เรื่องเด่น เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันจันทร์ที่ ๘ มิถุนายน ๒๕๖๙

ในห้อง 'หลวงพ่อเล็ก วัดท่าขนุน' ตั้งกระทู้โดย iamfu, 8 มิถุนายน 2026 at 19:36.

สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้
  1. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,471
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,141
    ค่าพลัง:
    +26,937
    เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันจันทร์ที่ ๘ มิถุนายน ๒๕๖๙


     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  2. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,471
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,141
    ค่าพลัง:
    +26,937
    วันนี้ตรงกับวันจันทร์ที่ ๘ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๕๖๙ ตรงกับวันแรม ๘ ค่ำ เดือน ๗ เป็นวันที่โลกลืม..! เนื่องเพราะว่าความจริงแล้วเป็นวันสำคัญอย่างยิ่งวันหนึ่งในพุทธศาสนาของเรา ก็คือ "วันอัฏฐมีบูชา" หรือเรียกกันง่าย ๆ ว่า "วันถวายพระเพลิงพระพุทธสรีระ"

    ด้วยสาเหตุหลายประการจึงทำให้วันนี้แทบจะโดนหลงลืมไปจากพระพุทธศาสนา ประการแรกเลยก็คือติดกับวันวิสาขบูชาจนเกินไป จึงทำให้หลายแห่ง ถ้าหากว่าจัดงานก็เป็นการซ้ำซ้อน รบกวนญาติโยมมากจนเกินไป จึงมักจะจัดแต่งานในวันวิสาขบูชาเท่านั้น

    ประการที่สองก็คือ
    หาสถานที่อันเหมาะสมยากมาก ความจริงกาญจนบุรีของเราสมควรอย่างยิ่ง ที่จะจัดงานวันอัฏฐมีบูชาให้ยิ่งใหญ่ ชนิดที่คนทั้งประเทศหรือคนทั้งโลกต้องมาร่วมงาน เนื่องเพราะว่าเรามี "พระแท่นดงรัง" ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นพระแท่นที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าปรินิพพาน และมี "เขาถวายพระเพลิง" อยู่บริเวณใกล้เคียงด้วย

    ตรงจุดนี้ไม่ต้องไปคำนึงถึงว่าเป็นของแท้ของเทียมประการใด เนื่องเพราะว่าเป็นการจัดงานเพื่อเป็นพุทธานุสติ คือการรำลึกถึงองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ดังนั้น..จะของแท้ของเทียม แต่ถ้าชาวบ้านส่วนใหญ่เชื่อถือ ก็สามารถที่จะจัดงานขึ้นมาได้ และถ้าหากว่าทำเป็น ก็จะเป็นงานยิ่งใหญ่ชนิดที่ใคร ๆ ก็ต้องมาร่วมงาน แต่น่าเสียดายที่ว่าไม่มีการจัดงานในลักษณะนี้

    อีกแห่งหนึ่งก็คือพระแท่นศิลาอาสน์ จังหวัดอุตรดิตถ์ ซึ่งมีการจัดงานวันถวายพระเพลิงพระพุทธสรีระมาหลายครั้งแล้ว ส่วนในปัจจุบันนี้ ยังมีที่ใดจัดงานวันอัฏฐมีบูชาอยู่บ้าง กระผม/อาตมภาพก็ไม่ทราบแน่นอน

    เพียงแต่ว่าถ้าผู้คนส่วนใหญ่ระลึกถึงวันแรม ๘ ค่ำเดือน ๖ หรือถ้ามีเดือน ๘ สองหนก็คือวันแรม ๘ ค่ำเดือน ๗ ว่าเป็นวันอัฏฐมีบูชาอย่างเดียว ก็แปลว่าหลงลืมวันสำคัญไปอีก เนื่องเพราะว่าวันวิสาขบูชานั้นเป็นวันประสูติ ตรัสรู้ และปรินิพพานขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
     
  3. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,471
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,141
    ค่าพลัง:
    +26,937
    เรามาดูตั้งแต่วันประสูติว่า หลังจากที่พระองค์ท่านประสูติมาได้ ๗ วัน พระมารดาก็สวรรคต กลายเป็นว่าเราลืมความสำคัญของวันนี้ไปส่วนหนึ่ง ก็คือวันที่พระพุทธมารดาเสด็จสวรคต อรรถกถาจารย์อธิบายว่าครรโภทรแห่งพุทธมารดานั้น เป็นสถานที่อันสัตว์อื่นมิบังควรที่จะเกิดร่วมด้วย หลังจากที่ให้การประสูติพระมหาโพธิสัตว์ ซึ่งจะตรัสรู้เป็นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว พระพุทธมารดาจึงต้องสวรรคต

    ในส่วนนี้บางท่านอาจจะคิดว่าไม่ยุติธรรม ก็คือลูกเกิดได้ ๗ วัน แม่ต้องตาย..! แต่ถ้าท่านทั้งหลายอ่านพระไตรปิฎกแล้วพิจารณาทั่วถึง จะเห็นว่าพระน้านาง ก็คือพระนางปชาบดีโคตมีเถรี ทรงลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเพื่อเข้าสู่พระนิพพานตอนอายุ ๑๒๐ ปี ตอนนั้นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงพระชนมายุ ๗๙ พรรษา เราลองนึกว่าน้องแม่กับองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอายุห่างกันเท่าไร ? ก็ห่างกันอย่างน้อยก็ ๔๑ ปี แล้วถ้าหากว่าเป็นพระพุทธมารดาที่ต้องอายุมากกว่าน้องแม่ จะอายุเท่าไรตอนที่มีพระประสูติกาลพระมหาโพธิสัตว์ ? ตีเสียว่าอย่างไม่มีก็ต้อง ๔๒ ปี..!

    กระผม/อาตมภาพไปอ่านเจอในมธุรัตถวิลาสินี อรรถกถาพุทธวงศ์ อธิบายความว่า ด้วยความที่พระพุทธมารดาจะต้องสวรรคต หลังจากให้พระประสูติกาลแล้ว จึงมีกำหนดกฎเกณฑ์ว่าจะทรงครรภ์ในระหว่างอายุกาลได้ ๔๐ - ๗๐ ปี อย่าเพิ่งคิดว่าของตลก คนอายุ ๗๐ ปีแล้วยังตั้งท้องได้ ? แม้กระทั่งในปัจจุบันนี้ ชาวบ้าน Hunza (หรรษา) ในประเทศปากีสถาน หรือที่ฝรั่งอ่านว่าฮุนซา อายุขัยเฉลี่ยคือ ๑๒๐ ปี ผู้หญิงอายุ ๖๐ ปี ยังตั้งท้องได้เป็นปกติ แล้วสมัยพุทธกาลที่อายุยืนนานกว่านี้ ทำไมอายุขนาดนั้นจะตั้งครรภ์ไม่ได้ ?

    อยู่ในลักษณะที่ว่าในเมื่อคลอดแล้ว จะต้องเสียชีวิตใน ๗ วัน ก็ให้แม่มีอายุอยู่ดูโลกนานสักหน่อย แต่พวกเราต้องไม่ลืมว่า ถ้าเอ่ยถึงวันแรม ๘ ค่ำเดือน ๖ หรือแรม ๘ ค่ำเดือน ๗ ในปีที่มีเดือน ๘ สองหน ก็คือวันที่พระพุทธมารดาสวรรคต

    ถ้าหากว่ามากล่าวถึงวันตรัสรู้ หลังจากตรัสรู้แล้ว พระองค์ท่านเสวยวิมุติสุขอยู่ ๗ สัปดาห์คือ ๔๙ วัน ก็แปลว่าเป็นสัปดาห์แรกที่พระองค์ท่านเสวยวิมุติสุขตลอด ๗ วัน ที่ใต้โคนพระศรีมหาโพธิ์ ทรงพิจารณาปฏิจจสมุปบาทตลอดระยะเวลา ๗ วัน จนเห็นชัดเจนว่าปฏิจจสมุปบาทนั้น มีทั้งการเกิดและการดับ
     
  4. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,471
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,141
    ค่าพลัง:
    +26,937
    ถ้าหากว่าการเกิดก็ต้องเริ่มตั้งแต่ "อวิชชา" คือความเขลาไม่รู้จริง ก่อให้เกิด "สังขาร" คือความนึกคิดปรุงแต่งขึ้นมา เนื่องเพราะว่าสังขารตัวนี้ไม่ใช่ร่างกาย แต่เป็น "จิตสังขาร" คือการปรุงแต่งของใจ ในเมื่อมีการปรุงแต่งก็ต้องมีเครื่องรับรู้ ก็คือ "วิญญาณ" ถ้าหากว่ามีวิญญาณก็ต้องมีเครื่องให้วิญญาณอาศัย ก็คือ "นามรูป" หมายถึงร่างกายนี่เอง

    การที่มีนามรูปให้อาศัย ก็ต้องมีเครื่องที่สามารถสัมผัสติดต่อได้ จึงต้องมี "อายตนะ ๖" ไล่ไปเรื่อยจนกระทั่งเกิด แก่ เจ็บ ตาย แต่ถ้าหากว่าพิจารณาย้อนกลับ ก็คือถ้าหากว่าอวิชชาดับ สังขารก็ต้องดับ ก็ไล่ย้อนไปจนกระทั่งถึงการเกิด แก่ เจ็บ ตาย ก็ดับลงทั้งหมดเช่นกัน ซึ่งถ้าอธิบาย ๓ วัน ๓ คืนก็สามารถพูดถึงได้ เอาแค่คร่าว ๆ แค่นี้ก็แล้วกัน

    ก็แปลว่าวันแรม ๘ ค่ำ เดือน ๖ หรือแรม ๘ ค่ำเดือน ๗ ในปีที่มีเดือน ๘ สองหน ถ้า ๗ วันหลังองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าประสูติ ก็คือพระพุทธมารดาเสด็จสวรรคต ถ้า ๗ วันหลังวันตรัสรู้ ก็คือพระองค์ท่านเสวยวิมุติสุขครบในสัปดาห์แรกที่ใต้โคนพระศรีมหาโพธิ์ พอ ๗ วันหลังปรินิพพาน ก็จะเป็นวันถวายพระเพลิงพระพุทธสรีระ

    ความจริงการถวายพระเพลิงพระพุทธสรีระน่าจะเป็นงานที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในพระพุทธศาสนา แต่กลับไม่ใช่ งานถวายพระเพลิงที่ยิ่งใหญ่ที่สุด เป็นการถวายพระเพลิงให้แก่พระน้านางปชาบดีโคตมีเถรี เนื่องว่าแม้แต่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็เสด็จไปร่วมงาน พร้อมกับพระอรหันต์อีกมากมายนับไม่ถ้วน

    นอกจากบรรดาเจ้าพระยามหากษัตริย์ พราหมณ์มหาศาล ที่คนทั่วไปเห็นแล้ว ยังมีเทวดาพรหมอีกมากมายมหาศาล ถึงขนาดท้าวมหาราชทั้ง ๔ ต้องมาแบกโลงศพถวาย กลายเป็นว่าถ้ากล่าวถึงงานศพที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในพระพุทธศาสนา น่าจะไม่ใช่การถวายพระเพลิงพระพุทธสรีระ แต่เป็นการถวายพระเพลิงแก่สมเด็จพระน้านางปชาบดีโคตมีเถรี
     
  5. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,471
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,141
    ค่าพลัง:
    +26,937
    เรื่องพวกนี้ถ้าหากว่าอยากได้รายละเอียดก็ไปอ่านเอา หาในพระไตรปิฎกไม่เจอ ก็อ่านในอรรถกถา แต่ว่าในเรื่องของการอ่านพระไตรปิฎกนั้นเป็นเรื่องยาก พระเดชพระคุณหลวงพ่อฤๅษีฯ บอกกับกระผม/อาตมภาพว่า "ถ้าตราบใดที่แกยังบวชอยู่ ถ้าเป็นไปได้ให้อ่านพระไตรปิฎกปีละ ๑ จบ" กระผม/อาตมภาพอยู่มา ๔๐ กว่าปีแล้ว อ่านได้แค่ ๗ - ๘ จบเท่านั้น เนื่องเพราะว่าถ้าติดขัดตรงไหน ก็จะเสียเวลาไปพินิจพิเคราะห์

    ส่วนที่ยากที่สุดก็คือพระอภิธรรม เนื่องเพราะว่ายิ่งพิจารณาก็ยิ่งลึกซึ้ง จนกระทั่งบางทีรู้สึกว่าเกินปัญญามนุษย์ที่จะรู้ได้อย่างแท้จริง ในเมื่อเป็นคนที่อ่านแล้วถ้าไม่เข้าใจก็ไม่ปล่อยผ่าน จึงไม่สามารถที่จะอ่านได้ปีละจบ อย่างที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อท่านสั่งเอาไว้ จึงฝากให้ท่านทั้งหลายไปทำหน้าที่นี้ต่อก็แล้วกัน..!

    กระผม/อาตมภาพเริ่มตั้งแต่พระไตรปิฎก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ๙๑ เล่ม แล้วมาเป็นฉบับประชาชน มาเป็นฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ๔๕ เล่ม แล้วล่าสุดก็คือพระไตรปิฎกฉบับแก่นธรรม ๔ เล่ม ใครชอบใจแบบไหนก็อ่านเอา แต่ถ้าหากว่าท่านที่เรียนบาลี ขอแนะนำพระไตรปิฎก ๙๑ เล่ม ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย เพราะว่าจะมีการอ้างบาลีและแปลไปในตัวบางแห่ง ทำให้เราสามารถเข้าใจบาลีและแปลบาลีได้ดียิ่งขึ้น

    สำหรับวันนี้ก็ขอเรียนถวายพระภิกษุสามเณรของเรา และบอกกล่าวแก่ญาติโยมแต่เพียงเท่านี้

    พระครูวิลาศกาญจนธรรม, รศ.ดร.
    เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน
    วันจันทร์ที่ ๘ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๕๖๙
    (ถอดจากเสียงเป็นอักษร โดย เผือกน้อย)
     
สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้

แชร์หน้านี้

Loading...