัดไป แก่จัดไป ก็ชักๆจะเปลือกแข็ง เปลือกแข็ง แล้วก็ตัวเนื้อและเม็ดเนี่ยมันก็จะเริ่มจะแยกออกจากกันนะ นั่นแหละคือกิเลส-ตัณหา-อุปทานมันเริ่มลดลงๆๆๆ โดยความแก่กล้าของคุณธรรม เหมือนมะขามที่มันแก่ไปจนกระทั่งมันสุก สุกจนกระทั่งมันแห้ง มันแห้งแล้วเปลือกอยู่ส่วนเปลือก แยกออกจากกันแล้ว ก็คือเบญจขันธ์ นี่แหละเปรียบเทียบได้กับการบรรลุสอุปาทิเสสนิพพานธาตุเป็นพระอรหันต์ เบญจขันธ์อยู่ส่วนเบญจขันธ์ พระนิพพานธาตุเป็นคุณธรรม ณ ภายในก็ตั้งอยู่ เมื่อตั้งอยู่ไม่ปรากฏความแปรปรวน แล้วก็จึงไม่ปรากฏความเสื่อมสลาย และจึงไม่ต้องเกิดใหม่ เพราะไม่มีเหตุปัจจัยให้เกิด สิ้นเหตุสิ้นเชื้อไม่เหลือเศษแล้ว มีกิเลส ถ้าจะพูดไปอีกก็กิเลสที่หมักดองอยู่ในจิตสันดาน ไปจนถึงกิเลสที่ตกตะกอนนอนเนื่องในจิตสันดาน เป็นอาสวะเป็นอนุสัยนี่หมดแล้วโดยสิ้นเชิง คงเป็นแต่คุณธรรมคือพระนิพพานธาตุล้วนๆ#ที่พระพุทธองค์ตรัสด้วยพระองค์เองว่า #เราตถาคตคือธรรมกาย นี่แหละ

    แล้วก็มีปรากฏใน"ปฐมสมโพธิกถา" นี่บูรพาจารย์นะ มีสมเด็จพระสังฆราชเก่าๆท่านเขียนไว้ ก็ได้ทรงนิพนธ์ไว้ โดยความหมายว่า นี่จำไม่ได้ทุกคำพูดนะ ว่า...

    พระพุทธเจ้าของเรา ซึ่งสัตว์โลกมีได้ด้วยยาก ก็ได้อุบัติขึ้นแล้วในโลก ความเสด็จอุบัติขึ้นของพระพุทธเจ้าจัดเป็น 2

    1. รูปกายอุบัติ
    2. ธรรมกายอุบัติ

    รูปกายอุบัตินั้น เมื่อโอกกันติกสมัย หยั่งลงสู่พระครรภ์มารดา และนิกขมนสมัย เมื่อประสูติจากพระครรภ์มารดา รูปกายอุบัติ เดี๋ยวจะอธิบายให้ฟัง

    ส่วนธรรมกายอุบัตินั้น เมื่ออภิสัมโพธิสมัย ตรัสรู้พระอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ

    มีปรากฏในปฐมสมโพธิกถา นี้แหละ คำพูดนี้ สมเด็จพระสังฆราชแต่ปางก่อนนะ ท่านได้ทรงนิพนธ์เอาไว้นะ....

    รับฟังธรรมะเต็มเรื่องที่ลิงค์นี้
    https://youtu.be/ug6oKS1I2SM
    ________________
    ศึกษาธรรมะกันแล้ว หวังว่าทุกท่านคงจะกระจ่างมากยิ่งขึ้น
    แล้วอย่าลืมกด Like & Share กันด้วยนะครับ ... ผู้ดูแลเพจ
    ________________
    เทศนาธรรมจาก

    พระเทพญาณมงคล
    หลวงตาเสริมชัย ชยมงฺคโล
    วัดหลวงพ่อสดธรรมกายาราม
    อ.ดำเนินสะดวก
    จ.ราชบุรี
    ________________
    ที่มาจากเทศนาธรรมเรื่อง

    ธรรมกายคืออะไร
    https://youtu.be/ug6oKS1I2SM
    ________________
    เพจอมตวัชรวจีหลวงป๋า


    ?temp_hash=1b24f9678c97807ad298e9a3c720e7df.jpg
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  16. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร เป็นที่รู้จักกันดี ทีมงาน ทีม ธรรมทาน ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    14,267
    กระทู้เรื่องเด่น:
    220
    ค่าพลัง:
    +56,483
    เห็นนิมิตได้เพียงประเดี๋ยวเดียว นิมิตก็หายไป
    เห็นนิมิตได้เพียงประเดี๋ยวเดียว นิมิตก็หายไป

    ตอบ:

    ปัญหาของผู้ที่เห็นนิมิตเป็นดวงใสสว่าง หรือพระพุทธรูปที่ศูนย์กลาง แต่เห็นได้เพียงประเดี๋ยวเดียวก็หายไป หรือออกไปนอกตัว

    1. ปัญหาข้อนี้ มักเกิดขึ้นกับผู้ที่ยัง รวมใจหยุดนิ่งตรงศูนย์กลางกายฐานที่ 7 ไม่สนิท ใจซัดส่ายออกไปข้างนอกตัว จึงเห็นนิมิตเคลื่อนออกไปข้างนอกตัว นี้ประการหนึ่ง

    2. สาเหตุอีกประการหนึ่งก็คือ ผู้ปฏิบัติภาวนาอยากเห็นนิมิตมากเกินไป จึงพยายามบังคับใจจะให้เห็นนิมิตให้ได้ โดยเพ่งนิมิตแรงเกินไปทำให้สมาธิเคลื่อน นิมิตจึงหายไป หรือเห็นนิมิตเคลื่อนออกนอกตัว
    ความอยากเห็นนิมิตเกินไปหรือเพ่งนิมิตแรงเกินไปนี้ จัดเป็นอุปกิเลสของสมาธิ ทำให้จิตเคลื่อนจากสมาธิ จึงควรพึงสังวรระวังอย่าให้เกิดอารมณ์เหล่านี้ได้ โดยพยายามตรึกนึกให้เห็นนิมิตด้วยใจแต่เพียงเบาๆ และพยายามนึกให้เห็นจุดเล็กใสเท่าปลายเข็ม แล้วก็กลายของกลางจุดเล็กใสนั้นเข้าไปเรื่อย กลางของกลางๆๆ นิ่งเข้าไว้ ถ้าเห็นจุดเล็กใสนั้นสั่นรัวหรือเห็นนิมิตนั้นเคลื่อนที่ไปรอบๆ ให้พึงสังวรว่า สมาธิเคลื่อนเพราะเพ่งนิมิตแรงเกินไป แล้วให้พยายามแตะใจแต่เพียงเบาๆ ที่กลางของกลางต่อไปใหม่ พอเห็นจุดเล็กใสนั้นค่อยๆ นิ่ง หรือดวงใสสว่างนั้นหยุดนิ่ง ก็แปลว่า รวมใจหยุดนิ่งได้ถูกส่วน ก็ให้ประคองใจหยุดในหยุดต่อไปอีก ไม่ช้าใจก็จะหยุดนิ่งได้สนิทเองแล้วจุดเล็กใสแจ่มบังเกิดขึ้นมาใหม่ ใสละเอียดยิ่งกว่าเดิมหรือเห็นกายละเอียดหรือกายธรรมปรากฏขึ้น ก็ให้รวมใจหยุดในหยุดลงไปที่ศูนย์กลางกายดวงใหม่ หรือกายใหม่ที่ปรากฏขึ้นนั้นต่อๆ ไปอีก
     
Loading...
กระทู้ที่คล้ายกัน - เรียนเชิญ ผู้ปฏิบัติสติปัฏฐานสี่ตามแนววิชชาธรรมกาย
  1. พุทโธอวโลกิเตศวร
    ตอบ:
    0
    เปิดดู:
    0
  2. พุทโธอวโลกิเตศวร
    ตอบ:
    1
    เปิดดู:
    0
  3. พุทโธอวโลกิเตศวร
    ตอบ:
    0
    เปิดดู:
    0
  4. พุทโธอวโลกิเตศวร
    ตอบ:
    1
    เปิดดู:
    0
  5. พุทโธอวโลกิเตศวร
    ตอบ:
    1
    เปิดดู:
    0
สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้

แชร์หน้านี้

Loading...