ติดตามสถานะการณ์

ในห้อง 'ภัยพิบัติและการเตรียมการ' ตั้งกระทู้โดย สุกิจSukit, 8 มิถุนายน 2013.

  1. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    227,635
    ค่าพลัง:
    +97,153
    “ประเมินต่ำไป = วิกฤตสูงเกินคาด” เมื่อข้อมูลมี…แต่อคติทำให้มองไม่เห็น

    สถานการณ์ในช่องแคบ Hormuz วันนี้ ไม่ได้เกิดจาก “การขาดข้อมูล”
    แต่เกิดจาก “การตีความข้อมูลผิด” — โดยเฉพาะการประเมินศักยภาพของอิหร่านต่ำเกินไปอย่างต่อเนื่อง

    ---

    ข้อมูลมีอยู่แล้ว…แต่ไม่ถูกให้ความสำคัญ

    ก่อนเกิดวิกฤต นักวิเคราะห์และหน่วยงานด้านความมั่นคงของตะวันตก รับรู้ข้อมูลเหล่านี้อยู่แล้ว

    อิหร่านพัฒนา โดรนจำนวนมาก (drone swarm capability)

    มีคลัง ขีปนาวุธต่อต้านเรือ ครอบคลุมพื้นที่อ่าวเปอร์เซีย

    ใช้ยุทธศาสตร์ เรือเร็ว + กับระเบิดทางทะเล มานาน

    มีประสบการณ์จริงจากการก่อกวนเรือพาณิชย์ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา

    กล่าวง่าย ๆ คือ
    “ศักยภาพมี” และ “รูปแบบการใช้งานก็เคยแสดงให้เห็นแล้ว”

    ---

    แต่ทำไมยังประเมินพลาด?

    ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ข้อมูล
    แต่อยู่ที่ “เลนส์” ที่ใช้มองข้อมูล

    1. อคติด้านอำนาจ (power bias)
    เชื่อว่า สหรัฐอเมริกาและพันธมิตรมีอำนาจเหนือกว่า
    → จึงสรุปว่าอีกฝ่าย “ไม่น่ากล้าทำ” หรือ “ทำแล้วก็ไม่น่ามีผล”

    2. อคติแบบสงครามดั้งเดิม (conventional bias)
    ประเมินจากกำลังรบแบบรัฐต่อรัฐ
    → มองข้ามว่า อิหร่าน ใช้ asymmetric warfare เป็นหลัก

    3. อคติทางการเมือง (policy bias)
    มีแรงจูงใจให้สถานการณ์ “ดูควบคุมได้”
    → ทำให้ความเสี่ยงถูก “ลดน้ำหนัก” ในการสื่อสารและการตัดสินใจ

    ---

    ผลลัพธ์: ความเสี่ยงที่ถูกลดทอน…กลายเป็นของจริง

    เมื่อสถานการณ์ปะทุขึ้นจริง

    การขนส่งผ่าน ช่องแคบ Hormuz ลดลง 40–50% ในบางช่วง

    ราคาน้ำมันพุ่งทะลุ 150 ดอลลาร์/บาร์เรล

    LNG และ supply chain พลังงานสะดุดทันที

    ทั้งที่ในทางเทคนิค
    ช่องแคบไม่ได้ถูก “ปิดทั้งหมด”

    แต่ในทางปฏิบัติ
    ความเสี่ยงสูงพอที่จะทำให้ระบบหยุดเอง

    ---

    นี่คือจุดเชื่อมสำคัญ

    อคติในการวิเคราะห์
    → ทำให้ “ประเมินต่ำ”

    การประเมินต่ำ
    → ทำให้ “วางแผนบนสมมติฐานผิด”

    และสุดท้าย
    → นำไปสู่สถานการณ์ที่ “ควบคุมไม่ได้ในต้นทุนที่ตั้งไว้”

    ---

    สรุป

    สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่แค่
    “อิหร่านทำได้”

    แต่คือ

    โลกตะวันตก “มีข้อมูลครบ” แต่เลือกตีความภายใต้กรอบความเชื่อของตัวเอง

    ทำให้ภัยคุกคามที่ควรจะถูกเตรียมรับมือ
    ถูกมองว่า “ไม่น่าจะเกิด” หรือ “ไม่น่าจะรุนแรง”

    และเมื่อมันเกิดขึ้นจริง

    ต้นทุนที่ต้องจ่าย
    จึงสูงกว่าที่คาดไว้มาก
    https://www.facebook.com/share/181yLrDMGN/
     
  2. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    227,635
    ค่าพลัง:
    +97,153
    #ไต้หวัน ออกมาปฏิเสธข้อเสนอของ #จีน เมื่อวันพฤหัสบดี (19 มี.ค.) หลังจากที่จีนอ้างเรื่อง #ความมั่นคงด้านพลังงาน ที่ไต้หวันจะได้รับ หากยอมอยู่ภายใต้การปกครองของปักกิ่ง

    การตอบสนองเช่นนี้เป็นที่คาดการณ์ได้อยู่แล้ว เนื่องจากไทเปยืนยันมานานว่าไม่ต้องการถูกปกครองโดยมหาอำนาจเพื่อนบ้านที่เป็นคอมมิวนิสต์

    รัฐบาลทั่วโลกกำลังเร่งหาแหล่งพลังงานทางเลือก นับตั้งแต่สงครามระหว่างสหรัฐฯ และอิสราเอลกับอิหร่านได้ตัดเส้นทางการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซที่สำคัญ

    ไต้หวันซึ่งเคยได้รับก๊าซธรรมชาติเหลวหนึ่งในสามจากกาตาร์ และไม่พึ่งพาพลังงานจากจีนเลย กล่าวว่าได้จัดหาแหล่งพลังงานทางเลือกสำหรับเดือนข้างหน้าแล้ว รวมถึงจากสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นผู้สนับสนุนหลักในระดับนานาชาติของไต้หวัน

    ในการตอบสนองต่อข้อเสนอของจีน เหอ จิ้นชาง (何晉滄) รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเศรษฐกิจของไต้หวัน กล่าวต่อสมาชิกสภาว่า "แน่นอนว่านี่เป็นไปไม่ได้ นี่เป็นส่วนหนึ่งของสงครามทางความคิด"

    รัฐบาลไต้หวันมองว่า นี่คือส่วนหนึ่งของแรงกดดันทางจิตวิทยาอย่างต่อเนื่องที่จีนกระทำต่อไต้หวัน

    “ในเรื่องพลังงาน พวกเราในไต้หวันได้เตรียมการไว้แล้ว เรามีคลังสำรองเพื่อความปลอดภัยและแผนรับมือ” เหอ กล่าวเสริม

    เฉิน ปินฮวา โฆษกสำนักงานกิจการไต้หวันของจีน กล่าวในกรุงปักกิ่งเมื่อวันพุธ (18) ว่า “การรวมชาติอย่างสันติ” จะนำมาซึ่งการปกป้องความมั่นคงด้านพลังงานและทรัพยากรของไต้หวันได้ดียิ่งขึ้น โดยมี “มาตุภูมิที่เข้มแข็ง” คอยสนับสนุน

    ไต้หวันปฏิเสธข้ออ้างเรื่องอธิปไตยของปักกิ่ง และกล่าวว่ามีเพียงประชาชนของเกาะเท่านั้นที่จะตัดสินอนาคตของตนเองได้

    จีนเสนอ “หนึ่งประเทศ สองระบบ” ให้ไต้หวันปกครองตนเองมานานแล้ว หากไต้หวันยอมอยู่ภายใต้การควบคุมของปักกิ่ง ซึ่งไม่มีพรรคการเมืองใหญ่ใดๆ ในไต้หวันสนับสนุนแนวทางนี้

    ในเดือน ต.ค. ปีที่แล้ว สำนักข่าวซินหวาของจีนได้ระบุถึงข้อดีที่ไต้หวันจะได้รับภายหลัง “การรวมชาติ” ซึ่งรวมถึงการสนับสนุนทางเศรษฐกิจ แต่ย้ำว่าเกาะนี้จะต้องถูกบริหารโดย “ผู้รักชาติ”

    จีนไม่เคยปฏิเสธการใช้กำลังเพื่อนำไต้หวันมาอยู่ภายใต้การควบคุมของตน

    แหล่งข่าวระบุว่า จีนซึ่งเป็นประเทศผู้นำเข้าน้ำมันรายใหญ่ที่สุดของโลกได้สั่งห้ามการส่งออกน้ำมันเชื้อเพลิงจนถึงอย่างน้อยสิ้นเดือน มี.ค. เพื่อป้องกันการขาดแคลนภายในประเทศ ซึ่งเป็นการจำกัดการส่งออกซึ่งเคยมีมูลค่าสูงถึง 22,000 ล้านดอลลาร์ในปีที่แล้ว

    ที่มา: รอยเตอร์

    https://www.facebook.com/share/p/1HsvxoQMBv/
     
  3. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    227,635
    ค่าพลัง:
    +97,153
    รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศ #ซาอุดีอาระเบีย กล่าวเมื่อเช้าวันพฤหัสบดี (19 มี.ค.) ว่า ซาอุดีอาระเบียขอสงวนสิทธิ์ที่จะใช้ปฏิบัติการทางทหารต่อ #อิหร่าน และความไว้วางใจใดๆ กับเตหะรานได้พังทลายลงแล้ว หลังจากที่ริยาดถูกโจมตีด้วยขีปนาวุธทิ้งตัวของเตหะราน

    อิหร่านกล่าวหาอิสราเอลว่าโจมตีโรงงานของตนในแหล่งก๊าซธรรมชาติเซาท์พาร์สเมื่อวันพุธ (18) ซึ่งเป็นการยกระดับความขัดแย้งครั้งใหญ่ระหว่างสหรัฐฯ กับอิสราเอล ส่งผลให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้น และอิหร่านตอบโต้ด้วยการประกาศโจมตีเป้าหมายน้ำมันและก๊าซทั่วอ่าวเปอร์เซีย โดยยิงขีปนาวุธใส่กาตาร์และซาอุดีอาระเบีย

    ในการแสดงความคิดเห็นที่รุนแรงที่สุดจากราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบียในช่วงสงครามเกือบ 3 สัปดาห์ เจ้าชาย ไฟซอล บิน ฟาร์ฮาน รัฐมนตรีต่างประเทศซาอุฯ ทรงกล่าวหาอิหร่านว่าจงใจกระทำการที่เป็นปรปักษ์ต่อประเทศเพื่อนบ้าน ทั้งโดยตรงและผ่านตัวแทนในภูมิภาคต่างๆ ซึ่งพระองค์เรียกร้องให้เตหะรานควบคุมการกระทำเหล่านั้น

    “แรงกดดันจากอิหร่านจะส่งผลเสียต่อเราทั้งในทางการเมืองและทางศีลธรรม และแน่นอนว่า เราสงวนสิทธิ์ที่จะใช้ปฏิบัติการทางทหารหากเห็นว่าจำเป็น” เจ้าชายไฟซอล ตรัสในการแถลงข่าวภายหลังการประชุมของนักการทูตระดับสูงประจำภูมิภาคที่กรุงริยาด

    มีการพบเห็นขีปนาวุธสกัดกั้นถูกยิงขึ้นจากบริเวณใกล้ๆ โรงแรมในกรุงริยาดซึ่งเป็นสถานที่จัดการประชุม ในช่วงเวลาที่รัฐมนตรีต่างประเทศจากสิบกว่าชาติ รวมถึงตุรกี สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ จอร์แดน กาตาร์ และซีเรีย มารวมตัวกันเพื่อหารือเกี่ยวกับสงครามกับอิหร่าน

    มีสัญญาณน้อยมากที่จะลดความตึงเครียดในสงครามระหว่างสหรัฐฯ และอิสราเอลกับอิหร่านที่ดำเนินมา 3 สัปดาห์แล้ว และความขัดแย้งได้ลุกลามไปทั่วภูมิภาค จนก่อให้เกิดการหยุดชะงักอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อนต่อการจัดหาพลังงานทั่วโลก

    ทางการของกาตาร์ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และซาอุดีอาระเบีย แถลงเมื่อวันพุธ (18) ว่า โรงงานน้ำมันและก๊าซของทั้งสองประเทศเผชิญกับการโจมตี หลังจากที่อิหร่านประกาศกร้าวว่าจะตอบโต้การโจมตีแหล่งก๊าซสำคัญของตนโดยอิสราเอล

    ซาอุดีอาระเบียถูกโจมตีด้วยขีปนาวุธและโดรนของอิหร่านหลายร้อยลูกนับตั้งแต่เริ่มความขัดแย้ง ซึ่งทางการระบุว่าส่วนใหญ่ถูกสกัดกั้นเอาไว้ได้

    อย่างไรก็ตาม การโจมตีเมื่อวันพุธ (18) ถือเป็นครั้งแรกที่หลายคนในริยาดได้ยินเสียงระเบิด หรือได้รับข้อความเตือนผ่านทาง SMS

    กระทรวงกลาโหมซาอุฯ ระบุว่า สามารถยิงทำลายขีปนาวุธทิ้งตัว 4 ลูกซึ่งมุ่งเป้าไปที่กรุงริยาด และเศษซากบางส่วนตกใกล้ๆ โรงกลั่นน้ำมันทางตอนใต้ของเมือง

    ซาอุดีอาระเบียและอิหร่านฟื้นฟูความสัมพันธ์ทางการทูตในปี 2023 ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามที่จะลดความตึงเครียด หลังจากความเป็นศัตรูกันมานานหลายปีที่ทำให้ทั้งสองประเทศสนับสนุนฝ่ายการเมืองและกองทัพที่ขัดแย้งกันในภูมิภาค

    เจ้าชายไฟซอล ตรัสว่า ซาอุดีอาระเบียยังคงเลือกใช้แนวทางการทูต แต่ "หากอิหร่านไม่หยุดการกระทำดังกล่าวในทันที ผมคิดว่าแทบจะไม่มีอะไรที่จะสามารถฟื้นฟูความไว้วางใจได้เลย"

    ที่มา: รอยเตอร์

    https://www.facebook.com/share/p/1CQPHnVoVX/
     
  4. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    227,635
    ค่าพลัง:
    +97,153
    Financial Times วิเคราะห์ว่า ตอนนี้อิหร่านไม่ได้อยู่ในโหมด “ยอมเร็ว จบเร็ว” แต่กำลังขุดเกมรับลึกและเตรียมเล่นสงครามยืดเยื้อแบบบั่นทอนมากกว่า
    .
    เพราะอิหร่านมองว่านี่ไม่ใช่แค่สงครามธรรมดา แต่เป็นภัยคุกคามต่อการอยู่รอดของระบอบโดยตรง เพราะฉะนั้น ถ้าจะให้หยุดยิง มันต้องได้อะไรกลับไปชัดๆ ไม่ใช่หยุดแล้วอีกไม่กี่เดือนโดนถล่มใหม่ เหมือนที่ผ่านมา
    .
    พูดง่ายๆ คือ เตหะรานไม่ได้ต้องการแค่ “พักรบ” แต่ต้องการ หลักประกัน ว่าสหรัฐฯ และอิสราเอลจะไม่กลับมาโจมตีรอบใหม่อีก
    .
    เพราะต่อให้ทรัมป์ออกมาประกาศชัยชนะแล้วอยากหยุดก่อน แต่อิหร่านก็อาจยังเดินหน้ากดดันต่อได้ ทั้งกับอิสราเอล ทั้งกับเป้าหมายในอ่าว และโดยเฉพาะการใช้ช่องแคบฮอร์มุซเป็นคันโยกต่อเศรษฐกิจโลก
    .
    อาวุธที่อิหร่านใช้ได้ผลที่สุดในสงครามนี้ อาจไม่ใช่แค่มิสไซล์หรือโดรน แต่คือความสามารถในการทำให้การเดินเรือผ่านฮอร์มุซแทบหยุดชะงัก
    .
    ตรงนี้แหละครับที่ทำให้เกมเปลี่ยน ⚠️
    .
    เพราะสุดท้าย อิหร่านอาจยิงไม่ต้องเยอะเท่าวันแรกๆ ก็ยังสร้างแรงกดดันได้ ถ้าทำให้ตลาดพลังงานปั่นป่วน ประเทศรอบอ่าวผวา และโลกเริ่มรู้สึกว่า “สงครามนี้แพงเกินจะปล่อยยาว”
    .
    FT ยังชี้อีกว่า แม้อิหร่านจะเสียหายหนัก แต่ Revolutionary Guards หรือ IRGC กำลังปรับตัวเหมือนกองกำลังรบแบบอสมมาตรมากขึ้น กระจายกำลัง ซ่อนฐาน ซ่อนเครื่องยิง และค่อยๆ คุม rate of fire เพื่อไม่ให้ของหมดเร็วเกินไป
    .
    แปลแบบบ้านๆ คือ
    โดนหนัก แต่ค่อยๆ สวนยังยอมให้กระสุนหมดแม็กในทีเดียว
    .
    ดังนั้น อิหร่านไม่ได้หวัง “ชนะขาด” สหรัฐฯ หรืออิสราเอลในสนามรบตรงๆ
    .
    แต่อิหร่านกำลังพยายามทำให้ทุกฝ่ายต้องจ่าย “ราคา” สูงพอ จนครั้งหน้าจะไม่กล้าเปิดสงครามแบบนี้อีก
    .
    และนั่นแปลว่า สงครามนี้จะไม่จบตอนที่ทรัมป์อยากจบอย่างเดียว
    แต่มันจะจบก็ต่อเมื่ออิหร่านรู้สึกว่า ตัวเองต้องไม่อยู่ในวงจรถูกล่าอีกต่อไป
    .
    เครดิต: Financial Times
    .
    #สงคราม #ตะวันออกกลาง #อิหร่าน #IranWar2026 #WarDataThailand #StraitOfHormuz

    https://www.facebook.com/share/18ZwZmFXD5/
     
  5. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    227,635
    ค่าพลัง:
    +97,153
    อวสาน "โมเดลอ่าวเปอร์เซีย" และสัญญาณการพังทลายของระเบียบปิโตรดอลลาร์

    วิกฤตศรัทธาต่อกองทัพสหรัฐฯ และผลกระทบลูกโซ่สู่ความมั่นคงของสกุลเงินดอลลาร์
    สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอล และอิหร่านในปัจจุบัน ไม่ได้เป็นเพียงการปะทะทางทหารในเชิงยุทธวิธีเท่านั้น แต่กำลังลุกลามจนกลายเป็น "จุดเปลี่ยนสำคัญ" ที่ทำให้โครงสร้างความสัมพันธ์ระดับโลกที่เรียกว่า "โมเดลอ่าวเปอร์เซีย" (Gulf Model) ถึงกาลอวสาน ซึ่งจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อรากฐานอำนาจของสหรัฐฯ ในระยะยาว

    1. ภาวะพังทลายของ "พันธสัญญาความมั่นคง"

    หัวใจสำคัญของโมเดลอ่าวเปอร์เซียตลอด 40 ปีที่ผ่านมาคือ "ค่าคุ้มครองแลกความปลอดภัย" กล่าวคือกลุ่มประเทศอาหรับ (GCC) ตกลงขายน้ำมันด้วย #สกุลเงินดอลลาร์ และนำเงินกลับไปลงทุนในพันธบัตรสหรัฐฯ เพื่อแลกกับการที่กองทัพสหรัฐฯ จะเป็น "บอดี้การ์ด" ประกันความมั่นคงให้

    อย่างไรก็ตาม วิกฤตในครั้งนี้ได้พิสูจน์ให้เห็นถึง "ความไร้ประสิทธิภาพ" ของสหรัฐฯ:
    • โล่ป้องกันล้มเหลว: ระบบป้องกันภัยทางอากาศ (Patriot/THAAD) ไม่สามารถสกัดกั้นขีปนาวุธและโดรนจากอิหร่านได้อย่างเบ็ดเสร็จ ส่งผลให้โครงสร้างพื้นฐานและเศรษฐกิจในภูมิภาค (เช่น อสังหาริมทรัพย์ในดูไบและการท่องเที่ยว) ได้รับความเสียหายอย่างหนัก

    • ภาพลักษณ์กองทัพที่เสื่อมถอย: การถอนตัวของเรือบรรทุกเครื่องบิน USS Ford และการขาดแคลนคลังกระสุนของสหรัฐฯ ทำให้กลุ่มประเทศอ่าวเริ่มตระหนักว่าสหรัฐฯ ไม่สามารถเป็น "ที่พึ่ง" ได้อีกต่อไป เมื่อ "ความปลอดภัย" ซึ่งเป็นสินค้าหลักพังทลายลง ข้อตกลงแลกเปลี่ยนนี้จึงสิ้นสุดความหมาย

    2. การล่มสลายของระบบ "#ปิโตรดอลลาร์" (Petrodollar)

    เมื่อสหรัฐฯ ไม่สามารถให้หลักประกันทางทหารได้ "ความเชื่อมั่นในดอลลาร์" จึงเกิดรอยร้าวครั้งใหญ่ บทวิเคราะห์ชี้ให้เห็นถึง 3 ขั้นตอนที่กำลังเกิดขึ้นจริง:
    #การลดสัดส่วนทุนสำรอง: สัดส่วนดอลลาร์ในทุนสำรองเงินตราต่างประเทศทั่วโลกลดลงเหลือเพียง 56% ในปี 2025 ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในรอบ 30 ปี
    #การเปลี่ยนสกุลเงินในการค้าพลังงาน: กลุ่มประเทศผู้ผลิตน้ำมันเริ่มหันไปรับชำระค่าพลังงานด้วยสกุลเงินอื่น เช่น หยวน, ยูโร หรือผูกกับราคาทองคำ เพื่อลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาดอลลาร์เพียงอย่างเดียว (De-dollarization)
    #วิกฤตพันธบัตรสหรัฐฯ: เมื่อกลุ่มประเทศอ่าวลดการซื้อหรือเริ่มเทขาย #พันธบัตรสหรัฐฯ มูลค่าหนี้มหาศาลกว่า 35 ล้านล้านดอลลาร์จะขาดตัวช่วยพยุง ส่งผลให้สถานะทางการเงินของสหรัฐฯ สั่นคลอนอย่างรุนแรง

    3. นัยสำคัญเชิงภูมิรัฐศาสตร์: "อิหร่านบีบหัวใจดอลลาร์"

    การที่อิหร่านสามารถยืนหยัดและโต้ตอบสหรัฐฯ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เป็นการพิสูจน์ให้โลกเห็นว่า "อำนาจดิบ" (Hard Power) ของสหรัฐฯ มีขีดจำกัด

    #ความเสื่อมถอยของอำนาจบังคับ: หากสหรัฐฯ ไม่สามารถ "ตีอิหร่านให้หมอบ" ได้ อำนาจในการบังคับให้โลกใช้ดอลลาร์ผ่านการข่มขู่ด้วยกองเรือและฐานทัพก็จะหมดความศักดิ์สิทธิ์

    #ทางเลือกใหม่ของภูมิภาค: กลุ่มประเทศอ่าวเปอร์เซียมีแนวโน้มจะปรับยุทธศาสตร์เข้าหาขั้วอำนาจตะวันออก (จีนและรัสเซีย) มากขึ้น เพื่อสร้างสมดุลอำนาจใหม่และแสวงหาความมั่นคงในรูปแบบที่สหรัฐฯ ให้ไม่ได้อีกต่อไป

    วิกฤตครั้งนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของสงครามพรมแดน แต่มันคือการ 'ถอนรากถอนโคน' ฐานรากทางการเงินโลกที่สหรัฐฯ สร้างขึ้นมา... เมื่อปืนไม่แม่นยำ เงินก็ไร้ความหมาย การที่อิหร่านบีบจุดตายทางทหารของสหรัฐฯ ได้สำเร็จในครั้งนี้ จึงเปรียบเสมือนการดึงอิฐก้อนสุดท้ายที่ประคองโดมิโนแห่งอำนาจดอลลาร์ให้ล้มครืนลงมา

    #ChinaFocus #สงครามตะวันกลาง #สงครามอิหร่าน #อิหร่าน #สหรัฐ

    https://www.facebook.com/share/1HSUH99P6a/
     
  6. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    227,635
    ค่าพลัง:
    +97,153
    วิกฤต Artemis 2: เมื่อการรั่วไหลของไฮโดรเจน ปะทะกับเส้นตายทางการเมือง

    การที่ โลรี เกรซ (Lori Glaze) รักษาการรองผู้อำนวยการ NASA ออกมายอมรับตรงๆ ว่าภารกิจ Artemis 2 มี "#ความเสี่ยง" แต่ "#พร้อมแล้ว" ท่ามกลางปัญหา "#ไฮโดรเจนรั่ว" ที่ยังแก้ไม่ตก เป็นการส่งสัญญาณที่ทั้งกล้าหาญและน่ากังวลในเวลาเดียวกัน

    1. ฝันร้ายที่ชื่อว่า "#ไฮโดรเจนรั่ว" (The Hydrogen Curse)

    จรวด SLS (Space Launch System) ใช้เชื้อเพลิงไฮโดรเจนเหลว (LH2) ซึ่งให้พลังงานมหาศาลแต่มีโมเลกุลเล็กที่สุดในจักรวาล ทำให้มันเล็ดลอดผ่านรอยซีลได้ง่ายมาก

    #ความล้มเหลวซ้ำซาก: การเลื่อนยิงมาแล้ว 2 ครั้ง (กุมภาพันธ์ และต้นมีนาคม) เพราะตรวจพบการรั่วไหลภายในระบบ สะท้อนว่าโครงสร้างพื้นฐานของ SLS อาจมีจุดบกพร่องเชิงออกแบบที่แก้ไม่ได้ด้วยการ "ขันน็อต" ให้แน่นขึ้น

    #ความเสี่ยงสูง: ไฮโดรเจนรั่วไม่ใช่แค่เรื่องน้ำมันหมด แต่มันคือ "#ระเบิดเวลา" หากเกิดการประกายไฟขณะทะยานขึ้น อาจซ้ำรอยโศกนาฏกรรม Challenger ในอดีตได้

    2. "Flight Test" หรือ "การเดิมพันด้วยชีวิต"?

    การที่ #NASA ใช้คำว่า "การทดสอบการบิน" (Flight Test) คือการลดความคาดหวังของสาธารณชนลง:

    • เป้าหมายคือส่งนักบิน 4 คนไป "#วนรอบดวงจันทร์" แล้วกลับโลก (คล้าย Apollo 8) เพื่อทดสอบระบบพยุงชีพของยาน Orion ในสภาวะจริง

    • ปัญหาคือ หากระบบรั่วไหลเกิดขึ้นกลางอวกาศ ห่างจากโลกหลายแสนกิโลเมตร โอกาสกู้ภัยแทบจะเป็นศูนย์

    3. สงครามเย็นครั้งใหม่: ใครจะเหยียบดวงจันทร์ก่อนกัน?

    #สหรัฐฯ (SLS + Starship): เทคโนโลยีล้ำหน้าแต่โครงสร้างซับซ้อนและมีหลายเจ้าภาพ (#NASA #Lockheed #SpaceX) ทำให้การบูรณาการระบบ (Integration) ทำได้ยากและล่าช้า

    #จีน (CZ-10 + Mengzhou + Lanyue): เน้นความเข้มงวดและการจัดการแบบรวมศูนย์ แม้จะเริ่มช้ากว่าแต่ก้าวเดินค่อนข้างมั่นคง โดยเป้าหมายปี 2030 ของจีนเริ่มดู "สมจริง" มากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อเทียบกับแผนของ NASA ที่เลื่อนแล้วเลื่อนอีก

    4. "เราพร้อมแล้ว" ภายใต้แรงกดดันจากทรัมป์

    คำว่า "เตรียมพร้อม" ของเกรซ อาจไม่ได้มาจากข้อมูลวิศวกรรม 100% แต่มาจาก "#ความกดดันทางการเมือง":

    • รัฐบาลทรัมป์ต้องการ "ชัยชนะ" เพื่อแสดงความยิ่งใหญ่ของอเมริกา การเลื่อนยิง Artemis 2 ออกไปเรื่อยๆ จะส่งผลเสียต่อภาพลักษณ์ "America First"

    • ประวัติศาสตร์สอนเราว่า ความเร่งรีบมักนำมาซึ่งหายนะ (เช่น กรณียาน Challenger ที่ถูกกดดันให้ยิงในสภาพอากาศหนาวจัด)

    วินาทีชี้ชะตา 1 เมษายน
    วันที่ 1 เมษายน 2026 นี้ (April Fools' Day พอดี!) จะเป็นวันที่ทั่วโลกจับตามอง:
    หาก NASA ยอมยิงจรวดทั้งที่ยังแก้ปัญหาไฮโดรเจนไม่ได้ 100% นั่นหมายความว่าพวกเขากำลัง 'วางเดิมพันครั้งสุดท้าย' กับชีวิตนักบินอวกาศ เพื่อรักษาความเป็นเบอร์หนึ่งของโลกไว้... แต่หากการยิงล้มเหลว มันจะไม่ใช่แค่การสูญเสียยาน แต่มันคือการอวสานของโครงการ #Artemis และเป็นการส่งมอบ 'กุญแจสู่ดวงจันทร์' ให้กับจีนโดยปริยาย

    #ChinaFocus #Artemis2

    https://www.facebook.com/share/p/182eRnbX29/
     
  7. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    227,635
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ตำนานเพลิงเผาเรือธง: เมื่อ "อาภรณ์เทพ" กลายเป็น "ผ้าขี้ริ้ว" แห่งอ่าวเปอร์เซีย

    ท่ามกลางกระแสคลื่นคลั่งในทะเลแดง "เรือธงฟอร์ด" อันเกรียงไกรที่ประมุขส้มภาคภูมิใจนักหนา กลับถูกพระเพลิงเผาผลาญจาก "หอซักล้าง" เพียงแห่งเดียว! เพลิงนรกนี้ลามเลียยาวนานกว่า 30 ชั่วยาม ทะลวงผ่านท่อปราณ (ท่อระบายอากาศ) ไปถึง 3 ชั้นดาดฟ้า

    สรุปประเด็นสำคัญจากสถานการณ์ของเรือบรรทุกเครื่องบิน USS Gerald R. Ford และแผนยุทธศาสตร์ของทรัมป์ในเดือนมีนาคม 2026 มีดังนี้ครับ:

    1. วิกฤต "ไฟไหม้" บนเรือที่แพงที่สุดในโลก
    • เหตุการณ์: เมื่อวันที่ 12 มีนาคม เกิดเหตุเพลิงไหม้ที่ห้องซักรีดหลักบนเรือ USS Ford ขณะปฏิบัติหน้าที่ในทะเลแดง
    • ความเสียหายที่ถูกปกปิด: ตอนแรกกองทัพแจ้งว่าคุมเพลิงได้เร็วและเสียหายเล็กน้อย แต่ความจริงคือ ไฟไหม้ลามต่อเนื่องกว่า 30 ชั่วโมง ผ่านระบบท่อระบายอากาศถึง 3 ชั้น จนทำให้ที่พักของลูกเรือกว่า 600 นายถูกทำลาย
    • การแก้ปัญหาเฉพาะหน้า: กองทัพต้องรีบส่งเครื่องบินไปถอดฟูกที่นอน 1,000 ชุดจากเรือ USS Kennedy (ที่ยังสร้างไม่เสร็จ) มาให้ลูกเรือนอนตามพื้นและโต๊ะอาหาร

    2. สภาพภายในที่ "เน่าเฟะ" เกินกว่าจะรับไหว
    • ปัญหาพื้นฐาน: เรือลำนี้ออกปฏิบัติหน้าที่ยาวนานต่อเนื่องกว่า 266 วัน โดยแทบไม่ได้พัก
    • วิกฤตสุขอนามัย: ระบบส้วมบนเรือกว่า 650 จุด เสียหายไปกว่า 90% ทำให้ทหารต้องเข้าคิวรอเข้าห้องน้ำนานถึง 45 นาที
    • ข้อสันนิษฐาน: มีผู้วิเคราะห์ว่าไฟไหม้ครั้งนี้อาจไม่ใช่ "อุบัติเหตุ" แต่เป็นการ "วางเพลิงโดยคนใน" เพื่อบีบให้เรือต้องกลับเข้าฝั่งไปซ่อมแซม เนื่องจากลูกเรือล้าและเครียดจัดจากการขยายเวลาประจำการซ้ำแล้วซ้ำเล่า

    3. ยุทธศาสตร์ "กำแพงเหล็ก" ของทรัมป์พังทลาย
    • แผนเดิม: ทรัมป์ต้องการใช้ "เรือบรรทุกเครื่องบินคู่" (Dual Carrier) เพื่อข่มขวัญอิหร่าน
    • สถานการณ์จริง: เมื่อ USS Ford ต้องถอนตัวไปซ่อมที่กรีซ ทำให้เหลือเพียง USS Abraham Lincoln ลำเดียวที่ต้องแบกรับภาระในตะวันออกกลาง ในขณะที่เรือที่จะมาสลับเปลี่ยนอย่าง USS Bush ก็ยังไม่พร้อมใช้งาน
    • ความวุ่นวายในเพนตากอน: รัฐมนตรีกลาโหม (Hegseth) และรัฐมนตรีมหาดไทย (North) กำลังเผชิญข่าวฉาวและการปรับเปลี่ยนตำแหน่ง ทำให้การสั่งการขาดเอกภาพ

    สำหรับเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าของ USS Gerald R. Ford คุณคิดว่ามันเป็น

    #อุบัติเหตุและการขัดข้องทางเทคนิคโดยแท้

    #เป็นฝีมือการกระทำของมนุษย์

    สามารถแสดงความคิดเห็นได้ในคอมเมมท์ครับ

    #ChinaFocus #USSFord #เรือบรรทุกเครื่องบิน #เพนดากอน

    https://www.facebook.com/share/p/1GEZRZGVSX/
     
  8. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    227,635
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ‘นายกฯ อนุทิน’ แถลงใหญ่ ลั่น เช็คแล้ว! ไม่มีน้ำมันหาย เหตุขาดแคลน เพราะ ‘ประชาชนแห่ตุน’ เตรียมอัดฉีดน้ำมันสำรองเข้าระบบให้ matching กับปริมาณที่ประชาชนต้องการใช้ คาด 1-2 สัปดาห์ กลับสู่ภาวะปกติ วอน ปชช.อย่าตุน มีใช้เพียงพอแน่นอน พร้อมเคาะมาตรการให้จ๊อบเบอร์ซื้อราคาเดียวกับหน้าปั๊ม PTT OR นำร่อง สั่ง สตช.ไฟเขียวรถบรรทุกน้ำมันวิ่ง 24 ชม. ส่วน ‘ส่งออก’ ยืนยันมีแค่ 2 ประเทศ ยัน ‘สปป.ลาว’ ไม่มีส่งต่อ ‘กัมพูชา’ ย้ำ ไฟฟ้าไม่กระทบ ใช้ก๊าซอ่าวไทยผลิตเอง

    วันที่ 19 มี.ค.69 ภายหลังการประชุมศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลาง (ศบก.) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย แถลงผลการประชุมว่า ตลอดทั้งช่วงบ่ายที่ผ่านมาหลังจากมีการปิดประชุมสภาผู้แทนราษฎรแล้ว รัฐบาลได้เชิญส่วนงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและเอกชน มาร่วมประชุมกับ ศบก. เพื่อติดตามปัญหาในการปฏิบัติ ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจน้ำมัน ตลอดทั้งห่วงโซ่อุปทาน ในการประชุมสามารถสรุปผลการประชุมได้ ดังนี้

    นายอนุทิน กล่าวว่า จากการตรวจสอบปริมาณน้ำมัน และราคาน้ำมันในแต่ละขั้นตอนของห่วงโซ่อุปทาน ครอบคลุมถังน้ำมัน ,คลังน้ำมัน ,จ๊อบเบอร์ , การขนส่งน้ำมัน , สถานีบริการน้ำมัน พบว่า ตรงกันทุกในประเภท โรงกลั่นยังคงเดินเครื่องเต็มกำลังการผลิต โดยกำลังการผลิตสามารถผลิตได้ถึง 175 ล้านลิตรต่อหนึ่งวัน และมีการจัดการหาน้ำมันดิบเพิ่มเติมเข้ามาในประเทศอย่างต่อเนื่อง หลายบริษัทได้มีการจัดสรรน้ำมันดิบจากหลายแห่ง เพื่อให้มีความเพียงพอต่อการนำน้ำมันดิบมากลั่นเป็นน้ำมันประเภทต่างๆ

    นายอนุทินกล่าวว่า ทั้งโรงกลั่นน้ำมัน และคลังน้ำมัน จะดำเนินการประกาศราคาหน้าโรงกลั่น และหน้าคลังน้ำมัน ซึ่งมีโรงกลั่นพร้อมขายตามราคาให้ ‘จ๊อบเบอร์’ ด้วยราคาตามที่ประกาศโดยมี PTT OR จะประกาศราคาไม่เกินหน้าสถานีบริการน้ำมัน

    ทั้งนี้ กระทรวงพลังงานจะกำกับโรงกลั่นและผู้ค้าน้ำมัน ให้รายงานข้อมูลการผลิต , การจำหน่ายน้ำมัน , ปริมาณน้ำมันที่จะจำหน่าย , ราคาที่จะจัดจำหน่ายให้กรมธุรกิจพลังงานได้รับทราบ เพื่อจัดสรรปริมาณน้ำมันที่จะจำหน่ายให้กับประชาชน และภาคอุตสาหกรรมต่างๆ ให้เหมาะสมกับสถานการณ์ ด้วยราคาที่เป็นธรรม

    ขณะเดียวกัน ให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้เตรียมออกข้อบังคับผ่อนผันการเดินรถของรถบรรทุกน้ำมัน ให้วิ่งได้ตลอด 24 ชั่วโมงทั่วประเทศภายในวันนี้ (19มี.ค.69) เพื่ออำนวยความสะดวกในการขนส่งน้ำมันไปยังสถานีบริการน้ำมันต่างๆ ทั่วประเทศ และขอความร่วมมือให้ผู้ประกอบการขนส่งเพิ่มมาตรการในการรักษาความปลอดภัยในการขนส่งน้ำมัน เพื่อส่งไปยังสถานีบริการทั่วประเทศให้มีความปลอดภัยสูงสุด

    นายอนุทิน กล่าวด้วยว่า ปัจจุบันเรื่องของการส่งออกน้ำมันสำเร็จรูป ได้รับการยืนยันว่า ยังคงส่งออกไปยังเพียงที่ สปป.ลาว ปริมาณ 5.29 ล้านลิตร/วัน ลดจากเดิม 25 % และส่งไปเมียนมา อยู่ที่ 300,000 ลิตรต่อวัน ลดลง 20% จากที่เคยส่งมาก่อน

    ส่วนมาตรการที่ 2 เพื่อเพิ่มความเชื่อมั่นและแก้ไขปัญหาสถานการณ์น้ำมันไม่เพียงพอ จะเพิ่มมาตรการ เช่น การผ่อนปรนเพิ่มปริมาณน้ำมันในระบบ , การเร่งผลิตพลังงานชีวภาพ B20 ให้มีความพร้อมในการจำหน่าย

    ทั้งหมดนี้เพื่อให้ระบบกลับมาดำเนินการได้ตามปกติ , จ๊อบเบอร์กลับมาดำเนินการปกติ , เพิ่มประสิทธิภาพการขนส่งน้ำมันไปยังสถานีบริการน้ำมัน เพื่อให้มีน้ำมันตามความต้องการของประชาชน และภาคอุตสาหกรรม ภายใต้ราคาที่เหมาะสม

    ทั้งนี้ ขอให้ประชาชนได้มีความมั่นใจ เพราะรัฐบาลได้มีการประชุมหลายครั้งแล้ว ได้ถามกับผู้ที่เกี่ยวข้องให้มีการยืนยันข้อมูล ทั้งทางเอกสาร และทางวาจา และประสบการณ์ที่มีอยู่

    นายอนุทิน ยืนยันว่า ประเทศไทยยังไม่ประสบภาวะขาดแคลนการนำเข้าน้ำมันแต่อย่างใด ที่มีการพูดตลอดเวลาว่า น้ำมันดิบไม่เข้าประเทศไทยแล้ว จำนวนปริมาณน้ำมันดิบหายไปครึ่งหนึ่ง เพราะว่ามีสถานการณ์ที่ได้เรียกประชุมอีกครั้ง ซึ่งมีทั้งวงเล็กและวงใหญ่ วงภายใน ซึ่งได้รับทราบที่ชัดเจนแล้วว่า ไทยยังสามารถผลิตน้ำมันในปริมาณและกำลังการผลิตดังเช่นก่อนวันที่ 1 มีนาคม ก่อนที่จะมีการสู้รบในพื้นที่ตะวันออกกลาง ดังนั้น น้ำมันไม่ได้ขาดแคลน และปริมาณน้ำมันสำรองก็ยังคงรักษาได้อยู่ที่ประมาณ 100 วัน

    นายอนุทิน กล่าวเพิ่มเติมว่า ที่ผ่านมาประเทศไทยไม่ได้ประสบปัญหาขาดแคลนน้ำมัน ยังคงหาน้ำมันจากแหล่งอื่นเข้ามาเติมได้อย่างต่อเนื่อง

    ”ถ้าจะยกตัวอย่างให้เห็นภาพ ไทยเคยมีการใช้น้ำมันดีเซลในแต่ละวันที่ 67 ล้านลิตรต่อวัน ก่อนเกิดเหตุสงครามตะวันออกกลาง ซึ่งเป็นสภาวะปกติ ไม่ได้มีการออกมาตรการเรื่องการลดการใช้หรือการประหยัดน้ำมัน ขณะที่กำลังการผลิตน้ำมันดีเซลของประเทศไทยอยู่ที่ 77 ล้านลิตรต่อวัน ซึ่งมีช่องว่างอยู่ประมาณ 10 ล้านลิตร แต่หลังจากเกิดเหตุสงคราม ด้วยข้อมูลและความวิตกกังวลของประชาชน ทำให้การใช้น้ำมันเพิ่มมาเป็น 84 ล้านลิตรต่อวัน ถือว่าเป็นการเกินกำลังการผลิต อาจเป็นเหตุทำให้เกิดการขาดน้ำมันในบางพื้นที่“

    นายอนุทิน กล่าวยืนยันว่า วันนี้รัฐบาลยังคงมีน้ำมันให้กับประชาชนใช้ได้ตามปกติ แต่ขณะเดียวกันรัฐบาลต้องขอความร่วมมือกับประชาชนด้วย

    ”เพราะจำนวนน้ำมันที่หายไป ไม่ได้หายไปเพราะถูกส่งออกไปนอกประเทศ หรือนำไปใช้ในการผลิตไฟฟ้าเพิ่มเติมเพื่อสนับสนุนภาคส่วนใด แต่จำนวนน้ำมันหายไปเพราะเกิดจากความกังวลของประชาชน มีการมาเติมเพิ่มขึ้น นำเก็บสำรองไว้เพิ่มมากขึ้นในครัวเรือน ซึ่งทำให้เกิดสภาวะการขาดแคนน้ำมัน มีการเติมที่น้ำมันที่พร่องถังไปแล้วก็มาเติมอีก ซึ่งทุกครั้งที่มีการพร่องก่อนก็ไปเติมให้เต็ม ทำให้เกิดการจ่ายในปริมาณมากขึ้น ดังนั้นขอประชาชนให้ความร่วมมือกลับมาใช้น้ำมันในสภาวะปกติ ซึ่งน้ำมันที่มีอยู่ ยังคงอยู่ตามสถานีบริการน้ำมันทั่วไปมีเพียงพอแล้ว”

    นายกรัฐมนตรี ย้ำว่า น้ำมัน 67 ล้านลิตรที่เคยใช้ในแต่ละวัน ถือเป็นการใช้ในสภาวะปกติ เมื่อกระโดดมาเป็น 84 ล้านลิตร เมื่อเรากลับไปในสภาวะปกติ ยังไม่ต้องพูดถึงในเรื่องของการประหยัดเพิ่มมากขึ้น วันนี้ประชาชนก็สามารถให้ความร่วมมือเพิ่มในการใช้น้ำมันอยู่แล้ว ถ้าหากเราปรับสภาพอยู่ในสภาวะปกติ ลดความวิตกกังวล ปริมาณการใช้น้ำมันในแต่ละวัน ก็จะสอดคล้องกับกำลังการผลิตน้ำมันในประเทศไทย

    “แน่นอนว่าภายใน 3-5 วันจะเป็น matching กัน อาจต้องใช้เวลา 1-2 สัปดาห์ รัฐบาลมีความเห็นว่า จะนำน้ำมันสำรองฉีดเข้าไปในระบบ เพื่อให้น้ำมันมีมากเพียงพอ และให้การใช้น้ำมันของประชาชนเข้ามา matching กับปริมาณน้ำมันที่เราสามารถใช้ได้ โดยจะเร่งดำเนินการตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป”

    “ขอวิงวอนให้ประชาชนได้ตระหนักว่า แม้ตอนนี้จะมีน้ำมันที่เพียงพอใช้ในประเทศ แต่สถานการณ์ที่เราคาดการณ์และควบคุมไม่ได้ คือการสู้รบในตะวันออกกลาง หากมีความรุนแรงมากไปกว่านี้ และไม่รู้ว่าจะยุติเมื่อไหร่ หากเราใช้น้ำมันด้วยความระมัดระวัง ความตระหนักรู้ ก็จะยิ่งมีปริมาณน้ำมันสำรองในประเทศได้เพิ่มมากขึ้น “

    นอกจากนี้ เรื่องของไฟฟ้าก็ไม่ต้องกังวล ไทยได้ใช้ก๊าซจากแหล่งในอ่าวไทย สามารถนำมาผลิตไฟฟ้าที่จะหล่อเลี้ยงความต้องการของประชาชนทั่วประเทศได้ โดยที่ไม่มีปัญหาติดขัดแต่อย่างใด

    นอกจากนี้จะมีการส่งเสริมการใช้พลังงานทางเลือกอื่น พลังงานชีวภาพ เช่น B20 ก็จะนำมาเป็นส่วนผสมให้กับน้ำมันดีเซลเพิ่มมากขึ้น ยิ่งผสมได้มากขึ้นเท่าไหร่ ก็จะทำให้ปริมาณน้ำมันสำรองของน้ำมันในประเทศเรามีเพิ่มมากขึ้นเท่านั้น รัฐบาลได้ทำทุกอย่างเพื่อตอบสนองความต้องการของประชาชนอย่างเต็มที่

    นายอนุทิน กล่าวต่อว่า ต้องขอความร่วมมือพี่น้องประชาชน ให้อาศัยข้อมูลของรัฐบาล ซึ่งข้อมูลมาจากกรมธุรกิจพลังงาน ที่มีหน้าที่ควบคุมกสรนำเข้าการส่งออกธุรกิจการค้าขายน้ำมันในประเทศ ซึ่งเป็นข้อมูลตัวเลขที่มาจากฐานผู้นำเข้าน้ำมันดิบ จากทั้ง ปตท. รวมถึงโรงงานอื่นๆ และเป้าหมายของการประชุมในวันนี้ คือขอให้กลับไปยังสภาวะที่เกิดขึ้นก่อนวันที่ 1 มีนาคม คือขอให้มีกำลังการผลิตที่เพียงพอที่จะใช้ต่อวัน คือ 67 ล้านลิตรต่อวัน

    ”คงใช้เวลาประมาณ 1-2 สัปดาห์ ซึ่งการแก้ไขคือ การอัดน้ำมันสำรองที่มีอยู่เข้าไป เพื่อให้สภาวะที่คิดว่าขาดแคลนเพราะมีการเติมตุนเพิ่มมากขึ้น ถ้าพี่น้องประชาชนช่วยกันหยุดตุน และเราอัดน้ำมันสำรองที่มีอยู่เข้าไป จะทำให้ทุกอย่างกลับคืนสู่สภาวะปกติ ซึ่งเป็นวิธีการที่รัฐบาลจะเริ่มดำเนินการตั้งแต่พรุ่งนี้เป็นต้นไป“

    เมื่อถามว่า จะจัดการความรู้สึกของประชาชนหลังจากนี้อย่างไร นายอนุทิน กล่าวว่า หากน้ำมันกลับเข้าระบบได้แล้ว และประชาชนให้ความร่วมมือโดยที่ไม่ตุนจนเกินไป บางทีตุนเป็นสิบๆ ถังแบบนี้เท่าไหร่ก็ไม่พอ ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องกราบขอร้องพี่น้องประชาชน ต้องให้ความร่วมมือในด้านนี้ด้วย ส่วนรัฐบาลเองจะแก้ไขปัญหาโดยการเพิ่มปริมาณน้ำมันในระบบเข้าไปเพื่อให้เกิดภาวะสมดุลโดยเร็วที่สุด

    เมื่อถามว่า ในที่ประชุมมีการย้อนสอบหรือไม่ว่าใครที่ทำให้เกิดน้ำมันไม่พอในช่วง 7 วันที่ผ่านมา นายอนุทิน กล่าวว่า น้ำมันไม่เคยไม่พอ แต่เหมือนตู้เอทีเอ็มใส่เงินไว้สองล้านบาท แต่มีคนไปเบิกหกล้านบาท มันเลยไม่พอ ถ้าไม่ได้วงรอบ มันก็ไม่มีคนเอาไปเติม ทำให้ต้องดึงกลับไปในสภาวะก่อนที่จะเกิดเหตุการณ์ในตะวันออกกลาง เพราะจำนวนปริมาณที่ใช้มาก่อนหน้านี้ ใช้ปกติยังเหลือไปขายที่ประเทศที่ 3 เลย คืออยู่ที่ 67 ล้านลิตร และกำลังการผลิตของเราอยู่ที่ 77 ล้านลิตร เหลืออีก 10 ล้านลิตร ดังนั้น ยืนยันว่ากำลังการผลิตเราไม่ได้ลดลง ยังคงผลิตเท่าเดิม แต่ด้วยความกังวลของประชาชน ท่านเลยไปตุนไว้ก่อน เพราะกลัวน้ำมันจะขึ้นราคาแล้วขาดแคลน ซึ่งรัฐบาลจะไม่ทำให้เกิดในเรื่องของการขาด ส่วนเรื่องราคาเป็นไปตามกลไกตลาด พอสู้รบ ราคาขึ้น พอเหตุการณ์สงบ ก็ปรับลง เรื่องราคาเราจะปล่อยให้เป็นไปตามกลไก

    ”ดังนั้น ที่ถามว่าใครเป็นคนทำให้น้ำมันขาดแคลน จึงตอบไม่ได้ เพราะมันยังไม่ขาด แต่เพราะมีการตุนมากเกินไปด้วยความวิตกกังวล ซึ่งรัฐบาลก็เข้าใจ ช่วง 2-3 สัปดาห์เราไปบริหารตรงนั้นไม่ได้ แต่ตอนนี้เริ่มรู้สึกแล้วว่า เรามีปริมาณสำรองเป็น 100 วันแล้ว ศักยภาพในการนำเข้าวัตถุดิบมากลั่นเป็นน้ำมัน ไม่ได้ลดลงเลย จึงถือว่าในเรื่องของซัพพลายปกติแล้ว ก็ขอให้ดีมานด์ได้ลดลงมา เมื่อแมตช์กันก็จะกลับเข้าสู่สภาวะปกติ

    ส่วนข่าวที่ระบุว่าประเทศไทยแอบส่งออกน้ำมันไปประเทศที่ 3 นอกเหนือจากสปป.ลาว และเมียนมา โดยผ่านสปป.ลาวไปยังกัมพูชานั้น ขอยืนยันว่าไม่มี ส่วนตนจะรู้ได้อย่างไรว่าสปป.ลาว จะไม่ขายต่อไปยังกัมพูชานั้น ตนเพิ่งไป สปป.ลาวมา ได้สอบถามกับผู้บริหารระดับสูง และแสดงความกังวลว่า มีเหตุการณ์เช่นนี้หรือไม่ ก็ได้รับคำตอบอย่างชัดเจนว่าไม่มี ขอให้สื่อมวลชนได้นำเสนอข่าวสารให้เกิดความชัดเจน เพื่อประชาชนจะได้ไม่ต้องวิตกกังวล ขณะนี้เราส่งออกน้ำมันจากประเทศไทยไปยัง 2 ประเทศเท่านั้น เพราะมีเหตุผลทางยุทธศาสตร์ เพราะอาจจะต้องแสวงหาความร่วมมือกับ 2 ประเทศนี้ในอนาคต เพราะเป็นประเทศที่ผลิตไฟฟ้า และก๊าซ ป้อนเข้ามาที่ประเทศไทย จึงเหมือนเป็นการส่งเชื้อเพลิงเข้าไปให้เขาได้ผลิตพลังงานต่างๆ ย้อนกลับเข้ามาสู่ที่ประเทศไทย เป็นการเพิ่มซัพพลาย และพลังงานเข้ามาสู่ประเทศไทยอีกด้านหนึ่ง

    https://www.facebook.com/share/1CVKLMmk11/
     
  9. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    227,635
    ค่าพลัง:
    +97,153
    น้ำมันโลกพุ่งแตะ 119 ดอลลาร์! ราคาก๊าซยุโรปขึ้น 30% รับสงครามยกระดับ
    .
    การพุ่งเป้าโจมตี 'โครงสร้างพื้นฐานพลังงาน' ในตะวันออกกลาง ดันราคาน้ำมันโลกพุ่งกว่า 10% ไปทะลุ 119 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ใกล้แตะจุดสูงสุดหลังสงครามเมื่อต้นเดือนนี้ ตลาดหวั่นลุกลามเป็น 'วิกฤติอุปทาน' เต็มรูปแบบ
    .
    ราคาน้ำมันโลก และ ราคาก๊าซ ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างรุนแรงในช่วงบ่ายวันนี้ (19 มี.ค.69) หลังการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานพลังงานสำคัญทั่วตะวันออกกลาง ยิ่งเพิ่มความกังวลต่อภาวะขาดแคลนอุปทานทั่วโลก
    .
    ราคาน้ำมันดิบเบรนต์ (Brent) งวดส่งมอบเดือนพ.ค. พุ่งขึ้นมากกว่า 10% ไปแตะระดับสูงสุดที่ 119.13 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ระหว่างการซื้อขาย ซึ่งใกล้เคียงจุดสูงสุดในรอบ 3 ปีครึ่งที่ทำไว้เมื่อวันที่ 9 มี.ค.69 ก่อนที่ราคาจะย่อตัวลงมาอยู่ที่ระดับ 114.77 ดอลลาร์ เมื่อเวลา 17.26 น.
    .
    ราคาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) ของสหรัฐ ย่อตัวลงมาอยู่ที่ 96.59 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หลังจากก่อนหน้านี้เพิ่มขึ้นเกือบ 4 ดอลลาร์ ไปแตะระดับ 100.02 ดอลลาร์ โดย WTI ซื้อขายที่ส่วนต่างราคาต่ำกว่าเบรนต์กว้างที่สุดในรอบ 11 ปี
    .
    ราคาก๊าซธรรมชาติก็ปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็วเช่นกัน โดยสัญญาส่งมอบงวดใกล้ที่สุดที่ศูนย์ซื้อขาย TTF ในเนเธอร์แลนด์ ซึ่งเป็นดัชนีอ้างอิงของยุโรป พุ่งขึ้นเกือบ 30% สู่ระดับ 70.8 ยูโร (81.2 ดอลลาร์) ต่อเมกะวัตต์ชั่วโมง
    .
    ราคาก๊าซธรรมชาติสหรัฐ ล่าสุดปรับขึ้น 4.4% อยู่ที่ 3.2 ดอลลาร์ต่อล้านบีทียู
    .
    ราคาน้ำมันเบนซิน RBOB สัญญาเดือนเม.ย. ในตลาดไนเม็กซ์ เพิ่มขึ้น 4.3% ไปแตะ 3.23 ดอลลาร์ แตะระดับสูงสุดในรอบเกือบ 4 ปี
    .
    ทั้งนี้ หลังจากที่อิสราเอลเข้าโจมตีโรงงานแปรรูปก๊าซธรรมชาติในแหล่ง "เซาท์ พาส์" (South Pars) ซึ่งเป็นแหล่งก๊าซขนาดใหญ่ที่สุดในอิหร่านไปเมื่อวานนี้ อิหร่านได้ตอบโต้ด้วยการโจมตีแหล่งพลังงานในหลายประเทศทั่วตะวันออกกลาง ทั้งในกาตาร์ คูเวต ซาอุดีอาระเบีย และสหรัฐอาหรับเอมิเรสต์ อาทิ โรงงาน Ras Laffan ซึ่งเป็นโรงงานส่งออกก๊าซธรรมชาติเหลว (แอลเอ็นจี) ที่ใหญ่ที่สุดในกาตาร์
    .
    .
    อ่านต่อ: https://www.bangkokbiznews.com/world/economics/1225902
    .
    .
    #กรุงเทพธุรกิจ #InsightForOpportunities #กรุงเทพธุรกิจEconomic

    https://www.facebook.com/share/1E33z2DuKD/
     
  10. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    227,635
    ค่าพลัง:
    +97,153
    FB_IMG_1773925559194.jpg FB_IMG_1773925564953.jpg FB_IMG_1773925567971.jpg FB_IMG_1773925571052.jpg
    ตามล่าหาคำตอบ ทำไมรัฐบอกน้ำมันพอ แต่ปั๊มไม่มีให้เติม?
    โดย THE STANDARD TEAM
    18.03.2026

    รัฐบาลยืนยันน้ำมันประเทศไทยมีน้ำมันสำรองเพียงพอ โรงกลั่นยังผลิตได้ตามปกติ แต่ทำไมในหลายพื้นที่ปั๊มน้ำมันกลับขึ้นป้าย ‘หมด’ สรุปแล้วน้ำมันหายไปไหน?

    เมื่อวันที่ 17 มีนาคม ที่ผ่านมา สราวุธ แก้วตาทิพย์ อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน ได้ออกมาให้ความมั่นใจต่อสาธารณชนว่าประเทศไทยมีปริมาณน้ำมันสำรองเพียงพอต่อความต้องการใช้ไม่น้อยกว่า 100 วัน โดยตัวเลขนี้มาจากการคำนวณน้ำมันสำรองตามกฎหมาย น้ำมันสำรองเพื่อการค้า,น้ำมันที่อยู่ระหว่างการขนส่งจากแหล่งต่างประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกาและแองโกลา รวมถึงน้ำมันที่ยืนยันการจัดหาแล้ว

    ส่วนในแง่ของกำลังการผลิต โรงกลั่นทั้ง 6 แห่งในประเทศยังคงทำงานปกติด้วยกำลังการกลั่นรวม 175 ล้านลิตรต่อวัน ซึ่งสามารถผลิตเป็นเบนซินได้กว่า 32-33 ล้านลิตร และดีเซลอีก 75-80 ล้านลิตรต่อวัน

    นอกจากนี้ ทีมตรวจสอบของกรมธุรกิจพลังงานได้ลงพื้นที่ตรวจสต็อกน้ำมันดิบ เบนซิน และดีเซลใน 23 จังหวัด 53 คลัง พบว่ามีปริมาณสำรองเพียงพอจริง และยังตรวจสถานีบริการ 1,502 แห่งทั่วประเทศ พบว่ามีปั๊มที่ต้องปิดเพราะน้ำมันหมด 150 แห่ง นอกนั้นอยู่ระหว่างรอการจัดส่ง

    หากพิจารณาเพียงตัวเลขเหล่านี้ ประเทศไทยไม่ควรเผชิญกับภาวะน้ำมันขาดแคลน จนประชาชนต้องแถวยาวเยียด หรือขับรถวนหาหลายปั๊มที่ยังมีน้ำมันเหลือ แต่ทำไมสถานการณ์จึงขัดแย้งกัน?

    จากโรงกลั่นกว่าจะมาถึงหน้าปั๊ม

    ระบบน้ำมันของไทยเริ่มต้นจากโรงกลั่น ที่นำน้ำมันดิบมาผลิตเป็นน้ำมันสำเร็จรูป เช่น เบนซินและดีเซล จากนั้นน้ำมันจะถูกส่งออกจากโรงกลั่นไปยังผู้ค้าน้ำมันรายใหญ่ หรือที่เรียกว่า ผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 ซึ่งเป็นบริษัทพลังงานรายใหญ่ของประเทศ จากจุดนี้เองระบบจะเริ่มแตกแขนง ออกเป็น 2 เส้นทางหลัก

    เส้นทางแรก คือน้ำมันถูกส่งไปยังปั๊มน้ำมันแบรนด์ใหญ่ที่ประชาชนคุ้นเคย น้ำมันในเส้นทางนี้จะอยู่ภายใต้กลไกของรัฐค่อนข้างมาก โดยเฉพาะในช่วงวิกฤต รัฐบาลจะเข้ามาอุดหนุนผ่านกองทุนน้ำมัน เพื่อตรึงราคาไม่ให้สูงเกินไป ส่งผลให้ราคาหน้าปั๊มเหล่านี้ถูกควบคุมให้อยู่ในระดับที่ประชาชนยังพอรับได้

    เส้นทางที่สอง คือน้ำมันถูกส่งไปยัง ‘จ็อบเบอร์’ หรือพ่อค้าคนกลาง จ็อบเบอร์จะซื้อน้ำมันจากคลังหรือโรงกลั่น แล้วนำไปขายต่อให้กับปั๊มน้ำมันอิสระ หรือผู้ใช้น้ำมันรายใหญ่ เช่น โรงงาน รถบรรทุก หรือภาคอุตสาหกรรมต่าง ๆ น้ำมันในเส้นทางนี้จะไม่ได้รับการอุดหนุนจากรัฐ และราคาจะเป็นไปตามกลไกตลาด

    โครงสร้างเช่นนี้จึงทำให้ น้ำมันในไทยมีสองราคาตั้งแต่ต้นทาง ขึ้นอยู่กับว่าใครเป็นผู้ซื้อ

    ทฤษฎีโรงกลั่นกักตุน

    อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี รองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ กล่าวในรายการ THE STANDARD NOW ว่าปัญหาที่แท้จริงที่น้ำมันหน้าปั๊มไม่พอ ไม่ได้อยู่ที่ปริมาณน้ำมันในประเทศแต่อยู่ที่การปล่อยน้ำมันออกมาจากโรงกลั่น

    ในโครงสร้างตลาดน้ำมันของไทย จ็อบเบอร์ มีบทบาทสำคัญมากในระบบ พวกเขาจะซื้อน้ำมันล็อตใหญ่จากโรงกลั่น แล้วนำไปกระจายต่อให้กับผู้ใช้น้ำมันรายใหญ่ ซึ่งการซื้อขายในลักษณะนี้มักได้ราคาที่ต่ำกว่าหน้าปั๊มเล็กน้อย โดยเฉลี่ยประมาณ 2-3 บาทต่อลิตร

    แต่ในช่วงวิกฤตที่ผ่านมากลไกนี้เริ่มผิดปกติ จ็อบเบอร์จำนวนมากไม่สามารถซื้อน้ำมันจากโรงกลั่นได้เหมือนเดิม บางรายถูกปฏิเสธการขาย ขณะที่บางรายพบว่าปริมาณน้ำมันที่เคยได้รับถูกจำกัดลง สถานการณ์เช่นนี้ทำให้จ็อบเบอร์ ซึ่งเป็นเส้นเลือดสำคัญของระบบ เริ่มไม่สามารถทำหน้าที่กระจายน้ำมันต่อไปได้

    ปรากฏการณ์นี้อาจสะท้อนพฤติกรรมของโรงกลั่นที่กักเก็บน้ำมันไว้ในคลัง เพื่อรอจังหวะราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้น และค่อยปล่อยขาย

    นอกจากนี้ น้ำมัน 2 ราคา ที่หน้าโรงกลั่น ก็เป็นปัญหา เพราะในขณะที่รัฐบาลตรึงราคาดีเซลหน้าปั๊มไว้ที่ประมาณ 30 บาทต่อลิตร แต่โรงกลั่นบางรายกลับขายให้จ็อบเบอร์ในราคาสูงถึง 38 บาท หรือบางกรณีสูงถึง 50 บาทต่อลิตร เมื่อภาคอุตสาหกรรม ซึ่งเคยพึ่งพาจ็อบเบอร์ในการจัดหาน้ำมัน ไม่สามารถเข้าถึงน้ำมันในราคาปกติได้ จึงหันไปซื้อจากปั๊มน้ำมันแทน เมื่อความต้องการจากภาคธุรกิจขนาดใหญ่ไหลเข้ามารวมกับความต้องการของประชาชนที่เพิ่มขึ้นจากภาวะตื่นตระหนก ปริมาณน้ำมันที่หน้าปั๊มถูกดึงออกไปอย่างรวดเร็ว

    เสียงจากฝั่งปั๊มแบรนด์

    ผู้บริหารระดับสูงของบริษัทดีลเลอร์สถานีบริการประเภท DODO (Dealer Own Dealer Operate) รายใหญ่แห่งหนึ่งของ บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ OR ให้ข้อมูลกับ THE STANDARD WEALTH ว่า แม้กำลังการผลิตของโรงกลั่นจะสูงและมีน้ำมันเพียงพอ แต่กระบวนการกลั่นและส่งน้ำมันมีกรอบเวลาที่ชัดเจน โดยปกติโรงกลั่นจะใช้เวลาประมาณ 7 วันในการส่งน้ำมันเข้าสู่คลังทางท่อ ดังนั้นเชื่อว่าปัญหาที่แท้จริงจึงไม่ใช่การกักตุนของโรงกลั่น แต่เป็นคอขวดด้านระยะเวลาการขนส่ง เนื่องจากจำนวนรถขนส่งมีเท่าเดิม แต่ต้องกระจายน้ำมันไปยังภูมิภาคต่างๆ ในขณะที่ความต้องการของลูกค้าพุ่งสูงขึ้นกว่าปกติถึง 3 เท่า ทำให้การจัดส่งทำได้ไม่ทันท่วงที

    อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ทำให้ความต้องการน้ำมันหน้าปั๊มพุ่งสูงผิดปกติ คือ กลุ่มลูกค้าอุตสาหกรรมและรถขนส่งขนาดใหญ่ ตามปกติกลุ่มนี้จะสั่งน้ำมันผ่านจ็อบเบอร์ แต่เมื่อราคาน้ำมันโลกพุ่งสูงจนราคาขายผ่านจ็อบเบอร์ทะลุ 40 บาทต่อลิตร ซึ่งแพงกว่าราคาหน้าปั๊มที่รัฐอุดหนุนไว้ถึงลิตรละ 10 บาท ภาคธุรกิจเหล่านี้จึงเปลี่ยนแผนหันมานำรถบรรทุกจำนวนมากเข้ามาแย่งเติมน้ำมันที่ราคาถูกกว่าหน้าปั๊มแทน

    ซ้ำร้ายกว่านั้น ยังพบว่ามีดีลเลอร์บางรายแอบนำน้ำมันโควตาที่ควรจะขายให้ประชาชน ไปลักลอบขายต่อให้ภาคอุตสาหกรรมหรือปั๊มอิสระเพื่อทำกำไรส่วนต่าง ซึ่งการทำแบบนี้น้ำมัน 8,000 ลิตร ก็สามารถสร้างกำไรมหาศาลได้ถึง 80,000 บาท

    เพื่อสกัดกั้นขบวนการฉวยโอกาสและป้องกันน้ำมันรั่วไหล OR จึงต้องงัดมาตรการคุมเข้มด้วยการเปลี่ยนระบบสั่งซื้อน้ำมันใหม่ทั้งหมด จากเดิมที่ดีลเลอร์เคยสั่งผ่านระบบอัตโนมัติได้ตามต้องการ

    ปัจจุบันถูกเปลี่ยนมาเป็นการจัดสรรแบบ Manual หรือการใช้คนจัดสรรให้วันต่อวัน โดยจะประเมินจากฐานยอดขายเดิมของแต่ละปั๊มเป็นหลัก เช่น ถ้าเคยขายได้วันละ 10,000 ลิตร ก็จะส่งให้เท่าเดิม แม้ตอนนี้ความต้องการจะพุ่งไปถึง 30,000 ลิตรก็ตาม

    ส่วนเรื่องที่เห็นว่า หน้าปั๊มมีน้ำมันแต่เติมให้ไม่ได้นั้น เป็นเพราะปั๊มไม่สามารถสูบน้ำมันจนเกลี้ยงถังได้ ต้องเหลือน้ำมันก้นถังไว้ประมาณ 10-15% เพื่อป้องกันไม่ให้อากาศเข้าไปแทนที่ ซึ่งอาจทำให้ระบบปั๊มเกิดความร้อนสูงและเสี่ยงต่อการเกิดเพลิงไหม้ได้

    นอกจากนี้ แต่ละปั๊มจำเป็นต้องกันน้ำมันสำรองไว้ประมาณ 100-200 ลิตร เพื่อรองรับรถฉุกเฉินเท่านั้น ไม่ว่าจะเป็นรถพยาบาล รถกู้ภัย หรือรถตำรวจ ซึ่งบางครั้งการที่ประชาชนเห็นรถเหล่านี้เติมน้ำมันได้ในขณะที่ตัวเองถูกปฏิเสธ อาจนำไปสู่ความเข้าใจผิดและการต่อว่าพนักงาน ทั้งที่ในความจริงแล้ว นี่คือที่พึ่งสุดท้ายของหน่วยงานที่ต้องช่วยชีวิตคนในยามวิกฤต

    เสียงจากฝั่งเจ้าของปั๊มอิสระ

    THE STANDARD ยังได้พูดคุยกับผู้ประกอบการปั๊มน้ำมันอิสระรายหนึ่ง ในพื้นที่ชลบุรี เขาอธิบายว่า ตามสถานการณ์ปกติ ปั๊มอิสระสามารถเลือกซื้อจากจ็อบเบอร์หลายราย โดยในแต่ละวันจะมีเซลส์ของจ็อบเบอร์เข้ามาเสนอทั้งราคาและปริมาณน้ำมันที่สามารถจัดสรรได้ให้กับปั๊ม ปั๊มสามารถเลือกได้ว่าจะซื้อจากรายใด ขึ้นอยู่กับราคาที่เสนอและเงื่อนไขในแต่ละวัน ทำให้การซื้อขายมีลักษณะใกล้เคียงกับตลาดแข่งขัน

    แต่เมื่อเกิดวิกฤต ราคาน้ำมันกลับผันผวนหนักจ็อบเบอร์เองก็ไม่สามารถคาดการณ์ราคาได้ล่วงหน้า ส่งผลให้การเสนอราคากับปั๊มไม่แน่นอน ต้นทุนที่ปั๊มรับมาในบางช่วงจึงพุ่งขึ้นไปถึง 34-40 บาทต่อลิตร ทำให้ต้องตั้งราคาขายหน้าปั๊มอยู่ที่ประมาณ 36 บาท สูงกว่าปั๊มแบรนด์ และไม่มีหน่วยงานรัฐเข้ามาควบคุมราคา

    นอกจากนี้แม้ปั๊มอิสระจะสั่งซื้อน้ำมันผ่านจ็อบเบอร์ แต่ขั้นตอนการรับน้ำมันยังคงเป็นหน้าที่ของปั๊มเอง โดยต้องส่งรถบรรทุกและคนขับไปต่อคิวรับน้ำมันที่คลังตามที่กำหนด ซึ่งในช่วงวิกฤต คิวรับน้ำมันยาวนานกว่าปกติอย่างมาก เดิมทีรถบรรทุกสามารถไปรับน้ำมันแล้วนำกลับมาขายได้ภายในวันเดียว แต่ตอนนี้รถบรรทุกต้องไปจอดรอคิวข้ามวันข้ามคืน บางคันรอนานถึง 2–3 วัน เพื่อแย่งโควตาที่มีอยู่อย่างจำกัด

    สถานการณ์นี้ไม่ได้กระทบแค่ผู้ประกอบการปั๊ม แต่ยังลามไปถึงคนขับรถขนส่งที่ต้องแบกรับค่าใช้จ่ายระหว่างรอ ทั้งค่ากิน ค่าอยู่ จนบางคนเริ่มถอดใจและอยากเลิกวิ่งงาน

    ขณะเดียวกัน ปริมาณน้ำมันที่คลังจัดสรรก็ถูกลดลงกะทันหัน เช่น จากเดิมที่เคยได้ 1 ล้านลิตร เหลือเพียง 5 แสนลิตร โดยไม่มีคำอธิบายที่ชัดเจนว่าเพราะอะไร แม้ภาครัฐจะยืนยันว่า ปัญหาเกิดจากการขนส่งที่ไม่ทัน แต่ผู้ประกอบการปั๊มมองว่า ปัญหาอาจไม่ได้อยู่ที่โลจิสติกส์เพียงอย่างเดียว เพราะความเป็นจริงรถขนส่งจำนวนมากไปจอดรออยู่หน้าคลังแล้ว แต่กลับไม่มีน้ำมันให้ เป็นไปได้หรือไม่ที่การปล่อยน้ำมันออกสู่ตลาดอาจถูกจำกัดไว้ เพื่อรอราคาปรับขึ้น หรือเพื่อยืดระยะเวลาการใช้น้ำมันในระบบให้นานที่สุด

    ด้านฝั่งของผู้บริโภค ผู้ประกอบการปั๊มบอกว่า ลูกค้าส่วนใหญ่เป็นกลุ่มเกษตรกร เมื่อได้ยินข่าวว่าน้ำมันอาจขาดแคลน หลายคนจึงเร่งเข้ามาซื้อน้ำมันเก็บไว้ล่วงหน้า บางคนนำถังเหล็กขนาด 200 ลิตรมาเติมครั้งละหลายถัง บางคนก็ขนถังใส่รถกระบะมา 5-6 ถัง รวมๆ แล้วเป็นพันลิตรต่อครั้ง สิ่งนี้ทำให้ความต้องการพุ่งสูงขึ้นผิดปกติ จากเดิมที่ปั๊มขายได้วันละประมาณ 5,000 ลิตร แต่ตอนนี้น้ำมัน 40,000 ลิตร ก็ถูกซื้อหมดได้ภายในครึ่งวัน

    ส่วนประเด็นปั๊มน้ำมันอิสระอาจมีการกักตุนน้ำมันไว้เพื่อนำไปแอบขายต่อให้กับกลุ่มจ็อบเบอร์หรือภาคอุตสาหกรรมในราคาที่แพงกว่าหน้าปั๊มหรือไม่ ผู้ประกอบการปั๊มยืนยันว่า ไม่เคยได้ยินเรื่องนี้ในวงการ และปั๊มของตัวเองปล่อยขายให้ประชาชนจนหมด ไม่มีการกักตุนแต่อย่างใด

    ทั้งหมดนี้สะท้อนว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นไม่ได้อยู่ที่ปริมาณน้ำมันของประเทศอย่างเดียว แต่เกิดจากรอยร้าวของระบบ ตั้งแต่ความต่างของราคาที่ดึงให้ภาคอุตสาหกรรมไหลมาแย่งใช้น้ำมันหน้าปั๊ม ไปจนถึงข้อจำกัดในการกระจายและจัดสรรน้ำมันที่ไม่สามารถรองรับความต้องการที่พุ่งขึ้นได้ทัน เมื่อรวมกับข้อสงสัยเรื่องการกักตุนน้ำมันเพื่อรอเก็งกำไรของโรงกลั่น และพฤติกรรมการกักตุนจากความตื่นตระหนกของผู้บริโภค ผลลัพธ์จึงปรากฏออกมาในรูปของมีน้ำมันมีเพียงพอในคลัง แต่ไม่พอหน้าปั๊มอย่างที่เกิดขึ้นอยู่ในปัจจุบัน

    TAGS:

    ประเทศไทยกรมธุรกิจพลังงานชลบุรีOil Shockอรรถวิชช์ สุวรรณภักดีEnergy Shockปั๊มน้ำมันน้ำมันORโรงกลั่นKey Messagesพรรครวมไทยสร้างชาติกองทุนน้ำมันสราวุธ แก้วตาทิพย์

    รัฐบาลบอกน้ำมันพอ 100 วัน แต่ทำไมหน้าปั๊มไม่มีน้ำมันให้เติม อะไรคือช่องโหว่ของปัญหานี้?

    อ่านรายละเอียดเนื้อหาฉบับเต็มได้ที่ https://thestandard.co/thailand-oil-shortage/
     
  11. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    227,635
    ค่าพลัง:
    +97,153
    Mar 19, 2026 เร่งกลั่นช่วย! ปตท. ย้ำเดินเครื่องโรงกลั่นน้ำมันในกลุ่มเต็มกำลัง 60% ของการผลิตประเทศ แก้ไขปัญหาพลังงาน ป้อนความต้องการในประเทศ
    .
    บมจ.ปตท. (PTT) เปิดเผยว่า ปตท. สามารถจัดหาน้ำมันจากทั่วโลกเพียงพอ และสามารถให้โรงกลั่นน้ำมันในกลุ่ม ปตท. ซึ่งคิดเป็น 60% ของการผลิตประเทศ เดินเครื่องได้เต็มที่เกิน 100% เพื่อสนองความต้องการน้ำมันสำเร็จรูปในประเทศ
    .
    โรงกลั่นน้ำมันในกลุ่ม ปตท. ดำเนินการเต็มกำลังในการส่งผลิตภัณฑ์ให้สถานีบริการที่เป็นลูกค้า รวมถึง Jobber ที่เป็นลูกค้าประจำ โดยจะเริ่มมีการควบคุมราคาที่ขายให้ Jobber ให้เท่ากับราคาหน้าสถานีบริการ เพื่อป้องกันไม่ให้ Jobber ไปเติมน้ำมันจากสถานีบริการ
    .
    โรงกลั่นน้ำมัน จึงเป็นโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure) ที่สำคัญคือ นอกจากนำเข้าน้ำมันดิบ กลั่นได้น้ำมันดีเซล น้ำมันอากาศยาน น้ำมันเบนซิน และแอลพีจีแล้ว ก็ยังผลิตวัตถุดิบให้โรงงานปิโตรเคมีไปผลิตเม็ดพลาสติกต่อด้วย เช่นเดียวกับโรงแยกก๊าซธรรมชาติที่นำก๊าซดิบในอ่าวไทยมาแยกเป็นก๊าซเชื้อเพลิงส่งโรงไฟฟ้า ได้วัตถุดิบปิโตรเคมี และได้แอลพีจี
    .
    โรงกลั่นน้ำมันของกลุ่ม ปตท. เดินเครื่อง 109% ผลิตดีเซลเพิ่ม 7% และจำหน่ายผลิตภัณฑ์ออกเต็มที่ ไม่มีการเก็บสต๊อกทั้งวัตถุดิบและผลิตภัณฑ์เกินกว่าปกติ ทำให้ผลิตภัณฑ์ของโรงกลั่น ซึ่งต้องมีการเก็บสำรองเพื่อการจำหน่ายและสำรองตามกฎหมายลดลงจากระดับปกติ 30%
    .
    ด้านผู้ค้าน้ำมันในเครือ ปตท. คือ บมจ. ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก (OR) จำหน่ายน้ำมันดีเซลมากกว่าปกติ 35% และจำหน่ายสินค้าออกเต็มขีดความสามารถ โดยดีเซลและเบนซิน ลดลงกว่าปกติ 50% จนใกล้ติดปริมาณน้ำมันสำรองตามกฎหมาย (Legal Reserve)
    .
    โรงงานผลิตเม็ดพลาสติกในกลุ่ม ปตท. ขณะนี้เดินเครื่องเกิน 100% มาตลอด เพื่อช่วยลูกค้าให้มีผลิตภัณฑ์ใช้อย่างต่อเนื่อง ปตท. พร้อมสนับสนุนนโยบายรัฐ เพื่อช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศให้เดินหน้าอย่างต่อเนื่องและมั่นคง
    .
    อ่านเพิ่มเติม คลิก https://tinyurl.com/22akl9d8
    .
    Website: https://btimes.biz
    Facebook: https://web.facebook.com/btimesch3
    YouTube: https://www.youtube.com/@BTimes_ch3
    TikTok : https://www.tiktok.com/@btimes_ch3
    .
    #ปตท #พลังงาน #น้ำมัน #โรงกลั่นน้ำมัน #BTimes

    https://www.facebook.com/share/p/184YvSBBZK/
     
  12. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    227,635
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ทองคำร่วงแรงเกือบ $1,000 จากจุดสูงสุด เเร่เงินยับ 40%… ทั้งที่โลกกำลังเผชิญเงินเฟ้อรอบใหม่**

    นี่คือหนึ่งในภาพที่ “ขัดกับสัญชาตญาณนักลงทุน” มากที่สุดในปี 2026

    ในวันที่ควรเป็น “ขาขึ้นของทอง”
    แต่ตลาดกลับเลือก “ขายทิ้ง”

    ราคาทองคำร่วงลงกว่า -5% ภายในวันเดียว
    ลงมาอยู่ที่ประมาณ **$4,617/oz**

    ขณะที่ “เงิน” หนักกว่า
    ร่วงมากกว่า -8% ถึง -10%
    ลงมาแถว **$69/oz**

    และถ้ามองจากจุดสูงสุดก่อนหน้า
    ทองคำได้ “หายไปเกือบ $1,000/oz” ภายในเวลาไม่นาน

    ---

    ### แล้วเกิดอะไรขึ้น?

    คำตอบคือ…
    **ตลาดกำลังเปลี่ยน “Narrative”**

    ก่อนหน้านี้ นักลงทุนเชื่อว่า
    เงินเฟ้อจะลง
    Fed จะ “ลดดอกเบี้ย”
    ทองจะขึ้น

    แต่ตอนนี้ทุกอย่าง “กลับด้าน”

    * น้ำมันพุ่งจากความตึงเครียดตะวันออกกลาง
    * ราคาพลังงานสูง → ดันเงินเฟ้อกลับมา
    * Fed ตัดสินใจ “ยังไม่ลดดอกเบี้ย”

    ผลลัพธ์คือ
    ดอลลาร์แข็งค่า
    เงินไหลออกจากทอง

    ---

    ### ทำไมทองถึงลง ทั้งที่เงินเฟ้อสูง?

    นี่คือจุดที่นักลงทุนส่วนใหญ่ “เข้าใจผิด”

    ในระยะสั้น
    สิ่งที่สำคัญกว่าทอง = **ดอกเบี้ย + ค่าเงิน**

    เมื่อ Fed ไม่ลดดอกเบี้ย
    → เงินดอลลาร์แข็ง
    → ต้นทุนถือทอง (ที่ไม่ให้ดอกเบี้ย) สูงขึ้น

    ตลาดเลยเลือกถือ “เงินสด” แทนทอง

    ---

    ### แล้วเงิน (Silver) ทำไมลงหนักกว่า?

    เพราะเงินไม่ใช่แค่ Safe Haven

    แต่ยังเป็น “Industrial Metal”

    เมื่อพลังงานแพง
    → ต้นทุนการผลิตสูง
    → เศรษฐกิจชะลอ
    → ความต้องการใช้เงินในอุตสาหกรรมลดลง

    จึงโดน “ขายซ้ำสอง”

    ---

    ### แต่นี่คือจุดที่ต้องคิดให้ลึก…

    แม้ทองจะลงแรง
    แต่โครงสร้างใหญ่ยัง “ไม่พัง”

    * เงินเฟ้อยังสูง
    * ความเสี่ยงสงครามยังอยู่
    * ระบบการเงินยังเปราะบาง

    สิ่งที่เกิดขึ้นตอนนี้
    อาจไม่ใช่ “ขาลงของทอง”

    แต่คือ
    **การรีเซ็ตความคาดหวังของตลาด**

    ---

    ### นักลงทุนมืออาชีพกำลังมองแบบนี้

    * ดอลลาร์แข็ง = ปัจจัยกดดัน “ระยะสั้น”
    * เงินเฟ้อสูง = ปัจจัยหนุน “ระยะยาว”

    และถ้าดอกเบี้ย “สูงเกินไป” นานพอ
    สุดท้ายระบบเศรษฐกิจจะรับไม่ไหว

    และวันนั้น
    ทองจะกลับมาเป็น “พระเอก” อีกครั้ง

    ---

    ### สรุปสั้นที่สุด

    วันนี้ตลาดกำลังบอกว่า
    **“ดอกเบี้ยสำคัญกว่าทอง”**

    แต่ในระยะยาว
    ประวัติศาสตร์บอกเราว่า

    **“เงินเฟ้อสำคัญกว่าทุกอย่าง”**

    ---

    เกมนี้…ยังไม่จบ
    มันเพิ่งเริ่ม “เปลี่ยนฉาก” เท่านั้น

    ถือได้นานกว่าก็รวยก่อน

    https://www.facebook.com/share/18fG19dZkT/
     
  13. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    227,635
    ค่าพลัง:
    +97,153
    อิหร่านแต่งตั้ง Hossein Dehghan เป็นเลขาธิการสภาความมั่นคงสูงสุดคนใหม่ หลังการลอบสังหาร Ali Shamkhani

    ทางการอิหร่านประกาศแต่งตั้ง **Hossein Dehghan** อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม (2013–2017) และอดีตรองประธานาธิบดี (2004–2009) เป็นเลขาธิการสภาความมั่นคงสูงสุด (Supreme National Security Council) คนใหม่ ทันทีหลังการเสียชีวิตของ Ali Shamkhani เมื่อวันที่ 18 มีนาคม

    การแต่งตั้งครั้งนี้เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและเงียบเชียบ แสดงให้เห็นถึงความต่อเนื่องและความมั่นคงของระบบการตัดสินใจด้านความมั่นคงของอิหร่าน แม้ในช่วงวิกฤตสงครามที่รุนแรงที่สุดในรอบหลายทศวรรษ

    ประวัติและบทบาทสำคัญของ Hossein Dehghan

    Hossein Dehghan (เกิดปี 2502) เป็นหนึ่งในบุคคลสำคัญของ “รุ่นปฏิวัติ” (Revolutionary Generation) ที่เข้าร่วมการปฏิวัติอิสลามปี 1979 ตั้งแต่อายุยังน้อย

    - ช่วงปฏิวัติและสงครามอิรัก-อิหร่าน (1979–1988)
    - เข้าร่วมกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (IRGC) ตั้งแต่เริ่มต้น
    - ดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการกองกำลังทางอากาศของ IRGC ในช่วงสงครามอิรัก-อิหร่าน
    - มีบทบาทสำคัญในการพัฒนากองกำลังทางอากาศและขีปนาวุธของ IRGC ในยุคแรก ๆ

    - หลังสงคราม
    - 2550–2552: รองประธานาธิบดีฝ่ายบริหารและพัฒนาชนบท ภายใต้ประธานาธิบดี Mahmoud Ahmadinejad
    - 2556–2560: รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมและการสนับสนุนกองทัพ (MODAFL) ภายใต้ประธานาธิบดี Hassan Rouhani
    - ผลงานโดดเด่น:
    - เร่งพัฒนาขีปนาวุธพิสัยไกลและแม่นยำ (เช่น Fateh-110, Zolfaghar, Khorramshahr)
    - ขยายกำลังการผลิตโดรนรบ (Shahed series) จนกลายเป็นหนึ่งในผู้ส่งออกโดรนรายใหญ่ของโลก
    - เป็นผู้ดูแลโครงการพัฒนากองทัพอากาศและกองทัพอวกาศของ IRGC
    - สนับสนุนการส่งออกอาวุธและเทคโนโลยีทหารให้กับพันธมิตร เช่น เฮซบอลเลาะห์, ฮูตี, กองกำลังฮาชด์อัช-ชะบีในอิรัก และรัฐบาลซีเรีย

    - หลังปี 2560
    - เป็นที่ปรึกษาอาวุโสของผู้นำสูงสุด Ali Khamenei ในด้านกลาโหมและความมั่นคง
    - มีบทบาทสำคัญในการกำหนดนโยบาย “กองกำลังขีปนาวุธและโดรน” ซึ่งเป็นเสาหลักของยุทธศาสตร์ป้องกันประเทศของอิหร่านในปัจจุบัน
    - เป็นหนึ่งในผู้ที่สนับสนุนแนวคิด “สงครามอสมมาตร” (asymmetric warfare) และ “การตอบโต้แบบหลายชั้น” (multi-layered retaliation) ต่อสหรัฐฯ และอิสราเอล

    แนวคิดและท่าทีเมื่อขึ้นบริหารงานกองทัพต่อ

    Hossein Dehghan มีแนวคิดที่ชัดเจนและแข็งกร้าวในเรื่องความมั่นคง:

    - เชื่อมั่นใน “ขีปนาวุธและโดรน” เป็นหลักประกันความอยู่รอด

    เขาเป็นหนึ่งในผู้ผลักดันให้อิหร่านพัฒนาขีปนาวุธพิสัยไกลและแม่นยำเป็นอย่างมาก โดยมองว่าเป็น “อาวุธยับยั้ง” (deterrent) ที่มีประสิทธิภาพสูงสุดต่อสหรัฐฯ และอิสราเอล

    - สนับสนุนการส่งออกอาวุธและเทคโนโลยีทหาร
    เขาเชื่อว่าการสนับสนุนพันธมิตรในภูมิภาค (Axis of Resistance) เป็นส่วนหนึ่งของการป้องกันตัวเองของอิหร่าน

    - ไม่ประนีประนอมกับสหรัฐฯ และอิสราเอล
    ในฐานะรัฐมนตรีกลาโหม เขาเคยปฏิเสธการเจรจาใด ๆ กับสหรัฐฯ และมองว่าการยอมอ่อนข้อจะนำไปสู่การถูกบีบคั้นมากขึ้น

    - เน้น “สงครามเศรษฐกิจและพลังงาน” เป็นส่วนหนึ่งของการตอบโต้
    ภายใต้บริบทปัจจุบัน เขาน่าจะสนับสนุนการใช้พลังงานและโครงสร้างพื้นฐานเป็น “อาวุธ” ตอบโต้ (เช่น การคุกคามช่องแคบฮอร์มุซ การโจมตี LNG facility ของกาตาร์และ UAE)

    การแต่งตั้ง Hossein Dehghan เป็นเลขาธิการสภาความมั่นคงสูงสุดคนใหม่
    คือสัญญาณที่ชัดเจนที่สุดว่า อิหร่านกำลังเข้าสู่โหมด “hardliner เต็มรูปแบบ” ท่ามกลางสงครามที่ลุกลาม

    เขาไม่ใช่แค่ “คนใหม่”
    แต่เป็นตัวแทนของแนวคิดที่แข็งกร้าว ไม่ประนีประนอม และพร้อมตอบโต้ทุกวิกฤตด้วย “กำลังทางทหาร + พลังงาน + เศรษฐกิจ”

    ระบบอิหร่านพิสูจน์แล้วอีกครั้งว่า
    คนตายได้ แต่ “นโยบายและแนวคิด” ไม่ตาย
    และตอนนี้ นโยบายนั้นอยู่ในมือของ “ชายผู้ไม่เคยยอมอ่อนข้อ”

    19 มีนาคม 2569 : คัดข่าว / หาดใหญ่

    ที่มา :
    - Iranian state media (IRNA, Fars News, Tasnim)
    - Mojtaba Khamenei decree (official announcement)
    - Reuters, Al Jazeera, BBC Persian (analysis of Dehghan background & appointment)

    #อิหร่าน #HosseinDehghan #SupremeNationalSecurityCouncil #Geopolitics #IranHardliners

    https://www.facebook.com/share/p/1X1ciuNue6/
     
  14. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    227,635
    ค่าพลัง:
    +97,153
    21.05 น. กาตาร์แถลงก๊าซแอลเอ็นจีหดหายจากตลาดโลกปีละ 12.8 ล้านตันใน 3-5 ปีหน้า หรือ 17% ของส่งออกจากกาตาร์ ไทยอันดับ 11 ซื้อก๊าซแอลเอ็นจีจากกาตาร์ คูเวตปิดโรงกลั่นใน 2 แหล่งใหญ่เหตุโดนอิหร่านโจมตี BTimes

    https://www.facebook.com/share/p/18CB4U6uRc/
     
  15. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    227,635
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ด่วน! 21.25 น. รัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐ นายพีต เฮกเซธ แถลง วันนี้(19)กองทัพสหรัฐจะเปิดปฏิบัติการโจมตีแพคเกจใหญ่กับอิหร่าน หลังจากอิหร่านโจมตีแหล่งพลังงานในหลายชาติอาหรับเมื่อคืนวานก่อนนี้ BTimes

    https://www.facebook.com/share/p/18AViBff1z/
     
  16. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    227,635
    ค่าพลัง:
    +97,153
    21.35 น. ชาติยักษ์ใหญ่ สหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส เยอรมนี อิตาลี เนเธอร์แลนด์ ญี่ปุ่น แถลงร่วมสร้างความมั่นใจการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุสด้วยความปลอดภัย และประณามอย่างรุนแรงกับการกระทำของอิหร่าน BTimes

    https://www.facebook.com/share/p/1AhVTgETt6/
     
  17. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    227,635
    ค่าพลัง:
    +97,153
    หลังอิหร่าน…ตุรกีจะเป็นรายต่อไปบนเป้าอิสราเอลหรือไม่? ชี้ผู้นำตุรกีเริ่มเห็นไฟสงครามลามจากกาซาถึงเตหะรานคือสัญญาณ “ถึงหน้าบ้านตัวเอง” เมื่อผู้นำอิสราเอลเริ่มเรียกตุรกีว่า “ภัยคุกคามใหม่”
    RT รายงานว่า ท่าทีของตุรกีต่อปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐฯ และอิสราเอลในอิหร่านแข็งกร้าวขึ้นอย่างชัดเจน ตั้งแต่การโจมตีอิหร่านเข้าสู่ระยะเปิดเผยเมื่อ 28 กุมภาพันธ์ 2026 ประธานาธิบดีเรเจป ไตยิป เออร์โดกัน และนายฮาคาน ฟิดาน รัฐมนตรีต่างประเทศ ออกแถลงการณ์ประณามต่อเนื่อง โดยเตือนว่าสงครามครั้งนี้ไม่ใช่แค่การปะทะเฉพาะจุด แต่คือจุดเริ่มต้นของหายนะระดับภูมิภาค ที่จะสั่นสะเทือนไปทั่วตั้งแต่อ่าวเปอร์เซียจนถึงเมดิเตอร์เรเนียนตะวันออก สำหรับอังการา จุดเสี่ยงไม่ใช่แค่การเมืองความมั่นคง แต่รวมถึง “เส้นเลือดใหญ่ทางเศรษฐกิจ” โดยเฉพาะช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งพลังงานหลักของโลก

    ตุรกีที่นำเข้าก๊าซธรรมชาติราว 50,000 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี มองว่าหากสงครามลามจนกระทบเส้นทางพลังงาน ต้นทุนการผลิตภายในประเทศจะพุ่งสูง เงินเฟ้อรุนแรงขึ้น และเสี่ยงกระทบความสงบทางสังคม จึงเลือกประณามปฏิบัติการถล่มอิหร่านในฐานะ “การป้องกันผลประโยชน์ตัวเอง” มากกว่าประเด็นอุดมการณ์เพียงอย่างเดียว ขณะเดียวกัน อังการายังหวั่นว่าการบดขยี้อิหร่านจะทำลายดุลอำนาจเปราะบางในภูมิภาค เปิดทางให้สงครามตัวแทนปะทุในอิรัก ซีเรีย คอเคซัส และเมดิเตอร์เรเนียนตะวันออก และที่เลวร้ายที่สุดคือ “สถานการณ์แบบยูโกสลาเวีย” คือการล่มสลายและแตกแยกของอิหร่าน จนเกิดพื้นที่ไร้รัฐไร้เสถียรภาพประชิดพรมแดนตุรกีโดยตรง

    สิ่งที่ทำให้อังการากังวลหนักคือการที่นักการเมืองอิสราเอลเริ่มพูดถึงตุรกีในฐานะ “ภัยคุกคามใหม่” โดยเฉพาะนายนาฟตาลี เบนเน็ตต์ อดีตนายกรัฐมนตรีอิสราเอล ที่ออกมาเตือนว่าอิสราเอลต้องไม่มองข้ามตุรกี และเรียกอังการาว่า “ภัยคุกคามเชิงยุทธศาสตร์รายใหม่” ซึ่งในตรรกะเชิงยุทธศาสตร์ของอิสราเอลหมายความว่า หากอิหร่านถูกทำให้พ่ายแพ้หรืออ่อนแรง สายตาในเทลอาวีฟอาจหันมามองตุรกีเป็นคู่แข่งหลักคนถัดไป อังการาจึงเห็นสงครามต่ออิหร่านไม่ใช่แค่ความพยายาม “ทำลายคู่แข่งชีอะห์” แต่เป็นการปูทางไปสู่แรงกดดันรอบใหม่ต่อศูนย์กลางอำนาจอื่น ๆ ในภูมิภาค ซึ่งตุรกีก็รวมอยู่ในนั้น

    ในบริบทนี้ นโยบายของตุรกีจึงเดินหลายทางพร้อมกัน ทั้งการใช้กลไกกฎหมายและการทูตประณามการละเมิดอธิปไตย การเร่งบทบาทไกล่เกลี่ยเพื่อหยุดความรุนแรง ก่อนที่ระบบภูมิภาคจะล้มเหลว และการเสริมความมั่นคงภายในหลังขีปนาวุธจากอิหร่านรุกล้ำน่านฟ้าและถูกระบบป้องกันของ NATO สกัดเมื่อต้นเดือนมีนาคมที่ผ่านมา สำหรับอังการา การคัดค้านสงครามต่ออิหร่านอย่างแข็งกร้าวจึงเป็น “สัญชาตญาณเอาตัวรอด” ของรัฐที่รู้ดีว่า หากอิหร่านซึ่งทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางการยับยั้งหายไปจากสมการ ตุรกีอาจกลายเป็นเป้าหมายทางยุทธศาสตร์ในลำดับถัดไปในสายตาของอิสราเอล #imctnews รายงาน

    https://www.facebook.com/share/18NbyWnKHX/
     
  18. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    227,635
    ค่าพลัง:
    +97,153
    อิหร่านยังยิงมิสไซล์โจมตีไฮฟาและพื้นที่ตอนเหนือเรื่อยๆ หลายระลอก
    FB_IMG_1773962731544.jpg
    https://www.facebook.com/share/p/1JAYV6c2kG/
     
  19. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    227,635
    ค่าพลัง:
    +97,153
  20. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    227,635
    ค่าพลัง:
    +97,153
    #เมื่อเทพเจ้าF35ถูกสอย!
    ไออาร์จีซีอิหร่านประกาศว่า สามารถสอย F-35 กลางอากาศได้ แต่ยังไม่ทราบชะตากรรมว่าตกที่ไหน?

    ฝ่ายสหรัฐอ้างว่านักบินสามารถนำเครื่องลงจอดถึงที่ฐานทัพสหรัฐในประเทศแถบอ่าวเปอร์เซียสำเร็จ

    แต่หากคลิปการสอยนี้เป็นคลิปจริง ความเสียหายน่าจะหนักถึงขั้นที่บินต่อไปไม่น่าจะไหว ต้องรอดูกันต่อไปว่าจะพบเศษชิ้นส่ในในอิหร่านหรือไม่?!

    https://www.facebook.com/share/v/1D4qWg3fzL/
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

    • aSg.mp4
      ขนาดไฟล์:
      57.4 KB
      เปิดดู:
      26

แชร์หน้านี้

Loading...