บทความให้กำลังใจ(เอาชนะใจตนเอง)

ในห้อง 'จักรวาลคู่ขนาน' ตั้งกระทู้โดย supatorn, 8 พฤษภาคม 2017.

  1. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    59,728
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +37,367
    เรื่อง คนเลี้ยงไก่
    จาก หลวงพ่อชา
    มีคนเลี้ยงไก่ 2 คน

    คนที่ 1 ทุกเช้าจะเอาตะกร้า เข้าไปใน โรงเรือนเลี้ยงไก่
    แล้วก็ เก็บ "ขี้ไก่" ใส่ตะกร้ากลับบ้าน!! แล้วทิ้งไข่ไก่ ให้เน่าไว้ในโรงเรือน
    เมื่อเขาเอาขี้ไก่กลับถึงบ้าน ทั้งบ้านก็เหม็นหึ่ง ไปด้วยกลิ่นขึ้ไก่ !!!
    คนทั้งบ้านต้องทนกับกลิ่นเหม็น!!!

    คน เลี้ยงไก่คนที่ 2 เอาตะกร้าเข้าไปในโรงเรือนเลี้ยงไก่
    เก็บไข่ไก่ใส่ตะกร้าเอากลับบ้าน เขาเอาไข่ไก่ลงเจียว กลิ่นหอมอบอวลไปทั่วบ้าน
    คนทั้งบ้านได้กินไข่เจียวแสนอร่อย ไข่ไก่ที่เหลือ เขาก็เอาไปขาย แล้วได้เงินมาใช้จ่ายในบ้าน ทุกคนในบ้านมีความสุขมาก.....

    ในชีวิตของเรา พวกเรา เป็นคนเก็บ "ไข่ไก่ " หรือ เก็บ"ขี้ไก่"

    เราเป็นคนเก็บ "ขี้ไก่" โดยเฝ้าแต่เก็บ เรื่องร้ายๆ แย่ๆที่เกิดขึ้นในชีวิตเราไว้ในหัวของเรา
    และมีความทุกข์ตลอดเวลาที่คิดถึงมัน!!!

    หรือเราเป็นคนที่เก็บ"ไข่ไก่" เราจดจำสิ่งที่ดีๆที่เกิดในชีวิตของเรา
    และมีความสุขทุกครั้งที่คิดถึงมัน!!

    คน เราส่วนใหญ่ชอบเป็นคนเก็บ "ขี้ไก่"
    เราถึงต้องเป็นทุกข์ตลอดเวลา เรื่องความเสียใจ ความผิดพลาด ความเจ็บใจฯลฯ
    มักจะติดอยู่ในใจของเรานานเท่านาน

    ถ้าเราอยากมีความสุขในชีวิต เลือกเก็บ"ไข่ไก่" กับชีวิต
    ทิ้ง "ขี้ไก่" ไปเถอะ
    ชีวิตของเราจะได้มีความสุขซักที...

    :- http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=5&t=30911

    b41.gif
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 27 พฤษภาคม 2026
  2. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    59,728
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +37,367
    [​IMG]
    กุหลาบแดงช่อนั้น
    ชายคนหนึ่งหยุดรถที่ร้านขายกระเช้าดอกไม้ เตรียมจะสั่งกระเช้าดอกไม้ทางโทรศัพท์ เพื่อให้ร้านโทรศัพท์ติดต่อกับร้านดอกไม้อีกเมืองหนึ่งให้จัดส่งดอกไม้ไปอวยพรวันเกิดแก่แม่ของเขา ที่อยู่ห่างออกไปประมาณสี่ร้อยกิโลเมตร เมื่อเขาลงจากรถยนต์ เขาเห็นเด็กผู้หญิงคนหนึ่งอายุราว ๕ ปี นั่งร้องไห้อยู่ที่หน้าร้าน จึงเข้าไปถาม "ร้องไห้ทำไมจ๊ะหนู มีอะไรให้ช่วยไหม?"
    เด็กหญิงตอบทั้งน้ำตาว่า "หนูอยากจะซื้อดอกกุหลาบสีแดงไปให้แม่ ดอกกุหลาบราคาดอกละห้าบาท แต่หนูมีเงินบาทเดียวเท่านั้นเอง"
    ชายคนนั้นยิ้มแล้วบอกว่า ไม่เป็นไร ลุงจะซื้อใหหนูเอง แล้วเขาก็จ่ายเงินห้าสิบบาทซื้อดอกกุหลาบแดงสิบดอกให้แก่หนูน้อย แล้วถามว่า
    "แม่ของหนูอยู่ที่ไหน หนูจะพาลุงไปหาแม่ของหนูด้วยได้ไหมล่ะ"
    หนูน้อยตอบตกลง บอกว่าแม่ของเธออยู่ใกล้ร้านขายดอกไม้นี่นิดเดียวเอง เดินไปเดี๋ยวเดียวก็ถึง
    เด็กหญิงพาชายใจดี ผู้มีน้ำใจไมตรีออกจากร้าน เดินผ่านเข้าไปในวัดที่อยู่ใกล้ร้าน เข้าไปถึงศาลาตั้งศพซึ่งเพิ่งจะเสียชีวิตมาไม่กี่วัน หนูน้อยหยิบดอกกุหลาบสีแดงเข้าไปกราบหน้าศพ ซึ่งมีรูปหญิงกลางคนตั้งอยู่ แล้วร้องไห้ใหญ่อีกครั้ง
    ต่อจากนั้น ชายใจดีเดินกลับมายังร้านดอกไม้แห่งเดิมด้วยความรู้สึกที่บอกไม่ถูก เขาบอกยกเลิกการสั่งดอกไม้ทางโทรศัพท์ที่เตรียมส่งไปให้แม่ แต่ซื้อดอกไม้ช่อใหญ่แล้วขับรถ ใช้เวลาห้าชั่วโมงตรงไปหาแม่ของเขา ซึ่งอยู่ห่างออกไปสี่ร้อยกิโลเมตร ในคืนวันนั้นเอง
    :- http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=5&t=24229
     
  3. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    59,728
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +37,367
    b41.gif
    "มนุษย์เงินเดือน"
    เจ้าของร้านขายเนื้อสดคนหนึ่งรู้สึกประหลาดใจที่หมาตัวหนึ่งมาที่ร้าน
    โดยในปากมันคาบแบงก์ 10 ดอลลาร์และกระดาษเขียนข้อความว่า
    "ขอซื้อไส้กรอก 12 ชิ้นกับขาแกะ 1 ขาครับ"
    เขารู้สึก ประทับใจความแสนรู้ของมัน ดังนั้น หลังจากเก็บเงิน 10 ดอลลาร์
    และเอาไส้กรอกและขาแกะใส่ถุง แขวนที่ปากให้มันคาบไปแล้ว
    เขาจึงตัดสินใจปิดร้านสะกดรอยตามมันไป

    หมาตัวนั้นเดินไปตามถนนจนถึงทางม้าลาย
    มันก็วางถุงที่คาบไว้ลงแล้วยืนด้วยขาหลังและยกขาหน้ากดปุ่มไฟสำหรับคนข้ามถนน
    แล้วก็คาบถุงต่อ รอจนไฟคนข้ามเขียวมันจึงข้ามไปยังป้ายรถเมล์อีกฝั่งหนึ่ง
    มันจ้องมองตารางเวลาเดินรถแล้วนั่งลงตรงที่นั่งรอ
    สักพักมีรถเมล์คันหนึ่งมา
    มันเดินไปดูหมายเลขที่ หน้ารถแล้วก็กลับมานั่งรอต่ออีกสักเดี๋ยวก็มีรถเมล์มาอีกคัน
    มันเดินไปดูหมายเลขรถอีก เมื่อเห็นว่าเป็นสายที่มันรออยู่ มันจึงขึ้นรถเมล์คันนั้น
    คนขายเนื้อถึงกับอ้าปากค้างทึ่งในความแสนรู้ของมัน แล้วรีบตาม มันขึ้นรถคันนั้นไป

    หลังจากรถวิ่งผ่านกลางเมืองออกไปยังชานเมือง
    เจ้าหมาแสนรู้ก็ลุกจากที่นั่งเดินไปหน้ารถ มันยืนด้วยขาหลังแล้วเอาขาหน้ากดกริ่งบนรถ
    เมื่อรถจอดมันก็ลงและเดินไปตามถนนจนถึงหน้าบ้านหลังหนึ่งแล้วเลี้ยวเข้าไป
    คนขายเนื้อยังสะกดรอยตามมันอยู่ห่างๆ เช่นเดิม

    เมื่อมาถึงประตูบ้านที่ปิดอยู่มันก็วางถุงไส้กรอกที่คาบไว้ลง
    แล้ว ถอยหลังมาตั้งหลักประมาณ 2-3 เมตร จากนั้นก็วิ่งเข้าชนประตูเต็มแรง
    มันพยายามอยู่ 2-3 ครั้งแต่ประตูก็ยังเปิดไม่ออก
    มันเลยเดินอ้อมตัวบ้านไปที่หน้าต่างบานหนึ่ง
    ที่ปิดอยู่และเอาหัวโขกที่หน้าต่างหลายครั้ง แล้วก็เดินกลับมารอ ที่ประตู

    สักพักประตูบ้านก็ถูกเปิดโดยเจ้าของหมาเป็นผู้ชายหุ่นล่ำบึ้ก
    ซึ่งพอเปิดประตูเสร็จเขาก็เริ่มเตะต่อยและตะโกนด่าเจ้าหมาแสนรู้ตัวนั้นทันที
    ถึง ตอนนี้คนขายเนื้ออดรนทนไม่ไหว เขารีบวิ่งเข้าไปห้าม เจ้าของหมา
    พร้อมกับถามว่า "คุณเตะมันทำไมกัน มันเป็นหมาสุดอัจฉริยะเท่าที่ผมเคยเห็นมาเลย
    ถ้าไปออกทีวีต้องดังแน่"

    เจ้าของหมาตอบสวนทันทีว่า "คุณว่ามันฉลาดนักเหรอ
    เชอะ! รู้มั้ยว่านี่เป็นครั้งที่สองในรอบสัปดาห์นี้นะที่มันลืมเอากุญแจบ้านติดตัวไปด้วย"

    คติสอนใจจากเรื่องนี้คือ

    "เราอาจทำงานได้เกินความคาดหมายในสายตาผู้อื่น
    แต่ก็ยังทำงานได้ต่ำกว่าเป้าหมายในสายตาของนายเราเสมอ"
    นี่คือ เรื่องจริงที่เกิดขึ้นกับเราทุกคน

    :- http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=5&t=24393
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 29 พฤษภาคม 2026 at 23:07
  4. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    59,728
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +37,367
    beautifulBuddha.jpg
    ขอในสิ่งที่ไม่ควรขอ
    ในสมัยหนึ่ง พระพุทธเจ้าประทับอยู่อัคคาฬวเจดีย์เมืองอาฬวี ทรงปรารภกุฏิการสิกขาบทที่ภิกษุชาวเมืองอาฬวีพากันสร้างกุฏิด้วยการเที่ยวขอไม่มีขีดจำกัด เป็นเหตุให้ชาวเมืองอาฬวีเดือดร้อนเห็นพระภิกษุที่ไหนก็กลัวหลบหนีหน้าไปหมด
    พระองค์จึงตรัสติเตียนพวกภิกษุว่า "ภิกษุทั้งหลายขึ้นชื่อว่าการขอ อย่าว่าแต่มนุษย์เลย แม้พวกนาคในนาคภิภพก็ไม่ชอบใจ" แล้วทรงนำอดีตนิทานมาสาธก ว่า...
    กาลครั้ง หนึ่งนานมาแล้ว พระโพธิสัตว์เกิดเป็นพราหมณ์ในตระกูลมั่งคั่งมีทรัพย์สมบัติมากตระกูลหนึ่ง ท่านมีน้องชายอยู่คนหนึ่งรักกันมากต่อมาเมื่อมารดาบิดาเสียชีวิตแล้ว พราหมณ์สองพี่น้องก็พากันสละทรัพย์สมบัติบริจาคทานออกบวชเป็นฤาษีบำเพ็ญพรตอยู่ฝั่งแม่น้ำคงคาฤาษีพี่ชายอยู่ทางทิศเหนือของแม่น้ำ ส่วนฤาษีน้องชายอยู่ทางทิศใต้ของแม่น้ำ อยู่มาวันหนึ่ง พญานาคมณิกัฏฐะได้แปลงเพศเป็นชายหนุ่มเที่ยวเล่นไปตามฝั่งแม่น้ำคงคา ผ่านไปถึงอาศรมของฤาษีผู้น้องจึงแวะเข้าไปสนทนาปราศรัยด้วยเกิดความสนิทสนม คุ้นเคยชอบพอกันกับฤาษีผู้น้องนั้นจึงเทียวมาเยี่ยมเยือนทุกวันมิได้เว้น เมื่อสนทนาเสร็จก่อนจะกลับก็จะคืนร่างเป็นพญานาคเอาขนดหางตะหวัดรัดรอบฤาษี แผ่พังพานไว้เหนือหัวด้วยความสิเนหาในฤาษีนั้น นอนพักอยู่หน่อยหนึ่งแล้วค่อยคลายร่างออกไหว้ฤาษี แล้วจึงกลับนาคพิภพ จะเป็นเช่นนี้ประจำ ฤาษีนั้นทุกครั้งที่ถูกรัดตัวเกิดความกลัวจึงกินไม่ได้นอนไม่หลับจนร่างกายซูบซีดผ่ายผอมลงทุกวัน วันหนึ่งท่านได้แวะไปหาฤาษีพี่ชายเล่าเรื่องให้ฟังแล้วปรับทุกข์กับพี่ชายว่า "ผมไม่อยากให้พญานาคมาหาผมเลย พี่ช่วยผมหน่อยซิ" พี่ชายถามว่า "พญานาคเวลามา มีเครื่องประดับอะไรไหมละ" "ประดับแก้วมณีมาครับพี่" ท่านตอบพี่ชาย ฤาษีพี่ชายจึงแนะนำว่า "เมื่อพญานาคมาถึงอาศรมของท่าน ยังไม่ทันได้ไหว้ ท่านก็ขอแก้วมณีของมันเลย มันก็จะหนีไปวันที่สองพอมันมาถึงประตูอาศรมเท่านั้น ท่านก็เอ่ยปากขอแก้วมณีของมันอีก พอถึงวันที่สาม ท่านไปยืนดักรอที่ฝั่งแม่น้ำ พอมันโผล่หัวขึ้นจากฝั่งแม่น้ำเท่านั้น ท่านก็เอ่ยปากขอแก้วมณีอีก ทีนี้แหละมันก็จะไม่มารบกวน ท่านอีกเลย " ฤาษี ผู้น้องได้ทำตามนั้น ในวันที่ ๓ พญานาคขณะยืนอยู่ในน้ำเมื่อถูกฤาษีขอแก้วมณีอีก จึงพูดว่า "ท่านฤาษี ข้าวและน้ำอันไพบูลย์ยิ่งมีแก่ข้าพเจ้าก็เพราะแก้วมณีดวงนี้ ข้าพเจ้าจักให้แก้วมณีแก่ท่านได้อย่างไรท่านก็ยิ่งขอหนักขึ้น ต่อแต่นี้ไปข้าพเจ้าจักไม่มาอาศรมของท่านอีกแล้วละ เมื่อท่านขอแก้วมณีดวงนี้ทำให้ข้าพเจ้าหวาดเสียวเหมือนชายหนุ่มถือดาบอันคม กริบ"กล่าวจบก็ดำน้ำลงไปนาคพิภพไม่กลับมาที่นั้นอีกเลย
    ฝ่าย ฤาษี เมื่อพญานาคไปแล้วไม่มาหาอีกกลับคิดถึง เกิดความเศร้าเสียใจมากยิ่งขึ้นกว่าเดิมจึงยิ่งซูบผอมลงไปมากกว่าเดิมอีก หลายวันต่อมาฤาษีพี่ชายอยากจะทราบเรื่อง จึงแวะมาที่อาศรมน้องชาย เมื่อเห็นน้องชายแล้วยิ่งตกใจจึงถามถึงสาเหตุ ฤาษีน้องชายจึงตอบเป็นคาถาว่า "บุคคลไม่ควรขอสิ่งที่รู้ว่าเป็นที่รักของเขา อนึ่ง เพราะขอเกินไปย่อมเป็นที่เกลียดชัง นาคราชถูกฤาษีขอแก้วมณี จึงไม่หวนกลับมาให้ฤาษีเห็นอีกเลย"
    ฤาษีพี่ชายได้ปลอบน้องชายให้หายเศร้าเสียใจ แล้วจึงกลับอาศรมของตน ฤาษีสองพี่น้องบำเพ็ญฌานสมาบัติได้ไปเกิดในพรหมโลกในที่สุด
    นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า: โดยธรรมชาติของคนและสัตว์ไม่ชอบการขอ ควรขอเท่าที่จำเป็นและขอในสิ่งที่เขาจะสามารถให้ได้เท่านั้น

    ที่มา :หนังสือนิทานชาดก เล่มที่ ๒ โดย พระมหาสุนทร สุนฺทรธฺมโม (เสนาซุย)

    :- http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=5&t=28976
     
  5. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    59,728
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +37,367
    นักมวยปล้ำกับผู้ทรงศีล
    มีนักมวยปล้ำคนหนึ่งชื่อ "คลื่นยักษ์" เขาเป็นคนที่ชำนาญด้านการปล้ำมาก เวลาขึ้นเวทีซ้อมทีไร ไม่มีใครสู้เขาได้เลย แม้แต่อาจารย์ของเขาเองก็ยังชนะเขาไม่ได้ แต่พอถึงการแข่งขันจริงๆ เขากลับกระจอกยิ่งนัก ไม่สามารถที่จะเอาชนะใครได้เลย แม้กระทั่งนักมวยปล้ำหน้าใหม่ที่เพิ่งเข้าวงการ...เขาก็ยังพ่ายแพ้หมดทางสู้

    เขาจึงเสียใจ น้อยใจ และหายหน้าไปจากวงการ เขาคิดกลุ้มใจว่าทำไม เป็นเพราะอะไร เขาถึงสู้คนอื่นไม่ได้ ทั้งๆ ที่เขาเก่งออกขนาดนี้ และแล้ววันหนึ่งเขาก็ได้พบกับผู้ทรงศีลผู้หนึ่งในป่า เขาจึงได้ไปร่วมทำบุญและรับฟังธรรมเทศนาพร้อมกับคนอื่นๆ หลังจากฟังธรรมเสร็จแล้ว ขณะที่เขาเดินกลับบ้าน เขาเกิดความคิดขึ้นว่าน่าจะลองปรึกษาปัญหานี้กับผู้ทรงศีลดู เผื่อจะได้วิธีการอะไรดีๆ บ้าง

    ในเช้าตรู่วันรุ่งขึ้น เขาจึงได้มาหาผู้ทรงศีลอีกครั้ง เขาได้เล่าเรื่องราวต่างๆ และปัญหาชีวิตที่เกิดขึ้นให้กับผู้ทรงศีลฟัง เมื่อผู้ทรงศีลได้ฟังแล้ว จึงได้เอ่ยถามเขากลับไปว่า "ตัวท่านชื่อว่าอะไรล่ะ?" เขาก็บอกว่า "กระผมชื่อคลื่นยักษ์" แล้วผู้ทรงศีลจึงได้ พูดอีกครั้งว่า "ทำไมไม่ทำให้สมกับชื่อล่ะ ลองนั่งคิดถึงชื่อของตัวเองดู แล้วจะรู้คำตอบ" แล้วผู้ทรงศีลก็ขอตัวจากไป.....ทิ้งคำถามเอาไว้ให้เขาขบคิด ตลอดทางที่เดินกลับมาบ้าน เขาคิดถึงแต่คำพูดของผู้ทรงศีลอยู่ตลอดเวลาว่าหมายถึงอะไรกันแน่ พอกลับถึงบ้าน เขาจึงนั่งลงแล้วเริ่ม นึกถึงชื่อของตัวเองตามคำแนะนำของผู้ทรงศีลว่า "คลื่นยักษ์ๆ" เขาคิดซ้ำๆ อยู่อย่างนั้น จนเวลาล่วงเลยไปนานเท่าไรไม่ทราบได้ ในที่สุดเขาก็ได้พบคำตอบ แล้วกลับไปสู่วงการอีกครั้ง ตั้งแต่นั้นมาไม่มีใครเลยที่เอาชนะเขาได้ เขาจึงกลายเป็นนักมวยปล้ำที่เก่งกาจที่สุดในโลก....

    จบ

    นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า คนเรานั้นแม้ว่าจะมีความรู้มาก แต่หากไม่รู้จักประยุกต์ใช้ความรู้นั้นให้เกิดประโยชน์อันแท้จริง นำไปใช้ได้ในชีวิตจริงๆ ได้ ก็เรียกว่า "ผู้มีความรู้ท่วมหัว แต่เอาตัวไม่รอด" เหมือนกับ นักมวยปล้ำ "คลื่นยักษ์" ที่มี ความชำนาญมาก เก่งมากเวลาซ้อม แต่เมื่อเจอกับสถานการณ์แข่งขันจริงๆ กลับไม่สามารถนำไปใช้ได้นั่นเอง

    นอกจากนี้ยังเหมือนกับนิสัยคนเรา ที่มีความรู้มาก มีความสามารถมากในการแก้ปัญหา แก้ไขความทุกข์ของคนอื่น แต่เมื่อเป็นปัญหาของตนเอง ความทุกข์ที่ตนเองต้องเผชิญแล้วกลับแก้ไขไม่ได้ ความรู้ต่างๆ ที่ร่ำเรียนมา หายไป คิดไม่ออก แม้บางครั้งปัญหาจะเป็นเพียงเล็กน้อยก็ตาม

    ยามที่เราเกิดปัญหาอันใดขึ้นที่ไม่สามารถค้นพบทางออกได้ ให้เราปรึกษาผู้ที่เขามีความรู้ มีประสบการณ์ ไม่ว่าจะเป็นพ่อ แม่ ครูอาจารย์ พระสงฆ์ คือ ผู้ที่รู้และหวังดีต่อเรา อย่าได้จมอยู่กับปัญหา อย่าได้หมกมุ่นอยู่กับตัวเอง ปัญหาทุกอย่างนั้น สามารถแก้ไขได้ "หลายหัวดีกว่าหัวเดียว"

    เหมือนกับ นักมวยปล้ำ "คลื่นยักษ์" ที่เขาเสียใจ กลุ้มใจ แต่เขาไม่ได้เก็บปัญหานี้ไว้คนเดียว เขาได้เข้าไปหา และปรึกษาปัญหานี้กับผู้ทรงศีล...

    ปัญหาทุกอย่างนั้น มีแรงใจ หรือกำลังใจเป็นสำคัญ โดยถ้าหากเราคิดว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นเราสามารถแก้ไขได้ ปัญหาคือสิ่งที่ทำให้เราแกร่งขึ้น เป็นสิ่งที่เราต้องข้ามไป ก็จะสามารถแก้ไขได้ในสักวัน แต่ถ้าเราคิดว่าปัญหานี้ทำไมต้องมาเกิดขึ้นกับเราด้วย คิดว่าเราแก้ไขไม่ได้ เราก็จะไม่สามารถแก้ไขได้ การกระทำทุกอย่างมีจิตใจ หรือกำลังใจเป็นสำคัญ ถ้าเราคิดว่าทำไม่ได้ แก้ไม่ได้ "เราก็แพ้ตั้งแต่ต้น" แต่ถ้าเราคิดว่าทำได้ หนทางแก้ไขปัญหาย่อมรออยู่ข้างหน้า

    และการแก้ไขปัญหาที่ดีเยี่ยมนั้น ก่อนที่จะไปแก้ไขปัญหาอื่นใดในภายนอก เราจะต้องรู้จักแก้ไขปัญหาอันเป็นภายในที่ "ใจ" ของเราเองเสียก่อน คือ ทำใจให้สงบ ไม่โกรธ ไม่หมกมุ่น ไม่หวั่นไหว เมื่อใจสงบได้แล้ว จึงคิดพิจารณาถึงปัญหาต่อไป แล้วปัญญารู้แจ้ง แทงตลอดซึ่งวิธีการแก้ไขปัญหาย่อมเกิด หาไม่แล้วจิตใจของเรายังว้าวุ่นสับสน ไม่สงบแล้วล่ะก็ ปัญญารู้แจ้ง แทงตลอด วิธีการแก้ไขปัญหาอันแท้จริง ทั้งในปัจจุบัน และอนาคต เป็นกลาง รอบคอบจะไม่สามารถบังเกิดขึ้นได้...

    เปรียบเหมือนกับผู้ทรงศีลที่ได้ถามกลับว่า "ทำไมไม่ทำให้สมกับชื่อล่ะ ลองนั่งคิดถึงชื่อของตัวเองดู แล้วจะรู้คำตอบ" แล้วผู้ทรงศีลก็ขอตัวจากไป...ทิ้งคำถามเอาไว้ให้เขาขบคิด เขาจึงได้นั่งลงแล้วเริ่มบำเพ็ญสมาธิ ภาวนา ในที่สุดเขาก็ได้คำตอบ แล้วกลับไปสู่วงการอีกครั้ง ตั้งแต่นั้นมาไม่มีใคร เลยที่เอาชนะเขาได้ เขาจึงกลายเป็นนักมวยปล้ำที่เก่งกาจที่สุดในโลก

    :- http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=5&t=27288
     
  6. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    59,728
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +37,367
    สร้างบ้านใหม่ต้องสร้างศาลพระภูมิไหม
    คำถามจากพระบวชใหม่
    พระไพศาล วิสาโล
    ปุจฉา - ขอความกรุณาสอบถามเรื่องการตั้งศาลพระภูมิ-ศาลเจ้าที่ค่ะ ว่าในทางพุทธศาสนาแล้ว หากเราสร้างบ้านใหม่ จะต้องตั้งศาลหรือไม่คะ แค่นิมนต์พระมาทำพิธีขึ้นบ้านใหม่จะเพียงพอหรือไม่ ขอบพระคุณมากค่ะ

    วิสัชนา - การตั้งศาลพระภูมิอย่างที่ทำในปัจจุบันนั้น เป็นธรรมเนียมที่เพิ่งมีไม่นาน คนไทยสมัยก่อนไม่นิยมสร้างศาลพระภูมิประจำบ้าน แต่สร้างศาลพระภูมิเพื่อคุ้มครองทั้งหมู่บ้าน (เช่นอีสานมีศาลปู่ตา) ทั้งนี้เป็นความเชื่อของท้องถิ่น ไม่เกี่ยวข้องกับพุทธศาสนา ดังนั้นหากคุณจะสร้างบ้านใหม่ ไม่จำต้องตั้งศาลพระภูมิก็ได้ แค่นิมนต์พระมาทำพิธีขึ้นบ้านใหม่ก็เพียงพอ (ที่จริงพิธีนี้ก็เป็นของใหม่เช่นเดียวกัน) หรือจะไม่ทำก็ได้ แต่ขอให้มั่นคงในการบำเพ็ญธรรม ได้แก่ ทาน ศีล และภาวนา ธรรมที่บำเพ็ญอย่างสม่ำเสมอ เป็นเครื่องคุ้มครองที่ดีที่สุด ดังพุทธพจน์ว่า “ธรรมย่อมคุ้มครองผู้ประพฤติธรรม”

    คำถามจากพระบวชใหม่

    ปุจฉา - กราบพระคุณเจ้าครับ ผมขอกราบขออภัยถ้าผมใช้คำพูดผิดหรือใช้ภาษาผิด ผมเพิ่งจะบวซได้ 30 วัน ครับผมมีคำถามครับ

    1.เวลานั่งสมาธิในกุฏิไม่ห่มจีวรได้ไหมครับ
    2.การเป็นพระ สวดพระคาถาไม่คล่องแล้วไปสวดในงานพิธีต่างๆแล้วได้ปัจจัยมาจะเป็นไรไหม
    3.พระใหม่อันดับแรกควรฝึกอะไรก่อนครับ ขอขอบพระคุณครับ

    วิสัชนา - การนั่งสมาธิในกุฏิ โดยไม่ห่มจีวร มีแต่อังสะและสบง ย่อมกระทำได้ เพราะเป็นที่ส่วนบุคคล ส่วนคำถามข้อ ๒ นั้น ถ้าว่าตามธรรมเนียมแล้วไม่ถือว่าเป็นเรื่องเสียหายหากได้ปัจจัยมาทั้ง ๆ ที่สวดไม่คล่อง เพราะปัจจัยเหล่านั้นไม่ใช่เป็นค่าจ้างสำหรับการสวด ที่โยมถวายก็เพราะมีความนับถือในพระสงฆ์และอยากเกื้อกูลท่าน ถือว่าเป็นทานที่ให้ด้วยศรัทธา พูดง่ายๆ คืออยากทำบุณ แต่ถ้าว่าตามพระวินัยแล้ว การรับปัจจัยหรือเงินทองนั้นย่อมไม่ถูกต้อง

    พระใหม่ควรศึกษาพระวินัยเป็นอันดับแรก และพยายามปฏิบัติตามข้อวัตรให้ถูกต้อง เพื่อให้เกิดความสำรวมและเป็นที่ศรัทธาแก่ผู้พบเห็น ควบคู่กันไปก็คือ การศึกษาพระธรรม ทั้งปริยัติและปฏิบัติ เพื่อให้เกิดประโยชน์เต็มที่จากการบวช ยิ่งมีเวลาบวชน้อย ก็ยิ่งต้องให้เวลากับการศึกษาพระธรรมวินัยอย่างเต็มที่
    :- https://www.visalo.org/article/KomChadLuek570428.html
     
  7. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    59,728
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +37,367
    รักษาศีลข้อ ๓ อย่างดี ทำไมยังทุกข์เรื่องความรัก เป็นเพราะกรรมเก่าหรือไม่?
    พระไพศาล วิสาโล
    ปุจฉา
    กราบนมัสการพระคุณเจ้าที่เคารพ ดิฉันอายุ ๒๙ ปี ยังไม่แต่งงาน ดิฉันเคยคบหากับผู้ชายคนหนึ่งในฐานะคู่รัก เขามีสถานะเป็นม่าย คบกันมาหลายปีก็เลิกรากันไป เขามีความโกรธดิฉันที่ทอดทิ้งเขา มีการข่มขู่จะทำร้าย ช่วงเวลาที่คบกันดิฉันมีเรื่องไม่สบายใจตลอด และครอบครัวของดิฉันไม่ยอมรับผู้ชายคนนี้ เรียกว่าตอนคบก็ไม่มีความสุข เลิกรากันไปก็ทุกข์แทบเอาชีวิตไม่รอด

    หลังจากนั้นดิฉันพบว่าผู้ชายที่เข้ามาในชีวิตจะมีสถานะเป็นพ่อม่ายเสมอ จึงรู้สึกน้อยใจในชะตาชีวิตของตนเองว่า การที่เราตั้งใจรักษาศีลเป็นอย่างดี โดยเฉพาะศีลข้อที่ ๓ แต่ก็ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงอะไรได้ ดิฉันอยากทราบว่าในทางพระพุทธศาสนา กรรมใดที่ส่งผลให้ต้องพบเจอแต่คนที่เคยผ่านการแต่งงานมีครอบครัวแล้ว และสามารถแก้ไขได้หรือไม่คะ กราบนมัสการด้วยความเคารพ

    วิสัชนา
    ผู้ชายที่คุณรู้จักหรือผ่านเข้ามาในชีวิตของคุณย่อมมีทั้งคนโสด คนที่มีครอบครัวแล้ว และคนที่เป็นพ่อม่าย ส่วนคุณจะรักเขาหรือไม่ อยู่ที่การเลือกของคุณเอง เมื่อคุณรักใครสักคนและตัดสินใจใช้ชีวิตคู่กับเขา ก็ขอให้ตระหนักว่านี้เป็นเพราะการเลือกของคุณเอง กล่าวอีกนัยหนึ่งคือเป็นผลของกรรมในปัจจุบันชาติ กรรมในอดีตชาตินั้นมีส่วนเกี่ยวข้องน้อยมาก

    เมื่ออยู่กับเขาแล้ว จะสุขหรือทุกข์ ก็อยู่ที่การกระทำของคุณ (ทั้งกาย วาจา และใจ)ในปัจจุบันชาติเป็นสำคัญ หากมีความทุกข์ก็อย่าโทษกรรมในอดีตชาติ ขอให้กลับมาแก้ที่การกระทำของคุณเอง หากที่ผ่านมาคุณคิดว่ามักเลือกคนผิด ต่อไปคุณก็ควรระมัดระวังในการเลือกมากขึ้น อย่าวู่วาม พินิจพิจารณาให้ดีก่อนที่จะตัดสินใจใช้ชีวิตคู่กับใคร วิธีนี้เป็นหลักประกันที่ดีกว่าการพยายามแก้กรรมในอดีต ซึ่งนอกจากจะเป็นไปไม่ได้แล้ว ยังไม่เกี่ยวกับการเลือกคู่ครองของคุณในปัจจุบันด้วย

    อันที่จริงพ่อม่ายที่ดีก็มีไม่น้อย ไม่ควรคิดว่าพ่อม่ายหรือคนที่ผ่านการมีครอบครัวมาแล้วเป็นคนไม่มีราคา หรือคิดว่าคนโสดเท่านั้นที่คู่ควรกับคุณ คนโสดที่นิสัยย่ำแย่ก็มีอยู่มาก ดังนั้นหากได้พ่อม่ายมาเป็นคู่ครองก็ไม่ควรคิดว่าเป็นโชคร้ายของคุณ ถ้าเขาเป็นคนดี ก็ควรถือว่าเป็นโชคดีด้วยซ้ำ
    :- https://www.visalo.org/article/KomChadLuek580615.html
     
  8. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    59,728
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +37,367
    ชนะใจตนเอง.jpg
    เอาชนะใจตนเอง
    ณ หมู่บ้านชนบทแห่งหนึ่ง ผู้คนต่างก็ประกอบอาชีพกันเป็นกิจวัตรประจำวัน หากินอย่างสุจริต เมื่อยามขาดแคลนก็แบ่งปันซึ่งกันและกัน ทุก ๆ วันตลาดยามเช้าเต็มไปด้วยผู้คนต่าง ๆ ที่ออกมาจับจ่ายใช้สอยข้าวปลาอาหารสำหรับการดำรงชีวิต ปลาสลิดสดที่จับมาจากแหล่งน้ำ ผักชี ผักกาดขาว ปลานานาชนิด เนื้อหมูสด และอาหารแห้งต่าง ๆ มากมายที่พ่อค้าแม่ค้านำมาขาย เช่นเดียวกับครอบครัวของมานะที่ต้องหาเช้ากินค่ำ ครอบครัวของมานะประกอบไปด้วยพ่อ แม่ มานะ และน้องชายอีกคนหนึ่งที่กำลังอยู่ในวัยทารก
    กิจวัตรประจำวันสำหรับมานะคือการไปช่วยแม่ถือข้าวของจากตลาด และกลับมาช่วยแม่ทำความสะอาดบ้าน จากนั้นก็ไปโรงเรียนเพื่อเรียนหนังสือ มานะอยู่แค่ประถามปีที่สี่ และเมื่อกลับมาก็ต้องไปตักน้ำ ช่วยแม่ทำกับข้าว กวาดบ้าน ถูบ้าน ชีวิตกิจวัตรประจำวันของมานะเป็นเช่นนี้ทุก ๆ วัน เพื่อนบ้านต่างก็ชื่นชมมานะว่าเป็นเด็กดีของพ่อแม่ เชื่อฟังคำสอนของพ่อแม่มาโดยตลอด ไม่เคยคิดออกจากโอวาทเลยสักครั้ง ทุกครั้งแม่จะสอนมานะไว้เสมอว่าความกตัญญูเป็นสิ่งที่เด็กพึงกระทำต่อบุคคลผู้มีพระคุณ
    ทุกครั้งก่อนการสอบที่โรงเรียน มานะจะตั้งใจอ่านหนังสือจนดึกดื่น ความพยายามในการทบทวนหนังสือของมานะทำให้ประสบความสำเร็จทุกครั้งในการสอบ ความเพียรพยายามของมานะทำให้พ่อแม่ภูมิใจในตัวของมานะ
    วันสงกรานต์มาถึง เป็นวันที่เด็ก ๆ ในหมู่บ้านได้ออกมาจากบ้านเพื่อเล่นประเพณีสงกรานต์ร่วมกันอย่างสนุกสนาน ที่วัดเต็มไปด้วยชาวบ้านที่ต่างก็ศรัทธาในพระพุทธศาสนา ชาวบ้านที่หมู่บ้านนี้ดำรงตนอยู่ในฐานะพุทธศาสนิกชนที่ดี และต่างก็ช่วยบำรุงวัด สร้างอุโบสถศาลา ในวันสงกรานต์นี้เอง ทุกคนเช่นเดียวกับมานะที่ออกมาเล่นกับเพื่อนๆ บรรยากาศของวันสงกรานต์เต็มไปด้วยความสุข เสียงหัวเราะของชาวบ้าน และวันนี้เองที่พ่อค้าต่างก็ออกมาขายปืนฉีดน้ำ ปืนฉีดน้ำนี้เองที่เป็นที่เป็นที่ดึงดูดความสนใจของเด็ก ๆ ในชุมชนรวมถึงมานะด้วย
    นครั้งนี้เอง จิตใจของมานะเริ่มมีกิเลสครอบงำ มานะคิดในใจตัวเอง “ เอ้ ๆ ๆ น่าสนใจนะ ปืนฉีดน้ำ แต่ว่าเราไม่มีเงินซื้อ” มานะเห็นเด็กคนอื่นๆเล่นปืนฉีดน้ำ ก็นึกอยากมีบ้างใจหนึ่งก็อยากได้ แต่ใจหนึ่งก็อดทนไว้ที่จะไม่ซื้อ และคิดว่าปืนฉีดน้ำนั้นคงไม่มีประโยชน์แล้วถ้าพ้นเทศกาลสงกรานต์ ใจของมานะยังสับสนระหว่างเลือกที่จะสนุกสนานโดยแลกกับเงินที่มาจากหยาดเหงื่อของแม่ หรือเลือกที่จะมัธยัสถ์ประหยัดเพื่อเก็บออมเอาเงินไปใช้ประโยชน์ด้านอื่น ๆ
    หลายนาทีผ่านไป ความคิดตัดสินใจของมานะได้หยุดลง เขาตัดใจที่จะไม่ซื้อปืนฉีดน้ำ เพราะเขาสามารถที่จะไปยืมเพื่อนเล่นได้ อีกอย่างปืนฉีดน้ำคงไม่มีประโยชน์ถ้าพ้นเทศกาลสงกรานต์ไปแล้ว เค้าสามารถชนะใจตนเองได้ การชนะใจตนเองนั้นเป็นสิ่งที่ทำได้ยาก และเป็นชัยชนะที่เหนือสิ่งใด
    เพราะแม่ของมานะนี้เองที่สอนมานะในเรื่องต่าง ๆ ให้ทำดีมาตลอด ตั้งแต่เรื่องความกตัญญูกตเวที การช่วยเหลืองานบ้าน กวาดบ้าน ถูพื้น ความประหยัดในการใช้เงิน ความพากเพียรพยายามหมั่นศึกษาทบทวนบทเรียน สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ ได้ตกทอดจากแม่สู่มานะ
    และที่สำคัญที่สุด คือ การเอาชนะใจตนเองต่อสิ่งชั่วร้ายที่จะเข้ามาครอบงำจิตใจ จะเห็นว่าแม่ของมานะนั้นสอนให้มานะได้เลือกที่จะปฏิบัติแต่สิ่งที่ดี เปรียบเหมือนลูกไม้ที่หล่นไม่ไกลต้น และถ้าสังคมของเราเต็มไปด้วยต้นไม้และลูกไม้เหล่านี้ สังคมของเราก็จะเป็นสังคมที่เจริญสืบไป

    :- http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=5&t=48254
     

แชร์หน้านี้

Loading...