ติดตามสถานะการณ์

ในห้อง 'ภัยพิบัติและการเตรียมการ' ตั้งกระทู้โดย สุกิจSukit, 8 มิถุนายน 2013.

  1. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    232,454
    ค่าพลัง:
    +97,153
    กองทัพบกโต้กลับปมโดรนตกฝั่งกัมพูชา ยันไม่ใช่ของไทย ชี้เป็น “โดรนเขมรประกอบผิดพลาด” พร้อมเก็บซากศึกษายุทโธปกรณ์
    FB_IMG_1779513941766.jpg
    23 พฤษภาคม 2569 #กองทัพบก ชี้แจงกรณีที่มีการเผยแพร่ภาพผ่านสื่อสังคมออนไลน์ฝั่งกัมพูชา อ้างว่าเป็น #โดรน แบบ FPV (First Person View Drone) ลักษณะ #กึ่งพลีชีพของฝ่ายไทย ตกในพื้นที่ทุ่งนาและยังไม่เกิดการระเบิด โดยกล่าวอ้างว่าติดตั้งระเบิดครกขนาด 82 มิลลิเมตร และเตรียมใช้เป็นหลักฐานยื่นต่อองค์การสหประชาชาติ
    .
    ล่าสุด กองทัพบกได้ตรวจสอบข้อมูลจาก #ภาพถ่ายและชิ้นส่วนที่ปรากฏ และยืนยันว่าโดรนดังกล่าว “#ไม่ใช่ของฝ่ายไทย” ตามที่มีการกล่าวอ้าง แต่ #เป็นอากาศยานไร้คนขับของฝ่ายกัมพูชาเอง ที่เกิดความผิดพลาดทางเทคนิคจนตกในพื้นที่ของตนเอง
    .
    ชี้ชิ้นส่วนไม่ตรงมาตรฐานการใช้งานของไทย ฝ่ายความมั่นคงระบุว่า จากการวิเคราะห์โครงสร้างและอุปกรณ์ของโดรน พบรายละเอียดสำคัญหลายประการ ได้แก่ ระบบส่งสัญญาณภาพ (Video Transmitter: VTX) กำลังส่ง 10 วัตต์ แบตเตอรี่ความจุ 6,000 มิลลิแอมป์แบบ 8 เซลล์ รวมถึงเฟรมและมอเตอร์ที่เป็นลักษณะการประกอบเฉพาะกิจ
    .
    นอกจากนี้ ยังพบการติดตั้งหัวระเบิดครกขนาด 82 มิลลิเมตร ซึ่งฝ่ายไทยยืนยันว่า “ไม่ใช่มาตรฐานการใช้งานยุทโธปกรณ์ของกองทัพไทย” และไม่มีการใช้รูปแบบดังกล่าวในระบบอาวุธประจำหน่วย
    .
    ระบุ “ประกอบผิดพลาด–ควบคุมไม่สมบูรณ์” กองทัพบกประเมินว่า เหตุการณ์ดังกล่าวสะท้อนถึงข้อจำกัดด้านทักษะการประกอบและควบคุมอากาศยานไร้คนขับของฝ่ายกัมพูชา โดยพบว่าชิ้นส่วนบางส่วน เช่น ระบบส่งสัญญาณ มีการติดตั้งไม่ถูกต้อง ส่งผลให้การควบคุมขาดเสถียรภาพจนเกิดอุบัติเหตุตกในพื้นที่ฝั่งกัมพูชาเอง
    .
    ทั้งนี้ ยังมีการตั้งข้อสังเกตเพิ่มเติมว่า ในช่วงที่ผ่านมา มีรายงานการพบโดรนจากฝั่งกัมพูชาบินเข้ามาในเขตไทย และบางส่วนประสบเหตุขัดข้องจนตกในฝั่งไทย ซึ่งหน่วยทหารไทยได้เก็บกู้ซากไว้เพื่อทำการวิเคราะห์ทางเทคนิคและด้านข่าวกรอง
    .
    ไทยเก็บซากศึกษาขีดความสามารถ–ปรับใช้ด้านความมั่นคงฃ
    กองทัพบกระบุว่า ซากอากาศยานไร้คนขับที่เก็บได้จากพื้นที่ต่าง ๆ ถูกนำเข้าสู่กระบวนการศึกษาเชิงเทคนิค เพื่อประเมินขีดความสามารถทางเทคโนโลยีของฝ่ายตรงข้าม และนำไปพัฒนาแนวทางการป้องกัน รวมถึงการปรับปรุงระบบต่อต้านอากาศยานไร้คนขับของไทย
    .
    แม้จะมีการเคลื่อนไหวของอากาศยานไร้คนขับในพื้นที่ชายแดนเป็นระยะ กองทัพบกยืนยันว่า สถานการณ์โดยรวมยังอยู่ภายใต้การควบคุมของหน่วยความมั่นคง และไม่มีเหตุบ่งชี้การยกระดับความขัดแย้งในเชิงโครงสร้าง
    .
    กองทัพบกยังย้ำว่า ไทยยังคงดำเนินมาตรการเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่อง พร้อมพัฒนาศักยภาพด้านการป้องกันภัยคุกคามรูปแบบใหม่ โดยเฉพาะเทคโนโลยีอากาศยานไร้คนขับที่มีบทบาทเพิ่มขึ้นในสมรภูมิยุคปัจจุบัน

    Cr. ภาพ Army Armed Forces
    .
    .
    #Thaitribune

    https://www.facebook.com/share/p/1AkNXBY6eC/
     
  2. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    232,454
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ผบ.ทร.ลั่นกองทัพเรือพร้อมรบ ช่วยประชาชน เหตุทหารเขมรเคลื่อนย้ายกำลังชายแดนตราด แจงเหตุ “เปิดประตูเล็ก”เฉพาะช่วยด้านมนุษยธรรมเท่านั้น

    23 พฤษภาคม 2569 #กองทัพเรือไทย ประกาศความพร้อม #ด้านการรบและการช่วยเหลือประชาชนในทุกสถานการณ์ หลังมีรายงานความเคลื่อนไหวของ #กำลังทหารกัมพูชา ใน #พื้นที่ชายแดน ด้าน #จังหวัดตราด ว่า ขณะนี้ยังคงมีการเฝ้าระวังและตรวจการณ์อย่างต่อเนื่องในแนวที่ได้วางกำลังไว้แล้ว
    .
    พลเรือเอก ไพโรจน์ เฟื่องจันทร์ ผู้บัญชาการทหารเรือ เปิดเผยระหว่างลงพื้นที่ติดตามการฝึกในจังหวัดตราดว่า กองทัพเรือมีความพร้อมเต็มรูปแบบทั้งในด้านการป้องกันประเทศ การตรวจการณ์ทางทะเล และการรับมือสถานการณ์ฉุกเฉินที่อาจเกิดขึ้นในพื้นที่ชายแดน
    .
    “พร้อมทุกมิติ” ทั้งรบ–อพยพ–ช่วยประชาชน ผบ.ทร. ระบุว่า กองทัพเรือได้เตรียมความพร้อมอย่างรอบด้าน ไม่เพียงเฉพาะภารกิจด้านความมั่นคง แต่ยังรวมถึงการฝึกใช้อาวุธ การปฏิบัติการช่วยเหลือประชาชน และการอพยพประชาชนออกจากพื้นที่เสี่ยงภัย หากเกิดสถานการณ์วิกฤติ
    .
    ในวันเดียวกัน กองทัพเรือยังได้จัดการฝึกบรรเทาสาธารณภัยและการอพยพประชาชนในพื้นที่คลองใหญ่ จังหวัดตราด ภายใต้การฝึกกองทัพเรือ ประจำปี 2569 (รหัส ทร.69) เพื่อทดสอบความพร้อมของกำลังพล ระบบบัญชาการ และการประสานงานร่วมกับหน่วยงานภาครัฐและท้องถิ่น
    .
    เน้นความพร้อมชายแดน–ชายฝั่งทะเล การฝึกดังกล่าวครอบคลุมทั้งการอพยพเคลื่อนย้ายประชาชนจากพื้นที่เสี่ยงภัย การจัดการสถานการณ์ฉุกเฉิน และการบูรณาการกำลังร่วมหลายหน่วย เพื่อรองรับทั้งภัยความมั่นคงและภัยพิบัติทางธรรมชาติในพื้นที่ชายแดนและชายฝั่งทะเล
    .
    พลเรือเอก ไพโรจน์ กล่าวด้วยว่า ผู้บังคับบัญชาทุกระดับชั้นของกองทัพเรือให้ความสำคัญกับขวัญกำลังใจของกำลังพลอย่างใกล้ชิด พร้อมลงพื้นที่พบปะและกำกับดูแลการฝึกด้วยตนเอง เพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่เจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานแนวหน้า
    .
    ผบ.ทร. ยังกล่าวชื่นชมประชาชนในพื้นที่จังหวัดจันทบุรีและตราดว่าให้ความร่วมมือกับภาครัฐเป็นอย่างดี และมีความเข้าใจต่อสถานการณ์ความมั่นคงในพื้นที่ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการสนับสนุนภารกิจของกองทัพเรือ
    .
    ย้ำยังอยู่ในภาวะเฝ้าระวัง แม้จะมีรายงานข่าวความเคลื่อนไหวของฝ่ายกัมพูชาในพื้นที่ชายแดน แต่กองทัพเรือยืนยันว่า ขณะนี้ยังอยู่ในระดับการเฝ้าระวัง (Monitoring Status) และยังไม่มีสัญญาณบ่งชี้การยกระดับความตึงเครียด
    .
    กองทัพเรือย้ำว่าได้เตรียมแผนเผชิญเหตุ (Contingency Plan) ไว้ครบถ้วน และสามารถตอบสนองสถานการณ์ได้ทันที หากเกิดเหตุไม่คาดคิด เพื่อรักษาความมั่นคงของประเทศและความปลอดภัยของประชาชนในพื้นที่ชายแดนอย่างเต็มที่
    .
    ผบ.ทร.ยืนยัน จะไม่มีการเปิดด่าน ค้าขาย ส่งออกนำเข้าสินค้าชายแดน ทั้งในพื้นที่จันทบุรี -ตราด ซึ่งเป็นพื้นที่รับผิดชอบของกองทัพเรือ นอกจากเปิด
    รับคนไทย ที่ถูกจับและดำเนินคดีในฝั่งกัมพูชาเรียบร้อยแล้ว จากฝั่งกัมพูชา กลับไทยเท่านั้น
    .
    .
    #Thaitribune

    https://www.facebook.com/share/p/19vriGd1uU/
     
  3. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    232,454
    ค่าพลัง:
    +97,153
    จับตาใกล้ชิด ปมข่าวกัมพูชานำ “นักโทษ” เสริมกำลังชายแดน ยันยังไม่พบสัญญาณจริงในพื้นที่

    23 พฤษภาคม 2569 กองทัพบก แสดงท่าทีติดตามสถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชาอย่างใกล้ชิด หลังมีรายงานจากสื่อท้องถิ่นในกัมพูชาว่า กรมราชทัณฑ์ของกัมพูชา มีการ #เคลื่อนย้ายนักโทษ ประมาณ 790 คน ไปช่วยงาน #สนับสนุนทางทหารในพื้นที่ชายแดน เพื่อใช้ในการ #ก่อสร้างฐานปฏิบัติการ และ #บังเกอร์ ใน #เขตจังหวัดอุดรมีชัย และ #โพธิสัต ซึ่งอยู่ตรงข้าม #พื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือและ #จังหวัดตราดของไทย
    .
    พันเอกริชฌา สุขสุวานนท์ รองโฆษกกองทัพบก เผยว่า จากการตรวจสอบของหน่วยงานด้านความมั่นคงในพื้นที่ ยังไม่พบความเคลื่อนไหวของกลุ่มนักโทษ ตามที่มีการรายงานข่าวในกัมพูชา โดยข้อมูลที่ได้รับในขณะนี้เป็นเพียงการเคลื่อนย้ายภายในระบบเรือนจำของฝั่งกัมพูชาเท่านั้น
    .
    ยังเป็นเพียง “ข่าวในประเทศกัมพูชา” – ไทยเฝ้าระวังต่อเนื่อง
    กองทัพบกระบุเพิ่มเติมว่า แม้ยังไม่พบความผิดปกติในพื้นที่ชายแดน แต่ได้สั่งการให้หน่วยกำลังป้องกันชายแดนติดตามสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง เนื่องจากไม่สามารถตัดความเป็นไปได้ในอนาคต หากมีการนำแรงงานนักโทษไปใช้ในภารกิจด้านความมั่นคงหรือการก่อสร้างทางทหารภายในฝั่งกัมพูชา
    .
    ทั้งนี้ กองทัพบกไทยย้ำว่า ทุกพื้นที่ชายแดนอยู่ภายใต้การเฝ้าระวังอย่างเข้มงวด และมีการประเมินสถานการณ์ร่วมกับหน่วยความมั่นคงอย่างต่อเนื่อง เพื่อป้องกันความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น
    .
    มั่นใจระบบเฝ้าระวังชายแดนไทยพร้อมรับมือ
    กองทัพบกยังขอให้ประชาชนในพื้นที่ชายแดนไทย–กัมพูชา รวมถึงประชาชนทั่วไป มีความมั่นใจต่อระบบความมั่นคงของประเทศ โดยยืนยันว่ากองกำลังป้องกันชายแดนมีแผนเผชิญเหตุ (Contingency Plan) รองรับสถานการณ์ทุกรูปแบบ และสามารถตอบสนองได้อย่างทันท่วงทีหากเกิดเหตุไม่คาดคิด
    .
    ในภาพรวม หน่วยงานความมั่นคงยังคงประเมินสถานการณ์ว่าอยู่ในระดับเฝ้าระวัง (Monitoring Stage) และยังไม่มีสัญญาณบ่งชี้การยกระดับความตึงเครียดบริเวณชายแดนแต่อย่างใด
    .
    .
    #Thaitribune

    https://www.facebook.com/share/p/1EhzoxFJ7V/
     
  4. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    232,454
    ค่าพลัง:
    +97,153
    อะไรที่สำคัญ … ถึงไม่ไปงานแต่งลูกชาย !!!

    President Trump แจ้งว่า

    While I very much wanted to be with my son, Don Jr., and the newest member of the Trump Family, his soon to be wife, Bettina, circumstances pertaining to Government, and my love for the United States of America, do not allow me to do so. I feel it is important for me to remain in Washington, D.C., at the White House during this important period of time. Congratulations to Don and Bettina!

    “ผมอยากอยู่กับลูกชายของผม ดอน จูเนียร์ และเบ็ตตินา ว่าที่สมาชิกใหม่ของครอบครัวทรัมป์ มากกว่าสิ่งใด — คนที่ยอดเยี่ยมทั้งคู่!

    แต่หน้าที่ของประเทศ และความรักที่ผมมีต่อสหรัฐอเมริกา ไม่อนุญาตให้ผมทำเช่นนั้นได้

    นี่คือช่วงเวลาสำคัญมาก และผมจำเป็นต้องอยู่ที่วอชิงตัน ดี.ซี. ณ ทำเนียบขาว เพื่อดูแลประเทศของเรา อเมริกาต้องมาก่อน — เสมอ!

    ขอแสดงความยินดีกับดอนและเบ็ตตินา! ยอดเยี่ยมมาก!

    ……

    มาดูกันว่า

    คืออะไร

    ที่รอไม่ได้

    จนต้องยอมไม่ไปให้กำลังใจลูกชาย ลูกสะใภ้

    ทั้งที่คงได้วางแผนมาอย่างดี

    เตรียมเดินทางไปงานแต่ง

    แต่สุดท้ายกลับไม่ไป

    สาเหตุคืออะไร !!!

    จะมีคนมาช่วยหยุดไว้หรือไม่ ???

    #Trump #Iran
    https://www.facebook.com/share/p/1DhRGG52cS/
     
  5. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    232,454
    ค่าพลัง:
    +97,153
  6. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    232,454
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ตั้งใจบุกไทยเต็มที่

    ----

    กองทัพเขมรสวนสนามปลุกใจโชว์อาวุธอื้อ | เรื่องร้อนอมรินทร์

    #กองทัพกัมพูชา #สวนสนาม #ชายแดนไทยกัมพูชา
    #ข่าววันนี้ #เรื่องร้อนอมรินทร์ #AmarinTV
    #amarintvonline #ข่าวอมรินทร์ออนไล
    https://www.facebook.com/share/v/1Cbd8BTuQs/
     
  7. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    232,454
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ไม่เคยมี ปธน. คนไหนทำมาก่อนในรอบ 250 ปี Axios เผยบรรรทัดฐานที่ ปธน. ทุกคนยึดถือมา ถูกทำลายอย่างเปิดเผย โดย “ทรัมป์” และครอบครัว กอบโกยผลประโยชน์จากตำแหน่ง ปธน. อย่างเปิดเผย โดยใช้กลไกรัฐคุ้มกันการตรวจสอบภาษีตลอดชีพ จจากพอร์ตหุ้น-คริปโต 16 เดือนทำเงินมากกว่าอาณาจักรอสังหาริมทรัพย์ 7 ปี เทรดหุ้น 3,700 ครั้ง สินทรัพย์พุ่งจาก $2,400 ล้านเป็น $6,100 ล้าน ในสเกลที่ไม่เคยมีประธานาธิบดีสหรัฐฯ คนใดทำมาก่อน
    Axios วิเคราะห์เชิงลึกว่า ตลอดประวัติศาสตร์ 250 ปีของสหรัฐอเมริกา ไม่เคยมีประธานาธิบดีคนใดที่สามารถปกป้องตนเองและครอบครัวจากการตรวจสอบภาษีของรัฐบาลกลางได้อย่างเบ็ดเสร็จ พร้อมดำเนินนโยบายเอื้อประโยชน์ต่อธุรกิจส่วนตัวและพอร์ตการลงทุนของตนเองอย่างเปิดเผย เหมือนอย่างที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กำลังกระทำในปัจจุบัน และทั้งหมดนี้ดำเนินการต่อสาธารณะอย่างภาคภูมิใจ

    ประเด็นที่ 1: คุ้มครองจากการตรวจสอบภาษีตลอดชีวิต กระทรวงยุติธรรม (DOJ) ได้แอบเพิ่มข้อกำหนดครอบคลุมลงในข้อตกลงยุติข้อพิพาทในคดีที่ทรัมป์ฟ้อง IRS มูลค่า 10,000 ล้านดอลลาร์เรื่องข้อมูลภาษีรั่วไหล ซึ่งทรัมป์เป็นทั้งโจทก์และจำเลยในทางปฏิบัติ เนื่องจากฟ้องรัฐบาลของตนเอง ข้อตกลงลงนามโดยท็อดด์ บลานช์ รักษาการ รมว.ยุติธรรม ซึ่งเป็นอดีตทนายส่วนตัวของทรัมป์ ระบุว่ารัฐบาลกลาง "ถูกสั่งห้ามและตัดสิทธิ์โดยตลอดไป" จากการตรวจสอบภาษีย้อนหลังของทรัมป์ ครอบครัว และ Trump Organization ทั้งหมดที่เกิดก่อนเดือนพฤษภาคม 2026

    ประเด็นที่ 2: ผลประโยชน์ทับซ้อนทางธุรกิจระดับโลก ข้อมูลจาก CREW ระบุว่า Trump Organization มีโครงการอสังหาริมทรัพย์ภายใต้แบรนด์ Trump 25 โครงการใน 12 ประเทศ เพิ่มสูงกว่า 3 เท่าจากก่อนกลับมาดำรงตำแหน่ง รวมถึง Trump Plaza มูลค่า 1,000 ล้านดอลลาร์ในเจดดาห์ ซาอุดีอาระเบีย รีสอร์ท Trump International มูลค่า 500 ล้านดอลลาร์ในโอมาน และสนามกอล์ฟในเวียดนามที่รัฐบาลเร่งอนุมัติเป็นพิเศษ แม้กฎหมายจริยธรรมรัฐบาลกลางไม่ได้บังคับให้ ปธน. แยกตัวจากธุรกิจ แต่ ปธน. ยุคหลัง Watergate ทุกคนล้วนทำโดยสมัครใจ ตั้งแต่คาร์เตอร์ที่โอนฟาร์มถั่วลิสงเข้า blind trust ไปจนถึงโอบามาที่ถือเฉพาะพันธบัตรรัฐบาลและกองทุนดัชนี

    ประเด็นที่ 3: คริปโตและเทรดหุ้น ธุรกิจคริปโตของทรัมป์เพียงอย่างเดียวสร้างกระแสเงินสดใน 16 เดือนมากกว่าผลกำไรที่อาณาจักรอสังหาริมทรัพย์ทั้งหมดสร้างรวมกันตั้งแต่ปี 2010-2017 (ตาม Wall Street Journal) โดยทรัมป์ลงนามบังคับใช้ GENIUS Act กรอบกฎหมายสเตเบิลคอยน์ ขณะตัวเองและครอบครัวกอบโกยจากคริปโต ธุรกรรมสำคัญคือ World Liberty Financial ที่ได้ทุนลับ 500 ล้านดอลลาร์จากที่ปรึกษาความมั่นคงแห่งชาติ UAE เพียง 4 วันก่อนพิธีสาบานตน (ตาม WSJ) และ 2 เดือนต่อมารัฐบาลทรัมป์ก็อนุมัติโควตา AI chips ขั้นสูง 500,000 ชิ้น/ปีให้ UAE ซึ่งรัฐบาลไบเดนเคยสั่งระงับเพราะกลัวรั่วไหลถึงจีน

    ทรัมป์ยังกลายเป็น ปธน. ที่เทรดหุ้นคล่องตัวที่สุดในประวัติศาสตร์ ด้วยธุรกรรม 3,700 ครั้งในไตรมาสแรกปี 2026 รวมถึง Nvidia ที่เพิ่งได้รับอนุมัตินโยบายส่งออกชิปขั้นสูงไปจีน และ Palantir ที่ซื้อหุ้นก่อนจะโพสต์ชื่นชมบน Truth Social เพียงไม่กี่สัปดาห์

    สินทรัพย์สุทธิของทรัมป์ตาม Forbes พุ่งจาก 2,400 ล้านดอลลาร์ (2021) → 4,300 ล้าน (2024) → 5,100 ล้าน (2025) → 6,100 ล้านดอลลาร์ (ปัจจุบัน)
    #imctnews รายงาน

    https://www.facebook.com/share/p/1B2wAr7ozQ/
     
  8. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    232,454
    ค่าพลัง:
    +97,153
    อุซเบกิสถานหันเข้าหา BRICS เข้าร่วมธนาคาร NDB เปิดทางเข้าถึงเงินทุนโครงสร้างพื้นฐาน “ไร้เงื่อนไขการเมืองตะวันตก” สะท้อนแรงกดดันต่อระเบียบการเงินโลกที่ผูกกับดอลลาร์ หนีเงื่อนไขการเงินตะวันตกลดพึ่งพา IMF–ธนาคารโลก–ดอลลาร์สหรัฐ
    สำนักข่าว Sputnik India รายงานว่า ระเบียบการเงินโลกที่อยู่ภายใต้อิทธิพลของชาติตะวันตกกำลังเผชิญแรงกดดันรอบใหม่ หลังธนาคารเพื่อการพัฒนาใหม่ (New Development Bank – NDB) ของกลุ่ม BRICS ประกาศต้อนรับ “อุซเบกิสถาน” เข้าร่วมเป็นสมาชิกอย่างเป็นทางการ ในฐานะรัฐหุ้นส่วน อุซเบกิสถานจะสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนเพื่อสนับสนุนโครงการด้านการขนส่ง พลังงาน อุตสาหกรรม และโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ โดยไม่ต้องแลกกับ “เงื่อนไขและข้อผูกมัดทางการเมือง” แบบที่มักถูกแนบมากับเงินทุนจากสถาบันการเงินตะวันตก

    NDB ถูกออกแบบให้เป็น “ทางเลือกคู่ขนาน” ต่อกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และธนาคารโลก (World Bank) ที่ถูกวิจารณ์มานานว่าถูกครอบงำโดยสหรัฐฯ และยุโรป ทั้งในแง่อำนาจโหวต การกำหนดเงื่อนไขกู้ยืม และการผลักดันวาระเชิงนโยบายภายในของประเทศลูกหนี้ กลุ่ม BRICS มองว่าระบบเดิมสร้างความเสี่ยงจากการพึ่งพาเงินดอลลาร์สหรัฐมากเกินไป และจำกัดอิสระของประเทศกำลังพัฒนา NDB จึงถูกผลักดันให้เป็นแพลตฟอร์มทางเลือกสำหรับภาค Global South โดยเฉพาะในมิติการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ

    อินเดียถูกระบุว่าเป็นหนึ่งในประเทศที่มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนการจัดตั้งและพัฒนา NDB เพื่อเสริมความสามารถของประเทศในซีกโลกใต้ในการเข้าถึงทุนระยะยาว นอกจากนี้ ธนาคารยังเดินหน้าเชื่อมโยง “อธิปไตยทางการเงิน” ของประเทศสมาชิกและพันธมิตร ด้วยการสนับสนุนการปล่อยสินเชื่อและการชำระหนี้ใน “สกุลเงินประจำชาติ” ของแต่ละประเทศแทนการใช้สกุลเงินหลักเดิม การที่อุซเบกิสถานเลือกเข้าร่วมจึงไม่ใช่เพียงความเคลื่อนไหวด้านการเงินเท่านั้น แต่ยังถูกมองว่าเป็นอีกก้าวหนึ่งของกระแสการปรับสมดุลอำนาจจากสถาบันการเงินตะวันตกไปสู่กรอบความร่วมมือใหม่ที่ BRICS กำลังปั้นขึ้นบนเวทีโลก #imctnews รายงาน

    https://www.facebook.com/share/p/1SYtYyKVUG/
     
  9. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    232,454
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ซาอุฯเริ่มรัดเข็มขัด เบรกเมกะโปรเจกต์ Vision 2030 ระงับสัญญาที่ปรึกษาตะวันตก–ชะลอจ่ายเงิน รับแรงกดดันการคลังจากสงครามกับอิหร่านและรายได้ต่ำกว่าคาดจากน้ำมัน
    มีรายงานว่าซาอุดีอาระเบียเริ่ม “รัดเข็มขัด” ในการเดินหน้า Vision 2030 โดยระงับการออกสัญญาใหม่กับบริษัทที่ปรึกษาตะวันตกรายใหญ่หลายแห่ง และชะลอการจ่ายเงินบางส่วน ท่ามกลางแรงกดดันทางการคลังที่สูงขึ้นจากสงครามกับอิหร่านและความไม่แน่นอนของรายได้จากน้ำมัน กระทรวงการคลังกำหนดให้โครงการใหม่ต้องผ่าน “การอนุมัติพิเศษ” ก่อนจึงจะเดินหน้าได้ ขณะที่การชำระเงินบางก้อนถูกเลื่อนออกไปถึงเดือนกรกฎาคม สะท้อนว่ารัฐบาลกำลังจัดลำดับความสำคัญด้านรายจ่ายอย่างเข้มงวดกว่าเดิม

    บริษัทที่ได้รับผลกระทบรวมถึง McKinsey & Company, Boston Consulting Group (BCG) และกลุ่ม Big Four ซึ่งเคยเป็นหัวใจสำคัญในการออกแบบและขับเคลื่อนโปรเจกต์ภายใต้ Vision 2030 นักวิเคราะห์มองว่าแนวโน้มนี้เป็นสัญญาณว่า ราชอาณาจักรกำลังนำ Vision 2030 เข้าสู่เฟส “บริหารงบประมาณอย่างระมัดระวัง” หลังเผชิญแรงกดดันจากหลายด้าน ทั้งงบกลาโหมที่พุ่งสูง การโจมตีด้วยโดรนและขีปนาวุธของอิหร่านที่เพิ่มความเสี่ยงต่อโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานและเส้นทางเดินเรือในอ่าวเปอร์เซีย รวมถึงความผันผวนของตลาดน้ำมันที่ทำให้รายได้รัฐไม่แน่นอน

    ก่อนหน้านี้ ซาอุฯ ได้เริ่มส่งสัญญาณในทิศทางเดียวกันด้วยการเลื่อน ปรับลดขนาด หรือชะลอเมกะโปรเจกต์บางส่วน เช่น โครงการเมืองอนาคต NEOM เนื่องจากต้นทุนสูงและแรงกดดันทางการคลัง แม้จะมีการชะลอและควบคุมงบประมาณ แต่ยังไม่มีหลักฐานบ่งชี้ว่าระบบการเงินของประเทศอยู่ในภาวะ “ใกล้ล่มสลาย” หรือว่า Vision 2030 “ล้มเหลวโดยสิ้นเชิง” รัฐบาลซาอุฯ ยืนยันว่าสถานะการคลังโดยรวมยังแข็งแกร่ง และยังมีช่องทางระดมทุนผ่านตลาดหนี้และกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติ

    อย่างไรก็ตาม ความตึงเครียดด้านความมั่นคงจากสงครามอิหร่านและความเสี่ยงต่อช่องแคบฮอร์มุซ ทำให้ซาอุฯ จำเป็นต้องจัดลำดับความสำคัญด้าน “ความมั่นคงและการป้องกันประเทศ” สูงขึ้น งบด้านกลาโหมและการปกป้องโครงสร้างพื้นฐานจึงมีแนวโน้มเบียดพื้นที่ของงบลงทุนเชิงเปลี่ยนผ่านเศรษฐกิจและโปรเจกต์หรูใน Vision 2030 บางส่วนออกไปในระยะสั้น คำถามสำคัญคือ ราชอาณาจักรจะรักษาสมดุลระหว่าง “สงคราม-ความมั่นคง” กับ “การปฏิรูปเศรษฐกิจหลังยุคน้ำมัน” ได้อย่างไรในช่วงเวลาที่ยุทธศาสตร์ทั้งสองด้านแข่งขันกันแย่งทรัพยากรเดียวกัน #imctnews รายงาน

    https://www.facebook.com/share/p/1DFERbXsoj/
     
  10. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    232,454
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ซ้อมรบใต้ดินกลางลอนดอน NATO ตั้งกองบัญชาการใต้รถไฟใต้ดินลอนดอนจำลองศึกรัสเซียบุกเอสโตเนียปี 2030 แต่ข้อมูลชี้ “อังกฤษมีโดรนรบพอใช้รบเต็มกำลังได้เพียง 7 วัน” เปิดช่องโหว่ใหญ่ยุคสงครามโดรน
    The Telegraph รายงานว่า กองทัพอังกฤษกำลังเผชิญภาวะน่ากังวลด้านขีดความสามารถในยุคสงครามโดรน หลังมีข้อมูลระบุว่า สหราชอาณาจักรมีโดรนรบสำรองอยู่เพียงราว 6,000 ลำ ซึ่งหากเกิดสงครามเต็มรูปแบบกับรัสเซียและจำเป็นต้องใช้อัตราการสิ้นเปลืองในระดับใกล้เคียงกับสมรภูมิยูเครน คลังแสงดังกล่าวจะเพียงพอสำหรับการรบได้เพียงประมาณหนึ่งสัปดาห์เท่านั้น เจ้าหน้าที่ทหารระดับสูงเตือนว่าจำนวนนี้เป็นเพียง “เศษเสี้ยว” ของความต้องการจริงในการต่อต้านและสกัดกั้นการรุกรานจากมอสโกในฉากทัศน์ปี 2030

    ในขณะที่ยูเครนต้องใช้โดรนรบถึงราว 9,000 ลำต่อวัน และอ้างว่าสามารถยิงสอยโดรนรัสเซียได้มากถึง 30,000 ลำต่อเดือน อังกฤษเองก็มีแนวโน้มต้องใช้โดรนหลายร้อยลำในแต่ละวันหากเกิดสงครามความเข้มข้นสูงกับรัสเซีย ซึ่งหมายความว่าคลังโดรนที่มีอยู่ในปัจจุบันอาจถูกใช้หมดภายในเวลาไม่กี่วัน แม้รัฐบาลแรงงานจะอนุมัติงบ 4,000 ล้านปอนด์ในช่วงอายุสภาชุดนี้เพื่อจัดหาโดรนป้อนให้ทั้งสามเหล่าทัพ แต่แหล่งข่าวในกระทรวงกลาโหมก็ยอมรับว่ายังไม่พอ และกองทัพบกยังต้องการงบเพิ่มปีละ 550 ล้านปอนด์เพื่อบรรลุเป้าหมายด้านขีดความสามารถ

    คำเตือนเหล่านี้เผยออกมาในจังหวะที่กองทัพอังกฤษเพิ่งเสร็จสิ้นการซ้อมรบขนาดใหญ่ใต้กรุงลอนดอน โดยเปลี่ยนชานชาลารถไฟใต้ดินสาย Jubilee ที่ปิดใช้งานใต้สถานี Charing Cross ให้กลายเป็นกองบัญชาการส่วนหน้าของ NATO เพื่อจำลองสถานการณ์ปี 2030 ที่รัสเซียบุกเอสโตเนียในแถบบอลติก ภายใต้ชื่อรหัส “Exercise Arrcade Strike” การฝึกครั้งนี้มีเจ้าหน้าที่จากอังกฤษ ฝรั่งเศส อิตาลี และสหรัฐฯ ร่วมสั่งการกำลังพลราว 20,000 นายในสมรภูมิเอสโตเนีย สมมติว่ามีการเปิดใช้มาตรา 5 บังคับให้ทุกชาติสมาชิกต้องเข้ามาช่วยป้องกัน

    การเลือกลงไปตั้งกองบัญชาการใต้ดินแทนเต็นท์สนามบริเวณหลังแนวรบสะท้อนบทเรียนจากสงครามยูเครน ที่ทำให้ศูนย์บัญชาการเหนือพื้นดินเสี่ยงตกเป็นเป้าขีปนาวุธ โดรน และระบบสอดแนมขั้นสูงมากขึ้น ภายใต้แสงไฟสีแดงจำลองสถานการณ์ ทหาร NATO ใช้แล็ปท็อปสั่งการการโจมตีผสมผสาน ทั้งโดรนรุกเข้าโจมตีระบบป้องกันภัยทางอากาศและรถถังของรัสเซีย ไปจนถึงการสนับสนุนด้วยปืนใหญ่และการโจมตีทางอากาศ

    ผู้บัญชาการระดับสูงอย่างพลโท ไมค์ เอลวิส และพลเอก คริส โดนาฮู เตือนว่าช่วงก่อนถึงปี 2030 จะเป็น “หน้าต่างเวลาเสี่ยงสูงสุด” ที่รัสเซียอาจทดสอบ NATO จึงจำเป็นต้องลงทุนในเทคโนโลยีและคลังยุทโธปกรณ์ตั้งแต่ตอนนี้ พร้อมขยายขีดความสามารถอุตสาหกรรมกลาโหมให้สามารถผลิตอาวุธและโดรนได้ในปริมาณมากและรวดเร็วในยามสงคราม พลเอก อเล็กซัส กรินเควิช ผู้บัญชาการสูงสุด NATO ประจำยุโรป ย้ำว่าหากพันธมิตรไม่เร่งเรียนรู้และนำบทเรียนจากสมรภูมิยุคใหม่มาปรับใช้ให้เร็วกว่าคู่แข่ง ทั้งท่าทีการป้องปรามและแผนป้องกันยุโรปจะตกอยู่ในความเสี่ยงอย่างร้ายแรง #imctnews รายงาน
    https://www.facebook.com/share/p/1AjiNNXQqF/
     
  11. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    232,454
    ค่าพลัง:
    +97,153
    โดรนถล่มโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ UAE จากอิรัก ผู้เชี่ยวชาญชี้คือ “การยิงเตือน” จากอิหร่าน แสดงศักยภาพเล่นงานโครงสร้างพื้นฐานระดับวิกฤตของกลุ่มประเทศอ่าว หากศึกกับสหรัฐฯ-อิสราเอลปะทุรอบใหม่
    สำนักข่าว Bloomberg รายงานว่า ปฏิบัติการโดรนรบโจมตีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ Barakah ของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ กลายเป็นสัญญาณเตือนภัยครั้งใหม่ของสมรภูมิสงครามอิหร่าน หลังรัฐบาลอาบูดาบียืนยันว่าอาวุธดังกล่าวถูกปล่อยจากดินแดนอิรัก และต้องสั่งให้โรงไฟฟ้าเข้าสู่โหมดใช้ระบบพลังงานสำรอง แม้จะไม่มีผู้เสียชีวิตหรือการรั่วไหลของสารกัมมันตรังสี แต่เหตุการณ์นี้สะท้อนช่องโหว่ร้ายแรงของโครงสร้างพื้นฐานพลเรือนระดับวิกฤต และทำให้ตะวันออกกลางต้องเผชิญกับคำถามใหม่ว่าอิหร่านพร้อมยกระดับการปะทะไปไกลแค่ไหน หากสหรัฐฯ และอิสราเอลตัดสินใจเดินเกมโจมตีรอบใหม่

    เจ้าหน้าที่ระดับสูงของ UAE ระบุชัดว่า กลุ่มที่อยู่เบื้องหลังคือ “กองกำลังติดอาวุธของอิหร่านในอิรัก” โดยผู้เชี่ยวชาญอย่าง Mohammed Baharoon มองว่าการโจมตีครั้งนี้คือ “การยิงเตือน” เพื่อส่งสารตรงถึงอาบูดาบีและประเทศอ่าวอื่น ๆ ว่า หากสงครามลุกลาม พวกเขาจะไม่มีทางอยู่นอกวงจรการทำลายล้าง แม้เตหะรานจะไม่ลงมือโดยตรง แต่สามารถปล่อยให้เครือข่ายตัวแทนในอิรักทำหน้าที่แทนได้ ในช่วงเวลาใกล้เคียงกันยังมีโดรน 3 ลำจากอิรักมุ่งหน้าไปซาอุดีอาระเบีย ก่อนถูกสกัดตก สะท้อนรูปแบบปฏิบัติการข้ามพรมแดนที่เริ่มถี่และกว้างขึ้น

    เบื้องหลังของ “โดรนนิวเคลียร์” คือภาพใหญ่ของสงครามตัวแทนที่กำลังลุกลาม กลุ่มติดอาวุธในอิรักที่เชื่อมโยงกับ IRGC เช่น Kataib Hezbollah และ Harakat Hezbollah Al‑Nujaba ถูกมองว่าเป็นหน่วยรบย่อยโดยพฤตินัยของเตหะราน ทั้งในสมรภูมิอิรักและเป้าหมายในกลุ่มประเทศอ่าว ข้อมูลจากหน่วยงาน ACLED ระบุว่า มีเหตุโจมตีจากฝั่งอิรักใส่เป้าหมายในประเทศอ่าวแล้วมากกว่า 65 ครั้งในสงครามรอบนี้ แม้ตัวเลขจริงอาจสูงกว่านั้นมาก เนื่องจากหลายปฏิบัติการไม่มีใครออกมาอ้างความรับผิดชอบอย่างเปิดเผย

    ขณะที่สหรัฐฯ และอิหร่านพยายามยกระดับ “หยุดยิงเปราะบาง” ที่เริ่มเมื่อ 8 เมษายน ให้กลายเป็นข้อตกลงยุติสงครามแบบยั่งยืน ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ยังคงแกว่งไประหว่างภาษาสันติภาพกับคำขู่เปิดฉากโจมตีรอบใหม่ เตหะรานก็ส่งสัญญาณสวนกลับอย่างชัดเจนว่า การรุกรานใด ๆ จะถูกตอบโต้ด้วยการขยายวงความรุนแรงออกไปไกลกว่าตะวันออกกลาง การเลือกโจมตีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคอย่าง Barakah จึงถูกตีความว่าเป็นการแสดงให้เห็นว่าหากสงครามข้ามเส้นแดง โรงไฟฟ้า ท่าเรือ และโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของประเทศกัลฟ์จะกลายเป็นแนวหน้าโดยอัตโนมัติ #imctnews รายงาน

    https://www.facebook.com/share/p/1G1db631bf/
     
  12. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    232,454
    ค่าพลัง:
    +97,153
    อินเดียเร่งสร้างท่าเรือ “เกรตนิโคบาร์” ใกล้ช่องแคบมะละกา ยกระดับอำนาจต่อรองทางทะเล อินโด-แปซิฟิก เขย่าจุดอ่อนเส้นทางพลังงานจีน ท่ามกลางเสียงเตือนผลกระทบสิ่งแวดล้อมครั้งใหญ่
    สำนักข่าว SCMP รายงานว่า รัฐบาลอินเดียเดินหน้าเมกะโปรเจกต์มูลค่า 9,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ บนเกาะเกรตนิโคบาร์ ซึ่งตั้งอยู่ใกล้ช่องแคบมะละกา เพื่อพัฒนาให้เป็นศูนย์กลางการขนส่งทางทะเลแห่งใหม่ ประกอบด้วยท่าเรือเปลี่ยนถ่ายสินค้าระหว่างประเทศ สนามบินนานาชาติ และโครงสร้างพื้นฐานด้านโลจิสติกส์ โดยโครงการครอบคลุมพื้นที่ 166 ตารางกิโลเมตร มีกำหนดพัฒนายาวนานราวสามทศวรรษ และตั้งเป้าให้เฟสแรกแล้วเสร็จภายในปี 2028

    ในเชิงยุทธศาสตร์ โครงการนี้ถูกมองว่าเป็นหนึ่งในเดิมพันสำคัญที่สุดของอินเดียในรอบหลายทศวรรษ เพราะจะช่วยให้นิวเดลีมีฐานยืนถาวรในมหาสมุทรอินเดียฝั่งตะวันออก เพิ่มขีดความสามารถในการเฝ้าระวังเส้นทางเดินเรือสำคัญใกล้ช่องแคบมะละกา และลดการพึ่งพาท่าเรือเปลี่ยนถ่ายสินค้าของต่างประเทศ เช่น โคลัมโบ สิงคโปร์ และแคลง ขณะเดียวกันยังช่วยยกระดับความมั่นคงทางเศรษฐกิจและความลึกเชิงยุทธศาสตร์ของอินเดียในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก

    จุดสำคัญของโครงการอยู่ที่ทำเลซึ่งประชิดหนึ่งในเส้นทางน้ำที่สำคัญที่สุดของโลก ทั้งต่อการค้าทางทะเลของอินเดียและต่อความมั่นคงด้านพลังงานของจีน นักวิเคราะห์ชี้ว่า ช่องแคบมะละการองรับการค้าทางทะเลของโลกประมาณหนึ่งในสี่ถึงหนึ่งในสาม ขณะที่จีนต้องพึ่งพาช่องแคบนี้สำหรับการค้าทางทะเลราวสองในสาม และการนำเข้าน้ำมันดิบเกือบ 70-80 เปอร์เซ็นต์ ทำให้โครงการเกรตนิโคบาร์ยิ่งตอกย้ำ “ภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออกในช่องแคบมะละกา” ของปักกิ่ง ซึ่งจีนพยายามลดทอนความเสี่ยงมาตลอดผ่านเส้นทางทางเลือก เช่น ระเบียงเศรษฐกิจจีน-ปากีสถาน และโครงข่ายในเมียนมา

    แม้อินเดียจะไม่มีแนวโน้มใช้โครงการนี้เพื่อปิดล้อมช่องแคบในยามสันติ แต่โครงสร้างพื้นฐานบนเกาะแห่งนี้จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการติดตามความเคลื่อนไหวของกองทัพเรือจีนระหว่างมหาสมุทรแปซิฟิกตะวันตกกับมหาสมุทรอินเดีย และอาจเปลี่ยนการคำนวณเชิงยุทธศาสตร์ของทั้งสองฝ่ายในอนาคตได้อย่างมีนัยสำคัญ อย่างไรก็ตาม โครงการดังกล่าวยังถูกวิจารณ์อย่างหนักจากฝ่ายคัดค้านและนักการเมืองฝ่ายค้านที่กังวลต่อผลกระทบต่อป่าฝนดิบชื้นและระบบนิเวศ แม้คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมที่รัฐบาลแต่งตั้งจะอนุมัติโครงการไปแล้วก็ตาม #imctnews รายงาน

    https://www.facebook.com/share/p/1B7dv7YAF3/
     
  13. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    232,454
    ค่าพลัง:
    +97,153
    วิกฤตคิวบาไม่ใช่เรื่อง “เกาะเล็กๆ” อีกต่อไป อย่ามองข้าม! วิกฤตคิวบาอาจเป็นจุดจุดชนวนสงครามโลก ย้อนบทเรียนวิกฤตขีปนาวุธคิวบา 1962 ที่เกือบผลักโลกเข้าสงครามนิวเคลียร์ ด้วย“จุดเชื่อม” ในวัฏจักรความขัดแย้งระดับโลกที่กำลังเร่งตัว ทั้งในมิติการปะทะอิทธิพลสหรัฐฯ–รัสเซีย–จีน และการลุกลามของวิกฤตภูมิภาคหลายจุดพร้อมกัน
    Armstrong Economics วิเคราะห์เชิงลึกว่า วิกฤตคิวบาที่กำลังทวีความรุนแรงขึ้นในขณะนี้ ไม่ได้เป็นเพียงความขัดแย้งระดับทวิภาคีระหว่างวอชิงตันกับฮาวานาอีกต่อไป แต่เป็นส่วนหนึ่งของ "วัฏจักรสงคราม" ที่กำลังเร่งตัวขึ้น ตรงตามแบบจำลองที่เคยคาดการณ์ไว้ว่าช่วงปี 2026-2027 จะเป็นจุดที่ความไม่มั่นคงทางภูมิรัฐศาสตร์ทวีความรุนแรงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

    สถานการณ์ปัจจุบันมีลักษณะคล้ายคลึงกับวิกฤตขีปนาวุธคิวบาปี 1962 ที่เกือบผลักโลกเข้าสู่สงครามนิวเคลียร์ รัสเซียกำลังส่งสัญญาณสนับสนุนคิวบาอย่างเปิดเผย ประณามสิ่งที่เรียกว่า "การแทรกแซง" ของสหรัฐฯ มีรายงานเรื่องการส่งออกน้ำมันรัสเซียไปยังคิวบา และความกังวลเรื่องโดรนใกล้ฐานทัพ Guantanamo Bay ขณะที่วอชิงตันเพิ่มมาตรการคว่ำบาตร ตั้งข้อหาราอูล คาสโตร ปิดกั้นเชื้อเพลิงจนไฟฟ้าอัมพาต และเริ่มมองคิวบาเป็นภัยคุกคามด้านความมั่นคงโดยตรงอีกครั้ง ด้วยความหวาดกลัวว่าเกาะแห่งนี้อาจกลายเป็นฐานยุทธศาสตร์ของรัสเซียและจีนใกล้ชายฝั่งสหรัฐฯ

    เจ้าหน้าที่รัสเซียกล่าวหาสหรัฐฯ ว่ากำลังรื้อฟื้น "หลักการมอนโร" (Monroe Doctrine) ขณะที่มอสโกขยายความสัมพันธ์เชิงยุทธศาสตร์ในซีกโลกตะวันตกอย่างเปิดเผย ตอบโต้การที่ NATO ขยายตัวเข้าหาพรมแดนรัสเซียมานานหลายทศวรรษ

    สิ่งที่ทำให้สถานการณ์อันตรายยิ่งกว่าอดีตคือ วิกฤตหลายจุดทั่วโลกกำลังบรรจบกันพร้อมกัน ตะวันออกกลางยังไร้เสถียรภาพ ความตึงเครียดจีน-ไต้หวันเพิ่มขึ้น NATO หารือบูรณาการทางทหารกับยูเครน ยุโรปเร่งเสริมกำลังทหารเร็วที่สุดในรอบหลายชั่วอายุคน เกาหลีเหนือเข้าไปเกี่ยวข้องโดยตรงในสงครามยูเครน อิหร่าน-รัสเซียใกล้ชิดทางทหารมากขึ้น และตอนนี้คิวบากลับมาเป็นจุดปะทุ

    ฉากหลังทางเศรษฐกิจยิ่งเพิ่มความเสี่ยง ยุโรปกำลังเข้าสู่สภาวะคล้ายเศรษฐกิจถดถอยหนัก NATO เริ่มแตกแยกภายใน หนี้สาธารณะทั่วโลกไม่ยั่งยืน ความไม่สงบในสังคมตะวันตกเพิ่มขึ้น ซึ่งในทางประวัติศาสตร์ รัฐบาลที่เผชิญภาวะเศรษฐกิจตกต่ำมักระบายแรงตึงเครียดภายในผ่านการเผชิญหน้าทางภูมิรัฐศาสตร์ ด้วยการสร้าง "ศัตรูภายนอก" ร่วมกัน

    บทวิเคราะห์ชี้ว่า สิ่งที่น่าตกใจคือผู้นำโลกจำนวนไม่น้อยแทบไม่สนใจการลดความตึงเครียดอีกต่อไป ยุโรปยึดมั่นการเผชิญหน้ากับรัสเซียอย่างแข็งกร้าว วอชิงตันมองทุกเรื่องผ่านมุมมองทางทหาร มอสโกขยายอิทธิพลในซีกโลกอเมริกา จีนเตรียมพร้อมสำหรับการเผชิญหน้าระยะยาวกับโลกตะวันตก แทนที่จะสร้างเสถียรภาพผ่านการทูต กลับยกระดับวาทกรรมเผชิญหน้ามากขึ้นเรื่อย ๆ #imctnews รายงาน

    https://www.facebook.com/share/p/17aLz2Cxiq/
     
  14. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    232,454
    ค่าพลัง:
    +97,153
    "หมู่บ้านมะเร็ง" 癌症村 – บาดแผลที่ซ่อนอยู่ใต้ปาฏิหาริย์ทางเศรษฐกิจของจีน

    เมื่อ GDP ไหลเป็นเลือด น้ำดื่มกลายเป็นยาพิษ และคนทั้งหมู่บ้านล้มตายด้วยมะเร็งในระบบทางเดินอาหาร นี่คือเรื่องราวของกว่า 400 หมู่บ้านที่จีนแผ่นดินใหญ่พยายามไม่พูดถึงนานหลายสิบปี


    ในขณะที่ภาพลักษณ์ของจีนในสายตาโลกคือชาติมหาอำนาจที่เติบโตอย่างก้าวกระโดด มีตึกระฟ้าผุดขึ้นทั่วประเทศ มีรถไฟความเร็วสูงวิ่งทะลุภูเขา แต่ในอีกด้านหนึ่งของแผนที่ มีหมู่บ้านชนบทจำนวนมากที่ผู้คนกำลังล้มตายลงอย่างผิดปกติ ด้วยโรคเดียวกัน – มะเร็ง


    คนจีนเรียกหมู่บ้านเหล่านี้ว่า "癌症村" (อ้ายเจิ้งชุน) หรือ "หมู่บ้านมะเร็ง" (Cancer Villages) ซึ่งคือชุมชนชนบทที่อัตราการเสียชีวิตจากโรคมะเร็งสูงกว่าค่าเฉลี่ยทั่วประเทศหลายเท่าตัว และเชื่อมโยงโดยตรงกับการปนเปื้อนของสารเคมีและโลหะหนักในน้ำดื่ม ดิน และอากาศที่ไหลออกมาจากโรงงานอุตสาหกรรมที่ตั้งอยู่ใกล้ ๆ ชุมชน


    ตัวเลขที่ไม่มีใครอยากให้พูดถึง


    ตัวเลขที่แท้จริงของจำนวนหมู่บ้านมะเร็งในจีน ขึ้นอยู่กับว่าใครเป็นคนนับและช่วงเวลาไหน:


    ● ปี 2009: นายเติ้ง เฟย (邓飞 / Deng Fei) นักข่าวสืบสวนจากนิตยสาร Phoenix Weekly เผยแพร่บทความปกหัวข้อ "100 จุดมะเร็งในจีน" และนำขึ้นเป็นแผนที่บน Google Maps พบหมู่บ้านที่อัตรามะเร็งสูงผิดปกติเกือบ 100 แห่ง


    ● ปี 2013: กระทรวงคุ้มครองสิ่งแวดล้อมจีน (MEP) ยอมรับเป็นครั้งแรกในเอกสารราชการชื่อ "แผน 5 ปีฉบับที่ 12 ว่าด้วยการป้องกันความเสี่ยงจากสารเคมี" ว่ามี "หมู่บ้านมะเร็ง" เกิดขึ้นจริงในจีน โดยข้อมูลที่รั่วออกมาขณะนั้นระบุว่ามีมากกว่า 247 แห่ง


    ● ปัจจุบัน: องค์กรอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมระหว่างประเทศประเมินว่าจีนมีหมู่บ้านมะเร็งมากกว่า 400 แห่ง บางงานวิจัยระบุว่าตัวเลขสะสมอาจสูงถึง 380 แห่ง ใน 212 อำเภอทั่ว 27 มณฑล


    ที่น่าตกใจคือ กว่ารัฐบาลปักกิ่งจะยอมรับคำว่า "หมู่บ้านมะเร็ง" ลงในเอกสารราชการ ก็ต้องรอจนถึงปี 2013 ทั้งที่ภาคประชาสังคมจีนได้พยายามตีแผ่ปัญหานี้ตั้งแต่ช่วงปลายทศวรรษ 1990 แล้ว ในระหว่างนั้น ชาวบ้านนับหมื่นล้มตายไปอย่างเงียบเชียบ


    ลุ่มน้ำหวยเหอ – แม่น้ำที่กลายเป็นแม่น้ำแห่งความตาย


    จุดที่หมู่บ้านมะเร็งกระจุกตัวหนาแน่นที่สุด คือพื้นที่ลุ่มน้ำหวยเหอ (淮河 / Huai River) แม่น้ำสายที่ใหญ่เป็นอันดับสามของจีน ไหลผ่าน 4 มณฑลคือ เหอหนาน อานฮุย ซานตง และเจียงซู หล่อเลี้ยงประชากรกว่า 180 ล้านคน


    ในช่วงทศวรรษ 1980 จีนเริ่มเปิดประเทศตามนโยบายปฏิรูปของเติ้ง เสี่ยวผิง โรงงานเคมี โรงงานกระดาษ โรงฟอกย้อม และโรงงานปุ๋ยจำนวนมาก ย้ายจากเมืองใหญ่เข้ามาตั้งในเขตชนบทตามลุ่มน้ำหวยเหอ เพราะกฎหมายสิ่งแวดล้อมหละหลวมและค่าแรงถูก ผลคือน้ำในแม่น้ำสายหลักและลำน้ำสาขาเริ่มกลายเป็นสีดำสนิทและมีกลิ่นเหม็นรุนแรง


    หมู่บ้านที่กลายเป็นสัญลักษณ์ของวิกฤตนี้ คือ "หมู่บ้านหวงเมิ่งอิ๋ง" (黄孟营 / Huangmengying) ในอำเภอเสิ่นชิว มณฑลเหอหนาน ตั้งอยู่ห่างจากแม่น้ำซาอิ่ง ซึ่งเป็นสาขาใหญ่ที่สุดของแม่น้ำหวยเหอ ประมาณ 15 กิโลเมตร


    ระหว่างปี 1994–2004 จากประชากรประมาณ 2,400 คน มีชาวบ้านเสียชีวิตจากมะเร็ง 118 คน คิดเป็นเกือบครึ่งของผู้เสียชีวิตทั้งหมดในรอบทศวรรษ มะเร็งที่พบมากที่สุดคือมะเร็งตับ มะเร็งกระเพาะอาหาร และมะเร็งหลอดอาหาร ผู้เสียชีวิตที่อายุน้อยที่สุดอายุเพียง 1 ขวบ เสียชีวิตด้วยมะเร็งลำไส้


    เมื่อนายหวัง อดีตเลขาธิการพรรคประจำหมู่บ้านหวงเมิ่งอิ๋งให้สัมภาษณ์สื่อ เปิดเผยจำนวนผู้เสียชีวิตที่แท้จริง เขาถูกปลดออกจากตำแหน่งและถูกกล่าวหาว่า "เปิดเผยความลับของรัฐ" – ซึ่งเป็นข้อหาที่ในจีนอาจถึงขั้นจำคุก


    ซางป้า – หมู่บ้านที่ดินใต้เท้าเป็นยาพิษ


    อีกกรณีที่โด่งดังคือ "หมู่บ้านซางป้า" (上坝村 / Shangba) ในอำเภอเวิงหยวน มณฑลกวางตุ้ง ทางตอนใต้ของจีน ที่นี่ไม่ใช่ปัญหาน้ำดื่มอย่างเดียว แต่ทั้งดิน น้ำ และพืชผัก ปนเปื้อนโลหะหนักจนทั้งหมด


    ต้นเหตุคือเหมืองตาเปาซาน (大宝山 / Dabaoshan Mine) เหมืองแร่หลายโลหะของรัฐที่เปิดดำเนินการมานานกว่า 40 ปี ตั้งอยู่ห่างจากหมู่บ้านขึ้นต้นน้ำประมาณ 16 กิโลเมตร น้ำเสียจากเหมืองที่มีสภาพเป็นกรดสูง (pH 3.35) และอุดมไปด้วยแคดเมียม ตะกั่ว สังกะสี และโครเมียม ไหลลงสู่แม่น้ำเหิงสือ (横石河) ซึ่งเป็นแหล่งน้ำดื่มและน้ำเพื่อการเกษตรเพียงแหล่งเดียวของชาวบ้าน


    ผลการศึกษาทางการแพทย์พบว่า ระดับแคดเมียมในเลือดของชาวบ้านซางป้าสูงถึง 24.10 ไมโครกรัมต่อลิตร เทียบกับ 1.87 ไมโครกรัมต่อลิตรในหมู่บ้านควบคุมที่อยู่ห่างออกไป – หรือสูงกว่ากันถึงกว่า 12 เท่า อัตราการเสียชีวิตจากโรคมะเร็งในหมู่บ้านนี้สูงกว่าค่าเฉลี่ยทั่วประเทศถึง 9 เท่า


    ข้าวและผักที่ปลูกในหมู่บ้านซางป้าก็มีระดับแคดเมียมเกินมาตรฐาน ทั้ง ๆ ที่ผลผลิตนี้ส่วนหนึ่งถูกส่งออกไปขายในตลาดเมืองใหญ่ของจีน นี่จึงไม่ใช่แค่ปัญหาของชาวบ้านในหมู่บ้านเท่านั้น แต่เป็นปัญหาของผู้บริโภคทั่วประเทศ


    ตงจิ้น หยางเฉียว และหมู่บ้านอื่น ๆ ในเจียงซู


    มณฑลเจียงซู ในภาคตะวันออกของจีน เป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมเคมีที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศ และมีหมู่บ้านมะเร็งกระจุกตัวหนาแน่นไม่แพ้กัน


    หมู่บ้านหยางเฉียว (洋桥村) ในตำบลกู่เหอ อำเภอฟู่หนิง เมืองเหยียนเฉิง อยู่ใกล้กับโรงงานยาฆ่าแมลง 1 แห่ง และโรงงานเคมีอีก 2 แห่ง ระหว่างปี 2001–2004 มีชาวบ้านเสียชีวิตจากมะเร็งปอดและมะเร็งหลอดอาหารกว่า 20 คน ชาวบ้านต้องใช้ผ้าชุบน้ำปิดจมูกขณะนอนหลับเพื่อกรองอากาศ และเลี้ยงเป็ดไว้ในเล้าหมูแทนการเลี้ยงริมน้ำ เพราะน้ำในคลองสกปรกเกินไป


    หมู่บ้านตงจิ้น (东进村) มีชาวบ้านเสียชีวิตจากมะเร็งหลอดอาหารและมะเร็งปอด 100 คน ในรอบ 5 ปี (2001–2006) ต้นเหตุคือโรงงานเคมีจูหลง ที่อยู่ใกล้กับหมู่บ้าน ชาวบ้านเคยฟ้องร้องเอาผิด แต่ได้รับค่าชดเชยคนละเพียง 70 หยวน (ประมาณ 350 บาท) เท่านั้น


    ทำไมรัฐบาลจีนถึงปกปิดเรื่องนี้นาน?


    มีปัจจัยหลายอย่างที่ทำให้ปัญหาหมู่บ้านมะเร็งถูกปิดบังในระดับชาติยาวนานหลายสิบปี:


    1. ผลประโยชน์ทับซ้อนระหว่างรัฐกับโรงงาน – รัฐบาลท้องถิ่นในมณฑลยากจน เร่งดึงโรงงานเข้ามาตั้งเพื่อสร้าง GDP สร้างการจ้างงาน และสร้างรายได้ภาษีให้ตัวเอง การปกป้องโรงงานจึงสำคัญกว่าการปกป้องสุขภาพชาวบ้าน


    2. การกดทับสื่อและภาคประชาสังคม – ในจีน การเชื่อมโยงโรคมะเร็งกับมลพิษถือเป็น "เรื่องอ่อนไหวทางการเมือง" นักข่าว นักเคลื่อนไหว และเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นที่กล้าพูดเรื่องนี้ มักถูกกดดัน ปลด หรือกล่าวหาด้วยข้อหา "เปิดเผยความลับของรัฐ"


    3. ชาวบ้านไม่มีอำนาจต่อรอง – ส่วนใหญ่เป็นเกษตรกรยากจน ไม่มีเงินจ้างทนาย ไม่มีช่องทางสื่อ และไม่มีสิทธิเลือกตั้งผู้บริหารท้องถิ่น เมื่อยื่นฎีกาก็มักถูกตำรวจสกัดกลางทาง


    4. ความซับซ้อนทางวิทยาศาสตร์ – การพิสูจน์ว่ามะเร็งของใครคนหนึ่งเกิดจากมลพิษโดยตรง เป็นเรื่องยากมาก เพราะมะเร็งใช้เวลาฟักตัว 10–15 ปี และอาจเกิดจากปัจจัยอื่นได้


    กว่าศูนย์ควบคุมโรคติดต่อแห่งชาติของจีน (Chinese CDC) จะออกรายงานในปี 2013 ยืนยันความสัมพันธ์ทางสถิติระหว่างมลพิษน้ำในลุ่มน้ำหวยเหอ กับอัตราการเสียชีวิตจากมะเร็งระบบทางเดินอาหาร ก็เป็นเวลา 30 ปีหลังจากที่โรงงานเริ่มปล่อยน้ำเสีย


    ฮัวต้ายซาน – ผู้พิทักษ์แม่น้ำหวยเหอ


    ในความมืดมิดนี้ ก็มีคนจีนคนหนึ่งที่ลุกขึ้นมาต่อสู้คือ นายฮัว ต้ายซาน (霍岱珊 / Huo Daishan) อดีตช่างภาพข่าวของหนังสือพิมพ์โจวโข่ว เดลี่


    ในช่วงทศวรรษ 1990 ฮัวออกไปถ่ายภาพทิวทัศน์ริมแม่น้ำหวยเหอ แต่กลับพบเพียงน้ำสีดำและปลาตายเกลื่อนผิวน้ำ เขาตัดสินใจลาออกจากงานเพื่อตั้งองค์กรพัฒนาเอกชนชื่อ "ผู้พิทักษ์แม่น้ำหวยเหอ" (淮河卫士) ทำหน้าที่ติดตั้งเครื่องกรองน้ำให้ชุมชน ตรวจสอบโรงงานที่ปล่อยน้ำเสีย และช่วยเหลือผู้ป่วยมะเร็งในหมู่บ้าน


    จนถึงปัจจุบัน ฮัวและทีมงานติดตั้งเครื่องกรองน้ำให้กว่า 50 จุด ครอบคลุมครัวเรือนกว่า 100,000 ครอบครัว ก่อนหน้านี้ ชาวบ้านที่พอมีกำลังต้องซื้อน้ำขวดดื่มในราคา 14 หยวนต่อวัน (ประมาณ 70 บาท) ส่วนคนที่ไม่มีเงิน ก็ต้องดื่มน้ำสีดำเหม็นจากบ่อตื้นต่อไป


    ปัญหายังไม่จบ


    หลังปี 2013 รัฐบาลจีนเริ่มดำเนินมาตรการเข้มงวดขึ้น สั่งปิดโรงงานที่ปล่อยมลพิษเกินมาตรฐาน เจาะบ่อน้ำลึกในชุมชนที่ได้รับผลกระทบ และลงทุนในระบบบำบัดน้ำเสีย อัตราการเสียชีวิตจากมะเร็งในหลายหมู่บ้านเริ่มลดลง


    แต่ปัญหายังไม่จบ ด้วยเหตุผล 3 ข้อ:


    ● สารพิษบางชนิดที่ซึมลงชั้นน้ำใต้ดินลึก ต้องใช้เวลาบำบัดนานหลายสิบปี โดยเฉพาะแคดเมียมและตะกั่วในดินที่ไม่ย่อยสลายตามธรรมชาติ


    ● มะเร็งฟักตัวนาน คนที่ดื่มน้ำพิษในยุค 1990–2000 อาจเพิ่งแสดงอาการป่วยในวันนี้


    ● ปัญหาขยายตัวเข้าสู่ห่วงโซ่อาหาร พื้นที่เหอเป่ย เหอหนาน และเจียงซู 3 มณฑลที่มีหมู่บ้านมะเร็งมากที่สุด ก็เป็นแหล่งผลิตอาหารใหญ่ของจีนถึง 20% ของผลผลิตการเกษตรทั้งประเทศ ผัก ข้าว และเนื้อสัตว์ที่ผลิตในพื้นที่เหล่านี้ ถูกส่งไปขายในเมืองใหญ่ทั่วประเทศ


    การสำรวจเมื่อ 5 ปีก่อนพบว่า ตัวอย่างข้าวจาก 3 มณฑลเกษตรหลักของจีน 60% มีระดับแคดเมียมเกินมาตรฐาน ซึ่งเป็นโลหะหนักที่ทำลายไตและกระดูก


    บทเรียนสำหรับโลก


    เรื่องราวของหมู่บ้านมะเร็งในจีน คือบทเรียนสำคัญสำหรับประเทศกำลังพัฒนาทั่วโลก รวมถึงไทย ที่อุตสาหกรรมจีนจำนวนมากกำลังย้ายฐานการผลิตเข้ามาในรูปแบบต่าง ๆ:


    ● การเติบโตทางเศรษฐกิจที่แลกมาด้วยสิ่งแวดล้อม ในที่สุดต้องจ่ายราคาคืน – ด้วยชีวิตคน

    ● ผลกระทบของมลพิษ มักปรากฏช้ากว่ากำไรของบริษัท 10–20 ปี เมื่อรู้ตัวก็มักสายเกินแก้

    ● ระบบกฎหมายสิ่งแวดล้อมที่หละหลวม คือคำเชื้อเชิญให้โรงงานสกปรกเข้ามาตั้งฐาน

    ● สื่อมวลชนเสรีและภาคประชาสังคมที่เข้มแข็ง คือเกราะป้องกันที่สำคัญที่สุดของชุมชน


    วันนี้ในจีน แม้รัฐจะออกมายอมรับและพยายามแก้ไข แต่ตามแม่น้ำหวยเหอ และในหมู่บ้านห่างไกลของกวางตุ้ง เจียงซู เหอหนาน อานฮุย ยังคงมีชาวบ้านที่นั่งรอความตายอย่างเงียบ ๆ บนเตียงผู้ป่วยมะเร็งระยะสุดท้าย


    พวกเขาคือ "ราคา" ที่จีนต้องจ่าย เพื่อแลกกับการกลายมาเป็นโรงงานของโลก – แต่เป็นราคาที่ไม่เคยถูกบันทึกในตัวเลข GDP


    ━━━━━━━━━━━━━━━

    เครดิตและอ้างอิง:

    เติ้ง เฟย (邓飞), Phoenix Weekly 2009 / กระทรวงคุ้มครองสิ่งแวดล้อมจีน (MEP) แผน 5 ปีฉบับที่ 12 / Chinese Center for Disease Control and Prevention / The Lancet (2008) / Reuters / BBC News / China Digital Times / ChinaFile / Pure Earth (Blacksmith Institute) / Waterkeeper Alliance / The Professional Geographer Vol.73 No.2 (2021) / องค์กรผู้พิทักษ์แม่น้ำหวยเหอ (淮河卫士) นำโดยฮัว ต้ายซาน (霍岱珊)

    https://www.facebook.com/share/1BWX8Um2eE/
     
  15. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    232,454
    ค่าพลัง:
    +97,153
    เงินบริจาค หรือเงินช่วยเหลือ อย่าไปให้เขมรอีก เพราะเขมรไม่ยอมช่วยตัวเอง รอแต่เงินช่วยเหลือจากประเทศต่าง ๆ เงินของปนะเทศเขมร ก็เอาแต่ไปซื้ออาวุธ มาโจมตีไทย เขมรมีหนี้สาธารณะของประเทศอยู่ที่ราว 1.26 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ โดย 99% เป็นหนี้ต่างประเทศจากธนาคารเพื่อการพัฒนาและประเทศคู่ค้า (เช่น จีน ญี่ปุ่น ไทย) คิดเป็นสัดส่วนต่อ GDP อยู่ในระดับต่ำเพียงประมาณ 20-21% ซึ่งถือว่ายังอยู่ในเกณฑ์ที่ปลอดภัย ซึ่งประเทศเขมร สามารถกู้เงินมาใช้พัฒนาประเทศได้ แต่ไม่ยอมกู้ ส่วนประเทศไทย มีสถานะหนี้สาธารณะของประเทศไทยล่าสุดอยู่ที่ระดับประมาณ 12.5 ล้านล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนราว 68% ของ GDP ซึ่งยังอยู่ภายใต้เพดานวินัยการเงินการคลังที่กำหนดไว้ไม่เกิน 70 % ดังนั้นเงินช่วยเหลือเขมร ประเทศเนรคุณ ก็มาจากการกู้ยืม หนี้สินสาธารณะของประเทศ ไปให้ประเทศเขมรใช้ ซึ่งคนไยต้องรับผิดชอบทั้งต้นทุน และดอกเบี้ย สำหรับเงินที่ช่วย เขมร คนไทยจะยอม เพิ่มเงินช่วยเหลือ เขมร เข้ามาเป็นหนี้สินสาธารณะของประเทศอีกหรือ ประเทศเขมร ยังมีพื้นที่ การคลัง ที่จะกู้ยืมสินทรัพย์ เพื่อบริหารประเทศได้อีกเป็นจำนวนมาก


    หนี้สาธารณะของประเทศกัมพูชาอยู่ที่ราว 1.26 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ โดย 99% เป็นหนี้ต่างประเทศจากธนาคารเพื่อการพัฒนาและประเทศคู่ค้า (เช่น จีน ญี่ปุ่น ไทย) คิดเป็นสัดส่วนต่อ GDP อยู่ในระดับต่ำเพียงประมาณ 20-21% ซึ่งถือว่ายังอยู่ในเกณฑ์ที่ปลอดภัย [1, 2, 3]
    สถานะและโครงสร้างหนี้สาธารณะ
    • ยอดหนี้รวม: มากกว่า 1.25 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 4.5 แสนล้านบาท)
    • สัดส่วนหนี้ต่างประเทศ: สูงถึงเกือบ 99% ของหนี้สาธารณะทั้งหมด
    • สัดส่วนต่อ GDP: อยู่ในระดับต่ำที่ประมาณ 20.8% ซึ่งถือว่าปลอดภัยและมีความเสี่ยงต่ำต่อการผิดนัดชำระหนี้ [1, 2, 3]

    _____
    แหกตาชาวโลก! เขมรฮุบเงินบริจาคกู้ทุ่นบึ้ม ไปถลุงซื้ออาวุธ 1.3 แสนล้านไว้ขู่ไทย

    เมื่อวันที่ 22 พ.ค. 2569 กองทัพกัมพูชาจัดเต็มขนอาวุธสงครามทั้ง RPG ปืxคอ และ ปตอ. ประชิดชายแดนไทย แต่เบื้องหลังการระดมพลครั้งนี้กลับพบว่า แหล่งทุนก้อนโต 1.3 แสนล้านที่นำมาจัดซื้ออาวุธล็อตใหม่ ถูกแฉว่าถูกโยกมาจากเงินบริจาคนานาชาติ ที่ตั้งใจส่งไปช่วยเหลือเยียวยาผู้ประสบภัยจากเหตุคลังแสง-กู้ทุ่นบึ้มชายแดน

    แทนที่จะนำเงินไปฟื้นฟูบ้านเรือนและเยียวยาชาวบ้าน รัฐบาลกลับนำงบมหาศาลมาทุ่มให้กับอาวุธสงครามเพื่อสนองอำนาจกองทัพ ถือเป็นการตบหน้านานาชาติอย่างจัง สะท้อนชัดเจนว่ากัมพูชาเน้นสะสมกำลังรบมากกว่าปากท้องประชาชน เปลี่ยนเงินบริจาคเพื่อมนุษยธรรมให้กลายเป็นกระสุxปืxจ่อหัวประเทศเพื่อนบ้านอย่างหน้าตาเฉย

    ข้อมูล: Khmer Times, PPTV HD 36, AMARINTV

    https://www.facebook.com/share/1DhYBzGjnx/
     
  16. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    232,454
    ค่าพลัง:
    +97,153
    จับตา’ห้วยตามาเรีย!ข่าวว่าเขมรจะป่วนไม่ยอมให้สร้างอ่างเก็บน้ำ แม้ในเขตไทย หวั่นยุทธวิธี‘สายน้ำยั้งทัพ‘ของไทย สกัดทัพเขมร!

    https://www.facebook.com/share/1BUkaJVcyY/
     
  17. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    232,454
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ระเบียบ ‘ประชาธิปไตยซื้อสิทธิ์ขายเสียง’ บีบให้การเมืองยุโรปเดินหน้าสู่กลียุค

    วงการเมืองอังกฤษกำลังเกิดความระส่ำระสายครั้งใหญ่ หลังจากพรรคแรงงาน (Labour Party) พ่ายแพ้การเลือกตั้งท้องถิ่นอย่างยับยั้งชั่งใจไม่ได้ ส่งผลให้กระแสกดดันขับไล่เคียร์ สตาร์เมอร์ (Keir Starmer) นายกรัฐมนตรีคนปัจจุบันดังกระหึ่ม ทั้งที่เขาเพิ่งก้าวขึ้นสู่อำนาจได้ไม่ถึง 2 ปี และเมื่อหันไปมองภาพรวมทั่วยุโรป จะพบว่าผู้นำประเทศแกนนำทั้งอังกฤษ ฝรั่งเศส และเยอรมนี กำลังเผชิญภาวะอายุเก้าอี้สั้นลงเรื่อย ๆ จนเข้าสู่โครงสร้าง “การเมืองแบบญี่ปุ่น” (สลับสับเปลี่ยนเก้าอี้จนประชาชนจำชื่อไม่ได้)

    ปรากฏการณ์นี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่คือสัญญาณเตือนภัยของการพังทลายเชิงโครงสร้าง เมื่อกลไก "การเลือกตั้งเสรี" ในตะวันตก ได้แปรสภาพเป็น “#การซื้อสิทธิ์ขายเสียงอย่างถูกกฎหมาย” ที่ท้ายที่สุดระบบจะล่มสลายลงเพราะงบประมาณแผ่นดินไม่สามารถรองรับตัณหาของ #ประชานิยม ได้อีกต่อไป

    หากชำแหละตรรกะเนื้อในแบบตาต่อตาฟันต่อฟัน วิกฤตการณ์ครั้งนี้ถูกขับเคลื่อนด้วย 3 ห่วงโซ่ปัญหาดังนี้:

    1. วงจรประชานิยมไร้ทางออก: เมื่อการเลือกตั้งคือการประมูลซื้อเสียง

    แก่นแท้ของระบบเลือกตั้งตะวันตกในปัจจุบัน ถูกลดรูปให้เหลือเพียงเกมบลัฟผลประโยชน์ทางการเมือง:

    -การบลัฟสวัสดิการที่ไม่มีอยู่จริง: ผู้สมัครเลือกตั้งจำเป็นต้องเสนอสัญญากลางอากาศว่า “ถ้าฉันได้เป็นใหญ่ ฉันจะแจกเงินและสวัสดิการให้คุณมากกว่าที่คู่แข่งให้” หากคู่แข่งประกาศเพิ่มสวัสดิการ 10% แต่ถ้าคุณเสนออย่างตรงไปตรงมาตามหลักการคลังที่ 9% คุณจะไม่มีวันชนะเลือกตั้ง

    -บ่วงรัดคอทางงบประมาณ: ปัจจุบันเยอรมนีและฝรั่งเศสต้องเจียดเงินงบประมาณแผ่นดินสูงถึง 35% ไปจ่ายเป็นค่าสวัสดิการรัดตัว ขณะที่อังกฤษอยู่ที่ 30% เมื่อเงินเกือบครึ่งประเทศถูกใช้ไปกับการแจกจ่ายเพื่อรักษาฐานอำนาจ รัฐบาลจึงจำเป็นต้องสั่งหั่นงบประมาณวิจัยเทคโนโลยี งบพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และงบประมาณทางทหารทิ้งอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

    2. มายาภาพความมั่งคั่ง: เมื่อ ‘จ้าวอาณานิคมเก่า’ สิ้น ‘บุญเก่า’

    ระบบสวัสดิการขั้นสูงที่ทำคนยุโรปเสพติดความสบายจนเกือบขยับตัวไม่ได้ในปัจจุบัน ไม่ได้สร้างขึ้นจากความโปร่งใสของระเบียบการเมือง แต่เป็นเพียงการเสวยสุขบนมรดกเก่าที่กำลังจะหมดไป:

    -พึ่งพาจมูกคนอื่นหายใจ: #ยุโรปตะวันตก พึ่งพา #สหรัฐฯ ในการแบกรับค่าใช้จ่ายด้าน #ความมั่นคง พึ่งพา #จีน ในการผลิต #สินค้าอุปโภคบริโภคราคาถูก และพึ่งพา #รัสเซีย ในฐานะอู่ข้าวอู่น้ำและ #พลังงานราคาถูก (ก่อนเกิดสงคราม)

    สูญเสียขีดความสามารถการแข่งขัน: ในขณะที่ประเทศเกิดใหม่ในฝั่งตะวันออกทุ่มเททำงานอย่างหนัก และเร่งพัฒนาห่วงโซ่อุตสาหกรรมขั้นสูง ยุโรปกลับจมปลักอยู่กับวันหยุดปีละกว่าร้อยวัน และง่วนอยู่กับประเด็น "ความหลากหลายและการเมืองเรื่องอัตลักษณ์" จนอุตสาหกรรมการผลิตหลักของตนเองถูกกลืนกิน แม้แต่ #ลอนดอน ที่เป็น #ศูนย์กลางการเงินโลก ก็กำลังโดน #วอลล์สตรีท และตลาดเกิดใหม่บีบจนเกือบตกขอบ

    3. ทางแพร่ง ‘การเมืองฆ่าตัวตาย’ และความเสื่อมโทรมของสังคมชั้นล่าง

    แม้กลุ่มการเมืองฝ่ายขวาในยุโรปจะมองเห็นปัญหานี้และพยายามลุกขึ้นมาสู้ แต่กลไกทางการเมืองกลับล็อกระบบไว้ไม่ให้เกิดการแก้ไข:

    -ทางรอดที่เป็นไปไม่ได้: การจะกู้วิกฤตชาติมีเพียง 2 ทางเลือก คือ “#ขึ้นภาษี” หรือ “#ลดสวัสดิการลง” ทว่าในสังคมที่มวลชนเสพติดประชานิยม พรรคการเมืองใดก็ตามที่กล้าประกาศนโยบายดังกล่าวจะเท่ากับการทำ “#อัตวินิบาตกรรมทางการเมือง” (ไม่มีวันได้ผุดได้เกิดในคูหาเลือกตั้ง)

    -การโกหกฉ่อฉลเพื่อเอาตัวรอด: นักการเมืองจึงทำได้เพียงโป้ปดมดเท็จพ่นสัญญาสวยหรูช่วงหาเสียง แต่พอได้เก้าอี้ก็แอบมาลักไก่ขึ้นภาษีและหั่นสวัสดิการเงียบ ๆ นำมาสู่ความโกรธแค้นของประชาชนและการประท้วงหยุดงานนัดหยุดงานอย่างไม่มีวันจบสิ้น ส่วนประเด็นผู้อพยพเป็นเพียงกระสอบทรายที่เป็นทางระบายอารมณ์ของสังคมในยามที่เค้กเศรษฐกิจก้อนเดิมหดตัวลง

    -โครงสร้างประชากรที่เน่าใน: สังคมยุโรปปัจจุบันเผชิญปัญหาอาชญากรรมวัยรุ่นพุ่งสูง ระบบสวัสดิการอุ้มชูให้คนหนุ่มสาวจำนวนมากเลือกที่จะไม่ทำงานและปั๊มลูกเพื่อรอรับเงินเยียวยาจากรัฐไปวัน ๆ สังคมจมลึกอยู่กับการใช้สารเสพติด (กัญชา/ใบยาสูบ) ตั้งแต่กรรมกรไปจนถึงศาสตราจารย์มหาวิทยาลัย เมื่อประเทศขาดแรงจูงใจในการเพิ่ม "ศักยภาพการแข่งขันของชาติ" ต่อให้เปลี่ยนนายกฯ อีกกี่สิบคนก็ไร้ความหมาย

    หมากกระดานนี้ของยุโรป มันคือภาพสะท้อนที่ฉายให้เห็นอนาคตของ ‘การเมืองไทย’ อย่างน่าขนลุก! ตรรกะมันแทบไม่ต่างกันเลย

    เมื่อใดก็ตามที่การเมืองในประเทศถูกขับเคลื่อนด้วยการ ‘เกทับบลัฟแหลกเรื่องนโยบายประชานิยม’ แจกเงินถ้วนหน้า ลดแลกแจกแถมเพื่อตกเอาคะแนนเสียงจากมวลชน โดยไม่สนใจวินัยทางการคลังและไม่คิดจะสร้างเนื้อสร้างตัวทางเทคโนโลยี สุดท้ายประเทศนั้นจะติดหล่มอยู่ในสภาวะ ‘ถอยหลังเข้าคลอง’ นโยบายประเทศจะถูกควบคุมโดยอารมณ์ประชานิยมสุดโต่ง จนขยับขยายไปไหนไม่ได้

    #ChinaFocus
    https://www.facebook.com/share/1CchPLS51y/
     
  18. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    232,454
    ค่าพลัง:
    +97,153
    Kevin Warsh เชื่อว่า AI จะสร้าง “Productivity Boom” และช่วยลดต้นทุนและเงินเฟ้อทั่วโลกได้

    (ส่งสัญญาณว่า FED อาจไม่จำเป็นต้องขึ้นดอกเบี้ยอย่างที่ตลาดกลัว)

    Kevin Warsh ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) คนใหม่ ออกมาแสดงมุมมองว่า AI จะกลายเป็นแรงผลักดันสำคัญที่ช่วยลดต้นทุนทั่วโลก และสร้าง “Productivity Boom” หรือการเพิ่มประสิทธิภาพทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่ในอนาคต

    Warsh ระบุว่า โมเดลเศรษฐกิจแบบเดิมจำนวนมาก อาจกำลังประเมินผลกระทบของ AI ต่ำเกินไป และมองข้ามการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญที่กำลังเกิดขึ้น

    เขายังอ้างถึงมุมมองของผู้นำเทคโนโลยีหลายคน เช่น Sam Altman และ Elon Musk ที่เชื่อว่า AI จะนำโลกเข้าสู่ยุคแห่ง “ความอุดมสมบูรณ์” (Abundance) ผ่านการลดต้นทุนแรงงาน การเพิ่มประสิทธิภาพ และการเร่งนวัตกรรม

    อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์บางส่วนยังคงกังวลว่า การแข่งขันด้าน AI อาจทำให้ต้นทุนด้านพลังงาน ชิป และโครงสร้างพื้นฐานเพิ่มขึ้น จนกลายเป็นแรงกดดันเงินเฟ้อระยะสั้นแทน

    ล่าสุด Core PCE ของสหรัฐยังอยู่ในระดับสูงที่ 3.8% ต่อปี ขณะที่ Fed ยังคงตรึงดอกเบี้ยไว้ที่ 3.50%-3.75% เพื่อรอดูผลกระทบระหว่าง “แรงกดดันเงินเฟ้อระยะสั้น” กับ “ประโยชน์ทางเศรษฐกิจระยะยาวจาก AI”

    ตลาดกำลังจับตาว่า หาก AI สามารถเพิ่ม Productivity ได้จริงตามที่ Warsh เชื่อ อาจเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่เปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจและนโยบายการเงินโลกในทศวรรษหน้า
    https://www.facebook.com/share/16ysmA9k1n/
     
  19. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    232,454
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ดับฝันคนคิดรุกล้ำ! เขมรผวา ไทยงัดยุทธวิธี 'สายน้ำยั้งทัพ' ผุดอ่างห้วยตามาเรียข่มชัยภูมิ หวั่นโดนปล่อยน้ำสกัดทัพ

    วันที่ 23 พ.ค. 2569 มีข่าวว่ากัมพูชาเตรียมป่วนไม่ให้ไทยสร้างอ่างเก็บน้ำ "ห้วยตามาเรีย" แม้จะอยู่ในเขตแดนไทย สาเหตุเพราะกังวลยุทธวิธี "สายน้ำยั้งทัพ" เนื่องจากจุดสร้างอ่างอยู่สูงกว่าฝั่งกัมพูชา หากสร้างสำเร็จจะกลายเป็นปราการสำคัญที่สามารถปล่อยมวลน้ำสกัดกั้นกองกำลังฝ่ายตรงข้ามได้ทันที

    โปรเจกต์นี้ไทยวางแผนมานับสิบปี ล่าสุดเพิ่งเริ่มลงพื้นที่สำรวจใหม่ ท่ามกลางกระแสข่าวทหารกัมพูชาแอบเสริมกำลังและวางทุ่นในละแวกนั้น การสร้างแหล่งน้ำที่เป็นทั้งกันชนด้านความมั่นคงและช่วยเหลือประชาชน ถือเป็นยุทธศาสตร์สำคัญที่ไทยต้องเดินหน้าโครงการนี้ให้สำเร็จ

    ข้อมูล: PPTVHD36, สถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบก, Wassana Nanuam

    https://www.facebook.com/share/1DqRuvwUai/
     
  20. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    232,454
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ธนาคารทั่วสหรัฐกำลังขาดทุนจากการถือครอง "พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ" รวมกัน "3.06 แสนล้านดอลลาร์"

    ข้อมูลล่าสุดจาก FDIC ระบุว่า “ขาดทุนแฝง” (Unrealized Losses) ของธนาคารสหรัฐจากการถือครองพันธบัตรและสินทรัพย์การเงิน เช่น U.S. Treasuries ลดลงเหลือประมาณ 306,000 ล้านดอลลาร์ ณ สิ้นปี 2025

    ตัวเลขดังกล่าวลดลงราว 9.2% จากไตรมาสก่อน และถือเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่ต้นปี 2022 หลังพันธบัตรบางส่วนทยอยครบกำหนด และอัตราดอกเบี้ยเริ่มมีเสถียรภาพมากขึ้น

    FDIC ระบุว่า ภาคธนาคารสหรัฐยังคงมีความแข็งแกร่ง โดยได้รับแรงสนับสนุนจาก

    กำไรของธนาคารที่ยังแข็งแรง
    การเติบโตของสินเชื่อและเงินฝาก
    และระดับเงินกองทุนที่ยังอยู่ในเกณฑ์ดี

    อย่างไรก็ตาม หน่วยงานยังจับตาความเสี่ยงในบางกลุ่มสินเชื่ออย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะหลังวิกฤตธนาคารภูมิภาคในปี 2023 ที่เคยสร้างแรงสั่นสะเทือนให้ตลาดการเงินสหรัฐ

    ประเด็นสำคัญคือ แม้ธนาคารจำนวนมากยังมี “ขาดทุนแฝง” จากพันธบัตรอยู่ แต่ตราบใดที่ยังไม่จำเป็นต้องขายสินทรัพย์เหล่านั้น ก็จะยังไม่ต้องรับรู้เป็น “ขาดทุนจริง” ทางบัญชี

    https://www.facebook.com/share/1CdRVjkntS/
     

แชร์หน้านี้

Loading...