กรรมเหนือกรรม

ในห้อง 'สมเด็จโต พรหมรังสี' ตั้งกระทู้โดย miracledharma, 6 ธันวาคม 2016.

  1. miracledharma

    miracledharma Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    4 พฤศจิกายน 2016
    โพสต์:
    29
    ค่าพลัง:
    +66


    (หลวงปู่ครับ ผมข้องใจเรื่อง “กรรมซ้อนกรรม” ที่หลวงปู่ทำท่าแบบนี้ คราวที่แล้วผมนั่งแล้วนึกถึงหลวงปู่ว่ากรรมซ้อนกรรมแล้ว น้ำตามันไหลตลอดเลยครับ ผมไม่เข้าใจว่ากรรมซ้อนกรรม หลวงปู่อธิบายหน่อยครับ)

    กรรมไม่ได้ซ้อนกรรมหรอกจ้ะ ให้ทำท่าที่โยมทำน่ะเขาเรียก “กรรมเหนือกรรม” ดังนั้น หากเราทำกรรมเหนือกรรมได้ ก็เรียกว่ากรรมอันใดทำไปเพื่อทางหลุดพ้น เพื่อความพ้นทุกข์ ไปสู่นิโรธ แห่งความดับ ไปสู่มรรค แห่งทางเดินออกจากทุกข์ นั่นแล ทางนั้นแลเรียกว่ากรรมเหนือกรรม นั่นเขาเรียกว่าทางพ้นกรรม แต่มนุษย์นั้นมันยังติดกรรมอยู่ ก็เมื่อมันรู้ว่ากรรมแล้ว ก็ยังไม่ทำกรรมนั้นให้พ้นกรรมที่ตัวเองทำอยู่ ยังเป็นเรียกว่าติดในวังวนแห่งกรรม แห่งทุกข์นั้น แห่งวัฏฏะสงสารนั้น เรียกว่ายังหลงอยู่ จึงแยกกรรมไม่ได้

    นี่ถ้าขาดการพิจารณาไตร่ตรอง เกิดวิปัสสนญาณนั้นเอง มันถึงจะแยกกรรม รู้กรรมได้ แห่งรูปแห่งนาม ว่ามนุษย์ไปติดในรูปเพราะเหตุใด ไปหลงเพราะเหตุใด แล้วทำอย่างไรถึงจะละ หาต้นเหตุแห่งทุกข์ แห่งกรรมที่เราไปหลงไปติดนั้นได้อย่างไร ดังนั้น เมื่อเราไม่ทำการเจริญปัญญาด้วยศีล สมาธิ ทำให้เกิดปัญญาแล้วไซร้ เราจะเข้าถึงหัวใจของกรรมฐาน วิปัสสนาไม่ได้ ดังนั้นแล้ว เราก็จะแยกกรรมไม่ได้ ติดออกจากกรรมนั้นเป็นวัฏฏะ เหมือนว่าปลาที่ว่ายวังวนในอ่างปลานั้น ไม่สามารถออกจากนั้นได้ เข้าใจมั้ยจ๊ะ รอจนหมดอายุขัยความมันถึงจะตายจากกันไป รอภพใหม่ขึ้นมาได้เสวยใหม่อีก

    ดังนั้น เมื่อเรารู้แล้ว กรรมในอดีตเราไม่สามารถแก้ไขได้ แต่เมื่อเรารู้กรรมปัจจุบันนั้น เมื่อเราทำกรรมปัจจุบันนั้นให้มันดี มันก็สามารถพยุงกรรมในอดีตได้ เมื่อกรรมเรามีมากกว่า อุปมาเหมือนน้ำเสีย แต่มีน้ำดีมากกว่า น้ำนั้นย่อมใช้ได้ดี ดังนั้น เราก็เอาน้ำนั้นแลเป็นต้นทุน เอาไปใช้ต่อทุนไป ไม่นาน น้ำนั้นก็จะให้เกิดประโยชน์ ให้คุณ เกิดชีวิตใหม่ ก็คือเอาน้ำต้นทุนทีเรามีนั่นแล ทำบุญในปัจจุบัน ทำกรรมในปัจจุบันให้ถึงกรรม เราก็จะสามารถรู้ทางไปแห่งกรรมได้ เขาเรียกว่ากรรมเหนือกรรม

    อีกอย่างว่าที่ฉันทำแบบนี้ ก็เพราะว่าอยากให้โยมทั้งหลายเป็นปริศนาธรรม แห่งธรรม เรียกว่า ฉันเพียงปล่อยวาง แต่ยังไม่ได้ละวาง มาครั้งนี้ ฉันจะปล่อยวาง เมื่อฉันพาโยมไปที่จุดหมายได้ ดังที่ฉันเคยอธิษฐานไว้ เพื่อให้โยมทั้งหลาย ลูกหลานทั้งหลายวางใจจากทุกข์ จากบ่วงกรรมได้ ต่อไป ก็จะเข้าสภาวะนิพพาน ดังนั้นแล้ว มาครั้งนี้ ฉันจะพาโยมไปสวรรค์และนิพพาน ดังนั้น เหตุบุญกุศลในครั้งนี้ ประตูสวรรค์นิพพานตรงนี้ จึงยิ่งใหญ่มหาศาล หากทำให้บังเกิดได้ เมื่อนั้น ก็จะเกิด “เมืองพรหมรังสี”

    คำว่า “เมืองพรหมรังสี” นั้นเรียกว่าบุคคลนั้นที่จะเข้าไปอยู่ ต้องเบาบางจากกิเลส ตัณหา อุปาทาน ในความยึดมั่นถือมั่นพอสมควรแล้ว ถึงจะไปตั้งหลักที่ชั้นพรหม ดังนั้น หากใครปรารถนาจะไป ปรารถนาอยากเหลือเกินที่จะไปนิพพาน ขอให้รักษาความอยากนั้นให้มั่นคงซะ เมื่อเราจะไปไหน เราต้องเอาสิ่งนั้นย้อนศรไปถอนรากเหง้า เมื่อเราอยากอะไร ก็เอาความอยากนั้น ทำความอยากนั้นให้ถึง เมื่อถึงแล้ว ความอยากนั้นจะดับไปเอง

    เมื่อดับไม่มีเหลือแล้ว ในรูป ในเวทนา สัญญา สังขาร ในวิญญาณ ในขันธ์ 5 ทั้งหมดทั้งปวงแล้ว ไม่มีอารมณ์ไปยึดมั่นอุปาทานขึ้นมาแล้ว ไม่เกิดแล้ว ดับแล้ว เขาเรียกว่าดับสนิท นั่นเขาเรียกว่าดับไม่มีเหลือ เมื่อไม่มีเหลือแล้ว ก็เรียกว่าวางสภาวะ นิพพานจะบังเกิดนั่นเอง หากใครปรารถนา อยากไปจริง เมื่อถึงเวลา บุคคลผู้นั้นจะบอกตัวเอง ไม่ต้องไปถามใคร ไม่ต้องให้ใครบอก เหมือนโยม อุปมาว่า โยมปรารถนาอยากไปเสวยอาหาร โยมต้องบอกใครหรือไม่ ใช่หรือไม่ มันจะเป็นสภาวะแบบนั้น แห่งอารมณ์นิพพานที่อยากจะไป ที่อยากจะเดิน ดังนั้น กรรมเวรทั้งหลาย ไม่มีใครขีดเขียน เป็นมนุษย์ทั้งนั้นที่กระทำขึ้นมา แม้เทพพรหมองค์อินทร์ก็ไม่สามารถสร้างปั้นแต่งขึ้นมาให้ได้ ก็อยู่ที่โยมที่เป็นมนุษย์อันประเสริฐนั้น เลือกที่จะไป เลือกที่จะเป็น

    องค์ที่จะบรรลุธรรม องค์ที่จะพ้นทุกข์พ้นกรรม คือองค์พุทโธ องค์อื่นไม่ใช่ของจริง แม้องค์ฉันที่สร้างกันมากมายใหญ่โต ก็ไม่ใช่ของจริง เพราะถ้าของจริง คงไม่มีวันสลาย จริงหรือไม่ สักวันหนึ่งต้องระเบิดขึ้นมา เข้าใจมั้ยจ๊ะ

    อันว่าสังขารที่ประกอบด้วยดิน น้ำ ไฟ ลม มีใจมนุษย์ไปครอง ไปกราบไหว้ศรัทธา ยึดถือ ว่านี่ครูบาอาจารย์ แต่ไม่ได้ระลึกถึงคำสั่งสอนหรือตัวอย่างที่ทิ้งไว้ให้ ก็เรียกว่ายังไม่ใช่ศิษย์อาจารย์กันแท้จริง เช่นเดียวอุปมาว่าบุคคลจะบูชาองค์สัมมาสัมพุทธเจ้าท่านจริง ก็ต้องมีการปฏิบัติบูชา นั่นแลเรียกว่าปฏิบัติบูชาท่านจริง ดังที่ท่านทิ้งไว้ คำกล่าวไว้

    ดังนั้น เมื่อฉันรู้ว่าคำสอนท่านนั้นพาให้พ้นทุกข์ พ้นกรรมได้จริง ฉันจึงมาบอกโยม จึงต้องสร้างเมืองพรหมรังสีเพื่อให้โยมนั้นไปตั้งต้น เพื่อจะเข้ากระแสนิพพาน หากใครคิดว่าสิ่งที่ฉันกล่าวมานั้นเป็นเรื่องที่น่าสนใจ น้อมรับไว้ในใจ นั่นแหละโยมกำลังบ้าแล้ว แต่ถ้าโยมฟังแล้ว ไม่ได้เข้าจิตเข้าใจเลย แสดงว่ามนุษย์ผู้นั้นต่อไปกำลังจะบ้า

    คำว่า “ต่อไปกำลังจะบ้า” นั้น ถ้าเป็นตอนนี้ ฉันว่าตอนนี้ควรบ้าเสียก่อน เพราะว่าผู้ที่บ้านั้น รู้ตัวว่าบ้า แสดงว่าผู้นั้นยังมีสติอยู่ สตางค์ก็คงยังมีอยู่ แต่ต่อไปถ้าจะไปบ้าต่อไปในภายภาคหน้า ฉันว่าคงไม่ทัน เพราะว่าจะบ้าจริง เข้าใจมั้ยจ๊ะ เพราะคนที่จะมีสติครบสมประกอบนั้นคงจะเหลือน้อย โยมเข้าใจรึยังจ๊ะ กรรมเหนือกรรมเป็นอย่างไร
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 15 มกราคม 2017

แชร์หน้านี้

Loading...