ติดตามสถานะการณ์

ในห้อง 'ภัยพิบัติและการเตรียมการ' ตั้งกระทู้โดย สุกิจSukit, 8 มิถุนายน 2013.

  1. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    232,515
    ค่าพลัง:
    +97,153
    การที่ไปเจรจา GBC มีผลกับการยกเลิก MOU 43 และ 44 หรือเปล่า อยากให้ เขาคนนี้ คิดให้ดีก่อนจะทำอะไรลงไป

    -----
    บิ๊กดุลย์ ยืนยัน สถานการณ์ดีขึ้นเมื่อไหร่ก็เมื่อนั้น
    แต่การที่ไปคุยเจรจา GBC
    ก็เพื่อปรับเงื่อนไขและเจรจาร่วม
    แต่ยืนยันจะไม่มีการเปิดด่าน จนกว่ากัมพูชาจะดีขึ้น
    คลิปเมื่อ 22.05.69

    #beemnews
    #Scambodia

    https://www.facebook.com/share/v/18sM81GXof/
     
  2. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    232,515
    ค่าพลัง:
    +97,153
    #ไทย “ขาดดุลการค้า” หนักสุดในประวัติศาสตร์ชาติ!!! ตัวแดง 10,021.3 ล้านดอลลาร์ โบ้ยสงคราม ...

    เพราะสงคราม เพราะชล็อต เพราะซาลาห์ ... ก็ว่ากันไป
    https://www.posttoday.com/business/742899
    https://www.facebook.com/share/1BkYeHVV6t/
     
  3. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    232,515
    ค่าพลัง:
    +97,153
    เช้านี้ ประวัติศาสตร์หุ้นญี่ปุ่นพุ่งบันลือโลก ดัชนี "นิคเคอิ“ ทะยานฝ่า 65,000 จุดครั้งแรก สูงสุดประวัติการณ์

    ฮอร์มุซยังไม่เปิด
    ส่อเปิด ... แต่ยังไม่เปิด
    แต่ประเทศที่ปกติพึ่งพาน้ำมันดิบตะวันออกกลางถึง 90% กลับสดใส

    เงินเยน ที่อุตส่าห์ควักทุ่ม “สู้ค่าเงิน” โชะๆ ๆ
    แข็งขึ้นมาได้เดี๋ยวเดียว ทว่าตอนนี้อ่อนพะงาบๆ อีกแล้ว
    ยัง ... ยังไม่ถึง 160 เยน/ดอลลาร์ ขีดแดง
    แต่ตอนนี้ เฉียด 159 เยน/ดอลลาร์ ใจมันก็เต้นรัวแรง จะหลุดจากอกเอา

    สรุปหุ้นญี่ปุ่นชอบเยนแข็งเยนอ่อน

    อ่อนแค่ไหน หุ้นก็พุ่งเอาๆ
    (เยนอ่อน ส่งออกดี)
    ครั้นเงินแข็ง หุ้นก็พุ่งได้พุ่งดี
    (เยนแข็งหน่อย เสถียรภาพดีหน่อย)
    ไม่รู้แล้วโว้ย

    Kioxia เกี่ยวไหม
    กระแสเมมโมรีชิปกระฉ่อนโลก
    (ไม่ใช่ 3 เจ้าใหญ่สุดที่ครองตลาดเกือบหมดโลก แต่กำลังรุ่งๆ ขึ้นมา แบ่งเอาพื้นที่มา และมีหวังผงาดขึ้นขอเป็นเจ้าที่ 4)
    ก็เกี่ยวแหละ แต่ก็ไม่ใช่ทั้งหมด

    หุ้นมันขึ้นเพราะมันขึ้น!

    เหมือนความสดใสของเธอที่สาดส่อง กลบยังไงก็ไม่ลง
    เหตุผลก็แค่นั้น
    https://www.facebook.com/share/p/18eLRS7UKW/
    https://www.facebook.com/share/p/18eLRS7UKW/
     
  4. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    232,515
    ค่าพลัง:
    +97,153
    เริ่มมีการจับไต๋กันแล้วว่า ทรัมป์พล่ามเพื่อพยุงพันธบัตรรัฐบาลที่กำลังโคม่า มากกว่าจะหวังดีลสงบศึกจริงๆ‼️

    เชื่อได้ที่ไหนว่าทรัมป์จะจบง่ายๆ งี้???

    พันธบัตรรัฐบาลอเมริกากำลัง “ร่อแร่” ครับท่าน เหมือนลิเวอ.. เอ๊ยพิมพ์ผิด! โชคดีที่ตัดจบซีซั่นพอดี เอ๊ย พิมพ์ผิดอีกแล้ว!

    ทรัมป์ก็เล็งเห็นอะไรแบบนี้ จึง(ต้องทำเหมือน)ตัดจบซีซั่นเช่นกัน
    พอเป็นตลาดของสินทรัพย์ มันไม่จำเป็นต้องจบจริงก็ได้
    เล่นกับ “ความคาดหวัง” หรือ “แนวโน้ม”
    ซึ่งพลิกไปพลิกมาได้ตลอด

    พล็อตคลอด MOU อเมริกา-อิหร่าน จึงต้องเกิดขึ้น

    ควรทราบ ช่วงนี้ yield พันธบัตรอเมริกาอายุ 10 ปี (benchmark) เพิ่งทะลัก 4.5% อันเป็นแนวจิตวิทยาสำคัญ
    (*bond พันธบัตร/หุ้นกู้ : ยิ่ง yield สูง คือยิ่งราคาตก แปลว่า bond นั้นยิ่งไม่ดี)

    ต้นสัปดาห์ก่อน ปรากฏว่า yield พุ่งเฉียด 4.7% สถิติบัดซบสุดตั้งแต่ ม.ค. 2025
    พอทรัมป์อ่อยๆ ไอเดีย MOU จึงดีขึ้นหน่อย ช่วยตบๆ yield ลงมา ล่าสุด นาทีนี้ 4.56%

    ตอนนี้ตลาดเสียว หวั่นๆ มันจะพุ่งไปถึง 5% ถ้าอเมริกา-อิหร่านไม่แยกย้ายสักที⚠️⚠️⚠️
    อันตราย

    ส่วนพันธบัตรระยะยาว คงไม่เขียนซ้ำแล้ว
    พันธบัตรอายุ 30 ปี “นรก” ชัดๆ
    ย่อยยับสุดนับตั้งแต่ปี 2007
    Yield เสย 5% ไปแล้ว
    และผวาจะไหลทรุดไปถึง 5.5% หรือ 6% ด้วยซ้ำ⚠️⚠️⚠️

    เสถียรภาพสั่นคลอน
    จะเรื่องเงินเฟ้อ เรื่องผลาญงบประมาณ หรือเรื่องอะไรก็เถอะ พันธบัตรถูกเทขายหนัก
    อีกนิด เรียก “วิกฤติ” ได้

    ฉะนั้น หาพล็อตอะไรมาเป็น “เครื่องช่วยหายใจ” ใส่ไปก่อน
    หนุน sentiment ตลาดหน่อย

    ศึกจบลงได้จริงก็ดี

    ไม่ได้ก็ไม่เป็นไร ปั๊มหัวใจสินทรัพย์พันธบัตรรัฐบาลขึ้นมาก่อน

    ไต๋นี้จับถูกไม่ถูก?

    https://www.facebook.com/share/p/1CgByUFCi5/

    https://www.facebook.com/share/p/1CgByUFCi5/
     
  5. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    232,515
    ค่าพลัง:
    +97,153
    สื่อระดับโลก ตีแสกหน้าเขมรต่อ หลังจากที่ หญิงชาวบังกลาเทศเทศวัย 34 ปี ถูกสแกเมอร์เสนองานออนไลน์โดยหลอกลวงให้เธอไปทำงานในกัมพูชา
    โดยการหว่านล้อมอ้างถึง มีรายได้ที่สูงมหาศาล จนเธอตกลงบินไปที่กัมพูชาหลังจากไปถึงมี ผู้ชายเอารถตู้มารับที่สนามบินและเข้าไปที่พัก
    ทันทีโดย มีการ์ดป้องกันบริเวรหน้าประตูทางเข้า เธอได้เล่าว่า
    .
    การทำงานเหมือนตกนรก มีการทำงานอย่างต่ำวันละ 18 ชั่วโมง รับประทานอาหาร ไข่วันละ 2 ฟอง และมีคนทำงานมากถึง 500-1,000 คน และทำงานตลอด 24 ชั่วโมง โดยแบ่งตามระยะเวลา โดยจะได้พักวันละ 4-5 ชั่วโมงต่อวันเท่านั้น หากอยากเข้าห้องน้ำ ต้องพยายามอดกลั่นถึงที่สุด เพราะใน 1 วัน
    เธอเข้าได้แค่เพียง 2-3 ครั้งเท่านั้น
    .
    จนทางด้านญาติ ทางประเทศ บังกลาเทศ ได้มีการติดต่อและติดตามมายังกัมพูชาๆไม่มีการผสานงานหรือติดต่อกลับแต่อย่างใดและชี้แจงถึง หญิง คนดังกล่าวว่าอยู่ที่ไหน จนกระทั้งทางเจ้าหน้าที่ บังกลาเทศ ได้มีการติดต่อมายัง สถานทูตประจำประเทศไทยและได้ขอผสานงานมายังกองทัพไทย
    ให้ตรวจสอบ จนสามารถนำตัวกลับมาได้

    อ้างอิง the new york editorial

    #beemnews
    #Scambodia

    https://www.facebook.com/share/p/1BmsowB4jh/
     
  6. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    232,515
    ค่าพลัง:
    +97,153
    สอยเลย!
    ทบ.เตือน ทหารเขมรส่ง
    โดรนบินส่องฐานทหารไทยมุมสูง แต่อยู่ในเขตเขมรหากบินล้ำ จะต้อง ‘เอาลง‘

    https://www.facebook.com/share/1GTvhhxVug/
     
  7. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    232,515
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ผบ.ทบ. สั่งเกาะติดชายแดนไทย-กัมพูชา หลังพบยั่วยุหลายวิธีหวังให้ไทยตอบโต้ พร้อมยกระดับ หากกระทบชีวิต-ทรัพย์สินประชาชน
    .
    พล.ต. วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก แถลงผลการประชุมหน่วยขึ้นตรงกองทัพบก โดยเปิดเผยว่า ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ได้เน้นย้ำถึงภัยคุกคามในปัจจุบันที่มีความหลากหลายและเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา จึงขอให้ทุกหน่วยยึดมั่นในนโยบายและแนวทางดำเนินการของกองทัพบก เพื่อให้การปฏิบัติภารกิจสอดคล้องไปในแนวทางเดียวกันและเกิดประสิทธิภาพสูงสุด พร้อมทั้งเน้นย้ำใน 4 เรื่องหลัก ได้แก่ การเฝ้าตรวจ, การปรับปรุงฐานที่มั่นเพื่อความปลอดภัยของกำลังพลและประชาชน, การปรับปรุงเส้นทางอำนวยความสะดวกทางทหาร และการเก็บกู้ทุ่นระเบิด
    .
    สำหรับสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา โดยเฉพาะพื้นที่ห้วยตามาเรีย จังหวัดศรีสะเกษ ที่มีกระแสข่าวทหารกัมพูชายิงปืน 9 นัด เพื่อต่อต้านการสร้างอ่างเก็บน้ำของไทยนั้น พล.ต. วินธัย ระบุว่า เสียงอาวุธปืนที่ดังขึ้นมีความเป็นไปได้หลากหลาย แต่น้ำหนักน่าจะมาจากความไม่เรียบร้อยและการเสียวินัยของทหารกัมพูชามากกว่า ส่วนเรื่องอ่างเก็บน้ำปัจจุบันยังเป็นเพียงแนวคิดในอนาคตและยังเป็นพื้นที่ป่า จึงไม่ได้มีนัยสำคัญตามที่ฝั่งกัมพูชาพยายามนำไปขยายผล ทั้งนี้ ที่ผ่านมาฝั่งกัมพูชามีการใช้อาวุธแบบสะเปะสะปะและยั่วยุหลายรูปแบบ เช่น การใช้วาจาทะเลาะเบาะแว้งเพื่อบันทึกภาพ หรือการขับถ่ายตามแนวรั้วลวดหนาม ซึ่งฝ่ายไทยได้ตอบโต้ด้วยการยิงเตือนไม่เกิน 5 นัดเพื่อปรามตามระดับที่เหมาะสม
    .
    ด้าน พ.อ. ริชฌา สุขสุวานนท์ รองโฆษกกองทัพบก ได้กล่าวเสริมถึงการประชุมกองเลขานุการคณะกรรมการชายแดนทั่วไปไทย-กัมพูชา (Sub-GBC) ซึ่งเป็นการประชุมต่อเนื่องจากการประชุมคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค (RBC) ว่า เนื้อหาส่วนใหญ่ยังคงอยู่ในกรอบเดิม เช่น การเก็บกู้ทุ่นระเบิดที่ต่างฝ่ายต่างเก็บ และการปราบปรามแก๊งสแกมเมอร์ โดยกองทัพบกได้ทำข้อเสนอภายในส่งไปยังกองบัญชาการกองทัพไทยและกระทรวงกลาโหมแล้ว
    .
    ส่วนกรณีที่มีภาพทหารกัมพูชาถือปืนหันมาทางฝั่งไทย ตรวจสอบแล้วพบว่าเป็นคลิปเก่า ซึ่งถือเป็นหนึ่งในรูปแบบของสงครามข่าวสารที่มักจะมีการรายงานข้อมูลเกินจริง เช่น ยิงเพียง 2 นัด แต่ถูกนำไปขยายความว่าเป็น 22 นัด ซึ่งทางกองทัพได้มีการประสานงานตามขั้นตอนอยู่ตลอดเวลา

    #beemnews
    #Scambodia

    https://www.facebook.com/share/1BUfYc8Pr3/
     
  8. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    232,515
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ไอ้โม่ง!!? #ด่วน อิหร่านถูกโดรนปริศนาโจมตี (ขณะที่เจรจาอยู่) แต่ระบบใหม่ Arash-e Kamangir ยิงสกัดร่วงคาอ่าว

    เกมจิตวิทยา หรือของจริง ?
    FB_IMG_1779718911103.jpg
    https://www.facebook.com/share/1Hq4DQ9xN2/
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 25 พฤษภาคม 2026 at 21:23
  9. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    232,515
    ค่าพลัง:
    +97,153
    2 นาโนเมตรก็แค่ปากซอย!!! "หัวเว่ย" ประกาศกร้าว ไม่ไกลเกินเอื้อม! จี้เข้าไปติดๆ แล้ว! TSMC ของไต้หวันไม่ได้ทิ้งกันเยอะ! ลั่นเดี๋ยวนี้ ไล่ขึ้นมาไม่กี่ช่วงตัว! เทคโนโลยีทิ้งห่างกันแค่ 5 ปี‼️‼️ ❗
    และและและ ปี 2031 หัวเว่ยจะตะกายไปถึง 1.4 นาโนเมตรรรรรรรรร

    ไม่ธรรมดา!!!!! ไม่ธรรมดาจนไชยาต้องร้องตะโกน

    ปลายปีที่แล้ว ทาง "ไถจีเตี้ยน" (TSMC) ผลิต 2 นาโนเมตรไปแล้ว! มิใช่ผลิตในห้องแล็บ แต่ผลิตเชิงพาณิชย์ เพื่อออกสู่ตลาด! ระดับ mass production เป็นเรื่องเป็นราว
    (และตามแผน ปี 2028 จะฝ่าด่านไปถึง 1.4 นาโนเมตร)

    ฟากแดนมังกร ด้าน "หัวเว่ย" ผนึกกำลังกันกับ "จงซินกว่อจี้" (SMIC - ซึ่งเป็น foundry รับจ้างผลิตแบบ TSMC ของไต้หวัน) คำรามลั่น ค้นพบเคล็ดวิชา LogicFolding ซึ่งทำให้วรยุทธ์ก้าวกระโดดขึ้นไปไม่ห่างจาก TSMC แล้ว!
    ตามกันแค่ 5 ปี ไม่ถือว่ามากนะครับท่าน ระดับนี้

    เริ่มกรุยทาง ชิป Kirin ในมือถือที่จะวางแผงเร็วๆ นี้ ก็บุกเบิกใช้เทคโนโลยี LogicFolding แล้ว มั่นอกมั่นใจเต็มประดา "ประสิทธิภาพ" กระฉูดแน่!

    กระบวนท่านี้จะทำให้อัดเพิ่มจำนวนทรานซิสเตอร์เข้าไปได้มากขึ้น ความเร็วมันก็จะมากขึ้น

    เคยเขียนอธิบายไปแล้วนะครับท่าน ความยากมันอยู่ตรงนี้
    ยิ่งเล็ก ก็ยิ่งเบียดกันได้มากขึ้น
    ยิ่งมากขึ้น ก็จะเร็วขึ้นๆ
    แต่ประเด็นก็คือ ยิ่งเบียดกัน ก็ยิ่งร้อน และวัสดุอุปกรณ์ไฟฟ้าทุกชนิด ย้ำไว้เลยว่าทุกชนิด ยิ่งเย็นยิ่งดี มันกลัวร้อน
    ดังนั้น จึงต้อง optimize ว่ามันเบียดแน่นเท่าไหร่ ไม่มากไปจนกินไฟมากแล้วร้อนเกิน
    นี่เพราะยังจำกัดด้วยเงื่อนไขของเทคโนโลยี
    ถ้าเทคโนโลยีก้าวล้ำมากๆ มันก็จะเล็กจนเบียดได้แล้วไม่ร้อน หรือไปพัฒนาให้กินไฟต่ำๆ ได้

    ซึ่งก็ไม่รู้นะครับท่านว่า LogicFolding ไปเพิ่มพลังปราณจุดไหน เพิ่มพลังที่เทคโนโลยี หรือที่พลัง optimization
    (***ซึ่งความหมายต่างกันมาก)
    ไม่ได้ปรามาส แต่คิดว่าเป็นแบบหลัง
    ส่วนใหญ่ จีนต้องมาทางนี้ก่อน เพราะเทคโนโลยีใช้เวลามาก ระหว่างนี้ก็ทุ่มเทกำลังเร่งรุดพัฒนาไป แต่เฉพาะหน้า ก็ต้องมุ่งมาด optimize ให้ทันเขาก่อน

    ก็ติดตามกันต่อไป สู้กันสนุก เดิมพันกันด้วยอนาคต และเงินมหาศาล!

    ทันไม่ทัน?
    ตามหลังกันแค่ 5 ปีแล้วจริงเรอะ?
    ถ้าจริง แปลว่าจะยิ่งกระชับไปจี้รดต้นคอแล้วใช่มั้ย?

    น่าตื่นเต้น

    https://www.bloomberg.com/news/arti...h-to-shorten-gap-with-tsmc?srnd=homepage-asia

    https://www.facebook.com/share/p/18Wfdi4Vpa/
     
  10. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    232,515
    ค่าพลัง:
    +97,153
    UPDATE : ประธานศาลฎีกาเซ็นคำแนะนำสกัด 'คดีฟ้องปิดปาก' ให้อำนาจศาลยกฟ้องคดีกลั่นแกล้ง-ปิดบังข้อเท็จจริง

    วันนี้ (25 พฤษภาคม) อดิศักดิ์ ตันติวงศ์ ประธานศาลฎีกา ได้ลงนามในคำแนะนำของประธานศาลฎีกาเกี่ยวกับการดำเนินคดีโดยไม่สุจริตในคดีอาญา พ.ศ. 2569 เพื่อใช้เป็นแนวทางปฏิบัติสำหรับศาลในการตรวจสอบและกลั่นกรองการใช้สิทธิฟ้องร้องคดีอาญาให้เป็นไปโดยสุจริต

    มาตรการดังกล่าวมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อป้องกันมิให้กระบวนการทางศาลถูกนำไปใช้ในทางบิดเบือน หรือใช้เป็นเครื่องมือในการกลั่นแกล้งและจำกัดเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของประชาชน

    คำแนะนำฉบับนี้ ได้วางแนวทางให้ศาลสามารถพิจารณาและตรวจสอบการใช้สิทธิฟ้องคดีอาญา ที่อาจมีลักษณะเป็นการกลั่นแกล้ง เอาเปรียบ หรือมุ่งสร้างภาระแก่คู่ความโดยไม่สมควร พร้อมยืนยันหลักการสำคัญว่า กระบวนการยุติธรรมจะต้องไม่ถูกนำไปใช้คุกคามสิทธิและเสรีภาพของบุคคล โดยได้กำหนดลักษณะของการฟ้องคดีที่เข้าข่ายการดำเนินคดีโดยไม่สุจริต ไว้ดังนี้

    ⚈ การฟ้องคดีที่มีลักษณะก่อกวน ข่มขู่ คุกคาม หรือสร้างความเดือดร้อนแก่จำเลยเกินสมควร

    ⚈ การใช้การดำเนินคดีเพื่อกดดันให้คู่ความกระทำการ หรือละเว้นกระทำการเพื่อผลประโยชน์อันมิชอบ

    ⚈ การกล่าวอ้างข้อเท็จจริงอันเป็นเท็จ บิดเบือนข้อเท็จจริง หรือปกปิดข้อเท็จจริงที่เป็นสาระสำคัญต่อศาล

    นอกจากนี้ ยังได้กำหนดพฤติการณ์ที่พึงถือเป็นเหตุอันควรสงสัย ว่ามีการฟ้องคดีโดยไม่สุจริต เพื่อให้ศาลใช้ดุลพินิจตรวจสอบได้อย่างรอบคอบ อาทิ การยื่นฟ้องคดีในศาลที่อยู่ห่างไกลจากภูมิลำเนาหรือสถานที่ทำงานของจำเลยโดยไม่มีเหตุจำเป็น, การฟ้องคดีหลายคดีจากข้อเท็จจริงหรือเหตุการณ์เดียวกันเพื่อสร้างภาระในการต่อสู้คดี, รวมถึงการฟ้องบุคคลที่ใช้สิทธิตามกฎหมายหรือแสดงความคิดเห็นโดยสุจริตเพื่อประโยชน์สาธารณะ เช่น การปกป้องสิทธิมนุษยชน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สิทธิผู้บริโภค สิทธิแรงงาน หรือการเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับการทุจริตประพฤติมิชอบ

    ในการดำเนินการตามคำแนะนำดังกล่าว ศาลสามารถใช้อำนาจตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 161/1 ในการตรวจสอบข้อเท็จจริงและพยานหลักฐาน หากปรากฏชัดแจ้งว่าการฟ้องคดีเป็นไปโดยไม่สุจริต ศาลมีอำนาจสั่งยกฟ้อง ได้ตั้งแต่ในชั้นตรวจฟ้อง หรือดำเนินการไปพร้อมกับการไต่สวนมูลฟ้อง เพื่อให้การพิจารณาเป็นไปอย่างรวดเร็ว อีกทั้งยังสามารถมอบหมายให้เจ้าพนักงานคดีหรือเจ้าพนักงานศาล ช่วยตรวจสอบและรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อประกอบการวินิจฉัย ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการแสวงหาข้อเท็จจริงที่ซับซ้อนได้อย่างครบถ้วนและรอบคอบยิ่งขึ้น

    อย่างไรก็ตาม เพื่อเป็นการคุ้มครองสิทธิของฝ่ายโจทก์ควบคู่กันไป หากศาลพิจารณาเห็นว่า จำเลยยกข้ออ้างเรื่องการฟ้องไม่สุจริตขึ้นมาโดยมีพฤติการณ์มุ่งถ่วงเวลา หรือก่อความรำคาญแก่กระบวนพิจารณา ศาลสามารถสั่งยุติการดำเนินการในประเด็นดังกล่าว และดำเนินกระบวนพิจารณาคดีต่อไปได้โดยไม่ชักช้า รวมถึงอาจออกข้อกำหนดหรือคำสั่งเพื่อป้องกันการใช้กระบวนพิจารณาในทางที่ไม่เหมาะสมได้อีกด้วย

    การออกคำแนะนำของประธานศาลฎีกาในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นความมุ่งมั่นของศาลยุติธรรมในการให้ความสำคัญกับการคุ้มครองการมีส่วนร่วมของประชาชนในสังคมประชาธิปไตย โดยยังคงยึดหลักความสมดุลระหว่างการคุ้มครองสิทธิของผู้เสียหาย สิทธิของจำเลย และประโยชน์สาธารณะโดยรวม ทั้งนี้ สำนักงานศาลยุติธรรมจะนำคำแนะนำดังกล่าวไปประกาศในราชกิจจานุเบกษา เพื่อให้ประชาชนได้รับทราบโดยทั่วกันต่อไป

    #TheStandardNews

    https://www.facebook.com/share/18ZW2ud57N/
     
  11. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    232,515
    ค่าพลัง:
    +97,153
    UPDATE: จุลพันธ์รับข้อเสนอ กกร. จ่อขอ ครม. ต่ออายุใบอนุญาต 4 สัญชาติแรงงานต่างด้าว-ขยายฐานนำเข้าแรงงานประเทศใหม่

    วันนี้ (25 พฤษภาคม) ที่กระทรวงแรงงาน จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เป็นตัวแทนคณะรัฐมนตรี (ครม.) รับหนังสือข้อเสนอการแก้ไขปัญหาภาวะแรงงานขาดแคลน จากคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) นำโดย ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย

    ด้าน กกร. ระบุว่า ปัจจุบันภาคเกษตรกรรม อุตสาหกรรม และบริการ ประสบปัญหาขาดแคลนแรงงานสะสมมาเป็นระยะเวลาหนึ่งแล้ว ปัจจัยหลักมาจากความตึงเครียดบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา รวมถึงการมีประเทศคู่แข่งในการนำเข้าแรงงานจากเมียนมา ส่งผลให้แรงงานเมียนมาเข้ามาทำงานในไทยลดลง โดยเฉพาะกลุ่มแรงงานเพศชาย ทำให้ปัจจุบันไทยเผชิญภาวะขาดแคลนแรงงานสูงถึง 5 แสนคน สวนทางกับจำนวนประชากรวัยทำงานในประเทศที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง

    กกร. จึงเสนอให้รัฐบาลเร่งพิจารณามาตรการต่ออายุใบอนุญาตทำงานของแรงงานต่างด้าว โดยเน้นทั้งเรื่อง 4 สัญชาติที่อยู่ในประเทศไทย (เมียนมา ลาว กัมพูชา และเวียดนาม) พร้อมขอให้กระทรวงแรงงานวางแผนทดแทนแรงงานในระยะยาว ด้วยการขยายฐานนำเข้าแรงงานจากประเทศอื่น เช่น ศรีลังกา บังคลาเทศ ฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซีย โดยชี้ว่าการเร่งแก้ปัญหานี้ จะช่วยขับเคลื่อนนโยบายทางเศรษฐกิจของรัฐบาลให้เห็นผลเป็นรูปธรรม

    จุลพันธ์กล่าวภายหลังรับหนังสือว่า รัฐบาลยอมรับว่าประเทศไทยกำลังเผชิญปัญหาขาดแคลนแรงงานจริง ดังนั้น มาตรการเร่งด่วนในการต่ออายุใบอนุญาตทำงานให้แก่แรงงาน 4 สัญชาติที่อยู่ในไทย จึงเป็นสิ่งจำเป็นเร่งด่วนเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจไม่ให้สะดุด แม้ก่อนหน้านี้จะมีปัญหาการกระทบกระทั่งบริเวณชายแดน แต่อยากให้แยกแยะว่าเป็นประเด็นระหว่างรัฐบาลต่อรัฐบาล ไม่ใช่ปัญหาระหว่างประชาชน

    จุลพันธ์ย้ำว่า จะรีบนำข้อเสนอนี้เข้าสู่ที่ประชุม ครม. เพื่อพิจารณาโดยเร็วที่สุด พร้อมทั้งสั่งการเชิงนโยบายให้เร่งแก้ไขปัญหาแรงงานต่างด้าวที่ยังพำนักอยู่ในไทย แต่กลายเป็นแรงงานผิดกฎหมายเนื่องจากติดขัดเรื่องการต่อทะเบียน ให้สามารถเข้าสู่ระบบได้อย่างถูกต้อง ส่วนแนวทางการเปิดด่านเพื่อนำเข้าแรงงานลอตใหม่นั้น ยังต้องขึ้นอยู่กับแนวนโยบายภาพรวมของรัฐบาล

    สำหรับแผนระยะยาวในการนำเข้าแรงงานจากกลุ่มประเทศใหม่ๆ เช่น ศรีลังกา บังกลาเทศ ฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซีย รัฐมนตรีฯ ระบุว่า กระทรวงแรงงานเล็งเห็นความจำเป็นและได้ขับเคลื่อนเรื่องนี้อย่างต่อเนื่อง เพื่อนำไปสู่การทำบันทึกข้อตกลง (MOU) ร่วมกันในอนาคตต่อไป

    #TheStandardNews

    https://www.facebook.com/share/p/18aatUGyKF/
     
  12. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    232,515
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ประวัติศาสตร์แห่ง "สถวิรวาท"
    นิกายพุทธต้นกำเนิดจากชมพูทวีป

    ก่อนอื่นเลยต้องเข้าใจก่อนว่าเถรวาทลังกาที่ใช้ภาษาบาลีกับ "สถวิรวาท" ในชมพูทวีปไม่ใช่นิกายเดียวกัน และคำศัพท์บาลีที่มีความหมายตรงตัวกันกับ "สถวิระ" (Sthavira) ในภาษาสันสกฤตนั้นคือคำว่า "ถวิระ" (Thavira) ด้วยเหตุนี้ เถรวาทแห่งศรีลังกาจึงไม่ใช่สถวิรวาทแห่งชมพูทวีป หากเพียงแต่สืบรากเหง้าร่วมกันมาเคียงคู่กับพุทธนิกายอื่น ๆ

    ศาสนาพุทธยุคแรก ๆ หลังพุทธปรินิพพานแบ่งออกเป็น 2 นิกายใหญ่ คือ "มหาสังฆิกะ" (Mahāsāṃghika) ใช้ภาษาปรากฤต กับ "สถวิรวาท" (Sthaviravāda) ที่ใช้ภาษาไปศาจีหรือภาษาปีศาจ ซึ่งการแบ่งแยกนี้เกิดขึ้นในช่วงรัชสมัยของพระเจ้าอโศกมหาราช (ประมาณ 268–232 ปีก่อนคริสตกาล) หรือหลังจากนั้นไม่นาน

    คัมภีร์มหาสังฆิกศาริปุตรปริปฤจฉา (Mahāsāṃghika Śāriputraparipṛcchā) ซึ่งเป็นคัมภีร์ที่เขียนขึ้นเกี่ยวกับการแยกตัวของมหาสังฆิกะออกจากพระวินัยของกลุ่มพระเถระผู้ใหญ่ โดยได้เล่าว่าการสังคายนาถูกจัดขึ้น ณ เมืองปาฏลีบุตรในประเด็นเรื่องพระวินัย ด้วยมีการอธิบายว่าการแตกแยก (สังฆเภท) เกิดจากการที่กลุ่มเสียงข้างมาก (มหาสังฆิกะ) ปฏิเสธที่จะยอมรับการเพิ่มสิกขาบทในพระวินัยโดยกลุ่มเสียงข้างน้อย (สถวิรวาท) ดังนั้น ฝ่ายมหาสังฆิกะจึงมองว่าฝ่ายสถวิรวาทเป็นกลุ่มที่แยกตัวออกไปและพยายามจะแก้ไขดัดแปลงพระวินัยดั้งเดิม อย่างไรก็ตามคัมภีร์นี้ไม่ได้รับการยอมรับจากพุทธศาสนาบางนิกาย เช่น ฝ่ายเถรวาทลังกา ซึ่งอ้างกลับกันว่าฝ่ายมหาสังฆิกะต่างหากที่เป็นผู้แก้ไขดัดแปลงสิกขาบทดั้งเดิม

    นักวิชาการส่วนใหญ่ต่างเห็นพ้องกันว่าประเด็นข้อพิพาทนั้นเป็นเรื่องของพระวินัย และได้ตั้งข้อสังเกตว่าเรื่องเล่าของฝ่ายมหาสังฆิกะนั้นมีน้ำหนักน่าเชื่อถือมากขึ้นเมื่อดูจากตัวคัมภีร์พระวินัยเอง เนื่องจากพระวินัยของฝ่ายสถวิรวาทมีจำนวนสิกขาบทมากกว่าพระวินัยของฝ่ายมหาสังฆิกะ

    ด้วยเหตุนี้ นักวิชาการบางกลุ่มจึงเห็นตรงกันว่าพระวินัยของฝ่ายมหาสังฆิกะนั้นมีความเก่าแก่ที่สุด แม้นักวิชาการอีกกลุ่มจะไม่เห็นด้วยก็ตาม แต่ในทัศนะของสกิลตัน (Skilton) เขามองว่าในอนาคตอาจพบว่าการศึกษาเกี่ยวกับนิกายมหาสังฆิกะจะช่วยให้เข้าใจพระธรรมวินัยยุคต้นได้ดีกว่าการศึกษาจากนิกายเถรวาทลังกา ส่วนความเห็นของพระภันเตสุชาโต (Bhante Sujato) นั้น ได้อธิบายว่าไม่มีหลักฐานที่แน่นหนาพอจะพิสูจน์ว่าพระวินัยของฝ่ายมหาสังฆิกะนี้เก่าแก่ที่สุด

    จากนั้นต่อมา สถวิรวาทได้แบ่งออกเป็นพุทธนิกายย่อย ๆ ต่อไปอีก เช่น

    1.พุทธ "สรรวาสติวาท" (Sarvāstivāda) หรือ "สัพพัตถิกวาท" (Sabbatthikavāda) ที่นำโดยพระอุปคุปต์ (Upagupta) พระอาจารย์ของพระเจ้าอโศก เป็นนิกายพุทธที่ทรงอิทธิพลและยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการทำให้ทวีปเอเชียยุคโบราณรู้จักศาสนาพุทธ โดยเป็นสะพานเชื่อมโลกตะวันออกและโลกตะวันตกผ่านเส้นทางสายไหม เป็นนิกายพุทธที่ทำให้ชาวอินเดีย เปอร์เซีย กรีก จีน และผู้คนในดินแดนคาบสมุทรมลายูรวมถึงหมู่เกาะอินโดนีเซีย หันมาศรัทธาในพระพุทธศาสนา ซึ่งต่อมาพุทธนิกายนี้ก็ได้ต่อยอดออกมาเป็นนิกาย "มูลสรรวาสติวาท" (Mūlasarvāstivāda) ที่จะเจริญรุ่งเรืองอย่างมากในจักรวรรดิศรีวิชัย (Srivijaya Empire) และอาณาจักรธรรมาศรัย (Dharmasraya Kingdom) ของชาวมลายูโบราณ

    2.พุทธ "ปุทคลวาท" (Pudgalavāda) หรือ "ปุคคลวาท" (Puggalavāda) ที่นำโดยพระวาตสีบุตร (Vātsīputra) ทำให้นิกายนี้มีอีกชื่อหนึ่งในคัมภีร์ดั้งเดิมว่า "วาตสีปุตรียะ" (Vātsīputrīya)

    3.พุทธ "วิภัชยวาท" (Vibhajyavāda) หรือ "วิภัชชวาท" (Vibhajjavāda) ที่นำโดยพระโมคคัลลีบุตรติสสะ (Moggaliputtatissa) พระอาจารย์อีกองค์ของพระเจ้าอโศก เป็นนิกายพุทธที่ปฏิเสธทั้งหลักคำสอนของฝ่ายสรรวาสติวาท (โดยเฉพาะหลักคำสอนที่ว่า "สิ่งทั้งปวงมีอยู่") และหลักคำสอนของฝ่ายปุทคลวาท (หลักคำสอนเรื่อง "อัตตา")

    โดยนิกายพุทธที่กล่าวและเกริ่นมาทั้งหมดนี้ Buton Rinchen Drub (พ.ศ. 1833–1907) นักประวัติศาสตร์ชาวทิเบตบันทึกไว้ว่า นิกายมหาสังฆิกะใช้ภาษาปรากฤต (Prakrit) นิกายสรรวาสติวาทใช้ภาษาสันสกฤต (Sanskrit) นิกายสถวิรวาทใช้ภาษาไปศาจี (Paiśācī) และนิกายปุทคลวาทหรือสังมิตียะ (Saṃmitīya) ใช้ภาษาอปภรังศะ (Apabhraṃśa)

    สำหรับภาษาไปศาจีหรือภาษาของปีศาจนั้น ปัจจุบันได้สูญหายไปสิ้นแล้ว ในคัมภีร์กาพยาทรรศ (Kāvyādarśa) ของทัณฑิน (Daṇḍin) เรียกภาษาของคนชั้นต่ำ อนารยชน หรือภาษาที่ผิดเพี้ยนไปจากภาษามาตรฐาน (สันสกฤต-พระเวท) ว่า “ภูตภาษา” (Bhūtabhāṣā) เรียกง่าย ๆ ว่า "ภาษาผี" ซึ่งภาษาไปศาจีก็จัดอยู่ในกลุ่มนี้ด้วย

    พอลล็อค (Pollock) อธิบายไว้ว่า ภาษาไปศาจีนี้เป็นภาษาถิ่นอินเดียตะวันออกยุคกลาง (eastern Middle-Indic dialect) ที่มีความใกล้เคียงกับภาษาบาลี (Pāli) ไปจนถึงภาษากลุ่มมุนฑา (Muṇḍā-Austroasiatic) ของผู้อยู่อาศัยในเทือกเขาวินธัย (Vindhya Range)

    กลุ่มชนที่พูดภาษามุณฑาหรือกลุ่มออสโตรเอเชียติกในอินเดียที่อาศัยอยู่ในเทือกเขาวินธัยในปัจจุบัน คือ เผ่ากอร์กู (Korku Tribe) โดยเทือกเขาวินธัยนั้นมีความเกี่ยวพันกับวัฒนธรรมมุนฑาในเชิงมานุษยวิทยาค่อนข้างสูง และอาจเป็นต้นกำเนิดของพระแม่จามุณฑา (Chamunda) ซึ่งนักประวัติศาสตร์ชื่อดังของอินเดีย R.G. Bhandarkar ระบุว่า พระแม่จามุณฑาเดิมทีเป็นเทวีพื้นเมืองของกลุ่มชนเผ่าดั้งเดิม (อาทิวาสีรวมถึงชาวมุนฑา) ที่อาศัยอยู่ในแถบเทือกเขาวินธัย ก่อนที่จะถูกผสานเข้ากับศาสนาฮินดูในภายหลัง

    สำหรับที่มาของกลุ่มภาษามุณฑาในอินเดียนั้น พอล ซิดเวลล์ (Paul Sidwell) นักภาษาศาสตร์กล่าวว่า กลุ่มภาษามุณฑาได้แพร่กระจายจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มาถึงชายฝั่งของรัฐโอฑิศา (ชมพูทวีป) เมื่อประมาณ 4,000–3,500 ปีก่อน (ราว 2,000 – 1,500 ปีก่อนคริสตกาล) ผ่านเส้นทางทางทะเล ซึ่งตรงกับช่วงปลายยุคสัมฤทธิ์และเป็นช่วงที่อารยธรรมลุ่มแม่น้ำสินธุทางตะวันตกเฉียงเหนือของอินเดียกำลังเสื่อมถอย ทั้งนี้ ชาวมุณฑาได้อพยพมาจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และมีการผสมผสานกับประชากรท้องถิ่นในอินเดียอย่างกว้างขวาง ซึ่งผลการศึกษาในปี 2021 ชี้ว่าภาษากลุ่มมุณฑาส่งอิทธิพลต่อกลุ่มภาษาอินโด-อารยันตะวันออกด้วย

    ชาวมุณฑานั้นมีความใกล้ชิดทางพันธุกรรมกับชาวมาห์เมรี (Mah Meri) และชาวเตมวน (Temuan) ในประเทศมาเลเซีย ซึ่งอยู่ในเหล่าบรรดาชนเผ่าของ "โอรังอัซลี" (Orang Asli) พูดภาษาตระกูลออสโตรเอเชียติกเหมือนกัน (ยกเว้น Temuan ที่พูด Austronesian) ทางมาเลเซียจะเรียกว่ากลุ่มภาษาอัซลี (Aslian languages) โดยภาษาที่ใกล้เคียงที่สุดกับกลุ่มภาษาอัซลี (Aslian) คือ ภาษามอญ (Monic) และภาษานิโคบาร์ (Nicobarese)

    ยังมีกลุ่มชาติพันธุ์มุณฑาอีกเผ่าหนึ่ง คือ "ชาวโสรา" (Sora Tribe) หรือที่คัมภีร์ฮินดูเรียกว่า "สวระ" (Savara) อันมีเรื่องเล่าที่สืบทอดกันมานานของชาวสวระที่ย้อนรอยถึงต้นกำเนิดของพวกตนเกี่ยวกับตำนานความเชื่อเรื่องการกำเนิดจากน้ำเต้า (Kureitung) ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของการอุบัติขึ้นจากผืนดินในฐานะชนพื้นเมืองดั้งเดิม ก่อนที่บรรพบุรุษกลุ่มแรกจะกระจัดกระจายเข้าไปในป่าลึกและหุบเขาอันห่างไกล

    ในมหาภารตะว่าด้วยเรื่องท้าวสคร (Sagara King) แห่งสุริยวงศ์หรือวงศ์อิกษวากุ (วงศ์ต้นอ้อย) บรรพบุรุษของพระพุทธเจ้านั้น เรื่องก็มีว่าพระเจ้าสครท่านมีพระมเหสีที่ให้กำเนิดบุตรจากผลน้ำเต้าถึง 60,000 พระองค์ ซึ่งจุดนี้เองก็อาจเป็นเรื่องเล่าที่ได้รับอิทธิพลมาจากชนพื้นเมืองอาทิวาสีด้วยเช่นกัน เพราะตำนานเรื่องของมนุษย์ที่เกิดมาจากน้ำเต้านี้เป็นเรื่องเล่าดั้งเดิมของผู้คนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะกลุ่ม Austroasiatic และ Austro-Tai

    แล้วพระพุทธเจ้าเองจากหลักฐานในคัมภีร์พระไตรปิฎกบาลีนิกายเถรวาทลังกาก็ถูกพราหมณ์เรียกว่า "มุณฑสมณะ" ซึ่งจะแปลว่า "สมณะโล้น" หรือ "นักบวชมุณฑะ" ก็ได้ แต่สำหรับความหมายของ "มุณฑะ-มุณฑา" ในกลุ่มชาวมุณฑานั้นหมายถึงหัวหน้าหมู่บ้าน (headman of a village)

    ชาติพันธุ์กลุ่มมุณฑาในอินเดียตะวันออกยังมีอีกหลายชนเผ่า เช่น เผ่าสันถาล (Santhal people) และเผ่าอสูร (Asur people) โดยเผ่าอสูรนี้จะมีตำนานเรื่องเล่าในชนเผ่าว่าเป็นกลุ่มลูกหลานของมหิษาสูร (Mahiṣāsura) ที่ได้ต่อสู้กับพระแม่ทุรคา (Durgā)

    และยังมีตำนานฮินดูเกี่ยวกับราชวงศ์ทานพ (Danava dynasty) อสูรอีกกลุ่มหนึ่ง ซึ่งกลุ่มนี้จะไม่ได้หมายถึง Austroasiatic กลุ่มมุณฑา หากแต่หมายถึงกลุ่มทิเบต-พม่า (Tibeto-Burman) อย่างชนเผ่ากิราตะ (Kirāta) ที่ปกครองอาณาจักรปราคชโยติษ (Pragjyotisha Kingdom) โดยมีองค์ปฐมราชวงศ์ คือ มหิรังคทานพ (Mahiranga Danava)

    ในมหาภารตะ ภีมะได้พบกับพวกกิราตะทางทิศตะวันออกของวิเทหะ ซึ่งเป็นสถานที่ที่ฆโฏตกัจ (Ghatotkacha) บุตรชายของเขาถือกำเนิด และโดยทั่วไปแล้วผู้อยู่อาศัยในแถบเทือกเขาหิมาลัย โดยเฉพาะเทือกเขาหิมาลัยตะวันออกจะถูกเรียกว่าพวกกิราตะ ซึ่งพวกเขาจะถูกกล่าวถึงว่ามีผิว "ราวกับทอง" หรือมีผิวสีเหลือง ซึ่งแตกต่างจากพวกนิษาท (Nishadas) ที่เป็นกลุ่มคนผิวเข้มที่เป็นชาว Austric (Australo-Melanesian)

    กลับมาในส่วนของภาษาไปศาจีอีกมุมหนึ่ง นักวิชาการภารตวิทยาบางท่าน เช่น Sten Konow Felix Lacôte & Alfred Master ก็ได้เสนอแนวคิดว่าภาษาไปศาจีนี้เป็นชื่อดั้งเดิมของภาษาบาลี ไม่ใช่มาคธี

    ลองมาดูตัวอย่างคำภาษาไปศาจี (ไป.) เทียบสันสกฤต (ส.) และบาลี (บ.)

    ส. ฆรฺม ไป. ขมฺม บ. ฆมฺม
    ส. เมฆ ไป. เมข บ. เมฆ
    ส. นคร ไป. นกร บ. นคร
    ส. ราชา ไป. ราจา บ. ราชา
    ส. มธุร ไป. มถุร บ. มธุร
    ส. ภควตี ไป. ผกวตี บ. ภควตี
    ส. โควินฺท ไป. โคปินฺต บ. โควินฺท

    จะเห็นว่า เมื่อเทียบกับสันสกฤตและบาลีแล้ว เสียงในภาษาไปศาจีเพี้ยนไปมาก โดยเฉพาะจากเสียงก้องกลายเป็นไม่ก้อง เช่น ค เป็น ก, ธ เป็น ถ, ฆ เป็น ข, ภ เป็น ผ เป็นต้น

    ต่อมา พุทธนิกายวิภัชยวาท (วิภัชชวาท) ก็ได้แยกย่อยนิกายออกมาเพิ่มอีก คือ มหีศาสกะ (Mahīśāsaka) ธรรมคุปตกะ (Dharmaguptaka) กาศยปียะ (Kāśyapīya) และตามรศาฏียะ (Tāmraśāṭīya) หรือ "ตามรปรรณียะ" (Tāmraparṇīya) หรือเรียกในภาษาบาลีว่า "ตัมพปัณณิยะ" (Tambapaṇṇiya) ซึ่งนิกายตัมพปัณณิยะนี่เองที่ต่อมาจะถูกเรียกว่า "เถริยนิกาย" (Theriya Nikāya) หรือ "เถรวาท" (Theravāda)

    พระสูตรของนิกายตัมพปัณณิยะนี้เขียนขึ้นด้วยภาษาบาลีเป็นหลัก และพระไตรปิฎกบาลีของพระพุทธศาสนาก็หยิบยืมมาจากนิกายนี้เป็นส่วนใหญ่ ตัมพปัณณิยะนั้นเป็นที่รู้จักกันในนาม "พุทธฝ่ายทักษิณนิกาย" (การเผยแผ่ทางใต้) โดยสำนักมหาวิหาร ซึ่งจะตรงกันข้ามกับนิกายสรรวาสติวาทหรือ "พุทธฝ่ายอุตรนิกาย" (การเผยแผ่ทางเหนือ) โดยมหาวิทยาลัยนาลันทา ซึ่งส่วนใหญ่บันทึกด้วยภาษาสันสกฤตและได้รับการแปลเป็นภาษาจีนและภาษาทิเบต

    พุทธนิกายตัมพปัณณิยะได้รับการสถาปนาขึ้นในอาณาจักรอนุราธปุระ (Kingdom of Anuradhapura) ซึ่งอยู่ในประเทศศรีลังกาในปัจจุบัน แต่อย่างไรก็ตามนิกายนี้ยังคงมีบทบาทสืบเนื่องต่อมาในอานธระ (Andhra) และพื้นที่ส่วนอื่น ๆ ของอินเดียตอนใต้ เช่น วนวาส (Vanavāsa) ในรัฐกรณาฏกะ (Karnataka) ปัจจุบัน และในเวลาต่อมาได้แผ่ขยายไปทั่วภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

    นิกายตัมพปัณณิยะนี้ได้ดำรงอยู่รอดในศรีลังกาและได้ให้กำเนิดสำนักพุทธอย่าง "มหาวิหาร" (Mahāvihāra) ขึ้นมา ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นจุดกำเนิดของพระพุทธศาสนานิกายเถรวาท

    มหาวิหารมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อพระพุทธศาสนาฝ่ายเถรวาทในประเทศศรีลังกา พระเจ้าเทวานัมปิยติสสะ (ครองราชย์ พ.ศ. 296–336) ทรงสถาปนามหาวิหารแห่งนี้ขึ้น ณ เมืองหลวงอนุราธปุระ พระภิกษุรูปสำคัญ เช่น พระพุทธโฆสะ (Buddhaghosa) และพระธรรมปาละ (Dharmapāla) ได้จารึกคัมภีร์อรรถกถาอธิบายความในพระไตรปิฎกรวมถึงรจนาคัมภีร์สำคัญอย่างคัมภีร์วิสุทธิมรรค (Visuddhimagga) ซึ่งถือเป็นหัวใจหลักของหลักธรรมคำสอนในพระพุทธศาสนาฝ่ายเถรวาท ทำให้ฝ่ายมหาวิหารแห่งนิกายตัมพปัณณิยะมีความมั่นคงและเป็นปึกแผ่น

    พระไตรปิฎกภาษาบาลีซึ่งรวบรวมคัมภีร์หลักของพระพุทธศาสนาฝ่ายเถรวาท ได้ถูกจารึกเป็นลายลักษณ์อักษรขึ้นในช่วงศตวรรษที่ 1 ก่อนคริสตกาล ซึ่งในตลอดหน้าประวัติศาสตร์ของศรีลังกา พุทธนิกายตัมพปัณณิยะหรือเถรวาทถือเป็นศาสนาหลักของชาวสิงหล โดยวัดและอารามต่าง ๆ ล้วนได้รับการอุปถัมภ์จากกษัตริย์ศรีลังกา ผู้ทรงถือว่าพระองค์เองเป็นผู้ปกป้องค้ำจุนพระศาสนา

    เมื่อเวลาผ่านไป ได้มีอีกสองสำนักแยกตัวออกจากสำนักมหาวิหาร ได้แก่ สำนักอภัยคีรีวิหาร (Abhayagiri Vihara) และสำนักเชตวันวิหาร (Jetavana Vihara) โดยอภัยคีรีวิหารนั้นเป็นสำนักพุทธแบบประสานรวมกันระหว่างมหายาน วัชรยาน และพระไตรปิฎกฝ่ายเถรวาท ซึ่งสำนักมหาวิหารไม่ยอมรับแนวคิดเช่นนี้

    สำนักย่อยของพุทธเถรวาทในลังกาเหล่านี้มักเกิดความขัดแย้งระหว่างกันเพื่อแย่งชิงการอุปถัมภ์จากราชสำนัก จนกระทั่งในรัชสมัยของพระเจ้าปรากรมพาหุที่ 1 (พ.ศ. 1696–1729) แห่งอาณาจักรโปโฬนนะรุวะ (Kingdom of Polonnaruwa) ได้มีการปฏิรูปคณะสงฆ์ศรีลังกาครั้งใหญ่หลังจากผ่านพ้นสงครามบนเกาะมานานหลายปี โดยพระเจ้าปรากรมพาหุทรงรวมคณะสงฆ์ให้เป็นหนึ่งเดียวสำเร็จ และมีสำนักมหาวิหารเป็นฝ่ายที่มีบทบาทนำในคณะสงฆ์ ซึ่งในยุคโปโฬนนะรุวะนี้เองที่พุทธเถรวาทลังกาได้แผ่ขยายเข้ามาสู่อาณาจักรสุโขทัย (Sukhothai Kingdom) อาณาจักรล้านนา (Kingdom of Lanna) และจักรวรรดิอยุธยา (Empire of Ayutthaya) ในดินแดนประเทศไทยปัจจุบัน

    แล้วในช่วงยุคเหล่านี้ ทางพุทธฝ่ายอุตรนิกายที่ใช้ภาษาสันสกฤตก็ได้มีคติตรีกาย (Trikāya) ขึ้น ซึ่งหลักพุทธดั้งเดิมยุคแรกเริ่มจะมีแค่ 2 กาย คือ "รูปกาย" (Rūpakāya) และ "ธรรมกาย" (Dhammakāya)

    ตรีกายของพุทธฝ่ายอุตรนิกาย ได้แก่ นิรมาณกาย (Nirmāṇakāya) สัมโภคกาย (Sambhogakāya) และธรรมกาย (Dharmakāya)

    นิรมาณกาย (กายเนื้อหรือกายที่บิดเบือนได้) คือ พระกายที่ธรรมกายเนรมิตขึ้นมา มีเลือดมีเนื้อ มีการเกิด แก่ เจ็บ ตาย ไม่มีความเป็นนิรันดร์ คนทั่วไปสามารถมองเห็นได้ กายนี้เพื่อใช้สั่งสอนมนุษย์ถึงความไม่จีรัง ประกอบด้วยพระพุทธเจ้าในภัทรกัป กกุสันธะ โกนาคมนะ กัสสปะ โคตมะ และเมตเตยยะ

    สัมโภคกาย (กายทิพย์หรือกายที่ตรัสรู้แล้ว) คือ พระกายที่เป็นทิพยภาวะ เป็นร่างที่ธรรมกายเนรมิตขึ้นมาเพื่อสั่งสอนพระโพธิสัตว์และเทวดาเท่านั้น เป็นนิรันดร์ พ้นจากอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ดำรงอยู่ระหว่างธรรมกายและนิรมาณกาย ประกอบด้วยพระพุทธเจ้าไวโรจนะ อักโษภยะ รัตนสัมภวะ อมิตาภะ และอโมฆสิทธิ

    ธรรมกาย (กายธรรมหรือกายแท้จริง) คือ กายที่แท้จริงของพระพุทธเจ้า เป็นแก่นแท้ เป็นสัจธรรม ไม่มีจุดเริ่มต้น เกิดขึ้นเอง ดำรงอยู่ไม่มีวันดับสลาย เรียกว่าพระอาทิพุทธะ (พระสยัมภู) ซึ่งสามารถเนรมิตกายเป็นสัมโภคกาย (ธยานิพุทธะ) และนิรมาณกาย (มานุษิพุทธะ) ได้

    อย่างไรก็ตาม ทางพุทธฝ่ายทักษิณนิกายที่ใช้ภาษาบาลีแห่งลังกาเอง ก็ได้มีอธิบายไว้ถึง 4 กาย โดยเป็นงานเขียนของพระนักปราชญ์จากสำนักมหาวิหารในสมัยอาณาจักรโกฏเฏ (Kingdom of Kotte) อันเป็นยุคทองของวรรณกรรมสิงหล ซึ่งก็ยุคนี้ของลังกาอีกที่เป็นที่เชื่อกันว่าเป็นยุคที่มีการรจนาคาถาชินบัญชรขึ้น อันเป็นมนตร์คาถาอัญเชิญพระพุทธเจ้าและพระอรหันต์สาวกทั้งปวงมาปกปักรักษาคุ้มครองดูแลป้องกันและสถิตตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกายผู้สาธยายมนตร์

    สันนิษฐานกันว่าผู้แต่งคาถาชินบัญชรนี้ คือ "พระโตฏคามุเวศรีราหุล" (Thotagamuwe Sri Rahula Thera) จอมปราชญ์แห่งอาณาจักรโกฏเฏผู้สืบสายเลือดแห่งราชวงศ์โมริยะ (House of Moriya) ซึ่งในกาลต่อมาพระคาถาชินบัญชรนี้ก็ได้เผยแผ่มายังแผ่นดินไทยจากพระสงฆ์ของอาณาจักรล้านนาที่เดินทางไปลังกาทวีปและนำพระคาถานี้กลับติดตัวมาด้วย

    กลับมาที่กายทั้ง 4 ของพุทธเถรวาทบาลี โดยเรื่องนี้มีอธิบายหรือปรากฏอยู่ในคัมภีร์สัทธรรมรัตนากรย์ (Saddharmaratnākaraya) รจนาโดยพระธัมมทินนาจารย์วิมลเกียรติ (Dhammadinnāchārya Vimalakīrti) ซึ่งท่านได้มีการอธิบายถึงแนวคิดเรื่องกายทั้ง 4 ของพระพุทธเจ้าไว้ดังนี้

    1.รูปกาย (Rūpakāya) ความหมายในคัมภีร์หมายถึง รูปฌานทั้ง 4 (ฌานที่ 1 ถึง ฌานที่ 4)

    2.ธรรมกาย (Dharmakāya) ความหมายในคัมภีร์หมายถึง การบรรลุโลกุตรธรรม 8 ประการแรก (จากทั้งหมด 9 ประการ)

    3.นิมมิตกาย (Nimittakāya) ความหมายในคัมภีร์หมายถึง โลกุตรธรรมขั้นสุดท้าย คือ "สอุปาทิเสสนิพพาน" (นิพพานที่ยังมีเบญจขันธ์เหลืออยู่)

    4.สุญญกาย (Suññakāya) ความหมายในคัมภีร์หมายถึง "อนุปาทิเสสนิพพาน" (นิพพานที่ไม่มีเบญจขันธ์เหลืออยู่ มีแต่ธรรมขันธ์)

    ถึงตรงนี้ ในเรื่องของนิมมิตกายจะมีปรากฏอยู่ในพระไตรปิฎกและอรรถกถามหาสมัยสูตร ซึ่งคัมภีร์ต้นฉบับจะเรียกว่า "นิมมิตพุทธ" (พระพุทธนิรมิต) นอกจากนี้คัมภีร์บาลีเถรวาทยังมีเรื่องที่คล้าย ๆ กับพุทธเกษตรของพุทธฝ่ายอุตรนิกายด้วย โดยจะปรากฏอยู่ในคัมภีร์อปทานในส่วนของพุทธาปทานที่เล่าถึงพระติโลกวิชัยจักรพรรดิผู้ที่สร้างดินแดนพุทธเขต (พุทธเกษตร) ขึ้นมา มีทั้งพระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า พระอรหันต์สาวก ทั้งอดีตและปัจจุบันมารวมกันอยู่ในดินแดนปราสาทพุทธเขตแห่งนี้

    สำหรับในส่วนเรื่องของ "กาย" ถ้าไม่อยากสับสนก็สามารถยึดตามแนวคิดยุคแรกของศาสนาพุทธได้ นั่นคือ "รูปกาย" และ "ธรรมกาย" ซึ่งพระพุทธโฆสะท่านได้อธิบายไว้ว่าความเป็นพระพุทธเจ้านั้นจะต้องทรงประกอบด้วย 2 กาย ดังนี้

    [กถาวัตถุปกรณ์อรรถกถา]
    โยปิ โส ภะคะวา อะสีติอะนุพยัญชะนะปะติมัณทิตัทวัตติงสะมะหาปูริสะสักขะณะวิจิตตะรูปะกาโย สัพพาการะปะริสุทธะสีลักขันธาทิคุณะรัตนะ สะมิทธะธัมมะกาโย ยะสัมหัตตะ ปุญญะมะหัตตะ อัปปะฏิปุคคะโล อะระหัง สัมมาสัมพุทโธฯ

    [คำแปล]
    พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น ผู้มีรูปกายอันวิจิตรงดงามประดับด้วยมหาบุรุษ 32 ประการ และอนุพยัญชนะ 80 ประการ และเป็นผู้มีธรรมกายอันบริสุทธิ์แล้วในทุกหนทาง และเรืองรองด้วยศีล สมาธิ ฯลฯ เต็มไปด้วยความล้ำเลิศและคุณธรรม เป็นผู้ตื่นแล้วอย่างเต็มที่ และไม่มีผู้ใดเสมอเหมือน

    ณ จุดนี้เมื่อพูดถึงเรื่องรูปกายเราก็จะทราบกันดีว่า คือ เจ้าชายสิทธัตถะ ผู้ทรงบังเกิดขึ้นที่สวนลุมพินีวัน เป็นรูปกายที่น่าเลื่อมใสเพราะประกอบไปด้วยลักษณะมหาบุรุษ 32 ประการ และอนุพยัญชนะ 80 ประการ แต่เมื่อถามถึงธรรมกายนั้น คัมภีร์จะแสดงเนื้อหาเป็นนัยว่าคือการสื่อถึงความเสด็จอุบัติขึ้นของความเป็นพระพุทธเจ้าอย่างแท้จริง ดังนี้

    [คัมภีร์สารัตถทีปนี]
    ปะฐะมัง ลุมพินีวะเน ทุติยัง โพธิมัณเฑติ ลุมพินีวะเน รูปะกาเยนะ ชาโต โพธิมัณเฑ ธัมมะกาเยนะฯ เอวะมาทินาติ อาทิสัทเทนะ เวรัญชากิตตะนะโต รูปะกายัสสะ อะนุคคัณหะนัง ทัสเสติ นะเฬรุปุจิมันทะมูละกิตตะนะโต ธัมมะกายัสสะฯ

    [คำแปล]
    ข้อว่า ปฐมํ ลุมฺพินีวเน ทุติยํ โพธิมณฺเฑ ความว่า พระพุทธเจ้าทรงเสด็จอุบัติด้วยรูปกายที่สวนลุมพินี เสด็จอุบัติด้วยธรรมกายที่ควงต้นโพธิ์ ด้วยอาทิศัพท์ว่า เอวมาทินา ท่านอาจารย์ย่อมสงเคราะห์คำมีอาทิอย่างนี้ว่า ท่านพระอุบาลีแสดงการอนุเคราะห์รูปกายด้วยคำระบุว่า เวรัญชา แสดงการอนุเคราะห์ธรรมกายโดยคำระบุว่า นเฬรุปุจิมันทมูละ

    [เวรัญชกัณฑวรรณนา]
    ภะคะวา หิ ปะฐะมัง ลุมพินีวะเน ทุติยัง โพธิมัณเฑติ โลกิยะโลกุตตะรายะ อุปปัตติยา วะเนเยวะ อุปปันโน เตนัสสะ วะเนเยวะ วิหารัง ทัสเสตีติฯ

    [คำแปล]
    จริงอยู่ พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จอุบัติในป่าเท่านั้น ด้วยความอุบัติทั้งที่เป็นโลกิยะและโลกุตระ คือ ครั้งแรกที่ลุมพินีวัน ครั้งที่สองที่โพธิมณฑล ด้วยเหตุนั้น ท่านพระอุบาลีเถระจึงแสดงที่อยู่ของพระองค์ในป่าทั้งนั้น

    กล่าวได้ว่า การเกิดครั้งแรกด้วยรูปกายอุบัตินั้นเป็นการเกิดแบบโลกิยะ คือ เป็นการเกิดแบบทางโลกหรือเกิดอยู่บนโลกนี้เกิดแบบคนทั่วไป ส่วนการเกิดครั้งที่สองเกิดแบบโลกุตระ คือ เกิดแบบพ้นโลกหรือเหนือโลกด้วยการธรรมกายอุบัติ

    [คัมภีร์ขันธกะ พรหมยาจนกถา]
    ธรรมที่เราได้บรรลุแล้วนี้ ลึกซึ้ง เห็นได้ยาก รู้ตามได้ยาก สงบ ประณีต ไม่เป็นวิสัยแห่งตรรกะ ละเอียด บัณฑิตจึงจะรู้ได้ สำหรับหมู่ประชาผู้รื่นรมย์ด้วยอาลัย ยินดีในอาลัย เพลิดเพลินในอาลัย ฐานะอันนี้ย่อมเป็นสิ่งที่เห็นได้ยาก

    ตรงนี้ พุทธนิกายสรรวาสติวาท (อุตรนิกาย) ดูจะเข้าใจความหมายของธรรมกายในทิศทางเดียวกันกับพุทธเถรวาท (ทักษิณนิกาย) เช่น คัมภีร์มหาวิภาษา (Mahāvibhāṣā) และคัมภีร์อภิธรรมโกศภาษยะ (Abhidharmakośabhāṣya) ซึ่งกล่าวถึงการขอถึง "สรณะ" ในพระพุทธเจ้าว่า..

    การขอถึงสรณะในธรรมที่เปลี่ยนพระโพธิสัตว์ให้เป็นพระพุทธเจ้า คือ ธรรมกาย ไม่ใช่การขอถึงรูปกายของพระองค์เป็นสรณะ (Vasubandhu, Poussin, and Pruden 1988:722 n.129, 131)

    คัมภีร์วยาขยา (Vyākhyā) ขยายความว่า..

    ธรรมกายในที่นี้หมายถึงกระแสที่ต่อเนื่องของธรรมที่ปราศจากกิเลส (อนาสฺรวธรฺม-สัมตาน) หรือการผลัดเปลี่ยนเป็นชีวิตใหม่หรือตัวตนใหม่ (อาศฺรยปริวฤตฺติ) สำหรับพระพุทธเจ้าหรือพระอรหันต์ (Vasubandhu, Poussin, and Pruden 1988:1200n.196)

    [คัมภีร์สังยุตตนิกาย วักกลิสูตร]
    อย่าเลยวักกลิ จะมีประโยชน์อะไรด้วยร่างกายอันเปื่อยเน่าที่เธอเห็นอยู่นี้ ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นชื่อว่าเห็นเรา ผู้ใดเห็นเรา ผู้นั้นชื่อว่าเห็นธรรม ความจริงเมื่อเห็นธรรมก็ชื่อว่าเห็นเรา เมื่อเห็นเราก็ชื่อว่าเห็นธรรม

    [อรรถกถาวักกลิสูตร]
    พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงพระธรรมกายที่ตรัสไว้ว่า ขอถวายพระพรมหาบพิตร ธรรมกายแลคือพระตถาคต ความจริงโลกุตรธรรม 9 อย่าง (มรรค 4 ผล 4 นิพพาน 1) ชื่อว่า พระกายของพระตถาคต

    [อรรถกถาสังฆาฏิสูตร]
    การเห็นพระตถาคตเจ้าด้วยมังสจักษุก็ดี การอยู่รวมกันทางรูปกายก็ดี ไม่ใช่เหตุ (ของการอยู่ใกล้) แต่การเห็นด้วยญาณจักษุเท่านั้น และการรวมกันด้วยธรรมกายต่างหาก เป็นประมาณ (ในเรื่องนี้) ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงได้ตรัสไว้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เพราะว่าภิกษุนั้นไม่เห็นธรรม เมื่อไม่เห็นธรรม ก็ไม่เห็นเราตถาคต ในคำว่า ธมฺม น ปสฺสติ นั้น มีอธิบายว่า โลกุตรธรรม 9 อย่าง ชื่อว่าธรรม ก็เธอไม่อาจจะเห็นโลกุตรธรรมนั้นได้ ด้วยจิตที่ถูกอภิชฌาเป็นต้นประทุษร้าย เพราะไม่เห็นธรรมนั้น เธอจึงชื่อว่าไม่เห็นธรรมกาย

    พระมงคลเทพมุนี (สด จันทสโร) สอนว่า..

    "เกิดเป็นพระพุทธเจ้าจริง ๆ น่ะ เกิดที่ต้นไม้ศรีมหาโพธิ์ เกิดขึ้นในกายพระสิทธัตถราชกุมาร ไม่ได้เกิดขึ้นอย่างมนุษย์สามัญธรรมดานี้ มนุษย์สามัญธรรมดานี้มีพ่อมีแม่เป็นแดนเกิด ลูกอาศัยพ่อเป็นเหตุและอาศัยแม่จึงเกิดขึ้นได้ ถ้าไม่เป็นเช่นนั้นเกิดไม่ได้ แต่พระสิทธัตถราชกุมารอยู่ใต้ควงไม้ศรีมหาโพธิ์ทีเดียว ทำพระพุทธเจ้าให้เกิดในกายพระสิทธัตถราชกุมารได้" (รธ.722)

    [มหาปชาบดีโคตมีเถริยาปทาน]
    ข้าแต่พระสุคตเจ้า รูปกายของพระองค์นี้ อันหม่อมฉัน (พระนางมหาปชาบดีโคตมี) ทำให้เจริญเติบโต ธรรมกายอันน่าเพลิดเพลินของหม่อมฉัน อันพระองค์ทำให้เจริญเติบโตแล้ว

    สุดท้ายนี้ ในส่วนของประวัติศาสตร์พุทธฝ่ายสันสกฤตทางแถบคาบสมุทรมลายูนั้น ต้องย้อนกลับไปในสมัยจักรวรรดิปาละ (Pāla Empire) ซึ่งเป็นยุคที่มหาวิทยาลัยนาลันทารุ่งเรืองถึงขีดสุด มีความสัมพันธ์แน่นแฟ้นกับจักรวรรดิศรีวิชัยของชาวมลายู หลักฐานสำคัญที่สุดคือจารึกนาลันทา (พ.ศ. 1391-1403) ซึ่งบันทึกว่าพระเจ้าพลบุตรเทวะ (Balaputradewa) กษัตริย์แห่งศรีวิชัย ได้ส่งคณะทูตไปยังชมพูทวีปเพื่อขอพระบรมราชานุญาตจากพระเจ้าเทวปาละ (Devapala) เพื่อสร้างอารามขึ้นที่มหาวิทยาลัยนาลันทา พระเจ้าเทวปาละได้ทรงพระราชทานหมู่บ้าน 5 แห่งเพื่อนำรายได้มาบำรุงรักษาอารามของศรีวิชัย เพื่อใช้เป็นที่พำนักของพระภิกษุและนักศึกษาจากศรีวิชัยที่เดินทางมาศึกษายังนาลันทาโดยเฉพาะ

    บันทึกของพระอี้จิง (I-Tsing) ซึ่งเป็นภิกษุชาวจีนที่เดินทางไปชมพูทวีปทางเรือหลังสมัยพระเสวียนจั้ง (พระถังซัมจั๋ง) ประมาณ 25 ปี บันทึกของท่านเป็นหลักฐานสำคัญที่ยืนยันว่าศรีวิชัยเป็นตักศิลาแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และมีการนับถือพุทธศาสนานิกายมูลสรรวาสติวาทอย่างเคร่งครัด โดยท่านได้เล่าไว้ว่าในเมืองหลวงของศรีวิชัยมีพระภิกษุมากกว่า 1,000 รูป ที่มุ่งมั่นในการศึกษาและปฏิบัติธรรม ท่านแนะนำว่าหากพระสงฆ์จีนรูปใดต้องการเดินทางไปศึกษาที่นาลันทา ควรแวะพำนักที่ศรีวิชัยเป็นเวลา 1-2 ปี เพื่อเรียนรู้ภาษาสันสกฤตรวมถึงศึกษาพระธรรมวินัยก่อน เนื่องจากที่นี่มีระบบการเรียนการสอนและระเบียบวินัยที่เคร่งครัดทัดเทียมกับในชมพูทวีป
    https://www.facebook.com/share/p/18XMQQDL38/
     
  13. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    232,515
    ค่าพลัง:
    +97,153
    จิตวิทยาและแรงจูงใจของคอร์รัปชั่น: ทำไมคนถึงโกง ทั้งที่รู้ว่าผิด

    คอร์รัปชั่นมักถูกอธิบายแบบง่ายที่สุดว่าเป็นเรื่องของ “คนเลวอยากได้เงิน” แต่งานวิจัยทางจิตวิทยาและพฤติกรรมศาสตร์ในรอบสองทศวรรษที่ผ่านมาชี้ว่า เรื่องนี้ซับซ้อนกว่านั้นมาก คอร์รัปชั่นไม่ใช่ผลของนิสัยใครคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นผลจาก การผสมกันของแรงจูงใจส่วนตัว โอกาสในระบบ อำนาจที่ตรวจสอบยาก และวัฒนธรรมที่ทำให้การโกงดูเป็นเรื่องปกติ Transparency International นิยามคอร์รัปชั่นไว้สั้น ๆ ว่าคือ “การใช้อำนาจที่ได้รับมอบหมายไปเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัว” ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่การรับสินบน เอื้อประโยชน์พวกพ้อง ปกป้องธุรกิจผิดกฎหมาย ไปจนถึงการปล่อยปละละเลยเพื่อแลกผลตอบแทน



    1. คอร์รัปชั่นเริ่มจาก “โอกาส” ก่อนศีลธรรมจะพัง


    ในทางจิตวิทยา คนส่วนใหญ่ไม่ได้ตั้งใจเป็นคนโกงตั้งแต่แรก แต่เริ่มจากการเห็นว่า “ระบบเปิดช่อง” เช่น มีอำนาจอนุมัติคนเดียว ไม่มีคนตรวจ ไม่มีเอกสารโปร่งใส หรือมีดุลยพินิจมากเกินไป


    นักวิชาการด้านคอร์รัปชั่นอย่าง Robert Klitgaard เสนอสูตรที่ถูกอ้างถึงมากที่สุดสูตรหนึ่งว่า คอร์รัปชั่น = อำนาจผูกขาด + ดุลยพินิจ − ความรับผิดชอบตรวจสอบได้ หมายความว่า ยิ่งเจ้าหน้าที่ถืออำนาจผูกขาดมาก ตัดสินใจได้ตามใจมาก และถูกตรวจสอบน้อย โอกาสคอร์รัปชั่นก็ยิ่งสูง


    พูดภาษาชาวบ้านคือ ถ้าคนหนึ่งคนมีอำนาจ “เซ็นให้ผ่านหรือไม่ผ่าน” และไม่มีใครรู้ว่าเขาตัดสินจากอะไร คนที่อยากได้ผลประโยชน์ก็จะพยายามเข้าหา ส่วนคนถืออำนาจก็จะเริ่มมองเห็นราคาของลายเซ็นตัวเอง


    ในบริบทไทย ภาพนี้เห็นชัดในเรื่องใบอนุญาต โรงงาน ก่อสร้าง ด่านตรวจ ส่วย บ่อน แรงงานต่างด้าว ธุรกิจสีเทา หรือคดีที่ทุนผิดกฎหมายต้องการ “คนเปิดทาง” ในระบบราชการ เมื่ออำนาจอนุมัติอยู่ในมือคนไม่กี่คน และผู้เสียหายร้องเรียนยาก คอร์รัปชั่นไม่ใช่อุบัติเหตุ แต่กลายเป็นระบบนิเวศ



    2. สามเหลี่ยมโกง: แรงกดดัน + โอกาส + ข้ออ้างในใจ


    กรอบหนึ่งที่ใช้อธิบายพฤติกรรมโกงได้ดีคือ Fraud Triangle หรือ “สามเหลี่ยมการทุจริต” ของ Donald Cressey นักอาชญวิทยาชาวอเมริกัน ประกอบด้วย 3 ส่วนคือ แรงกดดัน โอกาส และการหาเหตุผลเข้าข้างตัวเอง คนจะโกงได้ง่ายขึ้นเมื่อเขามีแรงกดดันบางอย่าง เห็นช่องทางทำได้ และสามารถบอกตัวเองได้ว่า “สิ่งที่ทำไม่เลวร้ายขนาดนั้น”


    แรงกดดันอาจเป็นหนี้สิน รายได้ไม่พอ ความอยากมีหน้าตา ความกลัวเสียตำแหน่ง หรือแรงกดดันจากนายและพวกพ้อง ส่วนโอกาสคือระบบที่หลวม เช่น ไม่มีการตรวจสอบย้อนหลัง ไม่มีฐานข้อมูลเชื่อมกัน ไม่มีบทลงโทษจริง หรือมีวัฒนธรรมช่วยกันปิด


    แต่ส่วนที่อันตรายที่สุดคือ “ข้ออ้างในใจ” เพราะมันทำให้คนโกงยังมองตัวเองว่าเป็นคนดีได้ เช่น


    — “ใคร ๆ เขาก็ทำกัน”

    — “เงินเดือนน้อย ไม่เอาก็อยู่ไม่ได้”

    — “ไม่ได้โกงเยอะ แค่ค่าน้ำร้อนน้ำชา”

    — “ช่วยเขานิดหน่อย เขาก็ตอบแทนเรา”

    — “ระบบมันเป็นแบบนี้ ไม่ทำก็อยู่ไม่ได้”


    นี่คือจุดที่คอร์รัปชั่นกลายเป็นปัญหาทางจิตวิทยา ไม่ใช่แค่กฎหมาย เพราะคนจำนวนหนึ่งไม่ได้รู้สึกว่าตัวเองกำลังทำลายประเทศ แต่รู้สึกว่าตัวเองแค่ “เล่นตามเกม”



    3. คนโกงจำนวนมากไม่ได้คิดว่าตัวเองเป็นคนโกง


    งานวิจัยของ Nina Mazar, On Amir และ Dan Ariely (2008) เสนอแนวคิด “fudge factor” หรือ “ขอบยืดหยุ่นทางศีลธรรม” ซึ่งอธิบายว่า มนุษย์ส่วนใหญ่อยากได้ผลประโยชน์สูงสุด แต่ในขณะเดียวกันก็อยากรักษาภาพลักษณ์ว่าตัวเองเป็นคนดี ดังนั้นคนจึงโกง “เล็กน้อยพอที่จะได้กำไร” แต่ “ไม่มากพอที่จะรู้สึกผิด” สิ่งนี้คือเหตุผลว่าทำไมคนจำนวนมากที่รับสินบนเล็ก ๆ ถึงยังยืนยันได้ว่าตัวเอง “ไม่ใช่คนโกง”


    Albert Bandura เรียกกลไกนี้ว่า “moral disengagement” หรือ “การตัดสัญญาณศีลธรรม” ซึ่งทำงานผ่านวิธีคิดหลายแบบ เช่น


    — ลดทอนความเสียหาย (“เงินจำนวนนี้เล็กน้อยมาก เทียบกับงบประมาณทั้งก้อน”)

    — โยนความผิดให้ระบบ (“ระบบมันบังคับให้ทำแบบนี้”)

    — เปรียบเทียบกับคนที่โกงหนักกว่า (“ขนาดคนนู้นยังทำได้ ของเราเล็กน้อย”)

    — เปลี่ยนคำให้ฟังดูดีขึ้น (จาก “สินบน” เป็น “ค่าน้ำชา” “ค่าอำนวยความสะดวก” “น้ำใจ”)

    — ทำให้เหยื่อไม่มีตัวตน (“ไม่มีใครเสียหายโดยตรงสักหน่อย”)


    ตัวอย่างที่เห็นบ่อยคือ เจ้าหน้าที่ที่รับเงินจากโรงงานผิดกฎหมายอาจไม่บอกตัวเองว่า “ฉันกำลังขายความปลอดภัยของชุมชน” แต่จะบอกว่า “เขาก็ทำธุรกิจ มีคนงานต้องเลี้ยงดู” หรือ “ถ้าเราไม่รับ คนอื่นก็รับอยู่ดี” ข้ออ้างเหล่านี้ทำให้เส้นศีลธรรมเลื่อนลงทีละนิด



    4. ทางลื่นแห่งศีลธรรม: เริ่มเล็ก ๆ ก่อนกลายเป็นใหญ่


    งานวิจัยของ Nils Köbis และคณะ (2017) ที่ตีพิมพ์ในวารสาร Psychological Science ทดสอบสมมติฐานสองข้อเกี่ยวกับการเกิดคอร์รัปชั่นใหญ่ ๆ คือ “slippery slope” (ทางลื่น — โกงเล็กก่อนค่อย ๆ ใหญ่) กับ “steep cliff” (หน้าผาชัน — โกงครั้งใหญ่ทีเดียวเมื่อโอกาสมาถึง) ผลการทดลองพบว่าผู้เข้าร่วมมีแนวโน้มจะทำพฤติกรรมคอร์รัปชั่นรุนแรงมากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เมื่อมันเกิดขึ้นแบบค่อย ๆ เพิ่มทีละน้อย


    งานของ Francesca Gino และ Max Bazerman (2009) ที่ Harvard Business School พบเช่นเดียวกันว่า ผู้สังเกตการณ์ที่ทำหน้าที่ “watchdog” จับการโกง จะมีแนวโน้มยอมรับการโกงของคนอื่น ได้มากขึ้น ถ้าการโกงนั้นค่อย ๆ เพิ่มทีละน้อยมากกว่าจะกระโดดขึ้นทีเดียว เรียกปรากฏการณ์นี้ว่า “slippery-slope effect” ในการทดลองสี่ครั้งของพวกเขา ภายใต้เงื่อนไขที่การโกงค่อย ๆ เพิ่ม ผู้สังเกตการณ์ยอมรับการโกงสูงกว่า 60% ในขณะที่ภายใต้เงื่อนไขที่การโกงเพิ่มแบบกระทันหัน ตัวเลขลดลงเหลือเพียง 30%


    นี่อธิบายเส้นทางคอร์รัปชั่นในชีวิตจริงได้แม่นยำมาก:

    — วันแรกอาจรับของขวัญเล็ก ๆ

    — เดือนต่อมาเริ่มรับเงิน

    — ปีต่อมาเริ่มปกป้องผู้กระทำผิด

    — สุดท้ายกลายเป็นส่วนหนึ่งของระบบส่วยโดยไม่รู้สึกผิดเท่าเดิม


    ทั้งคนทำและคนที่เห็น “ปรับสายตา” ไปทีละนิดจนมองไม่เห็นว่าตัวเองข้ามเส้นไปไกลแค่ไหนแล้ว



    5. อำนาจเปลี่ยนสมอง: ทำไมคนถืออำนาจถึงรู้สึกผิดน้อยลง


    Dacher Keltner นักจิตวิทยาจาก UC Berkeley ผู้ศึกษาเรื่องอำนาจมาหลายสิบปี เสนอแนวคิด “power paradox” ว่ามนุษย์มักได้รับอำนาจมาเพราะคุณสมบัติดี ๆ เช่น ความสามารถในการแบ่งปัน เข้าใจคนอื่น สุภาพถ่อมตน แต่เมื่อ ได้อำนาจมาแล้ว สิ่งเหล่านั้นกลับหายไป


    Keltner อธิบายว่า เมื่อคนรู้สึกว่ามีอำนาจ สมองจะหลั่งโดพามีน (dopamine) มากขึ้น ทำให้รู้สึกว่าตัวเองทำอะไรก็ได้ ส่งผลให้คนที่มีอำนาจสูง:


    — พูดจาหยาบในที่ทำงานบ่อยกว่าคนอำนาจต่ำ

    — มีแนวโน้มนอกใจคู่ครองสูงกว่า

    — หยิบทรัพยากรของส่วนรวมมาเป็นของตัวเองมากกว่า

    — ขาดความเห็นอกเห็นใจ (empathy) ต่อคนอื่น

    — ประเมินตัวเองสูงเกินจริง


    ในการทดลองที่มีชื่อเสียง ผู้เข้าร่วมที่ถูกเขียนเรียงความเกี่ยวกับ “ครั้งที่รู้สึกมีอำนาจ” จะหยิบทรัพยากรของส่วนรวมมามากกว่าคนที่เขียนเรียงความเรื่องวันธรรมดา


    ในระบบราชการหรือการเมือง ถ้าตำแหน่งหนึ่งให้ทั้งอำนาจ อิทธิพล เครือข่าย และเงินนอกระบบ คนที่อยู่ในตำแหน่งนั้นนานเกินไปโดยไม่มีการหมุนเวียนหรือตรวจสอบ จะยิ่งมีโอกาสมองอำนาจรัฐเป็นทรัพย์สินส่วนตัว ความรู้สึก “กฎไม่ใช้กับฉัน” จะค่อย ๆ ฝังลึกขึ้นเรื่อย ๆ


    อย่างไรก็ตาม งานวิจัยล่าสุดมีข้อเสริมที่น่าสนใจคือ อำนาจไม่ได้ทำให้ทุกคนเป็นคนเลวเหมือนกัน แต่มัน “ขยายสิ่งที่มีอยู่แล้ว” ถ้าคนนั้นมีนิสัยเห็นแก่ส่วนรวม อำนาจอาจทำให้เขาทำดีได้มากขึ้น แต่ถ้ามีแนวโน้มเห็นแก่ตัวอยู่แล้ว อำนาจจะปลดล็อกด้านมืดออกมา



    6. คอร์รัปชั่นแพร่ได้ เพราะคนเชื่อว่า “ทุกคนก็ทำ”


    คอร์รัปชั่นไม่ได้อยู่ได้ด้วยคนโกงคนเดียว แต่อยู่ได้ด้วย “social norms” หรือบรรทัดฐานทางสังคม ถ้าคนในระบบเชื่อว่าทุกคนจ่าย ทุกคนรับ ทุกคนต้องมีเส้น ทุกคนต้องจ่ายค่าน้ำชา การโกงจะกลายเป็นพฤติกรรมปกติ แม้หลายคนในใจอาจไม่เห็นด้วยก็ตาม


    งานของ Köbis และคณะ (2015) ตีพิมพ์ในวารสาร PLoS ONE ภายใต้ชื่อ “Who doesn’t? — The impact of descriptive norms on corruption” พบว่า เพียงแค่บอกผู้เข้าร่วมว่า “คนอื่น ๆ ส่วนใหญ่ก็โกง” ก็เพียงพอจะทำให้พฤติกรรมโกงเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ แม้ผู้เข้าร่วมจะไม่ได้รับผลประโยชน์เพิ่มขึ้นจากข้อมูลนั้นเลย


    นี่คือเหตุผลว่าทำไมบางพื้นที่ถึงมีคำพูดประมาณว่า “ไม่จ่ายก็ไม่เดิน” หรือ “อยากให้งานเร็วก็ต้องมีค่าอำนวยความสะดวก” คำเหล่านี้ฟังเหมือนเรื่องเล็ก แต่จริง ๆ คือสัญญาณว่าโครงสร้างศีลธรรมของระบบถูกกัดกร่อนไปแล้ว


    เมื่อคนดีอยู่ในระบบแบบนี้ เขาจะถูกกดดัน 3 ทางพร้อมกัน คือ ถ้าไม่ร่วมก็อยู่ยาก ถ้าพูดก็โดนเล่นงาน และถ้าเงียบก็กลายเป็นผู้สมรู้ร่วมคิดทางอ้อม



    7. ความโลภไม่ใช่แรงจูงใจเดียว — ความกลัวก็ทำให้คนโกง


    หลายคนมองว่าคอร์รัปชั่นมาจากความโลภ แต่ในความจริง แรงจูงใจมีหลายแบบ บางคนโกงเพราะอยากรวย บางคนโกงเพราะกลัวเสียตำแหน่ง บางคนโกงเพราะต้องส่งเงินขึ้นนาย บางคนโกงเพราะกลัวถูกกันออกจากเครือข่ายอำนาจ


    U4 Anti-Corruption Resource Centre ระบุปัจจัยทางจิตวิทยาที่เกี่ยวข้องกับพฤติกรรมคอร์รัปชั่น ได้แก่ อำนาจ ผลประโยชน์ส่วนตัว การควบคุมตนเอง การกลัวเสียผลประโยชน์ การยอมรับความเสี่ยง การหาเหตุผลเข้าข้างตัวเอง และอารมณ์ ส่วน UNODC อธิบายว่าคอร์รัปชั่นเกิดจากการมี โอกาส แรงจูงใจ และจุดอ่อนของระบบควบคุม ร่วมกัน ไม่ใช่แค่ความผิดส่วนตัวของใครคนหนึ่ง


    ในระบบส่วย แรงจูงใจจึงไม่ใช่แค่ “อยากได้เงิน” แต่รวมถึง “ต้องจ่ายต่อ” “ต้องรักษาเก้าอี้” “ต้องอยู่ในสายอำนาจ” และ “ต้องไม่ขัดผลประโยชน์ของเครือข่าย” นี่ทำให้คอร์รัปชั่นแบบเครือข่ายอันตรายกว่าคนรับสินบนรายเดี่ยว เพราะมันมีทั้งคนเก็บ คนส่ง คนคุ้มกัน และคนทำเป็นมองไม่เห็น



    8. คอร์รัปชั่นทำลายสังคม เพราะมันเปลี่ยนความผิดให้กลายเป็นต้นทุนธุรกิจ


    เมื่อคอร์รัปชั่นฝังตัวในระบบ มันจะเปลี่ยนจาก “การทำผิดกฎหมาย” เป็น “ต้นทุนปกติของการทำธุรกิจ” เช่น โรงงานที่ทำผิดกฎสิ่งแวดล้อมอาจไม่ลงทุนระบบบำบัด แต่เลือกจ่ายใต้โต๊ะ เพราะถูกกว่า ผู้ประกอบการผิดกฎหมายอาจไม่แก้เอกสาร แต่เลือกซื้อความเงียบ เพราะเร็วกว่า


    นักเศรษฐศาสตร์พฤติกรรมเรียกปรากฏการณ์นี้ว่า “crowding out” ของแรงจูงใจภายใน — เมื่อคอร์รัปชั่นถูกทำให้เป็นเรื่องปกติ คนที่อยากทำถูกต้องจะค่อย ๆ หมดแรงจูงใจ เพราะการทำถูกไม่ได้รับรางวัล แต่กลับเสียเปรียบในตลาดและในเครือข่ายอำนาจ


    UNODC ระบุว่าคอร์รัปชั่นในภาคเอกชนทำให้ตลาดบิดเบือน ลดการแข่งขัน เพิ่มต้นทุน และทำให้คุณภาพสินค้าและบริการต่ำลง ส่วน World Bank ชี้ว่าคอร์รัปชั่นในงานจัดซื้อจัดจ้างไม่ได้เกิดเฉพาะตอนประมูล แต่อาจเริ่มตั้งแต่ขั้นวางแผน งบประมาณ การล็อกเงื่อนไข การฮั้ว หรือการตรวจรับงานคุณภาพต่ำ


    พูดง่าย ๆ คือ คอร์รัปชั่นทำให้คนที่ทำถูกกฎหมายเสียเปรียบ ส่วนคนที่จ่ายเป็น ได้เส้น ได้ช่อง กลับโตเร็วกว่า สุดท้ายสังคมจะส่งสัญญาณผิดว่า “ความซื่อสัตย์แพงกว่าความโกง”



    9. ทำไมการปราบคอร์รัปชั่นด้วยการจับอย่างเดียวจึงไม่พอ


    การจับกุมจำเป็น แต่ไม่พอ เพราะคอร์รัปชั่นเป็นทั้งพฤติกรรมส่วนบุคคลและระบบแรงจูงใจ ถ้าจับคนหนึ่งออก แต่ตำแหน่งเดิมยังมีอำนาจผูกขาด ดุลยพินิจสูง และตรวจสอบยาก คนใหม่ก็อาจถูกระบบเดิมกลืนอีก


    งานวิจัยพฤติกรรมศาสตร์ในระยะหลังเสนอแนวคิด “choice architecture” หรือการออกแบบโครงสร้างการตัดสินใจ ที่ทำให้ “การทำถูกง่ายกว่าการทำผิด” เช่น


    — ลดอำนาจผูกขาดด้วยการกระจายอำนาจอนุมัติ

    — ลดดุลยพินิจที่ไม่จำเป็นด้วยกฎเกณฑ์ชัดเจน

    — เปิดข้อมูลให้ตรวจสอบได้ (open data, e-procurement)

    — ทำระบบอนุมัติเป็นดิจิทัลเพื่อทิ้ง audit trail

    — หมุนเวียนตำแหน่งเสี่ยงเป็นระยะ

    — คุ้มครองผู้ร้องเรียน (whistleblower protection)

    — ลงโทษจริง รวดเร็ว และเปิดเผย

    — ทำให้การโกงมีต้นทุนสูงกว่าผลประโยชน์ที่ได้


    ที่สำคัญ ต้องทำลายวัฒนธรรม “ใคร ๆ ก็ทำ” ด้วยการทำให้คนเห็นว่า คนไม่โกงไม่ได้อยู่คนเดียว และคนโกงไม่ใช่คนเก่ง แต่เป็นคนที่กำลังผลักต้นทุนให้ประชาชนทั้งประเทศ



    บทสรุป: คอร์รัปชั่นคือโรคของทั้งใจคนและโครงสร้างอำนาจ


    คอร์รัปชั่นเกิดจากจุดตัดระหว่าง ใจที่หาเหตุผลเข้าข้างตัวเอง กับ ระบบที่เปิดช่องให้ใช้อำนาจโดยไม่ต้องรับผิด คนโกงอาจเริ่มจากเงินเล็ก ๆ ของขวัญเล็ก ๆ หรือการช่วยเหลือเล็ก ๆ แต่เมื่อไม่มีใครตรวจสอบ สิ่งเล็กจะค่อย ๆ กลายเป็นเครือข่ายผลประโยชน์ขนาดใหญ่ ตามแนวทาง “ทางลื่นแห่งศีลธรรม” ที่งานวิจัยพฤติกรรมศาสตร์ยืนยันซ้ำแล้วซ้ำเล่า


    ดังนั้น การต่อต้านคอร์รัปชั่นจึงไม่ใช่แค่การสอนให้คนเป็นคนดี แต่ต้องสร้างระบบที่ทำให้ คนดีอยู่ได้ คนโกงอยู่ยาก และคนมีอำนาจต้องถูกตรวจสอบได้จริง


    เพราะสุดท้ายแล้ว คอร์รัปชั่นไม่ได้ขโมยแค่เงินงบประมาณ แต่มันขโมยความยุติธรรม ขโมยโอกาสของคนสุจริต และขโมยอนาคตของประเทศไปอย่างเงียบ ๆ

    แหล่งอ้างอิงทางวิชาการที่ใช้เสริม:

    • Klitgaard, R. Controlling Corruption (1988) — สูตรคอร์รัปชั่น
    • Cressey, D. — Fraud Triangle
    • Mazar, Amir & Ariely (2008) — fudge factor / self-concept maintenance
    • Bandura, A. — moral disengagement theory
    • Köbis et al. (2017) Psychological Science — slippery slope vs. steep cliff
    • Gino & Bazerman (2009) — slippery-slope effect ของ watchdogs
    • Keltner, D. The Power Paradox — จิตวิทยาของอำนาจและโดพามีน
    • Köbis et al. (2015) PLoS ONE — descriptive norms and corruption
    • Transparency International, U4 Anti-Corruption Resource Centre, UNODC, World Bank

    https://www.facebook.com/share/p/1CvPidsZg2/
     
  14. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    232,515
    ค่าพลัง:
    +97,153
    สื่อเยอรมันชี้ ปูตินยอม “ขายก๊าซราคาถูก” ให้จีน — สีจิ้นผิงรีดรัสเซียเหมือน “บีบมะนาว”

    สื่อเยอรมันเผย ปูตินเดินทางเยือนปักกิ่งในสภาพ “ผู้มาขอทาน” ยอมเทขายก๊าซธรรมชาติของรัสเซียในราคาถูกแสนถูก ขณะที่สีจิ้นผิงเดินเกมรีดผลประโยชน์จากมอสโกอย่างไม่ปรานี เปลี่ยน “พี่ใหญ่” ในอดีตให้กลายเป็น “น้องเล็กผู้ขอทาน” ในวันนี้


    เมื่อไม่นานมานี้ หนังสือพิมพ์ Die Tageszeitung (taz) ของเยอรมนี ได้ตีพิมพ์บทวิจารณ์ภายใต้หัวข้อ “การเดินทางของผู้ขอทาน” (Reise eines Bettlers) วิจารณ์การเดินทางเยือนจีนของประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน แห่งรัสเซีย


    รัสเซียเทขายก๊าซราคาถูกให้จีน


    บทวิจารณ์ระบุว่า การเยือนจีนของปูตินครั้งนี้ มีเป้าหมายเพื่อโน้มน้าวให้จีนหันมาซื้อก๊าซธรรมชาติจากรัสเซีย ถึงขนาดต้องยอม “ทุบราคา” เสนอส่วนลดมหาศาลให้ปักกิ่ง โดยไม่ลังเลที่จะขายก๊าซธรรมชาติของรัสเซียในราคาถูกแสนถูก


    แต่ฝ่ายจีนกลับเรียกร้องให้รัสเซียขายก๊าซให้ในราคา “ภายในประเทศ” ซึ่งถูกกว่าราคาส่งออกอย่างมาก สีจิ้นผิงรีดรัสเซียเหมือน “บีบมะนาว” ขณะที่ปูตินซึ่งจมปลักอยู่ในสงครามรัสเซีย-ยูเครนและถูกชาติตะวันตกคว่ำบาตรอย่างหนัก ก็ทำได้เพียงก้มหน้ารับสภาพ เพราะสถานะทางการคลังของรัสเซียในขณะนี้ฝืดเคืองอย่างยิ่ง


    มอสโกขอทุนจีน ก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐาน


    นอกจากก๊าซธรรมชาติแล้ว มอสโกยังต้องไป “ขอ” เงินทุนก้อนมหาศาลจากปักกิ่ง สำหรับใช้ในโครงการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ


    ในด้านอุปกรณ์เทคโนโลยีและโดรน รัสเซียแทบจะตกอยู่ในสภาพ “พึ่งพาสินค้าจีน” อย่างสิ้นเชิง ปัจจุบันสินค้านำเข้าของรัสเซียมีสัดส่วนถึง 36% ที่มาจากประเทศจีน


    ปักกิ่งคือผู้สนับสนุนสงครามตัวจริง


    บทวิจารณ์ชี้ตรงๆ ว่า สาเหตุที่ปูตินสามารถทำสงครามรุกรานยูเครนต่อไปได้ ก็เพราะปักกิ่งยังคงให้การสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง หากเมื่อใดที่ปักกิ่งประกาศตัดการสนับสนุนรัสเซีย มอสโกก็จะต้องยุติสงครามครั้งนี้โดยทันที


    และแน่นอนว่า จีน “ต้องเรียกร้องผลตอบแทนอันงดงาม” จากการสนับสนุนนี้ จึงเป็นที่มาของข้อเรียกร้องให้รัสเซียขายก๊าซธรรมชาติในราคา “ภายในประเทศ” ซึ่งถูกกว่าราคาส่งออกอย่างมาก


    จากจักรวรรดิยิ่งใหญ่ สู่ “มณฑลของจีน”


    บทวิจารณ์ของ taz ยังระบุอีกว่า ความทะเยอทะยานในการขยายอำนาจของปูติน กำลังทำให้จักรวรรดิรัสเซียอันยิ่งใหญ่ ค่อยๆ ตกอยู่ในสภาพไม่ต่างจาก “มณฑลหนึ่งของจีน” บีบให้เขาต้องเดินทางไปปักกิ่งในสถานะ “ผู้ขอทาน” และความกระหายในตำแหน่งผู้นำโลกของเขา ในที่สุดก็ได้นำพาตัวเองไปสู่สภาพอ่อนแอไร้กำลัง


    จีนเปลี่ยนศัตรูยุคเหมา ให้กลายเป็น “เมืองขึ้น”


    ขณะเดียวกัน หนังสือพิมพ์ Kölner Stadt-Anzeiger ของเมืองโคโลญ ก็มีความเห็นในทำนองเดียวกันว่า ในทางเศรษฐกิจ การทูต และการเมือง ปักกิ่งได้กลายเป็น “เสาหลัก” ที่เครมลินขาดไม่ได้


    บทวิจารณ์ระบุว่า สีจิ้นผิง ผู้นำจีน กำลังเปลี่ยน “รัสเซีย” ซึ่งเคยเป็นคู่ปรับสำคัญในยุคของเหมาเจ๋อตง ให้กลายเป็น “รัฐบริวาร” ของจีน พร้อมกันนั้น ก็เป็นการส่งสัญญาณอย่างชัดเจนต่อประเทศในยุโรปและสหรัฐฯ ว่า จีนไม่เพียงแต่ครองการผูกขาดในด้านแร่หายาก (Rare Earth) โดยพฤตินัยเท่านั้น แต่บัดนี้ ยังได้สิทธิ์ในการ “รีดวัตถุดิบราคาถูก” จากรัสเซียอีกด้วย


    —————

    แหล่งข่าว: Deutsche Welle (DW) 中文网 — บทวิจารณ์สื่อเยอรมัน “德语媒体:昔日”老大哥”沦为”乞讨小弟””

    ภาพ: Kristina Solovyova/TASS/ZUMA/picture alliance

    https://www.facebook.com/share/p/18mfN1ve3H/
     
  15. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    232,515
    ค่าพลัง:
    +97,153
    น่าจะยึดทรัพย์จากแสกมเมอร์ได้ลดลง ไม่พอใช้ เลยต้องมายึดทรัพย์กับลูกน้องตัวเองต่อ

    -----

    “ฮุนเซน” สั่งปราบเข้มเจ้าหน้าที่รัฐเอี่ยวแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ไล่ออก-อายัดทรัพย์
    .
    .
    MGR Online - ฮุนเซน ประธานวุฒิสภาและอดีตนายกรัฐมนตรีของกัมพูชา ได้สั่งการให้ดำเนินการปราบรปามอย่างเด็ดขาดต่อเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับปฏิบัติการหลอกลวงออนไลน์ โดยเตือนว่าผู้สมรู้ร่วมคิดหรือละเลยหน้าที่จะถูกไล่ออกจากตำแหน่ง ดำเนินคดี และอายัดทรัพย์
    .
    ฮุนเซนแสดงความเห็นดังกล่าวต่อเจ้าหน้าที่รัฐบาลและผู้นำท้องถิ่นกว่า 4,000 คน โดยได้กล่าวถึงกลยุทธ์การบังคับใช้กฎหมาย 2 ระดับที่มุ่งเป้าทำลายเครือข่ายการฉ้อโกงที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี
    .
    เจีย ธิริธ โฆษกวุฒิสภา กล่าวว่ากลยุทธ์ระดับแรกมุ่งเป้าไปที่เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับกิจกรรมการหลอกลวง ที่จะถูกไล่ออกจากตำแหน่ง ดำเนินคดีในศาล และเสี่ยงต่อการถูกอายัดทรัพย์สิน ส่วนระดับที่ 2 ครอบคลุมเจ้าหน้าที่ที่ละเลยการดำเนินการต่อต้านการฉ้อโกงในเขตอำนาจของตน รวมถึงผู้ว่าราชการจังหวัดและอำเภฮ ที่อาจถูกไล่ออกหรือโยกย้าย
    .
    “คุณไม่สามารถประสบความสำเร็จในการต่อสู้กับการฉ้อโกงออนไลน์ได้ หากคุณมุ่งเป้าไปแต่ผู้ฉ้อโกงเท่านั้น แต่ล้มเหลวที่จะดำเนินการกับเจ้าหน้าที่และผู้ที่เกี่ยวข้อง” ฮุนเซน กล่าว และย้ำว่าจะไม่มีการผ่อนปรนใดๆ ไม่ว่าจะมีความสัมพันธ์ส่วนตัวหรือเคยมีผลงานในอดีตก็ตาม
    .
    คำกล่าวของฮุนเซนเกิดขึ้นในขณะที่กัมพูชากำลังเร่งดำเนินการต่อสู้กับอาชญากรรมไซเบอร์และเครือข่ายฉ้อโกงข้ามพรมแดน ที่ภูมิภาคและนานาชาติกำลังจับตาดูอย่างใกล้ชิด
    .
    นับตั้งแต่กลางปี 2568 ทางการกัมพูชาระบุว่าได้เข้าบุกค้นศูนย์ฉ้อโกงต้องสงสัยมากกว่า 250 แห่ง ปิดกาสิโนที่เชื่อมโยงกับการฉ้อโกง 91 แห่ง เนรเทศชาวต่างชาติกว่า 13,000 คน และทำให้ชาวต่างชาติกว่า 200,000 คน เดินทางออกจากประเทศโดยสมัครใจ
    .
    กฎหมายใหม่ที่ประกาศใช้ในเดือนเม.ย. 2569 กำหนดบทลงโทษที่รุนแรงขึ้นกับหัวหน้าแก๊งและผู้ร่วมกระทำความผิด โดยเน้นย้ำถึงจุดยืนของพนมเปญที่ว่าจะไม่ยอมรับการหลอกลวงทางออนไลน์โดยเด็ดขาด.

    https://www.facebook.com/share/p/1ESaTx7Xw8/
     
  16. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    232,515
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา เรียกร้องยกระดับความพยายามต่อสู้กับการลักลอบนำเข้าสินค้าจากไทยอย่างผิดกฎหมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งผ่านพื้นที่ชายแดน ท่ามกลางความตึงเครียดระหว่าง 2 ชาติ

    คำสั่งของอดีตนายกรัฐมนตรีกัมพูชา มีขึ้นระหว่างการประชุมร่วมกับบรรดาผู้นำกระทรวงต่างๆ สถาบันทั้งหลายและสภาท้องถิ่นทั่วพนมเปญ

    ในคำแถลง ฮุนเซน แสดงความกังวลอย่างยิ่งต่อความเคลื่อนไหวลักลอบนำเข้าสินค้าที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน โดยอ้างอิงอย่างเฉพาะเจาะจงไปที่การลักลอบนำเข้าทุเรียนจากไทย ผ่านจุดตรวจชายแดนในจังหวัดพระตะบอง

    เชีย ธิริธ โฆษกส่วนตัวของ ฮุนเซน เน้นย้ำว่ามาตรการต่อต้านการลักลอบขนสินค้าที่กัมพูชาเสนอ สอดคล้องกับกฎระเบียบขององค์การการค้าโลก

    เขาชี้ว่าเป็นฝ่ายไทยที่กำหนดข้อจำกัดต่างๆกับสินค้าของกัมพูชาก่อน ในความหวังส่งผลให้เกิดแรงกดดันทางเศรษฐกิจต่อกัมพูชา

    (ที่มา:เฟรชนิวส์)

    https://www.facebook.com/share/p/1Dpx2pNa53/
     
  17. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    232,515
    ค่าพลัง:
    +97,153
    เกิดความตื่นตระหนกที่กรุงโตเกียว ญี่ปุ่น มีผู้บาดเจ็บกว่า 20 รายหลังจากมีผู้ไม่หวังดีได้ฉีดพ่นสารที่ไม่ทราบชนิดในห้างสรรพสินค้า Tokyu Plaza Ginza ผู้ต้องสงสัยได้หลบหนี

    https://www.facebook.com/share/p/1DtEvU4zsJ/
     
  18. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    232,515
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ยอดส่งออกรถยนต์เม.ย. ลด 8.43% อยู่ที่ 60,190 คัน หลังส่งออกไปตะวันออกกลางดิ่ง

    นายสุรพงษ์ ไพสิฐพัฒนพงษ์ ที่ปรึกษาประธานกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ และโฆษกกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า ยอดส่งออกรถยนต์สำเร็จรูปใน เดือนเม.ย.69 อยู่ที่ 60,190 คัน ลดลง 8.43% จากเดือนเม.ย.68 และลดลง 25.13% จากเดือนมี.ค.69 โดยมูลค่าการส่งออกรถยนต์ เดือนเม.ย.69 อยู่ที่ 42,942.55 ล้านบาท ลดลง 6.71% จากเดือนเม.ย.68

    สาเหตุที่ยอดการส่งออกรถยนต์ในเดือนเม.ย. ลดลง เนื่องจากปัจจัยการส่งออกรถยนต์ไปตลาดตะวันออกกลาง ลดลงถึง 91.76% เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปี 68 หรือลดลง 11,053 คัน โดยสามารถส่งออกได้เพียง 993 คันเท่านั้น จากผลกระทบของสงครามในตะวันออกกลางระหว่างสหรัฐฯ และอิสราเอลกับอิหร่าน จนนำไปสู่การปิดช่องแคบฮอร์มุซ อีกทั้งการส่งออกรถยนต์ที่ลดลงในตลาดยุโรป อเมริกากลาง และอเมริกาใต้

    อย่างไรก็ดี การส่งออกรถยนต์ยังเพิ่มขึ้นในตลาดเอเชีย ออสเตรเลีย และโอเชียเนีย ซึ่งมีส่วนแบ่งตลาดสูงที่ 26.36% และ 31.23% ตามลำดับ รวมทั้งการส่งออกที่เพิ่มขึ้นในตลาดแอฟริกา และอเมริกาเหนือ จึงช่วยให้การส่งออกรถยนต์ไม่ได้ลดลงไม่มาก

    ส่วนส่งออกรถยนต์สำเร็จรูป ช่วง 4 เดือนแรกปีนี้ (ม.ค.-เม.ย. 69) อยู่ที่ 280,184 คัน ลดลง 3.45% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ด้านมูลค่าการส่งออกรถยนต์ ช่วง 4 เดือนแรก อยู่ที่ 189,161.84 ล้านบาท ลดลง 6.25% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน

    ยอดผลิตรถยนต์ เม.ย. ลดลงจากการผลิตเพื่อขายในประเทศ

    จำนวนรถยนต์ทั้งหมดที่ผลิตได้ในเดือนเม.ย. 69 มีทั้งสิ้น 103,794 คัน ลดลง 22.20% จากเดือนมี.ค. 69 และลดลง 0.44% จากเดือนเม.ย. 68 ซึ่งเป็นผลมาจากการผลิตเพื่อขายในประเทศที่ลดลง 1.70% เนื่องจากการผลิตรถยนต์นั่ง ทั้งเครื่องยนต์สันดาปภายใน และรถยนต์ไฟฟ้ารวมกันลดลง 16.77% จากเม.ย.68 อย่างไรก็ตาม การผลิตรถกระบะเพื่อส่งออกที่ลดลงในตลาดตะวันออกกลาง จากสงครามและการปิดช่องแคบฮอร์มุซ อาจส่งผลให้การผลิตเพื่อส่งออกไม่ถึงเป้าที่ตั้งไว้ หากสงครามตะวันออกกลางยืดเยื้อไปนานมากกว่า 3 เดือน

    สำหรับจำนวนรถยนต์ที่ผลิตได้ในเดือนม.ค.-เม.ย. 69 มีจำนวนทั้งสิ้น 473,545 คัน เพิ่มขึ้น 4% จากเดือนม.ค.-เม.ย. 68

    โดยยอดการผลิตรถยนต์เพื่อส่งออกเดือนเม.ย. 69 ผลิตได้ 67,262 คัน เท่ากับ 64.80% ของยอดการผลิตทั้งหมด เพิ่มขึ้นจากเดือนเม.ย. 68 ที่ 0.26% และเดือนม.ค.-เม.ย. 69 ผลิตเพื่อส่งออกได้ 316,605 คัน เท่ากับ 66.86% ของยอดการผลิตทั้งหมด เพิ่มขึ้น 4.56% จากช่วงเดียวกันของปี 68

    ส่วนการผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศ เดือนเม.ย. 69 ผลิตได้ 36,532 คัน เท่ากับ 35.20% ของยอดการผลิตทั้งหมด ลดลงจากเดือนเม.ย. 68 ที่ 1.70% และเดือนม.ค.-เม.ย. 69 ผลิตได้ 156,940 คัน เท่ากับ 33.14% ของยอดการผลิตทั้งหมด เพิ่มขึ้น 2.90% จากช่วงเดียวกันของปี 68

    "เดือนเม.ย. 69 ผลิตได้เพียง 1 แสนกว่าคัน ถือว่าเป็นการลดลงในรอบ 5 ปี เนื่องจากการผลิตในประเทศลดลง โดยเฉพาะรถยนต์นั่ง และจากการเข้มงวดการปล่อยสินเชื่อของรถกระบะ และตอนนี้ มีเรื่องราคาพลังงาน น้ำมันเบนซินและดีเซลราคาสูงขึ้นมาก ทำให้คนเปลี่ยนไปใช้รถยนต์ไฟฟ้ามากขึ้น ซึ่งมีมากกว่า 50% ของยอดจองในงานมอเตอร์โชว์" นายสุรพงษ์ กล่าว
    อย่างไรก็ดี ส.อ.ท. ยังคงเป้าหมายปี 69 โดยตั้งเป้าผลิตรถยนต์รวม 1.5 ล้านคัน แบ่งเป็นผลิตในประเทศ 5.5 แสนคัน และผลิตเพื่อส่งออก 9.5 แสนคัน

    ยอดขายในประเทศเม.ย. เพิ่มขึ้น 2.54% แรงหนุนจากยอดจองช่วง "มอเตอร์โชว์"

    ยอดขายรถยนต์ภายในประเทศของเดือนเม.ย. 69 มีจำนวนทั้งสิ้น 48,394 คัน ลดลงจากเดือนมี.ค.69 ที่ 19.16% และเพิ่มขึ้นจากเดือนเม.ย. 68 ที่ 2.54% โดยเพิ่มขึ้นจากการส่งมอบรถยนต์ไฟฟ้าที่จองมากกว่า 50% ยอดจองรวมในงานบางกอกอินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ เมื่อปลายเดือนมี.ค. ถึงต้นเดือนเม.ย. จากราคาน้ำมันที่ปรับสูงขึ้นมาก จากการปิดช่องแคบฮอร์มุซ รวมทั้งการออกรถยนต์รุ่นใหม่ และการเริ่มผลิตรถบรรทุกของบริษัทหนึ่งที่ย้ายโรงงาน รถกระบะ ยังคงขายลดลง 9.7% จากเดือนเดียวกันปีที่แล้ว เพราะความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงิน จากเศรษฐกิจ และดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรมในประเทศที่เติบโตในอัตราต่ำ การลงทุนและการจ้างงานยังน่ากังวล ส่งผลให้อำนาจซื้อของประชาชนอ่อนแอ เศรษฐกิจโลกยังมีความเสี่ยงจากความขัดแย้งระหว่างประเทศ และสงครามการค้า

    อย่างไรก็ตาม จากการเติบโตของเศรษฐกิจในประเทศไตรมาส 1/69 ที่ 2.8% และการลงทุนที่คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) อนุมัติโครงการต่าง ๆ ไปอาจช่วยสร้างงาน สร้างเศรษฐกิจของประเทศเติบโตในอัตราสูงขึ้นหากได้ลงทุนในปีนี้ รวมทั้งการกู้เงิน 4 แสนล้านบาท ของรัฐบาล ที่จะลดการนำเข้าพลังงาน และเพิ่มการลงทุนที่จะเพิ่มการจ้างงานในประเทศไทยด้วย

    ทั้งนี้ ปัจจัยลบที่น่ากังวลมาก คือ การขอปรับขึ้นราคาจากชิ้นส่วนต่าง ๆ โดยอ้างสงครามตะวันออกกลาง ซึ่งจะซ้ำเติมต่อยอดขาย และยอดผลิตรถยนต์ให้ลดลงด้วย จึงขอให้ผู้ผลิตชิ้นส่วนและรถยนต์ คงราคาไว้ในภาวะที่กำลังซื้อยังอ่อนแอไประยะหนึ่ง

    "รถไฟฟ้าเริ่มมีการปรับขึ้นราคาของชิ้นส่วนต่าง ๆ จากสงคราม อาจทำให้ยอดขายพลาดเป้าได้ ดังนั้น ขอให้บริษัทชิ้นส่วนคงราคาไว้อีกระยะหนึ่ง เพราะถ้ายอดขายลดลง การผลิตก็มีโอกาสไม่ได้ตามเป้าด้วย" นายสุรพงษ์ กล่าว
    สำหรับยอดขายรถยนต์ตั้งแต่เดือนม.ค.-เม.ย. 69 รถยนต์มียอดขาย 230,477 คัน เพิ่มขึ้นจากปี 68 ที่ 15.02% โดยคาดว่าทั้งปียอดขายจะได้ตามเป้าที่ตั้งไว้ 620,000 คัน ใกล้เคียงกับปีก่อน

    กางยอดจดทะเบียนรถ EV ป้ายแดงเม.ย.
    - ยานยนต์ประเภทไฟฟ้า (BEV) จดทะเบียนใหม่จำนวน 12,512 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนเม.ย. ปีที่แล้ว 55.84% โดยเดือนม.ค.-เม.ย. 69 มียอดจดทะเบียนใหม่สะสมจำนวน 75,493 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนม.ค.-เม.ย. 68 ที่ 88.64% สำหรับยอดจดทะเบียนสะสม ณ วันที่ 30 เม.ย. 69 มีจำนวนทั้งสิ้น 447,351 คัน เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้ว 67.63%

    - ยานยนต์ประเภทไฟฟ้า (HEV) จดทะเบียนใหม่จำนวน 12,704 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนเม.ย. ปีที่แล้ว 21.27% โดยเดือนม.ค.-เม.ย. 69 มียอดจดทะเบียนใหม่สะสมจำนวน 60,756 คัน เพิ่มขึ้นจากจากเดือนม.ค.-เม.ย. 68 ที่ 24.91% สำหรับยอดจดทะเบียนสะสม ณ วันที่ 30 เม.ย. 69 มีจำนวนทั้งสิ้น 665,034 คัน เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้ว 28.49%

    - ยานยนต์ประเภทไฟฟ้า (PHEV) จดทะเบียนใหม่จำนวน 1,280 คัน ลดลงจากเดือนเม.ย. ปีที่แล้ว 61.07% โดยเดือนม.ค.-เม.ย. 69 มียอดจดทะเบียนใหม่สะสมจำนวน 5,448 คัน ลดลงจากจากเดือนม.ค.-เม.ย. 68 ที่ 26.58% สำหรับยอดจดทะเบียนสะสม ณ วันที่ 30 เม.ย. 69 มีจำนวนทั้งสิ้น 86,708 คัน เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้ว 22.93%

    สำหรับกรณีที่มีข่าวรถยนต์ไฟฟ้า (EV) แบรนด์หนึ่งเกิดไฟไหม้ จะส่งผลต่อความเชื่อมั่น และยอดขายรถไฟฟ้าลดลงหรือไม่นั้น นายสุรพงษ์ กล่าวว่า เหตุการณ์ดังกล่าว เกิดขึ้นกับรถบางคัน ไม่ได้เหมารวมรถยนต์ไฟฟ้าทั้งหมด และเมื่อเกิดเหตุทางบริษัทฯ ก็ได้รีบเรียกรถยนต์กลับไปเปลี่ยนแบตเตอรี่และอะไหล่โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย แสดงถึงความรับผิดชอบของบริษัทรถยนต์ เป็นการสร้างความเชื่อมั่นที่เมื่อเกิดเหตุการณ์ขึ้นแล้ว บริษัทได้ตอบรับ และแก้ปัญหาอย่างเร่งด่วน

    https://www.facebook.com/share/p/1GEad1HcRh/
     
  19. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    232,515
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ทรัมป์โพสต์ยาวเหยียด ดัน “ดีลประวัติศาสตร์” กลางตะวันออกกลาง
    กดดันชาติอาหรับ-มุสลิม ลงนาม “Abraham Accords” พร้อมเปิดทางให้อิหร่านเข้าร่วมในอนาคต

    โดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) โพสต์ข้อความระบุว่า การเจรจากับ “สาธารณรัฐอิสลามอิหร่าน” กำลังดำเนินไปได้ด้วยดี และข้อตกลงที่จะเกิดขึ้นจะต้องเป็น “ดีลที่ยอดเยี่ยมสำหรับทุกฝ่าย” มิฉะนั้นก็จะไม่มีข้อตกลงใดเลย และทุกอย่างจะย้อนกลับไปสู่สนามรบและการสู้รบที่ “ใหญ่กว่าและรุนแรงกว่าที่เคย” ซึ่งไม่มีใครต้องการให้เกิดขึ้น

    ทรัมป์ระบุว่า ระหว่างการหารือเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา เขาได้พูดคุยกับเจ้าชายโมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน อัล ซาอูด (Mohammed bin Salman Al Saud) มกุฎราชกุมารซาอุดีอาระเบีย, โมฮัมเหม็ด บิน ซาเยด อัล นาห์ยาน (Mohammed bin Zayed Al Nahyan) แห่งสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (United Arab Emirates), ชีคทามิม บิน ฮาหมัด อัล ธานี (Tamim bin Hamad Al Thani) เจ้าผู้ครองรัฐกาตาร์, นายกรัฐมนตรีโมฮัมเหม็ด บิน อับดุลเราะห์มาน บิน จัสซิม อัล ธานี (Mohammed bin Abdulrahman bin Jassim Al Thani), อาลี อัล-ธาวาดี (Ali al-Thawadi) รัฐมนตรีของกาตาร์, จอมพลอาซิม มูนีร์ อาห์เหม็ด ชาห์ (Asim Munir Ahmed Shah) ผู้นำกองทัพปากีสถาน, ประธานาธิบดีเรเจป ทายยิป แอร์โดอัน (Recep Tayyip Erdoğan) ของตุรกี, ประธานาธิบดีอับเดล ฟัตตาห์ เอล-ซิซี (Abdel Fattah El-Sisi) ของอียิปต์, กษัตริย์อับดุลลาห์ที่ 2 (King Abdullah II) แห่งจอร์แดน และกษัตริย์ฮาหมัด บิน อิซา อัล คอลิฟา (King Hamad bin Isa Al Khalifa) แห่งบาห์เรน

    ทรัมป์กล่าวว่า หลังจากสหรัฐฯ ทุ่มเทอย่างหนักเพื่อรวบรวม “จิ๊กซอว์ที่ซับซ้อนมากนี้” ประเทศเหล่านี้ควรจะลงนามเข้าร่วม “ข้อตกลงอับราฮัม” (Abraham Accords) อย่างน้อยพร้อมกันทั้งหมด โดยประเทศที่เขาต้องการให้เข้าร่วม ได้แก่ ซาอุดีอาระเบีย, กาตาร์, ปากีสถาน, ตุรกี, อียิปต์ และจอร์แดน ส่วนสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์และบาห์เรนเป็นสมาชิกอยู่แล้ว

    เขาระบุว่า อาจมี 1-2 ประเทศที่มีเหตุผลในการไม่เข้าร่วม ซึ่งสามารถยอมรับได้ แต่ส่วนใหญ่ควรพร้อมและเต็มใจที่จะทำให้ข้อตกลงกับอิหร่านครั้งนี้ กลายเป็น “เหตุการณ์ประวัติศาสตร์” ที่ยิ่งใหญ่กว่าที่จะเป็นได้หากไม่มีการเข้าร่วมดังกล่าว

    ทรัมป์อ้างว่า “ข้อตกลงอับราฮัม” ได้พิสูจน์แล้วว่าเป็น “ระเบิดทางเศรษฐกิจ การเงิน และสังคม” ให้แก่ประเทศสมาชิก ไม่ว่าจะเป็นสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์, บาห์เรน, โมร็อกโก, ซูดาน และคาซัคสถาน แม้จะอยู่ท่ามกลางช่วงเวลาแห่งสงครามและความขัดแย้งก็ตาม พร้อมระบุว่า ไม่มีประเทศสมาชิกใดแม้แต่จะคิดถอนตัวหรือหยุดพักจากข้อตกลงนี้

    ทรัมป์กล่าวอีกว่า ข้อตกลงดังกล่าวจะนำ “พลัง ความเข้มแข็ง และสันติภาพที่แท้จริง” มาสู่ตะวันออกกลางเป็นครั้งแรกในรอบ 5,000 ปี และจะเป็นเอกสารทางการเมืองที่ “ไม่มีข้อตกลงใดในโลกเทียบได้”

    เขายังระบุว่า การลงนามควรเริ่มต้นทันทีโดยซาอุดีอาระเบียและกาตาร์ แล้วประเทศอื่นจึงค่อยตามมา พร้อมเตือนว่า หากประเทศใดไม่เข้าร่วม ก็ไม่ควรเป็นส่วนหนึ่งของดีลนี้ เพราะจะสะท้อนถึง “เจตนาไม่บริสุทธิ์”

    ทรัมป์กล่าวว่า ผู้นำหลายประเทศที่เขาพูดคุยด้วย ต่างรู้สึกเป็นเกียรติ หากในอนาคตอิหร่านได้เข้าร่วม “ข้อตกลงอับราฮัม” ด้วย พร้อมระบุว่า หากอิหร่านลงนามในข้อตกลงกับเขาในฐานะประธานาธิบดีสหรัฐฯ ก็จะเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่อิหร่านจะได้เข้าร่วม “พันธมิตรโลก” ชุดนี้

    เขาปิดท้ายว่า ตะวันออกกลางจะกลายเป็นภูมิภาคที่ “เป็นหนึ่งเดียว แข็งแกร่ง และมั่งคั่งทางเศรษฐกิจ” อย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน และได้สั่งให้ผู้แทนของตนเริ่มกระบวนการผลักดันให้ประเทศต่าง ๆ ลงนามเข้าร่วม “ข้อตกลงอับราฮัม” โดยทันทีแล้ว
    FB_IMG_1779719765706.jpg
    https://www.facebook.com/share/p/1b6KGMYvmq/
     
  20. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    232,515
    ค่าพลัง:
    +97,153
    โฆษกกระทรวงการต่างประเทศอิหร่าน กล่าวเสียดสีถึง "เบนจามิน เนทันยาฮู" จะก้าวขึ้นเป็นประธานาธิบดีสหรัฐฯ ว่า

    “โชคดีที่เขาไม่ได้เกิดในสหรัฐฯ เพราะงั้นมันจึงเป็นไปไม่ได้”

    เป็นคำพูดเสียดสีว่า เนทันยาฮูมีอิทธิพลต่อทิศทางนโยบายของสหรัฐฯ มากเกินไป ท่ามกลางกระแสวิจารณ์ในอิหร่านว่า วอชิงตันกำลังปล่อยให้อิสราเอลเข้ามาชี้นำท่าทีด้านการเจรจาและความขัดแย้งในภูมิภาค

    https://www.facebook.com/share/v/1BA1TvX92V/
     

แชร์หน้านี้

Loading...