เรื่องเด่น คําคมสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พฺรหฺมรํสี)

ในห้อง 'สมเด็จโต พรหมรังสี' ตั้งกระทู้โดย supatorn, 17 พฤษภาคม 2017.

  1. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    8,540
    กระทู้เรื่องเด่น:
    97
    ค่าพลัง:
    +24,140

    ..................... LpTo2.jpg
    คําคมสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พฺรหฺมรํสี)
    20px-Cquote1.svg.png


    "บุญเราไม่เคยสร้าง...ใครที่ไหนจะมาช่วยเจ้า ... ลูกเอ๋ย ก่อนที่จะเข้าไปขอบารมีหลวงพ่อองค์ใด เจ้าจะต้องมีทุนของตัวเอง คือบารมีของตนลงทุนไปก่อน เมื่อบารมีของเจ้าไม่พอจึงค่อยขอยืมบารมีคนอื่นมาช่วย มิฉะนั้นเจ้าจะเอาตัวไม่รอด เพราะหนี้สินในบุญบารมีที่ไปเที่ยวขอยืมมาจนพ้นตัว...เมื่อทำบุญทำกุศลได้บารมีมา ก็ต้องเอาไปผ่อนใช้หนี้เขาจนหมดไม่มีอะไรเหลือติดตัว...แล้วเจ้าจะมีอะไรไว้ในภพหน้า หมั่นสร้างบารมีไว้...แล้วฟ้าดินจะช่วยเอง... จงจำไว้นะ... เมื่อยังไม่ถึงเวลาเทพเจ้าองค์ใดจะคิดช่วยเจ้าไม่ได้... ครั้นเมื่อถึงเวลา... ทั้วฟ้าจบดินก็ต้านเจ้าไม่อยู่... จงอย่าไปเร่งเทวดาฟ้าดิน เมื่อบุญเราไม่เคยสร้างไว้เลยจะมีใครที่ไหนมาช่วยเจ้า"
    "เคล็ดลับสู่ความสำเร็จสุดยอดในทางธรรม คือ จะต้องมีสัจจะอันแน่วแน่ และมีขันติธรรมอันมั่นคง จึงจะฝ่าฟันอุปสรรค บรรลุความสำเร็จได้ อาตมามีกฎอยู่ว่า เช้าตีห้าไม่ว่าฝนจะตก ฟ้าจะร้อง อากาศจะหนาว ต้องตื่นทันที ไม่มีการผัดเวลา แล้วเข้าสรงน้ำ ชำระกายให้สะอาด แล้วจึงได้สวดมนต์และปฏิบัติสมถกรรมฐานหนึ่งชั่วโมง พอหกโมงตรงก็ออกบิณฑบาต เพื่อปฏิบัติตามปฏิปทาขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า"
    “ ผู้ที่ต้องการรู้ ต้องทำเอง รู้เอง ถึงเอง แล้วจึงจะเข้าใจ ”



    20px-Cquote2.svg.png
     
  2. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    8,540
    กระทู้เรื่องเด่น:
    97
    ค่าพลัง:
    +24,140
  3. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    8,540
    กระทู้เรื่องเด่น:
    97
    ค่าพลัง:
    +24,140
    เมตตาของหลวงพ่อ

    สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) หรือที่รู้จักกันทั่วไปว่าหลวงพ่อโต วัดระฆังนั้น ท่านเป็นคนสมัยรัชกาลที่ ๑ หากแต่มีกิตติศัพท์เลื่องลือจนถึงปัจจุบัน แต่ส่วนมากเวลานึกถึงท่าน ผู้คนมักมองไปในแง่อิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์หรือพระเครื่อง ทั้งๆ ที่คุณธรรมของพระองค์ท่านมีอยู่เอนกประการ ที่สมควรน้อมนำไปประพฤติปฏิบัติ คุณธรรมของท่านประการหนึ่ง ได้แก่ความเมตตา ไม่เฉพาะต่อผู้คน หากยังเผื่อแผ่ไปถึงสัตว์เล็กสัตว์น้อย

    มีเรื่องเล่าว่าคราวหนึ่งเขานิมนต์ท่านไปในงานบ้านแห่งหนึ่งที่ จ.สุพรรณบุรี ท่านได้ไปโดยทางเรือ ครั้นเรือจะเข้าทางอ้อม ท่านได้ขึ้นบกลัดทุ่งนาไป ด้วยหมายจะให้ถึงเร็ว ปล่อยให้ศิษย์แจวเรือไปตามลำพัง ระหว่างทางท่านได้พบนกกระสาตัวหนึ่งติดแร้วอยู่ จึงแก้บ่วงปล่อยนกนั้นไป แล้วท่านเอาเท้าของท่านสอดเข้าไปในบ่วงแทน เมื่อศิษย์แจวเรือถึงบ้านงาน ไต่ถามได้ความว่า ท่านขึ้นยกเดินมาก่อนนานแล้ว เจ้าภาพจึงได้ให้คนออกติดตามสืบหา ไปพบท่านติดแร้วอยู่ พอจะเข้าไปแก้บ่วง

    ท่านร้องห้ามว่า “อย่า อย่าเพิ่งแก้ เพราะขรัวโตยังมีโทษอยู่ ต้องให้เจ้าของแร้วเขาอนุญาตให้ก่อนจ้ะ” ครั้นท่านได้รับอนุญาตแล้วจึงบอกให้เจ้าของแร้วกรวดน้ำ แล้วท่านได้กล่าวคำอนุโมทนา ยถา สพพี เสร็จแล้วท่านจึงได้เดินทางต่อไปยังบ้านงาน


    คัดลอกบางตอนมาจาก ::
    หนังสือ...ลำธารริมลานธรรม
    พระไพศาล วิสาโล รวบรวมและเรียบเรียง
     
  4. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    8,540
    กระทู้เรื่องเด่น:
    97
    ค่าพลัง:
    +24,140
  5. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    8,540
    กระทู้เรื่องเด่น:
    97
    ค่าพลัง:
    +24,140
    เคล็ดลับสู่ความสำเร็จ

    ท่านเจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) กล่าวว่า เคล็ดลับสู่ความสำเร็จสุดยอดในทางธรรม คือ จะต้องมีสัจจะอันแน่วแน่ และมีขันติธรรมอันมั่นคง จึงจะฝ่าฟันอุปสรรค บรรลุความสำเร็จได้ อาตมามีกฎอยู่ว่า เช้าตีห้าไม่ว่าฝนจะตก ฟ้าจะร้อง อากาศจะหนาว ต้องตื่นทันที ไม่มีการผัดเวลา แล้วเข้าสรงน้ำ ชำระกายให้สะอาด แล้วจึงได้สวดมนต์และปฏิบัติสมถกรรมฐานหนึ่งชั่วโมง พอหกโมงตรงก็ออกบิณฑบาต เพื่อปฏิบัติตามปฏิปทาขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

    ฝึกจิตให้ได้ผลต้องตรงต่อเวลา

    กลับจากบิณฑบาตแล้ว ก็เอาอาหารตั้งไว้ ตักน้ำใส่ตุ่ม เสร็จแล้วฉันอาหารเช้า โดยปกติอาตมาฉันมื้อเดียวเว้นไว้มีกิจนิมนต์ จึงฉันสองมื้อ สี่โมงเช้าถึงเที่ยง ถ้ามีรายการไปเทศน์ ก็ไปเทศน์ตามที่นัดไว้ วันไหนไม่ติดเทศน์ก็จะปิดประตูกุฏิทันที ไม่ให้ใครๆเข้าไป ในช่วงเวลานั้นเป็นเวลาศึกษาตำรา เวลาบ่ายโมงจึงออกรับแขก บ่ายสามโมงไม่ว่าใครจะมาอาตมาจะให้ออกจากกุฏิไปหมด เพราะถึงเวลาปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน ฉะนั้น จุดสำคัญจงจำไว้ เราจะปฏิบัติเพื่อหลุดพ้น ต้องมีสัจจะเพื่อตน โดยไม่เห็นแก่หน้าใคร ถึงเวลาทำสมาธิต้องทำ ไม่มีการผัดผ่อนใดๆ ทั้งสิน

    หลักการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน

    1.จะต้องมีสัจจะต่อตนเอง
    2.จะต้องไม่คล้อยตามอารมณ์ของมนุษย์
    3.พยายามตัดงานในด้านสังคมออก และไม่นัดหมายใครในเวลาปฏิบัติกรรมฐาน ดังนั้นเมื่อจะเป็นนักปฏิบัติธรรมจำเป็นจะต้องมีกฎเกณฑ์ของเรา เพื่อฝึกจิตให้เข้มแข็ง

    ทางแห่งความหลุดพ้น

    เจ้าประคุณสมเด็จฯ มักจะกล่าวกับสานุศิษย์ทั้งหลายอยู่เสมอว่า ชีวิตมนุษย์อยู่ได้ไม่ถึงหนึ่งร้อยปีก็ต้องตายและถูกหามเข้าป่าช้า ดังนั้น จึงควรประพฤติปฏิบัติอยู่ใน ศีล สมาธิ และปัญญา เพื่อให้หลุดพ้นจากสังสารวัฏ ท่านเปรียบเทียบว่า มนุษย์อาบน้ำ ชำระกายวันละสองครั้ง เพื่อกำจัดเหงื่อไคลสิ่งโสโครกที่เกาะร่างกาย แต่ไม่เคยคิดจะชำระจิตให้สะอาดแม้เพียงนาที ด้วยเหตุนี้ ทำให้จิตใจของมนุษย์ ยุคปัจจุบันเศร้าหมองเคร่งเครียดและดุดัน ก่อให้เกิดปัญหาความพิการในสังคมความแก่งแย่งชิงดีชิงเด่นกัน จนกระทั่งเกิดความขัดแย้ง และกลายเป็นสงครามมนุษย์ฆ่ามนุษย์ด้วยกัน

    แต่งใจ

    ขอให้ท่านได้พิจารณาไตร่ตรองให้จงดีเถิดว่า ร่างกายของเรานี้ไฉนจึงต้องชำระทุกวันทั้งเช้าและเย็น จะขาดเสียไม่ได้ทั้งที่หมั่นทำความสะอาดอยู่เป็นนิจ แต่ยังมีกลิ่นไม่น่าอภิรมย์ออกมา แม้จะพยายามหาของหอมมาทาทับ ก็ปกปิดกลิ่นนั้นไม่ได้ใจของเราล่ะ ซึ่งเป็นใหญ่กว่าร่างกาย เป็นผู้สั่งบัญชางาน ให้กายแท้ๆ มีใครเอาใจใส่ชำระสิ่งสกปรกออกบ้าง ตั้งแต่เล็กจนเติบโตเป็นผู้ใหญ่ มันสั่งสมสิ่งไม่ดีไว้มากเพียงใด หรือว่ามองไม่เห็นจึงไม่มีความจำเป็นที่จะต้อง ทำความสะอาดหรือ?

    กรรมลิขิต

    เราทั้งหลายเกิดมาเป็นมนุษย์ชาติแล้ว ล้วนแต่มีกรรมผูกพันกันมาทั้งสิ้น ผูกพันในความเป็นมิตรบ้างเป็นศัตรูบ้าง แต่ละชีวิตก็ย่อมที่จะเดินไปตามกรรมวิบากของตนที่ได้กระทำไว้ ทุกชีวิตล้วนมีกรรมเป็นเครื่องลิขิต

    อดีตกรรม ถ้ากรรมดี เสวยอยู่
    ปัจจุบันกรรม สร้างกรรมชั่ว ย่อมลบล้าง
    อดีตกรรม กรรมแห่งอกุศล วิบากตน
    ปัจจุบัน สร้างกรรมดี ย่อมผดุง

    เรื่องกฎแห่งกรรม ถ้าเป็นชาวพุทธแล้ว เขาถือว่าเป็นกฎแห่งปัจจังตัง ผู้ที่ต้องการรู้ ต้องทำเอง รู้เอง ถึงเอง แล้วจึงจะเข้าใจ

    นักบุญ

    การทำบุญก็ดี การทำสิ่งใดก็ดี ถ้าเป็นการทำตนให้ละทิฏฐิมานะ ทำเพื่อให้จิตเบิกบาน ย่อมเสวยบุญนั้นในปรภพ มนุษย์ทุกวันนี้ทำแบบมีกิเลส ดังนั้น บางคนนึกว่าเข้าสร้างโบสถ์เป็นหลังๆ แล้วเขาจะไปสวรรค์หรือเปล่า เขาตายไปอาจจะต้องตกนรก เพราะอะไรเล่า เพราะถ้าเขาสร้างด้วยเจตนาไม่บริสุทธิ์ เป็นการทำเพื่อเอาบุญบังหน้าในการเสวยความสุขส่วนตัวก็มี บางคนอาจเรียกได้ว่าหน้าเนื้อใจเสือ คือข้างหน้าเป็นนักบุญ ข้างหลังเป็นนักปล้น

    ละความตระหนี่มีสุข

    ดังนั้นบุญที่เขาทำนี้ถือว่า ไม่เป็นสุข หากมาจากการก่อกรรม บุญนั้น จึงมีกระแสคลื่นน้อยกว่าบาปที่เขาทำเอาไว้หากมีใครเข้าใจคำว่า บุญ นี้ดีแล้ว การทำบุญนี้จุดแรกในการทำก็เพื่อไม่ให้เรานี้เป็นคนตระหนี่ รู้จักเสียสละเพื่อความสุขของผู้อื่น ธรรมดาเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน เมื่อมีทุกข์ก็ควรจะทุกข์ด้วย เมื่อมีความสุขก็ควรสุขด้วยกัน

    อย่าเอาเปรียบเทวดา

    ในการทำบุญ สิ่งที่จะได้ก็คือ ระหว่างเราผู้เป็นมนุษย์ เรารู้ว่าสิ่งที่เราทำนี้จะเป็นมงคล ทำให้จิตใจเบิกบานดี นี่คือการเสวยผลแห่งบุญในปัจจุบัน ทีนี้การทำบุญเพื่อจะเอาผลตอบแทนนั้น มนุษย์นี้ออกจะเอาเปรียบเทวดา ทำบุญครั้งใด ก็ปรารถนาเอาวิมานหนึ่งหลังสองหลัง การทำบุญแบบนี้เรียกว่า ทำเพราะหวังผลตอบแทนด้วยความโลภ บุญนั้นก็ย่อมจะไม่มีผล ท่านอย่าลืมว่า ในโลกวิญญาณเขามีกระแสทิพย์รับทราบในการทำของมนุษย์แต่ละคนเขามีห้องเก็บบุญและบาปแห่งหนึ่งอันเป็นที่เก็บบุญและบาปของใครต่อใครและของเรื่องราวนั้นๆ กรรมของใครก็จะติดตามความเคลื่อนไหวของตนๆนั้น ไปตลอดระหว่างที่เขายังไม่สิ้นอายุขัย

    บุญบริสุทธิ์

    การที่สอนให้ทำบุญโดยไม่ปรารถนานั้น ก็เพื่อให้กระแสบุญนั้นบริสุทธิเป็นขั้นที่หนึ่ง จะได้ตามให้ผลทันในปัจจุบันชาติ แต่ถ้าตามไม่ทันในปัจจุบันชาติ ก็ติดตามไปให้เสวยผลในปรภพ คือ เมื่อสิ้นอายุขัยจากโลกมนุษย์ไปแล้ว ฉะนั้น เขาจึงสอนไม่ให้ทำบุญเอาหน้า ทำบุญอย่าหวังผลตอบแทน สิ่งดีที่ท่านทำไปย่อมได้รับสนองดีแน่นอน

    สั่งสมบารมี

    โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สำหรับนักปฏิบัติธรรมแล้ว การทำบุญทำทานย่อมเป็นการส่งเสริมการปฏิบัติจิตให้บรรลุธรรมได้เร็วขึ้น เป็นบารมีอย่างหนึ่ง ในบารมีสิบทัศที่ต้องสั่งสม เพื่อให้สำเร็จมรรคผลนิพพาน

    เมตตาบารมี

    การทำบุญให้ทานเพียงแต่เรียกว่า ทานบารมี หากบำเพ็ญสมาธิจิตจนได้ญาณบารมี และโดยเฉพาะการบำเพ็ญทุกอย่างนั้น ถ้าท่านให้โดยไม่มีเจตนาแห่งการให้ ให้สักแต่ว่าให้เขา ท่านก็ย่อมได้กุศลเรียกว่าไม่มากและทัศนคติของอาตมาว่าการบำเพ็ญเมตตาบารมีในภาวนาบารมีนั้นได้กุศลกรรมกว่าการให้ทาน

    แผ่เมตตาจิต

    ทุกสิ่งทุกอย่างที่จะสัมฤทธิ์ผลนั้น เกิดจากกรรม 3 อย่าง คือ มโนกรรม เป็นใหญ่ แล้วค่อยแสดงออกมาทางวจีกรรม หรือกายกรรมที่เป็นรูป การบำเพ็ญสมาธิจิตเป็นกุศลดีกว่า เพราะว่า การแผ่เมตตา 1 ครั้ง ได้กุศลมากกว่าสร้างโบสถ์ 1 หลัง ขณะจิตที่แผ่เมตตานั้น จะเกิดอารมณ์แจ่มใส สรรพสัตว์ไม่มีโทษภัย ตัวท่านก็ไม่มีโทษภัย ฉะนั้น เขาจึงว่านามธรรมมีความสำคัญกว่า

    อานิสงส์การแผ่เมตตา

    ผู้ปฏิบัติธรรมนั้น ต้องรู้จักคำว่า แผ่เมตตา คือต้องเข้าใจว่า ความวิเวกวังเวงแห่งการคิดนึกของเราแต่ละบุคคลนั้น มีกระแสแห่งธาตุไฟผสมอยู่ในจิตและวิญญาณกระจายออกไป เมื่อจิตของเรามีเจตนาบริสุทธิ์ เมื่อจิตของเราเป็นมิตรกับทุกคน เมื่อนั้นเขาก็ย่อมเป็นมิตรกับเรา เสมือนหนึ่งเราให้เขากินอาหาร คนที่กินอาหารนั้นย่อมคิดถึงคุณของเรา หรืออีกนัยหนึ่งว่าเราผูกมิตรกับเขาๆก็ย่อมเป็นมิตรกับเรา แม้แต่คนอันธพาล เราแผ่เมตตาจิตให้ทุกๆวัน สักวันหนึ่งเขาก็ต้องเป็นมิตรกับเราจนได้ เมื่อจิตเรามีเจตนาดีต่อดวงวิญญาณทุกๆดวง ดวงวิญญาณทุกๆดวงย่อมรู้กระแสแห่งจิตของเรา เรียกว่ามนุษย์เรานี้มีกระแสธาตุไฟออกจากสังขาร เพราะเป็นพลังแห่งการนั่งสมาธิจิต วิญญาณจะสงบ ธาตุทั้ง 4 นั้น จะเสมอแล้วจะเปล่งเป็นพลังงานออกไป ฉะนั้น ผู้ที่นั่งสมาธิปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอ จิตแน่วแน่แล้ว โรคที่เป็นอยู่มันจะหายไป ถ้าสังขารนั้นไม่ใช่จะพังเต็มทีแล้ว คือไม่ถึงวาระสิ้นอายุขัย หรือว่าสังขารนั้นร่วงโรยเกินไปแล้ว ก็จะรักษาให้มันกระชุ่มกระชวยได้หรือจะให้มันสบายหายเป็นปกติดั่งเดิมได้

    ประโยชน์จากการฝึกจิต

    ผู้ที่ปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน จนมีสมาธิแน่วแน่ เมื่อจิตนิ่งก็รู้ตน เริ่มพิจารณาตน รู้ตนเองได้ ปัญญาก็เกิดขึ้น ปัญญานี้เรียกว่า ปัญญาภายในจากจิตวิญญาณ ซึ่งเราจะใช้ปัญญานี้ได้แน่นอน เมื่อเกิดมีปัญหาขึ้นในชีวิตตลอดระยะเวลาอันยาวนานข้างหน้า นี่คือประโยชน์ของการฝึกจิตแล้ว คุณของสมาธิยังเป็นพลังป้องกันไม่ให้เกิดโรคภัย เจ็บป่วยได้ กล่าวคือ การบำเพ็ญจิต จนจิตสงบนิ่งแล้ว ระบบต่างๆทางประสาทจะได้รับการพักผ่อน เป็นการปรับธาตุในกายให้เกิดพลังจิตเข้มแข็ง กายเนื้อก็จะแข็งแรงกระชุ่มกระชวยด้วย โลหิตในร่างกายจะหมุนเวียนสะดวกขึ้น ความตึงเครียดตามร่างกายและประสาทต่างๆ จะผ่อนคลายเป็นปกติ โรคต่างๆจะลดน้อยลงโดยเฉพาะผู้ที่ป่วยเป็นโรคความดันโลหิตสูง หายป่วยได้ด้วยการฝึกจิตและเดินจงกรม


    คัดลอกจากหนังสือ เรียนธรรมะบูชาพระสุปฏิปันโน
    เล่มของคติธรรมสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี)
     
  6. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    8,540
    กระทู้เรื่องเด่น:
    97
    ค่าพลัง:
    +24,140
  7. na_krub

    na_krub เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    2 กุมภาพันธ์ 2012
    โพสต์:
    525
    ค่าพลัง:
    +2,327
    18447633_803705323139541_4639355526558261237_n.jpg
     
  8. na_krub

    na_krub เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    2 กุมภาพันธ์ 2012
    โพสต์:
    525
    ค่าพลัง:
    +2,327
    18489520_803098839866856_1041740687206852375_o.jpg
     
  9. na_krub

    na_krub เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    2 กุมภาพันธ์ 2012
    โพสต์:
    525
    ค่าพลัง:
    +2,327
    18424192_802629606580446_4597111848689936526_n.jpg
     
  10. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    8,540
    กระทู้เรื่องเด่น:
    97
    ค่าพลัง:
    +24,140
    บุญที่ให้ผลในชาติปัจจุบัน
    สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี)

    วันนี้อาตมาจะเทศน์ เรื่อง “บุญที่ให้ผลในชาติปัจจุบัน”
    คำว่า บุญ แปลแบบไทยๆ ว่า ความดี ความสะอาดแห่งจิต
    เวลาให้ของแก่พระสงฆ์เรียกว่าทำบุญ
    ส่วนการทำบุญในพุทธศาสนาเรียกว่าทำบุญ
    ส่วนการทำบุญในพุทธศาสนามีอยู่ด้วยกันมากมายหลายวิธี
    แต่ที่มีความสำคัญอย่างยิ่งในธรรมะเรียกว่า บุญกริยาวัตถุ 3
    ซึ่งประกอบด้วย ทาน ศีล ภาวนา
    เคยมีคนถามอาตมาว่าเกิดมาเป็นคนยากจนไร้ทรัพย์จะทำบุญอย่างไร

    อาตมาก็ตอบเขาไปว่าการทำบุญ ไม่จำเป็นต้องมีทรัพย์สินเงินทอง
    ก็สามารถที่จะร่วมทำบุญได้ แถมยังประหยัดอีกด้วย
    นั่นคือ
    การรักษาศีลและการเจริญภาวนา
    ซึ่ง 2 อย่างนี้จะได้อานิสงส์ผลบุญมากกว่า การให้ทาน เสียอีก

    เพียงแต่ญาติโยมมองข้ามกันไป
    โยมมักจะคิดทำบุญแต่การให้เท่านั้นเพราะว่ามันง่ายดี
    แต่การรักษาศีลและการเจริญภาวนา
    ต้องเสียสละเวลาในการปฏิบัติ จึงรู้สึกว่าทำยากกว่า
    การทำบุญทุกอย่าง โยมต้องเข้าใจด้วยว่า
    เพียงแต่เราตั้งใจหรือมีเจตนาที่จะทำบุญเท่านั้น โยมก็ได้กุศลแล้ว
    แต่บุญที่ได้รับยังเป็นส่วนน้อย ถ้าอยากได้บุญเต็มที่ต้องทำบุญให้ครบ 3 อย่าง

    ทาน
    คือ การให้ ถ้ามีเงินทองมากก็ทำมาก
    มีเงินน้อยก็ทำน้อยตามกำลังตน
    ถ้าไม่มีเงินทองใช้แรงกายก็ให้เป็นทานได้

    ศีล
    พวกท่านทั้งหลายสังเกตหรือไม่ว่า
    เวลาที่ญาติโยมจะมาทำบุญ
    ทำไมพระท่านถึงให้พวกญาติโยมรับศีลก่อน
    เพราะท่านต้องการที่จะทำให้ผู้ให้มีจิตใจที่บริสุทธิ์
    เมื่อทำบุญขณะนั้นก็จะได้รับผลเต็มกำลัง
    จริงอยู่ที่บางคนไม่อาจถือศีลได้ตลอดเวลา
    อาจเป็นเพราะหน้าที่การงาน ทำให้ต้องผิดศีล
    แต่เราก็สามารถที่จะถือศีลได้ในขณะที่เรานอนในเวลากลางคืน
    และถือได้ครบทั้ง 5 ข้อด้วย
    เพียงแต่เราอาราธนารับศีลทั้ง 5 ด้วยตนเองที่หน้าพระพุทธรูปที่บ้าน
    ซึ่งถือว่าเป็นการทำบุญที่ง่ายมากได้รับผลเต็มกำลัง
    ในขณะที่ยังมีชีวิตอยู่ จิตใจเต็มไปด้วยความเมตตากรุณา
    แต่ถ้าเกิดเราต้องตายในขณะนั้นก็ส่งผลให้เราไปสู่สุคติทันที

    ภาวนาหรือการสวดมนต์

    คนส่วนใหญ่มักจะเข้าใจกันว่า
    การภาวนาสวดมนต์มีประโยชน์น้อย และเสียเวลามาก
    แต่ความจริงแล้วการสวดมนต์ภาวนา มีประโยชน์อย่างมากมาย
    เพราะการสวดมนต์ภาวนา
    เป็นการกล่าวถึงคุณงามความดีของพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์
    การสวดมนต์ภาวนาด้วยความตั้งใจจนจิตเป็นสมาธิ
    และใช้สติพิจารณาเกิดเป็นปัญญา เป็นความรู้ความเข้าใจ
    ประโยชน์สูงสุดของการสวดมนต์ภาวนาทำให้บรรลุไปสู่พระนิพพาน

    “หัวใจของการทำบุญทุกครั้ง” ขอให้ญาติโยม
    จงแผ่เมตตาและอุทิศส่วนบุญส่วนกุศลทุกครั้งตามนี้

    “ข้าพเจ้าขออุทิศส่วนบุญส่วนกุศลนี้ไปให้ทุกรูปทุกนาม
    ทั้ง 20 ชั้นพรหมโลก 6 ชั้นเทวโลก มนุษย์โลก มารโลก ยมโลก
    อบายภูมิทั้ง 4 มี นรก เปรต อสุรกาย สัตว์เดรัจฉาน
    และในหมื่นโลกธาตุกับอีกแสนจักรวาลพิภพ
    ทั้งที่เป็นมนุษย์ อมนุษย์ รูปวิญญาณ อรูปวิญญาณ และสรรพสัตว์ทั้งหลาย
    ทั้งที่เป็นมิตรและศัตรู ตลอดจนเจ้ากรรมนายเวรของข้าพเจ้า
    ขอให้ทุกรูปทุกนามจงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้มีเวรซึ่งกันและกันเลย
    อย่าได้เบียดเบียนซึ่งกันและกันเลย
    ขอให้ทุกรูปทุกนามจงโมทนาในส่วนกุศลนี้
    พึงได้รับประโยชน์ความสุขเช่นเดียวกับข้าพเจ้า
    จะพึงได้รับ ณ กาลบัดนี้ด้วยเทอญ”

    บุญที่ทำไปจะส่งผลให้ได้รับบุญในชาติปัจจุบันทันที
    ไม่ต้องรอไปถึงชาติหน้ากันหรอกนะจ๊ะ ขอเจริญพร

    จากหนังสืออมตะธรรม สมเด็จโต พรหมรังสี
    ประวัติสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พฺรหฺมรํสี)
    https://th.wikipedia.org/wiki/สมเด็จพระพุฒาจารย์_(โต_พฺรหฺมรํสี)
     
  11. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    8,540
    กระทู้เรื่องเด่น:
    97
    ค่าพลัง:
    +24,140
    เมตตาต่อขโมย
    พระนั้นต้องมีเมตตากรุณา มีความหวังดีปรารถนาดีต่อสรรพสัตว์ทั้งคนและสัตว์เดรัจฉาน คอดจะช่วยฝห้ผู้อื่นพ้นทุกข์อยู่เสมอ จะไม่ซ้ำเติมให้ใครเดือดร้อน ทั้งพูด ทำ และคิด ต้องมีจิตเมตตากรุณาตลอดไป ช่วยคนดีให้ดียิ่งขึ้น ช่วยแก้ไขคนร้ายให้ดีงาม และสมเด็จฯโต ท่านเป็นพระอย่างนั้น
    ครั้งหนึ่งกลางคืนดึกสงัด ลูกศิษย์ลูกหาของท่านต่างหลับไหลกันหมดแล้ว เหลือแต่ท่านสมเด็จฯโต ที่ยังนอนนิ่งอยู่ในความวิเวก
    เรือของท่านจอดนิ่งสนิท เหมือนไม่มีคนอยู่ พวกโจรซึ่งพายเรือมาเห็นเป็นโอกาสเหมาะ จึงค่อยๆ ลอยเรือเข้าเทียบเรือของท่าน
    สมเด็จฯโต ท่านรู้แล้วว่าอะไรเป็นอะไร แต่ท่านก็ไม่ห้าม เมื่อโจรหยิบเสื่อใส่เรือมันแล้ว ท่านก็พูดขึ้นว่า "เอาหมอนไปด้วยซิจ๊ะ" เสียงของท่านดังขึ้นด้วยความเมตตาต่อโจร พวกโจรต่างสะดุ้งเฮือกตกใจกลัวสุดขีด รีบจ้ำเรือผละหนีกันไปในทันทีทันใด ด้วยไม่คิดว่าจะมีคนอยู่ แต่แล้วยังไม่ทันที่พวกโจรจะหนีไป ท่านก็อุตส่าห์โยนหมอนตามไปให้ด้วย พวกโจรเห็นท่านใจดีจึงพายเรือกลับมาเอาหมอนอีก นับว่าโจรนี่ก็น่าดูเหมือนกัน งกเหลือเกิน จนได้ทั้งเสื่อทั้งหมอนสบายไป
    จะเห็นว่าสมเด็จฯโต ท่านมีเมตตากรุณา แม้เขาจะเป็นโจร แต่ก็ไม่ประพฤติหยาบคายต่อโจร มองเห็นโจรเป็นคนอดอยากยากจนที่จะต้องสงสารช่วยเหลือ เป็นการกระจายรายได้ไปในตัว ถือว่าพวกโจรเขามาแบ่งของไปใช้ ครั้นจะมาขอซึ่งๆหน้ากันก็ไม่กล้า จึงต้องขโมยเอาลักเอา
     
  12. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    8,540
    กระทู้เรื่องเด่น:
    97
    ค่าพลัง:
    +24,140
  13. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    8,540
    กระทู้เรื่องเด่น:
    97
    ค่าพลัง:
    +24,140
    สุนัขก็มีหัวใจ
    หากคนเรามีคารวะต่อคนด้วยกัน ต่อสัตว์ต่อพืช และต่อสิ่งแวดล้อมต่างๆ แล้ว รับรองได้เลยว่าโลกนี้จะไม่มีความรุนแรง จะไม่มีความขัดแย้งแบ่งชั้น เพราะคารวะหรือความเคารพจะทำให้เรายอมรับนับถือในผู้อื่น สัตว์อื่น หรือสิ่งอื่นๆ จนไม่กล้าเข้าไปก้าวก่ายให้ได้รับความเดือดเนื้อร้อนใจ
    สมเด็จฯโต นั้น ท่านมีคารวะแม้ต่อสุนัข ครั้งหนึ่งท่านเดินไปพบสุนัขนอนขวางทางอยู่ ท่านได้พูดกับสุนัขว่า "โยมจ๋า ..ขอฉันไปทีนะจ๊ะ" พฤติกรรมอย่างนี้ ใครเห็นเข้าเขาก็ว่าบ้า แต่สมเด็จฯโต ท่านทำได้สบายมาก เพราะหัวใจท่านมีคารวะธรรม
    เหตุที่ท่านเรียกสุนัขเป็นโยม ก็เพราะว่าครั้งหนึ่งพระโพธิสัตว์ก็เคยเสวยพระชาติเป็นสุนัข ท่านก็ไม่รู้ว่าสุนัขตัวนี้จะเป็นพระโพธิสัตว์หรือเปล่า
    ท่านขอทางแก่สุนัขแล้วท่านก็เดินเลี่ยงไป ไม่ยอมข้ามตัวหมาไป จากเรื่องนี้จะเห็นว่า แม้แต่สัตว์ชาติเดรัจฉานอย่างสุนัข ก็สามารถเป็นพระโพธิสัตว์ได้ แล้วคนชาติมนุษย์เล่าจะบำเพ็ญบารมีเป็นพระโพธิสัตว์บ้างไม่ได้เชียวหรือ?
    ในเรื่องของสุนัขที่เป็นพระโพธิสัตว์นี้ แสดงว่าพุทธภาวะ ภาวะแห่งความเป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบานนั้นจะมีอยู่ในสัตว์ด้วยเหมือนกัน ไม่อย่างนั้นสุนัขจะเป็นพระโพธิสัตว์ไม่ได้เลย จึงสอดคล้องกับคำสอนท่านฮวงโป อาจารย์เซนผู้ยิ่งใหญ่ที่สอนว่า "พระพุทธเจ้าทั้งปวง และสัตว์โลกทั้งสิ้น ไม่ได้เป็นอะไรเลย นอกจากเป็นเพียงจิตหนึ่ง (one mind) นอกจากจิตหนึ่งนี้แล้ว มิได้มีอะไรตั้งอยู่เลย...
    จิตหนึ่งนี้เท่านั้น เป็นพุทธะ ไม่มีความแตกต่างระหว่างพุทธะทั้งหลาย เพียงแต่ว่าสัตว์โลกทั้งหลาย ไปยึกมั่นต่อรูปธรรมต่างๆ เสีย และเพราะเหตุนั้น จึงได้แสวงหาพุทธภาวะจากภายนอก การแสวงหาของสัตว์เหล่านั้นเอง ทำให้เขาพลาดจากพุทธภาวะ..."
    จากคำสอนของฮวงโป จะเห็นได้ว่า คนทุกคนมีธาตุแห่งความรู้อยู่ในตัว แต่เหตุที่เราไม่ค่อยได้แสดงด้านนี้ออกมา ก็เพราะกิเลสอันเปรียบเหมือนเมฆคอยบดบังตาแห่งปัญญาของเรา ให้แสดงออกแต่ความโง่เขลาเบาปัญญา ลุ่มหลงงมงายอยู่นั่นเอง

    **********************************
    ขอบพระคุณที่มา http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=7&t=31904
     
  14. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    8,540
    กระทู้เรื่องเด่น:
    97
    ค่าพลัง:
    +24,140
    สอนให้รู้สึก
    การสอนคนนั้น ไม่ใช่จะสอนกันได้ง่ายๆ การสอนหนังสือหนังหา สอนให้คอดเลขอ่านเขียนนั้นยังพอทำเนา ถึงจะมีความยากเย็นกันอย่างไรบ้าง ก็ยังพอไหว แต่การสอนเรื่องธรรมะ เรื่องศาสนา เรื่องศีลธรรม จริยธรรมนี่สิลำบาก สอนกันยาก และจริงๆ แล้ว มันจะสอนกันได้หรือเปล่าก็ไม่รู้ ยังสงสัยอยู่
    การสอนศีลธรรม จริยธรรม เท่าที่ทำๆ กันอยู่มักไม่ใคร่ได้ผล สอนแล้วฟังแล้วก็แล้วกันไป ไม่ได้นำไปประพฤติปฏิบัติกันอย่างจริงๆจังๆ จึงไม่ค่อยได้ผล ซึ่งก็มีสาเหตุมาจากหลายประการด้วยกัน เช่น สภาพแวดล้อมนำไป,ใจไม่แข็งพอ,ผู้สอนไม่เก่งพอที่จะจูงใจ หรือคำสอนไม่จี้จุดไปถึงใจ ทำให้ใจที่ด้สนชาไม่รู้สึก ไม่แว็บขึ้นมา เป็นต้น

    ลองดูตัวอย่างการสอนของสมเด็จฯโต บ้างซิ บางทีอาจจะนำไปใช้ในกรณีอื่นได้อีกกระมัง
    วันหนึ่ง ท่านสมเด็จฯโต ท่านเดินผ่านไปยังวัดชนะสงคราม ท่านได้ยินพระสวดตลกคะนองกันอื้ออึงอยู่ในวัด ฟังแล้วรู้สึกสลดใจ "ทำไมพระจึงทำอย่างนี้ได้หนอ?"
    จะเดินเข้าไปในว่าทันทีทันใดเลยก็ไม่ได้ จึงค่อยๆ เดินเข้าไป พอไปถึงก็ทรุดตัวลงนั่งยอง แล้วประนมขึ้นว่า "สาธุ สาธุ สาธุ " โดยไม่ต้องพูดอะไรออกมาเลย แล้วท่านก็ลุกขึ้นเดินจากไป ปล่อยให้พระเหล่านั้น และญาติโยมที่นั่งฟัง ตะลึงงงงันกันไปหมด
    ความสังเวชใจเกิดขึ้นในท่ามกลางประชุมชนโดยเฉพาะพระเหล่านั้นเกิดความละอายเป็นอย่างยิ่งไม่อาจอยู่มองหน้าผู้คน บ้างก็สึกไป ที่ไม่สึกก็เลิกสวดตลกคะนองอีกโดยเด็ดขาด กลับตัวประพฤติปฏิบัติกันเสียใหม่
    นี่ลองถ้าสมเด็จฯโต ท่านไปถึงแล้วก็ด่าว่าพระเหล่านั้นเสียยกใหญ่ คงจะไม่ได้ผลออกมาอย่างนั้นเป็นแน่แท้ เพราะมันเหมือนกับจะไปห้ามมิให้สวดอย่างนั้น แต่มนุษย์นั้นยิ่งห้ามเหมือนยิ่งยุ ยิ่งกระทำใหญ่ นั่นเป็นอย่างนั้น

    ใช้ สาธุ สาธุ สาธุ เพียงสามคำ เรียบร้อยหมด ให้เขารู้สึกละอาย ได้ผลดีกว่าให้เขาเกิดความเจ็บใจ
    จะสอนคนให้ได้ผล ต้องสอนให้ถึงดวงใจของเขาด้วย

    ขอบพระคุณที่มา ;- http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=7&t=31904
     
  15. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    8,540
    กระทู้เรื่องเด่น:
    97
    ค่าพลัง:
    +24,140
    มโนปุพฺพงฺคมา ธฺมมา
    มโนเสฎฐา มโนมยา
    มนสา เจ ปสนฺเนน
    ภาสติ วา กโรติ วา
    ตโต นํ สุขมเนวติ
    ฉายาว อนปายินี

    ใจเป็นผู้นำสรรพสิ่ง
    ใจเป็นใหญ่(กว่าสรรพสิ่ง)
    ถ้าพูดหรือทำสิ่งใดด้วยใจบริสุทธิ์
    ความสุขย่อมติดตามเขา
    เหมือนเงาติดตามตน
    จากพุทธวจนะ แสดงว่า"ใจ" ย่อมอยู่เหนือสิ่งอื่นใดทั้งหมด สิ่งทั้งมวลสรุปลงอยู่ที่ใจ จะแก้ไขอะไร จะต้องทำการสิ่งใด ในขั้นตัดสินใจนั้นใจเป็นใหญ่หมด
     
  16. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    8,540
    กระทู้เรื่องเด่น:
    97
    ค่าพลัง:
    +24,140
    LpToPaint.jpg
    "ใจ" ย่อมอยู่เหนือสิ่งอื่นใดทั้งหมด สิ่งทั้งมวลสรุปลงอยู่ที่ใจ

    ดังนั้น ดวงใจจึงเป็นสิ่งที่ควรรักษาไว้ ให้บริสุทธิ์ผุดผ่อง ปราศจากละอองธุรีแห่งกิเลส ตัณหาให้มากที่สุด เพราะเมื่อดวงใจงดงาม สิ่งอื่นทั้งหมดจะดีงามตามไปด้วย หากดวงใจต่ำทราม สิ่งอื่นก็ชั่วทรามตามเป็นเงา
    อย่างไรก็ตามสิ่งแวดล้อมก็มีความสำคัญด้วย มีผลกระทบต่อจิตใจมากเหลือเกิน โดยเพาะแก่ผู้ที่มีกำลังใจอ่อนแอ จะถูกสิ่งแวดล้อมลรุมเร้าให้ดีหรือเลวได้ง่ายดาย แต่สำหรับผู้ที่มีกำลังใจอันเข้มแข็ง ฝึกจิตจนมีคุณภาพในระดับดีงามมากแล้ว สิ่งแวดล้อมจะเลวอย่างไรก็ทำอันตรายใดๆ ให้ไม่ได้ เรียกว่าพ้นจากผองภัย
    เรื่องอยู่ที่ใจนี้มีอยู่ว่า วันหนึ่งสมเด็จฯโต เดินผ่านหลังโบสถ์ เห็นพระกำลังเตะตะกร้อกันอย่างสนุกสนาน นายทศซึ่งเดินไปกับท่านด้วย รู้สึกแปลกใจที่ท่านไม่ว่าอะไร ทั้งๆ ที่การเตะตะกร้อมันผิดพระวินัยจึงถามท่านไปว่า "ทำไมไม่ห้ามพระเตะตะกร้อ?"
    "ถึงเวลาเขาเลิกเอง ถ้าไม่ถึงเวลาเขาเลิกเราไปห้ามเขา เขาก็ไม่เลิก" ท่านตอบนายทศอย่างนั้น จะเลิกไม่เลิกมันอยู่ที่ใจของเขา
    ต่อมาพระกลุ่มนั้นได้ใจ คิดว่าสมเด็จฯโต ไม่ว่าอะไร จึงเล่นเตะตะกร้อกันอีก แต่คราวนี้ สมเด็จฯโต ท่านไม่ปล่อยเหมือนคราวก่อน ท่านให้เด็กไปเรียกพระเหล่านั้นมา แล้วให้เด็กยกน้ำร้อรน้ำชาและน้ำตาลทรายมาถวาย สักครู่สมเด็จฯโต ได้ถามขึ้นว่า"นี่ คุณตะกร้อนี่หัดกันนานไหม?"
    พวกพระต่างมองตากัน รู้สึกอาการชักจะไม่ค่อยดี ไม่รู้ว่าสมเด็จฯโต จะเล่นไม้ไหน ได้แต่นั่งทำตาปริบๆ
    "ลูกไหนเตะยากกว่ากัน ลูกข้างลูกหลังน่ะ?" สมเด็จฯโต หยอดเข้าไปอีก พระเหล่านั้นไม่พูดอะไร หน้าถอดสี รู้สึกละอายจนอยากจะแทรกแผ่นดินหนีเสียให้ได้
    โดยปกติ สมเด็จฯโต ท่านไม่ค่อยได้ว่ากล่าวอยู่แล้ว ท่านไม่เคยปากเปียกปากแฉะอย่างพระเจ้าอาวาสทั่วๆไป นานๆ ครั้งจะว่ากล่าวกันที ยิ่งท่านไม่ค่อยได้ว่ากล่าวตักเตือน ยิ่งทำให้ละอายอย่างมาก
    ปรากฏว่าต่อมาพระวัดระฆังเลิกเตะตะกร้อกันอย่างเด็ดขาด นี่คือวิธีสอนแบบเซน ที่จี้จุดไปถึงใจดำ จนรู้สึกขึ้นเอง เมื่อใจเกิดความละอายเกรงกลัวต่อบาปต่อพระวินัย บุคคลก็จะเลิกกระทำสิ่งเลวทราม
    ใจที่ดี ย่อมทำแต่สิ่งที่ดี ใจที่ชั่ว ย่อมทำแต่สิ่งที่ชั่ว
    *********************************
     
  17. na_krub

    na_krub เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    2 กุมภาพันธ์ 2012
    โพสต์:
    525
    ค่าพลัง:
    +2,327
    18301861_799895313520542_4900153551168954338_n.jpg
     
  18. na_krub

    na_krub เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    2 กุมภาพันธ์ 2012
    โพสต์:
    525
    ค่าพลัง:
    +2,327
    18425326_799382026905204_4452848602341997531_n.jpg
     
  19. na_krub

    na_krub เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    2 กุมภาพันธ์ 2012
    โพสต์:
    525
    ค่าพลัง:
    +2,327
    18222684_798370277006379_5718282860805521353_n.jpg
     
  20. na_krub

    na_krub เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    2 กุมภาพันธ์ 2012
    โพสต์:
    525
    ค่าพลัง:
    +2,327
    คนที่แสวงหาบุญน่ะ จงจำไว้เรียกว่าผู้นั้นแสวงหาทรัพย์ คนที่แสวงหาทรัพย์หาบุญไม่มีวันจน เพราะว่าเป็นอริยทรัพย์ บุญโยมบริบูรณ์มากเท่าไหร่ทรัพย์โยมก็บริบูรณ์มากเท่านั้น ยิ่งใครแสวงหาธรรมเจริญศีล เจริญสมาธิ เจริญภาวนาให้บังเกิดแล้วไซร้..นี่กินไม่หมดทุกๆชาติไป จนกว่าโยมจะเข้าสภาวะนิพพาน

    เหตุที่ว่าโยมต้องดับจิตไปแล้ว แม้กายสังขารไม่มีแต่จิตวิญญาณความรู้สึก ไอ้ตัวนี้ยังตามติดโยมไปอยู่คือเวทนากับสัญญา ที่มันหลุดออกจากจิตโยมไม่ได้ เหตุเพราะอะไรจ๊ะ เวทนาคือความรู้สึก ถ้าโยมยังไม่มีความรู้สึกนั้น ไอ้ความรู้สึกตัวนี้แลที่มันเป็นสัญญาคือความจำ ถ้าโยมไม่มีความจำโยมจะไปรู้ชาติไม่ได้ว่าจะไปเกิดเป็นอะไร เกิดมาแล้วมันเป็นยังไง ก็ที่เกิดมาระลึกชาติได้เพราะโยมมีสัญญาอยู่มันจึงจำได้ เวทนาคือความรู้สึกมันถึงจะไปคิดได้

    ดังนั้นเวทนากับสัญญานี้ มันจะตามอยู่กับดวงจิตโยมไปทุกที่ทุกทาง เข้าใจมั้ยจ๊ะ ดังนั้นไม่ว่าจะภพภูมิไหนโยมต้องดับให้ได้คือ"สัญญา" ก็คือการดับ"เวทนา"คือดับอารมณ์..การเกิดจักไม่มีแบบนั้น จิตโยมจะว่าง..นี่คือนิพพาน ถ้ายังมีเวทนาสัญญาอยู่นิพพานคงไม่มีทางที่โยมจะพ้นทุกข์ได้

    ดับต้องดับอารมณ์..สัญญาก็จะดับ แล้วไปดับที่ไหนล่ะจ๊ะ เขาให้มาแล้ว กายสังขารโยมคือครูอย่างยิ่ง เขาให้มาแล้วเนี่ย..เขาให้ทุกคนนะ ดังนั้นโยมไม่ต้องน้อยใจไปว่าโยมเกิดมาแล้วน่ะไม่มีอะไรมา แต่อย่าลืมโยมมีกายสังขาร..ยิ่งกว่าเงินทองร้อยชั่งพันชั่ง เพราะถ้าโยมมีเงินมีทองแต่ไม่มีกายสังขารน่ะ..ผีมันใช้เงินเป็นหรือยังไง วิญญาณน่ะ เกิดมามีเงินมากมายแต่พิการเดินไม่ได้น่ะได้ใช้มั้ย ทำอะไรก็อย่าให้หลง...

    ธรรมะมหัศจรรย์ วันที่ ๑๐ พฤษภาคม ๒๕๖๐
    ณ สถานปฏิบัติธรรมพรหมรังสี บ้านโปร่งวิเชียร จ.เพชรบุรี
    โทร ๐๙๕ ๕๖๙๕๑๙๙ , ๐๙๒ ๓๔๑๗๒๖๖ (เพชรบุรี)
    โทร ๐๘๔ ๘๙๓๖๙๖๑ , ๐๘๑ ๙๒๙๓๒๒๒ (กรุงเทพ)
     
Loading...
กระทู้ที่คล้ายกัน - คําคมสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พฺรหฺมรํสี)
  1. SiTa
    ตอบ:
    1
    เปิดดู:
    3,348
  2. เผยแพร่ธรรมะ
    ตอบ:
    2
    เปิดดู:
    170
  3. wikonr
    ตอบ:
    12
    เปิดดู:
    476
  4. เผยแพร่ธรรมะ
    ตอบ:
    0
    เปิดดู:
    164

แชร์หน้านี้

Loading...