บทความให้กำลังใจ(เหลี่ยมมนุษย์)

ในห้อง 'จักรวาลคู่ขนาน' ตั้งกระทู้โดย supatorn, 8 พฤษภาคม 2017.

  1. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    58,374
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +34,565
    sea2.jpg
    เขียนลงบนพื้นทราย...
    เป็นเรื่องราวของเพื่อน ๒ คนที่กำลังเดินทางอยู่กลางทะเลทราย
    เมื่อเดินทางถึงจุดหนึ่ง ก็เกิดการโต้เถียงกัน
    เพื่อนคนหนึ่งก็ตบหน้าเพื่อนอีกคนหนึ่ง
    เพื่อนคนที่ถูกตบหน้า ไม่ว่าอะไรสักคำ
    แต่กลับเขียนข้อความไว้ที่พื้นทรายว่า

    "วันนี้เพื่อนรักของฉัน ตบหน้าฉัน"

    พวกเขาเดินทางกันต่อไป จนกระทั่งพบแหล่งน้ำกลางทะเลทราย
    พวกเขาตัดสินใจอาบน้ำที่นั่น เพื่อนคนที่ถูกตบหน้าก็เกิดจมน้ำ
    แต่ก็โชคดีที่เพื่อนอีกคนช่วยชีวิตไว้ได้
    เมื่อเขาหายตกใจจากการจมน้ำ เขาก็จารึกข้อความไว้ที่ก้อนหินว่า

    "วันนี้เพื่อนรักของฉัน ช่วยชีวิตฉันไว้"

    เพื่อนคนที่ช่วยชีวิตเขาและตบหน้าเขารู้สึกแปลกใจในการกระทำของเขา
    จึงเอ่ยปากถาม ว่า........

    "ทำไมตอนที่ฉันทำร้ายเธอ เธอเขียนลงบนพื้นทราย แต่ตอนนี้เธอเขียนลงบนหิน"
    เพื่อนอีกคนยิ้มและตอบว่า
    "เมื่อเพื่อนทำร้ายเรา เราควรจะเขียนลงบนทราย
    เพื่อให้สายลมแห่งอโหสิพัดมา และลบมันทิ้งไป

    และเมื่อมีความประทับใจเกิดขึ้นเราควรจะจารึกไว้ในศิลาแห่งความทรงจำจากใจ
    ซึ่งสายลมจะมิอาจทำให้มันเลือนลางได้"

    จงเรียนรู้ที่จะเขียนลงบนพื้นทราย

    :- http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=5&t=21288
     
  2. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    58,374
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +34,565
    ไม่เป็นไร ใครๆ เขาก็ทำกัน.jpg
    ไม่เป็นไร ใครๆ เขาก็ทำกัน

    ในวัยเด็ก ชัย เป็นเด็กที่น่ารัก นิสัยดี หน้าตาดี ที่สำคัญ ชัย อ่อนน้อม และเคารพ เชื่อฟังผู้หลักผู้ใหญ่ มาตลอด เมื่อชัยอายุ 6 ขวบ ขณะที่นั่งรถไปกับพ่อ ถูกตำรวจจับเพราะขับรถเร็วเกินกำหนด พ่อแอบยื่นเงิน 500 บาทให้ตำรวจ และได้รับอนุญาตปล่อยตัวไป

    พ่อหันมาพูดกับชัยว่า "ไม่เป็นไรลูก เงินแค่นี้ซื้อเวลา ใครใครเขาทำกันทั้งนั้นแหละ"

    เมื่อชัยอายุ 8 ขวบ ป้าพาไปซื้อของที่ห้างสรรพสินค้าเป็นเงิน 75 บาท เมื่อป้าไปชำระเงิน ยื่นแบ็งค์ร้อยให้พนักงาน ซึ่งต้องได้รับเงินทอน 25 บาท แต่ป้ากับได้รับเงินทอน 55 บาท เพราะลูกค้ามากและเข้าใจว่าแบ็งค์ 50 บาทคือ 20 บาท ป้ารับเงินทอนและใส่กระเป๋าทันที แทนที่จะบอกพนักงานว่าทอนเงินผิด

    เมื่อออกจากร้านป้าก็พูดกับชัยว่า "ไม่เป็นไรหลาน ความผิดของเขาเองใครใครเขาทำกันทั้งนั้นแหละ"

    เมื่อชัยอายุ 9 ขวบ ครูให้การบ้านปลูกต้นหอมแดงในกระบะ 2 สัปดาห์ แล้วนำไปส่งที่โรงเรียน แม่ลืมซื้อหัวหอมแดงมาให้ชัย เมื่อครบกำหนดวันส่ง แม่ให้พ่อไปซื้อต้นหอมแดงที่ตลาดและฝังลงในกระบะให้ชัยนำไปส่งครู

    แม่พูดกับชัยว่า "ไม่เป็นไรลูก ครูไม่รู้หรอก มีส่งก็ดีแล้ว ใครใครเขาทำกันทั้งนั้นแหละ"

    เมื่อชัยอายุ 12 ขวบ ชัยทำแว่นตาใหม่ราคาแพงของลุงแตก ลุงจึงนำใบเสร็จไปอ้างกับบริษัทเครดิตที่ลุงใช้บริการอยู่ว่าแว่นตาถูกขโมยได้รับเงินชดใช้มา 15,000 บาท เต็มราคาที่ซื้อมา

    ลุงพูดกับชัยอย่างภาคภูมิใจว่า "ไม่เป็นไรหรอกหลาน สิทธ์ของเราใครใครเขาก็ทำกันทั้งนั้นแหละ"

    เมื่อชัยอายุ 15 ปี ได้เป็นนักฟุตบอลของโรงเรียน ครูผู้ฝึกสอนได้สอนวิธีเสียบฝ่ายตรงข้ามให้บาดเจ็บโดยไม่ผิดถือว่าอยู่ในเกม

    ครูฝึกบอกว่า "ไม่เป็นไรหรอก ได้เปรียบไว้ก่อนเป็นดี ใครใครเขาทำกันทั้งนั้นแหละ"

    เมื่อชัยอายุ 16 ปี ได้ไปทำงานระหว่างปิดเทอมที่แผนกซูปเปอร์มาร์เก็ต ของห้างสรรพสินค้าที่มีชื่อแห่งหนึ่ง หัวหน้าแผนกให้ชัยจัดกระเช้าผลไม้ โดยแนะนำให้จัดวางผลไม่สวยจวนจะเน่าอยู่ก้นตะกร้า คัดผลสวย ใบโตสีสด จัดวางอยู่ส่วนบน

    หัวหน้าแผนกสอนว่า "ไม่เป็นไรหรอก ผู้ซื้อไม่ได้ใช้เอง แต่นำไปฝากคนอื่น ใครใครเขาทำกันทั้งนั้นแหละ"

    เมื่อชัยอายุ 18 ปี ได้สมัครสอบเพื่อเข้าขอรับทุนของมหาวิทยาลัย ปรากฏผลทราบเป็นการภายในว่ามาเป็นอันดับ 2 เมื่อพ่อรู้เข้าจึงไปพูดกับกรรมการซึ่งเป็นเพื่อนรุ่นเดียวกัน ในที่สุดชัยก็ได้รับทุน

    พ่อพูดกับชัยว่า "ไม่เป็นไรลูก เป็นโอกาสของเรา ใครใครถ้ามีโอกาส เขาทำกันทั้งนั้นแหละ"

    เมื่อชัยอายุ 19 ปี เพื่อนเอาข้อสอบปลายปีที่ขโมยมาขายกับชัยเป็นเงิน 1,500 บาท ชัยลังเลใจและตัดสินใจซื้อในที่สุด

    เพราะเพื่อนพูดว่า "ไม่เป็นไรหรอกชัย เกรดมีผลกับอนาคตนะ ใครใครเขาทำกันทั้งนั้นแหละ"

    เมื่อชัยอายุ 24 ปี ชัยถูกจับข้อหายักยอกเงินบริษัท 15,000,000 บาท และต้องติดคุก พ่อกับแม่ไปเยี่ยม ร้องไห้เสียใจ และตัดพ้อต่อว่า

    "ทำไมลูกทำอย่างนี้ ไม่นึกถึงพ่อแม่บ้างหรอ ที่บ้านเราไม่เคยสอนให้ลูกเป็นโจรเลยนะ..."

    -พ่อแม่รังแกฉัน-


    ‪#‎หลวงพ่อสอนไว้‬‬
    :- http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=5&t=48537
     
  3. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    58,374
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +34,565
    นิทานเก่า ๆ ในประเทศอินเดีย
    ท่านจุลลกเศรษฐี ในเมืองพาราณสี เป็นผู้ฉลาดเฉียบแหลม เป็นบัณฑิตที่รู้จักปรากฏการณ์ต่าง ๆ วันหนึ่งจุลลกเศรษฐีไปเฝ้าพระราชา ระหว่างทางเห็นหนูตายตัวหนึ่ง เขามองดูท้องฟ้าแล้วกล่าวว่า บุคคลผู้มีปัญญา อาจเอาหนูตายตัวนี้ไปเป็นทุนเลี้ยงลูกเมียได้

    ชายผู้ยากไร้คนหนึ่งชื่อ จูฬันเตวาสิก ได้ยินท่านเศรษฐีพูดเช่นนั้น ก็คิดว่า ท่านเศรษฐีไม่รู้จริงคงไม่พูด จึงเอาหนูตายตัวนั้นไปขายคนเลี้ยงแมวได้ทรัพย์มากากนิกหนึ่ง (กากนิก เป็นมาตราเงินอินเดียในสมัยนั้นที่มีค่าน้อยที่สุด เทียบมาตราเงินไทย 1 สตางค์)

    จากนั้นก็นำทรัพย์หนึ่งกากนิกนั้นไปซื้อน้ำอ้อยงบ (น้ำอ้อยที่เคี่ยวแล้วทำเป็นแผ่นสะดวกกับการพกพา) แล้วเอาหม้อใบหนึ่งตักน้ำ ไปยืนคอยพวกช่างดอกไม้กลับจากป่า ให้ชิ้นน้ำอ้อยและให้ดื่มน้ำคนละกระบวย พวกช่างดอกไม้ก็ให้ดอกไม้คนละกำมือแก่เขา

    จูฬันเตวาสิกเอาดอกไม้ไปขายได้เงินกลับมามากขึ้น ก็นำเงินนั้นไปซื้อน้ำอ้อยงบและไปยืนคอยพวกช่างดอกไม ้เช่นเดิม ทำเช่นนี้จนเขามีเงินถึง 8 กหาปณะ (4 บาทเท่ากับ 1 กหาปณะ)

    วันหนึ่ง ฝนตก พายุหนัก กิ่งไม้แห้งบ้างสดบ้างถูกพายุพัดลงมาเป็นอันมากในพระราชอุทยาน คนเฝ้าอุทยานไม่ทราบว่าจะทำอย่างไรดี จูฬันเตวาสิกจึงรีบไปบอกคนเฝ้าว่า ถ้าจะให้ใบไม้กิ่งไม้เหล่านั้นแก่เขา เขาจะขนออกไปให้หมด คนเฝ้าสวนดีใจรีบบอกให้เขามาขนไปในทันที

    ด้วยความดีใจ จูฬันเตวาสิกรีบกลับไปที่สนามเด็กเล่น ให้น้ำอ้อยแก่เด็ก ๆ แล้วขอแรงให้ช่วยขนกิ่งไม้จนหมดภายในเวลาไม่นาน กิ่งไม้จำนวนมากกองอยู่ที่หน้าประตูพระราชอุทยาน ก็พอดีกับช่างหม้อหลวงที่มาเที่ยวหาฟืน เพื่อเผาภาชนะดินของหลวงพบเข้า จึงขอซื้อกิ่งไม้เหล่านั้น

    จากการขายไม้ ชายยากจนอย่างจูฬันเตวาสิกมีทรัพย์เพิ่มขึ้นเป็น 16 กหาปณะแล้ว เมื่อมีทรัพย์มากขึ้น เขาจึงคิดอะไรได้อย่างหนึ่ง ด้วยการตั้งตุ่มน้ำไว้ไม่ไกลจากประตูเมือง เพื่อให้บริการคนหาบหญ้า 500 คน เหล่าคนหาบหญ้าพอใจในบริการที่มีน้ำใจของเขา จึงเอ่ยปากว่า หากต้องการให้พวกตนช่วยอะไร ขอให้บอกได้เลย

    นอกจากคนหาบหญ้าแล้ว จูฬันเตวาสิกยังได้ผูกมิตรกับคนมากหน้าหลายตา ทำให้เขามีเพื่อนมากมาย วันหนึ่ง เพื่อนดีคนหนึ่งก็มาบอกข่าวแก่เขาว่า พรุ่งนี้จะมีพ่อค้าม้านำม้า 500 ตัว มายังนครแห่งนี้
    จูฬันเตวาสิกจึงไปพบคนหาบหญ้า และขอซื้อหญ้าเตรียมเอาไว้

    วันรุ่งขึ้น พ่อค้าม้านำม้า 500 ตัวมาถึง ก็พบว่ามีเพียงจูฬันเตวาสิกที่มีหญ้าขาย เขาได้กำไรจากการขายหญ้าในครั้งนี้ 1,000 กหาปณะ

    โอกาสต่อมา ก็มีเพื่อนมาแจ้งข่าวแก่เขาว่า มีพ่อค้านำเรือสำเภาขนาดใหญ่มาจอดเทียบท่า
    จูฬันเตวาสิกไม่รอช้า รีบไปขอเหมาสินค้าทั้งลำเรือเอาไว้ เมื่อพ่อค้ารายอื่นมาถึงจึงต้องมาซื้อสินค้าจากเขา สุดท้ายเขาได้ทรัพย์มาเป็นจำนวนถึง 200,000 กหาปณะ

    เมื่อได้ทรัพย์เป็นจำนวนมากเช่นนี้ เขาก็เกิดความคิดว่า "เราควรเป็นคนกตัญญู นำทรัพย์ที่ได้ไปตอบแทนท่านเศรษฐี"

    เร็วเท่าใจคิด จูฬันเตวาสิกถือทรัพย์ 100,000 กหาปณะไปมอบให้เศรษฐีเพื่อเป็นการตอบแทน พอท่านเศรษฐีทราบเรื่องทั้งหมด เห็นในสติปัญญา และความเฉลียวฉลาด จึงยกลูกสาวให้แต่งงานด้วย และเมื่อเศรษฐีล่วงลับไปแล้ว จูฬันเตวาสิกก็ได้เป็นเศรษฐีแห่งเมืองนั้นสืบต่อมา

    นิทานเรื่องนี้แสดงให้เห็นว่า การเชื่อฟังท่านผู้รู้ ไม่ดูเบาต่อคำสั่งสอน พยายามปฏิบัติตาม และทำอย่างมีปัญญา ใคร่ครวญพิจารณาให้ดี มีความคิดรอบคอบ และเมื่อได้ทรัพย์มาแล้วก็ระลึกถึงผู้มีพระคุณ บุคคลผู้มีคุณสมบัติเช่นนี้ ย่อมไม่ตกต่ำ มีแต่จะตั้งตนได้และเจริญรุ่งเรือง ความรู้ ความประพฤติ และการงานที่ดีย่อมเป็นที่พึ่งพิงของบุคคลได้ดีกว่าส ิ่งอื่น ดังภาษิตที่ว่า "ไม่มีมิตรใดเสมอได้ด้วยวิชชา"

    ชะตากรรมเป็นสิ่งที่ไม่สามารถหยั่งถึงได้ แต่ความเพียรพยายามเป็นสิ่งที่เรารู้ได้และอยู่ในอำนาจของเรา การทำความเพียรให้เป็นหน้าที่ของเรา การให้ผลเป็นหน้าที่ของกรรม

    เมื่อหวังความสำเร็จผล ก็ต้องรู้จักรอคอย และควรคอยอย่างสงบ ไม่ใช่กระวนกระวายใจ อะไรที่ควรได้ ย่อมได้มาเองโดยผลแห่งกรรม หรือความเพียรชอบนั้นแล

    :- http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=5&t=29580
     
  4. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    58,374
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +34,565
    บ้านหลังสุดท้ายของช่างไม้
    มีช่างไม้สูงอายุคนหนึ่ง ต้องการจะเกษียณตัวเองและใช้ชีวิตที่หรูหรากับภรรยา
    จึงบอกความต้องการดังกล่าวกับนายจ้างที่เค้าทำงานให้มาทั้งชีวิต

    นายจ้างบ่นเสียดาย ที่จะต้องสูญเสียช่างฝีมือดีไป หวังจะให้เขาทำงานต่อ
    แต่ช่างไม้ก็ยังยืนกรานขอเกษียณตัวเองตามเดิม
    นายจ้างจึงได้ขอร้องให้ช่างคนนี้ช่วยสร้างบ้านให้อีกสัก ๑ หลัง

    นายจ้างพูดว่า "เอาอย่างนี้ ผมมีที่ดินว่างอยู่ติดทะเลสาบอยู่แปลงหนึ่ง
    ทิวทัศน์งดงามเป็นอย่างมาก แต่ขาดบ้านพักตากอากาศ
    ผมอยากให้คุณสร้างบ้านหลังสุดท้าย โดยที่คุณต้องใช้วัสดุไม้ที่ดีที่สุด
    และใช้ฝีมือที่ปราณีตที่สุดในการสร้าง" ช่างไม้ก็ฝืนใจตอบตกลง

    จากนั้นช่างไม้ก็ลงมือสร้างบ้านไม้หลังสุดท้ายของตนเอง แต่ในใจกลับคิดว่า
    เดี๋ยวเราก็เกษียณแล้ว ถ้าทำออกมาไม่ดี นายจ้างไล่ออกก็ไม่มีอะไรเสียหายอยู่แล้ว แล้วทำไมต้องตั้งใจด้วยล่ะ?

    ดังนั้น ช่างไม้ก็ไม่ได้คัดเลือกไม้ที่แข็งแรงมาสร้างบ้าน
    แต่เลือกไม้ส่ง ๆ เป็นไม้คุณภาพต่ำจากภูเขา
    เขาไม่ใส่ใจว่าบ้านจะแข็งแรงหรือไม่ เพียงสักแต่ว่าสร้างให้เสร็จ ๆ ไป

    จนในที่สุดเขาก็ทาสีเพื่อให้ภายนอกดูสวยงามและปกปิด
    เขาคิดในใจว่า ขอให้ข้างนอกดูดีไว้ก่อน พอส่งงานได้ก็พอ
    โครงสร้างภายในจะเป็นอย่างไรก็ช่าง เจ้านายดูไม่ออกหรอก

    ครั้นพอบ้านสร้างเสร็จก็พบว่า มันไม่เหมือนงานที่เป็นฝีมือของช่างคนนี้เลยแม้แต่น้อย บ้านที่สร้างมาก็เป็นงานที่หยาบ ๆ วัตถุดิบที่ใช้ก็ด้อยคุณภาพ
    มันช่างเป็นการจบชีวิตช่างฝีมือดีที่ไม่สวยหรูเลย

    วันที่งานเสร็จ นายจ้างก็มาตรวจงาน ผลปรากฏว่าเป็นที่พอใจอย่างมาก
    นายจ้างดูไม่ออกว่าขาดตกบกพร่องอะไร

    ก่อนที่นายจ้างจะไปเขาตีไหล่ช่างไม้เบา ๆ ควักกุณแจออกมาพวงหนึ่งยื่นส่งให้ช่างไม้ แล้วบอกว่า
    "ตอนนี้บ้านหลังนี้เป็นของคุณแล้ว ผมขอบคุณมากที่คุณอยู่ทำงานกับผมมานานหลายปี นี่ถือเป็นของขวัญเกษียณที่ผมตั้งใจจะมอบให้คุณ"

    เมื่อช่างไม้ได้ยินเช่นนั้น ถึงกับตกใจและอุทานกับตัวเองว่า
    น่าละอายจริง ๆ ถ้าเขารู้สักนิดว่ากำลังสร้างบ้านของตัวเองอยู่ เขาก็คงตั้งใจสร้างให้ดีกว่านี้

    คุณได้เรียนรู้อะไร? จากนิทานเรื่องนี้.
    เช่นเดียวกับพวกเรา ที่กำลังสร้างชีวิตของตัวเราเอง
    ด้วยการสั่งสมสิ่งต่าง ๆ วันละเล็กวันละน้อย
    และบ่อยครั้ง ที่เราไม่ได้ใช้ความพยายามอย่างที่สุดในการสรรค์สร้างชีวิตของตัวเอง

    และเมื่อวันหนึ่งมาถึง เราก็จะตระหนักว่า
    เราต้องใช้ชีวิตอยู่กับทุกสิ่งทุกอย่าง ที่เราเป็นผู้สร้างขึ้นมาทั้งหมด ..

    และเมื่อถึงวันนั้น เรามักจะพูดเสมอว่า ถ้าเราสามารถย้อนกลับไปได้
    เราจะทำทุกอย่างให้ดีขึ้นซึ่งเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้!

    แต่ความจริงหาได้เป็นเช่นนั้นไม่ ... พวกเราทุกคนก็เปรียบเสมือนช่างไม้
    ทุก ๆ วันพวกเรากำลังตอกตะปู ปูกระดาน หรือแม้แต่กำลังเลือกกำแพงให้กับชีวิตตัวเอง

    ดังคำพูดที่ว่า "ชีวิตในอนาคตก็คือสิ่งที่เราสร้างด้วยตัวเราเอง"

    ทัศนคติ และ ทางเลือกต่าง ๆ ที่พวกเราได้เลือกกันในวันนี้
    ก็เสมือนกับการสร้าง "บ้าน" (ชีวิต) ที่เราจะต้องอยู่กับมัน.....

    ดังนั้นจงสร้างบ้านด้วยความฉลาด และจงจำไว้ว่า

    "จงทำงานเหมือนกับว่า....เราไม่ต้องการเงินทอง
    จงรักราวกับว่า......เราไม่เคยเจ็บ
    จงเต้นระบำ(ร่าเริง)ราวกับว่า.....ไม่มีใครจ้อง"

    ความเสมอต้นเสมอปลายก็นับว่าเป็นคุณธรรมอีกประการหนึ่งที่เราไม่ควรละเลย
    ทุกวันนี้เราทำอะไรกันอยู่ เราได้เก็บเกี่ยวสิ่งที่ดี ๆ ให้กับชีวิตของเราหรือยัง???...

    จงใช้ชีวิตราวกับว่ามันคือ "วันสุดท้าย"
    เพราะนี่คือวิธีเดียว .. ที่จะสร้างชีวิตได้อย่างดีที่สุด ..

    ธรรมอำนวยพร
    ขอให้.....มีจิตที่รู้ ที่ตื่น ที่เบิกบาน (พุทธะ)
    ขอให้.....ทำการงานด้วยความสุข (อิทธิบาทสี่)
    ขอให้.....ขจัดทุกข์ได้ด้วยปัญญา (อริยสัจสี่)
    ขอให้.....มีดวงตาที่เห็นความจริง (ไตรลักษณ์)
    ขอให้.....เจริญยิ่ง ๆ ขึ้นไปด้วยไตรสิกขา (ศีล, สมาธิ, ปัญญา)

    :- http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=5&t=48301
     
  5. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    58,374
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +34,565
    จิตนี้กลับกลอก
    กุลบุตรชาวเมืองสาวัตถีคนหนึ่ง ตามหาโค โคหายไป จึงเข้าป่า พบโคผู้ในเวลาเที่ยง ปล่อยเข้าฝูง ถูกความหิวกระหายรบกวนแล้ว จึงเข้าไปสู่วิหาร ถึงสำนักของภิกษุทั้งหลาย ไหว้แล้ว ได้ยืนอยู่ ณ ส่วนข้างหนึ่ง. อาหารอันเหลือจากภิกษุทั้งหลายฉันยังมีอยู่. ภิกษุเหล่านั้นเห็นเขาถูกความหิวรบกวนแล้ว จึงกล่าวว่า “เชิญท่านถือเอาอาหารแล้วกินตามสบายเถิด”
    เขารับอาหารกินจนอิ่ม แล้วยกมือไหว้ภิกษุทั้งหลายแล้ว ถามว่า “ท่านขอรับ วันนี้ พระผู้เป็นเจ้าทั้งหลายได้ไปสู่ที่นิมนต์หรือครับ?” ภิกษุทั้งหลายตอบว่า “อุบาสก วันนี้ ไม่มี, ภิกษุทั้งหลายย่อมได้อาหารแบบนี้ทุกวันนั่นแหละ.”

    เขาคิดว่า “เราลุกแต่เช้า แม้ทำการงานเนืองๆ ตลอดคืนและวัน ก็ยังไม่ได้อาหารมีกับอันอร่อยอย่างนี้, ภิกษุเหล่ามีอาหารขนาดนี้ เราจะต้องการอะไรด้วยความเป็นคฤหัสถ์ เราจักเป็นภิกษุ” ดังนี้แล้ว จึงเข้าไปหาภิกษุทั้งหลายขอบรรพชาแล้ว.

    พวกภิกษุให้เขาบรรพชาแล้ว. เขาได้อุปสมบทแล้ว ทำวัตรและปฏิวัตร ซึ่งเป็นอุปการะแก่ภิกษุทั้งปวง. เธอได้มีสรีระอ้วนท้วนโดยกาลล่วงไป ๒-๓ วัน นึกถึงสมัยเป็นฆารวาส นึกถึงกาม พอสึกไปทำการงานรู้สึกเบื่อ สรีระก็ซูบผอม. ก็กลับมาบวชใหม่. เขาบวชๆ สึกๆ ถึง ๖ ครั้ง

    ภิกษุทั้งหลายคิดว่า “ภิกษุนี่ เป็นไปในอำนาจแห่งจิตเที่ยวไปอยู่” จึงขนานนามแก่เธอว่า “จิตตหัตถเถระ”

    เมื่อนายจิตตหัตถ์นั้นสึกๆบวชๆ จนภริยาตั้งครรภ์. ในวาระที่ ๗ เขาแบกเครื่องไถจากป่าไปเรือน วางเครื่องใช้ไว้แล้ว เข้าห้องด้วยประสงค์ว่า “จักหยิบผ้ากาสาวะของตน.”

    ในขณะนั้น ภรรยาของเขากำลังนอนหลับ. ผ้าที่หล่อนนุ่งหลุดลุ่ย น้ำลายไหลออกปาก, จมูกก็กรนดังครืดๆ, ปากอ้า, กัดฟัน. หล่อนปรากฏแก่เขาประดุจสรีระที่พองขึ้น. เขาคิดว่า “สรีระนี้ไม่เที่ยงเป็นทุกข์. เราบวชตลอดกาลประมาณเท่านี้แล้ว อาศัยสรีระนี้ จึงไม่สามารถบวชเป็นภิกษุนานได้” ดังนี้แล้ว ก็ฉวยผ้ากาสาวะพันท้อง พลางออกจากเรือน.

    ขณะนั้น แม่ยายของเขายืนอยู่ที่เรือนติดต่อกัน เห็นเขากำลังเดินไปด้วยอาการอย่างนั้น สงสัยว่า “เจ้านี่กลับไปอีกแล้ว เขามาจากป่าเดี๋ยวนี้เอง พันผ้ากาสาวะที่ท้อง ออกเดินบ่ายหน้าตรงไปวิหาร, เกิดเหตุอะไรกันหนอ?” จึงเข้าเรือนเห็นลูกสาวหลับอยู่ รู้ว่า

    “เขาเห็นลูกสาวของเรานี้ มีความรำคาญไปเสียแล้ว” จึงตีลูกสาว กล่าวว่า “นางชั่วชาติ จงลุกขึ้น. ผัวของเอ็งเห็นเองกำลังหลับ มีความรำคาญไปเสียแล้ว, ตั้งแต่นี้เองจะไม่มีเขาละ”

    ลูกสาวกล่าวว่า “หลีกไป หลีกไปเถิดแม่ เขาจะไปข้างไหน, อีก ๒-๓ วันเท่านั้น ก็มาอีก.”

    แม้นายจิตตหัตถ์นั้น บ่นไปว่า “ไม่เที่ยงเป็นทุกข์” กำลังเดินไปๆ บรรลุโสดาปัตติผลแล้ว. เขาไปไหว้ภิกษุทั้งหลายแล้ว ก็ขอบรรพชา. ภิกษุทั้งหลายกล่าวว่า “พวกเราจักไม่อาจให้ท่านบรรพชาได้, ความเป็นสมณะของท่านจักมีมาแต่ที่ไหน? ศีรษะของท่านเช่นกับหินลับมีด.”

    เขากล่าวว่า “ท่านขอรับ พวกท่านโปรดอนุเคราะห์ให้กระผมบวชในคราวนี้อีกคราวหนึ่งเถิด.” ภิกษุเหล่านั้นจึงให้เขาบวชแล้ว ด้วยอำนาจแห่งอุปการะ.พิจารณาความไม่เที่ยงได้ ๒-๓ วันเท่านั้น เธอก็บรรลุพระอรหัตพร้อมด้วยปฏิสัมภิทา ภิกษุแม้เหล่านั้นพูดกับเธอว่า “คุณจิตตหัตถ์ ถึงเวลาที่คุณจะสึกแล้ว. ทำไมในครั้งนี้ คุณจึงชักช้าอยู่เล่า?” จิตตหัตถ์กล่าวว่า “ผมไม่เป็นผู้เกี่ยวข้องด้วยเรือน ผมตัดได้แล้ว, ต่อไปนี้ พวกผมมีความไม่ไปเป็นธรรมดา.”

    พวกภิกษุพากันไปสู่สำนักของพระศาสดา กราบทูลว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ภิกษุนี้ถูกพวกข้าพระองค์พูดอย่างนี้ กล่าวชื่ออย่างนี้ เธอพยากรณ์พระอรหัต เธอพูดคำไม่จริง.” พระศาสดาตรัสว่า “อย่างนั้น ภิกษุทั้งหลาย บุตรของเราได้ทำการไปและการมา ในเวลาไม่รู้พระสัทธรรม ในเวลาที่ตนยังมีจิตไม่มั่นคง, บัดนี้ บุตรของเรานั่นละบุญและบาปได้แล้ว”

    ได้ตรัสสองพระคาถาเหล่านี้ว่า

    ปัญญาย่อมไม่บริบูรณ์ แก่ผู้มีจิตไม่มั่นคง ไม่รู้แจ้งซึ่ง
    พระสัทธรรม มีความเลื่อมใสอันเลื่อนลอย,
    ภัย (ความกลัว) ย่อมไม่มีแก่ผู้มีจิตอันราคะไม่ซึมซาบ
    มีใจไม่ถูกโทสะตามกระทบ ละบุญและบาปได้ ตื่นอยู่.

    :- http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=5&t=47016
     
  6. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    58,374
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +34,565
    นิทานเซน เรื่อง วาง
    มีพระพรรษามาก กับ พรรษาน้อย สองรูป เดินทางไปด้วยกันจนกระทั่งทั้งคู่ต้องข้ามแม่น้ำขนาดใหญ่ จำเป็นต้องเดินข้ามเพราะสะพานข้ามแม่น้ำขาดเสียหาย
    พระทั้งสองรูปพบผู้หญิงผู้หนึ่งคนซึ่งไม่สามารถข้ามแม่น้ำไปได้เนื่องจากสะพานขาดนั้น
    พระพรรษามากจึงอาสาจะให้ผู้หญิงนั้นขี่หลังแล้วข้ามฟากไป

    พระพรรษาน้อยเห็นอย่างนั้นจึงรู้สึกขุ่นเคืองว่าทำไมพระพรรษามากจึงทำอย่างนั้น ทั้ง ๆ ที่เป็นพระไม่ควรจะสัมผัสหรือใกล้ชิดผู้หญิงขนาดนี้ แต่ก็คิดอยู่ในใจไม่ได้ถามพระพรรษามาก

    หลังจากที่ข้ามฟากเสร็จพระทั้งสองรูปและผู้หญิงต่างก็แยกย้ายไปตามทางของตน แต่ในใจของพระพรรษาน้อยยังคงคิดวนเวียนตั้งคำถามในใจตลอดเวลาว่าการกระทำของพระพรรษามากนั้นไม่เป็นการสมควรกับนักบวช คิดวุ่นวายอยู่อย่างนั้นเก็บเงียบอยู่ในใจไม่ถามพระพรรษามาก

    ท่านคิดวนเวียนอยู่อย่างนั้น ทำให้ท่านแทบบ้าจนมาถึงจุดหยุดพัก พระพรรษาน้อยอดทนเก็บเรื่องในใจต่อไปอีกไม่ไหวจึงถามพระพรรษามากว่า

    ท่านทำไมไม่สำรวมถึงความเป็นพระเลยทำไมถึงได้สัมผัสผู้หญิง และผู้หญิงคนนั้นเป็นคนสวยเสียด้วย ท่านเป็นคนบอกผมเองว่าท่านเป็นพระที่บริสุทธิ์ไม่ใช่หรือ?

    พระพรรษามากประหลาดใจ แล้วย้อนกลับไปถามพระพรรษาน้อยว่า

    "ผมวางผู้หญิงสวยคนนั้นไปตั้งหลายชั่วโมงแล้ว เหตุใดท่านยังอุ้มผู้หญิงคนนั้นอยู่อีกเล่า"

    :- http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=5&t=33843
     
  7. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    58,374
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +34,565
    ความเมตตา 2.jpg
    นิทานพื้นบ้าน คติสอนใจ

    (รศ.วิเชียร เกษประทุม)
    มีครอบครัวอยู่สองครอบครัว ครอบครัวหนึ่งคนในครอบครัวนั้นใจดี มีความเมตตากรุณา เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ส่วนอีกครอบครัวนั้นใจร้าย มีแต่ความคิดอิจฉาริษยา เห็นแก่ตัว มีเทวดาองค์หนึ่งอยากทราบถึงสภาพชีวิตจิตใจของคนในเมืองมนุษย์ว่า มีจิตใจดีหรือใจร้ายอยู่มากน้อยเพียงใด จึงได้เสด็จลงมายังเมืองมนุษย์โดยแปลงเป็นพระธุดงค์ เมื่อถึงเมืองมนุษย์ซึ่งขณะนั้นเป็นเวลาบ่ายแล้ว ก็ตรงไปยังบ้านของคนใจร้าย พบสองสามีภรรยาอยู่ที่บ้านพอดี จึงเอ่ยขึ้นว่า

    "โยม อาตมาขอน้ำฉันสักขันหนึ่งเถอะ อาตมาเดินทางมาไกลรู้สึกกระหายน้ำจังเลย"

    "น้ำที่บ้านฉันไม่มีเลยท่าน นิมนต์ไปขอที่บ้านอื่นเถอะ"

    "อย่างนั้นขออาตมาปักกลดอยู่ในบริเวณบ้านของโยมหน่อยจะได้ไหมโยม"

    "คงไม่ได้หรอกท่าน เพราะบริเวณบ้านของฉันมันคับแคบ ไม่มีที่พอจะให้ท่านปักกลดได้หรอก"

    "งั้นก็ไม่เป็นไร อาตมาลาก่อนละนะโยม" ว่าแล้วพระธุดงค์ก็เดินออกจากบ้านสามีภรรยาใจร้ายไปด้วยความผิดหวัง คิดในใจว่า "นี่หรือน้ำใจของมนุษย์ที่มักแสดงตนว่าตนเองเป็นสัตว์ประเสริฐ"

    พระธุดงค์ก็เดินทางต่อไป จนถึงบ้านของคนใจดีสองสามีภรรยาเห็นพระธุดงค์เข้า ก็รีบลงจากบ้านมายกมือไหว้ แล้วพูดกับพระธุดงค์ว่า

    "พระคุณเจ้าจะไปไหนหรือครับ นิมนต์ขึ้นบนบ้านก่อนครับ" สามีพูด

    "ขอบใจมากโยม อาตมาธุดงค์มาเพื่อโปรดญาติโยมนี่แหละ"

    "ขอบพระเดชพระคุณท่านมาก ที่ได้เมตตามาโปรดถึงที่นี่ ขอท่านได้ฉันน้ำแก้กระหายก่อนครับ" สามีพูดพร้อมกับยกน้ำขึ้นถวาย แล้วพูดต่อไปว่า

    "คืนนี้ ผมขอนิมนต์ท่านปักกลดอยู่ที่นี่ก่อน อย่าเพิ่งธุดงค์ไปไหนนะครับ เพื่อผมสองคนจะได้มีโอกาสได้ทำบุญบ้าง"

    "ขอบใจมากจ้ะโยม โยมมีน้ำใจต่ออาตมามากเหลือเกิน อาตมาจะไม่ลืมบุญคุณของโยมเลย" พระธุดงค์พูด

    คืนนั้นพระธุดงค์ได้ปักกลดอยู่ในบริเวณบ้านของสามีภรรยาผู้ใจดีนั้น ครั้นถึงรุ่งเช้า สองสามีภรรยาได้นำอาหารมาถวายพระธุดงค์ เมื่อพระธุดงค์ฉันอาหารเสร็จแล้ว ก็ได้ให้พรสองสามีภรรยา และท่านได้พูดกับสองสามีภรรยาผู้มีน้ำใจว่า

    "โยม ก่อนที่อาตมาจะจากโยมไป อาตมาไม่มีสิ่งใดจะตอบแทนในน้ำใจอันประเสริฐของโยม นอกจากต้นไม้ต้นนี้ ขอให้โยมนำไปปลูกดูแลให้ดีเถิด" พระธุดงค์พูดแล้วก็ส่งต้นไม้นั้นให้สามีคนใจดี

    เมื่อพระธุดงค์จากไปแล้ว สองสามีภรรยาแห่งบ้านคนใจดีก็นำต้นไม้นั้นไปปลูกไว้ใกล้ๆ บ้านของตน ชั่วเวลาเพียง ๗ วันเท่านั้น ต้นไม้วิเศษต้นนั้นก็โตวันโตคืน โตจนโอบไม่รอบ สองสามีดีใจมากจึงปรึกษากันว่าจะอาต้นไม้นั้นไปทำอะไรดี

    ในที่สุดก็ตกลงโค่นต้นไม้นั้น แล้วนำมาทำครกกับสากตำข้าว พอทำเสร็จแล้วก็เอาข้าวมาตำ ข้าวกระบุงหนึ่งตำมาออกได้หลายสิบกระบุง ยิ่งตำข้าวมากก็ยิ่งออกมามากออกมาไม่หยุด ทำให้สองสามีภรรยาแห่งบ้านคนใจดีร่ำรวยขึ้นมาอย่างรวดเร็ว เป็นคนมีอันจะกิน มีฐานะดีขึ้นกว่าแต่ก่อนมาก เรื่องครกตำข้าวของบ้านคนใจดี ได้ลือไปถึงบ้านของคนใจร้ายสองสามีภรรยา บ้านคนใจร้ายจึงคิดอยากจะได้ครกวิเศษลูกนั้นมาตำข้าว จะได้ร่ำรวยอย่างครอบครัวของคนใจดีบ้าง เมื่อคิดดังนั้นแล้วจึงตรงไปยังบ้านของคนใจดีทันที ครั้นถึงภรรยาของบ้านคนใจร้ายก็เอ่ยขึ้นว่า

    "นี่ท่านทั้งสอง ฉันขอยืมครกกับสากของท่านไปตำข้าวที่บ้านของฉันสักวันจะได้ไหมจ้ะ"

    "ได้สิจ้ะ อย่าว่าแต่วันเดียวเลย จะยืมกี่วันก็ได้ ตำข้าวเสร็จเมื่อไรก็นำเอามาคืนก็แล้วกัน ฉันไม่หวงหรอก" ภรรยาบ้านคนใจดีพูด

    "อย่างนั้นก็ขอบใจท่านทั้งสองมาก ที่ได้ให้ครกกับสากฉันขอยืม ฉันลาก่อนละนะ อีกสองสามวันจะเอามาคืน" ภรรยาบ้านคนใจร้ายพูด แล้วก็ช่วยกันกลิ้งครกไป เมื่อถึงบ้านของตน ทั้งสองสามีภรรยาบ้านคนใจร้ายก็รีบนำข้าวเปลือกมาตำ ตอนแรกทดลองใส่ข้าวไปหนึ่งกระบุงก่อนแล้วก็ลงมือตำ ตำไปได้สักพักปรากฏว่าข้าวหดตัว ลดเหลือเพียงครึ่งกระบุง จึงใส่ข้าวเปลือกลงไปสองกระบุง ตำแล้วข้าวหดตัวเหลือเพียงหนึ่งกระบุง ยิ่งเอาข้าวมาตำมากเท่าไหร่ ข้าวก็หดลดน้อยลงเท่านั้น จนทั้งสองสามีภรรยาไม่กล้าเอาข้าวมาตำอีก ด้วยความโกรธสองสามีภรรยาแห่งบ้านคนใจร้าย จึงช่วยกันเอามีดมาผ่าครกกับสากที่ขอยืมมาจากบ้านคนใจดีจนแหลกใช้การไม่ได้

    ฝ่ายสองสามีภรรยาแห่งบ้านคนใจดี เมื่อทราบข่าวว่า ครกกับสากของตน ที่คนใจร้ายขอยืมไปนั้น ถูกฟันทำลายจนแหลกใช้การไม่ได้ ก็เดินทางไปยังบ้านของคนใจร้าย พบเศษครกกับสากทิ้งอยู่เกลื่อนก็เก็บเอาทั้งหมด แล้วนำกลับบ้าน เมื่อถึงบ้านแล้ว สองสามีภรรยาบ้านคนใจดีก็ปรึกษากันว่า จะนำเศษไม้มาทำอะไรกันดี ในที่สุดก็ตกลงว่าจะทำหีบใส่ของ ชั่วเวลาไม่นาน ทั้งสองสามีภรรยาก็ช่วยกันทำหีบไม้ได้สำเร็จดังใจ เมื่อได้หีบไม้มาแล้วก็นำเอาเงินและทองที่เก็บสะสมมาเป็นเวลานาน ซึ่งมีเพียงเล็กน้อยเท่านั้นใส่ลงไปในหีบ

    [​IMG] ครั้นวันรุ่งขึ้น ได้นำหีบมาเปิดดูก็พบทองคำเต็มหีบ ทั้งสองสามีภรรยาบ้านคนใจดีจึงร่ำรวยยิ่งขึ้น เรื่องหีบวิเศษของบ้านคนใจดีได้ลือไปถึงบ้านของคนใจร้ายอีกเช่นเคย สองสามีภรรยาบ้านคนใจร้าย จึงคิดอยากจะได้หีบวิเศษนั้นมาใส่เงินทองของตน จะได้ร่ำรวยอย่างครอบครัวของคนใจดีบ้าง เมื่อคิดดังนั้นแล้วจึงตรงไปยังบ้านคนใจดีทันที ครั้นถึงภรรยาของบ้านคนใจร้ายก็เอ่ยขึ้น

    "นี่ท่านทั้งสอง ฉันขอยืมหีบของท่านไปใส่เงินใส่ทองบ้างจะได้ไหม๊ ฉันอยากจะรวยอย่างท่านทั้งสองบ้าง"

    "ได้สิจ้ะ ฉันไม่หวงหรอก แต่อย่าทำลายหีบของฉันอีกก็แล้วกัน" ภรรยาบ้านคนใจดีพูด

    "จ๊ะ ฉันสัญญาว่าจะไม่ทำแบบนั้นอีก ถ้าท่านให้ฉันขอยืม"

    [​IMG] "เอ๊า นี่หีบ เมื่อเธอเสร็จธุระแล้วก็รีบนำมาส่งฉันก็แล้วกัน" ภรรยาบ้านคนใจดีพูด พร้อมส่งหีบไม้ให้กับภรรยาบ้านคนใจร้าย ทั้งสองสามีภรรยาบ้านคนใจร้ายเมื่อได้หีบแล้วก็รีบนำกลับมายังบ้านของตน ทันที เมื่อถึงบ้านก็รีบนำเงินและทองที่เก็บสะสมมาทั้งหมดใส่ลงในหีบ แล้วปิดหีบนำไปเก็บไว้ พอรุ่งเช้าก็รีบนำหีบมาเปิดออกดู ในใจทั้งสองคนคิดว่าคงจะมีทองคำเต็มหีบอย่างแน่นอน แต่เหตุการณ์กลับตรงกันข้าม ปรากฏว่าในหีบใบนั้นมีแต่ก้อนหินเต็มไปหมด

    ทั้งสองสามีภรรยาบ้านคนใจร้ายเห็นดังนั้น ต่างหน้ามืดจะเป็นลมด้วยความโกรธ จึงหยิบหีบใบนั้นทุ่มลงกับพื้นจนหีบแตกกระจาย เพราะหีบวิเศษทำให้เขาประสบหายนะล่มจม เงินทองที่หามา ได้ตลอดชีวิตไม่มีเหลือเลย กลายเป็นหินไปหมดนั่นเอง

    ข้อคิด [​IMG]

    ๑. คนที่มีความเมตตากรุณา เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ เสียสละช่วยเหลือผู้อื่นเสมอ ทำสิ่งใดก็จะประสบแต่ความเจริญรุ่งเรือง

    ๒. คนที่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัว คิดเอาแต่ได้ฝ่ายเดียว ไม่เคยเป็นผู้ให้ จิตใจคับแคบ ทำสิ่งใดก็จะประสบแต่อุปสรรคและความหายนะ

    ๓. ความโลภอยากได้ของคนอื่นมาเป็นของตน จะนำมาซึ่งความทุกข์ความเดือดร้อนแก่ตนเองและครอบครัว

    :- http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=5&t=45231
     
  8. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    58,374
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +34,565
    ห้ามเหยียบเป็ด
    สามสาวเพื่อนซี้ปึก เกิดอุบัติเหตุเสียชีวิตพร้อมกัน
    แล้ววิญญาณของพวกเธอก็ได้ขึ้นไปบนสวรรค์ทั้ง 3 คน
    เมื่อพวกเธอไปถึงประตูสวรรค์
    ก็ได้พบผู้ดูแลสวรรค์ยืนอยู่หน้าประตู แล้วพูดกับพวกเธอว่า

    "ยินดีต้อนรับสู่สวรรค์ พวกเธอเข้าไปได้
    แต่มีกฎอยู่ข้อเดียวคือ...ห้ามเหยียบเป็ด..."

    สามสาวก็งงไปตามๆ กันว่าทำไมต้องห้ามเหยียบเป็ด
    แต่เมื่อพวกเธอผ่านเข้าไปในประตูสวรรค์แล้วก็ถึงบางอ้อ..
    ก็เพราะว่าในสวรรค์ มีแต่เป็ดเต็มไปหมด ซึ่งเป็นไปไม่ได้เลยที่จะไม่เหยียบ
    แต่พวกเธอก็ระวังกันสุดฤทธิ์ ในที่สุดหญิงสาวคนที่ 1 ก็เหยียบเป็ดจนได้

    UglyDuckling.jpg

    และแล้วผู้ดูแลสวรรค์ก็มาหาเธอ
    พร้อมกับชายหน้าตาหน้าเกลียดที่สุดเท่าที่เธอเคยเห็นมา

    ผู้ดูแลสวรรค์กล่าวว่า

    "เธอเหยียบเป็ด ดังนั้นเธอจะต้องถูกผูกติดกับชายคนนี้ไปตลอดนิรันดร์กาล"

    แล้วทั้งคู่ก็ถูกผูกติดกัน ผู้ดูแลสวรรค์ก็เดินจากไป
    ไม่นานนัก หญิงสาวคนที่ 2 ก็เหยียบเป็ดอีก
    และเธอก็ถูกทำเช่นเดียวกับเพื่อนของเธอ
    เมื่อหญิงสาวคนที่ 3 เห็นดังนั้น จึงวิตกและกลัวเป็นอันมาก

    เธอไม่อยากจะเป็นอย่างเพื่อนของเธอทั้ง 2 คน
    จึงระมัดระวังเป็นอันมากทุกฝีก้าวของเธอ
    จนเวลาผ่านไปเนิ่นนาน เธอไม่ได้เหยียบเป็ดเลยสักตัว

    แต่ไม่นานนัก ผู้ดูแลสวรรค์ก็มาหาเธอพร้อมกับชายหนุ่มรูปงามที่สุดมากๆๆ
    ซึ่งเธอไม่เคยเห็นที่ไหนมาก่อน แล้วผู้ดูแลสวรรค์ก็จับทั้งคู่ผูกติดกัน แล้วเดินจากไปโดยไม่ได้พูดอะไร
    หญิงสาวตื่นเต้นและดีใจมาก แต่พยายามอดกลั้นไว้ในใจ

    แล้วเธอก็กระมิดกระเมี้ยนเอ่ยถามชายคนนั้นว่า

    "ไม่รู้ว่าอะไรนะคะ ที่ทำให้ฉันได้มาผูกติดกับคุณ"

    ชายคนนั้นพูดอย่างหงุดหงิดว่า

    "ผมก็ไม่รู้เหมือนกัน แต่เท่าที่รู้ก็คือ ผมเหยียบเป็ด"
    :- http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=5&t=18903

     
  9. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    58,374
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +34,565
    พระที่ถูกมองข้าม
    มีชนบทแห่งหนึ่งในประเทศจีน ตั้งอยู่เชิงเขา เป็นภูมิประเทศที่สงบ อุดมสมบูรณ์ด้วยพืชพันธุ์ธัญญาหาร มีธารน้ำใสไหลผ่านหมู่บ้าน ต้นไม้ทุกต้นใบสดเขียวขจี ในทุ่งนาก็สะพรั่งด้วยต้นข้าวที่ชูรวงเป็นสีทองตัดกับท้องฟ้าสีคราม มองไปทางไหนก็ชื่นฉ่ำเจริญตา ชาวชนบทส่วนใหญ่มีอาชีพออกไปทำไร่ไถนา ผู้อยู่เรือนก็ปั่นฝ้ายทอผ้า ต่างก็มีความสุข มีฐานะมั่งคั่ง เหนือขึ้นไปบนยอดเขา มีกุฎีพระภิกษุอยู่จำศีลภาวนา

    เชิงเขามีกระท่อมน้อยหลังหนึ่ง เป็นที่อยู่ของสองแม่ลูก แม่นั้นแม้อายุจะย่างเข้าสู่วัยชรา แต่นางยังแข็งแรงพอที่จะรับจ้างเขาทำงานหาเลี้ยงลูกได้ บุตรของนางเป็นเด็กรุ่นหนุ่มใหญ่ ไม่เอาการเอางาน ดื้อด้าน ไม่เชื่อฟังถ้อยคำมารดา ไม่สนใจในความเหนื่อยยากของแม่ ที่ตรากตรำทำงานหนัก เอาแต่เที่ยวเตร่เล่นสนุก ถึงกระนั้นนางก็รักเขาอย่างสุดสวาทขาดใจ คอยเอาอกเอาใจมิให้อนาทร

    วันหนึ่งเขาแลเห็นเพื่อนกราบพระพุทธรูป ก็นึกในใจว่า การที่เพื่อนของเขามีฐานะดี คงเป็นเพราะหมั่นกราบไหว้พระ เย็นวันนั้นเขาจึงขึ้นไปบนเขา เข้าไปนมัสการขอพระพุทธรูปจากพระภิกษุที่พำนักอยู่บนยอดเขา เพื่อไปบูชาไว้ที่เรือน หวังจะได้มั่งคั่งเหมือนคนทั้งหลาย

    พระภิกษุได้ฟังก็กล่าวว่า "ฟังก่อน เหม็ง เจ้าจะแก้จนด้วยการกราบไหว้พระนั้นไม่สำเร็จดอก ป่วยการเปล่า ในเมื่อที่เรือนของเจ้าก็มีพระอยู่แล้ว จงเคารพบูชาท่านเถิด เจ้าจักจำเริญ"

    เหม็งได้ฟังก็ฉงน อุทานว่า "ที่บ้านของกระผมไม่เคยมีพระเลยสักองค์ กระผมยากจนนักหนา จึงอยากได้ไปไว้บูชากับเขาบ้าง"

    พระภิกษุยังคงยืนกรานว่า "กลับไปเถิด เหม็ง พระเฝ้ารออยู่ที่บ้านแล้ว กลับถึงบ้านคืนนี้ เมื่อเจ้าเคาะประตู ท่านจะออกมาเปิดรับเจ้าอย่างรีบร้อน ผลีผลามเสียจนใส่รองเท้ากลับข้าง เสื้อที่สวมก็กลับด้านนอกอยู่ข้างใน"

    เหม็งได้ฟังก็สนเท่ห์ยิ่งนัก นมัสการลาพระภิกษุ รีบกลับฝ่าลมหนาวและละอองน้ำค้างมาตลอดทาง กว่าจะถึงบ้านก็เปียกโชกไปทั้งตัว ทันทีที่เขาเคาะประตูกระท่อม ผู้ที่เปิดประตูรับเขา ก็คือมารดาของเขานั่นเอง

    เหม็งสังเกตเห็นนางสวมรองเท้ากลับข้าง เสื้อที่ใส่ก็กลับ พอเห็นลูกชาย นางก็เอ่ยขึ้นว่า "เหม็ง..ลูกหายไปไหนมา แม่เป็นห่วง กลัวลูกจะไปเป็นอันตราย แม่ตั้งตาคอยตั้งแต่หัวค่ำจนดึก อ้าว นั่น..ลูกเปียกปอนไปหมดทั้งตัว ไปเปลี่ยนเสื้อผ้าเสีย แล้วไปผิงไฟที่หน้าเตา เจ้าหิวไหม แม่จะไปเอาข้าวมาให้กิน"

    กระแสเสียงที่หลั่งออกมานั้นนุ่มนวลนัก เปี่ยมด้วยความรักความห่วงใย ความเมตตาปราณีที่บริสุทธิ์ใจ เขาหวนระลึกถึงคำของพระภิกษุบนยอดเขา ก็ประจักษ์แจ่มแจ้งในบัดนั้นเองว่า แม่นี่แหละคือพระของเขา พระที่อยู่ใกล้ตัวมาแต่อ้อนแต่ออก แต่เขาเองละเลยไม่เคยคิดเอาใจใส่ แม่เท่านั้นที่จะให้ความรักใคร่เอ็นดูอย่างบริสุทธิ์ แม่เท่านั้นที่จะเสียสละชีวิตให้ลูกได้ทั้งเลือดเนื้อ มุ่งหวังแต่จะให้ลูกมีความสุข ความเจริญ แม่เป็นผู้มีแต่ให้ ไม่หวังสิ่งตอบแทน ตัวกูนี่สิ มีแต่จะรับเอาถ่ายเดียว

    นับแต่นั้นมา เขาก็บำเพ็ญตนอยู่ในโอวาท เทิดทูน เคารพบูชามารดาของเขาเหนือสิ่งใดๆในโลก
    :- http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=5&t=25734
     
  10. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    58,374
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +34,565
    -1.jpg
    กาแฟใส่เกลือ
    เขาเจอเธอในงานเลี้ยงแห่งนึง
    เธอดูโดดเด่นมากและมีคนมากมายรุมล้อมเธอ
    ในขณะที่เขาดูเป็นผู้ชายธรรมดาคนนึง
    ไม่มีใครใส่ใจเขาเลย

    และหลังงานเลี้ยงเลิก
    เขาได้มีโอกาสชวนเธอไปทานกาแฟต่อ
    เธอประหลาดใจมาก
    แต่ท่าทีที่สุภาพของเขา ทำให้เธอตอบตกลง

    พวกเขานั่งในร้านกาแฟดีๆแห่งนึง
    เขาดูประหม่าจนพูดอะไรไม่ออก
    เธอรู้สึกอึดอัดมาก จนคิดในใจว่า
    ได้โปรดให้ฉันกลับบ้านเหอะ

    แต่ทันใดนั้น.....เขาถามบ๋อยว่า ขอเกลือป่นได้ไหม
    อยากเอามาใส่ในกาแฟ
    ทุกคนในร้านหันมาจ้องเขาด้วยความประหลาดใจ
    เขาอายจนต้องก้มหน้า
    แต่ก็ยังเติมเกลือลงในกาแฟ และก็ดื่มมันเสียด้วย

    ทำให้เธอต้องถามเขาอย่างอดไม่ได้ว่า ทำไมชอบกาแฟรสชาติแบบนี้
    เขาตอบว่า เมื่อเขายังเด็กบ้านเกิดเขาอยู่ริมทะเล
    เขาเป็นลูกน้ำเค็มเล่นกับทะเลทุกวัน เคยชินกับรสเค็มของเกลือ
    เหมือนกับรสชาติของกาแฟเค็ม
    เพราะฉะนั้นเมื่อทุกครั้งที่เขาได้ลิ้มรสกาแฟเค็มๆเขาก็จะคิดถึงวัยเด็ก
    คิดถึงบ้านเกิด เขาคิดถึงพ่อแม่ทียังอยู่ที่นั่น

    เขาเล่าไปก็น้ำตาไหลอาบแก้ม
    เธอรู้สึกสงสารเขาจับใจ
    นั่นเป็นความในใจลึกๆของเขา
    ผู้ชายคนไหนที่กล้าบอกว่าเขาคิดถึงบ้าน
    แสดงว่าเขาต้องรักครอบครัวอย่างมาก
    และมีความรับผิดชอบต่อครอบครัว
    ดังนั้นเธอก็เริ่มประทับใจในตัวเขา เริ่มชวนเขาคุย
    เล่าถึงบ้านเกิดของเธอบ้าง ชีวิตในวัยเด็ก ครอบครัวของเธอ
    เธอกับเขาคุยกันถูกคอมากขึ้นเรื่อยๆ
    และจากการเริ่มต้นที่ดี ทำให้เขากับเธอคืบหน้าความสัมพันธ์ต่อไป

    จนในที่สุด เธอก็ค้นพบว่า เขาคือผู้ชายแบบที่เธอต้องการอย่างแท้จริง
    เขาใจกว้าง อ่อนโยน อบอุ่น และดูแลเป็นอย่างดี เขาเป็นผู้ชายที่สมบูรณ์แบบ
    แต่เธอเกือบจะมองข้ามเขาไป!
    ต้องขอบคุณกาแฟแก้วนั้น

    และชีวิตรักที่สวยงามเช่นนี้ ก็เหมือนดังเรื่องทั่วไป
    เมื่อเธอตกลงใจแต่งงานกับเขา และก็มีความสุขมาโดยตลอด....
    โดยทุกๆครั้งที่เธอชงกาแฟให้กับเขา
    เธอต้องใส่เกลือลงไปในกาแฟให้ทุกครั้งไป
    เธอรู้ว่านี่เป็นกาแฟที่เขาชอบมากที่สุด

    หลังจากนั้นอีกสี่สิบปีเขาก็จากเธอไป
    ทิ้งจดหมายไว้ให้เธอฉบับนึงข้างในมีใจความว่า

    ที่รัก อภัยให้ผมด้วย
    ที่ต้องโกหกคุณชั่วชีวิต
    มีเรื่องเดียวเท่านั้นที่ผมโกหกคุณ เรื่องกาแฟเค็มนั่น
    จำวันแรกที่เรามีนัดกันได้ไหม
    ผมประหม่ามากในตอนนั้น
    จริงๆแล้วผมต้องการน้ำตาล แต่ผมพูดผิดเป็นขอเกลือ
    ซึ่งมันยากที่จะกลับคำในตอนนั้น ผมจึงต้องปล่อยมันไป
    ซึ่งผมไม่คิดว่า นั่นจะทำให้เราได้เริ่มต้นการพูดคุยกัน
    ผมพยายามที่จะสารภาพกับคุณหลายต่อหลายครั้ง
    แต่ผมก็ไม่กล้าที่จะสารภาพออกไป
    ทำให้ผมสัญญากับตัวเองว่า จะไม่โกหกอะไรคุณอีกแม้แต่ครั้งเดียว
    ตอนนี้ผมจากไปแล้ว ผมไม่ต้องหวาดกลัวอะไรอีก
    ดังนั้นจึงเล่าความจริงในจดหมายฉบับนี้

    แท้จริงแล้วผมไม่ได้ชอบทานกาแฟรสเค็มเลยแม้แต่น้อย
    มันรสชาติค่อนข้างแย่ทีเดียว
    แต่ว่าผมทานมันตลอดทั้งชีวิตตั้งแต่ได้รู้จักคุณ
    ผมไม่เคยนึกเสียใจในสิ่งที่ทำเพื่อคุณเลย
    การได้พบคุณเป็นความสุขอันยิ่งใหญ่ที่สุดตลอดชีวิตของผม
    ถ้าผมได้มีโอกาสมีชีวิตอีกครั้ง ผมก็ยังอยากจะได้พบคุณ
    และมีคุณเป็นภรรยาผมอีกครั้งเช่นกัน
    แม้ว่าผมจะต้องดื่มกาแฟรสเค็มอีกตลอดชีวิตก็ตาม!

    น้ำตาของเธอหยดใส่กระดาษจดหมายจนเปียกชุ่ม
    และหลังจากนั้น หากมีใครถามเธอ
    กาแฟรสเติมเกลือรสชาติเป็นเช่นไร

    เธอก็จะตอบเสมอว่า "มันหวาน"

    :- http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=5&t=21287
     
  11. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    58,374
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +34,565
    กบหูหนวก
    เจ้ากบน้อย ได้มาร่วมกันจัดการแข่งขัน
    ปีนขึ้นไปบนยอดเสาเพื่อหาผู้นำของฝูง
    เมื่อการแข่งขันได้เริ่มขึ้น กบตัวที่หนึ่ง ก็ปีนขึ้นไป
    พวกฝูงกบข้างล่างก็ตะโกนขึ้นมาว่า ไม่สำเร็จหรอก เสานั้นมันสูงเกินไป
    พอพูดไม่ทันจบประโยค กบตัวแรกก็รู้สึกเหนื่อยและท้อจนตกลงมา

    กบตัวที่สอง ก็พยายามปีนขึ้นไป สักพักฝูงกบก็ตะโกนอีกว่า มันยากเกินไป
    ไม่มีใครทำได้หรอก ไม่นานกบตัวนั้นก็ตกลงมาอีก
    จนถึงตัวที่ สาม สี่ ห้า ก็เป็นเช่นเดิม
    จนถึงกบตัวที่สุดท้าย มันตั้งหน้าตั้งตาปีนขึ้นไปสูงขึ้นสูงขึ้น
    ฝูงกบข้างล่างยังตะโกนเหมือนเช่นเดิมว่า ลงมาเถอะ ไม่มีใครทำได้หรอก
    แต่กบตัวนี้ยังปีนขึ้นไปปีนขึ้นไป จนในที่สุดมันก็ปีนไปถึงยอดเสาได้

    เพื่อนๆอยากรู้ไหมคะว่าทำไมกบตัวนี้ถึงสามารถปีนถึงยอดเสา
    ไม่เหมือนกบที่ตกลงมาตัวแล้วตัวเล่า
    ที่ปีนไปได้เพราะมันหูหนวกไม่ได้ยินเสียงที่เพื่อนพ้องกบตะโกนเรียกให้ลงมา

    นิทานเรื่องนี้จึงบอกให้รู้ว่า

    คำพูดนั้นมีพลังอันยิ่งใหญ่ ที่สามารถจะดึงความฝัน ความหวัง
    ความปรารถนาในหัวใจ ของคนเราให้สูญสิ้นหมดไปได้
    เพราะฉะนั้นแล้ว ควรที่จะเลือกเก็บแต่คำพูดที่ทำให้หัวใจเราชุ่มชื่น
    และเลือกละเลยคำพูดที่ทำให้กำลังใจเราเหือดแห้งหมดหวัง
    และเหนือสิ่งอื่นใด หากมีความหวังเกิดขึ้นแล้ว
    ขอให้เชื่อมั่นในศักยภาพและเป็นตัวของตัวเองค่ะ

    :- http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=5&t=20353
     
  12. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    58,374
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +34,565
    " อำนาจแห่งจิต"

    เรื่องนี้เกิดขึ้นที่อเมริกา หลายปีมาแล้ว
    ชายคนหนึ่งเป็นคนทำความสะอาดรถแช่เย็น วันนั้นขณะที่เขากำลังทำความสะอาดห้องเย็นของรถคันหนึ่ง
    อยู่ เกิดลมพัดปิดประตูห้องเย็น
    เขาพยายามตะโกนเรียกให้คนช่วย แต่ไม่มีใครได้ยิน คนอื่นกลับบ้านไปแล้ว เพราะเป็นเย็นวันศุกร์
    กว่าจะมีคนมาอีกทีก็เช้าวันจันทร์!!!
    เขาคิดว่าเขาคงต้องตายแน่ๆ ในอุณหภูมิ -10 องศา คนปรกติคงรอดได้ไม่นาน
    เขาเลยคิดจะทำความดีครั้งสุดท้ายโดยเขียนให้รู้ว่า คนที่ต้องตายเพราะความเย็นจัดนั้นจะมีอาการเช่น
    ไร อย่างน้อยมันยังเป็นประโยชน์กับวงการแพทย์ เขาเขียนทุกอย่างที่เขารู้สึกอย่างละเอียด...

    เช้าวันจันทร์มีคนมาพบศพ ชายผู้นี้ พร้อมกับกระดาษที่เขาเขียนเอาไว้
    ทางการแพทย์ บอกว่า มันเป็นอาการของคนที่ตายจากความเย็นจัด จริงๆ ตรงทุกประการ
    แต่สิ่งเดียวที่ผิดปรกติก็คือ...ห้องเย็นนั้น ไม่ได้เปิดระบบทำความเย็นเอาไว้ มันเป็นอุณหภูมิปกติ!!!!!
    เขาตายเพราะเขาคิดไปเอง!!!!!
    **********************
    เรื่องต่อมา เป็นเรื่องที่โด่งดังมาก เกิดเมื่อ 100 ปีมาแล้ว ที่ประเทศอังกฤษ
    คุกที่เมือง บริสตอล นักโทษคนหนึ่งโดนตัดสินประหาร ชีวิตด้วยการแขวนคอในวันรุ่งขึ้น
    เย็นวันก่อนประหาร มีนักจิตวิทยา2คนที่ได้รับอนุญาตจากรัฐบาลให้ทำงานทดลอง ได้ปลอมตัว มาบอก
    กับนักโทษประหารคนนี้ว่า พรุ่งนี้แทนที่เขาจะโดนแขวนคอ ได้มีการเปลี่ยนกฎหมายใหม่จากการแขวนคอ
    มาเป็นเชือดคอแทน!!!!

    นักโทษผู้น่าสงสาร คงไม่ได้นอนทั้งคืนและคิดแต่ว่าพรุ่งนี้เช้าเขาจะต้องโดนเชือดคอ และเมื่อตอนเช้ามาถึง เขาถูกมัดมือไพล่หลังเอาผ้าปิดตา และถูกพาตัวมา ณ ห้องแห่งหนึ่งซึ่งเขาไม่รู้เลยว่า มัน เป็นแค่ห้องสังเกตการณ์ เฉยๆ เขานึกว่าเป็นห้องประหาร!!!

    ได้มีการจัดฉากไว้เรียบร้อย ในห้องนั้นมี นักจิตวิทยา เจ้าหน้าที่ของรัฐบาล และ มีพระมาสวดครั้งสุดท้ายให้เขาและนักจิตวิทยาคนแรก แสดงเป็นคนลงมือเชือดคอนักโทษคนนี้
    มีดที่ใช้เชือดคอ ก็คือมีดแบบที่เขาใช้โกนหนวด แต่เขาเอาด้านทื้อของมีดพาดผ่านไปที่ลำคอ
    (เขาบอกว่ามีดนั้นไม่ได้สัมผัสลำคอนักโทษเลยแม้แต่น้อย ) แล้วนักจิตวิทยา อีกคน ทำเสียงน้ำไหล ให้เหมือนเลือดกำลังไหลนักโทษคนนี้ รู้สึกเย็นที่ลำคอเพราะโลหะของมีดโกน และได้ยินเสียงน้ำไหลเขาคิดว่า เลือดเขากำลังไหลออกจากคอหอย แล้วเขาก็ล้มลงสิ้นใจตรงนั้นเอง !!!!! เขาตายเพราะเขาเชื่อว่าเขาตายแน่
    เขาคิดไปเอง!!!!
    :- http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=5&t=23156

     
  13. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    58,374
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +34,565
    มาอย่างไรไปอย่างนั้น...
    มาลาวชิโร
    คนเราจะดีหรือชั่วขึ้นอยู่กับการกระทำของตนเป็นสำคัญ
    ไม่มีใครหรืออะไรที่จะมาดลบันดาลให้เราเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ได้
    ความโชคร้ายหรือโชคดีของชีวิตก็เช่นเดียวกัน
    ไม่ได้มีใครกำหนดให้เรา แต่เราเป็นผู้กำหนดเองทั้งสิ้น
    ด้วยการกระทำต่างๆ ของเราเอง
    ผู้ฉลาดจึงเลือกทำแต่กรรมดี ส่วนคนโง่ย่อมทำความชั่ว
    เพราะไม่รู้ ไม่เข้าใจ ในความเป็นไปของกฎแห่งกรรม

    ตัวอย่างต่อไปนี้เป็นเพียงตัวอย่างหนึ่งของคนผู้มีปัญญา
    ที่เข้าใจกฎเกณฑ์ของธรรมชาติ และได้ปฏิบัติต่อธรรมชาติอย่างถูกต้อง
    จนได้รับผลดีมีความสุขตามกฎเกณฑ์นั้น
    ถึงแม้พวกเขาจะสูญเสียบุคคลผู้เป็นที่รักที่สุดในชีวิต
    แต่ก็สามารถมีรอยยิ้มได้อย่างเต็มใบหน้า
    เพราะปัญญาที่เข้าใจกฎเกณฑ์ของธรรมชาติอย่างแท้จริงนี่เอง

    เรื่องมีอยู่ว่า ครั้งพุทธกาลอุบาสกคนหนึ่งอาศัยอยู่ใน กรุงสาวัตถี
    เขามีบุตรชายผู้เป็นที่รักมาก แต่จู่ๆ บุตรของเขาก็เสียชีวิตลง
    เขาจึงเศร้าโศกเสียใจมาก ได้แต่ร้องไห้รำพึงรำพันถึงลูกจนไม่เป็นอันกินอันนอน

    พระศาสดาเสด็จออกจากพระมหากรุณาสมาบัติ
    และทรงตรวจดูสัตว์โลกด้วยพุทธจักษุตามปกติ และทรงเห็นอุบาสกนั้น
    พอรุ่งเช้าพระองค์จึงทรงอุ้มบาตรเสด็จไปยังบ้านของเขา
    แล้วได้ประทับยืนอยู่ที่หน้าบ้าน
    เมื่ออุบาสกทราบว่าพระศาสดาเสด็จมา จึงรีบออกไปนิมนต์ให้เสด็จเข้าไปในบ้าน

    พระองค์ตรัสกับอุบาสกนั้นว่า
    “ดูก่อนอุบาสก ทำไมหน้าตาของท่านจึงดูเศร้าโศกเหลือเกิน”

    เขาจึงกราบทูลพระพุทธองค์ว่า ลูกที่เขารักมากได้ตายจากไปแล้ว
    จึงเศร้าโศกเสียใจเพราะคิดถึงลูก ครั้นพระศาสดาได้ฟังแล้ว
    จึงคิดที่จะทำความเศร้าโศกของอุบาสกให้บรรเทาลง จึงตรัสว่า

    “ชื่อว่าสิ่งที่มีการแตกทำลายเป็นธรรมดา ย่อมจะแตกทำลายไป
    ชื่อว่าสิ่งที่มีการพินาศไปเป็นธรรมดา ย่อมจะพินาศไป
    สิ่งที่มีการแตกและการพินาศไปนั้น จะมีแก่คนผู้เดียวเท่านั้นก็หามิได้
    จะมีในหมู่บ้านเดียวเท่านั้น ก็หามิได้
    ชื่อว่าสภาวธรรม คือ ความไม่ตายย่อมไม่มีในภพทั้งสาม
    ในจักรวาลอันหาประมาณมิได้
    แม้สังขารอย่างหนึ่งซึ่งสามารถดำรงอยู่โดยภาวะนั้นเท่านั้น
    ชื่อว่าเที่ยงยั่งยืนย่อมไม่มี
    สัตว์ทั้งปวงมีความตายเป็นธรรมดา
    สังขารทั้งหลายมีการแตกสลายไปเป็นธรรมดา”

    แล้วทรงยกเทศนามาตรัสเล่าให้อุบาสกฟังความว่า
    นานมาแล้ว ในเมืองพาราณสี แคว้นกาสี มีตระกูลพราหมณ์ชื่อว่า ธรรมปาละ ตระกูลนี้เป็นครอบครัวใหญ่ มีพ่อ แม่ ลูกชาย ลูกสาว ลูกสะใภ้ และคนใช้
    ทุกคนชอบเจริญมรณานุสสติ ระลึกนึกถึงความตายอยู่ตลอดเวลา
    เพื่อจะทำให้ตนเองไม่ประมาทในการดำเนินชีวิต ฉะนั้นหากใครจะออกจากบ้าน จะต้องให้โอวาทคนที่อยู่ในบ้านก่อนแล้วค่อยออกไป

    อยู่มาวันหนึ่ง พ่อกับลูกชายจะออกจากบ้านไปไถนา
    ลูกชายเห็นหญ้า ใบไม้และฟืนแห้งๆ กองรวมกันอยู่ จึงจุดไฟเผา
    พอไฟลุกไหม้ก็มีงูเห่าตัวหนึ่งเลื้อยออกมาจากกองใบไม้ เพราะกลัวถูกไฟเผา เขาไม่ทันระวังตัวจึงถูกงูกัด จนขาดใจตาย หลังจากตายแล้วก็ไปเกิดเป็นท้าวสักกเทวราชา

    เมื่อพ่อรู้ว่าลูกชายตาย จึงบอกกับบุรุษผู้หนึ่งที่เดินผ่านมาตรงนั้นว่า
    “สหายเอ๋ย ท่านจงกลับไปบอกภรรยาของเราที่บ้านหน่อยเถิดว่าให้อาบน้ำ
    นุ่งผ้าขาว แล้วเอาอาหารและดอกไม้ของหอม เป็นต้น
    ที่สำหรับกินได้คนเดียว แล้วให้รีบมาหาเรา”

    บุรุษนั้นก็รีบกลับไปทำตามที่พราหมณ์ธรรมปาละบอกไว้
    และเมื่อภรรยาของเขาพร้อมด้วยบริวารมาถึง ก็ยกศพลูกชายขึ้นวางบนเชิงตะกอนจุดไฟเผา โดยไม่มีความเศร้าโศกเสียใจแต่อย่างใด
    ทั้งหมดได้ยืนพิจารณาซากศพนั้นว่าเป็นเหมือนกับเผาท่อนไม้ท่อนหนึ่งเท่านั้นเอง

    ลูกชายของเขาที่ไปเกิดเป็นท้าวสักกะนั้น ได้พิจารณาชาติก่อนของตนเอง และบุญที่เคยได้กระทำไว้ จึงทรงคิดที่จะโปรดพวกญาติๆ
    จึงได้แปลงเป็นพราหมณ์มาในที่นั้น แต่เมื่อเห็นพวกญาติไม่ร้องไห้เศร้าโศกเสียใจ จึงถามขึ้นว่า

    “คนที่ตายเป็นศัตรูของพวกท่านหรือ?”

    เมื่อได้รับคำตอบว่าไม่ใช่ศัตรู แต่เป็นลูกชายที่รักมาก
    ท้าวสักกะก็สงสัย จึงถามต่อไปว่า “หากเขาเป็นคนที่พวกท่านรัก
    ทำไมเมื่อเขาตาย พวกท่านจึงไม่เศร้าโศกเสียใจเลยล่ะ”

    ธรรมปาละผู้เป็นพ่อจึงบอกว่า “ลูกของเราละร่างกายอันคร่ำคร่าของตนไป
    ก็เป็นเหมือนกับงูลอกคราบ เมื่อร่างกายใช้สอยไม่ได้แล้ว ถึงแก่ความตายแล้ว ศพนี้ย่อมไม่รับรู้ว่าพวกญาติร้องไห้คร่ำครวญ
    ฉะนั้น พวกเราจะร้องไห้ เศร้าโศกถึงเขาทำไมกันเล่า
    เขาเคยทำกรรมใดไว้ เขาก็จะต้องไปตามกรรมที่เขาเคยทำไว้แล้วนั่นเอง”

    ท้าวสักกะจึงถามผู้เป็นแม่ว่า “ผู้ตายนั้นเป็นอะไรกับท่านหรือ”

    ผู้เป็นแม่ได้ตอบว่า “เขาเป็นลูกชายของฉัน ฉันอุ้มท้องมาถึง ๑๐ เดือน
    ให้ดื่มน้ำนม ประคบประหงมมือและเท้าจนเขาโตเป็นผู้ใหญ่”

    ท้าวสักกะถามต่อไปว่า “บิดาไม่ร้องไห้ เพราะเป็นบุรุษก็ยกไว้
    ส่วนมารดาซึ่งโดยปกติมักจะเป็นคนมีจิตใจอ่อนโยนอ่อนไหวง่าย
    แล้วทำไมท่านจึงไม่ร้องไห้ล่ะ”

    นางได้ฟังดังนั้น จึงบอกสาเหตุที่ไม่ได้ร้องไห้เพราะลูกตายว่า
    “ลูกชายของฉัน ฉันไม่ได้เชิญมาก็มาเองจากปรโลก
    แม้เมื่อจะไปจากมนุษยโลกนี้ ดิฉันก็มิได้อนุญาตให้เขาไป
    เขามาอย่างใด เขาก็ไปอย่างนั้น ทำไมต้อง ร้องไห้เพราะการเดินทางจากโลกนี้ไปสู่โลกหน้าของเขาด้วยเล่า ศพของเขาที่ถูกเผาอยู่ ย่อมไม่รู้สึกอะไร เพราะฉะนั้น ฉันจึงไม่ร้องไห้ถึงเขา
    เขาเคยทำกรรมใดไว้ ย่อมไปตามกรรมที่เขาทำไว้นั่นเอง”

    ครั้นท้าวสักกะได้ฟังคำตอบจากแม่แล้ว จึงหันไปถามน้องสาวว่า
    ไม่รักพี่ชายหรือ หรือจึงไม่เสียใจ นางตอบว่า

    “ถ้าฉันมัวแต่ร้องไห้เสียใจก็จะผ่ายผอม ฉันจะได้ประโยชน์อะไร
    พวกญาติก็จะพลอยเป็นกังวลไปด้วย
    พี่ชายของฉันที่ถูกเผาอยู่ ก็ย่อมจะไม่รับรู้ว่าฉันเสียใจ
    เพราะฉะนั้นฉันจึงไม่ร้องไห้เสียใจถึงเขา”

    ท้าวสักกะได้ฟังคำตอบของน้องสาวแล้ว
    จึงหันไปถามภรรยาในลักษณะเดียวกัน ภรรยาก็ตอบว่า

    “ผู้ใดเศร้าโศกถึงคนที่ตายไปแล้ว ผู้นั้นก็เปรียบเหมือน
    เด็กทารกร้องไห้ถึงพระจันทร์ที่ลอยอยู่กลางอากาศ
    ศพของสามีฉันที่กำลังถูกเผาอยู่
    ย่อมไม่รับรู้ถึงการร้องไห้คร่ำครวญ ของฉันและญาติๆเลย
    ฉะนั้นฉันจึงไม่ร้องไห้เสียใจเลย”

    เมื่อฟังคำตอบจากภรรยาแล้ว จึงหันไปถามคนรับใช้ซึ่งตอบว่า
    “ฉันไม่ร้องไห้เสียใจ ก็เพราะคิดว่า หม้อน้ำที่แตกแล้ว
    จะให้ประสานติดกันอีกย่อมเป็นไปไม่ได้”

    ท้าวสักกะครั้นได้ฟังถ้อยคำของทุกคนแล้ว จึงมีจิตเลื่อมใส ตรัสว่า
    “ท่านทั้งหลาย เจริญมรณัสสติดีแล้ว
    ตั้งแต่นี้ต่อไปพวกท่านไม่ต้องทำไร่ไถนาแล้ว
    ว่าแล้วก็เนรมิตรบ้านของพวกเขาให้เต็มไปด้วยรัตนะ ๗ ประการ และให้โอวาทว่า

    “ท่านทั้งหลาย อย่าประมาทในการดำเนินชีวิต จงให้ทาน รักษาศีล ทำอุโบสถกรรม”
    และก่อนจะกลับท้าวสักกะ ก็ได้บอกความจริงแก่พวกญาติว่า
    ท่านก็คือลูกชายของบ้านนี้ที่ตายไปนั่นเอง

    ส่วนพวกญาติยังคงขวนขวายในการทำบุญให้ทานปฏิบัติธรรมจนตลอดชีวิตและเมื่อทุกคนตายไปก็ไปบังเกิดในเทวโลก
    เพราะอานุภาพของบุญที่พวกเขาได้สั่งสมไว้แล้วนั่นเอง

    .......

    ผู้มีปัญญา เมื่อทราบว่าชีวิตเป็นของไม่แน่นอน
    จึงไม่ควรประมาทในการดำเนินชีวิต
    รีบสั่งสมกรรมดีไว้มากๆ ก่อนที่จะไม่มีโอกาสได้กระทำอีกต่อไป
    กรรมดีจะช่วยให้เรามีความสุขทั้งในชาตินี้และชาติต่อๆ ไป

    (จากหนังสือธรรมลีลา ฉบับที่ 93 ส.ค. 51 โดยมาลาวชิโร)

    :- http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=5&t=18778

     
  14. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    58,374
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +34,565
    ความรักในครอบครัว.jpg
    ความลับของเหรียญห้าบาท
    ในค่ำคืนหนึ่ง... หลังจากกราบพระกับคุณพ่อ คุณแม่แล้ว คุณพ่อเรียกลูกเข้าไปพบ แล้วบอกลูกว่าพ่อมีอะไรให้ดูซึ่งสำคัญมาก ว่าแล้วคุณพ่อก็หยิบอะไรบางอย่างออกจากกระเป๋าเสื้อเอามือกำไว้ ถึงคุณพ่อของแพง และพ่อที่มีลูกสาวทุกท่านข้างล่างนี้เอาไว้ใช้สอนลูกหลานได้

    คุณพ่อถามว่าอยากรู้มั้ยว่ามีอะไรในมือพ่อ ลูกพยักหน้า ถ้าอยากรู้ต้องเอามือเขกพื้น 3 ที ลูกทำตาม... คุณพ่อว่า ไม่พอ ต้อง 5 ที และเปลี่ยนเป็น 10 ที จนถึง 15 ที จนลูกอุทธรณ์ ก็ลูกอยากทราบนี่คะว่า เป็นอะไร

    เมื่อคุณพ่อแบมือออก มันคือ เหรียญ 5 บาทธรรมดานี่เอง คุณพ่อหัวเราะ แล้วกำมือกับเหรียญ 5 บาทเดิม ถามว่าอยากดูอีกมั้ย ถ้าอยากดูต้องเขกพื้น 10 ที ลูกว่าหนูรู้แล้วไม่อยากดูค่ะ

    คุณพ่อว่า เอ้า.. เขกพื้น 1 ทีก็ได้ ลูกก็บอก ว่าทราบแล้วไม่อยากดูอีกเบื่อ คุณพ่อว่าให้ดูฟรีๆ ก็ได้แล้วก็แบมือออก ลูกก็ดูไปอย่างนั้นเอง คุณพ่อเลยสอนว่า

    "นี่นะลูก อะไรที่เป็นความลับ คนมักยอมทำทุกอย่างที่จะได้สมปรารถนา อยากดู อยากรู้ อยากเห็นแต่เมื่อสมปรารถนาแล้ว ดูบ่อย ๆ แล้วก็มักจะเบื่อ ให้ดูฟรี ๆ ยังไม่อยากดูเลย แล้วสิ่งที่พึงหวงแหนสำหรับลูกผู้หญิงเป็นสิ่งที่มีค่า ถ้าให้ใครรู้ก่อนเวลาอันควร ก็จะไม่มีค่าอะไร ไม่ต่างกับเหรียญ 5 บาทที่พ่อให้ลูกดูฟรีหรอก"

    :- http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=5&t=53897
     
  15. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    58,374
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +34,565
    1425786790.jpg
    1425786854.jpg
    กายแพ้...ใจไม่แพ้ คนสู้ชีวิต
    ย้อนหลังไปเกือบ 40 ปีก่อน...เพียงเพราะฐานะยากจน พ่อ-แม่ต้องทำนา...หาเช้ากินค่ำ ทำให้ไม่มีเวลาจะพา “พัลลภ พุ่มนิล” ไปฉีดวัคซีน...จึงทำให้ “เขา” ต้องติดเชื้อไวรัสเฉียบพลัน และเมื่อเชื้อเข้าสู่ระบบประสาทกลาง จึงทำให้ “เซลล์ประสาทสั่งการ” ถูกทำลาย เกิดกล้ามเนื้ออ่อนแรงและอัมพาต
    สุดท้ายทำให้ “เขา” เป็น โรคโปลิโอ...กลายมาเป็นคนพิการในที่สุด ต้องนั่งรถเข็นมาจนถึงทุกวันนี้!!!
    แต่ด้วยความเป็นคนไม่ยอมแพ้ชีวิต แม้กายจะป่วย แต่หัวใจยิ้มสู้...เมื่อย่างเข้าสู่วัยหนุ่ม “พัลลภ” ซึ่งมีจิตใจรักสัตว์มาตั้งแต่เด็ก จึงได้ไปร้องขอ “พ่อ” ให้ช่วยซื้อ “พ่อพันธุ์-แม่พันธุ์” ของ “ไก่ชน” มาให้เลี้ยง เพราะ “เขา” ตั้งเป้าจะขยายพันธุ์ไก่ชน...แล้วขาย เพื่อนำเงินมาจุนเจือและช่วยเหลือครอบครัว และที่สำคัญ...ต้องการทำเพื่อ “แก้เหงา” เพราะสภาพร่างกายไม่เหมือนคนอื่น ทำอะไรมากไม่ได้เหมือนเพื่อนๆ คนอื่น

    แต่แล้ว...ความคิดเพียงแค่ทำเพื่อ “แก้เหงา” และหาเงินมาช่วยเหลือครอบครัว...พอประทังชีวิต กลับกลายมาเป็น “อาชีพ” ที่ “พัลลภ” ภาคภูมิใจ...เพราะสามารถขยายพันธุ์ได้หลายตัว หลากหลายสายพันธุ์ ทั้ง...เหลืองหางขาว-ประดูหางดำ-พันธุ์ลูกผสม ฯลฯ และที่น่าชื่นชมคือ หลายตัวมีหน่วยก้านดี...เมื่อเพื่อนบ้านหรือลูกค้ามาซื้อไปแข่งตีไก่...ก็ได้รับชัยชนะมาหลายต่อหลายตัวแล้ว

    “พัลลภ” เล่าให้ฟังถึงวิธีการดูแลไก่ที่เลี้ยงไว้มานานเกิน 10 ปี ซึ่งใครฟังแล้วก็ต้องทึ่ง...เพราะทุกๆ วัน “เขา” จะใช้เท้าทั้งสองข้างที่พอขยับเขยื้อนได้บ้าง คอยดูแล “ไก่” อย่างทะนุถนอม ด้วยการใช้เท้าจุดไฟแช็ค เพื่อติดไฟในเตานำอุปกรณ์ แล้วไปผิงไฟอุ่นๆ ใช้เท้าคีบกาน้ำ...เทน้ำใส่ขัน นำผ้าชุบน้ำ แล้วใช้เท้าคีบเศษผ้าเช็ดถูกตามซอกปีก คอ และลำตัว...เสมือนการอาบน้ำให้ “ไก่” เสร็จแล้วก็จะนำไปเข้า “สุ่ม” เพื่อนำไปตากแดด...ทำแบบนี้เป็นกิจวัตรประจำวัน เพราะถือว่า “ไก่” คือผู้มีพระคุณกับ “เขา” และ “ครอบครัว”
    ที่น่าตะลึงและทึ่งยิ่งขึ้นไปอีก...“พัลลภ” โชว์ความสามารถพิเศษอีกอย่าง...ด้วยการใช้เท้าเหนี่ยวหนังสติ๊ก ยิงวัตถุที่อยู่ด้านหน้า ไม่ไกลมากนัก ได้อย่างแม่นยำเหมือนจับวาง ถือเป็นงานอดิเรก...ที่ “เขา” ใช้ฝึกความอดทนให้กับตัวเอง

    “อัมพร พุ่มนิล” พ่อของพัลลภ กล่าวถึงลูกชายที่พิการแต่ใจสู้ อย่างภูมิใจว่า...“ลูกชายป่วยเป็นโปลิโอตั้งแต่เด็ก แต่ด้วยความพยายามของเขา มีความสามารถพิเศษหลายอย่าง เพื่อให้ดำรงชีวิตอยู่ได้ หลังเริ่มเลี้ยงไก่...ได้ไม่นาน ก็เริ่มหัดยิงหนังสติ๊กเรื่อยมา จนมีความชำนาญและแม่นยำ ทุกวันนี้จะอาบน้ำให้ไก่ เพื่อเตรียมไว้ขาย ซึ่งราคาขายจะดีหรือไม่ ขึ้นอยู่กับความสามารถของไก่แต่ละตัว ถ้าตัวไหนหน่วยก้านดี ตีเก่ง ก็จะแพงหน่อย ราคาก็ขายได้ 1,000 - 2,000 บาท เขาดูแลไก่ได้ทุกอย่าง ยกเว้นการดูแลชีวิตตัวเอง ที่บางอย่างทำไม่ได้ ต้องให้พ่อกับแม่คอยช่วยเหลือ โดยเฉพาะเรื่องเวลากินข้าว แต่ส่วนตัวรู้สึกภูมิใจลูกมาก แม้ว่าจะเกิดมาพิการ แต่ก็ยังไม่ยอมอยู่เฉย ๆ ยังคิดช่วยพ่อ-แม่หาเงินมาเลี้ยงครอบครัว ถึงแม้เงินจะไม่ได้มากมายอะไร แต่ก็ทำให้ชีวิตเขามีความสุขกับสิ่งที่เป็นอยู่”
    แม้ร่างกายจะพิการ แต่หัวใจไม่เคยแพ้ ยังคิดดิ้นรนต่อสู้ชีวิต หารายได้ในหนทางที่ตัวเองถนัด เป็นอาชีพเสริมให้กับครอบครัว...ครอบครัวที่อาศัยอยู่บ้านเลขที่ 81 หมู่ 4 ต.บ่อกระดาน อ.ปากท่อ จ.ราชบุรี...ถือเป็นบทเรียนของนักสู้ชีวิต...เป็น “ชีวิตจริง” ยิ่งกว่า “นิยาย” เสียอีก...

    นิยายชีวิต อาทิตย์สไตล์
    ข้อมูล : ถวิล ลิ้มคุณธรรมโม / ราชบุรี
    เรียบเรียง : ภีมพศ
    :- https://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=jiujik&month=03-2015&date=08&group=60&gblog=3

     
  16. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    58,374
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +34,565
    น้ำนมหยดสุดท้ายก่อนที่จะเหือดหาย..
    แม่หมาตัวหนึ่งถูกตีหัวด้วยด้ามจอบสองสามครั้ง ในโทษฐานที่มันแอบมากินข้าวบูดที่ชาวบ้านสาดเทให้ไก่.. แม่หมาไม่ได้ไล่กินไก่ แต่มันเลือกกินข้าวบูดๆ... มันยังไม่ตายในทันที ทั้งที่น่าจะตายตั้งแต่การตีครั้งแรก ด้วยสัญชาติญานความเป็นแม่ ยังมีห่วงลูกตัวน้อยๆ ที่รอการกลับมาของแม่.. แม่หมาพยายามลุกขึ้นยืนให้ได้ด้วยความเจ็บปวด.. ลุกขึ้นยืน แล้วเดินโซซัดโซเซ เดินไปในป่ารกๆ เดินแล้วล้ม แล้วก็ลุกขึ้นมาอีกด้วยเลือดที่นองเป็นทาง.. จนถึงจุดหมาย บ้านอันแสนอบอุ่น เป็นพงหญ้าที่ใช้หลบฝนหลบแดดริมแอ่งน้ำ..

    ลูกหมาสีน้ำตาล เมื่อเห็นแม่กลับมาก็ดีใจ.. แม่หมาล้มตัวลงนอนด้วยลมหายใจอันโรยริน เพื่อให้ลูกของมันเข้ามาดูดนม.. จากน้ำนมสีขาว กลายเป็นน้ำแดงสีเลือด แม่หมาเจ็บปวดทรมานจนร้องไม่ออก ตาที่จ้องมองลูกน้อยๆด้วยความหวังว่าจะได้อยู่ด้วยกันอีกเพียงแค่วันเดียว มันค่อยๆพล่าลาง และเลือนหายจางไป แม่หมาสิ้นใจด้วยแววตาที่เปิดมองลูกน้อยพร้อมน้ำตาที่รินไหลเป็นสายเลือด.. ความเจ็บปวดทรมานและหน้าที่ของ "แม่" อีก 1 ชีวิตได้สิ้นสุดลงแล้ว...

    ใครจะรู้ว่า น้ำนมหยดสุดท้ายของแม่หมาก่อนที่จะเหือดแห้งไปนั้น ต่อชีวิตลูกได้.. ผู้ใจบุญที่เห็นเหตุการณ์ครั้งนั้น ได้เดินเข้ามาแต่ไม่ทันจะฝังแม่หมา ฝนก็เริ่มตกหนัก จึงได้เพียงแต่จับลูกหมาตัวนั้น กลับไปเลี้ยงที่บ้าน ซึ่งอยู่ห่างไกลจากพงหญ้าแห่งนั้น หลายกิโล..

    เวลาผ่านไป 1 เดือน ลูกหมาโตขึ้น อยู่กับครอบครัวใหม่ ครอบครัวที่ พ่อ แม่ ลูก ไม่ค่อยลงรอยกันเท่าไหร่เพราะทุกคนมัวแต่ยุ่งกับเรื่องของตนเอง.. แต่วันนี้ ลูกหมาหายไป.. หายังไงก็ไม่พบ.. เวลาล่วงเลยไป หลายวันก็ มีคนมาบอกว่าเห็นลูกหมาเดินอยู่ใกล้ๆแอ่งน้ำ ผู้ใจบุญจึงขับรถไปหลายกิโล เพื่อไปยังสถานที่ละแวกนั้น..

    สิ่งที่เห็น.. ลูกหมามันกลับไปนอนข้างๆแม่ของมัน... ซากของแม่หมาที่นอนตาย.. ผู้ใจบุญอดกลั้นน้ำตาไว้ไม่ได้ ด้วยความซาบซึ้ง ในความผูกพันธิ์ระหว่างแม่และลูก แม้จะเป็นเพียงสัตว์ มันยังไม่ทิ้งกัน.. ยังรักแม่ของมัน.. ทำให้ตนเองอดคิดถึงครอบครัวของตนเองไม่ได้ว่า ทุกวันนี้เรามีความสุขจริงๆ หรือเราแสวงหา หา หา อยู่ร่ำไป หามานานแล้วทำไมมันไม่สิ้นสุดสักที เราทำอะไรอยู่ ดิ้นรนหาอะไรอยู่..

    วันนี้เรามองเห็นคุณค่าของ สิ่งรอบๆตัวแล้วหรือไม่ ลองถามใจตัวเอง.. สิ่งรอบๆข้างที่เขารักเรา... "แม่" ครอบครัว คนรัก ลูกๆ สิ่งรอบข้างที่เป็นเพื่อนเรา.. สรรพสัตว์รอบๆตัวเรามีมากมาย ทุกๆชีวิต เขาเหล่านั้นล้วนมีครอบครัว และต้องกลับไปหาครอบครัวที่อบอุ่น เราต้องการความอบอุ่น บนโลกที่โหดร้ายใช่ไหม? เราก็ต้องกลับไปหาครอบครัวและคนที่เรารัก.. ใส่ใจให้กัน เติ่มใจให้เต็ม

    จะทำอะไรก็รีบทำเสียแต่ยังมีลมหายใจและทำให้กันได้

    เราต้องการความอบอุ่น ความรัก คนอื่นก็ต้องการ สัตว์ทั้งหลายก็ต้องการ.. ถามใจตนเองว่าพร้อมที่จะ ยังประโยชน์ให้โลกได้ไหม ถ้าได้ จงทำดี จงทำดี จงทำดี.... อย่าเบียดเบียน อย่าเบียดเบียน อย่าเบียดเบียน.. รู้คุณค่าของสิ่งที่มองข้ามไป ของดีมักอยู่ใกล้ตัวเสมอ มีสติแล้วเอาคืนมา..

    แล้วคุณจะเป็นคนที่มีความสุข ที่สุดในโลก ความสุขมันอยู่กับเราตลอด เพียงแต่เราอาจมองข้ามไปเท่านั้นเอง..

    โดย ปฎิหาริย์แห่งจิต..
    ณรัฐกรณ์
    :- http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=5&t=48563
     
  17. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    58,374
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +34,565
    สายที่ไม่ได้รับ
    อุทาหรณ์สำหรับคนที่รำคาญเวลาแม่โทรหา กับเรื่องราวสุดทะเทือนใจ สายที่ไม่ได้รับ..

    สำหรับใครที่ชอบบอกตัวเองว่างานยุ่ง ไม่มีเวลาเลยซักนิด และมักจะรำคาญเวลาที่พ่อหรือแม่โทรหา เพราะเห็นคิดว่าพวกท่านโทรมาขัดจังหวะเวลางาน บางครั้งก็เลือกที่จะไม่รับโทรศัพท์ และคิดเอาเองว่าเดี๋ยวค่อยโทรหาท่านเมื่อไหร่ก็ได้ วันนี้เรามีเรื่องราวเรื่องหนึ่ง มาให้คุณได้ลองอ่านกัน แล้วจะรู้ว่าเวลามีค่าแค่ไหน

    สายที่ไม่ได้รับ..

    "เริ่มเรื่องเลย เบอร์แม่..พูดถึงเบอร์นี้เชื่อว่าหลายๆคนปฎิเสธที่จะรับสายแม่และเราก็เป็น1ในนั้น ตอนนั้นคิดว่าแม่จะโทรมาทำไมนักหนาเดี๋ยวก็ได้คุยแล้ว เป็นบ่อยเข้าๆ แม่โทรมาเราก็เลือกที่จะไม่รับสายแล้วโทรกลับไปหาที่หลังเป็นอย่างนี้มาตลอดจนมาถึงวันที่ 5 พฤศจิกา ตอนสองทุ่มกว่าๆ แม่ก็โทรมา เรากำลังทำงานของคณะอยู่เลยไม่ได้รับโทรศัพท์ สัก 10 นาทีเราเห็นว่ามีสายไม่ได้รับคือเบอร์แม่ แล้วเราก็โทรกลับไปหาแม่

    แม่ก็โทรมาเล่าชีวิตประจำวันเล่าเรื่องเพื่อนมหาลัยที่ไม่ได้เจอมา30กว่าปีให้ฟัง แล้วก็บอกว่าวันนี้รถล้มมา จอดหลบรถแต่รถล้มทับตัวเองปวดขาฝากบอกให้พ่อกลับบ้านด่วน แม่ป่วยหนัก (พ่อมาดูความเป็นอยู่เราที่หอที่มหาลัยชวนแม่มาแต่แม่ไม่มาพ่อก็เลยงอน) แล้วแม่ก็บอกว่าตั้งใจเรียนนะ รีบกลับหอกินข้าวเยอะๆ ถึงหอก็อ่านหนังสือด้วย เราก็โอเคๆๆ เดี๋ยวหนูขอทำงานที่มอให้เสร็จก่อนนะ แม่ก็บอกว่าอย่าลืมกินข้าว เราก็บอกว่าจ้าๆๆคิดถึงแม่นะ (ไม่ค่อยบอกว่าคิดถึงแม่เลยวันนั้นไม่รู้ทำไมอยู่ดีๆก็อยากบอก) แล้วสายก็วางไป

    เราก็ทำงานที่มอต่อจนถึง5ทุ่มก็ไปกินข้าวกับรุ่นน้องกินเสร็จนั่งวินกลับหอถึงหน้าหอเท่านั้นแหละลูกพี่ลูกน้องโทรมาบอกว่าแม่เข้ารพ. อากการหนักมาก รีบกลับเลย เราก็งงแบบเห้ยย อะไรอำป่ะเนี้ยแม่เพิ่งโทรมายังคุยหัวเราะอะไรกันอยู่เลย เรื่องนี้ไม่ตลกนะ พี่: แม่..อาการหนักส่งต่อไป รพ...แล้ว บอกพ่อ..ด้วย วางสายปุ๊บ โทรหาเบอร์แม่ก่อนเลย คราวนี้น้าเป็นคนรับสาย บอกว่าตอนนี้แม่อยู่รพ..นี้แล้วกำลังเอ็กซเรย์สมองว่ามีเลือดคั่งมั้ย เราก็เลยบอกว่าเดี๋ยวพรุ่งนี้เรากลับนะ ฝากบอกแม่ด้วยวันนี้ไม่มีไฟต์ เดี๋ยวไปตอนเช้าๆ เข้าห้องเสร็จเห็นพ่อนอนอยู่เราก็บอกว่าพ่อ แม่เข้ารพ. นะอาการหนักตอนเช้าจะกลับนะ เราก็อาบน้ำร้องไห้ไป วันนั้นร้องไห้หนักมาก นอนใต้เตียงก็ร้องๆๆ (ให้พ่อนอนบนเตียง)

    ตี 4 น้าโทรมาบอกว่าแม่ใส่เครื่องช่วยหายใจแล้วนะ อาการทรุด ยังไม่ฟื้น นี้ก็บ่อน้ำตาแตก รีบปลุกพ่ออาบน้ำเก็บเสื้อผ้า เราเอาเสื้อผ้าไปไม่เยอะคิดว่าแม่ต้องไม่เป็นอะไร เสร็จปุ๊บโบกแท๊กซี่ไปดอนเมืองน้ำตาก็ไหลคิดแต่เรื่องที่ทำไม่ดีกับแม่ คำรักแม่ก็ไม่เคยบอก คิดว่าเดี๋ยวก็ได้บอก แม่ยังอยู่กับเราอีกนาน แม่ไม่เป็นอะไรหรอก นั่งเครื่องบินประมาณชั่วโมงนึงก็ถึงช่วงนั้นร้องไห้อย่างเดียว พอถึงก็รีบโบกแท็กซี่ในสนามบินไปรพ.ทันที ถึงรพ. ประมาณ 10 โมงโทรหาน้าให้น้าออกมารับหน้ารพ. พอเดินไปหาแม่เท่านั้นแหละน้ำตาก็ไหลสายออกซิเจน สายน้ำเกลือ สายอาหาร สายสวนสายนั่นนี้เต็มไปหมดเราเดินไปกระซิบบอกแม่ว่ามาถึงแล้วนะพ่อก็มาด้วย หนูทำบุญโน่นนั้นนี้มาฝากแม่นะจับมือแม่ไปพูดไปด้วย

    สักพักพยาบาลจะพาแม่ไปเอ็กซเรย์สมองอีกรอบ เอ็กซเรย์เสร็จกลับมาได้ประมาณ 10 นาที ช่วงนั้นเราจับมือแม่นั่งข้างเตียงก็มีเสียงติ๊ดๆ ดังขึ้นมา พยาบาลก็มาจับชีพจรคอ ข้อมือ แล้วก็เรียกพยาบาล พยาบาลที่อยู่ในห้องก็รีบกรูกันออกมา เรารีบโทรตามน้าๆที่ออกไปกินข้าวกลับมา ช่วงที่ปั้มหัวใจ มันเป็นช่วงเวลาที่อึดอัดและบีบหัวใจมาก เป็นการปั้มชีวิตที่ยาวนานปั้มหลายคนมาก เรายืนมองร้องไห้ว่าทำไมแม่ถึงเป็นหนักขนาดนี้ สักพักชีพจรก็กลับมา หมอเรียกญาติเข้าไปในห้องชี้แจงความเสี่ยงของการปั้มหัวใจโน้นนั้นนี้ ตอนนี้แม่มีภาวะหัวใจโต น้ำท่วมปอด (ก่อนรักษาแม่บอกหมอว่าเพิ่งตรวจเจอสภาวะหัวใจกับปอดมีจุดทั้งสองข้างและกำลังรอฟังผลตรวจอีก) ความดันต่ำ ถ้าหัวใจหยุดเต้นจะให้ปั้มหัวใจอีกมั้ยต้องยอมรับผลเสี่ยงนะ

    ตอนนั้นยอมหมดเลยนะ อะไรก็ตามที่ทำให้แม่ฟื้นเรายอมหมด หัวใจแม่หยุดเต้น 5 รอบปั้มหัวใจ 4 รอบ ครั้งสุดท้ายที่ปั้มมันบีบหัวใจเรามากๆ ปั้มจนเลือดออกทางปาก เราว่าแม่เราคงไม่ไหวแล้ว เราไม่อยากให้แม่ทรมารแล้วเลยบอกกับน้าว่ารอบหน้าไม่ปั้มแล้ว แม่ทนรอจนเพื่อนร่วมงานที่แม่สนิทมากมาหาเป็นคนสุดท้ายแล้วแม่ก็จากไป ตอนนั้นจะร้องไห้น้ำตามันก็ไม่ไหลมันบรรยายไม่ถูก ตลอดเวลาที่จัดงานเข้าใจคนน้ำตาตกในเลยว่าร้องไห้ไม่ออกมันเป็นยังไงพยายามเข้มแข็งมันอ่อนแอมากถึงมากที่สุด

    เรื่องนี้ที่เราเขียนเราอยากให้เป็นอุทาหรณ์ เบอร์แม่ที่โทรเข้ามาถ้าพอมีเวลารับสายท่านบ้างเถอะค่ะบางทีสายนั้นอาจเป็นสายสุดท้ายที่ท่านได้คุยกับเรา คุณอาจจะเสียใจตลอดชีวิตที่ไม่ได้รับสายนั้น"

    เชื่อว่าผู้ที่ได้อ่านเรื่องนี้คงต้องมีน้ำตาซึมกันบ้างล่ะ เรื่องนี้ถือเป็นอุทาหรณ์ที่ดีให้แก่ลูกๆ ทุกคน ที่ย้ำเตือนให้ลูกๆ หันกลับมาใส่ใจพ่อและแม่ให้มากยิ่งขึ้น ชีวิตไม่มีอะไรแน่นอน เพราะฉะนั้นในขณะที่ยังมีเวลาก็ดูแลท่านทั้งสองให้ดีที่สุดนะคะ จะได้ไม่เสียใจในภายหลัง

    :- http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=5&t=49812



     
  18. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    58,374
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +34,565
    เหลี่ยมมนุษย์
    พระพิจิตรธรรมพาที
    ชาวป่าผู้หนึ่ง ขณะที่ตัดต้นไม้อยู่ริมลำธาร ทำขวานหลุดมือพลัดตกจมหายไป ตัวเป็นคนว่ายน้ำไม่เป็น ครั้นจะลงไปงม ก็กลัวจะจมน้ำตาย ไม่รู้ที่จะทำประการใด ก็นั้งลงกอดเข่าร้องไห้อยู่ริมลำธาร เทพารักษ์มีความสงสารจึงมาปลอบโยนให้หยุดร้องไห้ แล้วก็ลงไปงมเอาขวานทองขึ้นมาส่งให้เล่มหนึ่ง ชาวป่าผู้นั้นเห็นว่าไม่ใช่ขวานของตนก็บอกว่า "ขวานของข้าพเจ้าไม่ใช่เล่มนี้"

    เทพารักษ์ก็วางขวานนั้น ลงไปงมให้ใหม่คราวนี้ถือเอาขวานเงินขึ้นมาส่งให้ ชาวป่าผู้นั้นก็ยืนยันว่า ไม่ใช่ขวานของตนอีก ครั้งนี้เทพารักษ์งมเอาขวานเหล็กเล่มที่ทำตกน้ำขึ้นมาให้ ชาวป่าผู้นั้นดีใจยกมือขึ้นไหว้แล้วรับเอา เทพารักษ์เห็นชาวบ้านผู้นั้นเป็นคนซื่อสัตย์จึงเลยยกขวานเงินทั้งสองเล่มนั้นให้ด้วย

    เมื่อกลับบ้านก็เล่าเรื่องการได้ขวานทองขวานเงินเพราะทำขวานตกน้ำให้เพื่อชาวป่าฟังทั่วกัน ชาวป่าอีกผู้หนึ่ง อยากจะได้ขวานทองขวานเงินบ้าง ก็ฉวยขวานของตนเข้าป่าไปที่ข้างลำธารนั้น แล้วก็เหวี่ยงขวานลงไปในน้ำ แกล้งร้องไห้คร่ำครวญอยู่ข้างลำธาร

    มิช้ามินาน เทพารักษ์ก็มาปลอบโยน แล้วดำลงไปเอาขวานทองขึ้นมายื่นให้ ถามว่า "นี่ขวานของเจ้าหรือมิใช่" ชาวป่าคนที่สองนั้นเห็นขวานทองก็ดีใจรับตะลีตะลานรับว่าเป็นขวานเล่มที่ตนทำตกในน้ำทันทีเทพารักษ์จึงว่า "เมื่อเจ้ารักจะประพฤติเป็นคนไม่ซื่อสัตว์สุจริตก็อย่าเอาขวานทองเล่มนี้เลย ถึงขวานที่เจ้าทำตกน้ำข้าก็จะไม่งมให้ด้วยเหมือนกัน"

    ครั้งชาวป่าคนที่สองกลับบ้าน ก็เล่าเรื่องการไม่ได้ขวานทองซ้ำเสียขวานเหล็ก เพราะเหตุที่ใจเร็ว ชิงบอกว่าขวานทองเป็นของตนเสียตั้งแต่แรก ฝ่ายชาวป่านอกนั้นที่ล้วนแต่อยากได้ขวานทองด้วยกันทั้งนั้น เมื่อรู้เคร็ดลับของการจะได้ขวานทองขวานเงินมาเป็นสมบัติ โดยเพียงแต่บอกเทพารักษ์ไปตามตรงว่า ขวานทองที่ยื่นให้ไม่ใช่ของตนเท่านั้นเองเช่นนั้น ก็ประชุมตกลงกันจับฉลากกัน ในบรรดาผู้แสดงความจำนง จะไปทำขวานเหล็กตกน้ำเพื่อได้รับขวานทองขวานเงินจากเทพารักษ์มาไว้ในครอบครอง

    ผู้จับฉลากได้หมายเลขลำดับหนึ่ง ก็ฉวยขวานเข้าป่าไปที่ข้างลำธารแล้วก็เหวี่ยงขวานลงไปในน้ำ นั่งร้องไห้อยู่ริมฝั่ง ตามขั้นวิธีปฏิบัติการที่ชาวป่าสองคนได้ผ่านเป็นลำดับมาแล้ว เทพารักษ์ก็มาปลอบโยนตามหน้าที่ แล้วดำลงไปเอาขวานทองมายื่นให้ คาดหมายว่าคงจะรีบตะกรุมตะกรามยื่นมือรับเหมือนรายที่สอง แล้วเทพารักษ์ก็จะได้ขวานทองคืนไป เป็นอันหมดธุระของเทพารักษ์เพียงนั้น แต่ปรากฏว่า รายนี้ แม้จะแกล้งโยนขวานทิ้งน้ำไปก็ไม่รับขวานทองบอกว่าไม่ใช่ของตน เทพารักษ์ก็จำเป็นต้องวางขวานทองไว้ แล้วดำลงไป เมื่อเทพารักษ์ยื่นขวานเงินให้ ชาวป่าคนที่สามนี้ ก็บอกว่าไม่ใช่ของตนอีกนั้นแหละ เทพารักษ์ก็ดำลงไปเป็นครั้งที่สามเอาขวานเหล็กส่งให้ชาวป่านั้นจึงยอมรับ ก็มองดูขวานทองขวานเงินเป็นการเตือนเทพารักษ์ก็จำต้องมอบขวานทองขวานเงินให้ตามประเพณีที่ทำมา

    และชาวป่าผู้จับสลากหมายเลขลำดับสอง ก็แบกขวานเข้าป่าโยนขวานนั่งร้องไห้ เทพารักษ์มาปลอบโยน เทพารักษ์ดำเอาขวานทองมาส่งให้ไม่ยอมรับ เทพารักษ์ดำเอาขวานเงินมาส่งให้ ไม่ยอมรับเทพารักษ์ดำขวานเหล้กมาส่งให้ยอมรับ เทพารักษ์ก็จำต้องมอบขวานโลหะมีค่า คือขวานเงินมาให้อีกชุดหนึ่งตามระเบียบ

    ผู้จับสลากหมายเลยลำดับสาม - สี่ - ห้า - หก จนถึงยี่สิบ ก็เข้าคิวกันตามลำดับ ไปโยนขวานลงน้ำ ให้เทพารักษ์ดำน้ำสามหน แล้วแบกขวานทองขวานเงินเป็นสมบัติทั่วทุกคน

    การปรากฏว่า ขวานทองขวานเงิน ที่เทพารักษ์เบิกมาจากพระอินทร์นั้นหมดสต๊อกลง จึงรับเดินทางขึ้นไปเบิกมาใหม่อีกครั้งหนึ่ง พระอินทร์นั้นสอบถามได้ความว่าไปเสียท่ามนุษย์มาจนหมดทุน จึงสั่งย้ายให้ไปประจำการในป่าอื่นไกลออกไปมากจากหมู่บ้าน ในป่าที่รู้เคล็ดลับเรื่องการจำหน่ายจ่ายแจกขวานทองขวานเงินนี้เสีย แล้วย้ายเอาเทพารักษ์ที่ไม่ค่อยจะใจง่าย มาประจำแทนต่อไป

    นิทานเรื่องนี้สอนเทพารักษ์ให้รู้ว่า อย่ามาทำเล่นกับชาวป่าตัดฟืนสมัยนี้หน่อยเลย และสอนให้ชาวป่าตัดฟืนรู้ว่า เพียงแต่พูดความจริงหน่อยเท่านั้นแม้ใจจะไม่ค่อยซื่อสัตย์ ก็ใช้ได้แล้ว แต่ชาวป่าตัดฟืนประเภทที่แย่มากนั้นคือซื่อสัตย์ก็เปล่าและซ้ำพูดไม่จริงเสียด้วยแหละ!

    :- http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=5&t=26708
     

แชร์หน้านี้

Loading...