เรื่องเด่น เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันจันทร์ที่ ๑๓ เมษายน ๒๕๖๙

ในห้อง 'หลวงพ่อเล็ก วัดท่าขนุน' ตั้งกระทู้โดย iamfu, 13 เมษายน 2026 at 20:08.

สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้
  1. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,158
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,085
    ค่าพลัง:
    +26,900
    เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันจันทร์ที่ ๑๓ เมษายน ๒๕๖๙


     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  2. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,158
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,085
    ค่าพลัง:
    +26,900
    วันนี้ตรงกับวันจันทร์ที่ ๑๓ เมษายน พุทธศักราช ๒๕๖๙ เป็นวันทำบุญสงกรานต์วันแรกของปี จะว่าไปแล้วประเพณีสงกรานต์นั้นมีที่มาที่ไปจากศาสนาพราหมณ์ฮินดู แต่ว่าเมื่อมาถึงเมืองไทยแล้ว ส่วนใหญ่ก็จะโดนดัดแปลงให้เข้ากับศาสนาพุทธ ก็คือก่อนที่จะทำสิ่งหนึ่งประการใดตามความเชื่อของฮินดูเขา ก็จะมีการทำบุญใส่บาตร รับศีล ฟังเทศน์ฟังธรรมเสียก่อน

    ดังที่พวกเราทั้งหลายมักจะได้เห็น ประเพณีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ซึ่งเป็นประเพณีฮินดูหรือว่าพราหมณ์ขนานแท้ เมื่อศาสนาพราหมณ์ซึ่งส่วนใหญ่ได้รับการแต่งตั้งเป็นราชครู ถวายคำแนะนำต่อองค์พระมหากษัตริย์ ให้กระทำสิ่งหนึ่งประการใดตามประเพณี เมื่อองค์พระมหากษัตริย์พิจารณาแล้วว่า เป็นการรวบรวมขวัญและกำลังใจของประชาชนให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ก็ทรงรับเข้ามาปฏิบัติ แต่ว่าจะแทรกพระพุทธศาสนาเอาไว้ก่อน

    อย่างเช่นมีการสมาทานศีล มีการถวายภัตตาหารต่อพระภิกษุสามเณร แล้วจึงจะเริ่มพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ หรือไม่ก็ประเพณีลอยกระทง ซึ่งก็คือประเพณีลอยประทีปของทางศาสนาพราหมณ์ฮินดูนั่นเอง เมื่อถึงเวลา พวกเราเองก็มีการทำบุญใส่บาตร ฟังเทศน์ฟังธรรม สมาทานศีลอุโบสถเป็นต้น เนื่องเพราะว่าวันลอยกระทงนั้นตรงกับวันพระใหญ่ขึ้น ๑๕ ค่ำ

    ประเพณีอันดีงามต่าง ๆ ที่เห็นอยู่ในปัจจุบัน จึงได้รับการดัดแปลงให้เข้ากับศาสนาพุทธของเราเสียส่วนใหญ่ กลายเป็นว่าเมื่อมาถึงเมืองไทย ส่วนใหญ่ประเพณีของศาสนาอื่น ก็จะโดนกลืนกินโดยประเพณีไทยหรือว่าธรรมเนียมในศาสนาพุทธ แม้กระทั่งชนชาติจีนที่เห็นว่ามีความเข้มแข็งทางวัฒนธรรม เมื่อมาอยู่ในเมืองไทย ท้ายสุดก็กลายเป็นคนไทยไปโดยปริยาย แต่ว่าเมื่อสืบค้นกลับขึ้นไปแล้ว ส่วนใหญ่ก็มีอากงอาม่ากันทั้งนั้น ด้วยเหตุนี้ประเทศไทยของเราจึงเป็นความพิเศษที่ประเทศอื่นไม่มี ก็คือสามารถที่จะกลืนเข้ากับหลักการของทุกชาติทุกศาสนาได้

    เพียงแต่ว่าบางศาสนานั้นพยายามที่จะสร้างกฎเกณฑ์ขึ้นมากีดกันอย่างสุดชีวิต ไม่เช่นนั้นแล้วก็อาจจะโดนกลบกลืนไป อย่างที่หลายท่านก็จะเห็นว่า บรรดาอิสลามิกชนแถวบริเวณจังหวัดพระนครศรีอยุธยา มีการทำบุญเป็นปกติ เข้าวัดเข้าวาไปขอเครื่องรางของขลังมาใช้ติดตัวเป็นปกติ เนื่องเพราะว่าได้รับคำบอกกล่าวจากบรรพบุรุษของตน ว่าพระภิกษุสงฆ์ในพระพุทธศาสนานั้นมีความเก่งกาจสามารถอย่างไร

    แล้วในส่วนของวิชาการบางอย่าง เช่นวิชาหินเบา หรือว่าคาถามหาชาตรี ก็สืบทอดมาจากอิสลาม ซึ่งเมื่อพยายามสืบค้นย้อนกลับไป ปรากฏว่าไม่ได้มาจากอิสลามทางปักษ์ใต้ของเรา หากแต่มาจากอิสลามที่เป็นเปอร์เซีย ก็คือมาจากอิหร่าน ซึ่งสมัยก่อนคืออาณาจักรเปอร์เซีย ด้วยความที่มีความรู้ความสามารถพิเศษหลายอย่าง เช่นการก่อสร้าง หรือว่าการรบพุ่ง ก็ทำให้ได้รับการยอมรับจากระดับผู้ปกครองในเมืองไทยยุคนั้น สิ่งก่อสร้างหลายอย่างเช่นสะพานโค้ง เป็นหลักการก่อสร้างแบบเปอร์เซียดั้งเดิม

    ในเมื่อเป็นเช่นนั้น ในส่วนนี้จึงมีการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมและกลมกลืนกันไป แม้กระทั่งภาษาพูดจำนวนมาก เราก็รับเอาวัฒนธรรมเปอร์เซียเข้ามา อย่างเช่นคำว่า "กากี" ที่หมายถึงสีน้ำตาลอมเขียว หรือผ้า "ขาวม้า" หรือ "กุหลาบ" เหล่านี้เป็นต้น ซึ่งเป็นคำที่มีรากศัพท์มาจากภาษาเปอร์เซียน
     
  3. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,158
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,085
    ค่าพลัง:
    +26,900
    ในส่วนของการหลอมกลืนทางวัฒนธรรมนั้น เนื่องจากว่าประเทศไทยของเราได้รับการอบรมกล่อมเกลามาโดยพระพุทธศาสนา มีความเมตตากรุณาเป็นปกติ มีการรักษาศีล ไม่เบียดเบียนผู้อื่น ด้วยกาย ด้วยวาจา ด้วยใจ จึงทำให้ไม่มีการตั้งข้อรังเกียจกับคนศาสนาอื่น

    ดังนั้น..ในยุคสมัยกรุงศรีอยุธยา โดยเฉพาะยุคทองสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช เรามีทหารอาสาสารพัดเชื้อชาติ ไม่ว่าจะเป็นโปรตุเกส สเปน อิสลาม หรือจาม เหล่านี้เป็นต้น แม้กระทั่งทหารอาสาญี่ปุ่น ซึ่งภายหลังมีผู้ที่ได้รับการแต่งตั้งถึงระดับเจ้าพระยา หรือที่สมัยนั้นเรียกว่า "ออกญา" ก็คือยามาดะ ที่เป็นออกญาเสนาภิมุข

    จะเห็นว่าสมเด็จพระนารายณ์มหาราชนั้น ทรงใช้ผู้มีความสามารถ โดยไม่มีการกีดกันเชื้อชาติหรือศาสนา ในเมื่อพระมหากษัตริย์ไทยเราทรงเปิดกว้างขนาดนั้น จึงทำให้บ้านเราเมืองเราเป็นแหล่งหลอมอารยธรรมที่ดีที่สุด บุคคลที่ได้รับความสุขความร่มเย็นภายใต้พระบรมโพธิสมภาร ก็ปรับเปลี่ยนจากการเข้ามาค้าขาย เข้ามาแสวงโชค เป็นการลงรากปักฐาน หรือลงหลักปักฐานในประเทศของเรา

    แม้กระทั่งมาถึงยุครัตนโกสินทร์ตอนต้น ต้นตระกูลบุนนาคอย่างสมเด็จเจ้าพระยาองค์ใหญ่ สมเด็จเจ้าพระยาองค์น้อย ก็เป็น "แขก" ต้นสกุลบุนนาค เพียงแต่ว่าท่านทั้งหลายเหล่านี้มีความเป็นสุภาพบุรุษ รักในเกียรติ รักในศักดิ์ศรีวงศ์ตระกูลของตนเอง เมื่อถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยา ถวายสัตย์ปฏิญาณต่อองค์พระมหากษัตริย์แล้ว ก็ยึดหลักปฏิบัติด้วยความจงรักภักดีมาโดยตลอด

    แม้จะอยู่ในระดับผู้สำเร็จราชการ ซึ่งถ้าจะครองแผ่นดิน ก็อยู่แค่เอื้อมมือถึง แต่ก็ไม่มีการกระทำในลักษณะมักใหญ่ใฝ่สูงแบบนั้น แม้กระทั่งฝรั่งก็ยังมีการบันทึกข้อความเอาไว้ว่า สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค) นั้น เป็นผู้ที่ฉลาดและเท่าทันต่อชาวต่างชาติเป็นอย่างมาก การทุกอย่างเกี่ยวกับต่างชาติ จะกระทำด้วยความรอบคอบและเพื่อประโยชน์ของสยามเท่านั้น

    มาถึงในยุคหลัง ๆ ของเรา ความน่าเชื่อถือในการถวายสัตย์ปฏิญาณนั้น ต้องบอกว่าลดน้อยถอยลง แม้จะกล่าวถวายสัตย์ปฏิญาณ แต่ว่าก็ยังคงมีนอกมีใน ทำเพื่อประโยชน์ตนเองมากกว่าประโยชน์ส่วนรวม แต่ก็ยังอยู่ในลักษณะที่ว่ามีการตรวจสอบ มีการคานอำนาจกัน ในระหว่างฝ่ายนิติบัญญัติ ฝ่ายบริหารและฝ่ายตุลาการ เพียงแต่ว่า
    หลักการทุกอย่างนั้นขึ้นอยู่กับคน ก็คือต่อให้หลักการดีแค่ไหน ถ้าคนคิดจะทำชั่ว ก็ไม่ได้สนใจในหลักการหรือกฎหมายใด ๆ เลย อยู่ในลักษณะ "มือใครยาว สาวได้สาวเอา" แต่ว่าเรื่องพวกนี้นั้นมีโทษมหันต์
     
  4. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,158
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,085
    ค่าพลัง:
    +26,900
    น่าเสียดายที่ว่าคนทั้งหลายเหล่านี้ไม่สามารถที่จะเห็นได้ในปัจจุบันว่า สิ่งที่ตนเองกอบโกยโกงกินไปนั้น ถึงเวลาตายไปแล้วจะโดนลงโทษอย่างไรบ้าง ? พูดง่าย ๆ ว่าถ้าเขามีความสามารถเห็นตรงนี้ได้ คงไม่มีใครกล้าที่จะกอบโกยโกงกินอีกต่อไป เพราะว่าการลงโทษข้างล่างนั้น หนักหนาสาหัสและน่ากลัวเป็นอย่างมาก..!

    เพียงแต่ว่าถ้าท่านทั้งหลายมีบุญเก่าหนุนเสริม ถึงเวลาเปลี่ยนจากร้ายเป็นดีขึ้นมา ก็ยังพอที่จะแก้ไขพลิกร้ายกลายเป็นดีขึ้นมาได้ แต่ถ้าไม่มีบุญเก่าหนุนเสริม เมื่อถึงเวลากระทำแต่ความชั่วโดยส่วนเดียว ตายไปจะปรับปรุงแก้ไขอะไรก็ไม่ทันเสียแล้ว..!

    โดยเฉพาะมีเรื่องเล่าประมาณว่า มีการไปถกเถียงกับพระยายมราชว่า ทำไมไม่มีการตักเตือนกันก่อนจะได้ทำความดี ? พระยายมราชท่านบอกว่า "ข้าเตือนอยู่ตลอดเวลาแต่พวกแกไม่ใส่ใจเอง ถึงเวลาผมก็หงอก ฟันก็ร่วง ตาก็ฟาง หนังก็เหี่ยว ร่างกายเจ็บไข้ได้ป่วย แต่พวกแกคิดว่าจะอยู่ได้ค้ำฟ้า ไม่คิดที่จะสร้างสมความดี หรือว่าสร้างบุญสร้างกุศลให้เป็นประโยชน์แก่ตนในภายหน้า ในเมื่อเป็นเช่นนั้น ก็ไม่มีคุณงามความดีอะไรพอที่จะมาผ่อนโทษได้"

    เรื่องนี้เขาเล่ากันอยู่ในลักษณะกึ่งนิทานสอนใจ แต่เป็นสิ่งที่เตือนพวกเราได้ว่า ถ้ายังมีชีวิตอยู่ การสร้างสมความดี โดยเฉพาะในส่วนของทาน ของศีล ของภาวนา เป็นเรื่องที่จำเป็นอย่างยิ่ง เนื่องเพราะว่าบุญนั้นส่งผลในด้านดีประการเดียว เพียงแต่ว่าเราไม่ได้ทำความดีต่อเนื่อง มีดีบ้าง มีชั่วบ้าง สลับกันไปตามแรงกุศลอกุศลที่หนุนส่ง ถึงเวลาจึงไปตกกับภาษิตโบราณที่ว่า "ชั่วเจ็ดที ดีเจ็ดหน" ก็ขอให้คิดว่า ต่อไปนี้ควรจะเป็นเวลาของ "ดีเจ็ดหน" ได้แล้ว ไม่ใช่ว่ายังชั่วอยู่ตลอดไป

    สำหรับวันนี้ก็ขอเรียนถวายพระภิกษุสามเณรของเรา และบอกกล่าวแก่ญาติโยมแต่เพียงเท่านี้

    พระครูวิลาศกาญจนธรรม, รศ.ดร.
    เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน
    วันจันทร์ที่ ๑๓ เมษายน พุทธศักราช ๒๕๖๙
    (ถอดจากเสียงเป็นอักษร โดย เผือกน้อย)
     
สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้

แชร์หน้านี้

Loading...