ตามรอยพระพุทธบาท ท่าเท้าพระพุทธองค์

ในห้อง 'ประสบการณ์อภิญญา' ตั้งกระทู้โดย ธรรม-ชาติ, 16 สิงหาคม 2012.

  1. ธรรม-ชาติ

    ธรรม-ชาติ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    2 พฤษภาคม 2012
    โพสต์:
    1,389
    ค่าพลัง:
    +5,601
    ครั้งหนึ่ง ในขณะที่ผมเร่งการปฏิบัติทางจิตแบบ สติสู้กับจิตตสังขาร (รู้จิตและการทำงานของมันอย่างชัดเจน) ด้วยการเดินจงกรมภายในใต้ถุนศาลาวัดแห่งหนึ่งในชนบท จู่ ๆ ก็เกิดปรากฏการณ์เป็นรูปรอยพระพุทธบาทขึ้นกลางอากาศแบบ 3 มิติ เด่นชัดคมกริบไปด้วยรายละเอียดอย่างชัดเจนมาก และความชัดเจนอันคมกริบของรายละเอียดที่เกิดขึ้นนั้นเกินกำลังที่ผมจะนึกขึ้นเองได้ ปรากฏการณ์นี้ไม่ได้มาจากจิตและผลผลิตทางจิตของผม ในขณะนั้นสติสัมปัญชัญญะกำลังดวลอยู่กับจิตของตนเอง จึงรู้ชัดว่า นี่เป็นการให้ปริศนาธรรมอันเกิดมาจากจิตอื่นในบริเวณนั้น

    ผมยังคงเดินจงกรมอย่างต่อเนื่องอีกหลายรอบ แต่รอยพระพุทธบาทก็ยังปรากฏเด่นชัดอยู่เช่นนั้น จนกระทั่งผมต้องหยุดการเดินและหันมาใส่ใจต่อรอยพระพุทธบาทที่ยังปรากฏอยู่ในกลางอากาศขณะนั้น ในขณะที่จิตผมเริ่มใส่ใจต่อรอยพระพุทธบาท จิตก็เริ่มธรรมวิจัยยะ (พิจารณาปรากฏการณ์ในปัจจุบันขณะ) ออกมาว่า รอยพระพุทธบาทนั้นเป็นผลลัพธ์จากการวางเท้าในลักษณณะใด

    รูปการวางเท้าที่จะทำให้เกิดรอยฝ่าเท้าที่เท่าเทียมกันทั้งผืนนั้น ย่อมเกิดมาจากการประทับวางฝ่าเท้าที่พร้อมเพรียงกันทั้งผืนเท้า

    หลังจากที่จิตผมเริ่มเข้าใจแล้ว รอยพระพุทธบาทที่ปรากฏอยู่ในกลางอากาศขณะนั้น ก็หายไป จากนั้นผมก็เริ่มหัดทำการทดสอบการยืนวางเท้าทั้งสองข้างให้ได้เต็มฝ่าเท้าจริง ๆ (โดยปกติไม่ได้เป็นเช่นนั้น) การยืนนี้ไม่มีการจำกัดรูปแบบแต่อย่างใด แต่เนื้อหานั้น ยามใดที่ขยับเท้าจนได้ที่แล้ว ก็จะรู้ได้ว่า ทางกายมีความหนักแน่นมั่นคง ส่วนทางจิตก็อยู่ในระดับอุปจาระสมาธิได้เอง และสติสัมปัณชัญญะก็มีอยู่พร้อมกันไปในตัว

    หลังจากที่ผมยืนเป็นแล้ว (ตลอดชั่วชีวิตผมเข้าใจว่าใคร ๆ ก็ยืนได้ ส่วนผมแล้วเพิ่งจะยืนเป็นจริง ๆ ก็วันนั้นแหละ) ก็เริ่มหัดเดินโดยพยายามให้เท้าสัมผัสพื้นแบบเต็มฝ่าเท้าในเวลาเดียวกัน ปรากฏว่า ส้นลงก่อนบ้าง ปลายลงก่อนบ้าง หลาย ๆ ครั้งที่เอาข้าง ๆ ลงก่อน จนกระท้่งผมต้องพยายามไปแบบ ก้าวต่อก้าว เท่านั้น ก้าวใดไม่สามารถลงแบบเต็มฝ่าเท้าใด้ ก็เอาใหม่

    สักพักใหญ่ ๆ ผ่านไป ผมเริ่มพิจารณาว่า มันไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะทำให้ได้เช่นนั้น ทั้ง ๆ ที่ผมก็เดินจงกรมจนอยู่ในระดับที่ว่า การเดินทุกครั้งก็คือการจงกรมไปในตัวอยู่แล้ว ผมจึงย้อนกลับมาพิจารณาใหม่ว่า การเดินโดยให้เท้าสัมผัสพื้นแบบเต็มฝ่าเท้านั้นเป็นผลลัพธ์มาจากอะไร จากนั้นก็ทดสอบการกำหนดจิตให้จับอยู่เพียงแค่การทำให้ นิ้วเท้าทั้ง 5 กับส้นเท้า ให้ลงพื้นพร้อมกัน ปรากฏว่าง่ายกว่าเดิมมาก และให้ผลลัพธ์ที่สามารถสัมผัสพื้นแบบเต็มฝ่าเท้าได้ในระดับเกินกว่า 80% ขึ้นไป แต่ก็ยังไม่พอใจเพราะการเดินแบบนี้ ยังนับว่าห่างไกลจากการเดินแบบธรรมชาติที่คนปกติเขาเดินกันมากเกินไป จะกลายเป็นการเดินแบบผิดปกติได้

    อีกวันถัดมา ผมพิจารณาหาวิธีใหม่ให้เรียบง่ายและให้เป็นธรรมชาติมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ คราวนี้ผมกำหนดแค่ นิ้วชี้กับนิ้วกลางเท้า กับ ส้นเท้าให้สัมผัสพื้นพร้อมกันเท่านั้น ผลปรากฏว่าสามารถทำให้เท้าสัมผัสพื้นแบบเต็มฝ่าเท้าได้เป็นอย่างดี การเดินแคล่วคล่องกว่าและเป็นธรรมชาติมากกว่า เหมือนกับคนทั่วไปเขาเดินกัน แต่พอเดินไปได้พักใหญ ๆ ก็เริ่มมีอาการปวดหัวเข่าขึ้นมา

    ผมสังเกตุได้ว่า การเดินแบบใหม่นี้ ทำให้อิริยาบทของร่างกายเปลี่ยนไป ร่างกายช่วงล่างเริ่มจัดเรียงระเบียบแบบแผนใหม่ ทำให้ขาและกระดูกห้วเข่าเริ่มกลับเข้าที่ตามที่มันควรจะเป็น ผมใช้การเดินด้วยการงอเข่านิด ๆ แบบคล้าย ๆ กับติดสปริงหน่อย ๆ ก็สามารถจัดการกับการปวดหัวเข่าได้ไม่ยาก

    ต่อมา รู้สึกสังเกตุได้ว่า เท้ามีการเดินแบบเป็นเส้นตรงอันเดียว และฝีเท้ามีลักษณะก้าวย่างที่เท่าเทียมกัน จึงเกิดความอยากรู้ว่า มันเป็นความจริงตามที่สงสัยหรือไม่ ผมจึงไปหาเชือกพลาสติกที่ยาวพอที่จะใช้ต่อการพิสูจน์ และตลับเมตรมาวางไว้ข้าง ๆ แนวการเดินจงกรมในใต้ถุนศาลา จากนั้นผมจึงล้างเท้าให้เปียกชุ่มแล้วกลับมาเข้าที่เดิม พร้อมการยืนที่เข้าที่ แล้วเดินจงกรมแบบใหม่นี้จนสุดศาลา แล้วกลับมาทำการขึงเชือกให้ตึงเท่าที่จะทำได้ จากส้นเท้าแรกจนถึงปลายเท้าสุดท้าย แล้วก้มลงมองตามรอยเท้าที่เปียกน้ำนั้น ปรากฏว่า การเดินนั้นเป็นเส้นตรงอันเดียว จริง และช่องว่างระหว่าการวางเท้าห่างเท่ากันทุกรอย จริง

    2-3 วันผ่านไป จนเริ่มมีความชำนาญมากขึ้น สังเกตุได้ว่า บางครั้งเดินในที่สมควรลื่นก็ไม่ลื่น ยามที่เท้าสัมผัสพื้นกลับรู้สึกแผ่วเบา คล้าย ๆ กับเพียงแค่แตะ ๆ ไปเท่านั้น สติสัมปัญชัญญะรู้ทุกอย่างชัดเจน และกลั่นตัวเป็นสมาธิอยู่ตลอดเวลาในขณะเดิน สบายตัวอย่างยิ่ง หลายครั้งสามารถหลบหลีกอุปสรรคได้เองแบบสัญชาติญาณทำงานอัตโนมัติ การเดินมีความรวดเร็วกว่าปกติจนสามารถสังเกตุออกได้ค่อนข้างชัด ปรากฏการณ์เหล่านี้ ไม่เคยปรากฏในการเดินจงกรมแบบเก่า ๆ ที่ทำมาหลาย ๆ ปีเลย

    ตอนเด็ก ๆ ผมเคยสงสัยอย่างยิ่งว่า ตอนที่องคุลีมาลวิ่งนั้น ยังไม่สามารถไล่ตามพระพุทธเจ้าในขณะเดินได้ ก็เลยเดาเอาตามประสาเด็กว่า องคุลีมาลต้องเห็นพระพุทธเจ้าในระยะไกลเป็นกิโลแน่ ๆ พอลงมือวิ่งไปจนถึงแล้วจึงหมดแรงน้ำข้าวต้มยอมแพ้ไป แต่ตอนนี้ผมวางการเดาอันเก่านั้นลงโดยสิ้นเชิงแล้ว เพราะการเดินที่รวดเร็วกว่าปกตินั้นมีอยู่จริง แถมไม่ค่อยอยากจะเหนื่อยซะอีกด้วย

    วิธีการเดินจงกรม แบบตามรอยพระพุทธบาท หรือ ท่าเท้าพระพุทธองค์ (ตามภาษากำลังภายใน) นี้ ผมได้รับปริศนาธรรมมาจากจิตอื่น (เข้าใจว่าเป็นเสื้อวัดที่อยู่ในวัดนั้น) และผมมั่นใจว่าผู้พิทักษ์ ศาสนาของพระพุทธเจ้า นี้ คงตั้งใจที่จะถ่ายทอดมรดกธรรมของพระพุทธเจ้า ให้กับผู้ที่ปฏิบัติธรรมที่มีความตั้งใจที่แท้จริง เพื่อให้ช่วยกันจรรโลงพระพุทธศาสนาให้ยืนยาวสืบต่อไป

    ผู้ปฎิบัติธรรมใดที่ต้องการฝึกในการเดินจงกรมแบบนี้ ก็ให้ทำการฝึกและช่วยกันพิมพ์เผยแพร่ ฟรี เพื่อการสืบต่อพระพุทธศาสนาอย่างกว้างขวางได้ โดยไม่ต้องขออณุญาต ผมไม่ได้ทำการสงวนลิขสิทธฺ์ แต่ประการใด

    ผู้ที่ฝักใฝ่ในการปฏิบัติธรรมอย่างตั้งใจจริง ก็ย่อมมีจิตอื่นยื่นมือมาให้ความช่วยเหลือเอง ตามธรรมชาติของฝ่ายธรรมะ โดยไม่จำกัดความเป็นเพศวรรณะ ไม่ว่าจะเป็น ครุฑ พรหม เทพ ยม ยักษ์ คนธรรมพ์ นาค มนุษย์ และอื่น ๆ การที่พวกเขาปรากฏตัวให้ผู้ประพฤติปฏิบัติธรรมให้เห็นบ้างเป็นครั้งคราว ก็เพื่อให้ธรรมะเป็นเครื่องเตือนใจว่า เพศอื่นอันนอกจากมนุษย์ ภพอื่นอันนอกจากมนุษย์ ภูมิอื่นอันนอกจากมนุษย์ ยังมี ภพภูมิที่เป็นสุข และภพภูมิที่เป็นทุกข์ ยังมี ส่วนผู้ที่อ่านมาก ท่องจำมาก และจินตนาการมาก แต่ไม่กล้าที่จะลงมือปฎิบัตินั้น จะไม่มีโอกาสได้เห็นสักขีพยานธรรมเหล่านี้ได้เลย อย่างมากก็จะเจอแต่เจ้ากรรมนายเวรเท่านั้น เพราะความกล้าในธรรมไม่ปรากฏ

    ขอทุกท่านจงเป็นผู้กล้า และไม่ประมาทในธรรม โดยทั่วถึงกันเทอญ
     
  2. อินทรี

    อินทรี เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    9 กรกฎาคม 2009
    โพสต์:
    395
    ค่าพลัง:
    +542
    ว่าแต่มีแต่วิธีการเดินอย่างเดียวรึคับ วิธีการนั่งละมีเทคนิค เล็กๆน้อยๆบ้างป่าว คนที่ปฏิบัติมากๆนี่ ย่อมเหนอาการจากข้างนอกเข้าไปหาข้างในจริงๆ ในขณะเดียวกันมองเหนจากข้างในย้อนกลับมาดูข้างนอกในสภาพที่สัมพัทธ์กันได้อีกด้วย อ่านแล้วกำลังจะยกเครดิตให้อริยาบถเดินจริงๆ ใช่รึป่าว ว่าเหนผลลัพธ์ออกมาชัดเจน?????
     
  3. ธรรม-ชาติ

    ธรรม-ชาติ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    2 พฤษภาคม 2012
    โพสต์:
    1,389
    ค่าพลัง:
    +5,601
    เทคนิค เล็ก ๆ น้อย ๆ ในอิริยาบทนั่ง หากต้องการให้เป็นไปตามธรรมชาติ โดยไม่จำกัดรูปแบบท่านั่งนั้น ทำได้โดย "นั่งให้สบายแต่มั่นคง" ยามใดที่ขยับจนได้ที่แล้ว จิตจะรู้สึกได้เองว่า "อยู่ตัว และ เข้าที่แล้ว"

    ณ ขณะจิตนี้ ให้สังเกตุดูก็จะรู้ได้ว่า ความรู้สึกทั่วทั้งตัว จะปรากฏมาเองโดยธรรมชาติของมัน

    จากนั้น ให้ฝึกอยู่กับความรู้สึกตัวเช่น

    1. ลองเพิ่มความรู้สึกนี้ให้มากขึ้นทั้งตัวอย่างช้า ๆ แล้ว
    2. หยุดตรึงความรู้สึกให้รักษาระดับความเข้มข้นให้อยู่ในระดับนั้น
    3. แช่อยู่กับความรู้สึกในระดับนั้น เหมือนกับแช่น้ำอุ่นในอ่างอาบน้ำ
    4. ลดความรู้สึกลงมาช้า ๆ แล้ว ตรึง และ แช่ ในความรู้สึกระดับต่าง ๆ
    5. ถอนจิตให้เข้าสู่สภาวะปกติ แล้วเร่งเพิ่มความรู้สึกเข้าไปใหม่

    ให้ฝึกจนทำได้ดังใจปราารถนา คือ อยากเข้าเมื่อไรก็เข้าได้ อยากออกเมื่อไรก็ออกได้ อยากจะลงไปลึกแค่ไหนก็ทำได้ หรืออยากถอยมาหน่อยก็ทำได้ อยากจะแช่ให้นาน ๆ หน่อยก็ทำได้

    เมื่อชำนาญแล้ว จะอยู่ในอิริยาบทใดก็ได้ รวมทั้ง ลืมตา หรือ หลับตาก็ทำได้ ใช้เพียงแค่กำหนดจิตให้เกิดความรู้สึกทั้งตัวเท่านั้น

    สิ่งนี้เรียกว่า วสี 5 คือความแคล่วคล่องทางจิต โดยผูกฐานอยู่กับ มหาสติปัฏฐาน เริ่มที่ความรู้สึกทั้งตัว และฝึกระดับต่าง ๆ กับความรู้สึกทั่วทั้งตัว

    ส่วนการเห็นนั้น ไม่ใช่ ตาเห็น หรือ จิตเห็น แต่เป็น สติเห็น การเห็นของสตินั้นจะต่างกว่าอย่างอื่น ๆ คือ จะเริ่มจากรู้ก่อน เป็นการรู้อยู่ในปัจจุบันขณะ และใช้การปรับจิตในวสี 5 จนกลายเป็น เห็น จากนั้นจะค่อย ๆ รู้ ขันธ์ และ ธาตุ ตามความเป็นจริงได้เอง

    ส่วนอิริยาบทเดินตามข้างบนนั้น ผมมอบให้กับผู้ที่กำลังท้อแท้ต่อการเดินจงกรม ช่วยปราบความฟุ้งซ่าน และเพื่อเป็นกำลังใจต่อผู้ฝึกใหม่ รวมทั้งเป็นความรู้ว่าพระพุทธเจ้าท่านเดินอย่างไร เท่านั้น

    ขอให้เจริญในธรรมยิ่ง ๆ ขึ้นไปนะครับ
     
  4. จิตวิญญาณ

    จิตวิญญาณ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    17 สิงหาคม 2008
    โพสต์:
    276
    ค่าพลัง:
    +675
    อนุโมทนาสำหรับธรรมทานค่ะ รู้วิธีอย่างนี้แล้วคงต้องฝึกแล้วล่ะค่ะ เมื่อปีที่แล้วไปบวชชีพราหมณ์ที่วัดแห่งหนึ่ง ช่วงที่นั่งรอหลวงพ่อที่เป็นเจ้าอาวาส ขณะที่เจ้าอาวาสท่านเดินมายังกุฏิ สายตาเหลือบแว๊บไปเห็นลักษณะการเดินของท่านน่ะค่ะ ท่านเดินลักษณะวางฝ่าเท้าลงพื้นแบบเต็มเท้า แบบค่อยๆวางลงพื้นอย่างช้าๆเหมือนกับที่คุณธรรม-ชาติอธิบายไว้เลยค่ะ ก็แอบจำเอาวิธีการเดินของท่านนำมาปฏิบัติที่บ้านน่ะค่ะ ปรากฏว่าไม่ง่ายอย่างที่คิดเลยค่ะ การเดินแบบค่อยๆวางเท้าเต็มให้ลงพื้นพร้อมๆกันจะรู้สึกขาหนักๆและปวดเข่ามากๆจนเดินต่อแทบไม่ได้ ลองทำอีกก็เป็นเหมือนเิดิมอีก สรุปก็เลยยุติ เดี๋ยวจะพยายามฝึกใหม่ค่ะ
     
  5. ธรรม-ชาติ

    ธรรม-ชาติ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    2 พฤษภาคม 2012
    โพสต์:
    1,389
    ค่าพลัง:
    +5,601
    การเดินแบบค่อยๆวางเท้าเต็มให้ลงพื้นพร้อมๆกันจะรู้สึกขาหนักๆและปวดเข่ามากๆจนเดินต่อแทบไม่ได้ ลองทำอีกก็เป็นเหมือนเิดิมอีก สรุปก็เลยยุติ เดี๋ยวจะพยายามฝึกใหม่ค่ะ

    +++ การเดินแบบนี้ ทำให้อิริยาบทของร่างกายเปลี่ยนไป ร่างกายช่วงล่างเริ่มจัดเรียงระเบียบแบบแผนใหม่ ทำให้ขาและกระดูกห้วเข่าเริ่มกลับเข้าที่ตามที่มันควรจะเป็น ผมใช้การเดินด้วยการงอเข่านิด ๆ แบบคล้าย ๆ กับติดสปริงหน่อย ๆ ก็สามารถจัดการกับการปวดหัวเข่าได้ไม่ยาก ลองดูนะครับ
     
  6. Tamjugg

    Tamjugg เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    7 กันยายน 2012
    โพสต์:
    651
    ค่าพลัง:
    +961
    ในอภิญญา6 มีอะไรเกิดขึ้นกับคุณบ้างสรุป?
     
  7. ธรรม-ชาติ

    ธรรม-ชาติ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    2 พฤษภาคม 2012
    โพสต์:
    1,389
    ค่าพลัง:
    +5,601
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 23 กันยายน 2015
  8. degba4567

    degba4567 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    22 กรกฎาคม 2011
    โพสต์:
    200
    ค่าพลัง:
    +348
    จะลองดูครับ
     
  9. จิตวิญญาณ

    จิตวิญญาณ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    17 สิงหาคม 2008
    โพสต์:
    276
    ค่าพลัง:
    +675
    เคยลองเดินจงกรมสองครั้งค่ะ สาเหตุที่เดินเพราะช่วงเวลาประมาณตี1-2 เกิดอาการตาสว่างแบบไม่ง่วงนอนเลยน่ะค่ะ แถมคิดฟุ้งซ่านอีกเล็กน้อย แต่สังเกตุว่าหลังจากเดินจงกรมแล้วจะเกิดอาการเหมือนกันทั้งสองดังนี้ค่ะ

    ครั้งแรกเดินได้ประมาณเกือบหนึ่งชั่วโมง หลังจากนั้นก็นั่งหลับตาพัก สังเกตว่าช่วงขณะนั่งๆจะเกิดอาการวูบแล้วเหมือนจะมีพลังส่งเข้ามาปะทะจนเกิดเสียงดังวิ้งน่ะค่ะ ทีนี้ก็เลยลองตั้งสติอยู่กับความรู้สึกทั้งตัวใหม่ พอสักพักสังเกตดูเหมือนรู้ว่า ถ้ามีพลังที่กำลังขยับอยู่ตรงไหนก็จะรู้สึกเหมือนพลังนั้นมันจะวิ่งเข้ามาปะทะเราแล้วเกิดเสียงดังวิ้งเลยน่ะค่ะ เป็นอยู่ 3-4 ครั้งก็เลยเลิก

    หลังจากนั้นทิ้งห่างหลายวันก็ลองกลับมาเดินจงกรมใหม่ ใช้เวลาประมาณชั่วโมงกว่าๆ จนรู้สึกขาล้าๆเลยหยุด หลังจากนั้นก็นั่งหลับตาพักผ่อน คือนั่งแบบทำความรู้สึกทั้งตัวนะคะ แค่ไม่ถึงนาทีได้ รู้สึกจะวูบแล้วเหมือนจะรู้ว่ามีพลังพุ่งมาจากต้นไม้ใหญ่ข้างบ้านเข้ามาปะทะแล้วเกิดเสียงดังวิ้ง สักพักเป็นอีกค่ะ วูบแล้วรู้สึกว่ามีพลังพุ่งมาจากพระแก้วมรกตที่โต๊ะบูชาส่งมาปะทะแล้วเสียงดังวิ้งเหมือนกัน ... อาการนี้เป็นลักษณะของอาการจิตตกภวังค์หรือเปล่าคะ?
     
  10. ธรรม-ชาติ

    ธรรม-ชาติ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    2 พฤษภาคม 2012
    โพสต์:
    1,389
    ค่าพลัง:
    +5,601
    +++ ถ้าความรู้สึกตัวยังมีอยู่เต็มร่างตลอดเวลา เราจะรู้ทุกอย่างชัดเจน อาการวูปไม่น่าจะเกิดมาจากตัวคุณ ถ้าเป็นอย่างที่ผมกล่าวมา นี่ไม่ใช่ภวังค์อย่างแน่นอน

    +++ ความรู้สึกตัวที่มีอยู่เต็มร่าง คือ เวทนานุปัสสนามหาสติปัฏฐาน ที่ สติสามารถครองฐานได้มั่นคงแล้ว ฐานเวทนา หรือเรียกว่า ฐานแห่งความรู้สึกนี้ เป็นฐานแห่งพลังงานโดยตรง และเป็นฐานแห่งการตรวจสอบปรากฏการณ์ของพลังงานอีกด้วย ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นกับคุณนั้น สามารถระบุได้ว่า คุณพร้อมที่จะเรียนรู้ปรากฏการณ์ในเรื่องพลังงานได้แล้ว

    +++ หลัก ๆ ในการฝึกของคุณในขณะนี้คือ การฝึก เข้า ออก เร่ง ตรึง แช่ ผ่อน ต่าง ๆ ในโพสท์ที่ #3 ให้ชำนาญ เพราะนี่เป็นกุญแจสำคัญที่สุดในการเรียนรู้เกี่ยวกับ พลังต่าง ๆ ได้เป็นอย่างดี และเป็นการวางรากฐานแห่งความมั่นคงหนักแน่น ในชั้นพลังจิตอีกด้วย

    +++ ยามใดที่คุณชำนาญจนกำหนดได้ดังใจแล้ว คุณจะเรียนรู้ในสิ่งที่เรียกว่า ภูมิ ได้เป็นอย่างดี รวมทั้งการ เข้า ออก และ วาง ภูมิได้อีกด้วย เพราะ ภูมิ เป็นเรื่องของชั้นพลังงาน และเป็นเรื่องของ ชั้นภูมิ ต่าง ๆ ซึ่งมี ภพ อาศัยอยู่ รวมทั้ง จิตที่จะไปจุติยัง ภพ นั้น ๆ และเป็นส่วนของ วิชชา 3 ขั้นตอนนี้ อยู่ในข้อ 9-11 ของ "จิตมาร" ภาคที่ 2 ในหน้าที่ 6 ของ "เกิดอาการหูดับ"

    ฝึก เข้า ออก เร่ง ตรึง แช่ ผ่อน ต่าง ๆ ในโพสท์ที่ #3 ให้ชำนาญ นะครับ
     
  11. watjojoj

    watjojoj เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    11 มิถุนายน 2012
    โพสต์:
    563
    ค่าพลัง:
    +9,787
    มาแชร์ประสบการณ์การฝึกครับ
    ผมเองลองฝึกได้วัน สองวันได้ เพราะพื้นที่ในเมืองเลยค่อนข้างจำกัด จากที่ฝึกมาคือมักจะพบว่าเหมือนจะมีอีกกายคอยจะหลุดออกมาอยู่เสมอๆ แต่จะหลุดออกเพียงครึ่งตัว แล้วก้กลับเข้ามาใหม่ ตอนแรกนึกว่าเหม่อ แต่พอสังเกตุดีแล้ว พบว่าไม่ใช่แน่ เพราะเป็นบ่อยมากครับ
     
  12. ธรรม-ชาติ

    ธรรม-ชาติ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    2 พฤษภาคม 2012
    โพสต์:
    1,389
    ค่าพลัง:
    +5,601
    +++ ปรากฏการณ์นี้ สามารถยืนยันในเรื่อง "กายซ้อนกาย" ได้เป็นอย่างดี เพราะ "ตัวเราทำท่าจะ หลุด ออกจากตัวเรา" นั่นเอง
    +++ ปรากฏการณ์นี้ สามารถยืนยันในเรื่อง "ภูมิซ้อนภูมิ" ได้เป็นอย่างดี เพราะ "ตัวเราข้างในเป็นคนละ ภูมิ กับตัวเราข้างนอก"
    +++ ปรากฏการณ์นี้ สามารถยืนยันในเรื่อง "ภพซ้อนภพ" ได้เป็นอย่างดี เพราะ "ตัวเราข้างในไม่ได้อยู่ใน ภพ ของมนุษย์"
    +++ ปรากฏการณ์นี้ สามารถยืนยันในเรื่อง "ภพและภูมิ" มีอยู่จริง และการออกจาก "ภพและภูมิ" สามารถทำได้ หาก รู้ "วิธีทำ"

    +++ ปรากฏการณ์ที่ปรากฏอยู่นี้คือ "กายเวทนา" สามารถแยกออกจาก "กายมนุษย์" ได้ หากสติละเอียดมากกว่านี้ ก็จะเป็นภาคของ "กายจิต" และ "กายธรรมารมณ์" ในตอนต่อไป เมื่อเข้าใจในเรื่องของ "กายทั้งหลาย" ได้ชัดแจ้งแล้ว "สักกายะทิฐิ" ย่อมหมดไปเป็นธรรมดา ตามธรรมชาติในการเดินทางผ่านมรรคาแห่ง สติ นั่นเอง
     
  13. จิตวิญญาณ

    จิตวิญญาณ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    17 สิงหาคม 2008
    โพสต์:
    276
    ค่าพลัง:
    +675
    คุณ watjojoj กรุณาเข้ามาแชร์ประสบการณ์บ่อยๆนะคะ อย่าปล่อยให้ดิฉันเข้ามาแชร์คนเดียวน๊า แชร์อยู่คนเดียวแล้วรู้สึกว้าเหว่น่ะค่ะ :'(
     
  14. watjojoj

    watjojoj เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    11 มิถุนายน 2012
    โพสต์:
    563
    ค่าพลัง:
    +9,787
    ได้ครับ จริงๆก็มีอาการมากมายเลยทีเดียว พอดีคุยหลังไมค์กับคุณธรรมชาติ แต่มาคิดๆดูแล้ว เอามาเขียนลงดีกว่า เพื่อที่ว่าคนอื่นที่กำลังฝึกอยู่จะได้ทราบสภาวะด้วยน่ะครับ
     
  15. watjojoj

    watjojoj เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    11 มิถุนายน 2012
    โพสต์:
    563
    ค่าพลัง:
    +9,787
    จนถึงเดี๋ยวนี้ จะรู้สึกว่ามีอีกกายคอยมองซ้อนกายหยาบอยู่เสมอๆ หรือเวลาที่จะคุยกับใครก็มักจะพอเข้าใจได้ว่าเขาจะพูดอะไรก่อน บางทีก้นึกอยากจะแกล้งตอบไปก่อน แต่ว่ายังขอฝึกให้มั่นใจก่อนดีกว่า ส่วนอาการที่กายอีกกายคอยจ้องจะออกก็ยังเป็นอยู่เหมือนเดิมคงเป็นอยู่เหมือนเดิมครับ :cool:
     
  16. ธรรม-ชาติ

    ธรรม-ชาติ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    2 พฤษภาคม 2012
    โพสต์:
    1,389
    ค่าพลัง:
    +5,601
    +++ กายในกาย ภพในภพ ภูมิในภูมิ ไม่นานก็สิ้นสงสัยได้เองครับ ต้องรู้แจ้งใน ภพและภูมิก่อน จึงจะออกจากภพภูมิ ได้ตามความเป็นจริง นะครับ
     
  17. จิตวิญญาณ

    จิตวิญญาณ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    17 สิงหาคม 2008
    โพสต์:
    276
    ค่าพลัง:
    +675
    +++ ถ้าความรู้สึกตัวยังมีอยู่เต็มร่างตลอดเวลา เราจะรู้ทุกอย่างชัดเจน อาการวูปไม่น่าจะเกิดมาจากตัวคุณ ถ้าเป็นอย่างที่ผมกล่าวมา นี่ไม่ใช่ภวังค์อย่างแน่นอน

    +++ ความรู้สึกตัวที่มีอยู่เต็มร่าง คือ เวทนานุปัสสนามหาสติปัฏฐาน ที่ สติสามารถครองฐานได้มั่นคงแล้ว ฐานเวทนา หรือเรียกว่า ฐานแห่งความรู้สึกนี้ เป็นฐานแห่งพลังงานโดยตรง และเป็นฐานแห่งการตรวจสอบปรากฏการณ์ของพลังงานอีกด้วย ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นกับคุณนั้น สามารถระบุได้ว่า คุณพร้อมที่จะเรียนรู้ปรากฏการณ์ในเรื่องพลังงานได้แล้ว

    เคยเล่าให้คุณwatjojijฟังว่าช่วงหนึ่งฝึกเร่งแล้วมีอาการร้อนตรงแผ่นหลังถึงคอพับ จนรู้สึกได้ถึงไอความร้อนแผ่นหลังแผ่ออกมากระทบกับเสื้อ พอผ่อนคลาย ความร้อนเคลื่อนย้ายขึ้นไปอยู่ที่กะโหลกแผ่นหลัง แล้วแช่อย่างนั้น พอหยุดพัก ความร้อนก็ค่อยๆจางคลายไป ถ้าให้เปรียบเทียบความรู้สึกของความร้อนที่กะโหลกแผ่นหลัง จะคล้ายๆเหมือนแผ่นเหล็กที่เพิ่งลนไฟเสร็จใหม่ๆน่ะค่ะ คือรู้สึกร้อนมากจริงๆ และหลังจากนั้นไม่กี่วัน สังเกตุร่างกายภายในอุ่นแบบเต็มตัว คืออยู่ๆก็เป็นขึ้นมาเองนะคะ ความแตกต่างสามารถแยกได้ชัดเจนว่าผิวหนังภายนอกจะเหมือนแค่เป็นหนัง(เกาะ)ห่อหุ้มร่างกายใต้ผิวหนังที่กำลังอุ่นอยู่ไว้น่ะค่ะ พอจับดูผิวหนังภายนอกก็เย็นธรรมดาไม่ร้อนนะคะ (เปรียบเทียบแบบง่ายๆกับลูกมะพร้าว ทั้งๆที่เป็นลูกเดียวกัน แต่ความแตกต่างสามารถแยกได้ชัดเจนระหว่างเนื้อมะพร้าวข้างในที่อุ่นภายใต้กะลาชั้นนอกที่ห่อหุ้มไว้ เหมือนเป็นคนละส่วนกัน) และก็รู้สึกอุ่นอย่างนั้นทั้งวันเลยค่ะ ช่วงดึกๆจะร้อนที่ใจกลางฝ่ามือ หลังจากนั้นเหมือนจะมีความรู้สึกที่ไวมาก คือแค่คิดจะทำความรู้สึกทั้งตัว ใจกลางฝ่ามือก็ร้อนแล้วน่ะค่ะ ร้อนแบบยุบยิบเหมือนมีคลื่นวิ่งไหลวนจากใจกลางมือขึ้นตามนิ้ววนไปวนมาน่ะค่ะ ตอนพิมพ์อยู่นี่ฝ่ามือก็เริ่มร้อนแล้วน่ะค่ะ คืนก่อนตื่นตีสอง รู้สึกร้อนที่ฝ่ามือทั้งสองข้าง จนต้องเอาฝ่ามือแตะพื้นปูนเย็นๆน่ะค่ะ พอสักพักพื้นปูนตรงที่เราเอามือแตะก็ร้อนด้วย เคยบางครั้งร้อนจนต้องเอาผ้าห่อน้ำแข็งมากำไว้ พอกำได้สักพักก็หนาว พอเลิกกำสักพักฝ่ามือก็ร้อนอีก และก็มีไม่กี่วันที่ผ่านมา เดินผ่านเครื่องรางของขลังที่หลวงปู่เกจิองค์หนึ่งท่านให้มาเมื่อ2-3ปีที่แล้ว วางอยู่บนโต๊ะ ก็คิดยังไงไม่รู้อยู่ๆก็เอามือไปแตะ แตะปุ๊บเหมือนโดนไฟช๊อตอย่างแรงเลยค่ะ คลื่นเป็นลำปล้องเท่านิ้วก้อยวิ่งจากข้อมือมาสุดที่ข้อศอก ตกใจมากรีบเอามือผลักออกเดินหนีเลย พอสักพักกลับไปดูอีกที ตรงที่เราเอามือแตะจะเห็นรอยร้าวเลยค่ะ มันเป็นอะไรที่ไวมากจริงๆค่ะ นี่ถ้าเอามือกำไว้คงต้องโยนลงพื้นแตกแน่ๆค่ะ
     
  18. ธรรม-ชาติ

    ธรรม-ชาติ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    2 พฤษภาคม 2012
    โพสต์:
    1,389
    ค่าพลัง:
    +5,601
    และก็มีไม่กี่วันที่ผ่านมา เดินผ่านเครื่องรางของขลังที่หลวงปู่เกจิองค์หนึ่งท่านให้มาเมื่อ2-3ปีที่แล้ว วางอยู่บนโต๊ะ ก็คิดยังไงไม่รู้อยู่ๆก็เอามือไปแตะ แตะปุ๊บเหมือนโดนไฟช๊อตอย่างแรงเลยค่ะ คลื่นเป็นลำปล้องเท่านิ้วก้อยวิ่งจากข้อมือมาสุดที่ข้อศอก ตกใจมากรีบเอามือผลักออกเดินหนีเลย พอสักพักกลับไปดูอีกที ตรงที่เราเอามือแตะจะเห็นรอยร้าวเลยค่ะ มันเป็นอะไรที่ไวมากจริงๆค่ะ นี่ถ้าเอามือกำไว้คงต้องโยนลงพื้นแตกแน่ๆค่ะ

    +++ เวลาจะจับเครื่องรางของขลัง ต้องถอนจิตออกมาที่ 0% ก่อน แล้วจึงแตะ จากนั้นจึง "เรียนรู้" ได้ว่า ธรรมารมณ์ ที่ตกกระทบเข้ามานั้นเป็นลักษณะอย่างไร อย่าแตะในขณะที่เรากำลังเดินพลังอยู่ มิฉะนั้นอาจเกิดพลังต้านกันเองขึ้น แล้วอาจทำให้พลังในเครื่องรางนั้นแปรปรวนได้ พลังในตัวเรานั้น เร่งได้ ผ่อนได้ แต่พลังในเครื่องรางนั้น เร่งไม่ได้ หากผ่อนหรือถอน เนื่องด้วยเราเป็นต้นเหตุ ก็จะผ่อนหรือถอนไปเลย เหลือไว้แต่เพียงวัตถุธาตุเฉย ๆ

    +++ ให้ถอนจิตออกมาที่ 0% ก่อน แล้วจึงแตะ จากนั้นจึง "เรียนรู้" ธรรมารมณ์ ที่ตกกระทบเข้ามานั้นเป็นลักษณะอย่างไร จากนั้นเดินจิตตนเองให้ได้อย่าง ธรรมารมณ์ที่ตกกระทบเข้ามานั้น แล้ว "อยู่ในธรรมารมณ์นั้น" แล้วจึงแตะเข้าไปใหม่ จึงจะซ่อมแซมพลังธรรมารมณ์นั้น ๆ ให้คืนรูปกลับไปสู่เครื่องรางนั้น ๆ ได้ ห้ามใช้ธรรมารมณ์ที่แตกต่างกัน มิฉะนั้นจะกลายเป็นยิ่งซ่อมยิ่งพัง นะครับ yimm
     
  19. photocycling

    photocycling เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    27 สิงหาคม 2011
    โพสต์:
    492
    ค่าพลัง:
    +1,286
    ขอบคุณค่ะคุณธรรม-ชาติ
     
  20. จิตวิญญาณ

    จิตวิญญาณ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    17 สิงหาคม 2008
    โพสต์:
    276
    ค่าพลัง:
    +675
    +++ ให้ถอนจิตออกมาที่ 0% ก่อน แล้วจึงแตะ จากนั้นจึง "เรียนรู้" ธรรมารมณ์ ที่ตกกระทบเข้ามานั้นเป็นลักษณะอย่างไร จากนั้นเดินจิตตนเองให้ได้อย่าง ธรรมารมณ์ที่ตกกระทบเข้ามานั้น แล้ว "อยู่ในธรรมารมณ์นั้น" แล้วจึงแตะเข้าไปใหม่ จึงจะซ่อมแซมพลังธรรมารมณ์นั้น ๆ ให้คืนรูปกลับไปสู่เครื่องรางนั้น ๆ ได้ ห้ามใช้ธรรมารมณ์ที่แตกต่างกัน มิฉะนั้นจะกลายเป็นยิ่งซ่อมยิ่งพัง นะครับ

    ตอนนี้ไม่เข้าใกล้เลยค่ะ คงไม่กล้าแตะอีกแล้วล่ะค่ะ เกรงว่าจะยิ่งพัง แต่คิดว่าหลวงปู่ท่านคงจะรับรู้รับทราบแล้ว หลวงปู่ท่านอยู่ภาคอีสานน่ะค่ะ

    เล่าสู่กันฟังนะคะ ช่วง2-3ปีที่ผ่านมา เพื่อนรุ่นน้องชวนไปกราบหลวงพ่อองค์หนึ่ง ท่านเป็นพระอาจารย์เกจิประจำจังหวัดน่ะค่ะ ไปกราบท่านแล้วท่านให้สิ่งหนึ่งมา คือไม่ได้คิดจะขออะไร ใจก็ไม่ได้คิดอยากได้อะไรนะคะ นั่งๆอยู่ ท่านโยนมาให้ก็เลยรับ ตอนที่ให้ท่านพูดว่าให้เยอะอย่าโกรธนะ ก็เลยสวมใส่คอน่ะค่ะ ก็ไม่ได้คิดอะไร ไม่ได้สังเกตอะไร จากนั้นไม่กี่วันมีโอกาสได้ไปส่งหลวงปู่อีกองค์ที่กำลังจะกลับภาคอีสาน มีน้องคนหนึ่งถามหลวงปู่ว่าหลวงปู่มีของดีบ้างไหม อยากได้ของดีติดตัว หลวงปู่องค์จากภาคอีสานท่านบอกว่าแจกหมดแล้ว ดิฉันก็เลยบอกน้องคนนั้นว่าพี่มีของหลวงพ่อองค์หนึ่งท่านให้มา พี่ยกให้นะ ว่าแล้วก็ถอดออกจากคอให้น้องเขาไป ตอนที่ถอดออกจากคอน่ะค่ะ รู้สึกตัวเองโล่ง สว่าง เบาสบายขึ้นมาทันทีอย่างเห็นได้ชัด ตั้งแต่นั้นมาก็คิดมาเรื่อยๆ จนเมื่อไม่นานมานี้มีโอกาสได้คุยและเล่าให้เพื่อนรุ่นน้องฟัง น้องคนนั้นนำไปเล่าให้พระอาจารย์เกจิฟัง พระอาจารย์เกจิท่านบอกว่า ปฏิบัติมาคนละสายกันน่ะค่ะ

    มีเรื่องรบกวนขอถามอะไรหน่อยได้ไหมคะ เพื่อเป็นความรู้น่ะค่ะ เมื่อที่ผ่านมาเร็วๆนี้ คนที่บ้านปวดหลังช่วงเอวมาก ก้มเงยไม่ได้ เดินไม่ค่อยได้ 3 วันเต็มๆ เอวแข็งน่ะค่ะ ทานยา พอหมดฤทธิ์ยาก็ปวดอีก ดิฉันเลยลองจับและนวดๆให้ ในขณะที่นวดจะมีอารมณ์ปล่อยวาง จิตจะเพ่งไปตรงที่ปวดน่ะค่ะ ปรากฏว่าสักพักอาการปวดหายเหมือนปลดทิ้งเลยน่ะค่ะ ก็เข้าใจตามที่เข้าใจนะคะ แต่ไม่รู้ว่าคืออะไร
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 27 กุมภาพันธ์ 2013

แชร์หน้านี้

Loading...