เรื่องเด่น เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันอาทิตย์ที่ ๒๔ พฤษภาคม ๒๕๖๙

ในห้อง 'หลวงพ่อเล็ก วัดท่าขนุน' ตั้งกระทู้โดย iamfu, 24 พฤษภาคม 2026 at 19:38.

สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้
  1. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,396
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,126
    ค่าพลัง:
    +26,924
    เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันอาทิตย์ที่ ๒๔ พฤษภาคม ๒๕๖๙


     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  2. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,396
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,126
    ค่าพลัง:
    +26,924
    วันนี้ตรงกับวันอาทิตย์ที่ ๒๔ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙ เป็นการเข้าโครงการอบรมพระวิปัสสนาจารย์ ประจำสำนักปฏิบัติธรรมในเขตปกครองคณะสงฆ์ภาค ๑๔ วันที่สองของเรา และเป็นวันพระขึ้น ๘ ค่ำ เดือน ๗ อีก ๗ วันจะเป็นวันวิสาขบูชา แล้วกระผม/อาตมภาพก็จะมีวันเกิดกับเขาเสียที เพราะเป็นคนเกิดวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๗ ระยะเวลา ๓ - ๔ ปี จะได้เกิดกับเขาเสียทีหนึ่ง..!

    วันนี้ที่พวกเราได้ฝึกได้ปฏิบัติกันนั้น ส่วนใหญ่พวกเรามีประสบการณ์กันมากอยู่แล้ว บางท่านทำมาหลายสิบปีแล้ว เพียงแต่ว่าสิ่งหนึ่งที่ท่านทั้งหลายมีอยู่ และบางคนก็ไม่รู้ตัวว่ามี ก็คือ "การปิดกั้นตัวเอง" ไม่ยอมเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ เพราะว่าคิดว่าที่กูเรียนมาจากครูบาอาจารย์นั้นเจ๋งที่สุดแล้ว ถ้าลักษณะอย่างนี้ ทางนิกายเซนเขาเปรียบเหมือนอย่างกับ "น้ำชาล้นแก้ว" เติมน้ำใหม่ลงไปก็ไม่ได้..ไหลทิ้งหมด..!

    กระผม/อาตมภาพเคยบอกกล่าวให้ผู้อื่นฟังหลายต่อหลายครั้งแล้วว่า ถ้าในเรื่องของการปฏิบัติธรรมสายอื่น เมื่อมีโอกาสศึกษา กระผม/อาตมภาพจะทุ่มเทอย่างเต็มที่ เพื่อที่จะดูว่าวิชาการของเขาดีจริงหรือเปล่า ? ถ้าหากว่าดีจริง ก็ยอมรับนับถือ ถ้าไม่ดีจริง จะได้ไปด่าทีหลังอย่างเต็มปากเต็มคำ..!

    ในสมัยแรก ๆ ยังไม่ถึง ๑๐ พรรษา กระผม/อาตมภาพแบกทิฏฐิมานะไว้เต็มตัว เพราะว่าปฏิบัติธรรมมาตั้งแต่เด็ก มั่นใจว่าเรื่องของสมาธิสมาบัติกูไม่แพ้ใครในโลก..! ในเมื่อเป็นเช่นนั้นก็เลยแบกกิเลสไปอวดครูบาอาจารย์โดยไม่รู้ตัว แล้วก็ไปโดนครูบาอาจารย์สายวัดป่า คือ หลวงปู่ฝั้น อาจาโร วัดป่าอุดมสมพร จังหวัดสกลนครท่านสับหัวมา เหมือนคนสะดุ้งตื่นจากหลับ..!

    รู้ตัวเลยว่าถ้าตราบใดที่เรายังกราบไหว้คนอื่นเป็นครูบาอาจารย์ไม่ได้ ตราบนั้นความรู้ของเราไม่มีทางเพิ่มเติมได้มากกว่านี้..! เพราะว่าสมัยก่อน "ถ้าไม่ใช่หลวงพ่อกู กูเรียกคนอื่นเป็นหลวงพ่อไม่ได้" แบกทิฏฐิไปขนาดนั้นนะครับ โดยเฉพาะเมื่อไปอ่านในพระไตรปิฎก ที่พระราชายังต้องไหว้คนจัณฑาลเพื่อขอเรียนวิชา ถ้าเราไม่ลดทิฏฐิมานะ แล้วเราจะไปได้วิชาการสายอื่น ๆ ได้อย่างไร ?

    ตอนนั้นน่าจะประมาณพรรษาที่ ๘ จึงต้องลดทิฏฐิมานะ กราบขอขมาครูบาอาจารย์ ยกพาน "อาจาริโย เม ภันเต โหหิ ขอท่านได้โปรดเป็นครูบาอาจารย์สั่งสอนข้าพเจ้าด้วยเถิด" วิธีการนี้กระผม/อาตมภาพได้มาจากสายธรรมยุตนะครับ เพราะว่าธรรมยุตต้องทำตามพระธรรมวินัยเท่านั้น ไม่อย่างนั้นท่านไม่สอนให้..!
     
  3. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,396
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,126
    ค่าพลัง:
    +26,924
    คราวนี้การศึกษา ถ้าเราเรียนรู้ได้แค่ที่ครูบาอาจารย์สอนก็ถือว่าดี แต่ถ้าเรียนรู้แล้วเอาไปพลิกแพลงใช้งานตามสถานการณ์ได้ เขาถือว่ายอด แต่ถ้าจะเยี่ยมสุด ๆ จริง ๆ คุณต้องบัญญัติวิชาใหม่เอง..! ในส่วนนี้เราท่านทั้งหลายแค่เรียนรู้ตามครูบาอาจารย์ก็แย่แล้ว อย่างหลวงพ่อพระครูศรีกาญจนวัฒน์ วัดหนองบัว วิชาการสายหลวงปู่ยิ้มอย่างเดียวก็แบกกันทั้งชีวิต ไม่รู้ว่าจะเรียนหมดหรือเปล่า ?

    สิ่งทั้งหลายเหล่านี้ นอกจากเรียนรู้ ฝึกซ้อมให้คล่องตัว และใช้งานจริงได้ จึงเป็นเรื่องสำคัญที่สุด โดยเฉพาะการฝึกซ้อมเรื่องของสมาธิสมาบัติ ต้องคล่องตัวชนิดจะเข้าเมื่อไรก็ได้ จะออกเมื่อไรก็ได้ ไม่อย่างนั้นแล้วไม่ทันกินครับ

    กระผม/อาตมภาพฝึกครั้งแรก ๆ ก็มาสายอนุสติ คือการตามระลึกถึง ก็คือนึกถึงคุณพระพุทธเจ้า นึกถึงคุณพระธรรม นึกถึงคุณพระสงฆ์ นึกถึงคุณงามความดีหรือหลักธรรมที่ทำให้เกิดเป็นเทวดา นึกถึงคุณของศีล นึกถึงคุณของการบริจาคให้ทาน นึกถึงสภาพแท้จริงของร่างกายเราว่าเป็นอย่างไร นึกถึงความตายที่จะมาถึงเราทุกลมหายใจเข้าออก และนึกถึงความสงบระงับจากกิเลส หรือเรียกง่าย ๆ ว่าพระนิพพาน ควบไปกับลมหายใจเข้าออก

    กระผม/อาตมภาพฝึกซ้อมแล้วซ้อมอีก ซ้อมแล้วซ้อมอีก เป็นปี ๆ จนมั่นใจว่าอนุสติทั้ง ๑๐ ข้อนี้ สามารถทรงอารมณ์เต็มได้ทุกข้อภายในครึ่งชั่วโมง ไปกราบเรียนถวายครูบาอาจารย์ด้วยความภูมิใจ ท่านบอกว่า "ยังใช้ไม่ได้ลูก สมัยพ่อทำอยู่ กรรมฐาน ๔๐ กอง ถ้าต้องใช้เวลาถึง ๒ นาทีนี่ถือว่าทื่อมากแล้ว..!" กระผม/อาตมภาพเหี่ยวเป็นผักบุ้งโดนน้ำร้อนลวกเลย ก็คือตัวเองคิดว่าเจ๋งมากแล้ว กรรมฐาน ๑๐ กอง กูสามารถเข้าได้ภายในครึ่งชั่วโมง ท่านบอกว่าของท่าน ๔๐ กอง ๒ นาทีนี่ช้ามากแล้ว..!
     
  4. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,396
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,126
    ค่าพลัง:
    +26,924
    มารู้ทีหลังว่าตัวเองโง่เองครับ เพราะว่าไปพิจารณาและเข้ากรรมฐานในลักษณะ ๑-๒-๓-๔-๕-๖-๗-๘-๙-๑๐ พอขึ้นกองใหม่ก็ ๑-๒-๓-๔-๕-๖-๗-๘-๙-๑๐ แต่ครูบาอาจารย์ท่านเก่งกว่า ท่าน๑-๒-๓-๔-๕-๖-๗-๘-๙-๑๐-๑๐-๑๐-๑๐-๑๐-๑๐ เร็วกว่าเราหลายเท่า นั่นคือความชำนาญและความคล่องตัว ภาษาบาลีเรียกว่า วสี การฝึกซ้อมชำนาญเป็นพิเศษ ภาษาอังกฤษเขาเรียกว่า skill มีภาษาไทยปนสันสกฤต เขาเรียกว่าทักษะ ก็คือต้องฝึกซ้อมจนกระทั่งเป็นตัวเราของเราจริง ๆ..!

    วสีหรือความชำนาญคล่องตัวนั้นมีอยู่ ๕ อย่าง ก็คือ

    สมาปัชชนวสี
    ความชำนาญในการเข้าฌาน

    วุฏฐานวสี ความชำนาญในการออกจากฌาน

    อธิษฐานวสี ความชำนาญในการตั้งเวลาว่าเราจะเข้าเท่าไร มากน้อยแล้วแต่กำหนด

    อาวัชชนวสี
    มีความคล่องตัว สามารถเข้าฌานได้ทุกเวลา ทุกอารมณ์ที่ต้องการ จะหิว จะกระหาย จะร้อน จะหนาว จะเจ็บไข้ได้ป่วย

    และท้ายที่สุด ปัจจเวกขณวสี บาลีเขาบอกว่าชำนาญในการพิจารณาฌาน ครูบาอาจารย์ผมสอนให้เข้าฌานสลับกัน ก็คือ ๑-๒-๓-๔-๕-๖-๗-๘ , ๘-๗-๖-๕-๔-๓-๒-๑ , ๑-๘-๒-๗ อะไรประมาณนี้ สลับกันไปเรื่อย

    สิ่งทั้งหลายเหล่านี้เราต้องฝึกแล้วฝึกอีก ซ้อมแล้วซ้อมอีก เบื่อไม่ได้หน่ายไม่ได้ แบบที่
    กระผม/อาตมภาพเรียนถวายท่านไป ๒ เช้าแล้ว ถ้าคนที่มาแต่แรกก็จะรู้สึกว่าซ้ำ ๆ กันทุกวัน แต่ท่านทั้งหลายครับ อะไรที่ยาก ถ้าเราไม่ทำซ้ำแล้วซ้ำอีก ก็จะไม่เกิดความชำนาญจนเป็นของเรา
     
  5. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,396
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,126
    ค่าพลัง:
    +26,924
    กระผม/อาตมภาพพบพระเถระอยู่ ๒ รูป รูปแรกเป็นพระธรรมทูตจากพม่า ชื่อท่านอาจารย์เตชะ ในช่วงเข้าพรรษาท่านจะมาจำพรรษาที่วัดท่าขนุนเสมอ ท่านจบธัมมะจริยะ หรือว่าประโยค ๙ ของพม่ามา เมื่อจบแล้วต้องเข้ากรรมฐาน ๔ เดือน เดิน ยืน นั่ง นอน อย่างละ ๑ เดือน

    อาจารย์เตชะชำนาญในการเข้าฌานครับ ได้สมาปัชชนวสี นั่งลงไปไม่ถึงอึดใจก็เป็นตอไม้ไปเลย แต่ท่านไม่ชำนาญในการออกจากฌานครับ ไม่มีวุฏฐานวสี ถึงเวลาพวก
    กระผม/อาตมภาพทำวัตรจนเสร็จ กราบพระเรียบร้อย เดินกลับกุฏิ ท่านก็ยังนั่งหัวโด่อยู่นั่นแหละ..ออกไม่ได้..!

    อีกท่านหนึ่งเป็นลูกศิษย์เรียนปริญญาโทกับผม ปัจจุบันก็คือหลวงพ่อสมพงษ์ ปัจจุบันก็คือพระครูสุวรรณจันทนิวิฐ, ดร. เจ้าอาวาสวัดองค์พระ เจ้าคณะตำบลองค์พระ จังหวัดสุพรรณบุรี หลวงพ่อสมพงษ์ท่านนั่งปลุกเสกกับ
    กระผม/อาตมภาพเมื่อไรก็สบาย ลงไปก็กลายเป็นหุ่นแข็งทื่ออยู่อย่างนั้นเลย จนกระทั่งคนอื่นเขาจบพิธีกัน รับไทยธรรมกลับวัดแล้ว ท่านก็ยังนั่งแข็งทื่ออยู่อย่างนั้น..!

    สมัยหลวงพ่อเจ้าคุณแย้ม (พระธรรมวชิรานุวัตร, ดร.) อดีตเจ้าคณะภาค ๑๔ ยังอยู่ ท่านบอกว่า "เฮ้ย..ช่วยกันยกมันไปเก็บหน่อยซิ..!" ก็คือต้องรอจนกว่าท่านจะออกจากฌาน ซึ่งไม่รู้ว่าเมื่อไร นี่คือขาดความชำนาญเป็นอย่างยิ่ง ถนัดเข้าแต่ไม่ถนัดออก..!

    กระผม/อาตมภาพโชคดีที่มีครูบาอาจารย์ท่านซักซ้อมให้ ปัจจุบันนี้ไม่เคยใช้นาฬิกา ต้องการจะทำอะไรเวลาไหน กำหนดใจว่าจะทำเวลานั้น จะตรงเวลาพอดี เหนื่อยมาขนาดไหนก็ตาม ถ้าต้องการตื่นเวลาไหนก็จะตื่นเวลานั้น เรื่องพวกนี้ทุกท่านทำได้ทุกคน แต่ต้องขยันซักซ้อมให้มากเข้าไว้

    สำหรับวันนี้ก็ขอเรียนถวายพระภิกษุสามเณรของเรา ตลอดจนกระทั่งผู้รับการอบรมทุกท่าน และญาติโยมทั้งหลายแต่เพียงเท่านี้

    พระครูวิลาศกาญจนธรรม, รศ.ดร.
    เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน
    วันอาทิตย์ที่ ๒๔ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙
    (ถอดจากเสียงเป็นอักษร โดย เผือกน้อย)
     
สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้

แชร์หน้านี้

Loading...