ถามความในใจพุทธภูมิ

ในห้อง 'พุทธภูมิ - พระโพธิสัตว์' ตั้งกระทู้โดย ปทุมมุต, 26 กันยายน 2014.

ขณะนี้มีคนกำลังดูกระทู้นี้อยู่ 1 คน ( สมาชิก 0 คน และ บุคคลทั่วไป 1 คน )
  1. ณฉัตร

    ณฉัตร เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    3 เมษายน 2015
    โพสต์:
    568
    ค่าพลัง:
    +648
    ตามพระไตรปิฎก มีการกล่าวในทำนองสรรเสริญการบวช หรือถือเนกขัมมะ อยู่มากว่า เป็นเพศอันประเสริฐ แม้เป็นฤาษีก้ตาม ด้วยเพราะการอยู่ห่างจากอุปกิเลสก็ดี การที่กิเลสถูกระงับไว้ก็ดี เป็นสิ่งที่ใกล้โพธิญาณหรือใกล้นิพพานมากขึ้น

    ผมเอง มีวิบากกรรมต้องห่างจากเพศนักบวช แต่มีหลายคราว ยังเคยนิมิตว่า ตนใส่ผ้าเหลืองเป็นพระเป็นเณร เดินจงกรมอยู่เลย แม้เป็นชาวบ้านผู้ครองเรือน ก็ยังอยากทำจิตแบบพระแบบเณรอยู่(หมายถึงทำสมถะวิปัสสนากรรมฐาน) ในหลายโอกาส
     
  2. ปทุมมุต

    ปทุมมุต ไม่ใช่นักบวชคร๊าบ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2013
    โพสต์:
    160
    ค่าพลัง:
    +229
    เรียนถามพุทธภูมิทุกท่าน ท่านรู้สึกไหมว่า นอกจากต้องเสวยวิบากดำ,ขาวและกลางๆพร้อมทั้งตัดสินใจในการเดินลุยไปข้างหน้า ในบางครั้งเหมือนมีผู้คอยช่วยและคอยทดสอบท่านอยู่
     
  3. ปทุมมุต

    ปทุมมุต ไม่ใช่นักบวชคร๊าบ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2013
    โพสต์:
    160
    ค่าพลัง:
    +229
    ขออนุโมทนากับท่านพระรามโพธิสัตว์เช่นกันครับ(ถ้าแม้นไม่ใช่ตัวจริงต้องขอกราบอโหสิกรรมกับตัวจริงท่านใว้ณ.ที่นี้ด้วยครับ)
     
  4. Rama bodhisattva

    Rama bodhisattva สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    3 พฤศจิกายน 2016
    โพสต์:
    95
    ค่าพลัง:
    +19
    การตั้งความปรารถนาเป็นพระพุทธเจ้าในช่วงแรกของการตั้งความปรารถนาแต่ละบุคคลที่ตั้งความปรารถนานั้นไม่เหมือนกันก็คือ มีการปรารถนาทั้งสองแบบ 1.ต้องการจะเป็นพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐที่สุดในสามโลกเพราะความอยาก 2.ต้องการจะเป็นพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐที่สุดในสามโลกเพราะความสงสารในสัตว์ทั้งหลายผู้เกิดร่วมทุกข์อยากด้วยกัน
    แต่เมื่อการปรารถนาได้รับการบำเพ็ญบารมีไปสักระดับหนึ่งแล้ว ความคิดในการเป็นพระพุทธเจ้าในเหตุผลของข้อแรกจะเริ่มลดหายจางลงไปและจะเปลี่ยนความคิดเป็นการบำเพ็ญบารมีเพื่อจะขนสรรพสัตว์ทั้งหลายออกจากสังสารวัฏ ส่วนบุคคลที่ยังไม่ละความคิดความปรารถนาในแบบข้อแรก ก็จะต้องละ เลิกและลาความปรารถนาเป็นพระพุทธเจ้าไปในที่สุด ส่วนใครที่เดินแบบไม่ถอย ก้าวไปแบบไม่ย่อท้อก็จะสามารถเดินไปได้ถึงจุดหมาย ข้าพเจ้าขอแนะนำว่า การบำเพ็ญบารมีไม่ควรทำเกินกำลังของตนเอง ให้ทำพอกำลังของตนเองหรือ ถ้าปรารถนาจะทำให้เกินไปกว่านั้นก็ควรจะทำเกินตัวแบบพอให้สามารถเอื้อมไปถึง และสิ่งสำคัญคิดที่ละก้าว เว้นขาดจากการคิดข้ามก้าว หรือมองในระยะทางที่ไกลเกินตัว อยู่กับปัจจุบันให้มากที่สุด ข้าพเจ้าขอแนะนำแต่เพียงเท่านี้ก่อนละกัน..
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 18 ธันวาคม 2016
  5. ปทุมมุต

    ปทุมมุต ไม่ใช่นักบวชคร๊าบ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2013
    โพสต์:
    160
    ค่าพลัง:
    +229
    อืมมม ยังไม่เคลียร์ความหมายคำว่าเกินตัวครับอย่างพระมหาชนกที่จะว่ายน้ำขึ้ฝั่งที่ยังมองไม่เห็นถือว่าเกินตัวป่าวครับ
     
  6. นิวรณ์

    นิวรณ์ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    3 กันยายน 2008
    โพสต์:
    7,986
    ค่าพลัง:
    +3,061
    ก้ อันเนี่ยะ คือ สัญญานว่า ทำอะไรเกินตัว

    พอทำอะไรเกินตัว วาดภาพขึ้นมาว่าเปน

    ก้จะวาดภาพต่อว่า. มีคนคอยช่วย. มีคนคอยทดสอบ

    พุทธภูมิจริงๆ จะไม่ตรึกอะไรแบบนี้ ถ้ามีขึ้นมาในจิต ก้แปลว่า ทำสิ่งที่เกินตัว
    หรือ. ไม่ได้เปนพุทธภูมิอะไร

    พุทธภูมิแท้ๆ. ว่ายในมหาสมุทรไม่มีหลอก จะเสียเวลาแว๊บไปตรึกว่า. มีคนคอยช่วย
    มีคนมาทดสอบ
     
  7. Rama bodhisattva

    Rama bodhisattva สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    3 พฤศจิกายน 2016
    โพสต์:
    95
    ค่าพลัง:
    +19
    คำว่าเกินตัวในที่นี้หมายถึง ทำสิ่งที่เกินกำลังความสามารถของตนเอง แต่สำหรับพระมหาชนกนั้น ท่านมีกำลังสามารถที่จะว่ายน้ำข้ามมหาสมุทรไปได้ จึงได้ชื่อว่า ทำสิ่งที่ไม่เกินกำลัง ซึ่งกำลังบารมีและอุปนิสัยของผู้ปรารถนาพุทธภูมิไม่เท่ากันสั่งสมมาไม่เท่ากัน จึงสร้างและสั่งสมอุปนิสัยตามลำดับตามกำลังความสามารถของแต่ละท่านที่จะเอื้อมถึงได้ ไม่เกินขีดความสามารถจนเกินไป อย่างพระมหาชนกท่านยังตอบกับนางมณีเมขลาเลยว่า ถ้าว่ายไปไม่ถึงฝั่งก็ยังได้ชื่อว่าเป็นผู้กระทำความเพียรแล้ว นี่แสดงว่า ท่านก็ไม่รู้ว่าจะว่ายไปถึงฝั่งของมหาสมุทรได้หรือเปล่า แต่ท่านอยู่กับปัจจุบันและทำตามกำลังสามารถเท่าที่จะทำได้ ไม่คิดไปไกลจนเกินกำลัง ...
     
  8. ปทุมมุต

    ปทุมมุต ไม่ใช่นักบวชคร๊าบ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2013
    โพสต์:
    160
    ค่าพลัง:
    +229
    @#@บางทีสิ่งที่เจอมันก้อเปนปัจจัตังนะท่านอย่างพระทีเคร่งจะเล่านิมิตแก่โยมท่านบอกว่าฝันฉนั้นมองที่ใจเราให้มากเวลาโดนกระทบแฟบฟูหรือไม่มากน้อยังใงอิอิแ
     
  9. เทพบุตรลั้ลลาลั้ลลั้ลลาาา

    เทพบุตรลั้ลลาลั้ลลั้ลลาาา เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    12 พฤศจิกายน 2014
    โพสต์:
    588
    ค่าพลัง:
    +1,083
     
  10. ณฉัตร

    ณฉัตร เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    3 เมษายน 2015
    โพสต์:
    568
    ค่าพลัง:
    +648
    พระโพธิสัตว์ทำสิ่งที่เกินตัวเป็นปรกติ และมีวิสัยจะทำเกินตัวตลอดเวลา

    ตลอดจนเมื่อบรรลุเป็นพระพุทธเจ้าจึงเรียกได้ว่า ไม่เกินตัว
     
  11. Rama bodhisattva

    Rama bodhisattva สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    3 พฤศจิกายน 2016
    โพสต์:
    95
    ค่าพลัง:
    +19
    ขอตอบ ไม่ทำเกินกำลังคือ ทำแบบก้าวกระโดด ผู้ปรารถนาโพธิญาณนั้น ถ้าทำเกินกำลังความสามารถแล้ว ก็จะทำให้เกิดทุกข์และเกิดการท้อได้ ผู้ที่ปรารถนาโพธิญาณ นั้น มีท้อได้ ถ้าตำราไหนบอกว่าไม่เคยท้อ ข้อมูลนี้ไม่น่าจะเป็นความจริง แม้แต่นิยตโพธิสัตว์ก็มีท้อ แต่ไม่ถอย ตราบใดที่ยังมีกิเลส เรื่องความท้อก็มีเป็นธรรมดา นิยตโพธิสัตว์นั้น อุปนิสัยบารมีต่างกัน แต่ในกรณีของพระมหาชนก สามารถว่ายน้ำข้ามได้นี่สิ่งที่เกิดขึ้นแล้ว แต่ที่บอกว่ากับนางมณีเมขลาว่า ถ้าว่ายไปไม่ถึงฝั่งก็ยังได้ชื่อว่าเป็นผู้กระทำความเพียรแล้ว นี่เป็นคำพูดที่จริง เพราะว่าพระมหาชนกยังมองไม่เห็นฝั่งของมหาสมุทรเลย จึงได้ตอบไปแบบนั้นแล้วก็ไม่รู้ว่าจะไปถึงฝั่งเมื่อไหร่ แต่ก็ทำความซึ่งความเพียรไม่ทิ้งความเพียร
     
  12. ณฉัตร

    ณฉัตร เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    3 เมษายน 2015
    โพสต์:
    568
    ค่าพลัง:
    +648
    ท่านกล่าวว่า "ถ้าทำเกินกำลังความสามารถแล้ว ก็จะทำให้เกิดทุกข์"

    ผมจึงเห็นว่า เป็นปกติครับ พระโพธิสัตว์ย่อมเป็นทุกข์เป็นปกติ เพราะความปรารถนาในพระโพธิญาณ เพราะพระโพธิสัตว์มีกิเลส และทางบำเพ็ญเพียร คือ การเผาผลาญกิเลส ซึ่งกิเลสของพระโพธิสัตว์จะไม่ถูกดับทำลายจนกว่าจะบรรลุเป็นพระพุทธเจ้า

    แม้พระเวสสันดร ก็มีกิเลส มีความทุกข์ตอนที่เห็นบุตรธิดาถูกตีโดยชูชก พระโลหิตแทบกระอักออกมา แต่ว่าด้วยความรักในพระโพธิญาณครับ จิตพระองค์จึงเข้าสู่มหากุศลได้ แต่นั้นแสดงว่า ความทุกข์เพราะทำเกินตัวเป็นเรื่องปกติครับ เพราะการทำทานขั้นปรมัตถ์ เป็นทุกข์อย่างยิ่งครับ ไม่ใช่ไม่ทุกข์นะครับ และความทุกข์เกิดขึ้นอย่างแน่นอน แต่ดับได้ด้วยจิตที่เข้าถึงมหากุศล

    ซึ่งขนาดพระเวสสันดร แล้วนะครับ ยังเป็นทุกข์เลยครับ มีความทุกข์เกิดขึ้นครับ ไม่ใช่ไม่เกิด

    นอกจากนี้ ไม่ใช่ชาติเดียวนะครับที่ท่านบริจาคภริยาและบุตรธิดา ก่อนหน้านี้ก็บริจาค แต่ไม่ได้ตรัสเล่านะครับ (ผมฟังพระหลายท่าน กล่าวว่า พระโพธิสัตว์มิได้ให้ทานแบบเสวยชาติเป็นพระเวสสันดรแค่ชาติเดียวครับ บริจาคกันตั้งแต่ยังไม่ได้รับพุทธทำนายแล้วครับ โพธิสัตว์บางองค์นิสัยพระอรหันต์ยังไม่เกิดเลยด้วยซ้ำ ก็บริจาคกันตามวาระที่มีโอกาสตามเหตุปัจจัยนะครับ มันชี้ว่า ยิ่งไม่มีนิสัยพระอรหันต์ยิ่งจะเป็นทุกข์ถ้าเผาผลาญกิเลสทางโลกด้วยการบำเพ็ญทานบารมี ให้ทานภริยาและบุตรครับ)

    จึงเป็นข้อสันนิษฐานที่ชัดเจนครับ พระมหาโพธิสัตว์ยังทำสิ่งที่เกินตัว เสมอครับ เกินตัวเป็นปกติ

    ตอนที่เจ้าชายสิทธัตถะ ทรงบำเพ็ญทุกขกริยา นั้น ก็มีกล่าวไว้ตลอดว่า เป็นทุกข์ทางกายและใจเกินกว่าที่คนธรรมดา หรือคนในโลกทั้งอดีตและอนาคตจะทนทรมานได้เท่าพระองค์ครับ แม้นิสัยแห่งพระอรหันต์ของพระองค์สมัยเป็นพระโพธิสัตว์จะมีมานานแล้ว แต่ความทุกข์ของพระองค์มิได้ลดลงนะครับ เทวดาและมนุษย์ทั้งหลายจึงซาบซึ้งในความเสียสละของพระองค์ครับ

    ดังนั้น พระโพธิสัตว์ทำสิ่งที่เกินตัวเป็นปรกติ และมีวิสัยจะทำเกินตัวตลอดเวลา

    อีกประการ ถ้าเป็นนิตยโพธิสัตว์จะไม่มีท้อแล้วครับ ด้วยเหตุผลสองประการ

    หนึ่ง เมื่อรับพุทธทำนายครั้งแรก ด้วยอานุภาพของพระพุทธเจ้า จิตนั้น ได้รับเหตุปัจจัยที่ส่งต่ออย่างแรงแล้วครับ

    สอง เมื่อรับเหตุปัจจัยอย่างแรงแล้ว ท่านไปพิจารณาทางบำเพ็ญบารมี จนจิตทราบการบำเพ็ญบารมีสามสิบทัศน์จนแจ้งแก่จิต จนโลกธาตุสะเทือนแล้วครับ (หมายถึง พิจารณาจนเหตุปัจจัยในทางนามธรรม เปลี่ยนแปลงโดยสิ้นเชิงแล้ว เสมือนแรงเหตุปัจจัยข้อหนึ่ง ถูกตั้งทิศทางที่ถูกไว้แล้วครับ)

    และด้วยบุญกุศลย้อนหลังก่อนหน้านี้ ที่บำเพ็ญมา พระพุทธองค์ท่านจึงทำนายแน่นอนแล้วครับว่า เหตุปัจจัยนั้นแน่ที่จะตรัสรู้ครับ

    (อันนี้ อ่านจากชาดกทั้งหลายนะครับ ไม่พบการท้อเลยครับ แต่ความทุกข์ในการบำเพ็ญบารมีมีอย่างแน่นอนครับ)
     
  13. เวโรจนะ

    เวโรจนะ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    6 ตุลาคม 2014
    โพสต์:
    110
    ค่าพลัง:
    +145
    image_1484123468486.png
     
  14. เทพบุตรลั้ลลาลั้ลลั้ลลาาา

    เทพบุตรลั้ลลาลั้ลลั้ลลาาา เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    12 พฤศจิกายน 2014
    โพสต์:
    588
    ค่าพลัง:
    +1,083
    image_1486487575390.png
     
  15. Veeravit

    Veeravit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    24 พฤศจิกายน 2012
    โพสต์:
    115
    ค่าพลัง:
    +167
    กรรม+บารมี+การอธิษฐาน มันจะจัดสรรบททดสอบให้

    ปัญญามาก ก็ทำไม่กี่ครั้งผ่าน

    ปัญญาปานกลาง เพียรปานกลาง ก็ทำบ่อยหน่อย

    ปัญญาเบาบาง เพียรมากก็ทำเยอะหลายรอบกว่าจะผ่าน

    ส่วนตอนนี้พระโพธิสัตว์ทั้งหลายควรรีบภาวนาเจริญสติปัฏฐานให้บริบูรณ์ เพราะโอกาสที่จะพบพระศาสนามียากมากๆๆๆๆๆๆๆ

    ถ้าไม่เรียนตอนนี้ก็ไม่รู้จะไปเรียนตอนไหน อย่าลืมว่าคุณสมบัติข้อหนึ่งในการได้รับพยากรณ์จากพระพุทธเจ้าคือ มีอนุสัย/บารมีพร้อมเป็นพระอรหันต์. การจะมีคุณสมบัติข้อนี้ได้ต้องภาวนาเป็นมาแล้วในพระพุทธเจ้าองค์ก่อนๆ

    ส่วนพวกที่เน้นแต่ทาน ทำแต่ณานไม่ยอมเจริญวิปัสนาจัดเป็นพวกขยันผิดที่ผิดเวลา

    ที่กล่าวนี้ไม่ได้หมายว่าห้ามทำบารมีหรือทำความดีอื่นๆ เพียงแต่ให้เน้นในสิ่งที่ควรเน้น และการทำความดี/สร้างบารมีควรทำควบคู่กับการเจริญวิปัสนา ในการเจริญวิปัสนาจะก้าวหน้าต้องอาศัยบารมีทั้ง10 และการเจริญวิปัสนาได้ถูกต้องก็ส่งเสริมการสร้างบารมีให้บริบูรณ์

    ผมขอแนะนำศึกษาคำสอนของหลวงพ่อ ปราโมทย์ แห่งสวนสันติธรรม ท่านสอนตรงสอนถูกโดยเฉพาะพวกเน้นดูจิต(วิปัสนายานิก) ส่วนพวกดูกาย/เวทนาก็อาศัยคำสอนท่านไปปรับใช้เอา และท่านพาลูกศิษย์ได้มรรคผลหลายท่านแล้ว

    ตัวท่านเองแม้ไม่เคยกล่าวแต่ก็เคยพูดเป็นนัยหลายครั้ง ว่าท่านเคยตั้งความปราถนาพุทธภูมิ แต่ท่านมาลาพุทธภูมิเอามรรคผลในชาตินี้ จึงต้องมาช่วยพวกที่ตามๆท่านมา
     
  16. ปทุมมุต

    ปทุมมุต ไม่ใช่นักบวชคร๊าบ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2013
    โพสต์:
    160
    ค่าพลัง:
    +229
    สาธุ. สาธุ. แนวทางสายดูจิตของหลวงพ่อปราโมทย์ ผมโหลดมาฟังเยอะพอสมควร. ตอนนี้มีสายดูกาย เห็นกายกำลังโดดเด่นขึ้นมา หลวงพ่อ จรัญ ทักขญาโณ วัดหลวงขุนวิน เชียงใหม่. สาขาวัดสังฆทาน ไม่จำเป็นต้องทำสมาธิทำฌาณมาก่อน
    เริ่มจากปัญญาพื้นๆทั่วไป ไปจนกระทั่งจบกิจ สาธุๆ
     
  17. Igiko_L

    Igiko_L เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    12 พฤษภาคม 2009
    โพสต์:
    1,398
    ค่าพลัง:
    +2,953
    เวลาที่มองเห็นคนที่ ท่านรู้จัก สัตว์ที่ท่านเห็น ลำบาก
    มองย้อนไปในอดีต ลำบาก มองต่อไปในอนาคต ก็ยังลำบาก ถอนหายใจ แล้วบอกตัวเองว่า
    "อยากช่วยให้พวกเขาเหล่านั้น หลุดพ้น"
    จึงไม่ยอม ลาพุทธภูมิ
     
Loading...