ฝึก กรรม-ฐาน ด้วยภาษาที่เข้าใจง่าย

ในห้อง 'ประสบการณ์อภิญญา' ตั้งกระทู้โดย ธรรม-ชาติ, 16 ตุลาคม 2013.

  1. ธรรม-ชาติ

    ธรรม-ชาติ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    2 พฤษภาคม 2012
    โพสต์:
    1,312
    ค่าพลัง:
    +5,410
    add hangout และสามารถ "ฝึก" ได้เลย นะครับ
     
  2. tongrolass

    tongrolass เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    10 พฤษภาคม 2013
    โพสต์:
    111
    ค่าพลัง:
    +103
    มาส่งการบ้าน+และเล่าสิ่งที่พบมาเมื่อคืนครับ
    เมื่อคืนล้มตัวลงนอนแต่ไม่ได้จับความรู้สึกทั่วกายเพราะรู้สึกง่วงมากครับเป็นเวลาตีสอง ไปจับความรู้สึกที่หูแทน เพ่งไปไว้ที่หูทั่งสองข้าง ค่อยฟังเสียงความเงียบไปเรื่อยๆ ทุกอย่างนิ่ง จิตเป็นสมาธิแล้วกายหลุดออก แต่หลุดออกไม่ทั่วครับ ลุกไม่ขึ้น ตื่นที่หัวอย่างเดียว หูได้ยิน ตาเปิดแล้ว พยายามสักพักถึงจะถอดออกทั่งตัว ถอดได้ปุ๊ปร่างกายก็เด้งหมุนขึ้นบนฟ้าเหมือนที่เคย ได้สัมผัสกับกระแสลมผ่านร่างกาย เป็นลมที่มีความสุขอยากสัมผัสไปนานๆ ระหว่างนั้นก็ค่อยมองดูสังเกตุร่างกายตัวเองไปด้วย จนเมื่อร่างตกลงมาบนพื้น ทุกอย่างนิ่งเงียบสนิท สถาพรอบข้างเหมือนปกติ มืดมิดแต่ยังมองเห็น เหมือนคืนที่มีพระจันทร์เต็มดวงครับ ยังเห็นเค้าโครงของสิ่งต่างๆ หูก็ได้ยินเสียงเด็กร้องเพลงเข้า แต่แปลกที่เป็นเพลงค่าน้ำนม และเสียงแปลกกว่าเด็กธรรมดาคือร้องแบบฮาร์ดคอๆไม่พอใจ เขาร้องอยู่ไม่ไกล จิตเรารู้สึกรำคาญเหมือนทำให้สมาธิเราไปจดจ่ออยู่ที่เสียงเขา (เสียงดัง และร้องไม่เพราะ) คิดสงสัยว่าดึกขนาดนี้คนเขาหลับกันหมดทำไมร้องเพลงดังขนาดนี้ รู้สึกรำคาญที่มากวนสมาธิ แต่ว่า...ทำไมต้องเพลงนี้ด้วยนะ ใจมันเริ่มรู้สึกกลัวๆคนที่ไหนจะมาร้องเพลงค่าน้ำนมตอนตีสองนะ แล้วจู่ๆภาพไปโกกัสเห็นเด็กน้อยเจ้าของเสียงร้องเป็นร่างเล็กๆดำตะคุ้มๆอยู่ที่หน้าประตูมุงลวดหน้าห้องแต่เข้ามาไม่ได้พยายามตะกายมุ้งลวด ผลักประตูอยู่ในท่าคลาน เห็นเค้าโครงทุกอย่างชัดแต่ไม่เห็นหน้า ผมพยายามโพกัสหน้าก็มองไม่เห็น (นึกขึ้นมาได้อีกแล้วกับคำพูด "อย่าเพ่ง") ปกติเราก็อยากเห็นหน้าคนที่มาเพราะไม่รู้ว่าเขาจะมาดี หรือมาร้ายเอาไว้ก่อนใช่ไหมครับ เขาบอกว่า "ขอโทษนะ" ใจรู้ว่าน้องขอโทษเพราะทำเสียงรบกวน ผมกำลังจะสื่อให้เขาว่าไม่เป็นไร ไปเถอะอย่าเข้ามาเลย
    ***ท่านธรรมชาติเวลาเราพูดสสื่อสารไป แต่เหตุใดทำไมจึงไม่มีเสียงออกมา ถึงจะมีก็เป็นแค่เสียงที่เบาๆมาก เบากว่าเสียงกระซิบ แต่เขาเข้าใจได้ และผมลองทดสอบไม่พูด แต่เราส่งความรู้สึกเป็นคำพูดออกไปจากใจแทนเสียงเขาก็เข้าใจมันได้เหมือนกัน+ใช้มือแสดงท่าทางไปพร้อมๆกันด้วย ผมเลยโปกมือไล่ไปประมาณว่าอย่าเข้ามาเลย น้องเขาก็บอก "ขอโทษ" อีก ใจผมก็ส่งออกไปยิ้มๆว่า "ไม่เป็นไร" พร้อมกลับโปกมือว่าไม่เป็นไร แต่น้องเขามาในห้องได้ทันที!!!! ตรงมาที่ผมไวมาก ใจผมกลัวมาก กลัวเขมาทำร้าย แต่ทำใจดีสู้ พยายามเป็นมิตรกับเขา พยายามรู้ตัวว่านี้ไม่ใช่กายที่มีเลือด มีเนื้อนะไม่ตายหรอก แค่เป็นโปร่ง ไม่เป็นไหรอก (คิดไปถึงนั้นด้วยความไม่รู้) แต่มันก็ยุงกลัวอยู่ดี ไม่รู้ทำไมต้องมีความกลัวอยู่นะ สงสัยจัง
    จากนั้นก็ได้สื่อสารกับเขาใกล้ๆ แค่เราคิด คำพูดมันก็ไปถึงเขา ใจมันก็รู้เองว่าเราคุยอยู่กับคนชื่ออะไร ถามอายุน้องๆ บอก อายุ 1ขวบ ก็ตกใจ 1 ขวบจริงๆหรอ ผมยกนิ้ว 1 นิ้ว น้องตอบ "อือ" มองหน้าใกล้ๆเห็นแต่ตาน้องขาวๆ ยิ่งกลัว 1 ขวบทำไมพูดได้ ใจมันบอกไม่ไหวแล้วแค่นี้พอก่อนคิดไปล่วงหน้าไม่รู้ว่าอยู่นานกว่านี้จะเกิดอะไรขึ้น พยายามทำความรู้สึกกาย นึกถึงร่างที่นอน ก็ดึงความรู้สึกกลับ แอ๊ะ!!! มันทำได้บังคับกลับได้ทันทีแล้วววว.....รู้ตัวบนที่นอนทันที
    ที่เจอนั้นทำให้ได้เรียนรู้หลายอย่างเลย หลายครั้งที่ชอบเจอเด็กๆ ครั้งนี้ได้สื่อสาร เป็นก้าวที่ดีขึ้นใช่ไหมครับคุณธรรมชาติ ขอรับคำชี้แนะด้วยครับ
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 29 กันยายน 2016
  3. ธรรม-ชาติ

    ธรรม-ชาติ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    2 พฤษภาคม 2012
    โพสต์:
    1,312
    ค่าพลัง:
    +5,410
    +++ ใช้การตอบแบบ "แทรกไปตาม แต่ละ concept (ประเด็น - สังกัปโป) ก็แล้วกันนะ"

    +++ ตรงนี้ "สติไม่เต็มตัว" ทำให้ "การรับรู้ลดขนาดลง" เทียบกับ จานดาวเทียม ขนาดเล็กกว่าปกติ แต่ก็ยังพอรับสัญญานได้

    +++ จิตมี "ความทรงตัว" อยู่กับเสียงเฉย ๆ ก็เป็นสมาธิได้เหมือนกัน แต่จำกัดขอบเขตอยู่ใน "ย่านคลื่นความถี่เสียง"

    +++ นั่นแหละ ออกอย่าง "ไม่เต็มตัว" ก็ทุลักทุเล นิดหน่อย

    +++ ยังดีที่เคยฝึก "ตั้งสติทั้งตัว เมื่อไร้กายเนื้อได้" (ตั้งสติกับ กายจิต)

    +++ มืด-สว่าง ไม่ใช่เรื่องจำเป็น แต่ที่จำเป็นจริง ๆ คือ "ความ คม-ชัด ของสติ" เท่านั้น

    +++ อือ... เด็กไทย จากแม่ตั้งแต่ยังพออดนมได้บ้าง แต่ยังไม่ขาดสนิท ตรงนี้ทำให้ "อารมณ์ไม่พอใจ" ปรากฏเจือปนอยู่ เป็นธรรมดา

    +++ ตรงนี้ "เป็นอารมณ์ของเด็ก" แต่เรา รับเอาเข้ามาเอง แล้ว "ยึดเอามาครอง" จึงเกิดความ "หงุดหงิด"

    +++ เรื่องของ "จิตสื่อสาร" นั้น จะประกอบไปด้วย "เจตนา + ธรรมารมณ์" เสมอ

    +++ หากประสพการณ์ยังไม่เข้าที่ดีเพียงพอ ไอ้เจ้าธรรมารมณ์นี่แหละ ที่เรามักจะ "รับเอาเข้ามา แล้ว นึกว่าเป็นของตน" เลยกลายเป็น "ตน" หงุดหงิดแทนเด็กไปเลย

    +++ ตรงนี้ จิตเริ่มขยายการรับรู้จาก เฉพาะคลื่นความถี่เสียง มาเป็นสภาวะแวดล้อมรอบข้าง "สติเริ่มเข้าประกอบกับ อายตนะ" ทำให้การรับรู้เพิ่มขึ้น และ จิตเริ่มเปลี่ยนจากระดับของ "วจีจิตตะสังขารขันธ์ เข้าสู่ มโนจิตตะสังขารขันธ์" ซึ่ง เพิ่มความละเอียดขึ้นมาในอีกระดับหนึ่ง

    +++ ตรงนี้จิตเปลี่ยนมาสู่ระดับ "มโนจิตตะสังขารขันธ์" เต็มตัวแล้ว จึงเห็นในลักษณะของ ตัวตน ชัดเจนในระดับ รูปธรรม

    +++ จริง ๆ แล้ว ตรงนี้ "ควรม้างกายจิต ให้จางคลายมากขึ้น (ตรงข้ามกับการเพ่ง)" สติจากการม้างกาย จะทำให้ทุกอย่าง "แจ่มชัดขึ้นมาเอง" เช่น ทำกาย 0 เป็นต้น

    +++ ความละเอียดตรงนี้ "เลยข้ามระดับของ วจีจิตตะสังขารขันธ์ ไปแล้ว" ดังนั้น "เสียง" จึงไม่ใช่ตัวหลักของการสื่อสาร

    +++ ในระดับของ "มโนจิตตะสังขารขันธ์" นั้น จิตมักจะใช้การสื่อสารกันด้วย "ความเข้าใจ (concept - ประเด็น - สังกัปโป)" เป็นหลัก ซึ่งหากละเอียดมากกว่านี้ จะเป็นการสื่อสารด้วย "เจโตปริยะญาณ" และจะอยู่ในระดับของ กิริยาจิต ต่อ กิริยาจิต

    +++ สามารถเปรียบเทียบอย่างคร่าว ๆ คือ

    +++ การรวบรวมคำพูดหลายประโยค จึง อธิบายให้เห็นได้ 1 ภาพ (วจี)
    +++ เอาภาพหลาย ๆ ภาพมาแสดง จึง ได้ 1 ประเด็น (มโน)
    +++ เอาหลาย ๆ ประเด็นมารวมกัน จึง ได้ 1 ความเข้าใจ (เจโต)

    +++ นั่นคือ ความไวของการ zoom in ทางจิต ยามใดที่ ตาเห็นตัว ก็เข้ามาได้ทันที นั่นแหละ

    +++ ความกลัวเกิดจาก "การเกร็งตัวทางจิต (ความเป็น ตน เพิ่มมากขึ้น)" นั่นแหละ ผมจึงบอกว่า "ห้ามเพ่ง" นั่นเอง

    +++ นั่นแหละ "การสื่อสารทางจิต" ตามอาการจริง ๆ ของมัน

    +++ อือ... รู้จักการ "อยู่-ย้าย" กลับสู่ร่างแล้วนะ

    +++ ประสพการณ์ "เป็นสิ่งจำเป็น" ในการฝึกจิต เรียนรู้สภาวะธรรมชาติของจิต โดยไม่ต้องพึ่งความเชื่อ ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม "มันเป็น อย่างที่มันเป็น" นั่นแหละคือ ความจริง

    +++ หมั่นฝึก "กายตาม %" ให้ชำนาญไว้ คราวหน้าหากต้อง "ผจญภัย" ใหม่ ก็ให้ใช้ การลด% ของกายลง (ม้างกาย) ก็จะเป็นการ "ฝึกปรับสติ ท่ามกลางสถานการณ์" ได้ดีขึ้น แต่ตอนนี้ ยังทุลักทุเลอยู่บ้าง ต่อไปก็จะชำนาญขึ้นเอง นะครับ
     
  4. วรพรต

    วรพรต สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    5 ตุลาคม 2016
    โพสต์:
    3
    ค่าพลัง:
    +6
    รู้ แจ้ง จ้า

    ขออนุโมทนา แด่ท่านอาจารย์ เป็นอย่างยิ่ง
    รู้ แจ้ง จ้า จ้าสีขาว จ้าสีเหลือง จ้าสีทอง
    ท่านอาจารย์ เคยพบกายเนื้อ ที่มีจ้าสีทองหรือเปล่า
     
  5. ธรรม-ชาติ

    ธรรม-ชาติ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    2 พฤษภาคม 2012
    โพสต์:
    1,312
    ค่าพลัง:
    +5,410
    "รู้ แจ้ง จ้า"

    +++ อาการ "รู้ แจ้ง จ้า" เป็นอาการที่เกิดขึ้น หลังจาก จิตเดินทางจนจบ "มหาปัฏฐานสูตร" ลงโดยสมบูรณ์เท่านั้น

    +++ ทั้งหมดเป็นเรื่องของ "ตัวดู หรือ อัตตาจิต" ที่ถูกทำลายลงด้วยกระบวนการสุดท้าย ที่ "พระพุทธองค์" ทรงกล่าวไว้ใน "มหาปัฏฐานสูตร"

    +++ กระบวนการนี้ "อยู่ในบทสวด ท่อนที่ 16 (มหาปัฏฐานสูตร) ไปจนจบ"

    +++ ณ บทที่ขึ้นด้วย "16. อินทริยะปัจจะโย (ผู้เป็นใหญ่แห่งจิตตะสังขารขันธ์ = อัตตาจิต)"

    +++ ปัจจัยที่จะทำให้ "เห็นอัตตาจิต" ตรงนี้ได้นั้น จะต้องเป็น "รู้บริสุทธิ์ หรือ สติบริสุทธิ์" เพียงประการเดียวเท่านั้น

    +++ และต้องเป็นอาการของ "สติบริสุทธิ์" ที่ตั้งอยู่อย่างเป็น "เอกภาพหนึ่งเดียว" ตรงนี้เป็น "โลกุตระฌาน" (ปราศจากธรรมารมณ์ทั้งปวง)

    +++ ตรงนี้คืออาการของ "17. ฌานะปัจจะโย" ในมหาปัฏฐานสูตร (ต้องทำเอาเท่านั้น)

    +++ ส่วน "18. มัคคะปัจจะโย" ตรงนี้ คืออาการของ "อยู่กับรู้บริสุทธิ์" ภาษาในกระทู้นี้คือ "เป็นรู้"

    +++ เมื่ออาการ "เป็นรู้" เป็น เอกภาพแล้ว อาการที่เคยเป็น "สภาพรวมตัวกันของอัตตา" ที่เรียกว่า "19. สัมปะยุตตะปัจจะโย"

    +++ ก็จะถูก "แยกออก" ไปจาก สติบริสุทธิ์ ตรงนี้คือ อาการของ "20. วิปปะยุตตะปัจจะโย"

    +++ อาการของ "วิปปะยุตตะปัจจะโย" จะเรียกว่า "วิมุติญาณทัศนะ" ก็ได้ แต่ในกระทู้นี้เรียกว่า "ตัวดู ถูกรู้"

    +++ เมื่อ "ตัวดู หรือ อัตตาจิต" ถูกรู้และแยกออกจาก "สติรู้บริสุทธิ์" แล้ว ก็ให้ "ปล่อยตัวดูให้คงสภาพอยู่" ไว้อย่างนั้น

    +++ ตรงนี้คืออาการของ "21. อัตถิปัจจะโย" คือ ปล่อยให้ "อาการมีอยู่ของ ตัวดู" เป็นปัจจัย

    +++ ตรงนี้ "ความเป็นตน ถูกรู้" และอาการ "เป็นรู้ (ภาษาในกระทู้นี้)" ก็จะ "ไร้เหตุ ไร้ปัจจัย" หมดไป

    +++ ตรงนี้เป็นอาการของ "22. นัตถิปัจจะโย" ในฟากของ "สภาวะรู้บริสุทธิ์"

    +++ ส่วนในฟากของ "ตัวดูหรือ อัตตาจิต" นั้น สามารถใช้ "การเดินจิต" ครั้งสุดท้าย เพื่อให้ "อัตตา" ดับไปได้

    +++ การเดินจิตครั้งสุดท้าย คืออาการของ "23. วิคะตะปัจจะโย" (ย้อนหลังไปในกระทู้นี้ เคยมีการอธิบายไว้แล้วว่า "วิตก-วิจารณ์" เป็นการ เดินจิต ล้วน ๆ)

    +++ แต่การเดินจิตครั้งสุดท้ายใน "23. วิคะตะปัจจะโย" นี้จะเกิด "กิริยาจิต" ครั้งเดียวเป็นครั้งสุดท้าย ที่เป็น "การแตกดับ ของอัตตา"

    +++ เมื่อ "อัตตาแตกดับสลายไป" แล้วนั้น "กิริยาจิตใด ๆ ก็จะไม่สามารถเกิดขึ้นได้เลย" ตรงนี้คือ "24. อะวิคะตะปัจจะโย" อันจบสมบูรณ์ของ "มหาปัฏฐานสูตร"

    +++ อาการ "รู้ แจ้ง จ้า" ในกระทู้นี้ เป็นการใช้ภาษาที่เข้าใจง่าย สำหรับ "การเดินจิต ที่ ชาวบ้านทั่วไป (มหาชน)" จะสามารถทำได้โดยไม่ต้องไป เรียนบาลี

    +++ ตรงอาการ "รู้" นั้น คืออาการของ "สติบริสุทธิ์"

    +++ ตรงอาการ "แจ้ง" นั้น คืออาการของ "การเดินจิตครั้งสุดท้าย ณ ขณะจิตนั้น จบสิ้นลง" ณ ตรงจุดที่ "วิคะตะปัจจะโย จบสิ้นก่อนเกิด อะวิคะตะปัจจะโย"

    +++ มันเป็นอาการ "แจ่มชัด แจ้งชัด" ประการหนึ่ง ซึ่งการใช้ภาษา ณ ปัจจุบัณขณะของกระทู้นี้เห็นว่า คำว่า "แจ้ง" คำเดียว น่าจะตรงกับอาการที่สุด ณปัจจุบัณขณะ

    +++ ตรงอาการ "จ้า" นั้น คือผลลัพธ์จากอาการที่ "อัตตาจิต ตัวดู ผู้รู้" ถูกทำลายลงอย่างสิ้นเชิง และบังเกิดเป็น "พรรณรังสี" ที่บันเจิดจ้าออกมาเอง โดยไร้กิริยาจิต

    +++ อาการนี้ถูกค้นพบโดย "พระพุทธเจ้า" ส่วนอาการ พรรณรังสี ที่เกิดจาก "พระพุทธองค์" นั้น จะถูกเรียกว่า "ฉัพพรรณรังสี"

    +++ อาการนี้ "พระพุทธเจ้า" เป็นผู้สอน โดยการถ่ายทอดผ่านการ "บันทึกไว้ใน มหาปัฏฐานสูตร"

    +++ สำหรับ "ผู้ที่เดินจิตเป็น" และฝึกจนจบ "มหาสติปัฏฐาน 4" แล้ว ก็ควรฝึก "ภาคขากลับ" ซึ่งระบุไว้ใน "มหาปัฏฐานสูตร" นี้ไว้ด้วย

    +++ เท่าที่ทราบก็มี "หลวงปู่มั่น" องค์หนึ่งที่ฝึกภาคขากลับนี้ จากหลักฐานที่ท่านกล่าวว่า "ฐีติภูตัง อวิชชาปัจจยาสังขารา" ตรงนี้นั่นเอง

    +++ ฐิติภูตัง เป็นอาการของ เหตุปัจจัยโย ส่วน อวิชชาปัจจยาสังขารา เป็นอาการของ อารัมมะนะปัจจัยโย นั่นแล

    +++ ผลลัพธ์สุดท้าย คือ อาการเจิดจ้าของ "พรรณรังสี" ที่ปรากฏมาเอง เป็นมาเอง โดยไร้เจตนาทั้งปวง

    +++ ยินดี "รับ" การอนุโมทนาจากคุณ วรพรต นะครับ

    +++ จากคำว่า "สี" เปลี่ยนเป็นคำว่า "ประกายของรังสี" จะตรงอาการมากกว่า (ชาวบ้านธรรมดา จะแยกอาการได้ชัดกว่า)

    +++ ณ ขณะที่ใช้คำว่า "สีขาว" นั้น อาการยังอยู่ในขั้นตอนของ อาการ "แจ้ง" ซึ่งเป็น "กิริยาจิต สุดท้าย"

    +++ จริง ๆ แล้วเป็นอาการ "ใสแจ่มแจ้ง" ซึ่งยากจะใช้ภาษาได้ แต่ก็พอ "อณุโลม เปรียบเทียบ" ว่าเป็น "ขาว" ก็ได้

    +++ ส่วนคำว่า "สีเหลือง" นั้น เป็นอาการ ณ ขณะที่กำลังเกิดอาการ "บันเจิด" ที่ยังไม่ จ้า จนถึงที่สุด

    +++ ส่วน "สีทอง" คืออาการที่ บันเจิด "จ้า" จนถึงที่สุดแล้ว "ประกายทอง" จึงบังเกิดมาเอง เป็นผลลัพธ์สุดท้าย

    +++ อาการของ "พรรณรังสี" นี้ แต่ละคนจะ "ไม่เหมือนกัน" (จากผู้ที่ "จบ" การฝึกในกระทู้นี้)

    +++ การจะ "รู้" ตรงนี้ได้ ผู้ที่ "รู้" จะต้องอยู่ห่างจากผู้ที่ทำอาการ "จ้า" พอสมควร

    +++ จนกระทั่ง สามารถเห็น "ประกายของ โทน พรรณรังสี" ที่เป็นโทนหลักได้ จึงจะเข้าใจชัดเจน

    +++ "กายเนื้อ" ที่มี "จ้าสีทอง" นั้น สามารถมีได้ ตั้งแต่การ "ฝึกกาย100 แล้วกระแทกออกจนกลายเป็น จิตคำรามที่ บันลือความเจิดจ้าออกไป" ตรงนี้ยังเป็น "โลกียะ ชั้น กามาวจร" อยู่

    +++ การเห็นตรงนี้ เกิดจาก "กายเวทนา ซ้อนทับ กายเนื้อ" โดยที่ กายเวทนาผู้นั้นสามารถ "ทำ" จิตคำรามถึงระดับ "บันเจิดจ้า" ได้แล้ว

    +++ "กายเนื้อ" ที่มี "จ้าสีทอง" นั้น สามารถมีได้ จากการ "เข้าถึง จิตเปล่งรังสี อยู่เป็นนิจ" (จิตเดิมแท้ เป็นรัศมีสว่างไสว = อาภัสสระพรหม) ตรงนี้ยังเป็น "โลกียะ ชั้น อรูปาวจร" อยู่ ตรงอาการของ "จิตเดิมแท้ เปล่งประกายประภัสสร นั้น ไม่มีรูป เป็น อรูป 100%"

    +++ ตรงนี้สามารถ เห็นได้ จาก "กายธรรมารมณ์ ซ้อนทับ กายเนื้อ" ของผู้ที่ ฝึกจนถึงชั้น "จิตเปล่งรังสี" ได้แล้ว (คนละกรณีกับ พรรณรังสี ซึ่งต่างระดับกันนะ)

    +++ ให้คุณ วรพรต ลองพิจารณาดูนะครับว่า "กายเนื้อ" ที่มี "จ้าสีทอง" นั้น อยู่ในชั้น "กามาวจร หรือ อรูปาวจร" ของผู้ "ทรงสมถะฌานสมาบัติ" หรือไม่

    +++ ส่วนผู้ที่เปล่ง "พรรณรังสี" ได้นั้น จะชัดเจนอยู่ประการหนึ่งว่า "กายเนื้อเป็น กายปกติธรรมดาสามัญ"

    +++ ถัดจาก "กายเนื้อ" ออกมา จะเป็นเสมือนหนึ่ง "ช่องว่าง หรือ สภาวะว่าง กลวงโดยรอบกายเนื้อ" เป็นลักษณะ "ทรงกลม"

    +++ ถัดจาก "ทรงกลม กลวงว่าง" นั้นออกมาจึง "เห็น" พรรณรังสี เป็นประกายออกมาได้ ตรงนี้เห็นได้ด้วย "ตาสติ ตาปัญญา" เท่านั้น

    +++ ส่วน "กายเนื้อที่มีจ้าสีทอง" นั้นมีได้และ "เคยเห็น" จากการ "ฝึกต่อหน้า" ของนักศึกษาในกระทู้นี้

    +++ แต่ผม "ไม่บอกและพูดถึงในขณะที่ กำลังฝึกอยู่" เพราะมันจะเป็นอุปสรรคในการ "ต่อยอด" ได้

    +++ สำหรับ "ผู้ที่ไม่ได้ฝึกจากกระทู้นี้" ก็เคยเห็นเหมือนกัน โดยเฉพาะ "ครูบาอาจารย์สาย พระป่าหลวงปู่มั่น บางรูป" เท่านั้น ซึ่ง นาน ๆ จะเจอสักองค์หนึ่ง นะครับ
     
  6. ธรรม-ชาติ

    ธรรม-ชาติ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    2 พฤษภาคม 2012
    โพสต์:
    1,312
    ค่าพลัง:
    +5,410
    รู้ แจ้ง จ้า 3 ลักษณะ

    +++ ตรงนี้เรามา สนทนาแลกเปลี่ยน "ประสพการณ์" ซึ่งกันและกัน ลองดูนะ

    +++ จากอาการ "แกนพลังงานที่แกนกลาง" ตรงนี้ ชี้สภาพว่า "มีศูนย์กลางแห่งพลังงาน" ซึ่งสภาพนี้ พวกเรา "แบ่งเป็น 2 ระดับ"

    +++ ระดับแรก เป็นการฝึกของพวกเราในชั้น "กายเวทนา สู่ จิตคำราม" จะมีอาการดังนี้ คือ

    1. การเร่งกายเวทนา จนเป็นสนามพลัง ออกมาจนพ้นกายเนื้อ
    2. สนามพลังที่ออกมาจะเป็นลักษณะ "ทรงกลม" (โดม 360 องศา) ตรงนี้พวกเราเรียกมันว่า shield (เกราะสนามพลัง)
    3. นอก shield ออกไปจะเป็น "รัศมี ประกายแสดทอง" แผ่ออกไปไม่มีประมาณ (มีสภาพ)
    4. ณ ใจกลาง "ศูนย์กลางแห่งพลังงาน" จะแปรสภาพไปเป็น "ธรรมารมณ์" ที่มีแต่ "ความกล้าหาญ" เป็นอารมณ์เด่นอารมณ์เดียว ณ ตรงใจกลางนี้

    +++ ระดับที่สอง เป็นการฝึกของพวกเราในชั้น "จิตเปล่งรังสี" จะมีอาการดังนี้ คือ

    1. ไล่ระดับ ฌาน 1-8 ก่อน จากนั้นจะเข้าสู่ "เฉย" ของฌาน 4
    2. จาก "เฉย" เข้าสู่ "เฉยอย่างยิ่ง" จากนั้นเข้าสู่ "ตื่นทางจิต"
    3. จากตื่นเข้าสู่ "ตื่นอย่างยิ่ง" จนกลายเป็น "พลังงาน"
    4. เข้าสู่ "ใจกลางพลังงาน" จะเกิด พลังงาน "แผ่พลุ่งออกรอบด้าน เป็น ทรงกลม"
    5. เข้าสู่ "ศูนย์กลาง" ของมัน อาการของพลังงาน จะแผ่พลุ่งออก จน "ในกลางเป็น ว่าง รู้"
    6. อยู่ใน "ใจกลางของ ว่าง รู้" จะเห็นพลังงานที่ "แผ่พลุ่ง" ออกไปนั้นเป็น ประกายเลื่อมประภัสสร สี "เหลือบรุ้ง ครบ 7 สี" (มีสภาพ)

    +++ ทั้ง 2 ระดับนี้ ยังมี "ความเป็น ตน ณ ใจกลาง" ทั้ง 2 ระดับ
    +++ ของระดับแรก ยังมี "กายเนื้อ + กายจิต" ประกอบอยู่ด้วย (รูป+นาม ที่มีสภาพ ทั้งคู่)
    +++ ส่วนระดับที่สองนั้น "กายเนื้อ + กายจิต" ไม่มีหลงเหลืออยู่ มีแต่ "ธรรมารมณ์" เป็นสภาวะเดียว เท่านั้น (เหลือแต่ นาม ประการเดียว ที่มีสภาพอยู่)

    +++ "สภาวะรู้เป็นลูกกลมๆ" ตรงนี้พวกเราเรียกมันว่า "ตัวดู หรือ อัตตาจิต"
    +++ คุณ วรพรต สามารถตรวจสอบดูได้ง่าย ๆ ดังนี้คือ
    +++ ยามที่ "ตัวดู" อยู่ใกล้ "ความเป็นตน หรืออัตตา" จะเริ่มปรากฏ เป็น "สัดส่วนสัมพันธ์ กับระยะของตัวดู นี้"
    +++ และในทางกลับกันเมื่อ "ตัวดู" ถอยห่างออกไป "ความเป็นอัตตา" จะจางคลายลง ทันที

    +++ "ตัวดู" มี 2 ด้าน หากเรา "ถอยออกมา โดยตัวดูอยู่ด้านหน้า" มันจะเป็น "ความมืดทึบ" พร้อมกับ มีแรงดึงดูดให้เราเข้าไปรวมตัวกับมัน ด้านนี้พวกเราเรียกว่า "หลุมดำ"
    +++ หากเรา "พุ่งออกไปข้างหน้า โดยตัวดูอยู่ด้านหลัง" มันจะเป็น "ความสว่าง" พร้อมกับ มีแรงผลักให้ราออกไปจากมัน ด้านนี้พวกเราเรียกว่า "หลุมขาว"

    +++ ทั้ง 2 ด้าน "กายจิต" สามารถมีปรากฏอยู่ได้ แต่ "ความเป็นตน หรือ อัตตา" จะไม่มีปรากฏรวมอยู่ด้วยเลย

    +++ อาการที่คุณบอกว่า "ธรรมจักร" นั้น เป็น "รูปธรรมจักร" แบบที่คนทั่วไปรู้จัก หรือไม่
    +++ หรือว่า "มันเป็น กาแลคซี่ 8 แขน" ที่มีอยู่แล้วตามธรรมชาติของมันเอง เพียงแต่ "โทนสีทอง" เป็นโทนสีหลักของมัน

    +++ สภาวะ "จ้า" ของพวกเรา เกิดจากการ "ระเบิดตัวดู" ทิ้งไป (ตรงนี้ "แตกต่าง" จากของคุณ)
    +++ เนื้อธาตุภายในความจ้านั้นเป็น "เอกภาพภราดรภาพ" ที่เป็นเนื้อเดียวกันทั้งหมด
    +++ กิริยาอาการใด ๆ ก็ตาม ไม่สามารถเกิดขึ้นมาได้เลย

    +++ "รูปกาย" ของผู้ที่อยู่ในนั้น "มีปรากฏได้ แต่ ไม่มีสภาพ" (ตรงนี้ต้องเจอเองเท่านั้น จึงจะรู้ได้)
    +++ "การสื่อสาร" ของผู้ที่อยู่ในนั้น "มีปรากฏได้ แต่ ไม่มีสภาพ" (ตรงนี้ต้องเจอเองเท่านั้น จึงจะรู้ได้)

    +++ การจะ "รู้จัก" สภาวะนี้ได้ ต้อง "อยู่" ใน "จ้า ที่ไร้สภาพ" เท่านั้น
    +++ ใน "จ้าที่ไร้สภาพ" นี้ "ไม่ใช่ และ ไม่มี" สภาพของ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ปรากฏอยู่เลย
    +++ และ "ไตรลักษณ์" ไม่สามารถที่จะ "ก่อเกิด" อยู่ในสภาพที่เป็น "จ้าที่ไร้สภาพ" นี้ได้

    +++ การปฏิบัติของคุณ วรพรต นั้นนับว่า "มาได้ไกล จนหาตัวจับยาก" ทีเดียว และก็น่ายินดีด้วย ที่มีคนสามารถ ปฏิบัติ มาจนถึงระดับนี้
    +++ หากคุณ วรพรต จะเข้ามา "สนทนาธรรม" กับกลุ่มพวกเรา พวกเราก็ "ยินดีต้อนรับ" นะครับ
    +++ การปฏิบัติในระดับนี้ พวกเราจะไม่ค่อยโพสท์ในที่ สาธารณะ เพราะมันจะเกิดอาการ "สวนทาง" กับสาธารณะชน
    +++ หากคุณพิจารณาว่า พวกเราน่าจะสนทนาแลกเปลี่ยนสภาวะธรรม ในมุมเฉพาะของ "นักปฏิบัติโดยตรง" ก็ PM มาได้ที่ คุณ jsso
    +++ ผมจะมีการเดินทาง 2-3 วัน ดังนั้น PM มาที่ คุณ jsso จะสดวกกว่าในช่วงนี้ นะครับ
     
  7. nopphakan

    nopphakan ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 มกราคม 2007
    โพสต์:
    5,357
    ค่าพลัง:
    +25,888
    ตรงแป๊ะ เอาไป ๑ หมื่นไลด์ครับ เหมือนกระทู้ห้องอภิญญา กระทู้
    ใครเกรียน
    อะไรนั่น อภิญญาหน้า 2
    ในกระทู้หน้า 17หรือ 18 นี่หละครับไปก็อบข้อความ
    คุณฟ้าใสมาเน้น
    แล้วเน้นตัวน้ำเงินชัดเจนตรง
    ที่แกต้องการสื่อ แล้ว
    ไปอ้างอิงที่ผมบริจาคมา
    ทั้งๆคนบริจาคมีมากมาย
    อ้างผมคนเดียว
    มาลงต่อท้าย
    แล้วแกอ้างแบบ
    ประมานนี้
    เหมือนว่าหวังดี
    พูดดีแป๊ะๆ อ้างโน้นนี่นั่นอย่างที่
    คุณธรรมชาติพูดเลย ๕๕๕ (^_^)
     
  8. Eaktk

    Eaktk สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    8 ตุลาคม 2016
    โพสต์:
    11
    ค่าพลัง:
    +19
    อาจารย์ธรรม-ชาติ

    ผมได้อ่านกระทู้ตั้งแต่ต้นจนจบแล้ว
    ผมลองทำความรู้สึกทั่วทั้งกายแล้ว
    แต่สับสนตรงที่กายเวทนา กับกายจิตครับ
    เวลาผมนั่งสมาธิกำหนดความรู้สึกทั่วทั้งร่างกายแล้ว
    แต่ตอนถอดกายออก ปรากฎว่ากายเวทนาไม่ออกครับ
    ที่ออกกลับกลายเป็นอีกกายหนึ่งครับ
    ไม่ทราบว่าผมทำผิดหรือถูกครับ
    ขอความกรุณาอาจารย์ช่วยแนะนำด้วยครับ
    ผมโพสต์ครั้งแรกครับ
    ขอบคุณมากครับ
     
  9. ธรรม-ชาติ

    ธรรม-ชาติ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    2 พฤษภาคม 2012
    โพสต์:
    1,312
    ค่าพลัง:
    +5,410
    +++ ผมเพิ่งกลับจากการเดินทาง อาจจะตอบช้าไปบ้าง นะครับ

    +++ กายเวทนา (เวทนา = ความรู้สึก) คือ "กายแห่งความรู้สึก"
    +++ ความรู้สึก นี้คือ ความรู้สึก "ตน" หรือ "รู้สึกถึง ความเป็นตน" เท่านั้น
    +++ กายเวทนา จะมีลักษณะของ "ปัญจะสาขา" ครบถ้วน (ปัญจะสาขา = หัว 1 แขน 2 ขา 2 = 5 ระยางค์ หรือ 5 สาขา)
    +++ กายเวทนา จะแสดงออกแค่ "กลุ่มหมอกหนาทึบ จนเป็นสภาพ" เท่านั้น จัดเป็น "นามกาย" ไม่ใช่ รูปกาย

    +++ นอกจากนี้มักจะเป็น "กายจิต" ซึ่งถอดออก "ดู-เห็น" เฉย ๆ แต่มักจะ "ไม่รู้ตน" โดยเฉพาะ ถ้าไม่ได้ฝึกผ่านในภาค "กายานุปัสสนามหาสติปัฏฐาน" มาก่อน
    +++ กายจิต จะเป็น "ภาพ" ที่เป็น รูปร่างลักษณะ ที่แสดงออกมาเหมือน "ภาพตน รูปตน" ของเจ้าของเท่านั้น จะเรียกว่าเป็น "รูปกายละเอียด" ก็ได้
    +++ กายจิต จะมี "สีสัน" ประกอบอยู่ด้วยเสมอ

    +++ กายธรรมารมณ์ หรือ "ตัวดู" จะไม่ปรากฏ "ปัญจะสาขา" มีสภาพเป็น "ลูกกลม ๆ ดำ ๆ" เฉย ๆ แต่จะสามารถ "เนรมิต" กายจิตให้แสดงออกมาเป็น "รูปลักษณ์" อย่างไรก็ได้

    +++ กายทั้งหมดนี้ ผมเรียกตามลักษณะการฝึกของ "มหาสติปัฏฐาน 4" ที่ถอดกายได้ ดังนั้น ไม่น่าจะเจอจาก แหล่งอ้างอิงที่อื่น

    +++ สำหรับ "นักศึกษาใหม่" การฝึก กายเวทนา จะเป็นการฝึกที่ "สำคัญที่สุด"
    +++ ส่วนกายจิตนั้น ผมถือว่า "ไม่สำคัญ" เพราะยากต่อการได้ "วสี 5" และมักจะอยู่ในขั้นของ "อุปจาระสมาธิ" เท่านั้น
    +++ ผู้ที่ ถอดกายจิต ที่เป็นระดับ "ฌาน 4" หากนับในหมู่ที่ ถอดกายได้จริง จะมีไม่ถึง 3 % และจะมีโอกาสที่ "มโนแทรก" ได้สูงมาก

    +++ สำหรับผู้ที่ "ถอดกายอื่น ออกมาจากกายเนื้อ" ได้นั้น ผมจะไม่ตัดสินในเรื่อง ถูก-ผิด แต่จะเน้นตรง ควร-ไม่ควร เท่านั้น
    +++ ผู้ที่ไม่เคยถอด "กายเวทนา" มาก่อน มักจะต่อยอดได้ยาก เพราะ "สัมปชัญญะ" จะไม่มั่นคงและต่อเนื่องได้
    +++ มีแต่การฝึก กายเวทนา เท่านั้นที่ "สัมปชัญญะ" สามารถต่อเนื่องได้ครบ จนผ่านชั้นอรูปได้เป็นอย่างดี

    +++ ให้ฝึกให้ชำนาญในเรื่อง "กายเวทนา" หากทำได้ ก็จะไม่ต้อง "ง้อ หรือ กังวล" ในเรื่องความตายแต่อย่างใดทั้งสิ้น
    +++ การฝึก กายเวทนา เป็นการ "ฝึกตาย ก่อนการ ตายจริง" และแม้ว่า การตายจริง จะเกิดขึ้นก็ตาม การตายนั้น ๆ จะไม่สามารถเป็นอุปสรรคในการฝึกได้เลย เพราะความ "ต่อเนื่อง" ของสัมปชัญญะ นั่นเอง
    +++ และในขณะที่ "การฝึกจนสัมปชัญญะต่อเนื่องได้" การไปอบาย จะไม่สามารถเกิดขึ้น แม้ว่าจะเป็น "ขั้นมรรค" ก็ตาม แต่ก็มีขีดความสามารถในการ "ปิดอบาย" ได้แน่นอน หากสามารถ "ต่อเนื่อง" ได้ นะครับ
     
  10. Eaktk

    Eaktk สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    8 ตุลาคม 2016
    โพสต์:
    11
    ค่าพลัง:
    +19
    ขอบคุณครับอาจารย์ธรรม-ชาติ

    ตอนนี้ผมฝึกกายเวทนาตามที่อาจารย์สอน
    ตอนแรกทำความรู้สึกทั่วทั้งร่างกาย หลังจากนั้นมีอาการเหมือนขนลุกซ่าๆตามผิวหนังและรู้สึกรู้สึกอุ่นๆครับ ผมก็ตามดูความรู้สึกตลอดเวลา โดยที่ผมไม่ได้กำหนดลมหายใจ (เมื่อก่อนกำหนดลมหายใจเข้าพุท หายใจออกโธ)
    อาจารย์ครับ ถ้าทำกายเวทนา100%หมายถึงหายเข้าช้าๆลึกๆ ให้เต็มที่แล้วหยุดแช่ไว้ใช่มั้ยครับ และทางกลับกัน ทำกายเวทนา 0% หมายถึงผ่อนลมหายใจออกให้สุด แล้วแช่ไว้ ใช่มั้ยครับ
    อีกเรื่องครับขอเล่านะครับ
    ครั้งนั้นผมไปวัดระฆังไปไหว้พระครับ ก่อนไปผมอธิฐานว่า
    ขอให้ท่านสมเด็จพุฒาจาย์โตพรมรังฆี จงดลบันดาลให้ผมได้รับรู้รับทราบด้วยเถิด หมายถึงมาให้เห็นด้วยตาเนื้ออ่าครับ ช่วงระหว่างที่ผมจุดธูปไว้ตรงที่วัดจัดให้ ผมก็หลับตาและกล่าวว่าวันนี้ผมขออนุญาตมากราบไหว้บูชา ช่วงที่กล่าวเสร็จ เกิดเหตุการณ์ขึ้นคือ มีภาพของท่านสมเด็จพุฒาจารย์โต ท่านได้มาปรากฏในหัวผมครับ เป็นภาพที่ท่านแสดงธรรมเทศนา ในท่านั่งห้อยขาลงมา
    ซึ่งภาพนี้ผมไม่เคยเห็นมาก่อนเลยครับ หลังจากนั้นผมก็เดินตามหาภาพนั้นในวัดเลย เจอครับ เจอจริงๆด้วย ตอนแรกผมคิดว่าผมมโนคิดไปเองครับ
    ขอถามอาจารย์ครับว่าภาพที่ผมเห็นนั้น เป็นจิตสื่อสาร หรือป่าวครับ
    และภาพนั้นเกี่ยวข้องกับการสร้างขันธ์ตามที่อาจารย์สอนหรือป่าวครับ
    ขอคำแนะนำจากอาจารย์ด้วยครับ
    ขอบพระคุณครับผม
     
  11. ธรรม-ชาติ

    ธรรม-ชาติ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    2 พฤษภาคม 2012
    โพสต์:
    1,312
    ค่าพลัง:
    +5,410
    +++ ความรู้สึกทั่วทั้งร่างกาย "ตรงนี้เป็น เหตุ" ส่วนอาการเหมือนขนลุกซ่า ๆ ตามผิวหนังและรู้สึกรู้สึกอุ่น ๆ "ตรงนี้เป็น ผลลัพธ์"
    +++ ในส่วนนี้ สามารถตรวจสอบได้จาก "พระไตรปิฏก" ในหมวดของ "สัมปชัญญะ 4 + ปิติ 5 + อัปปนาสมาธิ"

    +++ กายเวทนา 100% (กาย100) และ กายเวทนา 0% (กาย0) นั้น "นับที่ ความรู้สึกของ เนื้อกาย (ไม่เกี่ยวกับ "กายเนื้อ + ลมหายใจ" แต่อย่างใดทั้งสิ้น)"

    +++ อาการที่เรียกว่า "เนื้อกาย" (ไม่ใช่ กายเนื้อ) ของกระทู้นี้ หมายถึง

    +++ 1. ความหนาแน่นแห่ง "ความรู้สึก ของ กายเวทนา" ว่า มีความหนาแน่นมั่นคง "อยู่ในระดับใด" โดยวัดเป็นค่าของ %
    +++ 2. ยามใดที่ เพิ่มความรู้สึกทั้งตัว จนมีสภาพ "หนาแน่นมั่นคง ประดุจ พิ้นปฐพี" หรือประดุจ "ธาตุดิน" โดยที่ไม่สามารถจะทำให้ หนาแน่น ได้มากกว่านั้นได้อีก ตรงนี้เรียกว่า "กาย100"
    +++ 3. ยามใดที่ ลดความรู้สึกทั้งตัว จนมีสภาพ "ไร้เนื้อกาย ว่าง กลวง เหลือแต่ ขอบเขต (รูป) ของกาย" หรือประดุจ "อากาศธาตุ" โดยที่ไม่สามารถจะทำให้ จางคลาย (ม้างกาย) ได้มากกว่านั้นได้อีก ตรงนี้เรียกว่า "กาย0"
    +++ 4. "เนื้อกาย" จาก 0-100 จะมีความเกี่ยวข้องในการ ศึกษาเกี่ยวกับ "สภาวะของธาตุต่าง ๆ" ตั้งแต่ ดิน น้ำ ลม ไฟ อากาศธาตุ จนถึง อวกาศธาตุ ทั้งหมด (จิตใช้ธาตุเป็น "กายา")
    +++ 5. เมื่อ "รู้แจ้ง" แล้ว จึงฝึก "กาย100++" จนกว่าจะ "รู้แจ้ง" ถึงสภาวะที่ "ธาตุแปรเป็น พลังงาน ในรูปแบบต่าง ๆ" ตรงนี้จะเกี่ยวข้องกับ Nuclear physics + Dimension อยู่บ้าง

    +++ ให้ทำความ "ชัดเจน" ถึงความ แตกต่าง ระหว่าง "กายเนื้อ VS เนื้อกาย" ให้ดี ๆ ว่า ต่างกันมากขนาดไหน

    +++ "มโนเอาเอง VS จิตสื่อสาร" เป็นเรื่องที่ นักปฏิบัติ ถกเถียงกันมานาน

    +++ บุคคลที่ "ไร้วาสนา" ในทางตั้งแต่ "วิชชา 3" ขึ้นไป ตลอดจนถึง "จตุปฏิสัมภิทาญาณ" ก็จะกล่าวว่า จิตสื่อสาร เป็นเรื่อง มโนเอาเอง (พวก สุขขะวิปัสสโก)
    +++ ส่วนบุคคลที่ "มีวาสนา" ตั้งแต่ "วิชชา 3" ขึ้นไป ตลอดจนถึง "จตุปฏิสัมภิทาญาณ" ก็จะกล่าวว่า จิตสื่อสาร เป็นส่วนหนึ่งของ "วิชชา หรือ อภิญญา"

    +++ กุญแจสำคัญ ที่สามารถตัดสิน "ชี้ขาด" ได้ว่า อะไรเป็นอะไร อยู่ที่ "มหาสติ" ที่อยู่ในชั้นของ "จิตตานุปัสสนา มหาสติปัฏฐาน" ขึ้นไป
    +++ โดยเฉพาะ ตรงอาการ "รู้เท่าทัน ในวาระจิต ของ จิตส่งออก" ณ ปัจจุบัณขณะ แห่ง ขณะจิต
    +++ หากการฝึกฝน "ต่ำกว่าตรงนี้" ก็จะไม่สามารถ วินิจฉัย ได้เลยว่า เหตุการณ์ใดเป็น จิตสื่อสาร หรือ มโนเอาเอง
    +++ ให้นับตรงนี้เป็น "บันทัดฐาน" มิฉะนั้น ก็จะเป็น "โมหะ" ทั้งหมด เพราะ "ไม่สามารถวินิจฉัย ตามความเป็นจริงได้" นั่นเอง

    +++ เหตุการณ์ที่กล่าวมานี้ "ยังไม่ถึง" ขั้นตอนของ "การสร้างขันธ์" ยังห่างไกลหลายระดับ กว่าจะถึงตอนนั้น

    +++ "การสร้างขันธ์" นั้น จะมีขั้นตอนตามระดับชั้น ดังนี้

    +++ 1. นักศึกษา จะต้อง "เห็น และ รู้จัก ขันธ์" จน "รู้แจ้ง" ว่า อะไรคือ ขันธ์ เสียก่อน ตรงนี้เรียกว่า "เห็นขันธ์"
    +++ 2. เมื่อ "เห็นขันธ์" ชัดเจนแล้ว จึงฝึกในเรื่อง "อยู่-ย้าย" ไปมาระหว่างขันธ์ต่าง ๆ จนกว่าจะ "รู้แจ้งในกองขันธ์" ตรงนี้เรียกว่า "ฝึกขันธ์"
    +++ 3. จากนั้นจึง "ฝึกใช้ขันธ์" ไปตามสภาวะการณ์ต่าง ๆ จนกว่าจะ "รู้แจ้ง" ว่า เหตุใดขันธ์จึง "เกิดขึ้น-ตั้งอยู่-ดับไป" ตรงนี้เรียกว่า "ใช้ขันธ์"
    +++ 4. เมื่อรู้ "เหตุเกิดของขันธ์" แล้ว จากนั้นจึงฝึกที่ "เหตุที่ทำให้ขันธ์เกิด" ตรงนี้จึงเรียกว่า "สร้างขันธ์"

    +++ ทั้งหมดเป็นเรื่องของ "ความรู้แจ้ง ในกฏของ ไตรลักษณ์" นั่นเอง ไม่ได้นอกเหนือออกไปจากที่ตรงนี้เลย นะครับ
     
  12. Eaktk

    Eaktk สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    8 ตุลาคม 2016
    โพสต์:
    11
    ค่าพลัง:
    +19
    ขอบคุณมากครับ

    ขอบคุณอาจารย์ธรรม-ชาติมากๆครับ
    ผมขอฝึกกายเวทนาให้คล่องๆก่อนนะครับ
    ตามที่อาจารย์โพสต์ไว้หน้าที่1 กระทู้ที่5
     
  13. Eaktk

    Eaktk สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    8 ตุลาคม 2016
    โพสต์:
    11
    ค่าพลัง:
    +19
    อาจารย์ธรรม-ชาติครับ
    ผมมาส่งการบ้านครับ
    เย็นนี้ผมได้นั่งสามธิแล้วทำกายเวทนาครับ หลังจากนี้นไม่กี่นาที รู้สึกว่ากายเวทนาขยายตัวใหญ่ขึ้นมากๆครับ ช่วงที่เกิดความรู้สึกผมก็เฝ้าดูไปเรื่อยๆ จากนั้นก็มีอาการเล็กลงเรื่อยเหมือนกัน ทั้ง2เหตุการณ์นี้ผมรู้สึกอุ่นๆตามผิวหนังด้วย หลังจากนั้นอีกพักหนี่ง ก็เกิดอาการตัวลอยขึ้นบนฟ้าช้าๆ และผมก็ลองนั่งสมาธิดู ปรากฎว่าทำได้ครับ คือนั่งสมาธิลอยขึ้นข้างบนไปเรื่อยๆสูงมาก ผมรู้สึกมีลมพัดเบาๆ จากนั้นก็ลงต่ำมาเรื่อยครับ
    ผมทำถูกมั้ยครับอาจารย์
    ถ้าไม่ถูกผมขอคำแนะนำด้วยครับ
    ขอบคุณอาจารย์ธรรม-ชาติ มากๆครับ
     
  14. ธรรม-ชาติ

    ธรรม-ชาติ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    2 พฤษภาคม 2012
    โพสต์:
    1,312
    ค่าพลัง:
    +5,410
    +++ เคยได้ยินคำว่า "ใหญ่โตเท่าบรมพรหมมาน" มาบ้างหรือไม่ นั่นแหละคือ อาการของ "กายเวทนา"
    +++ เมื่อ "ใหญ่มากขึ้นเท่าไร ความจางคลายของเนื้อกาย ก็จางเบาบางลงเท่านั้น" หากเล็กลง ความหนาแน่นเข้มข้นของ เนื้อกาย ก็เพิ่มขึ้นเป็นสัดส่วนสัมพันธ์กัน

    +++ กายเวทนา คือ "กายอภิญญา" ทุกอย่างถูกต้องทั้งหมด
    +++ การฝึกในกระทู้นี้ มุ่งที่ "ความรู้แจ้ง ความเข้าใจชัดเจน จนสิ้นสงสัย"
    +++ ดังนั้น "วิชชา 3 จนถึง ปฏิสัมภิทาญาณ" ก็จะนำมาเป็น "อุปกรณ์" ในการฝึกทั้งหมด
    +++ อย่างที่ผมเคยบอกไว้หลาย ๆ ครั้งแล้วว่า "อภิญญา คือ สติปัญญาในการใช้ขันธ์"
    +++ ดังนั้น "ทุกอย่างถูกต้อง" แล้วนะครับ
     
  15. ธรรม-ชาติ

    ธรรม-ชาติ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    2 พฤษภาคม 2012
    โพสต์:
    1,312
    ค่าพลัง:
    +5,410
    +++ ผม Add คุณ Eaktk ลงไปใน ห้องฝึกของ Hangout เรียบร้อยแล้ว นะครับ
     
  16. Eaktk

    Eaktk สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    8 ตุลาคม 2016
    โพสต์:
    11
    ค่าพลัง:
    +19
    ขอบคุณมากครับอาจารย์

    อาจารย์ครับ
    ผมมาส่งการบ้านครับ
    ตอนเย็นผมนั่งสมาธิโดยกำหนดให้รู้สึกทั่วทั่งร่างกายครับ
    รูสึกชาตามมือทั้ง2ข้าง จากนั้นก็ขยายไปทั่วทั้งตัว และรู้สึกอุ่นๆเหมือนกระไฟฟ้าวิ่งครับ ซักพักรูสึกว่าร่างกายมันเป็นโพลงครับ มันโล่งไปหมดเลย เหมือนอยู่ในถ้ำ หลังจากนั้นมันหายไปเลย ไม่มีอะไรเลย คือร่างกายไม่มี แต่ผมยังรู้สึกตัวอยู่ เป็นช่วงเวลาแค่แป๊บเดียว หลังจากนั้นก็กลับมาอยู่กับความรู้สึกเหมือเดิมครับ ผมนั่งสมาธิ1ชม.ครับ
    ผมทำแบบนี้ถูกมั้ยครับ
    คืนนี้ผมไม่สามารถเข้า conference call ได้ครับ เพราะว่าทำงานครับ แต่สามารถพิมพ์แซทได้ครับ
    ผมขอโทษด้วยครับ
     
  17. ธรรม-ชาติ

    ธรรม-ชาติ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    2 พฤษภาคม 2012
    โพสต์:
    1,312
    ค่าพลัง:
    +5,410
    +++ ตรงนี้ "ถูกต้อง" เป็นลักษณะของ "กายเวทนาเต็มตัว" ที่กำลังอยู่ในช่วงขณะเปลี่ยนไปเป็น "กายพลังงาน" (ปิติในรูปสมาบัติ)

    +++ ตรงนี้เปลี่ยนจาก รูป ไปเป็น "อรูป" เต็มตัวแล้ว

    +++ ตรงนี้แหละ ที่เรียกว่า "รู้สึก ตน" ไม่ใช่ "ตัว" เพราะความเป็น "ตัว ไม่มีแล้ว" เหลือแต่เพียง "ความเป็นตน" เท่านั้น

    +++ ตรงนี้แหละ คือ อาการที่เรียกว่า "อัตตา" ที่แท้จริง และ ไม่ใช่รูป มันเป็น "อรูป" ที่มี "ความเป็นตน" อันสมบูรณ์

    +++ การปฏิบัติ กรรม-ฐาน ต้องถึงซึ่งความเป็น "ตน" ตรงนี้ ก่อนที่จะฝ่าด่าน "ข้ามพ้น" ความเป็นตน หรือข้ามพ้น "อัตตา" ออกไปได้

    +++ ทั้งหมด "ถูกต้อง" แล้ว

    +++ ไม่เป็นไรครับ
     
  18. Eaktk

    Eaktk สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    8 ตุลาคม 2016
    โพสต์:
    11
    ค่าพลัง:
    +19
    เอาการบ้านมาส่งครับ

    ใน PM ครับ
    ไม่กล้าโพสต์ในกระทู้ครับ
    มันลึกลับมากครับ
     
  19. tongrolass

    tongrolass เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    10 พฤษภาคม 2013
    โพสต์:
    111
    ค่าพลัง:
    +103
    ได้เอาสิ่งที่ท่านสอนไปปรับปรุงตัวเอง และปฏิบัติครับ
    เช้านี้ประมาณตีสี่ตีห้ายังมืดอยู่รู้สึกตัวตื่นขึ้นมา ก็เลยทำความรู้สึกตัวทั่วร่างกายในท่านอนเช่นเดิม พร้อมกับนึกถึงอารมณ์ตอนที่ร่างกายหลุด สักครู่แขนขาก็ทำท่าจะหลุดออกมา ผมเฝ้าดูอาการระหว่างร่างกายหลุดครั้งนี้ไม่ดีดเด้งปลิวไปบนท้องฟ้าแล้ว ครั้งนี้พยายามลุกเองได้สังเกตุว่าขาช่วงเท้า มือและหัวจะพะหงกหรือลอยขึ้นมาก่อน จากนั้นกะจังหวะลืมตามองเห็นรางดีดขึ้นไปไม่สูง ไม่เกินเพดานห้อง แล้วก็ลงมาข้างๆเตียง ผมมองเห็นตัวเองนอนอยู่บนเตียง ภาพที่เห็นคือสภาพแวดล้อมจริงบรรยากาศจริงในเวลานั้น ทุกอย่างเงียบหมด ผมเห็นร่างกายที่นอนหลับตาอยู่สั่นและสะบัดเหมือนกับตอนที่ร่างจะออก หรือร่างกายนั้นมันมีปฏิกริยาอะไรสักอย่างผมไม่ทราบ สังเกตุไปเรื่อยๆเหมือนคนสะบัดแขนขาชักกระตุก ร่างกายนั้นลุกขึ้นเดินมาหาผม มายืนตรงหน้าผม ผมเห็นตัวผมอีกคนที่อยู่อยู่ข้างหน้าจ้องตาผมอยู่ได้ชัดเจน ดูร่างกายตัวเองตั้งแต่กัวจรดเท้า ให้เขาหมุนตัว ตัวดูตำหนิต่างๆบนร่างกาย (ผมไม่ได้สวมเสื้อผ้าเวลานอน ร่างที่ออกมายังไงก็ยังงั้น ก็คือเปลือยครับ) ผมจับมือเขาสังเกตุรูปร่างหน้าตาจับดูเส้นผม จูงเขามาที่ๆ มีแสงส่องเพื่อให้เห็นชัดขึ้น นี้คือผมเองไม่ผิดเพี้ยน เหมือนฝาแฝดเลย ใจผมดิ่งไปอยู่ที่ตาตุ่ม ตัวผมสื่อสารโต้ตอบปฏิสัมพันธ์กับผมได้ คือแฝดอีกคน ผมไม่รู้ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นตรงนี้มันคืออะไร แต่มันสอนให้ผมเข้าใจอะไรหลายๆอย่าง ซึ่งตัวผมยังมีความยึดติดในตัวเองตัดไม่ขาด ผมตื่นขึ้นมาบนเตียงด้วยความสงสัยและเวททนาตัวเองที่นอนอยู่ตรงนี้ ใจรู้สึกหดหู่ และพอจะเข้าใจอะไรบางอย่างเพิ่มขึ้นแล้วครับ _/!\_
    14/10/2016
     
  20. ธรรม-ชาติ

    ธรรม-ชาติ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    2 พฤษภาคม 2012
    โพสต์:
    1,312
    ค่าพลัง:
    +5,410
    +++ Mark Twain กล่าวไว้ว่า "Truth is stranger than fiction, but it is because Fiction is obliged to stick to possibilities; Truth isn't."

    +++ แปลว่า "สัจจธรรมนั้น ประหลาดและพิศดาร กว่าจินตนาการ (มโนเอาเอง) มากมายนัก"

    +++ เพราะว่า "จินตนาการนั้น ถูกผูกมัดและจำกัดอยู่ที่ ความน่าจะเป็น" "ส่วนสัจจธรรม นั้น อิสระจากข้อผูกมัดทั้งปวง (เป็นอย่างที่มันเป็น)"

    +++ คำตอบอยู่ใน E-Mail ไม่ใช่ PM นะครับ

    ป.ล. เมื่อฝึกเสร็จแล้ว และ ความ "เบาใจ สบายใจ" เกิดขึ้น ให้นึกถึง "นายหลวง ร.9" แล้วกำหนดเดินจิต "เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ความสุกสบายใจนั้น มอบให้แก่ท่านด้วย" ตรงนี้คือ "การอุทิศส่วนกุศล ที่ถูกต้อง ด้วยวิธีการเดินจิต" นะครับ
     
Loading...
กระทู้ที่คล้ายกัน - ฝึก กรรม ฐาน
  1. ปราบเทวดา
    ตอบ:
    6
    เปิดดู:
    91
  2. พุทโธอวโลกิเตศวร
    ตอบ:
    0
    เปิดดู:
    19,541
  3. WebSnow
    ตอบ:
    0
    เปิดดู:
    4,976
  4. samransom
    ตอบ:
    2
    เปิดดู:
    385
  5. ศิริสมบูรณ
    ตอบ:
    6
    เปิดดู:
    2,076
Loading...