เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันอาทิตย์ที่ ๑๒ เมษายน ๒๕๖๙

ในห้อง 'หลวงพ่อเล็ก วัดท่าขนุน' ตั้งกระทู้โดย iamfu, 13 เมษายน 2026.

สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้
  1. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,293
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,107
    ค่าพลัง:
    +26,912
    เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันอาทิตย์ที่ ๑๒ เมษายน ๒๕๖๙


     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  2. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,293
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,107
    ค่าพลัง:
    +26,912
    วันนี้ตรงกับวันอาทิตย์ที่ ๑๒ เมษายน พุทธศักราช ๒๕๖๙ เมื่อเช้ากระผม/อาตมภาพเดินทางไปร่วมพิธีเปิดการสอบบาลีสนามหลวง (รอบ ๒) ที่วัดไร่ขิง (พระอารามหลวง) ในส่วนของพิธีเปิด หรือว่าการสอบไม่มีอะไรผิดปกติ แต่ว่าช่วงเดินทางกลับ ส่วนที่เห็นชัดที่สุดก็คือรถยนต์บนถนนหายไปเกินครึ่ง..! อาจจะเป็นเพราะว่าเป็นวันหยุดยาว ผู้คนส่วนหนึ่งเดินทางตั้งแต่เมื่อวานแล้ว แต่ว่าจากที่สังเกตดูก็คือ รถประจำทางสาธารณะ ไม่ว่าจะเป็นรถปรับอากาศ หรือว่ารถร้อน มีคนนั่งมากเป็นพิเศษ ก็แปลว่าผู้คนระมัดระวังในการใช้จ่ายต่าง ๆ มากขึ้น

    จะว่าไปแล้ว เรื่องพวกนี้ก็นับเป็นเรื่องดี แต่ควรที่จะมีจิตสำนึกในลักษณะนี้มานานแล้ว ไม่ใช่รอจนภาวะสงครามแล้วค่อยมาประหยัด ซึ่งต้องบอกว่าไม่ทันการ เพราะว่าสุขนิสัยหลายอย่างต้องอาศัยการสั่งสม ทำแล้วทำอีกบ่อย ๆ จนเป็นความเคยชิน บุคคลที่เคยชินกับความสุขความสบายส่วนตัว เมื่ออยู่ ๆ ต้องมาลำบาก ก็มักจะต้องลำบากมากกว่าคนอื่นเขา แต่ถ้าหากว่าเราเคยชินกับความลำบาก ก็จะรู้สึกว่าไม่ลำบาก เหมือนที่โบราณว่า "ลำบากก่อนแล้วสบายเมื่อปลายมือ"

    อย่างในปัจจุบันนี้เป็นฤดูร้อน บุคคลที่ไม่เคยชินกับสภาพอากาศปกติ อยู่แต่ในห้องปรับอากาศ ก็อาจจะรู้สึกว่าร้อนมากจนหงุดหงิดก็มี แต่ถ้าหากว่าเคยชินแล้ว เราก็จะไม่ค่อยรู้สึกรู้สาอะไร พวกเราต้องลองคิดย้อนหลังไปดู รุ่นพ่อแม่ ปู่ย่าตายาย ไม่ได้มีเครื่องอำนวยความสะดวกอะไรมากมายเหมือนกับสมัยนี้

    กระผม/อาตมภาพรู้จักพัดลมไฟฟ้าครั้งแรกก็ตอนอายุเกือบจะ ๒๐ ปีแล้ว ก็ยังไม่เห็นคุณค่าเท่าไร เนื่องเพราะว่าเป็นเด็กบ้านนอก เคยชินกับสภาพอากาศร้อนมาก่อน กว่าจะรู้ว่าเครื่องปรับอากาศหน้าตาเป็นอย่างไร ก็ต้องอายุ ๒๐ กว่าปีไปแล้ว กลายเป็นคนที่ยืนอยู่สองโลก ก็คือโลกเก่าที่คนยังใช้เกวียน ยังใช้รถรุ่นเก่า มาสู่โลกใหม่ ที่มีรถไฟความเร็วสูง เริ่มมีแท็กซี่บินได้ แต่ต้องขออภัยเถอะ..ค่อนข้างจะอันตราย..!

    เนื่องเพราะว่าเมื่อวานนี้เองที่เมืองอู่ฮั่น สาธารณรัฐประชาชนจีน แท็กซี่ทั้งหมดอยู่ ๆ ก็หยุดทำงานพร้อมกัน ไม่ทราบเหมือนกันว่าเครื่องป้อนคำสั่งมีปัญหาอย่างไร ? เพราะว่าเป็นแท็กซี่ไม่มีคนขับทั้งหมด..!
     
  3. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,293
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,107
    ค่าพลัง:
    +26,912
    คราวนี้ด้วยความที่เป็นคนยืนอยู่สองโลก ถ้าเราไม่เกิดอาการที่ฝรั่งเรียกว่า Future Shock ก็คือ ตกอกตกใจกับความทันสมัย เราก็ยังมีความสามารถเก่า ๆ เหลืออยู่ ประมาณว่าถ้าไม่มีพาหนะ จะให้เดินวันละ ๕ กิโลเมตร ๑๐ กิโลเมตร กระผม/อาตมภาพก็รู้สึกว่าเป็นเรื่องง่าย ๆ แม้กระทั่งปัจจุบันนี้เดินบิณฑบาต กว่าจะครบระยะก็ประมาณ ๕ กิโลเมตรต่อวัน..! ขณะที่พวกเราถ้าไปเดินแบบนั้น ก็อาจจะถึงกับลิ้นห้อย ดังนั้น..เราจะเห็นว่าความสบายนั้นทำลายสมรรถนะของเราไปมากต่อมากด้วยกัน..!

    รุ่นพี่ชายของกระผม/อาตมภาพ ขี่รถจักรยานไปโรงเรียน ๑๒ กิโลเมตร ไปกลับก็ ๒๔ กิโลเมตร..! มารุ่นของกระผม/อาตมภาพ โรงเรียนมาอยู่ใกล้บ้านหน่อย ขี่รถจักรยานไปโรงเรียน ๖ กิโลเมตร ไปกลับก็วันละ ๑๒ กิโลเมตร พวกเราปัจจุบันให้ปั่นจักรยานขนาดนั้นก็อาจจะถึงกับเป็นลมไปเลย..!

    แต่สมัยนั้นก็รู้สึกว่าสนุกดี บางทีก็หมั่นไส้รถใหญ่ ซึ่งหวังว่าพวกท่านคงไม่ไปทำตาม ก็คือตอนนั้นเริ่มมีรถบรรทุก ๑๐ ล้อยี่ห้ออีซูซุ ที่ปกติเขาเรียกว่า "สิบล้อหน้ายาว" มาบรรทุกอ้อย ถนนแคบ ๆ แข่งกันมาสองคันเต็มถนน ไม่ทราบว่าด้วยความบ้าเฉพาะตัวหรืออย่างไร ? กระผม/อาตมภาพที่ขี่จักรยานกลับจากโรงเรียน แทนที่จะหักหลบลงข้างทาง กลับขี่ผ่ากลางรถสิบล้อไปเลย ประมาณว่า "มึงไม่ให้ไป..กูก็จะไป..!" ทำเจ้าสองคันนั่นต่างคนคันหนึ่งก็หักซ้าย คันหนึ่งก็หักขวา ตกถนนไปทั้งคู่..! แสดงว่าถ้าเราบ้าพอ เขาก็รู้จักกลัวเหมือนกัน..!

    คราวนี้ความลำบากที่เคยชิน มาถึงสมัยนี้รู้สึกว่าบางอย่างไม่ใช่เรื่องยาก แต่พอถึงเวลา ญาติโยมกลับช่วยกันทำให้กระผม/อาตมภาพรู้สึกว่าเป็นเรื่องยาก ก็คือพยายามที่จะช่วยทำไปเสียทุกอย่าง บางอย่างยิ่งช่วยก็ยิ่งยุ่ง อย่างเช่นว่าเวลาจะลุกก็มีคนมาช่วยพยุง วันก่อนกระผม/อาตมภาพเพิ่งจะเตือนพระใหม่ไป เนื่องเพราะว่าหลวงปู่แอ๋ม (พระครูนิโครธโยคาภิรักษ์) ที่ปรึกษาเจ้าคณะภาค ๑๔ เจ้าอาวาสวัดน้ำตก ท่านอายุ ๘๕ ปีแล้ว ถึงเวลาจะลุกจะนั่งก็ต้องเอามือค้ำพื้น คนที่ไม่เคยพยุงคนแก่มาก่อน อาจจะทำให้คนแก่หกล้มได้..!

    เนื่องเพราะว่าจังหวะที่ท่านยันแล้วดันไปดึง แรงยันของท่านจะหายไป แทนที่จะลุกได้กลายเป็นหน้าทิ่มลงไปแทน..! เราต้องดูจังหวะท่านที่ยันจนสุดก่อนแล้วค่อยพยุง เป็นการเสริมแรงให้กับคนแก่
     
  4. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,293
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,107
    ค่าพลัง:
    +26,912
    แต่เรื่องพวกนี้พูดไป บางทีเราไม่เคยทำก็จะไม่เข้าใจ กลายเป็นว่าการที่บางคนมาช่วยแล้วช่วยไม่เป็น แทนที่จะได้ดีก็กลายเป็นจะทำให้หกล้มไปเสียเปล่า ๆ แม้กระทั่งทุกวันนี้ เวลาหมอสั่งว่าลุกขึ้นแล้วให้เอามือค้ำพื้นช่วยยันด้วย กระผม/อาตมภาพก็ลืมเสียเกือบทุกครั้ง ก็คือมักจะลุกพรวดไปเลยด้วยความเคยชิน ลืมไปว่าตัวเองแก่..! ในเมื่อบางสิ่งที่เคยทำได้ แต่ปัจจุบันสภาพร่างกายแก่ชราไปตามวัย เราก็ต้องยอมรับว่าเราแก่ด้วย

    หลายคนทุกข์เพราะไม่ยอมรับความแก่ของตนเอง จำนวนมากต่อมากด้วยกันที่พยายามไปเสริมความงาม นอกจากจะสิ้นเปลืองแล้วยังเจ็บตัวอีกต่างหาก..! ถ้าเราปล่อยให้แก่ไปตามปกติก็จบแล้ว บางคนก็ไปดึงหน้าจนกระทั่งหลับตาไม่ได้ เพราะว่าตึงไปหมด..!

    บางคนก็ไปฉีดโน่นเสริมนี่ ประมาณว่าร่องปากลึก ต้องไปฉีดขึ้นมา ถ้าตามตำราโหงวเฮ้ง คนเห็นก็คงอยากจะ "โบก" ให้ร่วง เพราะว่านั่นก็คือส่วนที่เป็นอำนาจ แล้วอำนาจส่วนนั้นหมายถึงการปกครองคนอื่น แล้วเราก็ไปสละอำนาจตัวเองด้วยการไปฉีดจนหน้าตึงเป๊ะ แล้วอยู่ ๆ ก็ปกครองลูกหลานไม่ได้ จะสมน้ำหน้าก็ใช่ที่..!

    หลายท่านก็ไปนิยมในการเปลี่ยนสารพัดบนหน้าตัวเอง ไอ้ที่เขาเรียกกันสมัยนี้ว่า "โมหน้ามา" โดยเฉพาะไปตัดปีกจมูกออก เหลือปลายจมูกแหลมเปี๊ยบ ปีกจมูกนั่นก็คือการปกครองลูกน้อง บางคนตัดปีกจมูกออกปุ๊บ
    ไม่เหลือลูกน้องอยู่สักคน แล้วก็ยังงง ๆ อยู่ว่าทำไมลูกน้องหายหมด ? ก็เพราะว่าโหงวเฮ้งของคุณปกครองคนไม่ได้แล้ว ว่าไปว่ามา จากเรื่องสงกรานต์กลายเป็นคนแก่ ออกมาเรื่องของโหงวเฮ้งไปเรื่อยเปื่อย..!

    เพียงแต่อยากจะบอกกับทุกคนว่า พวกเรามาปฏิบัติธรรมกัน ในสภาวะแบบนี้ต้องทำให้เต็มที่ อันดับแรกเลย เพื่อความมั่นคงของกำลังใจตัวเอง อันดับต่อไปก็คือสั่งสมบุญกุศลของเราให้เพียงพอ เพื่อที่จะก้าวข้ามอุปสรรคต่าง ๆ ในชีวิต การสั่งสมบุญก็เหมือนกับการสะสมเงิน ต้องการซื้อของแพงก็ต้องเก็บเงินให้พอ ถ้าหากว่าสะสมบุญไม่พอ บางทีสิ่งที่เราหวังก็ยังไม่ได้

    ดังนั้น..ต่อให้เรามาปฏิบัติธรรมด้วยกิเลส ก็คืออยากได้โน่นอยากได้นี่ก็ตาม ก็ต้องทำให้เต็มที่ ถึงเวลาบุญพาวาสนาช่วย สิ่งที่เราต้องการก็จะได้รับเอง แต่ถ้าหากว่าบุญยังไม่พา วาสนายังไม่ช่วย ก็ให้รู้ไว้ด้วยว่าเรายังทำไม่พอ..!

    สำหรับวันนี้ก็ขอเรียนถวายพระภิกษุสามเณรของเรา และบอกกล่าวแก่ญาติโยมแต่เพียงเท่านี้

    พระครูวิลาศกาญจนธรรม, รศ.ดร.
    เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน
    วันอาทิตย์ที่ ๑๒ เมษายน พุทธศักราช ๒๕๖๙
    (ถอดจากเสียงเป็นอักษร โดย เผือกน้อย)
     
สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้

แชร์หน้านี้

Loading...