เรื่องเด่น วิธีปฏิบัติเพื่อให้ไปถึงพระโสดาบัน ต้องปฏิบัติอย่างไร?

ในห้อง 'อภิญญา - สมาธิ' ตั้งกระทู้โดย บ้องแบ้ว, 6 มกราคม 2017.

  1. บ้องแบ้ว

    บ้องแบ้ว เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    1 พฤษภาคม 2010
    โพสต์:
    2,989
    กระทู้เรื่องเด่น:
    87
    ค่าพลัง:
    +4,895
    วิธีปฏิบัติเพื่อให้ไปถึงพระโสดาบัน
    ต้องปฏิบัติอย่างไร?

    พระอาจารย์สุชาติ : ต้องทำบุญ ทำทาน รักษาศีล นั่งสมาธิ ทำใจให้สงบ แล้วพิจารณาร่างกายว่าไม่เที่ยง เกิด แก่ เจ็บ ตาย ปล่อยวางร่างกายได้ ไม่ทุกข์กับความแก่ ความเจ็บ ความตาย ไม่กลัวความแก่ ความเจ็บ ความตาย ก็เป็นโสดาบันได้ ถ้ายังกลัวอยู่ก็ยังเป็นไม่ได้ แสดงว่ายังยึดติดกับร่างกายอยู่ ต้องเห็นว่าร่างกายไม่ใช่ของเรา ไม่ใช่ตัวเรา มันต้องแก่ เจ็บ ตาย

    เหมือนกับเราเห็นร่างกายของคนอื่น ร่างกายของคนอื่น เราไปทุกข์กับเขามั๊ย เขาแก่ เขาเจ็บ เขาตาย เรานี้ไม่ทุกข์เลยใช่มั๊ย ร่างกายของเราก็เหมือนร่างกายของเขา เพียงแต่เรามาครอบครอง มายึดเป็นของเรา เราก็เลยไม่อยากให้มันแก่ เจ็บ ตาย พอไม่อยากมันก็เลยทุกข์ ก็ต้องไม่อยากไปอยากไม่แก่ ไม่เจ็บ ไม่ตาย ปล่อยมันแก่ไป เจ็บไป ตายไป

    ถ้าอยากรู้ว่าปล่อยได้หรือไม่ ก็ลองไปทดสอบดู นั่งให้มันเจ็บ ปล่อยให้มันเจ็บไป ไม่ต้องลุก ไม่ต้องขยับ ปล่อยให้มันเกิดดับไปของมันเอง เดี๋ยวมันก็ดับไปเอง ความเจ็บเดี๋ยวมันก็หายไป เกิดแล้วก็ดับไป ถ้าปล่อยได้ก็แสดงว่าปล่อยความเจ็บได้แล้ว ความตายปล่อยได้มั๊ย ก็ลองไปอยู่ป่าช้าดู ไปที่ไหนมันน่ากลัวดู ดูไปแล้วใจกลัวหรือเปล่า ใจทุกข์หรือเปล่า ยอมตายหรือเปล่า ถ้ายอมตายได้ก็ไม่กลัวแล้ว ไม่กลัวก็หายทุกข์ แสดงว่าปล่อยแล้ว

    พระโสดาบันท่านปล่อยร่างกายได้ ปล่อยความแก่ ปล่อยความเจ็บ ปล่อยความตายได้ อยู่กับมันได้อย่างสบายไม่เดือดร้อน

    พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
    ธรรมะบนเขา ณ จุลศาลา เขตปฏิบัติธรรมเขาชีโอน
    วัดญาณสังวรารามวรมหาวิหาร ชลบุรี
    วันที่ 9 พฤศจิกายน 2559 FB_IMG_1483693830830.jpg
     
  2. nopphakan

    nopphakan ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 มกราคม 2007
    โพสต์:
    5,727
    ค่าพลัง:
    +26,561
    ภายนอกตัวจิตจะถึงได้จริงต้องเริ่มจากการเป็นผู้ฟังที่ดีก่อน
    นัยยะ"ผู้ฟังที่ดี" ตีความเอาเอง
    การทำโน้นนี่นั้น พิจารณาโน้นนั่นนี่
    พวกนั้นมันสร้างได้ คือยังมีตัวเราเข้าไปกระทำ
    และมันเป็นเพียงภายนอก ที่สร้างจากการปรุ่งแต่ง
    จากภายในได้อยู่ มิใช่ภายในจากการที่ตัวจิต
    ได้รู้เห็นตามความเป็นจริง
    ในสภาวะที่เป็นกลาง
    มีประโยชน์คือใช้เป็นแนวทางให้จิต
    เพื่อเดินปัญญาได้

    ทางกิริยาด้านนามธรรมของ
    การเริ่มเข้าสู่ติ่งของระดับนี้คือ ตัวจิตที่เริ่ม
    คลายตัวเองได้โดยธรรมชาติ ได้ของมันเอง
    ย้ำว่าคลายตัว ไม่ใช่นิ่ง หรือสงบ
    การจะรู้เข้าใจตรงนี้ได้
    ต้องมีสติทางธรรมไปเห็นกิริยานามธรรมพวกนี้
    และมีกำลังสมาธิสะสมเพื่อหนุนส่งไปสู่
    สภาวะที่จิตคลายตัวได้เองโดยธรรมชาติ
    ปกติจะเริ่มจากหลักวินาทีก่อน
     
  3. ยศวดี

    ยศวดี เป็นคนต้องรู้คิด ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    12 เมษายน 2010
    โพสต์:
    5,063
    กระทู้เรื่องเด่น:
    8
    ค่าพลัง:
    +5,641
    คุณนพนี้หน้าสดเหรอออออ
    อิอิ
    เขาหล่อกว่าาาาาา
     
  4. ยศวดี

    ยศวดี เป็นคนต้องรู้คิด ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    12 เมษายน 2010
    โพสต์:
    5,063
    กระทู้เรื่องเด่น:
    8
    ค่าพลัง:
    +5,641
    การรักษา
    กาย วาจา ใจให้บริสุทธิ
    เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด
    เมื่อทุกอย่างบริสุทธิ
    อย่างแท้จริง
    ทุกอย่างก็เริ่มชัดเจน
    พระโสดาสกิมรรค พระโสดาสกิผล
    ที่สมเด็จพระราชพรหมยาน
    ท่านโปรดเมตตาเทศสอนนไว้
    ก็ต้องหามาอ่านมาศึกษาคะ
    เป็นแนวทางได้ดีคะ
     
  5. ฟางว่าน

    ฟางว่าน เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    23 มีนาคม 2010
    โพสต์:
    1,257
    ค่าพลัง:
    +1,179
    การเป็นพระโสดาบัน สามารถเป็นได้ด้วยละสังโยชน์ 3 ประการ 1.สักกายะทิฏฐิ คือมีความเข้าใจว่าขันธ์ 5 เป็นอนัตตา ภาวนาให้เข้าใจ 2.วิจิกิจฉา คือมีความเคารพในพระพุทธเจ้า พระธรรม และพระสงฆ์ อย่างจริงใจ 3.สีลัพพตปรามาส คือถือศีล 5 ไม่เจตนาละเมิด ทำได้ตามปรกติท่านก็เป็นพระโสดาบัน อาจจะบรรลุในฌานด้วยก็ได้
     
  6. ฟางว่าน

    ฟางว่าน เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    23 มีนาคม 2010
    โพสต์:
    1,257
    ค่าพลัง:
    +1,179
    เวลาภาวนาถ้าบางทีมีอาการจิตตกก็ไม่ต้องตกใจ จิตนั้นมันจะดำเนินไปตามผัสสะที่ผ่านเข้ามา อาการบางอย่างเช่น จิตเบลอ จิตฟ้ง จิต อักอ่วนนั้นเกิดจากมนต์ ก็ต้องวางกำลังใจให้เป็นกลาง มันเกิดขึ้นได้มันก็ดับไปได้ ให้ตามรู้อารมณ์แล้วภาวนาว่ามันไม่เที่ยง มีเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป เป็นธรรมดาของมัน อันนี้เป็นการปฏิบัติในขณะนั้นๆ คือตามดูอาการแล้วปล่อยวางคือวางกำลังใจให้เป็นกลางให้ปรกติ เห็นว่ามันพอทน ก็ทนนิ่งเฉยไปได้ ส่วนการปฏิบัติในประจำวันก็ให้หมั่นทำบุญให้ทาน รักษาศีล และสวดมนต์บทต่างๆจะช่วยแก้ได้ ถ้าอาการหนักก็ไปทำบุญสะเดาะเคราะห์หรืออาบน้ำมนต์ก็ได้ ทีนี้ย้อนกลับมาตอนทำสมาธิภาวนานั้นต้องเข้าใจว่าจิตเป็นอัตตา มันจะดำเนินไปตามของมันเอง เราใช้กำลังใจตามประคอง แต่อย่าถือเป็นถือตายอะไรไป มันจะวางอารมณ์ของมันไปเอง หน้าที่เราคือรักษาใจ ใจที่อยู่หน้าอกด้านซ้าย เราวางกำลังใจรักษาตรงนี้ เพราะจิตเป็นอัตตา ใจเป็นอนัตตา เราจึงต้องรักษาใจ แล้วก็ภาวนาไป เช่น สติปัฐฐาน4 กาย เวทนา จิต ธรรม เมื่อใจเป็นสุขทุกอย่างก็หมดปัญหา อาการของจิตจะเข้าสู่สภาวะปรกติ ลองดูนะครับ
     

แชร์หน้านี้

Loading...