ติดตามสถานะการณ์

ในห้อง 'ภัยพิบัติและการเตรียมการ' ตั้งกระทู้โดย สุกิจSukit, 8 มิถุนายน 2013.

  1. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    232,295
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ชาว #เขมร นอกจาก เอาของไปบริจาค ยังก้มกราบด้วยความซาบซึ้ง ที่ ทหาร กัมพูชา แนวหน้า เสียสละ ทำหน้าที่ปกป้องประเทศ

    คลิปนี้ ทำเอา เขมร ฮึกเหิม แชร์กันไปทั่วประเทศ

    ที่มาข่าว อยู่ในคอมเม้นท์ เพจ Duck News
    FB_IMG_1778893881499.jpg
    #cambodia #กัมพูชา #ducknews

    https://www.facebook.com/share/p/17U2W4w6fZ/
     
  2. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    232,295
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ⚠️ ตลาดร่วงหนักสุดตั้งแต่มีนา! Bond Yield พุ่งทะลุ 4.5% ทั่วโลกพร้อมกัน นี่คือจุดเริ่มต้นของขาลง หรือแค่ข้ออ้างเก็บกำไร?

    นิคกี้อยากชวนทุกคนมานั่งคุยกันยาวๆ เกี่ยวกับสิ่งที่เกิดขึ้นในตลาดการเงินโลกเมื่อคืนวันศุกร์ที่ผ่านมา เพราะมันเป็นวันที่ภาพรวมของตลาดเปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญ และเป็นวันที่ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปรับตัวลงแรงที่สุดนับตั้งแต่เดือนมีนาคมที่ผ่านมา

    ดัชนี S&P 500 ปิดร่วงลง 1.2% ส่วน Nasdaq 100 ที่เต็มไปด้วยหุ้นเทคโนโลยีร่วงหนักกว่าที่ 1.5% และ Dow Jones Industrial Average ลดลง 1.1% เมื่อมองภาพกว้างขึ้นไปอีก ดัชนี MSCI World ที่สะท้อนหุ้นทั่วโลกในประเทศพัฒนาแล้วก็ลดลง 1.4% ในวันเดียวกัน ซึ่งทั้งสามดัชนีหลักของอเมริกาทำผลงานแย่ที่สุดในวันเดียวนับตั้งแต่ปลายเดือนมีนาคม และสำคัญที่สุดคือนี่เป็นการพลิกกลับของโมเมนตัมแบบเฉียบพลันครั้งที่สองในสัปดาห์เดียว

    แต่ก่อนที่จะคิดว่าตลาดกำลังจะถล่มทันที นิคกี้อยากให้เห็นบริบทอีกด้านหนึ่งก่อน เพราะแม้จะมีการปรับฐานในวันศุกร์ ดัชนี S&P 500 ยังคงปิดบวกเป็นสัปดาห์ที่เจ็ดติดต่อกัน ซึ่งเป็นการต่อสัปดาห์บวกที่ยาวที่สุดนับตั้งแต่เดือนธันวาคมปี 2023 หมายความว่าตลาดยังอยู่ในโหมด Bull Market อย่างชัดเจน แต่เริ่มมีแรงกระแทกแล้ว

    รากของปัญหาอยู่ที่ตลาดพันธบัตร ไม่ใช่ตลาดหุ้น

    สิ่งที่นิคกี้อยากให้ทุกคนเข้าใจก่อนเป็นอันดับแรกคือ "ตัวจุดชนวน" ของการเทขายหุ้นรอบนี้ ไม่ได้มาจากผลประกอบการบริษัทที่แย่ลง หรือข่าวร้ายของบริษัทใดบริษัทหนึ่ง แต่มาจากตลาดพันธบัตรรัฐบาลทั่วโลกที่กำลังถูกเทขายอย่างหนักพร้อมกัน

    อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี ซึ่งเป็นตัวเลขที่นักลงทุนทั่วโลกจ้องมองเป็น Benchmark ของต้นทุนทางการเงิน ปรับตัวขึ้น 11 basis points (หรือ 0.11%) มาแตะที่ 4.60% ซึ่งทะลุระดับจิตวิทยาสำคัญที่ 4.5% ที่นักลงทุนรอกันอยู่ และสัปดาห์นี้ทั้งสัปดาห์ Yield ขยับขึ้นมากที่สุดนับตั้งแต่เมษายนปี 2025 ตอนที่ทรัมป์ประกาศมาตรการภาษีศุลกากร (Tariffs) ที่ทำให้ตลาดปั่นป่วนไปทั่วโลก

    Priya Misra ผู้จัดการพอร์ตจาก JPMorgan Asset Management บอกกับ Bloomberg Television ตรงๆ ว่า "ข้อเท็จจริงที่เราทะลุระดับจิตวิทยา 4.5% บนพันธบัตรอายุ 10 ปี มันเริ่มอันตราย ไม่ใช่แค่กับตลาดพันธบัตรเอง แต่กับสินทรัพย์เสี่ยงทั้งระบบ" และเธอยังตั้งคำถามว่าตอนนี้ตลาดกำลังเปลี่ยนมุมมองจาก "นี่แค่เงินเฟ้อใช่ไหม" ไปสู่ "นี่มันคือ Stagflation หรือเปล่า"

    ซึ่ง Stagflation คือคำที่นักการเงินใช้เรียกสภาวะที่เศรษฐกิจชะลอตัวพร้อมกับเงินเฟ้อสูง เป็นสภาวะที่แย่ที่สุดสำหรับนักลงทุน เพราะเครื่องมือนโยบายปกติของธนาคารกลางจะใช้แก้ได้ยากมาก

    แต่เรื่องไม่ได้เกิดขึ้นแค่ในอเมริกา นิคกี้อยากเล่าให้เห็นภาพว่าการเทขายพันธบัตรรอบนี้มันเกิดขึ้นพร้อมกันทั่วโลกค่ะ

    ในญี่ปุ่น Yield ของพันธบัตรอายุ 30 ปี ทะลุระดับ 4% เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ออกพันธบัตรชุดนี้ในปี 1999 หรือ 27 ปีที่แล้ว Yield ของพันธบัตรอายุ 20 ปีของญี่ปุ่นก็พุ่งไปแตะระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 1996 และ Yield ของพันธบัตรอายุ 40 ปีก็ทำจุดสูงสุดนับตั้งแต่เริ่มออกในปี 2007

    Rinto Maruyama นักกลยุทธ์ FX และ Rates อาวุโสจาก SMBC Nikko Securities ให้ความเห็นว่า "ในญี่ปุ่นที่อัตราดอกเบี้ยอยู่ใกล้ศูนย์มานาน การที่ Yield ของพันธบัตร 30 ปีพุ่งขึ้นมาที่ 4% ถือเป็นเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์ และนี่บ่งชี้ว่าญี่ปุ่นซึ่งเคยเผชิญภาวะเงินฝืดมานาน อาจกำลังเข้าสู่ยุคเงินเฟ้อแบบยั่งยืน"

    ในอังกฤษ Yield ของพันธบัตร Gilt อายุ 30 ปี พุ่งขึ้นประมาณ 20 basis points ทะลุระดับ 5.8% ทำจุดสูงสุดในรอบ 28 ปี นับตั้งแต่ปี 1998 ส่วน Yield 10 ปีของอังกฤษเพิ่มขึ้น 18 basis points ปิดที่ 5.17% ซึ่งเป็นระดับสูงที่สุดนับตั้งแต่ปี 2008

    ความน่าสนใจของกรณีอังกฤษคือ ตลาดกำลังพลิกจุดยืนจากเดิมที่คาดว่า Bank of England จะลดดอกเบี้ย กลายเป็นคาดว่าจะต้องขึ้นดอกเบี้ย และตลาด Swaps กำลังราคาการขึ้นดอกเบี้ยอย่างน้อย 2 ครั้งภายในสิ้นปี ส่วนเยอรมนี Yield 10 ปีก็ขึ้น 12 basis points มาที่ 3.17%

    นิคกี้อยากชี้ให้เห็นว่าสิ่งที่ทำให้ครั้งนี้แตกต่างจากการพักฐานปกติคือ Yield ไม่ได้ขึ้นแค่ในตลาดเดียว แต่ขึ้นทั่วโลกพร้อมกัน ในเยอรมนี สเปน ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ ก็ขยับขึ้นทั้งหมด ระดับความวิตกกังวลถึงขั้นที่ Satsuki Katayama รัฐมนตรีคลังของญี่ปุ่นออกมาบอกว่าเรื่องนี้จะถูกหยิบขึ้นมาคุยกันในที่ประชุมรัฐมนตรีคลังกลุ่ม G7 ที่กรุงปารีสต้นสัปดาห์หน้า

    ทำไม Yield ถึงพุ่ง: ส่วนผสมของเงินเฟ้อ น้ำมัน และการคลัง

    คำถามต่อมาคือ แล้วทำไม Yield ถึงพุ่งขึ้นพร้อมกันทั่วโลก นิคกี้อยากแยกอธิบายเป็นสามชั้นให้เห็นชัดๆ

    ชั้นแรกคือเรื่องเงินเฟ้อ ในสัปดาห์นี้สหรัฐฯ มีตัวเลขเงินเฟ้อออกมาแบบติดๆ กัน 2 ตัว ทั้งราคาผู้บริโภคและราคาผู้ผลิต ที่แสดงให้เห็นว่าแรงกดดันด้านราคากำลังก่อตัวขึ้น

    ผู้ว่าการ Fed คือ Michael Barr ออกมาพูดเมื่อวันพฤหัสบดีว่าเงินเฟ้อคือความเสี่ยงสำคัญที่สุดในเศรษฐกิจตอนนี้ หลังจากต้นทุนของผู้ผลิต (Producer Costs) เร่งตัวขึ้นเร็วที่สุดนับตั้งแต่ปี 2022

    ชั้นที่สองคือเรื่องน้ำมันและสงครามอิหร่านค่ะ ราคาน้ำมัน WTI ปรับตัวขึ้น 4.6% ปิดที่ 105.78 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งเป็นระดับที่อันตรายต่อโครงสร้างต้นทุนเศรษฐกิจโลก สาเหตุหลักมาจากการที่ช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) ยังคงปิดอยู่ และการประชุมสุดยอดระหว่างประธานาธิบดีทรัมป์กับประธานาธิบดีสีจิ้นผิงที่ปักกิ่งจบลงโดยไม่มีความคืบหน้าใดๆ

    ทรัมป์เองออกมาบอกว่าเขาไม่ได้กดดันสีจิ้นผิงให้ไปกดดันเตหะรานเรื่องการเปิดช่องแคบ ขณะที่จีนเองก็เพียงให้สำนักข่าว Xinhua อ้างคำพูดของรัฐมนตรีต่างประเทศหวังอี้ว่าจีนเชื่อว่าช่องแคบฮอร์มุซควรถูกเปิดโดยเร็วที่สุด แต่ก็ไม่มีการกระทำที่เป็นรูปธรรม

    ทำไมน้ำมันถึงสำคัญกับ Bond Yield ขนาดนั้น

    นิคกี้อยากอธิบายแบบนี้ค่ะ เมื่อราคาน้ำมันสูงขึ้น ต้นทุนการผลิตของทุกอุตสาหกรรมจะสูงขึ้นตาม สินค้าและบริการจะแพงขึ้น เงินเฟ้อจะค้างอยู่นานขึ้น และเมื่อเงินเฟ้อสูงเป็นเวลานาน ธนาคารกลางจะต้องเลือกระหว่างปล่อยให้เงินเฟ้อสูงต่อไป กับการขึ้นดอกเบี้ยเพื่อกดเงินเฟ้อลง ซึ่งทั้งสองทางเลือกล้วนทำให้นักลงทุนต้องการ Yield ที่สูงขึ้นจากพันธบัตรเพื่อชดเชยความเสี่ยง

    ชั้นที่สามคือเรื่องการคลัง ในอังกฤษมีวิกฤตการเมืองที่กำลังคุกคามตำแหน่งนายกรัฐมนตรี Keir Starmer โดยมีกระแสว่า Andy Burnham นายกเทศมนตรีเมืองแมนเชสเตอร์อาจมีโอกาสท้าทายตำแหน่งผู้นำพรรค

    ซึ่งหากเกิดการเปลี่ยนผู้นำ อาจหมายถึงการเปลี่ยนทิศทางจากการคุมการใช้จ่ายภาครัฐ ไปสู่การใช้จ่ายมากขึ้น และนี่ทำให้ Risk Premium ในตลาด Gilt ของอังกฤษพุ่งขึ้น

    Emmanuel Cau หัวหน้านักกลยุทธ์หุ้นยุโรปของ Barclays บอกว่าวิกฤตการเมืองอังกฤษได้เพิ่ม Risk Premium ในตลาด Gilt และความเครียดนี้กำลังลามไปทั่วตลาดพันธบัตรของประเทศพัฒนาแล้ว

    ส่วนในญี่ปุ่นก็มีรายงานจาก Kyodo News ว่ารัฐบาลกำลังพิจารณางบประมาณเพิ่มเติมเพื่อช่วยเหลือเศรษฐกิจ แม้รัฐมนตรีคลังจะบอกว่ายังไม่ถึงเวลานั้นก็ตาม

    Angelo Kourkafas จาก Edward Jones สรุปได้ดีมากว่า "Sentiment ของความเสี่ยงกำลังถูกบั่นทอนจากการเพิ่มขึ้นของ Bond Yield ทั่วโลก ซึ่งเป็นส่วนผสมของความกังวลด้านเงินเฟ้อ ความคาดหวังว่าธนาคารกลางจะขึ้นดอกเบี้ย และความกังวลเรื่องหนี้สาธารณะ ขณะที่ประเทศต่างๆ พยายามผ่อนคลายผลกระทบจากราคาพลังงานที่สูงขึ้น"

    John Briggs หัวหน้ากลยุทธ์ดอกเบี้ยสหรัฐฯ ของ Natixis North America ก็ชี้ว่าเทรดที่เคยเอื้อกับพันธบัตรกำลังถูกกดดันอีกครั้ง

    ภาพของ Fed กำลังเปลี่ยน: จากลดเป็นขึ้น

    ส่วนที่นิคกี้คิดว่าน่าสนใจที่สุดและเป็นเรื่องที่นักลงทุนไทยควรจับตามองอย่างใกล้ชิด คือการเปลี่ยนแปลงของความคาดหวังเรื่องนโยบายดอกเบี้ยของ Fed

    ตอนนี้นักเทรดในตลาด Swaps กำลังราคาว่ามีโอกาสเกือบ 2 ใน 3 ที่ Fed จะขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมเดือนธันวาคม ขอย้ำว่า "ขึ้น" ไม่ใช่ "ลด" นี่คือการพลิกกลับของมุมมองอย่างสมบูรณ์ และน่าสนใจตรงที่ความคาดหวังนี้ยังคงอยู่แม้ Fed จะอยู่ภายใต้ผู้ว่าการคนใหม่คือ Kevin Warsh ซึ่งทรัมป์เลือกมาแทนที่ Jerome Powell

    ตามรายงานของ Bloomberg เส้นกราฟ Swaps Curve ตอนนี้ราคาการขึ้นดอกเบี้ย Fed เต็มจำนวน 25 basis points ภายในการประชุมเดือนมีนาคม ในขณะที่เมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ตลาดยังราคาการลดดอกเบี้ย 25 bps อยู่เลย เปรียบเทียบสองภาพนี้จะเห็นว่ามุมมองของตลาดพลิก 180 องศาภายในเวลาไม่ถึง 3 เดือน

    Subadra Rajappa หัวหน้าฝ่ายวิจัยของ Societe Generale Americas บอกว่า Bond Yield รู้สึกเหมือนกำลังหลุดออกจากบังเหียน "ตลาดไม่ได้แค่ทดสอบ Fed เท่านั้น แต่ยังส่งสัญญาณเตือนรัฐสภาด้วย เพราะยิ่งดอกเบี้ยอยู่สูงนานเท่าไหร่ ต้นทุนทางการเงินก็ยิ่งสูงขึ้น" และเธอยังเตือนว่านี่จะเป็นบททดสอบแรกของ Warsh ที่จะต้องคุมความคาดหวังของตลาดให้ได้

    Ed Al-Hussainy ผู้จัดการพอร์ตจาก Columbia Threadneedle Investments ระบุว่าตลาดกำลังเริ่มราคาว่า Fed จะต้องทำงานหนักขึ้นเพื่อกดเงินเฟ้อ และมองว่าการเทขายพันธบัตรครั้งนี้สะท้อนทั้งวิถีของเงินเฟ้อที่น่ากังวล และเศรษฐกิจที่กำลังร้อนแรง โดยเขาประเมินว่าตลาดอาจต้องการขึ้นดอกเบี้ยอย่างน้อยอีกสองครั้งก่อนจะหายใจได้

    แต่ก็มีอีกฝั่งที่มองในมุมต่างออกไป Kourkafas เองยังเชื่อว่า Fed จะไม่ตอบสนองเกินไปต่อสถานการณ์ที่อาจจะเป็นเพียงเรื่องชั่วคราว เพราะธนาคารกลางไม่สามารถแก้ปัญหา Energy Shock ด้วยการขึ้นดอกเบี้ยได้โดยตรง แต่สิ่งที่ทำให้ภาพเงินเฟ้อซับซ้อนขึ้นคือแนวโน้มของมาตรการกระตุ้นทางการคลัง (Fiscal Stimulus) ที่หลายประเทศจะนำมาใช้เพื่อบรรเทาผลกระทบจากราคาพลังงานมากกว่า

    ตลาดหุ้น: ทำไม Tech และ Chip ถึงโดนหนัก

    ทีนี้นิคกี้อยากกลับมาที่ตลาดหุ้น เพราะแม้จะดูเหมือนว่าตลาดร่วงทั่วกระดาน แต่ถ้าดูจุดศูนย์กลางของแรงเทขายจริงๆ มันกระจุกอยู่ที่กลุ่มเทคโนโลยีและเซมิคอนดักเตอร์

    Philadelphia Stock Exchange Semiconductor Index หรือดัชนีหุ้นชิปของฟิลาเดลเฟีย ร่วงลง 4.0% ในวันเดียว ซึ่งถือว่าเป็นการปรับฐานที่หนักมาก หุ้นเด่นๆ ที่โดนหนักรวมถึง Nvidia ที่ลดลง 4.4%, Intel ที่ร่วง 6.2% และ Broadcom ที่ลดลง 3.3%

    Matt Maley หัวหน้านักกลยุทธ์ตลาดของ Miller Tabak อธิบายว่า "ตัวเลขเงินเฟ้อในสัปดาห์นี้บวกกับการกลับมาขึ้นของราคาน้ำมันดิบ กำลังก่อให้เกิดความกลัวเรื่องเงินเฟ้อ และเมื่อ Yield ระยะยาวทำจุดสูงสุดในรอบ 12 เดือน นักลงทุนเริ่มเก็บกำไรจากตลาดหุ้นหลังจากที่วิ่งขึ้นยาวต่อเนื่อง 6 สัปดาห์"

    นิคกี้อยากชี้ให้เห็นเหตุผลเชิงโครงสร้างว่าทำไม Yield ที่สูงขึ้นถึงกระแทกหุ้นเทคโนโลยีหนักกว่ากลุ่มอื่น เพราะหุ้นเทคโนโลยีเป็นกลุ่ม Long-Duration Equity คือเป็นหุ้นที่กำไรจริงๆ อยู่ไกลในอนาคต เวลาเราคำนวณมูลค่าหุ้นด้วยวิธี Discounted Cash Flow เราต้องเอากระแสเงินสดในอนาคตมาคิดลด (Discount) กลับมาเป็นมูลค่าปัจจุบัน

    อัตราคิดลดที่ใช้สัมพันธ์กับ Bond Yield โดยตรง เมื่อ Yield ขึ้น อัตราคิดลดขึ้น มูลค่าปัจจุบันของกระแสเงินสดในอนาคตก็ลดลง หุ้นเทคโนโลยีที่กำไรหลักอยู่อีก 5-10 ปีข้างหน้าจึงโดนกระทบมากกว่าหุ้นกลุ่ม Cyclical ที่กำไรอยู่ในปัจจุบัน นี่คือเหตุผลทางคณิตศาสตร์ ไม่ใช่แค่ Sentiment ค่ะ

    ภาพอีกด้านที่นิคกี้อยากให้สังเกตคือ ใต้พื้นผิวของการที่ S&P 500 ทำสัปดาห์บวกที่ 7 ติดต่อกัน มี 8 จาก 11 sectors ของ S&P 500 ที่ติดลบในเดือนนี้ กำไรส่วนใหญ่กระจุกอยู่ที่กลุ่มเทคโนโลยีสารสนเทศเท่านั้น

    ดังนั้นตลาดที่ดูแข็งแกร่ง จริงๆ แล้วเป็นการแข็งแกร่งเฉพาะกลุ่ม ซึ่งความ "แคบ" ของการ Rally นี้เป็นสิ่งที่นักวิเคราะห์หลายคนกังวลมาตลอด

    Lori Calvasina จาก RBC Capital Markets ให้สัญญาณเตือนชัดเจนผ่าน Bloomberg Television ว่า การเชียร์ซื้อหุ้นจะถูกท้าทายอย่างจริงจังหากพันธบัตร 10 ปีของสหรัฐฯ ทะลุไปถึง 5% เพราะเป็นระดับที่ในประวัติศาสตร์มักจะกด P/E ลง

    เสียงเตือนจากวอลล์สตรีท

    นิคกี้อยากเล่าให้ฟังว่าตอนนี้บนวอลล์สตรีทเริ่มมีเสียงเตือนเรื่องการ Take Profit ออกมาเรื่อยๆ ค่ะ

    Michael Hartnett นักกลยุทธ์ของ Bank of America มองว่าตลาดหุ้นกำลังเข้าสู่จุดที่นักลงทุนพร้อมเทขายเพื่อเก็บกำไร เนื่องจากนักลงทุนเข้ามาแออัดในตลาดหุ้นมากเกินไป บวกกับความเสี่ยงเงินเฟ้อที่สูงขึ้น แรงกดดันด้านราคากำลังแทรกซึมเข้าไปในเศรษฐกิจสหรัฐฯ ในขณะที่ตลาดวิ่งขึ้นทำจุดสูงสุดเป็นประวัติการณ์ และเขาเขียนชัดเจนว่า "การยอมจำนน (Capitulation) ของฝั่ง Bull ที่กระโดดเข้าหาหุ้นและเทคโนโลยี น่าจะเสร็จสิ้นในไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า ต้นเดือนมิถุนายนเป็นจังหวะที่เหมาะจะเก็บกำไรออกมาบ้าง"

    มุมมองเดียวกันนี้สะท้อนที่ Barclays ด้วย ตัวชี้วัด Market-Timing Indicator ภายในของบริษัทกำลังส่งสัญญาณ "ขาย" สำหรับ S&P 500 ซึ่งเป็นสัญญาณขายครั้งแรกนับตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ปี 2025

    Alexander Altmann หัวหน้ากลยุทธ์เทรดดิ้งสากลของบริษัท เขียนในรายงานช่วงเช้าวันศุกร์ว่า "การจับจุดสูงสุดของตลาดทำได้ยาก แต่สัญญาณของทีมหลายตัวกำลังเปิดอยู่ จนถึงจุดที่เราต้องการลดมุมมองเชิงบวกในความเสี่ยง และหันมาระมัดระวังในระยะใกล้"

    ส่วน Mark Hackett จาก Nationwide ก็มองในเชิงระวังเช่นกัน "มีสัญญาณของการเปิดสถานะที่มากเกินไป และการมองโลกในแง่ดีอย่างสุดขีด ซึ่งอาจนำไปสู่ช่วงพักฐานตามธรรมชาติและเป็นการพักฐานที่ดีต่อสุขภาพของตลาด แต่สุดท้ายแล้ว ถ้าภาพเศรษฐกิจมหภาคและกำไรบริษัทยังคงสนับสนุน ทิศทางที่ต้านน้อยที่สุดก็ยังคือขึ้น"

    แต่ก็ยังมีฝั่งที่มองบวกอยู่ Steve Chiavarone รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านการลงทุนหุ้นของ Federated Hermes ใช้มุมมองเรื่อง Time Frame มาอธิบาย "ราคาน้ำมันและการเคลื่อนไหวของตลาดพันธบัตรกำลังราคาการขาดแคลนอุปทานระยะสั้น และเงินเฟ้อที่เหนียวขึ้นในกรอบ 3 ถึง 6 เดือน ขณะที่หุ้น AI กำลังราคา Productivity ที่สูงขึ้น และสภาวะ Disinflation ในกรอบกลางคือ 1 ถึง 3 ปี"

    เขาบอกว่ารอบของการปรับประมาณการกำไรในตอนนี้คือรอบที่แข็งแกร่งที่สุดที่เขาเห็นในรอบ 20 ปี และเชื่อว่าหุ้นเป็น Inflation Hedge ที่ดีกว่าพันธบัตร เงินสด หรือแม้แต่โลหะมีค่า (อันนี้แอบเห็นด้วยนะ แต่เลือกให้ถูกตัว)

    แต่ Gene Goldman ประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านการลงทุนของ Cetera Financial Group สรุปประเด็นได้น่าสนใจมากค่ะ

    "สินทรัพย์หลักแต่ละประเภทเล่าเรื่องที่สอดคล้องในตัวเอง แต่ไม่ได้เล่าเรื่องเดียวกัน สุดท้ายแล้ว ไม่ valuation ของหุ้นต้องหดตัวลง ก็ตลาดพันธบัตรต้องทบทวนใหม่ว่านโยบาย Fed ต้องเข้มงวดแค่ไหน"

    คำพูดนี้นิคกี้ขอเน้น เพราะมันคือสมมติฐานที่จะต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่งในไม่ช้า คือ 1. หุ้นต้องลงมาบ้าง หรือไม่ก็ 2. bond yield ต้องร่วง
    กลับลงมา

    David Lebovitz จาก JPMorgan Asset Management ก็เสริมในมุมการจัดพอร์ตว่า เมื่อเงินเฟ้อกลายเป็นความเสี่ยงหลัก พันธบัตรไม่ได้ทำหน้าที่ Hedge หุ้นเหมือนเดิมอีกต่อไป บริษัทของเขาจึงหันไปชอบสินทรัพย์จริง (Real Assets) อย่างอสังหาริมทรัพย์และโครงสร้างพื้นฐานมากกว่า

    ส่วน Marija Veitmane หัวหน้าวิจัยหุ้นของ State Street Global Markets ฟันธงตรงๆ ว่า "Tech เป็นเซกเตอร์เดียวที่มี Secular Demand ที่แข็งแกร่ง ซึ่งรับประกันกำไรที่แข็งแกร่งและคาดการณ์ได้

    เงินที่ยังเหลือเฟือในตลาดการเงินทั้งหมดกำลังหาทางไหลเข้าสู่กลุ่มเทคโนโลยี ดันราคาหุ้นกลุ่มนี้สูงขึ้น แต่ไม่มีอะไรอื่น" นี่คือคำอธิบายว่าทำไมตลาดถึงแคบขึ้นเรื่อยๆ

    ⚠️ วิกฤตของ Active Manager: เรื่องที่คนไทยอาจไม่รู้

    นิคกี้ขอแทรกประเด็นที่นักลงทุนไทยน้อยคนจะรู้เกี่ยวกับสภาวะของผู้จัดการกองทุนแบบ Active ในอเมริกา เพราะนี่สะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างของอุตสาหกรรมการลงทุน

    ตามข้อมูลล่าสุดของ Barclays สัดส่วนของ Mutual Fund ที่ทำผลงานดีกว่า S&P 500 ในปีนี้ลดลงเหลือเพียง 28% ลดลงจากกว่า 60% ณ สิ้นเดือนกุมภาพันธ์ หลังจากที่เคยได้ประโยชน์จากการหมุนเงินออกจากหุ้นเทคโนโลยีไปสู่ตลาดในวงกว้าง

    ตอนนี้นักเลือกหุ้น (Stock Pickers) กำลังถูกทิ้งห่างอีกครั้ง เพราะเงินไหลกลับเข้าหุ้น AI ขนาดใหญ่ไม่กี่ตัวที่พอร์ตที่กระจายความเสี่ยงไม่สามารถตามทัน

    การกลับด้านเร็วและรุนแรงขนาดที่ผู้จัดการ Active กำลังมุ่งหน้าไปสู่ผลงานที่แย่ที่สุดอันดับ 4 ในรอบ 20 ปีเมื่อเทียบกับ Benchmark นี่เป็นทิศทางที่ไม่ดีนักสำหรับอุตสาหกรรมที่อยู่ในภาวะตั้งรับอยู่แล้ว หลังจากที่ปีที่ผ่านมามีเงินไหลออกจากกองทุนหุ้น Active ราว 1 ล้านล้านดอลลาร์

    พฤติกรรมของรายย่อย: All-In แล้ว

    ฝั่งนักลงทุนรายย่อยในอเมริกาตอนนี้นิคกี้บอกได้เลยว่ากำลังเข้าตลาดอย่างเต็มที่

    ตามข้อมูลของ Goldman Sachs ปริมาณการเทรดเพิ่มขึ้น 28% ตั้งแต่กลางเดือนเมษายน และตะกร้าหุ้นที่นักลงทุนรายย่อยชื่นชอบของ Goldman วิ่งขึ้นประมาณ 30% นับตั้งแต่ต้นเดือนเมษายน

    ลูกค้า Private Client ของ Bank of America ที่มีสินทรัพย์ภายใต้บริหาร 4.5 ล้านล้านดอลลาร์ ตอนนี้ถือหุ้นที่สัดส่วน 65.7% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ และสัดส่วนเงินสดอยู่ที่ 9.8% ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดเท่าที่เคยมีมา การจัดพอร์ตแบบนี้สะท้อนว่าความระมัดระวังหายไปอย่างมีนัยสำคัญ

    ขณะเดียวกัน JPMorgan Equity Premium Income ETF ขนาด 44 พันล้านดอลลาร์ ทำผลงานต่ำกว่า S&P 500 ถึง 8 percentage points ในปีนี้ ซึ่งเน้นย้ำต้นทุนของการเล่นเชิงตั้งรับ แต่ที่น่าสนใจคือ ETF ประเภท Covered-Call และ Buffer ที่นิยมเพราะมีจุดเด่นเชิงป้องกัน กลับมีเงินไหลเข้ามากกว่า 5 พันล้านดอลลาร์ในเดือนที่ผ่านมา แสดงว่าบางกลุ่มก็เริ่มหันไปหาเครื่องมือป้องกันแล้วเหมือนกัน

    ตลาดอื่นๆ และเหตุการณ์บริษัทที่น่าสนใจ

    ในตลาดอัตราแลกเปลี่ยน Bloomberg Dollar Spot Index ปรับขึ้น 0.4% สะท้อนการแข็งค่าของดอลลาร์ในสัปดาห์นี้ ค่าเงินยูโรอ่อนค่า 0.4% มาที่ 1.1620 ดอลลาร์ต่อยูโร ปอนด์อังกฤษอ่อนค่า 0.6% มาที่ 1.3317 ดอลลาร์ต่อปอนด์ และเยนญี่ปุ่นอ่อนค่า 0.3% มาที่ 158.78 เยนต่อดอลลาร์

    ในตลาดคริปโต Bitcoin ปรับตัวลง 2.8% มาที่ 79,153.63 ดอลลาร์ และ Ether ลดลง 3.3% มาที่ 2,222.89 ดอลลาร์ ส่วนทองคำ Spot Gold ปรับตัวลง 2.4% มาที่ 4,541.28 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ซึ่งเป็นข้อสังเกตน่าสนใจที่ทองคำลงในวันที่ตลาดเสี่ยงปรับฐาน แสดงให้เห็นว่าแรงเทขายในตลาดส่วนใหญ่เป็นการลดความเสี่ยงทั่วไป มากกว่า Flight to Safety แบบดั้งเดิม

    ในด้านข่าวบริษัท นิคกี้อยากเล่าให้ฟังหลายเรื่อง เริ่มจาก SpaceX ที่กำลังมุ่งหน้าจะยื่นไฟล์ IPO อย่างเป็นทางการเร็วที่สุดในวันพุธ ตามแหล่งข่าวที่ใกล้ชิดกับเรื่องนี้ ซึ่งเป็น IPO ที่ตลาดรอคอยมานาน

    Bill Ackman ผู้บริหารของ Pershing Square ออกมาเผยว่ากองทุนได้เข้าซื้อสถานะใหม่ใน Microsoft โดยอาศัยจังหวะที่ราคาหุ้นปรับฐานลง เขาบอกว่านักลงทุนกำลังประเมินความทนทานของธุรกิจซอฟต์แวร์ของ Microsoft ต่ำเกินไป และเชื่อว่าธุรกิจของบริษัทแข็งแกร่งและมีความยืดหยุ่นมากกว่าที่นักลงทุนคิด

    ในการประชุมสุดยอด Trump-Xi ที่ปักกิ่งสองวัน ทรัมป์เล่าว่าได้คุยกับสีจิ้นผิงเรื่องการกำหนดกรอบกำกับ AI และเรื่องชิป Nvidia H200 ก็ถูกหยิบขึ้นมาคุยด้วย ขณะที่ดีลของ Boeing กับจีนซึ่งเป็นที่จับตามาตลอด ดูเหมือนจะถูกเซ็นแล้วระหว่างการเยือนของทรัมป์ โดยจีนตกลงซื้อเครื่องบิน Boeing จำนวน 200 ลำ ตามที่ทรัมป์ระบุ ซึ่งต่ำกว่าตัวเลขที่คาดไว้ก่อนหน้านี้คือ 737 Max 500 ลำบวกเครื่องลำตัวกว้างเพิ่มเติม รายละเอียดของดีลทั้งจำนวน ชนิดเครื่องบิน และระยะเวลาส่งมอบยังคงคลุมเครือ

    อีกดีลที่น่าสนใจในตลาดทุนคือ Alphabet หรือ Google บริษัทแม่ ที่ขายพันธบัตรในสกุลเยนมูลค่า 576.5 พันล้านเยน หรือประมาณ 3.6 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งเป็นดีลพันธบัตรเยนที่ใหญ่ที่สุดที่เคยทำโดยบริษัทที่ไม่ใช่ของญี่ปุ่น ในขณะที่การแข่งขันเพื่อระดมทุนสำหรับ Data Center และโครงสร้างพื้นฐาน AI ทวีความเข้มข้นขึ้น

    และที่สร้างความฮือฮาบนวอลล์สตรีท คือการเปิดเผยข้อมูลทางการเงินของทรัมป์ ซึ่งแสดงว่าตัวเขาเองหรือที่ปรึกษาด้านการลงทุนของเขา ทำธุรกรรมการซื้อขายมากกว่า 3,700 ครั้งในไตรมาสแรก รวมมูลค่าหลายสิบล้านดอลลาร์ และเกี่ยวข้องกับบริษัทใหญ่ที่มีดีลกับฝ่ายบริหารของเขา

    บทสรุป: ถ้าตามนิคกี้มาตลอด เราก็คุยเรื่องพวกนี้กันมาตั้งนานแล้ว

    ใครที่ตามนิคกี้มาตลอด จะรู้ดีว่าเรื่องพวกนี้นิคกี้พูดมาก่อนหน้านี้นานแล้วทั้งนั้นค่ะ ทั้งเรื่องเงินเฟ้อที่จะกลับมา ทั้งเรื่อง Bond Yield ที่จะเด้งกลับ และทั้งเรื่อง Fed ที่อาจจะไม่ลดดอกเบี้ยในปีนี้ด้วยซ้ำ

    คำถามคือ ตลาดเพิ่งจะมารู้เรื่องพวกนี้เหรอ ไม่ใช่ค่ะ ตลาดรู้มานานแล้ว แต่มันแค่กำลังหาข้ออ้างในการ Take Profit เท่านั้นเอง เพราะราคาหุ้นมันวิ่งมาเร็วและแรงเกินไป บวกกับเมื่อวานเป็น OpEx Day หรือวันหมดอายุของ Options ซึ่งเป็นวันที่ตลาดมักจะมีความผันผวนสูงเป็นพิเศษอยู่แล้ว

    ปัจจัยทั้งหมดมันแค่บังเอิญมารวมตัวกันให้นักลงทุนได้กดปุ่มขายอย่างมีเหตุผล

    นิคกี้เลยอยากบอกว่าตอนนี้ให้นั่งทับมือไว้ก่อนค่ะ อย่าเพิ่งรีบซื้อเพิ่ม อาจ take profit ออกมาบ้างถ้าไม่ได้ถือยาว ส่วนเรื่องที่ตลาดราคาว่า Fed จะขึ้นหรือลดดอกเบี้ย นิคกี้คิดว่ามันไม่สำคัญเลยในตอนนี้นะ เพราะตัวเลขที่ตลาดให้ไว้มันไปอยู่ที่ปีหน้านู่นแล้ว ถ้าสถานการณ์อิหร่านมันเปลี่ยน ราคาน้ำมันลงมา ตัวเลขนี้ก็จะเปลี่ยนทันทีเหมือนกัน เหมือนที่มันเพิ่งเปลี่ยนจาก "จะลดดอกเบี้ย 2 ครั้ง" มาเป็น "ขึ้นดอกเบี้ย" ได้ภายในเวลาแค่ 1-2 เดือน

    ดังนั้นการเอาตัวเลขความคาดหวังเรื่องดอกเบี้ยมาเป็นเครื่องตัดสินใจตอนนี้ มันก็เหมือนกับการตัดสินใจบนพื้นทรายค่ะ มันเปลี่ยนได้ตลอด

    จบค่ะ แยกย้ายไปเที่ยวเล่นกันได้ค่ะ ถ้าซื้อมาตั้งแต่เมษายน ตอนนี้ก็โคตร Happy แล้วค่ะ

    https://www.facebook.com/share/17j4NsrDXY/
     
  3. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    232,295
    ค่าพลัง:
    +97,153
    พนักงานร้านกาแฟหรูระดับโลกตกงาน 300 คน รวมปลด 3 รอบเตะฝุ่น 2,300 คนใน 1 ปี 2 เดือน ทยอยปิดบางสาขา สตาร์บัคส์ย้ำเป็นไปตามแผนปรับโครงสร้างใหม่ในอเมริกา BTimes

    https://www.facebook.com/share/p/1BpUpnNkSM/
     
  4. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    232,295
    ค่าพลัง:
    +97,153
    แม้ผู้ชายที่ติดเชื้อไวรัสฮันทารักษาหาย แต่เชื้อไวรัสฮันทาอยู่รอดในอสุจินาน 5 ปี 11 เดือน และสามารถแพร่เชื้อผ่านการมีเพศสัมพันธ์ นักวิจัยไวรัสวิทยาในสวิสเซอร์แลนด์ยืนยัน-ตีพิมพ์ผลวิจัยในวารสารการแพทย์ไวรัส BTimes

    https://www.facebook.com/share/p/1BD3Gq5zNY/
     
  5. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    232,295
    ค่าพลัง:
    +97,153
    【จีน-สหรัฐฯ บรรลุข้อตกลงช่องแคบฮอร์มุซต้องเปิดเสรี อิหร่านโต้กลับ “คนทรยศจะถูกเปิดโปงกลางแสงตะวัน”】

    สี จิ้นผิง ประกาศจีนคัดค้านการทำให้ช่องแคบฮอร์มุซเป็นเขตทหารและการเก็บค่าผ่านทาง พร้อมรับปากซื้อน้ำมันสหรัฐฯ เพิ่ม เพื่อลดการพึ่งพาเส้นทางนี้ ด้านโฆษกกระทรวงต่างประเทศอิหร่านตอบโต้ทันที
    สาระสำคัญจากบันทึกการประชุมทวิภาคี
    ทำเนียบขาวเผยแพร่บันทึกการพบปะระหว่างผู้นำสหรัฐฯ และจีนเมื่อวานนี้ โดยทั้งสองฝ่ายมีความเห็นตรงกันว่า ช่องแคบฮอร์มุซจะต้องเปิดให้เดินเรือได้อย่างเสรี เพื่อสนับสนุนการไหลเวียนของพลังงานระหว่างประเทศ
    สี จิ้นผิง แสดงจุดยืนชัดเจนว่า จีนคัดค้านการทำให้ช่องแคบดังกล่าวกลายเป็นเขตทหาร และคัดค้านการเรียกเก็บค่าผ่านทางในรูปแบบใดๆ ก็ตาม
    ผลการเจรจาทรัมป์-สี ฉบับเต็ม
    ทำเนียบขาวเผยผลการพบปะระหว่างทรัมป์และสี จิ้นผิง ครอบคลุมประเด็นสำคัญดังนี้
    • ขยายการเข้าถึงตลาดจีนให้แก่ภาคธุรกิจสหรัฐฯ
    • จีนเพิ่มการลงทุนในสหรัฐฯ
    • เพิ่มความเข้มงวดในการสกัดกั้นเฟนทานิลไหลเข้าสหรัฐฯ
    • จีนขยายการจัดซื้อสินค้าเกษตรจากสหรัฐฯ
    • ช่องแคบฮอร์มุซจะต้องเปิดเสรีในการเดินเรือ
    • จีนคัดค้านการทำให้ช่องแคบฮอร์มุซเป็นเขตทหารและการเก็บค่าผ่านทาง
    • จีนจะเพิ่มการซื้อน้ำมันจากสหรัฐฯ เพื่อลดการพึ่งพาเส้นทางผ่านช่องแคบฮอร์มุซ
    อิหร่านโต้กลับเดือด
    เอสมาอีล บากาอี โฆษกกระทรวงการต่างประเทศอิหร่าน โพสต์ข้อความผ่านทวิตเตอร์ตอบโต้ทันทีว่า
    “คนที่ทรยศในที่ลับ จะถูกเปิดโปงกลางแสงตะวัน”
    ข้อความดังกล่าวถูกเผยแพร่เมื่อเวลา 8:19 น. ของวันที่ 15 พฤษภาคม 2026 และมีผู้เข้าชมแล้วกว่า 610,000 ครั้ง ซึ่งถูกตีความอย่างกว้างขวางว่าเป็นการพาดพิงถึงท่าทีของจีนที่ดูเหมือนจะหันหลังให้กับเตหะรานในประเด็นช่องแคบฮอร์มุซ ทั้งที่ก่อนหน้านี้จีนเคยแสดงท่าทีสนับสนุนอิหร่านในเวทีระหว่างประเทศมาโดยตลอด
    ที่มา: @whyyoutouzhele (李老师不是你老师), @IRIMFA_SPOX

    https://www.facebook.com/share/p/17g6EKSqSD/
     
  6. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    232,295
    ค่าพลัง:
    +97,153
    "จากกับดักธูซิดิดีส’สู่ ชัยชนะแบบไพร์รัส"
    ระหว่างการประชุมสุดยอดที่ปักกิ่งเมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2026 ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน ได้หยิบยกแนวคิด “Thucydides Trap” ขึ้นพูดโดยตรงต่อประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ
    สิ่งที่สี จิ้นผิงกล่าว
    ในคำกล่าวเปิดการประชุม สีได้ตั้งคำถามเชิงยุทธศาสตร์สำคัญสำหรับทั้งสองประเทศว่า:
    “โลกได้เดินมาถึงอีกหนึ่งทางแยกสำคัญแล้ว จีนและสหรัฐอเมริกาจะสามารถก้าวข้าม ‘กับดักธูซิดิดีส’ (Thucydides Trap) และสร้างรูปแบบความสัมพันธ์ใหม่ระหว่างมหาอำนาจได้หรือไม่?”
    เขาวางกรอบประเด็นนี้ว่าเป็น “ทางเลือก” ระหว่าง
    ความร่วมมือ
    หรือการแข่งขันที่อันตรายและอาจนำไปสู่ความขัดแย้ง
    สี จิ้นผิงยังเตือนเพิ่มเติมว่า หากจัดการประเด็นไต้หวันผิดพลาด ความสัมพันธ์ระหว่างสองมหาอำนาจอาจถูกผลักเข้าสู่ “จุดที่อันตรายอย่างยิ่ง” ซึ่งอาจนำไปสู่ “การปะทะหรือความขัดแย้ง” ได้
    กับดักทูซิดิดีส (Thucydides Trap) คือแนวคิดที่ใช้อธิบายความเสี่ยงสูงของการเกิดสงคราม เมื่อมหาอำนาจที่กำลังเติบโตขึ้น มีท่าทีว่าจะบดบังรัศมีของของมหาอำนาจที่ครองความเป็นใหญ่อยู่เดิม
    ที่มาคำว่า “กับดักทูซิดิดีส” มาจากนักประวัติศาสตร์กรีกโบราณ ทูซิดิดีส (Thucydides) ผู้เขียนเรื่องราวสงครามเพโลพอนนีเซียนระหว่าง เอเธนส์ กับ สปาร์ตา โดยทูซิดิดีสสรุปว่า:“สิ่งที่ทำให้สงครามหลีกเลี่ยงไม่ได้ คือการที่เอเธนส์เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว และความกลัวที่มันก่อให้เกิดในหมู่ชาวสปาร์ตา”
    แต่สงครามระหว่างสปาร์ตากับเอเธนส์เลี่ยงไม่ได้อยู่ดี แม้ว่าสปาร์ต้าจะชนะ แต่มันเป็นชัยชนะในรูปแบบที่ทำให้โลกของกรีกท้ังหมดอ่อนแอลงจนในที่สุดต้องพ่ายแพ้ให้กับโรมัน
    ชัยชนะของสปาร์ต้าจึงเปรียบเหมือน Phyrrhic victory หรือชัยชนะที่ต้องแลกมาด้วยต้นทุนที่สูงมาก — ไม่ว่าจะเป็นชีวิต ทรัพยากร หรือสถานะทางยุทธศาสตร์ — จนแทบไม่ต่างจากความพ่ายแพ้ หรืออย่างน้อยก็ทำให้ฝ่ายชนะอ่อนแอลงจนไม่สามารถสู้ต่อหรือได้รับประโยชน์จากชัยชนะนั้นได้อย่างแท้จริง
    ที่มาของคำนี้มาจาก กษัตริย์ไพร์รัสแห่งเอพิรุส (King Pyrrhus of Epirus) ผู้ปกครองอาณาจักรกรีก ซึ่งทำสงครามกับสาธารณรัฐโรมันในสงครามที่เรียกว่า “Pyrrhic War” ระหว่างปี 280–275 ก่อนคริสตกาล
    หลังจากสองสมรภูมิสำคัญ ได้แก่
    ยุทธการเฮราคลีอา (Battle of Heraclea) ปี 280 ก่อนคริสตกาล
    ยุทธการแอสคูลัม (Battle of Asculum) ปี 279 ก่อนคริสตกาล
    แม้ไพร์รัสจะเป็นฝ่ายชนะโรมันในสนามรบ แต่กองทัพของเขาสูญเสียอย่างหนัก โดยเฉพาะนายทหารและทหารฝีมือดีที่ไม่สามารถทดแทนได้ง่าย
    เขาจึงกล่าวประโยคที่โด่งดังว่า:
    “หากได้ชัยชนะเช่นนี้อีกครั้ง เราคงพินาศแน่”
    (หรือในอีกสำนวนหนึ่งว่า
    “อีกหนึ่งชัยชนะแบบนี้ แล้วเราจะล่มสลาย”)
    ปัญหาคือ แม้ไพร์รัสจะชนะในเชิงยุทธวิธี แต่โรมสามารถระดมกำลังใหม่ได้เรื่อย ๆ ขณะที่ฝ่ายของเขาไม่สามารถฟื้นตัวจากความสูญเสียได้ทัน
    ดังนั้น “Pyrrhic victory” จึงกลายเป็นคำที่ใช้เรียกชัยชนะที่ “ชนะแล้วแทบไม่คุ้ม” หรือ “ชนะจนแพ้” นั่นเอง
    สรุปแล้ว สี จิ้นผิง ขู่โดนัลด์ ทรัมป์ว่า หากจีนกับสหรัฐต้องทำสงครามกัน เพราะสหรัฐเกรงว่าจีนจะก้าวขึ้นมาเป็นมหาอำนาจโลกแทน มันจะทำให้ชัยชนะที่ได้มาของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่คุ้มจากความเสียหายที่ใหญ่หลวงที่ไม่อาจทดแทนได้จากความพินาศของสงคราม
    หรือแม้สหรัฐจะชนะ แต่จีนด้วยประชากร ทรัพยากร ความเข้มแข็งของปัจจัยพื้นฐานของอารยะธรรมจีน ที่มากกว่าหรือเหนือกว่าจะสามารถฟื้นตัวจากความสูญเสียได้ ในขณะที่สหรัฐจะไม่สามารถฟื้นกลับมาเหมือนเดิม

    https://www.facebook.com/share/p/18WEdubE4h/
     
  7. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    232,295
    ค่าพลัง:
    +97,153
    การเยือนปักกิ่งของทรัมป์ครั้งนี้ประสบความสำเร็จ: ชนชั้นนำสหรัฐกำลังเริ่มเผชิญความจริงหรือไม่?

    การเยือนจีนอย่างเป็นทางการของโดนัลด์ ทรัมป์ในสัปดาห์นี้ ก่อให้เกิดพาดหัวข่าวที่เมื่อสิบปีก่อนแทบไม่มีใครคาดคิดว่าจะได้เห็น “ครั้งนี้ ทรัมป์และสี จิ้นผิง พบกันในฐานะผู้เท่าเทียม” หนังสือพิมพ์ The Times เขียนไว้ ขณะที่ทำเนียบขาวพูดถึง “ความสัมพันธ์เชิงสร้างสรรค์ที่มีเสถียรภาพเชิงยุทธศาสตร์”

    คณะผู้บริหารระดับสูงจากบริษัทอเมริกันยักษ์ใหญ่ เช่น Jensen Huang จาก Nvidia, Elon Musk จาก Tesla, Tim Cook จาก Apple และอีกหลายคน เดินทางร่วมกับประธานาธิบดีไปยังปักกิ่ง ส่งสัญญาณว่าอย่างน้อยในตอนนี้ “โครงการตัดขาดทางเศรษฐกิจ” (decoupling) ได้เดินมาถึงจุดสิ้นสุดชั่วคราวแล้ว

    ทรัมป์ยังออกมาปกป้องสิทธิของนักศึกษาจีนกว่าครึ่งล้านคนในการเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยสหรัฐ เขาเรียกสี จิ้นผิงว่า “ผู้นำที่ยิ่งใหญ่” และกล่าวว่า “ความสัมพันธ์ระหว่างเรานั้นแข็งแกร่งมาก”

    Gerard Baker คอลัมนิสต์ของ The Times ซึ่งเคยสนับสนุนแนวคิดสายเหยี่ยวต่อจีนมานาน ถึงกับยอมรับว่า “ยุคแห่งมหาอำนาจเดี่ยว (unipolar moment) นั้นสั้นมาก” และ “ตอนนี้โลกมีมหาอำนาจที่แท้จริงอยู่สองประเทศ”

    นี่ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่

    ทรัมป์วางตัวเองเป็น “สายเหยี่ยวต่อจีน” มาตั้งแต่การหาเสียงปี 2016 เขาเคยพูดในการปราศรัยที่รัฐอินเดียนาว่า “เราไม่สามารถปล่อยให้จีนข่มขืนประเทศเราได้อีกต่อไป” เขาสัญญาว่าจะประกาศให้จีนเป็น “ประเทศปั่นค่าเงิน” ตั้งแต่วันแรก กล่าวหาปักกิ่งว่า “ขโมยงานของชาวอเมริกัน” และทำให้การขึ้นภาษีสินค้าจีนเป็นหัวใจหลักของนโยบายหาเสียง

    เมื่อเข้ารับตำแหน่ง เขาเริ่มสงครามการค้า แบน Huawei จากเครือข่าย 5G ของสหรัฐ ขับนักข่าวจีนออกจากประเทศ ลงนามกฎหมายสนับสนุนอาวุธให้ไต้หวัน และผลักดันยุทธศาสตร์ความมั่นคงแห่งชาติปี 2017 ที่ประกาศให้จีนเป็น “คู่แข่งเชิงยุทธศาสตร์”

    ฝ่ายรัฐบาลไบเดนไม่ได้เปลี่ยนแนวทางนี้ กลับยิ่งขยายมันให้รุนแรงขึ้น ภาษีของทรัมป์ยังคงอยู่ กฎหมาย CHIPS Act และมาตรการควบคุมการส่งออกชิปในปี 2022 ยกระดับการแข่งขันสู่ “สงครามเทคโนโลยีเต็มรูปแบบ” ขณะที่ AUKUS, Quad และเครือข่ายฐานทัพที่ขยายตัว ล้วนเสริมสถาปัตยกรรมการล้อมจีนทางทหารที่ดำเนินมายาวนาน

    เมื่อทรัมป์กลับมาในสมัยที่สอง เขายิ่งเพิ่มความเข้มข้นของแนวคิดเดิม “ภาษีวันปลดปล่อย” ทำให้อัตราภาษีต่อสินค้าจีนทะลุ 145% การขายอาวุธให้ไต้หวันแตะระดับพันล้านดอลลาร์ภายในสัปดาห์เดียว

    กล่าวอีกอย่าง ทั้งสองสมัยของทรัมป์มีเป้าหมายเดียวกัน: ยกระดับยุทธศาสตร์สหรัฐในการสกัด ล้อม และกดดันจีน

    สิ่งที่เปลี่ยนไป ไม่ใช่ยุทธศาสตร์ แต่คือ “ผลลัพธ์”

    สงครามเซมิคอนดักเตอร์ของไบเดน ตั้งใจจะหยุดความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีของจีน แต่กลับเร่งให้จีนพึ่งพาตนเองเร็วขึ้น DeepSeek และบริษัทจีนอื่น ๆ แสดงให้เห็นว่า AI ของจีนสามารถแข่งขันกับ Silicon Valley ได้ ในต้นทุนที่ต่ำกว่ามาก

    BYD ขายรถ EV แซง Tesla ไปแล้วกว่า 600,000 คันในปีที่ผ่านมา จีนครองสัดส่วนการผลิตภาคอุตสาหกรรมราว 30% ของโลก มากกว่าประเทศอุตสาหกรรมใหญ่ 9 อันดับถัดไปรวมกัน และติดตั้งหุ่นยนต์อุตสาหกรรมใหม่ถึง 54% ของโลกในปี 2024

    สงครามภาษีของทรัมป์ยิ่งย้อนกลับมาทำร้ายสหรัฐอย่างชัดเจน เมื่อภาษีแตะ 145% ปักกิ่งตอบโต้ด้วยการควบคุมแร่หายาก ซึ่งจีนเป็นผู้แปรรูปกว่า 90% ของโลก เพียงไม่กี่วันต่อมา สหรัฐก็ต้องกลับเข้าสู่โต๊ะเจรจา

    JD Vance เคยกล่าวว่า “สหรัฐถือไพ่เหนือกว่าจีนมาก” แต่ในความเป็นจริง David Finkelstein เขียนใน Financial Times ว่า ทรัมป์เดินทางถึงปักกิ่งท่ามกลาง “กำแพงแห่งความมั่นใจ” ของจีน — ความเชื่อว่าจีนมีทั้ง “ความตั้งใจ” และ “อำนาจต่อรอง” เพียงพอที่จะผลักดันกลับได้สำเร็จ

    สงครามสหรัฐ-อิสราเอลต่ออิหร่าน ซึ่งส่วนหนึ่งมีเป้าหมายเพื่อสกัด Belt and Road อ่อนแอพันธมิตร BRICS และลดอิทธิพลจีนในเอเชียตะวันตก กลับให้ผลตรงกันข้าม

    อิหร่านยังคงยืนอยู่ได้ อธิปไตยไม่ถูกทำลาย และความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์กับจีนและรัสเซียยิ่งแน่นแฟ้นขึ้น ขณะเดียวกัน ในสายตาหลายประเทศ จีนกลับดูเป็น “ผู้ใหญ่ในห้อง” มากกว่า

    Finkelstein เองยังยอมรับว่า “ปฏิบัติการทางทหารล่าสุดของสหรัฐในแคริบเบียน เวเนซุเอลา และโดยเฉพาะอิหร่าน ช่วยให้ปักกิ่งชี้ให้โลกเห็นว่าอเมริกาคือปัจจัยแห่งความไม่มั่นคง”

    ในบริบทนี้ คำพูดของทรัมป์เรื่องอิหร่านระหว่างการประชุมจึงต้องถูกอ่านอย่างระมัดระวัง ทรัมป์อ้างว่าเขาและสี จิ้นผิง “คิดคล้ายกัน” ว่าช่องแคบฮอร์มุซควรเปิดอยู่ และอิหร่านไม่ควรมีอาวุธนิวเคลียร์

    แต่แท้จริงแล้ว นี่คือจุดยืนดั้งเดิมของจีน และของอิหร่านเองมาโดยตลอด เตหะรานยืนยันเสมอว่าไม่มีโครงการอาวุธนิวเคลียร์ และการปิดฮอร์มุซเป็นเพียงมาตรการป้องกันตัว

    หัวใจของจุดยืนจีน ซึ่งทรัมป์ไม่ได้พูดถึง คือ “สงครามนี้ไม่ควรเกิดขึ้นตั้งแต่แรก” การใช้กำลังคือ “ทางตัน” และสิ่งที่จำเป็นคือ “การหยุดยิงถาวร” และ “สถาปัตยกรรมความมั่นคงใหม่ในภูมิภาค”

    กระทรวงต่างประเทศจีนระบุชัดว่าสงครามนี้ผิดกฎหมายและต้องยุติ

    จีนไม่ได้เข้าร่วมกรอบคิดของวอชิงตัน แต่กลับเป็นวอชิงตันที่กำลังถูกบังคับให้ปรับตัวเข้าหากรอบคิดของปักกิ่ง

    สิ่งที่น่าสนใจคือ ทั้งสองฝ่ายออกแถลงการณ์คนละแบบ ฝ่ายสหรัฐเน้นความร่วมมือในอ่าวเปอร์เซีย ขณะที่สี จิ้นผิง ย้ำว่า “ไต้หวันคือประเด็นสำคัญที่สุดในความสัมพันธ์จีน-สหรัฐ” และ “เอกราชไต้หวัน” กับ “สันติภาพข้ามช่องแคบ” นั้น “อยู่ร่วมกันไม่ได้ดั่งไฟกับน้ำ”

    นี่คือหัวใจของเรื่องทั้งหมด

    ไต้หวันคือส่วนหนึ่งของจีน การแยกตัวในปี 1949 เป็นผลจากการแทรกแซงของจักรวรรดินิยมสหรัฐ และหลักการ “จีนเดียว” ได้รับการยอมรับจาก 181 ประเทศทั่วโลก รวมถึงสหรัฐเอง

    การขายอาวุธของสหรัฐที่ทำให้ไต้หวันกลายเป็น “ATM ของพ่อค้าอาวุธอเมริกัน” ตามคำกล่าวของสำนักงานกิจการไต้หวันของจีน มีเป้าหมายเพื่อดึงจีนเข้าสู่การแข่งขันทางทหาร และปูทางสู่สงครามในอนาคต

    ไม่มีรัฐบาลจีนใดสามารถยอมรับสิ่งนี้ได้ การรวมชาติเป็นสิ่งที่ต่อรองไม่ได้

    ความหมายที่ลึกที่สุดของการประชุมครั้งนี้ คือ ชนชั้นนำสหรัฐเริ่ม — แม้จะอย่างลังเล — ยอมรับโลกตามความเป็นจริง

    พวกเขาไม่ได้ “ถือไพ่เหนือกว่า”

    ดังที่สี จิ้นผิง กล่าวในมหาศาลาประชาชนว่า “โลกกว้างพอสำหรับทั้งสองประเทศ และความสำเร็จของฝ่ายหนึ่งคือโอกาสของอีกฝ่าย”

    จีนพูดแบบนี้มาหลายปีแล้ว

    สิ่งที่ต่างออกไปตอนนี้ คือ นักวิเคราะห์อเมริกันจำนวนมากเริ่มยอมรับว่าจีนอาจพูดถูก: ความร่วมมือแบบได้ประโยชน์ร่วมกันระหว่างมหาอำนาจนั้นเป็นไปได้ แต่สิ่งที่เป็นไปไม่ได้ คือ การยืดอายุอำนาจนำโลกแบบขั้วเดียวของสหรัฐไปอย่างไม่สิ้นสุด

    การตัดขาดล้มเหลว
    การสกัดกั้นล้มเหลว
    สงครามต่ออิหร่านล้มเหลว

    คำถามสำคัญที่สุดในยุคนี้ อาจไม่ใช่ว่าสหรัฐจะยอมรับบทเรียนนี้หรือไม่ แต่คือ หากยอมรับไม่ได้… มันจะตอบโต้กลับอย่างไรต่างหาก
    https://x.com/agent_of_change/status/2055226269516591429

    https://www.facebook.com/share/p/1ARHKx72iW/
     
  8. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    232,295
    ค่าพลัง:
    +97,153
    จับตาความล้มเหลวของพญาอินทรี! เมื่อพยัคฆ์เอเชียถือไพ่ตายคุมทรัพยากรโลกจนสหรัฐฯ ต้องยอมสยบ
    การมาเยือนของเหล่ามหาเศรษฐีสหรัฐฯ ครั้งนี้ไม่ใช่แค่เรื่องธุรกิจ แต่มันคือการ "คุกเข่า" ต่อหน้าอำนาจใหม่ที่คุมลมหายใจเทคโนโลยีโลกครับ
    —————
    [ปฐมบทความจริงที่เจ็บปวด]
    [จุดแตกหักทางทรัพยากร]
    [สงครามชิปที่พ่ายแพ้]
    [จุดพีกของความพ่ายแพ้ทางทหาร]
    [บทสรุปแห่งยุคสมัยใหม่]
    —————
    ปฐมบทความจริงที่เจ็บปวด
    :
    1- สื่อตะวันตกอาจจะพยายามปั่นข่าวให้ดูดี แต่ความจริงที่แอดเห็นคือภาพของเหล่าซีอีโอระดับโลกจาก Tesla, Apple และ Boeing ที่ต้องเดินตามหลังเพื่อเข้าหาจีนครับ
    2- ทำไมคนรวยระดับโลกเหล่านี้ถึงยอมลดตัวลงไปหาปักกิ่ง? คำตอบง่ายมากครับ เพราะจีนมี "ไพ่ตาย" ที่สหรัฐฯ ไม่มีวันแย่งไปได้ในเร็วๆ นี้ครับ
    3- ความจริงที่น่ากลัวคือ สหรัฐฯ กำลังต้องการจีนอย่างหนัก แต่จีนกลับต้องการสหรัฐฯ น้อยลงเรื่อยๆ จนแทบจะตัดขาดกันได้อยู่แล้วครับ
    —————
    จุดแตกหักทางทรัพยากร
    :
    4- ทรัพยากรหายากหรือ Rare Earths คือหัวใจสำคัญของเทคโนโลยีทุกอย่างในโลกนี้ และจีนคุมมันไว้เกือบทั้งหมดครับ
    5- แอดจะกางตัวเลขให้ดูชัดๆ จีนคุมการสกัดแร่ 70% การกลั่นแร่ 85% และคุมการผลิตแม่เหล็กถาวรสูงถึง 90% ของโลกครับ
    6- หนักกว่านั้นคือแร่ Dysprosium และ Terbium ที่จีนคุมอยู่ 99% ถ้าไม่มีแร่พวกนี้ เครื่องบินรบ F-35 ของสหรัฐฯ ก็เป็นแค่เศษเหล็กที่บินไม่ได้ครับ
    7- แม้แต่ไอโฟนในมือคุณ หรือเครื่อง MRI ในโรงพยาบาล ถ้าจีนสั่งปิดก๊อกทรัพยากรเมื่อไหร่ ทุกอย่างคือจบสิ้นทันทีครับ
    —————
    สงครามชิปที่พ่ายแพ้
    :
    8- ไพ่ใบเดียวที่สหรัฐฯ เคยใช้ขู่จีนคือ "เซมิคอนดักเตอร์" หรือชิปประมวลผล แต่ตอนนี้ไพ่ใบนั้นมันใช้ไม่ได้ผลอีกต่อไปแล้วครับ
    9- ในขณะที่สหรัฐฯ พยายามแบน แต่จีนอย่าง SMIC กลับผลิตชิป 7nm ได้เองสำเร็จ และ Huawei ก็ส่งชิป AI มาท้าชนกับ Nvidia แบบตาต่อตาครับ
    10- จีนไม่ได้แค่ก๊อปปี้ แต่เขากำลังใช้ AI ออกแบบชิป และเตรียมเปิดตัวเครื่องผลิตชิป EUV ของตัวเองในปี 2027 นี้แล้วครับ
    —————
    จุดพีกของความพ่ายแพ้ทางทหาร
    :
    11- ลองจินตนาการดูนะครับว่า กองทัพที่อ้างว่าเกรียงไกรที่สุดในโลกอย่างสหรัฐฯ จะเป็นอย่างไรถ้าไม่มีชิ้นส่วนจากจีน?
    12- ความจริงคือระบบอาวุธระดับสูงเกือบทั้งหมดของสหรัฐฯ ต้องพึ่งพาห่วงโซ่อุปทานจากจีนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ครับ
    13- สหรัฐฯ กำลังติดหล่มความล้มเหลว เพราะถ้าจีนหยุดส่งออกทรัพยากรเมื่อไหร่ เครื่องจักรสงครามของพญาอินทรีจะหยุดทำงานถาวรครับ
    —————
    บทสรุปแห่งยุคสมัยใหม่
    :
    14- นี่คือยุคที่พันธมิตรตะวันออกเข้มแข็งขึ้นเรื่อยๆ จีนไม่ได้แค่ตามหลัง แต่กำลังขึ้นเป็นผู้นำอย่างเต็มตัวในฐานะผู้คุมกฎทรัพยากรโลกครับ
    15- สหรัฐฯ กำลังเข้าสู่ภาวะพึ่งพาจีนโดยสมบูรณ์ และดูเหมือนว่าอำนาจต่อรองของวอชิงตันกำลังค่อยๆ เลือนหายไปในประวัติศาสตร์ครับ
    —————
    สรุปได้ว่า ตอนนี้ "พยัคฆ์เอเชีย" กำลังเป็นคนคุมเกม และ "พญาอินทรี" ก็ทำได้แค่ยอมรับความจริงว่า ตนเองไม่สามารถอยู่รอดได้ถ้าขาดจีนครับผม!

    สรุปและเรียบเรียงจาก: BetterCallMedhi, Reuters (Geopolitical Analysis), Global Times Technology Insights

    https://www.facebook.com/share/p/1GySVBT1nA/
     
  9. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    232,295
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ไทยเจ๊งแล้ว
    สื่อกัมพูชา นำนำเสนอข่าวโดยบอกว่าหลังจาก ปิดชายแดน และกัมพูชาปรับตัว ผลิตสินค้าใช้เองในประเทศเพื่อทดแทนการนำเข้าจากไทยได้สำเร็จ จนประเทศไทยขาดทุน 5 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ย้ํากัมพูชามาถูกทางแล้ว

    "เราขอเรียกร้องให้พี่น้องชาวเขมรของเราดำเนินการคว่ำบาตรต่อไป หยุดใช้บริการของไทย หยุดซื้อ และหยุดฝันถึงสินค้าไทย หากท่านต้องการให้สินค้าท้องถิ่นมีความหวังที่จะเติบโตและสร้างงานให้แก่ประชาชนของเรา ชาวเขมรต้องช่วยกันใช้สินค้าเขมรเพื่อให้ชาวเขมรสามารถเติบโตได้ในอนาคตอันใกล้"

    ซึ่งในมุมกลับ จากข่าว เขาไปนำเข้าสินค้าจากสิงคโปร์และประเทศอื่น ๆ แทน ซึ่งถ้าเจาะดูที่รายละเอียด ราคาสินค้าที่นำเข้า ต้นทุนสูงกว่า
    และถ้าลงลึกไปอีก ไม่ใช่ผลดีในระยะยาวของกัมพูชาครับ

    ตราบใดที่ยังนําเสนอข่าว เพื่อ ปลุกขวัญกําลังใจและปลอบโยน จิตใจ ก็จะมีข่าวพาดหัวทํานองนี้ไปอีกนานครับ

    https://kbn.news/archives/381300

    https://www.facebook.com/share/p/18aKSPj1FE/
     
  10. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    232,295
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ส่วนตัวเดาว่าทางกัมพูชาใช้วิธีสั่ง ผ่านคนกลาง แล้วนําเข้าผ่านทางลาว อยู่แล้วครับ

    แม้คําพูดจะพูดง่ายเช่นพอพิพาทกับไทยก็บอกว่าจะสั่งซื้อจากสิงคโปร์มาเลเซียอินเดียหรือจีน แต่ในความเป็นจริง การสั่งซื้อสินค้าจํานวนมากแบบนี้ไม่ใช่ว่า ติดต่อไปแล้ว รับออร์เดอร์ได้หรือมีของพร้อมส่งนะครับ

    หลายหลายคนที่ทําธุรกิจการค้าระหว่างประเทศคงเข้าใจดีครับ ไม่ใช่ว่า เรามีกําลังซื้อโผล่ไปแล้ว เขาจะมีของพอดีกับความต้องการของเรา

    กรณีของกัมพูชาคือ เรียกว่าฉับพลันก็ได้ คือมีกรณีพิพาทกันอยู่แล้วก็มีการสั่งปิดชายแดนกัน จนสุดท้ายกัมพูชาประกาศจะไม่อุดหนุนสินค้าไทยและแบนสินค้าไทย

    หนึ่งในสินค้าที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดในเวลานั้นคือน้ําตาลครับ เพราะ เป็นปัจจัยสําคัญของอาหารเกือบทุกรูปแบบ และกัมพูชาไม่สามารถผลิต เพียงพอต่อความต้องการในประเทศได้ ในระยะแรกจึงมีความจําเป็นต้องนําเข้าจากผู้ค้ารายอื่น

    แม้จะมีข่าวออกมายืนยันตลอดครับว่าเปลี่ยนไปซื้อจากอินเดียบ้าง จีนบ้าง มาเลเซียบ้าง แต่ลึกๆ แอดเชื่อส่วนตัวครับว่า สั่งซื้อผ่านคนกลาง แล้วนําเข้าผ่านทางลาว

    เหตุผลหนึ่งก็เพราะไทยเป็นผู้ผลิตอันดับสามของโลก มีผู้ค้ามีผู้ที่สต๊อกน้ําตาลไว้รอจําหน่าย อยู่แล้ว และเมื่อเทียบราคากับประเทศอื่นๆในภูมิภาคราคาจําหน่ายค่อนข้างสูง ส่วนตัวจึงคิดว่า ส่วนใหญ่ที่นําเข้ากัมพูชาผ่านทางลาวคือน้ําตาลจากทางไทยครับ

    แล้วทําไมจึงมาเป็นข่าว เอาในช่วงเวลานี้ นั่นก็เพราะอินเดีย ซึ่ง เป็นเป้าหมายนำเข้าน้ำตาลของกัมพูชาและมีการนำเข้าไปบางส่วนแล้ว ล่าสุดอินเดีย ประกาศงดส่งออกน้ำตาล
    ไปยังประเทศผู้ค้าต่างต่าง โดยให้เหตุผลว่า ขอสงวนน้ําตาล ไว้ในอินเดียเพื่อคงประสิทธิภาพของอาหาร ตรงนี้เดาว่าน่าจะเป็นเรื่อง ภัยแล้งครับ ปีนี้ทางฝั่งเอเชีย ได้รับผลกระทบเกือบทุกประเทศครับ มีการคาดการณ์ทราบตั้งแต่ต้นปีแล้ว ซึ่งจะส่งผล ตอนเก็บเกี่ยวผลผลิต ทางอินเดียจึงงดการส่งออกโดยเฉพาะประเทศที่ไม่ใช่คู่ค้า ที่หมีข้อตกลงอยู่แล้ว

    จํานวนน้ําตาลที่นําเข้า หายไป และรายใหญ่ยังคงเป็นประเทศไทย ประกอบกับอินโดนีเซียลดการนําเข้าน้ําตาลจากไทยเมื่อช่วงต้นปี ส่งผลให้พ่อค้า และผู้จําหน่ายน้ําตาล มีสินค้าพร้อมขาย

    ส่วนตัวคิดว่าทางกัมพูชาหลับตาข้าง 1 ในเรื่องน้ำตาลครับ เพราะเข้าใจดี
    แต่พอมีน้ําตาลจํานวนมากหลั่งไหลเข้ามา และมีหลักฐานชัดเจนว่าสั่งจากประเทศไทยแล้วนําไปเปลี่ยนแพ็กเกจ ก่อนส่งขายในกัมพูชา มีจํานวน มากเกินไปในช่วงนี้ จึงถูกผู้ประกอบการในประเทศร้องเรียนและนํามาสู่การจับกุมและเป็นข่าวในช่วงนี้ครับ
    https://www.facebook.com/share/p/1GULs2smcY/
     
  11. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    232,295
    ค่าพลัง:
    +97,153
    น้ําตาลจากไทย ทะลักเข้ากัมพูชา ผ่านประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งเรื่องนี้เราได้รายงานไปตั้งแต่ปีที่แล้วถึงแนวโน้มและการคาดการณ์ครับ ซึ่งก็ค่อนข้างตรงกับปัจจุบัน

    เนื่องจากไทยเป็น ผู้ส่งออกรายใหญ่ของโลกในการผลิตน้ําตาล และประเทศลาว เวียดนาม มีราคาน้ําตาลที่ผลิตเองสูงกว่าไทย จึงพึ่งพาการนําเข้าจากไทยเป็นหลัก ในส่วนของเวียดนาม มีราคาต้นทุนและราคาจําหน่ายที่สูงกว่าไทยค่อนข้างเยอะครับ

    ดังนั้นเมื่อเกิดกรณีพิพาทแล้วปิดด่านชายแดน ส่งผลให้น้ําตาลจากไทย ไม่ได้เข้าไปจําหน่ายในกัมพูชา ซึ่งทางกัมพูชาก็แก้เกมครับ โดยการสั่งจากประเทศเพื่อนบ้านคือเวียดนาม มาเลเซีย และสิงคโปร์ แต่ราคา สูงกว่าซื้อจากไทยค่อนข้างมากและส่งผลกระทบกับต้นทุน

    ซึ่งนั่นเป็นช่วงที่มีการปะทะกันด้วยครับ มันจึงมีราคาที่สูง หลังจากสงบศึกกัน ทางกัมพูชามีการปรับเปลี่ยนการนำเข้า โดยเน้นไปที่ประเทศเวียดนาม ซึ่งมีการต่อรองราคาได้ถือว่าต่ำครับ

    แต่ ตัวสินค้าที่ถูกส่งกลับเป็นน้ําตาลจากไทย โดยมีการแกะฉลากออกและทําโรงงานบรรจุโดยระบุฉลากว่าผลิตและมาจากเวียดนาม ส่งขายในกัมพูชาครับ

    จนล่าสุดมีการจับกุมล็อตใหญ่ หลักฐานครบครับ ถุงบรรจุภัณฑ์ภาษาไทยชัดเจน โดยเหตุผลก็อย่างที่บอกไปครับ

    ต้นทุนของเรา นับที่ราคาขายปลีก หนึ่ง กิโลกรัม ยี่สิบสาม บาท โดยประมาณ เวียดนาม ราคาขายปลีก สี่สิบเอ็ด บาท ถ้ากัมพูชาซื้อที่ สี่สิบเอ็ด บาท เห็นช่องว่างของกําไรไหมครับ

    ในส่วนของน้ำตาลตรงนี้เนื่องจากไทยเป็นผู้ผลิตรายใหญ่ของโลก ดังนั้นในภูมิภาคเดียวกัน ราคาต้นทุน รวมไปถึงราคาจำหน่าย หาใกล้เคียงกับประเทศไทยได้ยากครับ ถึงหาได้ส่วนใหญ่ก็มีโควต้าการสั่งซื้อกันอยู่แล้ว สำหรับเคสนี้ จากข่าว เป็นผู้ลักลอบนําเข้าน้ําตาลแบบผิดกฎหมายครับ ซึ่งผู้แอบลักลอบนําเข้านี้จะมีส่วนต่างกําไร เยอะกว่าที่เรายกตัวอย่างครับ

    https://www.khmertimeskh.com/501898...al-sugar-smuggling-and-repackaging-operation/

    https://www.facebook.com/share/p/1E97ezjef3/
     
  12. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    232,295
    ค่าพลัง:
    +97,153
    Breaking: ศาลฎีกาสหรัฐฯ ยกคำร้องรัฐเวอร์จิเนีย ปฏิเสธการคืนชีพแผนที่เลือกตั้งใหม่
    เมื่อวันศุกร์ ศาลฎีกาสหรัฐฯ มีคำสั่งยกคำร้องของรัฐเวอร์จิเนีย ที่พยายามจะขอนำแผนที่แบ่งเขตเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) ฉบับเดิมกลับมาใช้ ซึ่งแผนที่ดังกล่าวอาจช่วยเพิ่มโอกาสให้พรรคเดโมแครตคว้าเก้าอี้เพิ่มได้ถึง 4 ที่นั่ง ในสภาผู้แทนราษฎรที่มีคะแนนเสียงก้ำกึ่งกันอย่างมากในปัจจุบัน
    คำสั่งของศาลครั้งนี้ไม่มีผู้พิพากษาคนใดแสดงความเห็นแย้ง และถือเป็นความเคลื่อนไหวล่าสุดในศึกชิงความได้เปรียบจากการจัดแบ่งเขตเลือกตั้งใหม่ช่วงกลางทศวรรษ ศึกนี้เริ่มต้นขึ้นตั้งแต่ปีที่แล้วจากการที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กระตุ้นให้รัฐต่างๆ ที่ควบคุมโดยพรรครีพับลิกันทำการลากเส้นแบ่งเขตเลือกตั้งใหม่ และยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นหลังจากศาลฎีกามีคำวินิจฉัยก่อนหน้านี้ ซึ่งส่งผลให้กฎหมายสิทธิการลงคะแนนเสียง (Voting Rights Act) อ่อนแอลงอย่างมาก และเป็นการเปิดทางให้พรรครีพับลิกันมีโอกาสชนะที่นั่งในสภามากขึ้น
    ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา คณะผู้พิพากษาศาลฎีกาได้มีคำวินิจฉัยเข้าข้างพรรครีพับลิกันในรัฐแอละแบมาและรัฐลุยเซียนา ซึ่งทั้งสองรัฐหวังจะปรับเปลี่ยนแผนที่เขตเลือกตั้งใหม่ เพื่อสร้างความได้เปรียบให้พรรครีพับลิกันได้ครองเก้าอี้มากขึ้น หลังจากที่ศาลเคยมีคำวินิจฉัยเกี่ยวกับกฎหมายสิทธิการลงคะแนนเสียงไปก่อนหน้านี้
    Source: NEWSMAX

    https://www.facebook.com/share/p/1GXoTW5okz/
     
  13. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    232,295
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ️ “ทิ้งให้เกลี้ยง...เสี่ยงไม่ได้!”: เปิดเบื้องหลังภาพนักข่าวทิ้งของที่ระลึกจีน—ไม่ใช่เพราะรังเกียจ แต่คือ Protocol สุดโหดของ Air Force One
    FB_IMG_1778896187158.jpg
    15 พฤษภาคม 2569 กลายเป็นภาพไวรัลที่ชวนให้คนเข้าใจผิดไปทั่วโลก! เมื่อมีการเผยแพร่ภาพบรรดานักข่าวและเจ้าหน้าที่ติดตามคณะของ ประธานาธิบดี Trump พากันโยนเหรียญที่ระลึก บัตรประจำตัว หรือแม้แต่โทรศัพท์มือถือลงถังขยะก่อนก้าวเท้าขึ้นเครื่องบิน Air Force One เพื่อเดินทางออกจากปักกิ่ง

    หลายคนรีบโยงไปว่า "ดีลล่ม" หรือ "อเมริกาไม่พอใจจีน" หรือเปล่า?

    คำตอบคือ... ไม่ใช่ครับ!

    นี่คือมาตรการความปลอดภัยระดับสูงสุดที่เรียกกันว่า **Zero-Trust Security Protocol** ซึ่งใช้กันเป็นปกติ ไม่ว่าเจ้าบ้านจะเป็นใครก็ตาม!

    ชำแหละกฎเหล็ก "ห้ามนำเข้า" บนเครื่องบินที่ปลอดภัยที่สุดในโลก

    ทำไมต้องทิ้ง? เมื่อ "ปากกา" อาจไม่ใช่แค่ปากกา
    * ทุกอย่างคือภัยคุกคาม : ในสายตาของหน่วย Secret Service และฝ่ายความปลอดภัยไซเบอร์ ของที่ระลึกทุกชิ้น (บัตรแขวนคอ, ปากกา, เหรียญ) อาจมีการฝัง Micro-bugs หรือ RFID Chips เพื่อดักฟังหรือติดตามตำแหน่งของ Air Force One ได้
    * โทรศัพท์มือถือ = เครื่องดักฟัง : กฎเหล็กของ Air Force One คือ "ห้ามนำโทรศัพท์ส่วนตัวขึ้นเครื่อง" ทุกคนที่ร่วมคณะจะได้รับแจกโทรศัพท์ชั่วคราว (Burner Phone) เมื่อลงจอด และต้องทิ้งทันทีเมื่อจะกลับขึ้นเครื่อง เพื่อป้องกันการฝังมัลแวร์ระดับลึก (State-sponsored Malware) ที่อาจเจาะระบบสื่อสารของเครื่องบินได้
    * มาตรการมาตรฐาน (Standard Operating Procedure) : สหรัฐฯ ทำแบบนี้กับทุกประเทศ ไม่ว่าจะเป็นมิตรแท้หรือคู่แข่งทางการเมือง เพื่อรักษาความลับขั้นสูงสุดของ "กองบัญชาการลอยฟ้า"
    * ภาพที่เห็นคือความมืออาชีพ : การที่นักข่าวยอมทิ้งทุกอย่างลงถังขยะ คือการยอมรับในกฎกติกาการรักษาความปลอดภัยที่ไม่ยอมให้มีความเสี่ยงแม้เพียง 0.01%

    ลองนึกภาพคุณเป็นเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย ที่ต้องดูแลชายที่ทรงอิทธิพลที่สุดในโลกบนเครื่องบินลำเดียว... คุณจะยอมให้ใครเอา "ปากกาของขวัญ" ที่อาจมีไมโครโฟนจิ๋วฝังอยู่ ขึ้นไปอยู่ในห้องประชุมลับบนความสูง 30,000 ฟุตไหม?

    ดังนั้น ใครที่เห็นภาพนี้แล้วคิดว่าเขาโกรธกัน ให้เข้าใจใหม่นะครับ... เขาแค่ "กลัวโดนแฮก"

    ข้อมูลอ้างอิง: Air Force One Security Protocol Analysis 2026

    #Trumpเยือนจีน #AirForceOne #ความปลอดภัย #ข่าวต่างประเทศ

    https://www.facebook.com/share/p/1JuYdB2sT1/
     
  14. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    232,295
    ค่าพลัง:
    +97,153
    คะแนนนิยมของสตาร์เมอร์อยู่ที่ 27%... แต่มาครงนี่สิอาการหนักจมดิ่งเหลือแค่ 18% ส่วน เมิร์ซ ของเยอรมนีก็อยู่ที่ 19%

    วิกฤตพลังงาน, ความโกลาหลเรื่องผู้อพยพ, เศรษฐกิจที่หยุดชะงัก, พวกเขาต่างกำลังจมน้ำตายในกองขยะปัญหาเดียวกันทั้งหมด

    กลายเป็นว่าไม่ใช่แค่อังกฤษเท่านั้นที่แย่ แต่ประชาชนทั้งทวีปยุโรปต่างเอือมระอาและหมดความอดทนกันหมดแล้ว

    Source: Ambrose Evans-Pritchard, The Telegraph

    https://www.facebook.com/share/p/1CLG1C1Bwq/
     
  15. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    232,295
    ค่าพลัง:
    +97,153
    นักกฏหมายเขมร ไม่ทน !!! เตรียมยื่นเรื่องฟ้องร้องไปยังนานาชาติปมไทยยกเลิก +++
    FB_IMG_1778904782376.jpg
    ในหัวแอด (เอ้า) ไหนไอ้ฮุนมาเน็ตบอกว่าจะไม่ดึงประเทศที่ 3 เข้ามายุ่ง
    ที่บอกไม่ดึง คือให้ลูกน้องดึงแทน?ได้เหรอ?
    .
    นักกฏหมายรวมตัวกันโดยไมได้นัดหมายกล่าวหาว่าไทย ยกเลิก MOU 44 และเตรียมจะยกเลิก MOU 43 ด้วยนั้นเป็นการกระทำที่ 'ต่ำทราม' ไม่สมกับเป็นประเทศที่เจริญทางวัฒนะธรรมแล้ว เพราะการที่จะยกเลิกต้องอาศัยกฏหมายร่วมระหว่าง 2 ประเทศเพื่อหาข้อยุติ แนวร่วมกันทั้งนี้ทางไทยได้มีการยกเลิก MOU 44 แล้วนั้นเป็นการกระทำที่ผิดกฏหมายและกระทำการแต่เพียงฝ่ายเดียว ทำให้ไม่มีผลกับกัมพูชา
    .
    แต่เนื่องด้วยไทยเตรียมการณ์จะยกเลิก MOU43 ด้วยนั้นถือว่าเป็นการกระทำที่ "ต่ำทราม" มาก ทางสมาคมจึงไม่อาจจะหยุดนิ่งได้ เตรียมเรียกร้องไปยังนานาชาติเพื่อเรียกร้องให้เข้ามา เจรจาและสำรวจร่วมอีกครั้ง

    อ้างอิงจาก กลุ่มนักข่าวกัมพูชา เอกสารในคอมเม้น

    #beemnews
    #Scambodia
    https://www.facebook.com/share/1HJyJC4Z4Z/
     
  16. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    232,295
    ค่าพลัง:
    +97,153
    คิดว่าถ้าปี 43, 44 มีสื่อสังคมออนไลน์ และข้อมูลข่าวสาร แพร่กระจายเหมือนปัจจุบัน mou 43, 44 จะได้เกิดไหม

    คลิปนี้มีคำตอบ จบทุกคำถามที่หลายคนยังไม่รู้

    ✅ MOU เกิดขึ้นในสมัยใด?
    ✅ ใครได้ประโยชน์
    ✅ทำเมื่อไหร่
    ✅ รัฐบาลไหน?
    ✅เขาพระวิหารใครเป็นคนทำให้เสียแผ่นไป?

    อยากให้ทุกคนได้ฟัง

    #beemnews
    https://www.facebook.com/share/v/1BUVQSCnNx/
     
  17. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    232,295
    ค่าพลัง:
    +97,153
    น่ากลัวมาก! จะเอา "คิวบา" ให้ได้แล้ว! (ว่าง ระหว่าง "ช่วงเบรก" กับอิหร่าน)
    ‼️⚠️‼️อเมริกาเตรียมฟ้อง "ราอูล คาสโตร" รัฐบุรุษแห่งคิวบาซึ่งเข้าใจและเดากันได้ใช่ไหมครับท่าน คือมันต้อง "ตั้งข้อหา" ไว้ก่อน แล้วก็ทางๆ เดียวกันกับเวเนฯ มีข้อหาแล้ว ก็บุกได้ จับได้ นำตัวไปดำเนินคดีได้ ... และประการสำคัญคือตะครุบฮุบได้ทั้งประเทศ เมื่อ "หัวหาย" ไปแล้ว

    ฟ้องอะไร?
    (***จริงๆ ฟ้องอะไรก็ไม่สำคัญหรอก ขอให้ได้มีฟ้อง ; "ตั้ง" ขึ้นมาเฉยๆ เพื่อให้อเมริกาสามารถ "ปฏิบัติการ" หรือ "ดำเนินการ" ใดๆ ต่อได้ตามแผน)

    มันคือคดีปี 1996 ที่ทัพคิวบายิงเครื่องบินตก ซึ่งมันมิใช่เครื่องบินทหาร แต่เป็นเครื่องบินขององค์กรด้านมนุษยธรรม ที่เข้ามาช่วยเหลือผู้ที่จะลี้ภัย
    ตอนนั้น เป็นสมัยของ "ฟิเดล คาสโตร" ในตำนาน
    ขณะนั้น "ราอูล คาสโตร" น้องชาย ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีกลาโหม
    (ฟิเดลลาโลกไปเป็นสิบปีแล้ว เหลือเพียงราอูลวันนี้ในวัย 94 ปี)
    คิวบาชี้ว่า มันอยู่ในน่านฟ้าของคิวบา
    อเมริกาแย้งว่า มันตกในน่านน้ำสากล

    วันนั้นไม่ฟ้อง วันนี้ฟ้อง

    คงไม่ต้องบอกว่าทำไมไม่ฟ้องประธานาธิบดีคนปัจจุบันล่ะ?

    "ผู้มีบารมี" ตัวจริงคือใคร
    "ฟิเดล คาสโตร" คงไม่ต้องสาธยายแล้ว นี่คือ "จอมคน" สำหรับชาวคิวบา และมีเรื่องเล่าขานกระฉ่อนโลก
    "ราอูล คาสโตร" ก็เหมือนมือขวา คุมกองทัพ
    และช่วงปี 2008-2018 ก็ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีด้วย
    คำว่า "รัฐบุรุษ" แห่งแผ่นดินคิวบา ไม่มีเกินจริง

    แม้ไม่มีตำแหน่งทางการเมืองใดแล้ว แต่ "อำนาจ" ยังอยู่ในมือหรือไม่ นั่นก็อีกเรื่อง
    แต่ตำนานที่ต่อสู้เคียงบ่าเคียงไหล่กับฟิเดล มันคือที่สุดแห่งที่สุดในหัวใจคนคิวบา
    แตะต้องไม่ได้เด็ดขาด

    ใช่ มีบ้าง คนคิวบาที่อดรนทนไม่ไหวกับสภาวการณ์ปัจจุบัน ขาดแคลนเชื้อเพลิง ขาดแคลนไฟฟ้า ขาดแคลนสารพัด มีความโกรธแค้น ต้องการระบาย ลงที่รัฐบาล (เพราะต่อให้ลงที่อเมริกา ก็ไปทำอะไรอเมริกาไม่ได้)
    เกิดความแตกแยก ในบางส่วน

    ทว่าหากเป็นเรื่องของน้องชายแห่งฟิเดล คาสโตรแล้ว ทุกคนรวมใจเป็นหนึ่งเดียว ไม่มีเป็นอื่น
    คิวบาทุกคนล้วนสดุดีบูชา

    จับราอูล คาสโตรไป จะลุกเป็นไฟแน่
    (แต่ชาวคิวบาจะทำอะไรอเมริกาได้)

    มองไม่ยาก ฟ้อง จู่โจม หิ้ว เอาตัวไปดำเนินคดี
    โมเดลใกล้เคียงกัน
    เวเนฯ ให้รองประธานาธิบดี ขึ้นรักษาการเป็นประธานาธิบดี
    ส่วนคิวบา ประธานาธิบดียังนั่งอยู่ ไม่ได้ถูกซิว ก็แค่โอนอ่อนผ่อนตาม กลายเป็น "หุ่นเชิด" ให้อเมริกา

    น่ากลัวจริงๆ

    จะรอดเงื้อมมือได้ยังไง

    จุดที่ต่างคืออเมริกาอาจหยั่งคำนวณพลาด คล้ายๆ กรณีที่ต่างของเวเนฯ กับอิหร่าน
    แม้คิวบาไม่มีแสนยานุภาพทางทหารเช่นอิหร่าน แต่มีไฟในหัวใจอันแรงกล้า
    ถ้าหิ้วตัวประธานาธิบดี ก็อาจปลุกไฟนั้นไม่ขึ้น
    แต่แตะต้องน้องชายแห่งฟิเดล คาสโตรเมื่อไหร่ ต่อให้ในมือเป็นจอบเป็นเสียม ก็คงจะลุกขึ้นสู้

    พร้อมนองเลือดทาแผ่นดิน

    น่ากลัว

    https://www.reuters.com/world/us/us...ul-castro-next-wednesday-official-2026-05-15/
    https://www.reuters.com/world/ameri...l-castro-raise-cubans-fears-force-2026-05-15/

    https://www.facebook.com/share/1FccMdCNUa/
     
  18. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    232,295
    ค่าพลัง:
    +97,153
    กระทรวงวัฒนธรรม เห็นหรือยังน๊า

    กัมพูชา จัดงานแสดง วัฒนธรรม แต่ ฉกชุดไทย ไปอ้าง ว่าเป็นชุด #เขมร

    แถมยังบอกว่า เป็นเจ้าของ วัฒนธรรมที่แท้จริง

    พยายาม ขุดรูป เจ้าหญิง โมนิก ตอนใส่ชุดไทย ห่มสไบ ถ่ายหนัง มาอ้างว่า เชื้อพระวงศ์ใส่มาแต่โบราณ

    ....

    นี่เป็นการ ฉกฉวย วัฒนธรรม เอาไปอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นขนาดนี้มาก่อน

    เป็นเพราะ บ้านเรา นิ่งเฉย ปล่อยปละ ละเลย บางคน ถึงขั้นอ้างเป็น วัฒนธรรมร่วม บางคนก็อ้างว่า ตรวจสอบไม่เคยพบ

    ในขณะที่ ประชาชน เห็น และแจ้งกันทุกวัน

    จนล่าสุด ต่างชาติที่เขาไม่รู้ เริ่มเข้าใจผิด ว่า เป็นชุด เขมร เข้าบ้างแล้ว

    ....

    ที่มาข่าว อยู่ในคอมเม้นท์ เพจ Duck News
    FB_IMG_1778907764752.jpg

    FB_IMG_1778907811256.jpg

    #cambodia #ducknews #กัมพูชา

    https://www.facebook.com/share/1CUvBwhxUX/
     
  19. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    232,295
    ค่าพลัง:
    +97,153
    16 พ.ค.ปธน.ทรัมป์ประกาศกองทัพสหรัฐร่วมกับกองทัพไนจีเรียสังหารนายอาบู -ไบรัล อัล-มินูกี รองหัวหน้ากลุ่มไอซิส(ISIS-กลุ่มเครือข่ายก่อการร้ายรัฐอิสลามในอิรักและซีเรีย)เสียชีวิตในแอฟริกา BTimes

    https://www.facebook.com/share/1Jvmzxur6w/
     
  20. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    232,295
    ค่าพลัง:
    +97,153
    คำพยากรณ์ภาคพิเศษ(นานๆครั้ง)

    FB_IMG_1778908186487.jpg

    ดาวพฤหัสยกเข้าราศีกรกฎ
    จากการที่ดาวพฤหัสเข้าสถิตอยู่ในราศีเมถุนซึ่งเป็นราศีที่ทำให้ดาวพฤหัสอ่อนแอในเรื่องของสติปัญญาแบบซื่อสัตย์ตรงไปตรงมาในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา ตอนนี้ได้เวลาแล้วครับที่ดาวพฤหัสจะย้ายจากราศีมิถุนเข้าสู่ราศีกรกฎซึ่งเป็นราศีที่ดาวพฤหัสในราศีนี้จะมีความเข้มแข็งที่สุด 12 ปีดาวพฤหัสถึงจะเวียนเข้ามาสถิตในราศีนี้เพียง 1 ปี และในช่วง 1 ปีอาจมีการเดินหน้าถอยหลังอยู่บ้างเป็นระยะเวลาประมาณ 4 เดือน ช่วงใดที่ดาวพฤหัสโคจรพักรถอยหลัง ช่วงนั้นจะเป็นช่วงที่ดาวพฤหัสหยุดการทำงานหรือเกิดการทำงานแบบล่าช้าเฉื่อยเนือย โดยปกติดาวพฤหัสจะส่งผลในเรื่องของสติปัญญามันสมอง ความซื่อสัตย์ตรงไปตรงมา ศีลธรรมอันดี รวมทั้งเรื่องของศาสนาปรัชญาและวิชาการต่างๆ ใครที่มีดาวพฤหัสบดีในพื้นดวงเดิมหรือดวงกำเนิดเด่นและเข้มแข็งคนๆนั้นก็ถือว่าโชคดีที่เกิดมามีสติปัญญาดีและมีคุณธรรม รวมทั้งได้รับการอุปถัมภ์จากผู้หลักผู้ใหญ่ แต่สำหรับคนที่มีดาวพฤหัสในพื้นดวงเดิมอ่อนแอเป็นมิตรเป็นประหรือให้โทษเพราะสถิตอยู่ใน 6 เดือนที่เป็นอริมรณะวินาศแต่ลัคนา พอถึงปีใดที่ดาวพฤหัสบดีโคจรมาให้คุณก็อาจจะให้คุณได้อย่างไม่เต็มที่นักหรือให้คุณแบบมีโทษเจือปนติดมาด้วย คุณอาจเคยได้ยินตำราเก่าๆมักพูดว่าใครที่ดาวพฤหัสในพื้นดวงกำเนิดเสีย ดวงจะดีได้ก็แต่ในปีที่ดาวพฤหัสโคจรกลับมาเข้าที่เสีย แต่จากประสบการณ์ตรงของผู้เขียนที่มีดาวพฤหัสมีกำลังเข้มแข็งสถิตอยู่ในภพอริแถมยังเดินถอยหลังในขณะที่เกิดอีกต่างหาก ผู้เขียนได้เฝ้าดูดาวพฤหัสที่วิ่งโคจรผ่านมาในชีวิตถึง 5 รอบ กลับพบว่าความเชื่อเก่าๆที่ว่าใครที่มีดาวพฤหัสเสียในพื้นดวงจะดีต่อเมื่อดาวพฤหัสโคจรกลับมาเข้าที่เสียอีกครั้งนั้นไม่ใช่ความจริง ตัวผู้เขียนเองกลับพบว่าปีใดที่ดาวพฤหัสเข้มแข็งและอยู่ในภพเรือนที่ให้คุณดาวก็ยังคงให้คุณตามความหมายของพบเรือนตามปกติแต่การให้คุณในแต่ละครั้งอาจเป็นการให้คุณในลักษณะมีอุปสรรคหรือมีปัญหาเจือปนมาด้วย และยังมีข้อสังเกตอีกข้อหนึ่งว่าดาวมักจะทำงานตอนที่เดินถอยหลังไม่ว่าจะเป็นการให้คุณหรือให้โทษก็ตาม ซึ่งนี่อาจจะเป็นข้อแตกต่างของคนที่มีดาวพฤหัสโคจรพักถอยหลังในขณะเกิดด้วยเช่นกัน
    ปูพื้นให้ฟังคร่าวๆกันแล้วนะครับว่าดาวพฤหัสซึ่งถือเป็นศุภเคราะห์ใหญ่สุดที่เป็นฝ่ายให้คุณ ทำงานอย่างไรกันบ้าง เราจะย้อนกลับมาพูดถึงดาวพฤหัสที่กำลังโคจรอยู่บนท้องฟ้าในราศีมิถุนในขณะ นี้และกำลังจะยกเข้าสถิตในราศีกรกฎตามปฏิทินนิรายนะซึ่งใช้ค่าอายานางแบบฟาเก้นในวันที่ 6 มิถุนายน 2569 เวลา 17.37 น. และจะใช้เวลาสถิตอยู่ในราศีนี้เป็นเวลาประมาณ 1 ปี ในระหว่างช่วงเวลาดังกล่าวอาจมีการโคจรเดินหน้าถอยหลังบ้างเป็นระยะ โดยในวันที่ 8 พฤศจิกายน 2569 เวลา 07:35น.ดาวพฤหัสจะยกเข้าราศีสิงห์แล้วจะเริ่มโคจรพักรถอยหลังกลับเข้าราศีกรกฎอีกครั้งในวันที่ 17 มกราคม 2570 เวลา04.29น. (ตามปฏิทินนิรายนะใช้ค่าอายนางส์ของฟาเก็น) สำหรับคำพยากรณ์ฉบับนี้จะพยากรณ์เฉพาะช่วงเวลาที่ดาวพฤหัสเข้าสถิตในราศีกรกฎช่วงแรกไปจนถึงวันที่ 8 พฤศจิกายน 2569 เท่านั้นนดครับ อนึ่งตอนนี้ดาวเสาร์และดาวเนปจูนสถิตอยู่ในราศีมีนเรือนของดาวพฤหัสด้วย ดังนั้นไม่ว่าดาวพฤหัสจรจะไปสถิตราศีใดภพใด ดาวเนปจูนและดาวเสาร์จรก็ส่งกำลังแฝงแสงไปกับดาวพฤหัสจรด้วยเช่นกันตลอดเวลาที่ดาวคู่นี้ยังสถิตอยู่ในราศีมีน
    สำหรับท่านที่ต้องการดูดวงกับผู้เขียน ผมยังรับพยากรณ์อยู่เหมือนเดิมตามปกติทุกวัน9-13น.แต่ต้องจองเวลาล่วงหน้า ..........
    **ปล.** ฝากแชร์กันหน่อยนะครับ จะได้อ่านกันทั่วๆ ถือว่าช่วยผมทำมาหากินหาค่าอาหารแมวจรด้วยกันนะครับ ตอนนี้ราคากำลังพุ่งกระฉูด รบกวนช่วยแชร์หน่อยครับ ขอบคุณครับ

    ***************************************************************************************************************************************************************************************

    ******ท่านที่เป็นชาวราศีเมษ หรือมีลัคนาสถิตราศีเมษ (ดาวพฤหัสเข้าภพพันธุ) มีเกณฑ์ได้ทรัพย์สินชิ้นใหญ่ บ้าน รถ หรือความมั่นคงในครอบครัวตามมาตรฐานมหาอุจ แต่เนื่องจากพฤหัสหอบเอากระแสเสาร์และเนปจูนมาจากภพวินาศ ทรัพย์สินหรือโอกาสที่ได้มาในช่วงนี้จะมาพร้อมกับภาระหนี้สินผูกพันระยะยาว หรือมีเรื่องปวดหัวเกี่ยวกับข้อสัญญาที่คลุมเครือต้องสะสาง ได้มาแบบต้องปาดเหงื่อกันอยู่บ้างสำหรับเรื่องนี้

    ******ท่านที่เป็นชาวราศีพฤษภ หรือมีลัคนาสถิตราศีพฤษภ (พฤหัสโคจรเข้าภพสหัชชะ) การติดต่อเจรจา การเดินทาง และสังคมใหม่ๆ จะนำช่องทางทำมาหากินมาให้ แต่กระแสแฝงจากภพลาภะ (เสาร์+เนปจูน) ทำให้โชคลาภที่ได้ผ่านสังคมมักมีเงื่อนไขพ่วงท้ายที่ทำให้ท่านอึดอัดใจ มิตรสหายนำผลประโยชน์มาให้แต่ก็หอบเอาปัญหาเรื้อรังและดูคลุมเครือมาฝากท่านให้ช่วยแก้ด้วย
    ******ท่านที่เป็นชาวราศีมิถุน หรือมีลัคนาสถิตราศีเมถุน (ดาวพฤหัสโคจรเข้าภพกฎุมพะ) จังหวะการเงินสะพัด มีโอกาสได้ขึ้นเงินเดือนหรือมีรายได้เพิ่มอย่างเด่นชัด แต่ด้วยแรงส่งแฝงจากภพกัมมะ (เสาร์+เนปจูน) รายได้ที่เพิ่มขึ้นนี้ต้องแลกมาด้วยความรับผิดชอบที่หนักอึ้งพ่วงมาด้วย นอกจากนี้สิ่งที่ได้อาจมาจากคนต่างถิ่นแดนไกล หรือเกี่ยวข้องกับต่างถิ่นแดนไกล
    ******ท่านที่เป็นชาวราศีกรกฏ หรือมีลัคนาสถิตราศีกรกฎ (ดาวพฤหัสโคจรทับลัคน์) ดวงชะตาเปิดอย่างยิ่งใหญ่ ผู้ใหญ่เมตตาเอ็นดู มีสติปัญญาเฉลียวฉลาด แต่พฤหัสไม่ได้มามือเปล่า เพราะหอบกระแสเสาร์และเนปจูนจากภพศุภะมาทับตัวท่านด้วย ความสำเร็จที่ได้รับในขอบเขตช่วงเวลานี้จึงมีเงาแห่งความเครียด ความวิตกกังวล หรือภาระที่ปฏิเสธไม่ได้ทับซ้อนอยู่เสมอ แต่ในอีกด้านหนึ่งท่านอาจมีชื่อเสียงจากการใช้เซนส์ในการพยากรณ์ หรือมีชื่อเสียงในกิจกรรมด้านขายจินตนาการหรือการออกแบบต่างๆ แต่ทั้งนี้ท่านก็จะต้องเจอคู่แข่งด้วยเหมือนกัน ดีสำหรับกิจกรรมที่มีการประกวดและประมูลรวมถึงการต้องแย่งชิง
    ******ท่านที่เป็นชาวราศีสิงห์ หรือมีลัคนาสถิตราศีสิงห์ (พฤหัสเข้าภพวินาศ) ดูเผินดาวตำแหน่งนี้อาจไม่ค่อยส่งผลดีนัก แต่หากคุณปรับตัวด้วยการทำกิจกรรมหรือการทำงานที่อยู่เบื้องหลัง โครงการลับ หรือการค้าต่างประเทศ/ออนไลน์จะส่งผลสำเร็จเงียบๆ แต่พฤหัสแฝงกระแสเสาร์มาจากภพมรณะ ระวังบุตรบริวารลูกหลานจะเจ็บป่วยด้วยโรคที่หาสาเหตุยากและมีอาการเรื้อรัง ระวังอาการดื้อยา รวมทั้งกระบวนการทางการแพทย์ที่กระทำแบบไม่โปร่งใส ต้องระวังปัญหาจะถูกซุกไว้ใต้พรมแบบคุณมองไม่เห็น
    ******ท่านที่เป็นชาวราศีกันย์ หรือมีลัคนาสถิตราศีกันย์ (ดาวพฤหัสโคจรเข้าภพลาภะ) มีเกณฑ์ได้โชคลาภและความสำเร็จใหญ่ๆจากหุ้นส่วนคู่สัญญาหรือจากคนรัก แต่เป็นลักษณะ "ทุกขลาภ" เพราะแฝงกระแสเสาร์และเนปจูนมาจากภพปัตนิ ผลประโยชน์ที่ได้มามักมีเรื่องขัดแย้งหรือมีปัญหาคลุมเครือซุกซ่อนติดมาด้วย โดยเฉพาะหากเป็นเรื่องเกี่ยวกับบ้าน รถยนต์ ที่ดิน อาจเจอของที่มีภารติดพัน หรือโดนภารจำยอม หรือโดนรอนสิทธิ์ทางกฎหมาย
    ******ท่านที่เป็นชาวราศีตุลย์ หรือมีลัคนาสถิตราศีตุลย์ (ดาวพฤหัสเข้าภพกัมมะ) คนตกงานมีโอกาสจะได้งาน หรือทำงานที่ต้องแก่งแย่งแข่งขัน การงานขยายตัว ได้เลื่อนขั้นเลื่อนตำแหน่งหรือขยับขยายธุรกิจ แต่เป็นตำแหน่งที่ต้องเข้าไปแบกรับภาระและแก้ปัญหาแทนผู้อื่น (แฝงกระแสจากภพอริ) อุปสรรคในงานจะซับซ้อนและเรื้อรัง มีศัตรูคู่แข่งแฝงอยู่ในทีมงาน งานจะรุ่งเรืองดีถ้ารู้จักเลือกงานให้เข้ากับเงื่อนไขที่ต้องเหนื่อยและแข่งขัน ดีสำหรับการทำกิจกรรมเกี่ยวกับของเหลวและเคมีภัณฑ์ สายการบินและเดินเรือ รวมทั้งการเป็นที่ปรึกษากฎหมายหรือคณะกรรมการตัดสิน
    ******ท่านที่เป็นชาวราศีพิจิก หรือมีลัคนาสถิตราศีพิจิก (ดาวพฤหัสโคจรเข้าภพศุภะ) ดวงเปิดสู่ความสำเร็จ มีการบุกเบิดทำสิ่งใหม่ๆ มีชื่อเสียง เกียรติยศ และโชคลาภทางการเงินไหลลื่นดีมากตามความหมายภพศุภะ อาจมีโชคทางการเงินที่ต้องเกี่ยวข้องกับคนต่างถิ่นแดนไกล แต่มีเงากระแสแฝงของเสาร์และเนปจูนจากภพปุตตะ สิ่งที่เริ่มใหม่หรือโชคที่ได้มาจึงถูกจับตามองหรือตรวจสอบอย่างเข้มงวดอาจมีการปลอมปนหรือหมกเม็ดแอบแฝง อย่าใช้เด็กทำงานด้านกฎหมายหรือบัญชีโดยคุณไม่ตรวจทานด้วยตนเอง
    ******ท่านที่เป็นชาวราศีธนู หรือมีลัคนาสถิตราศีธนู (ดาวพฤหัสโคจรเข้าสถิตภพมรณะ) พฤหัสซึ่งเป็นดาวประจำตัวจรเข้าภพเสีย แฝงกระแสเสาร์จากภพพันธุมาด้วย ระวังปัญหาด้านกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับเรื่องที่อยู่อาศัย บ้าน ที่ดิน หรือคนในครอบครัวจะสร้างปัญหาให้ปวดหัว มีเกณฑ์ในลักษณะสูญเสีย ระวังญาติผู้ใหญ่เจ็บป่วยหรือเกิดการพลัดพราก ตัวคุณเองก็อาจมีเหตุให้ระเหเร่ร่อนย้ายที่พำนักอาศัย การมีปัญหากฎหมายควรพยายามเลี่ยงอย่างที่สุด เพราะถ้ามันเกิดจะเกิดความสูญเสียค่อนข้างมาก แก้ยากและตีโจทก์ไม่แตก
    ******ท่านที่เป็นชาวราศีมังกร หรือมีลัคนาสถิตราศีมังกร (ดาวพฤหัสโคจรเล็งลัคน์) ในภพปัตนิ หุ้นส่วน คู่สัญญา หรือคนรักจะเข้ามาให้คุณและสนับสนุนอย่างสูง แต่เขาจะหอบเอา "ภาระ ความเครียด และข้อจำกัด" (แฝงกระแสเสาร์จากวินาศ) มาให้ท่านช่วยแบกรับด้วย ความสัมพันธ์และการเจรจาธุรกิจในช่วงนี้จึงค่อนข้างตึงเครียดและมีขั้นตอนวุ่นวายซุกซ่อนอยู่ คนโสดมีโอกาสเจอคนที่เข้ามาคบหาอย่างจริงจัง ลักษณะดูดีมีชาติตระกูลและมีการศึกษา แต่ก็เข้ามาพร้อมภาระหรือทำตัวให้คุณเกิดอาการลังเลสงสัยในตัวเขาหรือเธอบางเรื่อง
    ******ท่านที่เป็นชาวราศีกุมภ์ หรือมีลัคนาสถิตราศีกุมภ์ (ดาวพฤหัสเจ้าเรือนโชคลาภและการเงินโคจรเข้าภพอริ) ไม่ควรทำการใหญ่หรือทำอะไรที่ต้องลงทุนก้อนโตในระยะนี้ คุณมีโอกาสพลาดสูง ความเสียหายหนักหน่วงจนต้องปาดเหงื่อ ระวังข้อผิดพลาดที่มองไม่เห็นหรือโดนอำพรางในแง่กฎหมายที่ส่งผลกระทบทางการเงินอย่างแรง โชคลาภและการเงินที่ควรจะได้ (แฝงกระแสมาจากภพลาภะและกฎุมพะ) กลับไปติดหล่มอยู่ในภพอุปสรรค ท่านจะต้องออกแรงเหนื่อยอย่างหนักในการทวงถามผลประโยชน์ หรือต้องใช้สติปัญญาเข้าไปแก้ปัญหาการเงินให้คนอื่นก่อน จึงจะได้ส่วนแบ่งที่คุ้มค่ากลับคืนมาในภายหลัง
    ******ท่านที่เป็นชาวราศีมีน หรือมีลัคนาสถิตราศีมีน (พฤหัสเข้าภพปุตตะ)ดาวเสาร์และเนปจูนยังคงทับลัคนาท่านอยู่ อาการเบลอและเครียดยังเป็นเรื่องปกติ ท่านที่ทำงานในสายวิชาการ การแพทย์ กฎหมายและการบัญชี หรือเป็นครูบาอาจารย์ คุณจะเด่นในหมู่เด็ก อาจมีการบุกเบิกทำอะไรใหม่ๆและใหญ่ๆ บางคนก็ได้เริ่มงานใหม่เป็นการเริ่มต้นอย่างเบลอๆหรือมีความกังวลในสิ่งที่ทำ แต่ยังไงคุณก็ไปรอด ทั้งเหนื่อยทั้งคุ้ม แต่ก็ทำให้มันถูกที่ถูกเวลาล่ะ เวลาดาวถอยให้หยุดหรือนิ่งพักไว้ก่อน หันไปตรวจสอบสิ่งที่ทำซะอีกครั้ง แต่ช่วงนี้ยังไม่เป็นไรดาวกำลังเดินหน้า ติดตามคำพยากรณ์เป็นระยะละกัน
    https://www.facebook.com/share/1BAdgXrsbs/
     

แชร์หน้านี้

Loading...